ฉบับที่ 118 เลเซอร์กับรอยเหี่ยวย่น

เลเซอร์กับรอยเหี่ยวย่น การลดริ้วรอยเหี่ยวย่นด้วยแสงเลเซอร์ เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์โดยใช้พลังแสงเลเซอร์ในการลอกเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดที่มีปัญหาออกไป เพื่อต้องการเผยให้เห็นชั้นผิวใหม่ที่ขาวและสดใส ในขณะเดียวกันพลังแสงเลเซอร์สามารถให้ความร้อนแทรกลึกลงไปในผิวหนังชั้นล่างเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้มากขึ้นทำให้ผิวหนังเต่งตึงภายหลังจากการรักษาด้วยแสงเลเซอร์ช่วงคลื่นที่แตกต่างกันของแสงเลเซอร์จะถูกดูดซับโดยเซลล์เป้าหมายต่างชนิดกันของผิวหนังช่วงคลื่นที่จำเพาะต่อเซลล์เป้าหมาย จึงไม่มีผลต่อเซลล์ข้างเคียงหรือมีน้อยมาก แสงเลเซอร์สามารถเผาให้น้ำร้อน เผาเม็ดสีของผิวหนังให้ไหม้และหลุดลอกออกไป ศัลยกรรมที่ใช้เลเซอร์ก็เช่นกัน สามารถใช้ลำแสงผ่าตัดเนื้อเยื่อได้ ดังนั้นแสงเลเซอร์จึงใช้ในการรักษาปัญหาผิวหนังมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับเป็นการทำเบบี้เฟซ ที่นิยมกันมากในปัจจุบันเลเซอร์ ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคทางผิวหนังมีหลายชนิด   ชนิดที่นำมาใช้ในการลอกผิวหน้าลดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ไม่ลึกมากนัก เช่น คาร์บอนด์ไดออกไซด์เลเซอร์ (carbondioxide laser) เมื่อ แสงเลเซอร์กระทบเซลล์ผิวหนัง น้ำซึ่งอยู่ภายในเซลล์จะเป็นเป้าหมายที่รับพลังงานแสงไว้ และจะมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่ได้รับเป็นความร้อน พลังงานที่เหมาะสมจะทำให้น้ำในเซลล์ระเหย และทำให้มีการหลุดลอกของเซลล์ออกไป โดยไม่มีผลต่อเซลล์ข้างเคียง หรือมีน้อยมาก     การใช้ เลเซอร์ ในการลอกผิวหน้า มีข้อดี "กว่า" การลอกหน้าโดยใช้วิธีอื่น คือ สามารถควบคุมความลึกของ การลอกผิว ได้ดี เนื่องจากมีการพัฒนาเครื่องเลเซอร์ ให้สามารถปล่อย พลังงานสูงๆ ในระยะเวลาสั้นๆ (Ultrapulse) และยังมีการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสแกนเนอร์ในการควบคุมการปล่อยลำแสงเลเซอร์ทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดลอกเพียงชั้นตื้นๆ   นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในชั้นหนังแท้ คือเนื้อเยื่อคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เพิ่มปริมาณขึ้น และมีการเรียงตัวที่เป็นระเบียบมากขึ้น มีผลทำให้ผิวหนังเต่งตึงและกระชับการลอกผิวหน้าโดยใช้ แสงเลเซอร์ ใช้รักษาอะไรได้บ้าง   - รักษา ริ้วรอยย่น บนใบหน้า (wrinkle) -รักษาผิวหนังย่นบริเวณใต้ตา ช่วยให้กระชับขึ้น - ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง ผิวใหม่ที่สร้างขึ้นมาทดแทน จะแน่นกระชับขึ้น สีผิวสม่ำเสมอ - ตบแต่ง แผลเป็น จากสิว  และ จากสาเหตุอื่น อาการข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้   1. อาการร่วมทั่วไประยะแรกเริ่ม : ทันทีภายหลังจากการทำเลเซอร์ จะรู้สึกคล้ายแดดเผาอ่อนๆ ที่ผิวหนัง อาจมีอาการคัน แสบร้อนในระยะ 72 ชั่วโมงแรก แพทย์ผู้ทำการรักษามักจะแนะนำให้ปกป้องผิวหนังให้ชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงผิวหรือขี้ผึ้ง อย่างน้อย 10 วัน  2. อาการบวมบริเวณผิวหนังที่ทำการรักษา พบได้เป็นภาวะปกติประมาณ 2-3 เดือน   3. ผิวแดงบริเวณที่ทำการรักษา ซึ่งมักจะค่อยๆ จางหายไปในระยะเวลา 2-3 เดือน สามารถปกปิดได้ด้วยการทาครีมรองพื้นแต่งหน้าได้ 4. สีผิวคล้ำขึ้น (hyperpigmentation) พบได้บ่อยมากในคนที่มีสีผิวคล้ำอยู่แล้ว แต่ในคนที่สีผิวขาวบางรายก็พบว่ามีสีผิวคล้ำได้เช่นกัน โดยทั่วไปสีที่คล้ำขึ้นจะจางลงได้ อาจใช้เวลาหลายเดือน แต่แพทย์สามารถให้ยาทาบางชนิดเพื่อช่วยลดการทำงานของเม็ดสี การเลี่ยงแสงแดด และใช้ ครีมกันแดดในวันที่ต้องออกไปกลางแดด จะช่วยให้ปัญหาของสีผิวคล้ำลดลง  5. การกำเริบของเชื้อเริม บริเวณแผล พบได้ในรายที่มีประวัติเคยมีการติดเชื้อเริมมาก่อน ถ้าบริเวณแผลมีอาการแดง หรือเป็นแผลถลอก ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการแสดงของการติดเชื้อเริมได้  6. การอักเสบของแผลจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา ถ้าดูแลแผลถูกต้องจะพบปัญหานี้น้อยมาก แต่ถ้าเกิดขึ้น อาจทำให้มีแผลเป็นตามมาในภายหลัง  ถ้าพบว่าบริเวณแผลมีอาการแดง หรือคันผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์  7. การเกิดแผลเป็น มักพบในรายที่มีการอักเสบติดเชื้อของแผล จากการดูแลแผลไม่ถูกต้อง หรือในรายที่ได้ยารับประทานในกลุ่มกรดวิตามินเอมาก่อน ภายในเวลา 1 ปีก่อนการรักษา หรือในผู้รับการรักษาบางรายที่เกิดแผลเป็น หรือคีลอยด์ได้ง่าย   เอกสารอ้างอิงwww.livestrong.com

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 117 โบทอกซ์กับการลบเลือนริ้วรอย

  ศาสตร์และศิลป์ถูกนำมาใช้เพื่อชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนังบนใบหน้ามานานนับพันปี ใน 10 ปีที่ผ่านไป โบทอกซ์และสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ทั้งหลายได้รับความนิยมในธุรกิจความงามอย่างชนิดก้าวกระโดดเพื่อให้ผิวหน้าแลดูอ่อนวัย ลบเลือนริ้วรอยบนใบหน้าออกไปได้ทันใจเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง   รู้จักกับโบทอกซ์โบทอกซ์ (Botox) เป็นยาที่ผลิตจากโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรียมาทำให้บริสุทธิ์  มีฤทธิ์ยับยั้งการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ริ้วรอยย่นของผิวหนังจึงลดลง ทางการแพทย์มีการนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1970 เพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ใช้เป็นยารักษาโรคในปี 1989 และใช้สำหรับลบริ้วรอยบนใบหน้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 โดยบริษัท Allergan Inc สหรัฐอเมริกา ในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อผลิตออกมาจากประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศจีนซึ่งมีราคาถูก   ตัวยาจะอยู่ในรูปผงแห้ง บรรจุอยู่ในขวดสุญญากาศปราศจากเชื้อ เวลาใช้ แพทย์จะต้องละลายด้วยน้ำเกลือ 0.9%ก่อนฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการ ขนาดของยาจะถูกกำหนดตามความเหมาะสมของจำนวนริ้วรอยโดยแพทย์ที่ทำการรักษา แน่นอนจะต้องเจ็บเมื่อโดนเข็มฉีดยา โดยทั่วไปแพทย์จะทำการทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีก่อนฉีด สามารถกลับบ้านได้ทันทีภายหลังจากพักเพียง 30 ถึง 60 นาที ผู้ที่ผิวบอบบาง อาจเห็นจ้ำเขียวของเข็มฉีดยาได้บ้างแต่มักหายไปในไม่ช้า ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับฝีมือแพทย์   ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผลของการลดเลือนริ้วรอย ประมาณ 2-7 วัน และฤทธิ์ยามักจะอยู่ได้ประมาณ 3-8 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่ชอบแสดงออกทางสีหน้า ริ้วรอยบนหน้าผาก รอยตีนการอบดวงตาและหัวคิ้ว มักจะเป็นผิวหนังบริเวณที่แพทย์มักจะฉีดให้มากที่สุด ฤทธิ์ยาจะค่อยๆ หมดไปเอง และเมื่อต้องการก็ไปให้แพทย์ฉีดซ้ำ ซึ่งพบว่าผู้บริโภคที่เคยฉีดโบทอกซ์มักจะนิยมฉีดซ้ำ เพราะกลัวริ้วรอยแห่งวัย กลายเป็นเสพติดอย่างหนึ่งของสังคมไฮโซของทั้งหญิงและชาย   ราคาประมาณ 5000 ถึง 10000 บาทต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของยาที่ต้องใช้ฉีด  อาการข้างเคียงและอันตราย ไม่มีอันตรายถึงชีวิต  เมื่อใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ ผลข้างเคียงส่วนมากที่เกิดขึ้นมักเป็นแบบเฉพาะที่ เช่น หนังตาตก  กลืนอาหารลำบาก  หน้าไม่สมมาตร  หรือจุดเลือดออกในบริเวณที่ฉีด  ซึ่งเกิดได้แม้ในมือผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแพทย์ และผู้ทำการรักษาจึงควรคุยกันโดยละเอียดก่อนการฉีดทุกครั้ง   สารเติมเต็ม หรือ “ฟิลเลอร์  คืออะไร อายุที่มากขึ้นทุกปี ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นลดลง กล้ามเนื้อขาดความหนาแน่นรวมถึงสภาพชั้นไขมันใต้ผิวหนังเปลี่ยนไป ริ้วรอยจากรอยตื้นๆ กลายเป็นร่องหรือถุง เช่น แก้มหย่อนคล้อยหรือแก้มตก ร่องลึกใต้ขอบตาล่าง รอยบริเวณเหนือริมฝีปากและช่วงล่าง จมูกไม่ได้สัดส่วนตามที่เจ้าของต้องการ ร่องรอยที่กล่าวไปนั้นแพทย์สามารถช่วยโดยการฉีดสารที่เรียกกันทั่วไปว่า สารเติมเต็ม หรือ ฟิลเลอร์ (Filler) เข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังเพื่อลดเลือนร่องรอยแห่งวัยให้เบาบางลง สารเติมเต็มได้เริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 โดยใช้คอลลาเจนสกัดจากวัว ต่อมามีการพัฒนาโดยใช้คอลลาเจนสกัดจากคนและจากหมูเพื่อลดปัญหาภูมิแพ้จากวัว ปัจจุบัน 85% ของสารเติมเต็มในท้องตลาดจะพัฒนาโดยใช้สาร ไฮยาลูโรนิคแอซิด หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ไฮยาลูโรแนน มีทั้งพัฒนาจากเนื้อเยื่อของสัตว์และจากสารสังเคราะห์ มีคุณสมบัติที่คงตัว ไม่ทำปฏิกิริยาต่อเซลล์ผิวหนัง มีอายุยาว และมีประสิทธิภาพเต็มเติมได้ดี ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดที่ใช้ฉีดมีมากมาย แตกต่างกันที่เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้น ขนาดอนุภาคและน้ำหนักโมเลกุลของสาร หากฉีดที่ความเข้มข้นสูง อนุภาคใหญ่ จะเติมเต็มร่องลึกได้ดี สามารถต้านการย่อยสลายได้ดี ทำให้อยู่ทนนานขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่า สารเติมเต็มที่มีประสิทธิภาพอยู่ได้นานหรือชนิดถาวร  มักจะก่อให้เกิดปัญหาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเวลาผ่านไป ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย สารเติมเต็มใต้ผิวหนังชนิดถาวรมักจะปรากฏเป็นก้อนนูนให้เห็นชัดคล้ายเนื้อนูนแข็งๆ ไม่น่าดูยิ่งนัก หลายคนอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อผ่าออก   ระยะเวลาการออกฤทธิ์  คอลลาเจนจากวัว หมู หรือจากคน จะมีฤทธิ์ 2-6 เดือน ไฮยาลูโรแนน ที่มีอนุภาคเล็ก มักจะมีประสิทธิภาพอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ส่วนอนุภาคใหญ่จะอยู่ได้นานขึ้นเป็น 18-24 เดือน ราคาประมาณ 10000 ถึง 30000 บาทขึ้นอยู่กับชนิดของสารเติมเต็มที่เลือกใช้   ข้อควรรู้เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ในการเข้ารับบริการ1. ผู้ให้บริการ ขั้นต่ำต้องเป็นแพทย์ (Medical Doctor) และควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง หรือ อาจเรียกสั้นๆ ว่าแพทย์ผิวหนัง 2. เครื่องมือ วิธีการ หรือสารที่ใช้ร่วมกับหัตถการ ผ่านมาตรฐานทางวิชาการและความปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากกระทรวงสาธารณสุข3. ผู้รับบริการ ควรศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวแพทย์ผู้ทำหัตถการและเครื่องมือหรือสารที่จะฉีดดังกล่าวว่ามีผลข้างเคียงมากน้อยเพียงไร รับคำปรึกษาและแนะนำก่อนเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นขณะรักษาและหลังรักษาได้4. ควรทำการถ่ายรูปใบหน้าก่อนทำการรักษาและภายหลังจากที่ได้ให้แพทย์ฉีดสารแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานในการรักษา เอกสารอ้างอิง Zachary J. Berbos and William J. Lipham. Update on botulinum toxin and dermal fillers. Current Opinion in Opgthalmology 2010, 21: 387-395.  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 116 ผิวหนังรอบดวงตา ควรดูแลอย่างไรดี

ผิวหนังทั่วร่างกายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ผิวหนังที่ฝ่าเท้าจะหนาและกระด้าง หนังศีรษะจะมีรากผมมากมายอยู่กันอย่างหนาแน่น ผิวหนังรอบจมูกและแก้มจะมีต่อมไขมันมาก ทำให้หน้ามัน ส่วนผิวหนังรอบดวงตามีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือ - ผิวรอบดวงตาไม่มีต่อมไขมัน ทำให้ผิวบริเวณนี้แห้งง่ายมาก- ผิวรอบดวงตาจะบางมากที่สุดบนใบหน้า ทำให้อ่อนไหวง่ายต่อสารเคมีและสิ่งแวดล้อม- ใต้ผิวหนังรอบดวงตาจะมีเส้นเลือดฝอยอยู่มากมาย แต่มีชั้นไขมันน้อยมาก ทำให้ผิวหนังบริเวณนี้แห้งง่ายและบวมง่าย- ผิวหนังรอบดวงตามักจะตึงเครียดเมื่อมีการเคลื่อนไหวของดวงตาหรือใช้สายตามากเกินไป ทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นทำให้ผิวหนังรอบดวงตาเป็นตัวชี้บ่งถึงความชราแห่งวัยอย่างชัดเจน   ควรดูแลผิวหนังรอบดวงตาเป็นพิเศษ ทุกคนต้องการดูอ่อนกว่าวัย เมื่อเราต้องทายอายุของคน เรามักจะคาดเดาได้ง่ายจากผิวหนังรอบดวงตา ดังนั้นการดูแลผิวหนังรอบดวงตาจึงต้องพิเศษกว่าส่วนอื่นของร่างกายด้วยหลักดังต่อไปนี้ 1 ไม่ทำอันตรายผิวรอบดวงตาอ่อนไหวง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลาย เช่น การหรี่ตาและขยี้ตาบ่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดริ้วรอยตีนกา บางคนสายตาไม่ปรกติ ยาวไปหรือสั้นไป ทำให้อ่านหนังสือแล้วต้องทำตาย่นในการอ่านโดยไม่รู้ตัว ควรหมั่นตรวจวัดสายตาเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยนี้ 2 ปกป้องจากรังสียูวีผิวหนังบอบบางรอบดวงตาจะอ่อนไหวต่อรังสียูวีมาก จำเป็นต้องปกป้องทั้งผิวหนังและดวงตาจากรังสียูวี อาจจะเลือกแว่นกันแดดที่สามารถครอบคลุมผิวหนังรอบดวงตาด้วยนอกเหนือจากการทาครีมกันแดดรอบดวงตา 3 หลักเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดความระคายเคืองผิวหนังที่บอบบางรอบดวงตาจะง่ายและไวต่อสารเคมีทั้งหลาย ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่เหมาะสม เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำ เมื่อนำมาล้างหน้าด้วย สารทำความสะอาดในผลิตภัณฑ์จะรุนแรงเกินไปสำหรับรอบดวงตา ก่อให้เกิดความระคายเคืองได้ การใช้บ่อยๆ ทำให้ผิวรอบดวงตาแห้งกร้าน และก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ครีมบำรุงผิวหน้าที่ประกอบไปด้วยเอเอชเอ (AHA) หรือ บีเอชเอ (BHA) ไม่ควรนำมาทารอบดวงตา เนื่องจากเนื้อครีมชนิดนี้จะมีความเป็นกรดค่อนข้างมากประมาณ 3.5 ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองได้ 4 การเลือกใช้เมคอัฟที่เหมาะสมผลิตภัณฑ์สำหรับแต่งหน้าหรือเมคอัฟมักจะประกอบไปด้วยสารที่ระคายเคืองผิวหนังได้มาก จึงควรแต่งหน้าด้วยเมคอัฟที่ไม่หนาเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบดวงตา เมคอัฟประเภททนน้ำและติดทนนาน ต้องระวังให้ดี เพราะจะประกอบไปด้วยสารเคมีที่ล้างออกยากด้วยน้ำ จำเป็นต้องใช้สารเคมีที่รุนแรงเช็คออก ยิ่งทำให้ผิวรอบดวงตาระคายเคืองและอักเสบได้ 5 รอยหมองคล้ำรอบดวงตาหลายๆ คนอาจมีปัญหาของตาหมีแพนด้าบนใบหน้า หรือรอยคล้ำใต้ตา บวมเขียว ซึ่งเกิดจากอาการบวมของผิวหนังใต้ตานั่นเอง อาการบวมใต้ตาเกิดจากการที่มีของเหลวสะสมใต้ผิวหนัง อาการบวมทำให้ผิวหนังรอบดวงตาขยายและเกิดเป็นถุงใต้ตาและริ้วรอยเหี่ยวย่นในที่สุด สาเหตุหลักเกิดจากผิวหนังรอบดวงตามีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงมากมาย ทำให้บวมคล้ำได้ง่าย บางครั้งอาการบวมใต้ตาอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคไต โรคตับ ซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แต่ที่พบเป็นประจำคือตาบวมหลังตื่นนอนตอนเช้า ซึ่งมักเกิดจากนอนไม่พอ นอนดึกเกินไป หรือใช้สายตามากเกินไป 6 การเลือกใช้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาควรเลือกใช้ครีมที่ให้ความชุ่มชื้นสูง เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตาที่บอบบางมาก จำเป็นต้องได้รับการปกป้องสูงสุด ไนท์ครีมสำหรับบำรุงผิวตอนกลางคืนมักจะประกอบไปด้วยสารให้ความชุ่มชื้นสูงและสารหล่อลื่นผิวหนังสูง การเลือกใช้ไนท์ครีมชนิดสำหรับบำรุงรอบดวงตาสามารถช่วยปกป้องผิวหนังส่วนนี้ได้ดีทั้งในเวลากลางคืนและกลางวัน --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา- เริ่มต้นจากความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด หรือเริ่มต้นทาให้บางที่สุดก่อน ถ้าไม่มีอาการระคายเคืองเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ แสดงว่าน่าจะใช้ต่อไปได้หรือเพิ่มปริมาณที่ต้องการทาได้ - ก่อนที่จะทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่รอบดวงตา ควรจะเริ่มทดสอบที่บริเวณท้องแขนก่อน เมื่อไม่แพ้ จึงขยับมาทดสอบบริเวณผิวหน้า ข้างแก้ม ก่อนที่จะใช้จริงที่รอบดวงตา- หากมีผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเฉพาะรอบดวงตา ควรเลือกชนิดนั้น - หากมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยทันที   ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาตาบวมหรือตาคล้ำ- ควรนอนหงาย หากนอนคว่ำหน้า ความดันเลือดที่หน้าจะสูงกว่าส่วนอื่น - ไม่ควรดื่มน้ำหรือของเหลวมากเกินไปก่อนนอน หากของเหลวในร่างกายมากเกินไป จะทำให้ตัวบวมตามส่วนต่างๆ ได้รวมทั้งผิวหนังใต้ตา- ควรจำกัดการกินอาหารที่เค็มจัด เพื่อลดปริมาณโซเดียมเข้าร่างกาย เกลือโซเดียมจะทำให้น้ำถูกดูดไว้ในร่างกาย ทำให้ผิวหนังบวมตามตัวได้ง่าย - สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ควรจำกัดให้น้อยลงและให้น้อยที่สุดในเวลาเย็นและก่อนนอน - ครีมบำรุงผิวใต้ดวงตาบางประเภทจะประกอบไปด้วยสารคาเฟอีน ซึ่งจะช่วยขจัดน้ำหรือของเหลวออก ทำให้อาการบวมลดลงได้ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 115 กินอย่างไร ช่วยชะลอความเหี่ยวย่น

หลายคนคงคิดว่าอาหารที่กินไม่สำคัญเท่ากับเครื่องสำอางที่ดีๆ แพงๆ และศัลยกรรมทางผิวหนังโดยแพทย์ผู้ชำนาญ ในทางตรงกันข้ามอาหารที่เรากินเข้าไปจะมีผลแตกต่างอย่างชัดเจนต่อสุขภาพของเจ้าของ และถ้าเรากินอาหารถูกต้อง ร่างกายจะมีสุขภาพดี รวมถึงผิวพรรณที่ผุดผ่อง เต่งตึงมีน้ำมีนวล บริษัทที่ค้าขายเกี่ยวกับอาหารเสริมและวิตามินเสริมเหล่านี้เสมือนหนึ่งขายยาเม็ดสำหรับผิวหนัง เพื่อบำรุงผิวหนังจากภายในสู่ภายนอก   สารอาหารก่อให้เกิดความแตกต่างต่อการบำรุงผิวหรือไม่?ถ้าเราจะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงชนิดของอาหารที่กินทุกวัน คงจะไม่สามารถลบล้างริ้วรอยเหี่ยวย่นหรือชะลอความแก่ออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ถ้าเราจะคิดว่ากินอาหารอะไรก็ได้ที่อยากกินและจะไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของผิวหนังก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ความจริงอาหารที่เรากินทุกวันมีผลโดยทางตรงต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง แม้ว่าครีมบำรุงผิวที่ดีแสนดีและอุดมไปด้วยสารพัดอาหารเสริมในครีม ก็คงสามารถเพียงเสริมให้ผิวหนังได้เพียงบางส่วนเท่านั้นโดยการซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนัง แต่ก็คงไม่เพียงพอ   ประโยชน์ของการบำรุงผิวจากภายในร่างกายสู่นอกทุกๆ เซลล์ของอวัยวะทั่วร่างกายต้องการสารอาหารจำนวนมาก และสารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามิน แร่ธาตุและ อะมิโนแอซิดหลายชนิดจำเป็นต้องได้มาจากอาหารที่กินเข้าไป ในขณะที่สารอาหารบางชนิดร่างกายสามารถสร้างเองได้จากภายในและเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสุขภาพที่ดีและบำรุงผิวพรรณได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้ด้วยครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงผิวที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ดีๆ เมื่อทาลงบนผิวหนังก็ไม่แน่นอนว่าจะมีประสิทธิภาพต่อผิวหนังเสมอไป บางยี่ห้อสารเหล่านั้นอาจจะเพียงเกาะอยู่บนผิวหนังเท่านั้น อาจแทรกซึมลงผิวหนังได้ไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารอาหารและยี่ห้อสินค้าที่ได้รับการพัฒนาดีมากน้อยแตกต่างกัน แต่ถ้าเรากินอาหารดีๆ เข้าไป ก็ย่อมจะแน่นอนว่าอาหารจะถูกย่อยในกระเพาะและสำไส้ และผ่านการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและนำส่งไปยังเซลทุกเซลล์รวมทั้งเซลล์ผิวหนังแน่นอน อาหารมีผลต่อกลไกการชะลอวัยและชะลอริ้วรอยแห่งวัยอย่างไม่ต้องสงสัย รวมทั้งมีผลต่อสุขภาพองค์รวมของร่างกาย   ข้อจำกัดของสารอาหารบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก ความเหี่ยวย่นของผิวหนังเกิดจากปัจจัยร่วมของกลไกการเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายและสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ เช่น แสงแดด ลม และมลภาวะ การเลือกกินอาหารที่เหมาะสมจะสามารถช่วยยับยั้งความชราภาพที่เกิดจากกลไกทางสรีระของร่างกายได้ แต่ไม่สามารถยับยั้งความชราภาพที่เกิดจากมลภาวะได้ การใช้ครีมกันแดดสามารถป้องกันผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดได้ดี การกิน(สาร)อาหารที่เข้มข้นมากๆ หรือมากกว่าปกติเพื่อหวังให้มีประสิทธิภาพต่อเซลล์ผิวหนังมากๆ และเห็นผลรวดเร็วก็เป็นไปไม่ได้และถ้าได้ก็อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี แต่ครีมบำรุงที่เข้มข้นด้วยสารอาหาร เมื่อทาบนผิวหนังหรือพอกไว้นาน 15-40 นาที สารอาหารจากครีมบำรุงผิวสารมารถกระตุ้นให้ผิวหนังชุ่มชื้นอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและทางการแพทย์ ที่มีการใช้กระแสไฟฟ้ามากระตุ้นและนำส่งสารอาหารจากภายนอกผิวหนังสู่ภายในเซลล์ผิวอย่างมีประสิทธิภาพ สารอาหารบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เช่น เปปไทด์ ไม่สามารถให้เข้าร่างกายโดยการรับประทาน เพราะจะถูกทำลายในลำไส้ แต่การผสมในครีมบำรุงผิวจะให้ประโยชน์โดยตรงในการบำรุงผิวหนังได้ดี   สรุป ความสมดุลของการกินอาหารเข้าร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะรักษาให้ร่างกายแข็งแรง แม้ว่าจะไม่สามารถบำรุงผิวหนังให้เห็นได้ทันใจเท่ากับศัลยกรรมผิวหนัง แต่การไม่ใส่ใจการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็จะทำให้ผิวหนังเสื่อม แห้ง เหี่ยวย่น อย่างชัดเจนและรวดเร็วกว่าผู้ที่มีโภชนาการที่ดีและสม่ำเสมอ การขาดวิตามินเอ และบี คอมเพลคส์และกรดไขมันบางชนิด สามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบและโรคทางผิวหนังบางชนิดได้ นอกจากนั้นการขาดสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดยังอาจก่อให้เกิดปัญหาการสมานแผลของผิวหนังและการสร้างเซลล์ใหม่ให้ผิวหนังที่ช้าผิดปกติได้ ดังนั้นการปรับปรุงวิธีและเลือกคุณภาพอาหารที่ดีและสม่ำเสมอจะมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยบำรุงผิวให้เต่งตึงและเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ   เทคนิคกินให้ผิวสวย 1.กินผัก ผลไม้สดให้มาก2.กินข้าวกล้อง กินนมไขมันต่ำ3.ดื่มน้ำให้พอ 4.ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ดื่มชา กาแฟและน้ำอัดลม5.หลีกเลี่ยงไขมัน และของทอด  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 111 เคล็ดไม่ลับของการดูแลเล็บมือ

เล็บมือของคนเราได้ถูกธรรมชาติออกแบบมาให้เราเพื่อทำหน้าที่ปกป้องเนื้ออ่อนๆ ของปลายนิ้วไม่ให้บาดเจ็บ ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้นิ้วมือและข้อมือทำหน้าที่ประสานกันในการหยิบจับสิ่งของเล็กๆ ทั้งหลายได้คล่องตัว แม้ว่าเล็บคือเซลล์ที่ตายแล้วทั้งหมด แต่ก็พบว่าเติบโตและยาวขึ้นได้เรื่อยๆ จากฐานของเซลล์ที่มีชีวิต อัตราการเจริญเติบโตของเล็บมือประมาณ 1 ส่วน 8 นิ้วต่อเดือน จะสังเกตได้ว่าเล็บมือคนเรายาวเร็วกว่าเล็บเท้ามาก เนื่องจากในแต่ละวันคนเราจะล้างมือบ่อยๆ หรือทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ในขณะที่การล้างเท้าเพียงวันละ 1-2 ครั้งเท่านั้น(เฉพาะเวลาอาบน้ำ) เทคนิคการดูแลเล็บมือ1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนแช่มือ เพราะน้ำที่ร้อนจะทำให้ผิวหนังของมือและเล็บแห้ง เปราะหักง่ายขึ้น2. ไม่ควรใช้ของคมและแหลมตัดแซะใต้เล็บ ควรหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่หยาบแข็งในการปรับแต่งเล็บ3. ถ้าเล็บมือเปราะ เหลืองซีด แตกหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงการทาเล็บด้วยสีเคลือบทั้งหลาย รอจนกว่าสุขภาพเล็บจะกลับมาแข็งแรงก่อน และหากประสงค์จะทาเล็บ ควรทำเพียงครั้งคราวเท่านั้น เช่น ทาเล็บด้วยสีสวยงามเพื่อไปงานเลี้ยง แต่ควรล้างออกภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้เนื้อเล็บได้ได้หายใจและได้รับอากาศหมุนเวียน4. การเลือกรับประทานอาหาร มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพเล็บเป็นอย่างมาก ควรใส่ใจกับอาหารเสริมกลุ่มให้ธาตุ แคลเซียม ซัลเฟอร์ โปรตีนจากไข่ เนื้อสัตว์ วิตามิน บีและอี ซึ่งจะพบได้ทั่วไปในอาหารประเภท นม ไข่ เนื้อสัตว์ 5. ดื่มน้ำผลไม้หรือนมทุกวันในตอนเช้า เพื่อให้มั่นใจว่าในการรักษาเล็บที่เปราะหักง่ายนั้นให้กลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น6. ถ้าต้องการให้ผิวหนังที่มือนุ่มเนียน น่าสัมผัส ควรแช่มือทั้งสองข้างในน้ำสะอาดที่ผสมด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำผลไม้เล็กน้อยประมาณ 10 นาที เช็ดให้แห้งและบำรุงด้วยครีมทาผิวที่มีส่วนประกอบของสารชุ่มชื้นผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเรียครีม ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว และเนื้อครีมยังสามารถใช้ขจัดสิ่งสกปรกตกค้างจากเล็บได้อีกด้วย ควรพอกเนื้อครีมทิ้งไว้อย่างน้อย 5-15 นาที ก่อนจะเช็ดออก7. สำหรับแม่บ้านหรือผู้ที่มีอาชีพจำเป็นต้องทำหน้าที่ทำความสะอาด ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วยชาม ควรฝึกการใส่ถุงมือทุกครั้งจนชิน เพื่อป้องกันไม่ให้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานทำลายผิวหนังและเล็บ 8. ฝึกบริหารมือทั้งสองข้างเป็นประจำทุกวันเช่นเดียวกับส่วนอื่นของร่างกายอย่างน้อย 15-20 นาทีต่อวัน หรือนวดเพื่อให้เลือดหมุนเวียนโดยใช้นิ้วมือกดนวดด้วยตนเองสลับไปมาด้วยมือ เป็นการทำให้นิ้วมือได้ออกกำลังไปพร้อมกัน อันตรายจากแฟชั่นต่อเล็บไม่ควรต่อเล็บให้ยาวตามสมัยนิยม เพราะจะทำให้เล็บหักและเปราะง่าย เนื่องจากเล็บสังเคราะห์ที่ใช้ต่อยาวตามแฟชั่นนั้นทำจากพลาสติกแข็ง ต้องใช้กาวยึดติดกับเล็บจริงและเคลือบด้วยอะคีลิค ดังนั้นเมื่อต้องการเอาออก ต้องใช้น้ำยาเคมีคือ อะซีโตน เช็ดออก ซึ่งเป็นน้ำยาที่แรง ทำลายเนื้อเล็บให้ซีดและเปราะง่าย บางชนิดไม่สามารถเอาออกเองได้ด้วยน้ำยาอะซีโตน ต้องอาศัยเวลาให้เล็บจริงยาวขึ้นเองจนกว่าเล็บปลอมที่ต่อไว้จะถูกผลักให้ล้นออกและตัดทิ้งไปได้ เล็บปลอมที่ต่อยาวให้สวยงามนั้นมีความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ทำให้นิ้วมือเกิดระคายเคือง บวม แดง อักเสบ เล็บจริงอาจหลุดจากเนื้อได้ และถ้าฐานรากของเล็บถูกทำลาย อาจทำให้เสียหายบาดเจ็บถาวรได้ และกาวที่ใช้ติดกับเล็บนั้น เป็นสารระเหยที่อันตราย บางชนิดประกอบไปด้วยสารพิษเช่น ฟอร์มาดีไฮด์ ที่เป็นอันตรายต่อการสูดดม และอาจมีการติดเชื้อจากการปนเปื้อนของกาวที่ใช้อีกด้วย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 112-113 ลดริ้วรอยอย่างทันใจด้วยสาร ‘ไฮยาลูโรนิคแอซิด’ ?

ลดริ้วรอยอย่างทันใจด้วยสาร ‘ไฮยาลูโรนิคแอซิด’ ?รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ริ้วรอยแห่งวัยบนหน้าผาก ตีนการอบดวงตา ร่องลึกข้างแก้ม เหล่านี้บ่งบอกถึงวัยที่ล่วงเลย แม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดขึ้น หรือพยายามหาหนทางแก้ไขเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ปัจจุบันวิทยาการทางแพทย์ผิวหนังมีบริการมากมาย ส่วนใหญ่เอาใจคนใจร้อนต้องการสวยทันทีทันใจ ที่นิยมกันมากคือ การฉีดโบทอกส์เข้าไปตามผิวหนังที่มีริ้วรอยเพื่อเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้า สารชนิดนี้ทำหน้าที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ทำให้ร่องลึกหรือริ้วรอยลึกๆ จางลงชั่วคราว แต่ต้องฉีดหลายเข็มเข้าบริเวณที่ต้องการและจะมีผลเพียง 4-6 เดือน ก็ต้องกลับไปให้แพทย์ฉีดใหม่   โอกาสแพ้และเกิดอาการข้างเคียงก็มีอยู่ ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งก็สูงมาก สารอื่น เช่น คอลลาเจนหรือซิลิโคน ก็มีการนำมาเป็นสารเติมเต็มผิวหนังเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอย แต่มักจะให้ผลเสียในระยะยาว ทำให้เกิดเป็นไตแข็ง หรือเนื้อนูนบริเวณที่ฉีด เนื่องจากการสะสมของสารเหล่านี้ที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง ปัจจุบันจึงไม่นิยมฉีดสารดังกล่าวเข้าใต้ผิวหนัง ไฮยาลูโรแนน หรือ ไฮยาลูโรนิคแอซิดสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเจ็บตัว กลัวเข็มฉีดยาและมีเงินน้อย ก็สามารถสวยรวดเร็วทันใจได้อย่างปลอดภัยด้วยเครื่องสำอางที่มีองค์ประกอบของ ‘ไฮยารูโรนิคแอซิด’ สารชนิดนี้มีอยู่ในร่างกายของเราโดยธรรมชาติ กระจายอยู่ทั่วไปในทุกเนื้อเยื่อ เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูกอ่อนตามข้อต่อทั่วร่างกาย ทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นไม่ให้กระดูกเสียดสีกัน นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พบว่าสารชนิดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับพัฒนาการของสมอง เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนัง มีปริมาณมากในเนื้อเยื่อภายนอกเซลล์ใต้ผิวหนัง มีหน้าที่สำคัญมากมายต่อผิวหนัง ทำหน้าที่โอบอุ้มเซลล์ผิวหนังให้ชุ่มชื้น สนับสนุนการแบ่งเซลล์และการกระจายของเซลล์ผิวหนังเพื่อแทนที่เซลล์ผิวที่ถูกขจัดทิ้งโดยการหลุดลอกออกทุกวัน ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในชั้นผิวหนัง ไฮยาลูโรนิคแอซิดยังเกี่ยวข้องกับขบวนการซ่อมแซมผิวหนังและการสมานแผลอีกด้วย โดยพบว่าเมื่อผิวหนังคนเราได้รับบาดเจ็บหรืออักเสบ เนื้อเยื่อบริเวณที่บาดเจ็บจะมีการสะสมของสารชนิดนี้สูงเพื่อเร่งอัตราการขจัดเซลล์ผิวที่มีปัญหาออกและเร่งการสร้างเซลล์ใหม่เข้าแทนที่ เนื่องจากสารไฮยาลูโรนิคแอซิด มีน้ำหนักโมเลกุลสูงมากเป็นล้าน ทำให้มีประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำได้มากและรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและเต่งตึง เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปริมาณไฮยาลูโรนิคแอซิดลดน้อยลงทำให้ผิวหนังเริ่มแห้งเหี่ยว เนื่องจากคุณสมบัติมากมายตามที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ได้คิดค้นการเติมเต็มชั้นใต้ผิวหนังด้วยสารไฮยาลูโรนิคแอซิด เพื่อทดแทนปริมาณที่ลดน้อยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น สารที่นำมาใช้ในวงการเครื่องสำอาง สังเคราะห์มาจากขบวนการไบโอเทคโนโลยีจากแบคทีเรีย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ยอมรับให้มีการใช้สารชนิดนี้เป็นสารเติมเต็มใต้ผิวหนังเพื่อลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเสียเงินมากและไม่ต้องการเจ็บตัวด้วยเข็มฉีดยา สารชนิดนี้ได้ถูกนำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในเครื่องสำอางทาผิวหนังทั่วไป จะพบว่าเพียงทาผิวหนังด้วยครีมที่มีสารไฮยาลูโรแนน ผิวหนังจะชุ่มชื้นและเต่งตึงขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจเพียงไม่กี่นาที กลไกสำคัญอยู่ที่สารดังกล่าวจะทำหน้าที่แทรกเข้าสู่ช่องว่างของผิวหนัง ทำหน้าที่อุ้มน้ำได้มากมายกลายเป็นไฮโดรเจลในชั้นผิวหนัง ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังชุ่มชื้นมีความยืดหยุ่นกลับคืนมา จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นสารเติมเต็มช่องว่างใต้ผิวหนัง เป็นผลทำให้ร่องลึกและริ้วรอยบนใบหน้าลดเลือนลง ปัจจุบันมีการสังเคราะห์สารไฮยาลูโรนิคแอซิดออกมาให้มีขนาดของโมเลกุลที่เล็กลง คือ โซเดียมไฮยาลูโรเนท (Sodium Hyaluronate) เพื่อให้แทรกซึมเข้าชั้นใต้ผิวหนังได้มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องสำอางเห็นผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ประโยชน์ในทางเครื่องสำอางแม้ว่าจะเป็นการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นอย่างรวดเร็วและลดเลือนริ้วรอยร่องลึกเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ทาได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ที่สำคัญการที่ผิวหนังมีความชุ่มชื้นเต่งตึง จะช่วยป้องกันผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมที่เสียหายได้อีกด้วย และไม่ต้องอาศัยมือแพทย์ในการฉีดด้วยเข็มฉีดยา ไม่เจ็บตัวและไม่ต้องเสียเงินมากแม้ว่าเครื่องสำอางประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าครีมบำรุงผิวทั่วไปก็ตาม อาการข้างเคียงเนื่องจากเป็นสารที่มีอยู่ทั่วร่างกาย จึงมีโอกาสพบอาการข้างเคียงน้อยมากยกเว้นในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แนะนำให้ผู้บริโภคทดลองทาผิวหนังบริเวณคอเพียงเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีเพื่อดูว่าเกิดอาการแพ้หรือไม่ ถ้าไม่มีอาการผื่นแดงหรือคัน แสดงว่าไม่แพ้ แต่ถ้ามีอาการแพ้ ควรหยุดใช้เพราะอาจแพ้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งในเครื่องสำอางได้ เช่น สารกันเสีย และน้ำหอม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 114 ทำอย่างไร ไม่เผลอไปทำร้ายผิว

ทำอย่างไร ไม่เผลอไปทำร้ายผิวรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เราไม่สามารถสร้างบ้านโดยปราศจากเสาหลักที่แข็งแรง เราไม่สามารถสร้างทหารกล้าโดยไม่ผ่านสนามฝึก และเราก็คงไม่สามารถรักษาผิวพรรณให้แข็งแรงโดยใช้เครื่องสำอางที่ดีที่สุดแต่ปราศจากพื้นฐานการดูแลผิวที่ถูกต้อง  หากเราปฏิเสธหรือไม่สนใจพื้นฐานที่ถูกต้องของการดูแลผิวหนัง ก็รับรองได้เลยว่าโปรแกรมต่างๆ หรือเครื่องสำอางแพงๆ ที่เราพยายามหาซื้อมาเพื่อชะลอริ้วรอยผิวหน้าหรือยกกระชับผิวหน้าจะไม่ประสพความสำเร็จ บทความนี้จะครอบคลุมหลักการและพื้นฐานสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพผิวหนังและป้องกันหรือชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย “จำไว้ว่าการดูแลผิวที่ฉลาดที่สุดคือ การไม่ทำร้ายผิวให้บาดเจ็บแม้แต่ระคายเคืองก็ตาม” เราคงแปลกใจที่รู้ว่าส่วนใหญ่ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้ามักจะเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าการชราภาพโดยธรรมชาติ ดังนั้นราคาที่ถูกที่สุดและขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเริ่มต้นดูแลผิวคือ ลดและหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกที่จะมาทำร้ายผิวหนังของเรา วิธีนี้นับเป็นพื้นฐานสำคัญของการชะลอริ้วรอยแห่งวัย ชีววิทยาของผิวหนังและร่างกายเป็นสิ่งที่ซับซ้อน บ่อยครั้งเมื่อผิวหนังบาดเจ็บหรือถูกทำร้าย อาจไม่มีอาการเจ็บปวดแม้แต่ระคายเคืองให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่จะเป็นการสะสมทีละน้อยทุกเวลาที่ผ่านไปอย่างที่เราไม่ทันสังเกต สาเหตุหลักที่เป็นปัจจัยทำร้ายผิวหนัง เช่น 1. รังสียูวีจากดวงอาทิตย์ คนส่วนใหญ่คงทราบดีว่ารังสียูวีจากดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยทำร้ายผิวหนังและทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และยังก่อให้เกิดความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนังอีกด้วย ครีมกันแดดมากมายที่อาจไม่เพียงพอหรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปกป้องผิวหนังเราจากการเกิดริ้วรอย และการหลบแดดในที่ร่มก็เป็นเพียงการป้องกันแดดได้บางส่วนเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดหรือ ‘เอสพีเอฟ’ ที่เหมาะสมกับสภาวะจริง และควรศึกษาข้อแนะนำการใช้ครีมกันแดดให้ได้ผล เช่น ควรทาทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาทีก่อนออกแดด และควรเลือกครีมที่กันน้ำได้ถ้ามีกิจกรรมมากๆ เช่น เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก และควรทาบ่อยๆเป็นระยะทุก 2-4 ชั่วโมง เพราะสารกันแดดบางชนิดอาจสลายตัวเมื่อได้รับความร้อนนานๆ   2. สารทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดทั้งหลาย น้ำยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดระคายเคืองต่อผิวหนังเมื่อใช้เป็นประจำ ทั้งนี้เนื่องจากสารทำความสะอาดเหล่านี้เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า อนุภาคเหล่านี้จึงสามารถเกาะติดและสะสมบนผิวหนัง ล้างออกยาก ผู้ที่ต้องทำหน้าที่ล้างถ้วยชามหรือซักผ้าเป็นประจำ จะพบว่าผิวหนังที่มือจะเหี่ยวย่นและระคายเคืองถึงขั้นอักเสบรุนแรงได้ ทั้งนี้รวมถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอาบน้ำสระผม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนละมุน ไม่จำเป็นต้องให้ฟองมากๆ 3. คลอรีนและน้ำอุ่น การอาบน้ำอุ่นทำให้เรารู้สึกสบายกาย แต่ผิวหนังเราอาจคัดค้านและไม่เห็นด้วย คลอรีนจากน้ำประปาจัดเป็นสารก่ออนุมูลอิสสระและมีผลทำร้ายผิวหนังให้ระคายเคืองไม่มากก็น้อย สังเกตได้จากคนที่ชอบว่ายน้ำเป็นประจำ เส้นผมจะแห้งแตกปลายและผิวหนังจะแห้งกร้านไปด้วย น้ำร้อนหรือน้ำอุ่นที่ใช้อาบน้ำก็เช่นกัน ส่งผลทำร้ายผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง ยิ่งอุณหภูมิน้ำสูงก็จะยิ่งทำร้ายผิวหนังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบการแช่น้ำอุ่นหรือสปาน้ำอุ่นที่อุณหภูมิสูง ควรจำกัดความถี่การแช่น้ำรวมทั้งการลดระยะเวลาการแช่น้ำร้อนในแต่ละครั้งและการลดอุณหภูมิของน้ำลง 4. สารก่อความระคายเคืองให้ผิวหนัง สารเหล่านี้อาจระคายเคืองผิวหนังได้สองทาง ทางตรงคือทำร้ายเซลล์ผิว และทางอ้อมคือทำให้ผิวหนังอักเสบหรือทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ ผู้ที่มีผิวหนังอ่อนไหวต่อสารต่างๆ ได้ง่าย ควรระวังและหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยาชนิดต่างๆ และอาจป้องกันโดยการล้างมือบ่อยๆ ภายหลังจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัว 5. การแสดงออกของสีหน้า ทำให้เกิดริ้วรอยของการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น รอยตีนกาจากการหัวเราะหรือรอยย่นบนหน้าผากจากการขมวดคิ้ว เรามักจะทำโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว แก้ไขได้โดยการฝึกระวังตัว และพยายามพัฒนาตนเองให้เป็นนิสัยรวมทั้งการฝึกตนให้ผ่อนคลายจากภาวะความเครียดต่างๆ รอบตัว เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยจากการแสดงออกของสีหน้า 6. การแต่งหน้ามากเกินไป ผลิตภัณฑ์สำหรับแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า แน่นอนมักประกอบไปด้วยสารเคมีที่อาจระคายเคืองผิวหน้าได้ การรักษาสุขภาพผิวหนังในระยะยาว ควรลดการแต่งแต้มผิวหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบดวงตา ผลิตภัณฑ์ประเภทติดทนนานและกันน้ำ ยิ่งมีผลรุนแรงต่อผิวหน้า และยังต้องใช้น้ำยาที่แรงหรือเข้มข้นล้างออกอีกด้วย 7. การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากเกินไป ผลิตภัณฑ์ที่ดีประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อผิวหนัง แต่หากใช้มากเกินไป หรือใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน ควรอ่านฉลากและวิธีใช้ให้ชัดเจน 8. การล้างหน้าและขัดผิวบ่อยเกินไป ผลิตภัณฑ์บางชนิดหากใช้บ่อยเกินไปและใช้ผิดวิธีอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ การล้างหน้าและขัดผิวหน้าบ่อยเกินไปก็เช่นกัน ทำให้ผิวหน้าแห้งกร้านและระคายเคืองได้ ควรหลีกเลี่ยงการเช็ดหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประเภทโทนเนอร์สำหรับเช็ดหน้าหรือเช็ดเครื่องสำอางออก แอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหน้าแห้ง ขาดความชุ่มชื้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 110 วิธีใช้ครีมเปลี่ยนสีผม

ครีมเปลี่ยนสีผม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เปลี่ยนสีเส้นผม ซึ่งในอดีตมักจะใช้เพื่อกลบผมขาว แต่ปัจจุบันวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวใช้ครีมเปลี่ยนสีผมตามแฟชั่น หรือเพื่อต้องการเปลี่ยนบุคลิกภาพของตนเอง ครีมเปลี่ยนสีผมมีมาแต่โบราณ คนในยุคโรมันได้คิดค้นสูตรเคมีของการเปลี่ยนสีเส้นผม แต่ในอดีตทำได้เพียงแค่ทำให้เส้นผมดำขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนสีเส้นผมเป็นเฉดสีต่างๆ ได้เช่นในยุคปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ เปลี่ยนสีผมถาวร (Permanent color) เปลี่ยนสีผมกึ่งถาวร (Semi-permanent hair color) และเปลี่ยนสีผมชั่วคราว (Temporary hair color)  ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวมีทั้งชนิด แชมพู เจล สเปรย์ และโฟม ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มักจะใช้เคลือบเส้นผม ช่วยให้สีเส้นผมแลดูสดใสเป็นเงางามมากกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเปลี่ยนสีประเภทถาวรและกึ่งถาวร ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวนี้มักจะใช้เปลี่ยนสีผมสำหรับโอกาสพิเศษเป็นครั้งคราว และมักจะใช้สีแปลกที่ต้องการความโดดเด่นมากๆ เช่น สีเขียวสด สีแสด สีแดง สีม่วง ในงานปาร์ตี้ เช่น งานฮาโลวีน องค์ประกอบของครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวจะประกอบด้วยเม็ดสีที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้เม็ดสีไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่เส้นผมได้ และเม็ดสีจะเพียงเกาะอยู่ภายนอกเส้นผมเท่านั้น ทำให้หลุดลอกออกได้ง่ายเมื่อสระผมเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตามในกรณีที่เส้นผมที่แตกหรือเส้นผมที่เสียหายจากการอบ ดัด หรือเส้นผมที่ด้อยคุณภาพ เม็ดสีจากครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวนี้ก็อาจสามารถแทรกซึมเข้าเส้นผมได้บ้าง ทำให้ติดทนนานขึ้นกว่าเส้นผมที่มีคุณภาพสมบรูณ์ได้ ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดกึ่งถาวรประกอบไปด้วยเม็ดสีที่มีโมเลกุลเล็กกว่าชนิดเปลี่ยนสีชั่วคราว ดังนั้นเม็ดสีที่เล็กจึงสามารถแทรกซึมสู่เส้นผมได้บ้าง และสามารถทนต่อการสระผมได้นาน 4 ถึง 5 ครั้ง องค์ประกอบของครีมชนิดกึ่งถาวรจะมีน้ำยาแอมโมเนียและน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์น้อยมากหรืออาจไม่มีเลย จึงมักจะไม่ทำลายคุณภาพเส้นผม สีของเส้นผมที่ได้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพเส้นผมและสีธรรมชาติของเส้นผมเดิม ถ้าเส้นผมเสียหาย มีรูพรุนมาก เม็ดสีจะแทรกซึมได้มาก สีจะเข้ม ถ้าเส้นผมดี รูพรุนน้อย เม็ดสีจะแทรกซึมได้น้อย สีเส้นผมที่ได้จะอ่อน และหากสีเส้นผมธรรมชาติมีสีดำเข้ม สีมักจะเปลี่ยนให้อ่อนลงยาก ดังนั้นสีเส้นผมทั่วหนังศีรษะอาจไม่สม่ำเสมอเมื่อใช้ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดกึ่งถาวร ในกรณีของการใช้ครีมชนิดกึ่งถาวรในการกลบผมขาวก็เช่นกัน ผมขาวอาจจะถูกกลบได้แต่เฉดความเข้มของสีที่กลบได้อาจไม่สม่ำเสมอกับเส้นผมส่วนใหญ่ การแก้ปัญหาอาจทำได้โดยการใช้ร่วมกับครีมเปลี่ยนสีผมชนิดถาวรเฉพาะบริเวณผมขาว และใช้ครีมชนิดกึ่งถาวรกับเส้นผมส่วนใหญ่ เป็นการช่วยทะนุถนอมเส้นผมไม่ให้เสียหายจากองค์ประกอบเคมีของครีมเปลี่ยนสีผมชนิดถาวรได้ การทำไฮไลท์เส้นผม ไม่สามารถใช้ครีมชนิดกึ่งถาวรได้ ต้องใช้ครีมชนิดถาวรเท่านั้นเพื่อกัดหรือฟอกเม็ดสีธรรมชาติออกไป ทำให้เส้นผมมีสีจางลง  ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมชนิดถาวร ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดนี้จะได้รับความนิยมมากที่สุด โดยน้ำยาเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับเส้นผม ทำให้เส้นผมพองตัว และกัดหรือฟอกเม็ดสีเดิมของเส้นผมให้จางลง เพื่อให้เม็ดสีใหม่ที่ต้องการเข้าแทนที่ได้ จึงเป็นขบวนการเปลี่ยนสีเส้นผมชนิดถาวร สีนี้จะอยู่ถาวรจะไม่ถูกชะล้างออกไปขณะสระผมแม้ว่าอาจจะซีดลงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้เส้นผมที่งอกยาวขึ้นจากหนังศีรษะซึ่งเป็นสีเดิมตามธรรมชาติจะสร้างความแตกต่างจากสีใหม่ที่ย้อมถาวร ดังนั้นทุก 6 สัปดาห์อาจจำเป็นต้องใช้ครีมเปลี่ยนสีถาวรอีกรอบเพื่อความสวยงามและสม่ำเสมอของสีผม ผลิตภัณฑ์ชนิดถาวรนี้ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทออกซิเดชั่นและประเภทโปรเกรสซีพ (Progressive) ประเภทออกซิเดชั่น ขบวนการเปลี่ยนสีผมจะประกอบด้วยน้ำยาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีเส้นผมจากปฏิกิริยาทางเคมี โดยมีน้ำยาแอมโมเนียและน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ประมาณ 6%ในน้ำหรือครีม ประเภทโปรเกรสซีพ ประกอบด้วยเกลือของโลหะหนัก คือ ตะกั่ว (Lead acetate) เป็นสารสำคัญ สารชนิดนี้ได้รับการยอมรับโดย อย.ให้ใช้แต่งสีผมในปริมาณห้ามเกิน 0.6% โดยคิดคำนวณจากน้ำหนักของตะกั่ว การใช้ครีมเปลี่ยนสีผมอย่างปลอดภัย1. ควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลาก โดยให้ความสนใจกับข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลาก 2. ก่อนการใช้จริง ควรทดลองทาครีมเปลี่ยนสีผมบนผิวหนังบริเวณหลังใบหู ทาทิ้งไว้สัก 10-15 นาที หากไม่มีอาการผื่นแดงใดๆ แสดงว่าสามารถใช้กับหนังศีรษะได้ หากเกิดอาการข้างเคียง ไม่ควรใช้ต่อ 3. ห้ามใช้ครีมเปลี่ยนสีผมกับขนคิ้วหรือขนตาเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ 4. ควรเก็บครีมเปลี่ยนสีผมให้พ้นจากมือเด็ก 5. ไม่ควรหมักครีมเปลี่ยนสีผมทิ้งไว้นากเกินกว่าที่กำหนดไว้บนฉลาก 6. ควรล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ ภายหลังจากการหมักสีผม 7. ควรใส่ถุงมือทุกครั้งที่ป้ายครีมเปลี่ยนสีผมลงบนเส้นผม 8. ไม่ควรผสมครีมเปลี่ยนสีผมต่างผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่รุนแรงได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 109 6 ขั้นตอนสปาผิวหน้าเพื่อผิวสวยอ่อนเยาว์

สปา กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ความเครียดและความเร่งรีบจากการทำงานส่งผลทำให้ทุกคนอ่อนล้าทั้งสุขภาพกายและใจ การบำบัดด้วยการเข้ารับบริการสปา จะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย สถานที่ให้บริการสปามักจะถูกจัดเตรียมและตกแต่งไว้ด้วยดอกไม้ เครื่องหอมทั้งหลาย เช่น น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรธรรมชาติ รวมถึงการตกแต่งด้วยแสงไฟสีนวลตา ทั้งหมดเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เข้าไปรับบริการได้ผ่อนคลายตั้งแต่วินาทีแรกเลยทีเดียว การทำสปาผิวหน้า มีประโยชน์นอกจากจะเป็นการผ่อนคลายแล้ว ยังมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส กระชับ ผิวหน้าชุ่มฉ่ำ ลดริ้วรอยที่แห้งกร้านได้อย่างเห็นผล ควรให้เวลากับตัวเราเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ทำสปาผิวหน้า ขั้นตอนโดยทั่วไปมีดังนี้ 1. เริ่มต้นด้วยการล้างทำความสะอาดผิวหน้า ควรใช้ครีมหรือโลชั่นชนิดสำหรับเช็ดเครื่องสำอางออก (ไม่แนะนำให้ใช้สบู่เหลว/สบู่ก้อน หรือโฟมล้างหน้าในขั้นตอนการทำสปา)  ใช้นิ้วมือนวดคลึงครีมล้างหน้าลงบนผิวหน้าให้ทั่วใบหน้า และเช็ดออกด้วยผ้าชื้นหรือฟองน้ำ 2. ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยสครัป ซึ่งมีผงขัดเซลล์ผิวเป็นองค์ประกอบหลัก เลือกที่ได้จากธรรมชาติ เช่น เปลือกผลไม้ตากแห้งและบดให้มีขนาดเล็ก หรืออาจได้มาจากการสังเคราะห์ ผงขัดมีขนาดต่างๆ กัน อนุภาคของผงเหล่านี้มักจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวและมีผิวขรุขระ เมื่อถูกนำไปทาถูบนผิวหน้า ผงเหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยขัดผิวหน้า ทำให้เซลล์เก่าบนผิวหน้าหลุดลอกออกเร็วและง่ายขึ้น การทาสครัปต้องทาให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบดวงตา แล้วใช้นิ้วมือนวดคลึงผิวหน้าไปมาเบาๆ คนที่มีผิวอ่อนไหวควรเลือกใช้สครัปที่มีผงขัดชนิดละเอียดมากขึ้น หลังถูนวดสครัป ให้เช็ดสครัปออกด้วยผ้าชื้น 3. นวดกดจุดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา หน้าผาก ขมับทั้งสองข้าง ท้ายทอย 10-15 นาที จะช่วยให้อาการตึงเครียดหรือปวดหัวรวมทั้งไมเกรนผ่อนเบาลงได้มาก 4. การให้ผิวหน้าได้รับไอน้ำที่ร้อนชื้น ความร้อนจะช่วยให้รูขุมขนที่ผิวหน้าเปิดกว้างออก และวิธีที่ดีที่สุดคือการพ่นไอน้ำที่ร้อนแก่ผิวหน้า เพราะไอน้ำจะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นอีกด้วย ควรให้เวลาอย่างน้อย 10-15 นาที หากทำเองที่บ้าน สามารถใช้ผ้าขนหนูแช่น้ำอุ่นและบิดแห้งให้หมาดๆ นำผ้าขนหนูไปอบใบหน้า ก็ใช้แทนไอน้ำได้เช่นกัน 5. การพอกผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นผิวได้อย่างรวดเร็ว เช่น แผ่นคอลลาเจนเจล หรือคอลลาเจนครีม ผิวหน้าในขั้นตอนนี้ซึ่งรูขุมขนเปิดกว้างออกเต็มที่ภายหลังจากได้รับไอน้ำร้อน คอลลาเจนซึ่งมีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นได้มากและให้ความยืดหยุ่นผิวหนังได้ดีเยี่ยมจะสามารถแทรกซึมสู่ผิวชั้นบนสุดของผิวหน้าได้ แม้ว่าคอลลาเจนจะมีโมเลกุลสูงและไม่สามารถแทรกซึมสู่ผิวชั้นล่างของผิวหนังได้ แต่การหมักผิวหน้าด้วยคอลลาเจนอย่างน้อย 20-40 นาที จะพบว่าผิวหน้าจะนุ่มนวลและชุ่มฉ่ำอย่างทันตาเห็นเลยทีเดียว 6. การบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมบำรุงผิวประกอบไปด้วยสารอาหาร  วิตามิน น้ำมันและน้ำ ครีมบำรุงผิวจะไปเคลือบอยู่ผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื้น และช่วยหล่อลื่นผิวหน้าให้เนียนนุ่ม น้ำมันหล่อลื่นจะทำหน้าที่ปกคลุมเซลล์ผิวหน้าเพื่อลดการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิว หกขั้นตอนของการทำสปาผิวหน้า ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ หรือไม่เกินชั่วโมงครึ่ง แต่จะมีผลทำให้ผิวหน้าได้พักผ่อนและกระชับผิวหน้าอย่างได้ผล การทำสปาผิวหน้าเดือนละหนึ่งครั้งคุณจะพบว่าผิวหน้าจะกระจ่างใส กระชับ ชุ่มฉ่ำ ริ้วรอยจะจางลงสีหน้าจะสดชื่นขึ้น นั่นอาจเพราะว่าเป็นวิธีการผ่อนคลายร่างกายด้วยอย่างหนึ่งก็เป็นได้ คำแนะนำสำหรับผู้ที่เข้ารับการทำสปา -หากใส่คอนแทคแลนควรถอดออก -ผู้ที่ผิวหน้ามีแผลสดหรือแผลเปิด สิวอักเสบ และโรคผิวหนังอื่นๆ ควรงดทำสปาผิวหน้าอย่างเด็ดขาด -ท่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำสปาผิวหน้า คือการนอนลงบนเตียงนวดในท่านอน 180 องศา จะสบายที่สุดทั้งสำหรับผู้ให้บริการและผู้รับบริการ -ควรเลือกสถานที่ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจากความสะอาดของสถานที่ การแต่งกายที่สะอาดของพนักงานให้บริการ และในระหว่างการทำสปา พนักงานควรมีผ้าปิดจมูกและปากตลอดเวลา - ก่อนลงมือใช้เครื่องสำอางตัวใดควรทดสอบด้วยการป้ายที่ผิวหนังบริเวณท้องแขนก่อนเพื่อดูว่ามีอาการแพ้สารเคมีหรือไม่

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 108 วิธีดูแลเท้าไม่ให้แตก เหม็น แต่เนียนนุ่ม

กล่าวกันว่าเราสามารถประเมินสุขลักษณะโดยรวมของผู้ที่เราเพิ่งพบปะครั้งแรกได้ง่ายๆ โดยการสังเกตดูความสะอาดของรองเท้าที่สวมใส่อยู่และดูสุขลักษณะที่เท้า หรืออาจกล่าวได้ว่ารองเท้าและสภาพของผิวเท้าเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความสะอาดและบุคลิกภาพของเราเอง เทคนิคการดูแลสุขภาพเท้าให้สวยงาม ไม่เป็นโรค1. ล้างเท้าทั้งสองข้างทุกวันโดยแช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำสบู่ประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า ต้องให้แห้งสนิทจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นที่อับชื้นและเหม็นตามมา 2. ทุกครั้งที่เท้าเปียก ต้องเช็ดให้แห้งทุกครั้งก่อนสวมรองเท้าหรือถุงเท้า 3. ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และนำรองเท้าไปทำความสะอาด ตากแห้ง ไม่ควรนำรองเท้าไปแขวนใส่ตู้รองเท้าที่ปิดสนิท แนะนำให้ใช้รองเท้าใส่สลับกันสองคู่ เพื่อจะได้นำคู่ที่ใส่แล้วไปผึ่งลมแดดให้แห้ง หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นสำหรับรองเท้าช่วยด้วยก็ยิ่งดี 4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเบาหวาน ต้องเข้มงวดกับตัวเองในการดูแลเท้าทั้งสองข้างให้สะอาดเป็นพิเศษ หมั่นสังเกตความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น เช่น สีเล็บเท้าที่ซีดหรือเหลืองผิดปกติ ผิวลอก หรือมีรอยแตกของผิวเท้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เท้า 5. เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ควรจะเป็นช่วงบ่ายเนื่องจากเท้ามักจะบวมกว่าตอนเช้า ดังนั้นรองเท้าคู่ที่สวมใส่สบายในตอนบ่าย จะสวมสบายในตอนเช้าและตอนเย็นด้วย 6. หากออกนอกบ้านและสวมใส่รองเท้าแตะ ควรทาครีมกันแดดที่เท้าด้วยเช่นเดียวกับผิวหนังส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่โผล่ออกนอกร่มผ้า 7. ควรหมั่นขัดผิวเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้นเท้าด้วยแปรงขนนุ่มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขัดเอาผิวเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ผิวเท้าจะได้นุ่มเนียนและเป็นการเร่งการผลิตเซลล์ใหม่ 8. ก่อนเข้านอน ควรล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งสนิท และชโลมด้วยครีมบำรุงผิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังบริเวณส้นเท้า 9. ทุกครั้งที่ชโลมเท้าด้วยครีมบำรุง พยายามหลีกเลี่ยงซอกนิ้วเท้า เนื่องจากการสะสมของครีมหรือความชื้นในบริเวณซอกนิ้วเท้า จะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นจากการหมักหมมของเชื้อจุลินทรีย์ได้ 10. เพื่อรักษาให้เท้าแห้งไม่มีกลิ่นเหม็น ควรใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกแป้ง หรือ สเปร์ยที่เท้า 11. การตัดเล็บเท้า ควรจะตัดเป็นเส้นตรงเฉพาะส่วนที่ยื่นโผล่จากนิ้วเท้านั้น ไม่ควรตัดสั้นเกินไปจนติดเนื้อ และไม่ควรตัดเล็บเป็นเส้นโค้ง เพราะส่วนโค้งจะทำให้เกิดเล็บหรือหนังงอกที่ซอกนิ้ว กลายเป็นเล็บขบที่สร้างความเจ็บปวดได้ หลังการตัดเล็บเท้า ควรตะไบเล็บไม่ให้เล็บคม การนวดเท้าและบำรุงด้วยครีมบำรุงผิวภายหลังจากการล้างทำความสะอาดเท้าและเช็ดแห้งสนิทแล้ว ควรนวดฝ่าเท้าด้วยครีมบำรุงผิวเท้าจะช่วยให้เท้าเนียนนุ่มและเป็นการทำให้เท้าได้ผ่อนคลาย นวดคลึงทั้งส้นเท้าและฝ่าเท้าด้วยนิ้วโป้ง การรักษาเท้าให้สะอาดและเนียนนุ่มชุ่มชื้นด้วยครีมนวดเป็นประจำ นับเป็นปัจจัยป้องกันปัญหาโรคเท้าอื่นๆ ที่จะตามมาได้ เช่น ตาปลา และส้นเท้าแตก ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทครีมบำรุงเท้าโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารชุ่มชื้นผิวเท้าที่รวดเร็ว เช่น ยูเรียครีม แต่ต้องไม่ทิ้งครีมตกค้างบริเวณซอกนิ้วเท้า การจัดการกับส้นเท้าที่แตกและเป็นตาปลาไม่ควรใช้ใบมีดโกนหนวดมากำจัดหนังหนาๆ ที่ส้นเท้าหรือตาปลาเป็นอันขาด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เท้า ส้นเท้าที่มีหนังหนาและแตกนอกจากจะทำให้เท้าไม่สวยแล้วยังทำให้เจ็บปวดได้อีกด้วย บางรายแตกจนเห็นเลือดออกซิบๆ สาเหตุเริ่มต้นมาจากการที่มีผิวแห้งมากๆเป็นเวลานานๆ หรือในบางรายอาจเกิดจากการมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนัง เบาหวาน ไฮโปไทรอยด์ ในบางครั้งส้นเท้าแตกอาจเกิดในคนอ้วนที่มีน้ำหนักกดทับที่เท้ามากๆ และต้องยืนนานๆ ในแต่ละวัน หรือเดินบนพื้นแข็งๆ ด้วยเท้าเปล่า การดูแลรักษาเบื้องต้นสำหรับส้นเท้าแตก อาจเริ่มด้วย1. การใช้ครีมบำรุงผิวที่เข้มข้น ประกอบด้วยสารหล่อลื่นและสารชุ่มชื้นผิวสูง เช่น ยูเรียครีม เป็นต้น ทาถูหนาๆ วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนนอนควรทาครีมชนิดนี้หนาๆ ที่ส้นเท้าและทั่วผิวเท้า จากนั้นใช้ถุงพลาสติกที่ใหม่และสะอาดมาห่อหุ้มเท้าจนถึงรุ่งเช้า วิธีนี้เป็นการทำเซาว์น่าให้เท้าด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นผิวเท้าที่รวดเร็ว โดยเนื้อครีมจะสามารถแทรกซึมเข้าผิวหนังได้ดี ทำเช่นนี้ 1-3 วันจะพบว่าผิวเท้าเนียนนุ่มขึ้นอย่างชัดเจน 2. เมื่อส้นเท้านุ่มขึ้นและไม่เจ็บแล้ว อาจใช้หินขัดเท้า ค่อยๆ ขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หลุดลอกออกทีละน้อย ไม่ควรขัดออกทีละมากๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ 3. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยตัวยาซาลิไซลิค แอร์ซิด (salicylic acid) 5-14% ซึ่งมีความเป็นกรดสูง ตัวยาชนิดนี้ทำหน้าที่ขจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากผิว มีทั้งชนิดที่เป็นครีม หรือโลชั่นใส เวลาใช้ควรใช้สำลีชุบโลชั่นและป้ายที่ส้นเท้า วันละ1-2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ จะพบว่าผิวหนังหนาแห้งๆ จะทยอยหลุดลอกออกเวลาอาบน้ำ ผิวใหม่ที่ส้นเท้าจะเนียนนุ่ม หลังจากนั้นต้องหมั่นบำรุงผิวเท้าตามที่กล่าวไปข้างต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตกได้อีก

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point