ฉบับที่ 164 สักคิ้ว จะไปทำดีไหม??

คิ้ว เขาเปรียบเป็นมงกุฎของใบหน้า สตรียุคใหม่จะกังวลกันมากหากตนเองคิ้วบาง หลายคนในกระเป๋าเครื่องสำอางจึงแทบขาดดินสอเขียนคิ้วไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีคิ้วแล้วจะขาดความมั่นใจทันที จริงๆ ความงามของคิ้วก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัย ดูอย่าง โมนาลิซ่า เธอไม่มีคิ้วยังถูกยกย่องให้เป็นหญิงงาม หรือบางยุคการกันคิ้วให้ดูคมเรียวบางก็จัดว่าเป็นความงามแห่งยุคสมัย สำหรับสาวไทยปัจจุบันไม่มีอะไรจะฮิตเท่า คิ้วหนาๆ แบบสาวเกาหลีอีกแล้ว ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนา เขาว่าทำให้ใบหน้าดูเด็กลง บวกกับเทคนิคการสักคิ้วในปัจจุบัน ก็ก้าวหน้าไปมาก ไม่ทำให้ดูหลอกตาแบบสมัยก่อนที่พอสักคิ้วดำปื้นไปแล้ว ปรากฏว่า คนที่ไปสักคิ้วถาวรมาต้องทนมีคิ้วแบบนั้นกันไปนานมาก แก้ไขยาก จนแลดูประหลาดทำให้ดูน่ากลัวมากกว่าน่ามอง การสักคิ้วยุคใหม่นั้น มีให้เลือกทั้งแบบสักถาวร สักกึ่งถาวร และแบบเพนต์หรือสไลด์คิ้ว ซึ่งไม่ได้ฝังสีลงไปใต้ชั้นผิวหนังเหมือนการสักทั่วไป แต่เป็นลักษณะระบายสีไปที่คิ้วมากกว่า(แต่ติดทนกว่าการเขียนคิ้ว) ฉลาดซื้อเห็นว่า การสักคิ้วกำลังมาแรง เลยจะขอพาคุณผู้อ่านไปท่องโลกของการสักคิ้วกันบ้าง เผื่อใครสนใจจะไปทำ จะได้มีข้อมูลไว้ตัดสินใจ การสักคิ้ว สักคิ้วก็เหมือนการสักลวดลายบนผิวหนังบริเวณอื่นของร่างกาย คือการใช้เข็มแทงเข้าไปในผิวหนัง เพื่อนำหมึกสีลงสู่เนื้อเยื่อและสะสมไว้บริเวณนั้น สักคิ้วมีขึ้นก็เพื่อช่วยให้คิ้วได้รูปและมีสีที่เข้มจนเห็นเป็นทรงคิ้วที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหากวนใจสำหรับคนที่มีคิ้วบางหรือคิ้วแหว่ง สักคิ้วจะมีทั้งแบบ สักถาวรและกึ่งถาวร สักคิ้วถาวรข้อดีคือ ทำแล้วคงกระพันถาวรสมชื่อ ถ้าได้รูปทรงสวยงามแล้ว คุณก็ไม่ต้องเขียนคิ้วอีก แม้เวลาหน้าเปลือยคิ้วก็ยังเด่นออกหน้าออกตา แต่มันจะดูไม่เป็นธรรมชาติเอามากๆ และไม่อาจเปลี่ยนเทรนด์ได้ เพราะลงสีแบบถาวรไปแล้ว ยิ่งถ้าทำมาแล้วไม่สวย ไม่เท่ากันสองข้าง ฯลฯ หากจะแก้ไขต้องทำเลเซอร์ลบออกเท่านั้น หรือใช้การเพนต์คิ้วช่วยบดบังความไม่น่ามอง ดังนั้นสักคิ้วถาวรจึงลดความนิยมลงไป แต่ราคาไม่แพง อันนี้คือจุดขาย ยุคนี้กำลังฮิต สักคิ้ว 3 มิติ 6 มิติ หรือแม้แต่ 8 มิติ จริงๆ ก็คือแบบเดียวกัน(6 มิติ 8 มิติเอาไว้เรียกเพิ่มราคา อาจเพิ่มลูกเล่นเข้าไปนิดหน่อย) สักคิ้ว 3 มิติ เป็นการสักคิ้วกึ่งถาวร เพียงแต่วิธีการสักจะทำให้คิ้วดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการสักธรรมดา โดยจะสักให้เป็นเส้นๆ เสมือนว่ามีขนคิ้วจริง คือให้ดูเหมือนว่า เราได้เพิ่มเส้นขนคิ้วลงในแนวขนคิ้วเดิม (คล้ายการวาดภาพเหมือนหน้าคนในกระดาษ แต่สัก 3 มิติคือวาดลงบนคิ้วคนจริงด้วยเครื่องสัก) ข้อดีของการสักแบบนี้คือ ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น สามารถเปลี่ยนทรงได้บ้างโดยการเขียนคิ้วเพิ่มเติม สักคิ้ว 3 มิติ จะอยู่ได้นานประมาณ 3 ปี สีจะเริ่มจางลงไปเรื่อยๆ ซึ่งบางคนก็อาจรู้สึกมีปัญหาขึ้นมาอีกเมื่อคิ้วที่สักมามีสีไม่กลืนกับสีของขนคิ้วจริง(สีด่าง) จนดูหลอกตา และงานสักคิ้ว 3 มิติ ราคาแพงกว่าสักคิ้วถาวรนะคะ เพราะคนสักเขาถือว่าต้องใช้ฝีมือมากกว่า ละเอียดกว่าการสักถาวร ---------------------------------------------------------------------------------------- ข้อดีของการสักคิ้ว คิ้วสวยได้รูปทรง แก้ไขจุดบกพร่อง คิ้วบาง, คิ้วแหว่ง, คิ้วตก ประหยัดเวลาในการแต่งหน้า ไม่ต้องเสียเวลากับการเขียนคิ้วอีก ไม่ต้องแต่งหน้ามากถ้าหากมีโครงคิ้ว สวยเข้ม เพียงแต่งหน้าเบาๆ ก็เอาอยู่   ข้อเสียของการสักคิ้ว เจ็บ เพราะต้องใช้เข็มแทงเข้าผิวหนัง แต่สักแบบกึ่งถาวรหรือ 3 มิติ จะเจ็บน้อยลงหน่อย แต่ก็ขึ้นกับสภาพของผิวแต่ละคน มีโอกาสแพ้เนื่องจากสีที่ใช้ หรือเกิดแผลอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อหากใช้เข็มไม่สะอาดหรือใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น เพราะต้องแทงเข็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย สักถาวร เปลี่ยนทรงคิ้วไม่ได้อีกเลย และถ้ามีปัญหาจะแก้ไขยาก ต้องทำเลเซอร์ลบเท่านั้น สักกึ่งถาวร หรือ 3 มิติ สีจะติดอยู่เฉลี่ย 3 ปี ถ้าอยากจะเปลี่ยนทรงคิ้วใหม่ จะไม่สามารถทำได้ทันทีนอกจากเขียนเพิ่มด้วยดินสอ สัก 3 มิติความคงทนของลายเส้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เนื่องจากเป็นการสักลงบนผิวหนังชั้นหนังแท้ไม่ถึงเนื้อเยื่อ งานสักเป็นงานช่างฝีมืออย่างหนึ่ง ถ้าเลือกไม่ดีเจอช่างไม่เก่ง งานเข้านะคะ โอกาสคิ้วไม่สวยมีเยอะ ต้องเลือกให้ดี ยังมีการทำคิ้วให้สวยเข้ม สวยนานอีกแบบ โดยไม่เจ็บตัวมากอย่างการสัก เรียกว่า การเพนต์สีหรือสไลด์คิ้ว คราวหน้ามาติดตามกันค่ะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 163 สิ่งที่ควรระวังจากการนวดหน้า

ปัจจุบันการเข้าสปาหรือร้านเสริมสวยเพื่อนวดหน้า นวดตัว เป็นเรื่องที่ใครหลายคนนิยมชมชอบ เพราะการนวดนั้นมีประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยให้ร่างกายคลายจากอาการล้า อาการเครียด ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตึงได้ดี จนบางคนอาจมีอาการ “ติด การนวดได้ การนวดนั้นหากแบ่งประเภทก็คงมีอยู่สองลักษณะ คือ การนวดเพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการ กับการนวดเพื่อความงาม กล่าวเฉพาะนวดหน้า ส่วนใหญ่ที่ให้บริการกันอยู่ในปัจจุบันจะเน้นเรื่องความงามเป็นหลัก มีทั้งโฆษณาว่าทำให้หน้าเด็ก หน้าเรียว หน้าใส ซึ่งมีส่วนจริงถ้าสถานบริการนั้นมีการนวดที่ถูกต้อง และไม่ใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายกับผิวหน้าอันบอบบางของเรา ประโยชน์ของการนวดหน้าคือ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้มาเลี้ยงบริเวณใบหน้าได้ดีขึ้น จึงทำให้ใบหน้าดูสดใส อ่อนวัย ลดริ้วรอย และลดการหมองคล้ำของใบหน้าได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นการคลายเครียดบริเวณผิวหน้าได้ด้วย ซึ่งในขั้นตอนการนวดหน้ามักมีการนำเครื่องสำอางหรือสมุนไพรมาใช้ร่วมด้วย กรณีต้องการให้ผิวหน้านุ่มมักใช้ครีมน้ำนมหรือโลชั่น เพราะน้ำที่อยู่ในส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จะซึมเข้าสู่เซลล์ของผิวพรรณ ทำให้เซลล์เต่งตัวขึ้นหรือพองขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งถึงสองวัน การพองตัวของเซลล์ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าดูอิ่มเอิบ แต่ไม่ถาวร เมื่อส่วนน้ำออกจากเซลล์ก็จะกลับสู่สภาพผิวเดิม กรณีต้องการให้หน้าขาว มักใช้สารประเภท กรดผลไม้ Nicotinamide, Abutin, Licorice, Kojic ซึ่งสถานบริการที่ดีจะไม่ใช้สารเคมีที่แรงเกินไป เพราะผิวแต่ละคนมีความไวไม่เหมือนกัน แต่หากโชคร้ายเจอสถานบริการไม่รับผิดชอบกะเอาแค่หน้างานดี มักใช้สารเคมีชนิดแรง ก่อให้เกิดผลเสียต่อใบหน้าได้   มีหลายคนทีเดียว ที่พบอาการภายหลังจากการนวดหน้า ที่ทำให้รู้สึกว่า “ไม่น่าเลย” เริ่มตั้งแต่เบาะๆ คือ 1.เป็นสิว อาจเกิดเนื่องจากแบคทีเรียในสมุนไพรที่เตรียมไม่ดี หรือจากการอุดตันของครีมที่ใช้ 2.เกิดฝ้าบนใบหน้าเนื่องจากผิวบางลงจากการใช้สารจำพวกกรดอ่อน ทำให้ผิวไวต่อแดดและเป็นฝ้าได้ง่าย 3.หน้าด่าง การใช้กรดอ่อน กรดผลไม้ หรือสารเคมีที่เข้มข้นร่วมกับการนวดหน้า เพื่อให้ขาวใส บางทีอาจกลายเป็นผลร้าย ก่อให้เกิดอาการหน้าด่างแทน  และหากดูแลไม่ดีอาจกลายเป็นรอยด่างถาวร 4.แพ้สารเคมีที่นำมาใช้ร่วมกับการนวดหน้า พบบ่อยๆ คือ อาการคัน หน้าบวม มีผื่นแดง หรือตาบวม กรณีคัน ไม่ควรเกาจนเกิดเป็นแผล จะยิ่งก่อความเสียหายควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการ อันตรายอีกรูปแบบหนึ่งจากการนวดหน้า คือ วิธีการนวด การนวดหน้าที่ใช้แรงมากเกินไปจะไปกระตุ้นให้เกิดฝ้าบนใบหน้าได้ โดยเฉพาะผิวหน้าบริเวณรอบดวงตาและโหนกแก้ม รวมทั้งอาจทำให้เกิดอาการช้ำบนผิวหน้าได้ รักจะนวดหน้าต้องระวังสิ่งที่กล่าวมาด้วยนะคะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 162 เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทำให้หน้าอกหย่อนยานจริงหรือไม่

เต้านมหรือหน้าอก เป็นอวัยวะที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิง ใครมีหน้าอกเต่งตึงได้รูปสวย แน่นอนว่าจะภูมิใจเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครมีน้อยหรือว่าเริ่มจะหย่อนคล้อย ก็ดูจะเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ จนหลายคนต้องพึ่งพามีดหมอทำศัลยกรรมให้สวยสมใจ สาเหตุแห่งความไม่เที่ยงของเต้านมนั้น มีหลายประการ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า หลายคนยังมีความเชื่อว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น อาจเป็นสาเหตุให้หน้าอกหย่อนคล้อยลงได้ ซึ่งนับเป็นมายาคติที่เป็นอุปสรรคหนึ่งในการรณรงค์เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ระดับนานาชาติกันเลย  ความเชื่อนี้เกิดจากความไม่รู้ จนทำให้เกิดความกลัวไปก่อน ดังนั้นคราวนี้เราจะมาคุยเรื่อง “เต้า” กันล่ะนะ จะได้เลิกเชื่อผิดๆ กันเสียที ถ้าคุณผู้หญิงท่านใดเชื่อว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะทำให้เต้านมหย่อนยาน ขอบอกเลยว่า คุณต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไม่พยายามมีลูกไปเลยถึงจะถูกต้อง เพราะสาเหตุที่ทำให้เต้านมขยายตัวและเปลี่ยนรูปร่าง คือการที่คุณตั้งครรภ์ ไม่เกี่ยวกับการให้นม เพราะไม่ว่าคุณจะให้ลูกดูดนมจากเต้าหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะเต้านมที่ขยายตัวเต็มที่ในช่วงของการตั้งครรภ์(และให้นม) ก็จะค่อยๆ ฟุบลงไปเอง สิ่งนี้มันเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ ผลการวิจัย* พบว่า การให้นมลูกไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้นมยานแต่อย่างใด แต่สาเหตุที่แท้จริงคือ ขนาดของหน้าอกที่ขยายและการบีบตัวของต่อมน้ำนมขณะตั้งครรภ์ต่างหากที่ส่งผลให้เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง   ผลการวิจัยสรุปไว้ว่า ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้หน้าอกหย่อนคล้อย ได้แก่ 1. อายุ เวลาที่ผ่านเลยไปทำให้คอลลาเจนและอีลาสติน ที่ช่วยพยุงให้หน้าอกเต่งตึง จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ 2. น้ำหนักตัวที่ลดลงแบบฮวบฮาบ มากกว่า 50 ปอนด์ (ประมาณ 20 กก.) ไขมันที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว คือไขมันช่วงเต้านมที่จะหายไปเป็นอันดับแรก 3. ค่า BMI สูง (น้ำหนักไม่สมดุลกับส่วนสูง) 4. หน้าอกใหญ่ จะหย่อนคล้อยไวกว่าหน้าอกเล็ก อันนี้เป็นผลจากแรงโน้มถ่วงของโลก 5. การตั้งครรภ์ ยิ่งมีลูกหลายคนยิ่งเพิ่มโอกาสที่ทำให้หน้าอกเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก(ยืดๆ ยุบๆ) ให้นึกถึงสภาพของถุงเท้าที่ถอดเข้าถอดออกบ่อยๆ ย่อมย้วยเป็นธรรมดา 6. มีประวัติสูบบุหรี่ สารเคมีบางอย่างในบุหรี่ไปทำลายอีลาสตินในผิว ส่งผลให้หน้าอกคล้อยลง   นมแม่ดีที่สุด เมื่อคิดจะมีลูกแล้ว การให้นมลูกเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงควรจะคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก การดูแลเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องหน้าอกคล้อยได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นอย่าไปมัวกังวลว่าให้นมลูกแล้วหน้าอกจะหย่อนคล้อย ซึ่งมันไม่เป็นความจริง ได้โปรดรับทราบทั้งคุณพ่อและคุณแม่นะคะ   --------------------------------------------------------------------------------------------------------- เรื่องจริงของหน้าอก 1.หน้าอกของคุณผู้หญิงแทบไม่ต้องบำรุงรักษาอะไรเลย มันจะยังคงมีสุขภาพดีและเซ็กซี่ได้โดยแค่อย่าไปยุ่งกับมันมากเท่านั้น 2.การออกกำลังกายจะช่วยกระชับหน้าอกของคุณ แต่ไม่ช่วยทำให้ใหญ่ขึ้น 3.หน้าอกไม่ชอบจ็อกกิ้ง! ดังนั้นควรสวมสปอร์ตบรา หรือควรเลี่ยงไปออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น เช่น เดินเร็วหรือแอโรบิก 4.หน้าอกข้างซ้ายของผู้หญิงมักจะมีขนาดใหญ่กว่าข้างขวา เหมือนกับมือ เท้า น้อยมากที่จะเจอผู้หญิงที่มีขนาดหน้าอกสองข้างเท่ากันเป๊ะ 5.หน้าอกของผู้หญิงมีสิทธิขยายได้จนถึงอายุ 20 กว่าๆ แต่มันจะขยายได้เร็วที่สุดในช่วงเป็นวัยรุ่น และเมื่อมันขยายเต็มที่ที่ควรจะเป็นแล้ว มันก็จะไม่ขยายใหญ่ขึ้นอีก ยกเว้นแต่คุณจะอ้วนขึ้น ท้อง หรือ รับประทานฮอร์โมน   *ที่มา http://www.phdinparenting.com/2010/04/04/sagging-breasts-whats-to-blame/

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 161 แต่งตาอย่างปลอดภัย

เทรนด์การแต่งหน้ายุคนี้ ไม่อาจจบได้แค่ผิวหน้าเนียนผ่องและสีปากสดใส สีเปลือกตา เส้นขอบตา คิ้วและขนตาต้องเป๊ะด้วย ปัญหาก็คือเครื่องสำอางรอบดวงตานั้นคุณไม่อาจละเลยหรือเลือกใช้แบบส่งๆ ได้ เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจถึงขั้นตาบอด ผู้ใช้ต้องรู้วิธีใช้และรู้วิธีการเก็บรักษาในสถานที่และระยะเวลาที่เหมาะสม เครื่องสำอางแต่งดวงตา มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น อายแชโดว์ อายไลเนอร์ มาสคารา ดินสอเขียนคิ้ว ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ อาการระคายเคือง ซึ่งอาจเนื่องจาก สารทำละลายและสารที่ทำให้เกิดอีมัลชั่น (Emulsifier) นอกจากนี้ยังอาจพบปัญหาจากการนำสีที่ก่อให้เกิดอันตรายและไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่าง น้ำมันดิน และผง kohl มาใช้ในส่วนผสม ซึ่งพบได้ในเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยนักวิจัยพบว่าผงสีดำ kohl มีส่วนผสมของโลหะหนักคือ ตะกั่ว และพลวง ส่วนในน้ำมันดินมีองค์ประกอบของสารก่อมะเร็งทั้งมะเร็งผิวหนังและปอด รวมทั้งอาการระคายเคืองจากวิธีการใช้ที่ไม่เหมาะสม ฉลาดซื้อจึงขอหยิบข้อมูลสำคัญมาเตือนใจสาวๆ กันอีกครั้ง   การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ถ้าเกิดระคายเคืองระหว่างการใช้ ให้หยุดทันที และพบแพทย์หากอาการยังไม่ดีขึ้น เลี่ยงการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตาชั่วคราว หากพบอาการระคายเคือง ควรทิ้งผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้ปัญหาหรือไม่นำไปให้ผู้อื่นใช้ ล้างมือให้สะอาดก่อนการป้ายเครื่องสำอางลงบริเวณรอบดวงตา อุปกรณ์ต่างๆ ต้องหมั่นล้างทำความสะอาดเสมอ อย่าใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากมีการอักเสบที่ผิวหนังรอบดวงตา ให้เลี่ยงการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตาไปก่อน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง มีแหล่งที่มาชัดเจน   การเก็บรักษา ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รอบดวงตา อายุการเก็บรักษาสั้น ยิ่งเมื่อเปิดขวดใช้แล้ว อายุจะยิ่งสั้นลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอายแชโดว์ มาสคารา ดินสอเขียนคิ้ว ดินสอเขียนขอบตาทั้งหลาย ถ้าเปิดใช้แล้วไม่เกิน 4 เดือนควรจะทิ้งไป และถึงแม้จะซื้อมาแบบยังไม่เปิดขวดหรือหลอดเลย ก็ไม่ควรใช้ของที่มีอายุนับจากวันผลิตนานเกิน 4 เดือนอยู่ดี   สวยด้วยแรงงานเด็ก ไม่เพียงแค่อันตรายจากตัวส่วนผสมหลัก บางทีการแต่งตา ก็ส่งผลกระทบต่อเด็กน้อยไร้เดียงสาด้วยแบบที่คุณอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากปัจจุบันการแต่งตา อาจมีการเพิ่มชิมเมอร์(ลักษณะเป็นวิงค์เล็กๆระยิบระยับในเนื้อเครื่องสำอาง) เพื่อเพิ่มความ “ฟรุ้งฟริ้ง” ให้แก่ผิวรอบดวงตา  ซึ่งประกายวิบวับ ฟรุ้งฟริ้งนี้ได้มาจากแร่ ไมก้า (ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางนิยมผสมไมก้าในเครื่องสำอางเกือบทุกตัวที่ต้องการประกายวิบวับ ทั้ง อายแชโดว์  มาสคาร่า แป้งฝุ่น บลัชออน ลิปสติก และสีทาเล็บ ที่เราเรียกว่า ประกายมุกนั่นเอง) ปัญหาของไมก้าไม่ใช่เรื่องผลกระทบด้านสุขภาพ แต่เป็นเพราะ “เบื้องหลังของไมก้ากลับต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของเด็กๆ มีรายงานว่าการขุดแร่ไมก้าในอินเดีย(ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของโลก) กว่า 86 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้รับการควบคุมจากรัฐ และกำลังหลักในการผลิตคือแรงงานเด็กที่มีอายุเพียงแค่ 10 ขวบ เพื่อแลกกับเงิน 5 รูปีหรือประมาณ 3 บาท เด็กๆ ต้องขุดแร่ในเหมืองเพื่อให้ได้ไมก้าจำนวน 1 กิโลกรัม การขุดแร่ยังทำให้เด็กเหล่านี้ต้องเสี่ยงอันตรายจากการถูกแมลงหรืองูกัดต่อย และต้องเสี่ยงชีวิตกับการถล่มของดินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อีกทั้งการต้องสูดดมแร่เป็นเวลานานยังทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจตามมาอีกมากมาย” (สวยด้วยแรงงานเด็ก http://waymagazine.org/movement/mica-cosmetics)   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 160 สารเติมเต็ม ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์(Filler)  ชื่อก็บอกชัดว่า “Fill” คือเติมเต็มให้กับส่วนที่ยุบตัวลงของผิวหนัง ตัวที่นำมา Fill เป็นสารสังเคราะห์ ที่สามารถนำมาฉีดเสริมเนื้อเยื่ออ่อนของมนุษย์ได้ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดจากการยุบตัวลงของผิวหนัง เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือเพื่อเสริมคาง จมูก เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อปรับหรือทำให้รูปหน้าดูดีตามอุดมคติ จากการพัฒนาในด้านศาสตร์แห่งการเสริมแต่งกายวิภาคของใบหน้า แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังคาดหวังไปถึงว่าฟิลเลอร์จะไม่เพียงแค่เติมเต็มผิวที่ยุบตัวเท่านั้น แต่มองไกลไปถึงการยกดึงหน้าและการออกแบบใบหน้าให้อ่อนวัยด้วย แต่สำหรับเมืองไทยขณะนี้ความนิยมยังอยู่ในระดับของการนำฟิลเลอร์มาเติมเต็มร่องลึกต่างๆ บนใบหน้า และการเสริมจมูก ซึ่งถือเป็นจุดขายในวงการงามด้วยแพทย์ที่ฮิตกันมาก คลินิกหรือสถานพยาบาลเกี่ยวกับความงามต่างนำเสนอคอร์สรักษาด้วยฟิลเลอร์กันทั้งนั้น ด้วยข้อดีที่เป็นจุดขายสำคัญคือ สวยไว ไม่เจ็บ แต่ใช่ว่าฟิลเลอร์จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา ล่าสุดสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แถลงข่าวเรื่อง“ตาบอดเนื้อตาย ภัยร้ายจากฟิลเลอร์” ว่าจากรายงานทางการแพทย์พบผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการฉีดสารฟิลเลอร์ทั่วโลกถึง 61 ราย และพบผู้ป่วยที่ตาบอดในประเทศเกาหลี 44 ราย สหรัฐฯ 3 ราย และในประเทศไทยมีการยืนยันพบผู้ป่วยที่ตาบอดจากการฉีดสารฟิลเลอร์แล้ว 8 ราย   สวยอย่างฉลาดเลยขอพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับฟิลเลอร์ พร้อมกับข้อมูลที่ควรให้ความสำคัญหากท่านจะตัดสินใจใช้บริการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า โดยให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด   ปัญหาในการฉีดฟิลเลอร์ การเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะเป็นผลในระดับไม่รุนแรง เช่น เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด เกิดรอยนูนมากเกินบนผิว เกิดการเคลื่อนย้ายของสารที่ฉีดทำให้เกิดการผิดรูป หรือระดับร้ายแรงที่ส่งผลถึงขั้นตาบอด มาจากเหตุปัจจัยหลักสองอย่าง คือ สารที่นำมาฉีดและแพทย์ผู้ฉีด สารเติมเต็มที่ปลอดภัยและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีเพียงชนิดเดียวคือ ไฮยาลูโรนิก แอซิด(Hyaluronic acid) หรือเรียกย่อๆ ว่า HA ซึ่งถ้าเป็น HA แท้ผ่านการรับรองจาก อย. (ในเมืองไทยมีหลายยี่ห้อ ราคาแตกต่างกันตามคุณสมบัติของแต่ละยี่ห้อ)  จะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยมาก เพราะสลายตัวหมดไปเองตามธรรมชาติในระยะเวลา 1 ปี – 1 ปีครึ่ง ราคาปัจจุบันของ HA อยู่ที่ ซีซีละประมาณ 12,000-20,000 บาท ซึ่งบางคลินิกที่ไม่ตรงไปตรงมากับผู้ใช้บริการอาจมีการสับเปลี่ยนตัวผลิตภัณฑ์ได้ ดังนั้นควรตรวจสอบตัวผลิตภัณฑ์เพื่อให้มั่นใจ คำแนะนำสำคัญ ก่อนฉีดควรขอดูกล่องยา และต้องเห็นการเปิดกล่องยาต่อหน้า หลังฉีดเสร็จก็ต้องขอดูหลอดที่ฉีดเสร็จแล้วด้วยอีกครั้ง ไม่ต้องเกรงใจแพทย์ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เพราะปัจจุบันธุรกิจแข่งขันรุนแรง การขอดูตัวยาถือเป็นสิทธิผู้ป่วยที่จะต้องรับทราบข้อมูลก่อนยินยอมเข้ารับการรักษา อย่างไรก็ตามแม้จะใช้สารเติมเต็มที่ผ่าน อย. แต่หากเกิดการผิดพลาดในการฉีด เช่น สารเติมเต็มหลุดเข้าไปในหลอดเลือดได้ ก็เกิดอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน ซึ่งอันตรายส่วนนี้เกิดจากระดับความชำนาญของแพทย์ที่ให้บริการ การฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นหัตถการทั่วไปที่ผู้จบแพทย์ทั้งหมดสามารถทำได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ปัจจุบันมีการโฆษณา ว่า รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ผ่านการฝึกไม่กี่วันเท่านั้น ดังนั้นในส่วนของการคัดเลือกแพทย์เพื่อเข้ารับบริการ จึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน ในกรณีเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังสามารถเข้าไปดูรายชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันแพทย์ผิวหนังได้โดยตรง(การเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ อย่างน้อย 5-10 ปี ขึ้นไป) ส่วน “หมอกระเป๋า” หรือคนที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแต่ไม่มีคลินิกประจำ ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ รับฉีดสารฟิลเลอร์ให้ตามรถตู้หรือคอนโด พวกนี้อย่าเสี่ยงโดยเด็ดขาด อันตรายถึงชีวิต เพราะแม้แต่สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายบางแห่งยังหลอกใช้สารฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองความปลอดภัยและดำเนินการโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญจริง ท่านจะไว้ใจได้อย่างไรกับหมอกระเป๋า   จุดเสี่ยงบนใบหน้าที่ควรระวังการฉีดฟิลเลอร์ ที่ผ่านมาในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียงทางตาจากการฉีดฟิลเลอร์ บริเวณรอบดวงตา  เช่น ดั้งจมูก ขมับ หน้าผาก ร่องหัวคิ้วหรือหว่างคิ้ว เนื่องจากผู้ฉีดไม่ชำนาญเกิดผิดพลาดฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือดแดง ทำให้เส้นเลือดอุดตัน ผลจากการขาดเลือดมาเลี้ยงที่ตา ผู้ป่วยจะเกิดการสูญเสียการมองเห็นหลายระดับ  บางรายตาบอดสนิท   การตรวจตาพบว่ามีการอักเสบในตา จอประสาทตาซีด ขั้วประสาทตาบวม นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า การฉีดฟิลเลอร์บริเวณจมูกถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะเส้นเลือดบริเวณจมูกนั้นเชื่อมต่อกับเส้นประสาทตา หากผู้ฉีดไม่มีความชำนาญก็จะมีโอกาส ฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดและทำให้ตาบอดได้ ทั้งนี้แพทยสภาได้พยายามสื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนมาโดยตลอดว่า การเสริมความงามด้วยการฉีดฟิลเลอร์นั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง “ขณะนี้กำลังเตรียมพิจารณาว่า ต่อไปจะไม่อนุมัติให้มีการฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกได้หรือไม่ โดยต้องรอประชุมร่วมกันของคณะอนุกรรมการคุ้มครองประชาชน จากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมการเสริมสวยและการโฆษณา” (ที่มา http://www.dailynews.co.th 13 มิถุนายน 2557) ประเภทของสารเติมแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ 1.แบบชั่วคราว (Temporary Filler) จะมีอายุการใช้งาน 1 – 1 ปีครึ่ง จากนั้นจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง ได้แก่ สารไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ได้รับการรับรองจาก อย. 2.แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) เช่นที่โฆษณาว่าฟิลเลอร์ที่เป็นไหมละลาย หรือเป็นไขกระดูก มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี จะสลายตัวบางส่วน มีความเสี่ยง หรือระดับความปลอดภัยปานกลาง(ไม่ผ่าน อย.) และ 3.แบบถาวร (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปแล้วสารจะอยู่ในผิวหนังตลอด มีผลข้างเคียงสูง   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 159 พอกหน้าด้วยสมุนไพรให้ถูกวิธี

สาวชาวเอเชียนั้นไม่ว่าจะสีผิวขาวหรือผิวคล้ำต่างก็ให้ความสำคัญกับผิวที่เรียบเนียน และใสสว่าง เครื่องสำอางที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและการบำรุงเพื่อให้ผิวดูสดชื่น ไม่หมองคล้ำจึงเป็นสินค้าขายดีมาโดยตลอด ความนิยมให้การดูแลผิวโดยเฉพาะส่วนใบหน้าโดยการมาร์คหรือพอกหน้า ก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเพราะเชื่อว่า การให้อาหารแก่ผิวโดยตรงจะช่วยให้ผิวดูสดชื่นขึ้นแบบทันตา อันที่จริงจะเรียกว่า “ให้อาหาร” ก็คงไม่จริงนัก เพราะผิวคนเรามีความหนาของชั้นผิวที่ไม่ยอมให้อะไรผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ การพอกหน้าจึงเป็นได้เพียงแค่ ”การกระทำ” กับผิวชั้นนอกสุด คือเหมือนการเร่งให้ชั้นผิวบนสุดนี้ผลัดผิวได้เร็วขึ้น ผิวเก่าที่หมองคล้ำเมื่อหลุดออกไป ผิวใหม่ที่ปรากฏขึ้นย่อมดูสดใสกว่าแน่นอน ทันตาเห็น ในประวัติศาสตร์ยุคโบราณสตรีชั้นสูงก็นิยมเรื่องการบำรุงผิว พอกผิวเช่นกัน เพราะความสวยย่อมประกันเรื่องสถานะในชนชั้นของตนได้ สมุนไพรและอาหารหลายชนิดจึงถูกคัดสรรมาเพื่อเสริมความงามให้กับสตรีเหล่านี้ นม ไข่มุก ทองคำ น้ำผึ้ง ปรากฏในตำราความงามในหลายเชื้อชาติ ทั้งในอียิปต์ จีน อินเดีย สำหรับสตรีสาวในแถบสุวรรณภูมิ ต้องยกให้สมุนไพรพื้นบ้าน ดูได้จากวรรณคดียุคเก่าเวลานางในวรรณคดีทั้งหลายจะเข้าพิธีสำคัญอย่างการแต่งงาน สมุนไพรอย่าง มะขาม ขมิ้น ฯลฯ จะต้องถูกกล่าวถึง สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอด บันทึกผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ดังนั้นหากจะเลือกนำมาใช้เพื่อการพอกหน้า ขัดผิว ย่อมรับประกันเรื่องความปลอดภัยได้ แต่ท่านไม่ควรประมาท เพราะยังไงก็ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ไม่มีในยุคโบราณแต่มันมีอยู่จริงในปัจจุบันคือ การปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆ ทั้งโดยจงใจและการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ฉลาดซื้อจึงนำข้อคิดดีๆ มาแนะนำไว้เพื่อเป็นการประเมินในเบื้องต้น ก่อนที่จะหยิบเอาสมุนไพรหรืออาหารมาใช้เพื่อการพอกหน้าบำรุงผิว การใช้สมุนไพรสำหรับผิวหน้ามีหลักการง่ายๆ ดังนี้ 1.อยู่บนพื้นฐานของความสะอาด สิ่งที่ต้องคำนึงคือ การปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อรา เพราะฉะนั้นของสดใหม่ย่อมดีกว่า เก่าเก็บ หรือการปนเปื้อนของสารเคมีอย่างสารเคมีการเกษตร ผัก ผลไม้บางอย่างเหมือนเป็นของพื้นบ้าน แต่บางทีท่านอาจนึกไม่ถึงว่า เป็นผักที่มีการใช้สารเคมีสูงสุดก็เป็นได้ เช่น ใบบัวบก 2.เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย หมายความว่า ควรมีการสืบทอดทางภูมิปัญญาหรือมีข้อมูลยืนยันว่าปลอดภัยในการใช้ อย่าเป็นหนูทดลองกับสมุนไพรบางอย่างที่มีคนฉวยโอกาสโฆษณาเพื่อ “ขาย” สินค้า สมุนไพรที่มีความปลอดภัย จำง่ายๆ ก็คืออะไรที่กินได้ สามารถใช้เป็นเครื่องสำอางได้ 3.อย่าทำบ่อยเกินไป ต้องเชื่อมั่นธรรมชาติของผิวหนังที่มีกลไกดูแลตัวเองอยู่แล้ว ต้องรักษากลไกนั้นไว้นานๆ การทำซ้ำ ทำบ่อยเกินไปอาจเป็นการทำลายสิ่งดีๆ ที่ผิวของเรามีอยู่ก็ได้ 4.ภูมิแพ้ สมุนไพร ทุกอย่างอาจมีบางคนที่แพ้ได้ การทดสอบว่าแพ้หรือไม่ให้นำส่วนผสมที่จะใช้ทาที่ท้องแขนก่อน เพราะผิวหนังบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่บางกว่าหน้า ทิ้งไว้สักพักหนึ่งถ้าไม่เกิดอาการแสบร้อน มีผื่น ถือว่าไม่แพ้ 5.ระยะเวลาในการพอกไม่มีสูตรตายตัว การใช้สมุนไพรเพื่อความงามส่วนใหญ่เป็นผลไม้หรือผักที่ไม่ได้ตายตัว สามารถที่ปรับได้ ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน คนที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้เวลาน้อยกว่า และการใช้ในช่วงแรกไม่ควรพอกหรือทาทิ้งไว้นานๆ โดยเฉพาะตำรับที่มีกรดผลไม้ การใช้ช่วงแรกๆ ต้องใช้ปริมาณน้อยๆ ไปก่อน และในช่วงเวลาสั้นๆ -------------------------------------------------------------------------------- ครีมมะขาม ปลอดภัยและไม่แพง มะขาม Tamarindus indica Linn. สรรพคุณ ลดรอยด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหน้าเรียบลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่นลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ เพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ตำรับความงามที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งพบตำรายาสมุนไพรเขียนด้วยภาษาล้านนาว่า "มะขาม ฝักกระดาน สักกำมือแช่น้ำอุ่น ทาตัวทาหน้า ผิวดำและฝ้าย่อมเสี้ยงไป" (เสี้ยง หมายถึง หมดไป) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะขาม จะมีกรดเอเอชเอ (AHA หรือ alpha hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยขัดผิว ลอกผิวด่างดำ และฝ้า            การเตรียมมะขาม การใช้มะขามให้ใช้มะขามเปรี้ยวสุก (มะขามหวานใช้ไม่ได้เพราะกรดผลไม้มีน้อย) น้ำคั้นมะขามเปียกที่ดีมีคุณภาพ ต้องได้จากการคั้นมะขามเปียกสดใหม่ และใช้ทันที ถ้าเก็บในตู้เย็นต้องไม่เกิน 1 สัปดาห์ ถ้าหากจะกวนเก็บไว้ใช้นานๆ ต้องกวนจนเกือบแห้งซึ่งมักจะกวนใส่นมหรือน้ำผึ้งก็ได้ การใช้มะขาม มะขามเปียก 1 กำมือ นมสด 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ นำเนื้อมะขามเปรี้ยวสุก ไม่ต้องแกะเมล็ดปั้นเป็น ก้อนกลม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ฟอกขัดตัวเมื่ออาบน้ำ จะทำให้ผิวที่คล้ำด้วยแดด หรือลม เป็นผิวที่นวลผ่อง น้ำมะขามเปียกผสมน้ำพอเจือจางล้างหน้าเป็นประจำ ช่วยขจัดความมันบนใบหน้า และสิวให้หลุดออกไปอย่างหมดจด                  หรือทำเป็นครีมมะขาม โดยใช้มะขามเปียกที่แกะเมล็ดแล้วขนาดประมาณ 1 กำมือ นมสด 1 กล่อง ขยำเข้ากัน กรองด้วยตะแกรง เพื่อเอาซังมะขามออก นำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ พอใกล้งวด เติมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ อาจเติมขมิ้นชันลงไปประมาณ ¼ ช้อนชา (ระวังอย่าใส่มากเกินไปจะทำให้หน้าเหลือง) เคี่ยวต่อจนงวด แต่อย่าให้ข้นเกิน สังเกตว่ายังสามารถแตะขึ้นมาได้ง่าย เสร็จแล้วบรรจุลงในกระปุกสะอาด ถ้าไม่เปิดเลยจะอยู่ได้ประมาณ   6 เดือน ใช้ล้างหน้าทุกวันทำให้หน้าขาวขึ้น ที่มา มูลนิธิสุขภาพไทย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 158 กำจัดขน

เรื่องขนบนร่างกายมนุษย์นี้ ถ้ายึดตามทฤษฎีที่ว่า มนุษย์เราวิวัฒนาการมาจาก Apes (เอป คือ ลิงที่ไม่มีหาง มีแขนที่ยาวกว่าลิงในวงศ์อื่น ๆ มีนิ้วที่ใช้ในการหยิบจับและใช้ประโยชน์คล้ายคลึงกับมนุษย์มากกว่าสัตว์ในอันดับลิงใด ๆ สามารถเดินตัวตรงได้) ก็มีข้อสันนิษฐานว่า ขนบนร่างกายของเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่เริ่มลงจากต้นไม้และออกมาใช้ชีวิตกันกลางแจ้งในสภาพที่อากาศมีอุณหภูมิสูงแบบทุ่งหญ้าแอฟริกา ทำให้เกิดวิวัฒนาการที่ค่อยๆ ทิ้งขนหนาบนร่างกายออกไปแล้วเปลี่ยนสู่การระบายความร้อนภายในร่างกายด้วยระบบเหงื่อแทน การระบายความร้อนด้วยวิธีนี้ช่วยให้มนุษย์กลุ่มแรกๆ มีความอึดในการวิ่งไล่ล่าสัตว์เพื่อการยังชีพได้มากขึ้น  โดยเฉพาะในเวลากลางวัน(สังเกตดีๆ จะเห็นว่าสัตว์ส่วนใหญ่ในทุ่งหญ้าเขตร้อนจำเป็นต้องพักในเวลากลางวันเพราะไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่ามนุษย์) แต่ยังไงก็ยังเหลือขนหนาๆ ที่จำเป็นอีกหลายจุดบนร่างกาย ได้แก่ ผม เพื่อปกป้องศีรษะ เนื่องจากมนุษย์เดินสองขาเอาหัวสู้ฟ้า ขนบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้อวัยวะเพศ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดการเสียดสี  แต่ปัจจุบันดูเหมือนขนบริเวณจุดเหล่านี้จะถูกรังเกียจมากขึ้นและมองว่าต้องกำจัดออกไป   ในอดีตบางวัฒนธรรมผู้หญิงจะนิยมไว้ขนรักแร้และถูกมองว่าเซ็กซี่ แต่ปัจจุบันจะมีนัยถึงการปลดแอกจากการถูกกดขี่ทางเพศ(ก็ผู้ชายยังไว้ได้ ทำไมผู้หญิงไว้ไม่ได้) แฟชั่นสมัยใหม่เองก็มีส่วนทำให้ขนรักแร้ต้องหมดสิ้นไปเพราะจะไม่สามารถโชว์วงแขนขาวได้ หรือชุดว่ายน้ำแบบบิกินี่ที่ก่อให้เกิดความจำเป็นในการกำจัดขนส่วนที่จะทำให้ดูไม่สวยงามทิ้ง ตั้งแต่อดีตมาการกำจัดขนก็มีสองสามวิธีคือ ถอน ถ้าแบบไทยๆ ก็ใช้นิ้วป้ายปูนแดงเพื่อให้จับขนได้อยู่หมัดหรือใช้อุปกรณ์สำคัญ คือ แหนบ อีกวิธีที่นิยมคือ โกนหรือแวกซ์ แต่เมื่อมาถึงยุคสารเคมีครองโลก จึงเกิดครีมกำจัดขนขึ้น และก้าวล้ำไปอีกด้วยพัฒนาการด้านการแพทย์เสริมความงาม เลเซอร์ ซึ่งเป็นคำตอบที่มีราคาแพง แต่ให้ผลที่น่าพึงพอใจ เพราะกำจัดได้เกลี้ยงเกลากว่าวิธีอื่น              เปรียบเทียบวิธีการกำจัดขน ข้อดี ข้อจำกัด ถอน วิธีนี้กำจัดได้ถึงราก ชะลอการงอกไปได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ทำเองลำบากไม่ทั่วถึง ไม่เหมาะกับบริเวณที่มีขนที่อยากกำจัดเยอะ โกน วิธีนี้ง่ายสุด ประหยัด รวดเร็ว ทำเองสะดวก แต่ต้องทำบ่อยทุก 2-3 วัน และเสี่ยงต่อการเกิดแผลได้ง่าย ขนทึ่ขึ้นใหม่จะมีลักษณะเป็นตอแข็ง หรือบางคนอาจมีขนคุดเข้าไปในผิวหนัง แวกซ์ มีทั้งแบบ ร้อนและเย็น ส่วนใหญ่ให้ร้านทำให้จะสะดวกสุด มีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่เกลี้ยงเกลาดีและกำจัดขนได้เป็นวงกว้าง บางคนหลายสัปดาห์ขนใหม่ถึงจะงอกขึ้นมา แต่หลายรายก็อาจเกิดการอักเสบที่ผิวได้ (บางคนก็ไม่ไหวเพราะวิธีนี้เจ็บ) ครีมกำจัดขน สะดวก เพียงป้ายครีมในบริเวณที่ต้องการ เพื่อให้เนื้อครีมไปทำลายโปรตีนในเส้นขน จากนั้นก็เช็ดทิ้งไป แต่ต้องอ่านวิธีการใช้ให้ละเอียดและอย่าปล่อยเนื้อครีมไว้นานเกินไป ผิวอาจอักเสบได้ เลเซอร์ วิธีนี้ต้องเข้าคลินิกแพทย์เท่านั้น ดังนั้นราคาจะสูง แต่ก็ให้ผลดีคือ กำจัดได้เกลี้ยงเกลา(ใช้เวลาสาม-ห้าครั้งในการทำเลเซอร์) และทิ้งระยะเวลาได้นานเป็นปีๆ กว่าที่ขนใหม่จะงอกขึ้นมา ทำลายรากขนด้วยคลื่นวิทยุ วิธีนี้เป็นพัฒนาการเพื่อกำจัดขนอย่างถอนรากถอนโคน เกือบจะไม่มีโอกาสเห็นขนใหม่งอกขึ้นมาอีก ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญเพราะมีความเสี่ยงในการใช้เครื่องมือ ดังนั้นราคาก็อัพเพิ่มขึ้นไปอีกมาก ดังนั้นถ้าไม่อะไรนักกับขนบนร่างกาย เลือกวิธีกำจัดขนแบบชั่วคราว แต่เสี่ยงน้อยหน่อยน่าจะดีกว่า อันตรายจากการโกนขนในที่ลับ ปี 2013 มีหมอที่ฝรั่งเศสสามคนเขียนจดหมายไปหาบก.วารสารโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  (Sex Transm Infect) ว่าพวกเขาได้วิเคราะห์คนไข้ที่เป็นโรคหูดข้าวสุก(molluscum contagiosum) ของเขาจำนวน 30 คน พบว่า 93% ของคนไข้พวกนี้โกนขนที่อวัยวะเพศเกลี้ยง โดยใช้วิธีโกนด้วยมีด 70% ใช้วิธีใช้กรรไกรตัด (clip) 13% และใช้วิธีแวกซ์ออก 10% หมอสามคนนี้ได้เสนอความเห็นว่าการกำจัดขนในที่ลับ คือสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อหูดข้าวสุกมากขึ้น เพราะการโกนขนอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ผิวหนัง ทำให้ไวรัสหูดข้าวสุกบุกรุกเข้าไปได้โดยง่าย http://visitdrsant.blogspot.com/2013_08_01_archive.html     //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 157 สบู่ฆ่าแบคทีเรีย อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

เมื่อเร็วๆ นี้ สบู่ฆ่าแบคทีเรีย(Antibacterial Soap) ถูกนำมาถกเถียงอีกครั้งว่า มันช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและช่วยให้ร่างกายสะอาดเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? 17 ธ.ค.2557 สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) แถลงว่า กำลังศึกษาถึงผลกระทบทางสุขภาพต่อกรณีที่มีการใช้สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียกันอย่างแพร่หลาย เพื่อหาข้อมูลยืนยันถึงความปลอดภัยเมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะยาว โดยผู้ผลิตสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของตน ดีกว่าสบู่ธรรมดาทั่วไปในการป้องกันการเจ็บป่วยและเชื้อโรค อย่างไร หากพิสูจน์ไม่ได้ ต้องถอดไตรโคลซานออกจากส่วนประกอบของสบู่เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค คอลีน โรเจอร์ส หัวหน้าหน่วยจุลชีววิทยาที่เอฟดีเอ กล่าวว่า จากข้อมูลใหม่พบความเสี่ยงของการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลานาน การใช้สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียเป็นประจำทุกวันอาจไม่ให้ประโยชน์อีกแล้ว ผลวิจัยของเอฟดีเอยังพบว่าจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการทดลองพบ เชื้อแบคทีเรียบวกกับสบู่ฆ่าเชื้อกลายเป็นแบคทีเรียกลายพันธุ์และมีฤทธิ์ดื้อยาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตสินค้ามีเวลาจนถึงสิ้นปี 2557 เพื่อนำเสนอรายงานผลการทดลองทางคลินิกในผลิตภัณฑ์ของตน  และเอฟดีเอจะมีผลสรุปในปี 2559   ก่อนการแถลงของเอฟดีเอครั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข่าวงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ไตรโคลซาน ที่นำมาใช้เป็นสารต้านเชื้ออาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายประการ เช่น กระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิแพ้และอาการจมูกอักเสบจากภาวะภูมิแพ้ในเด็ก งานวิจัยของสถาบันวิจัยสาธารณสุขนอร์เวย์ พบความสัมพันธ์ของปริมาณไตรโคลซานที่ตรวจพบในปัสสาวะของเด็กอายุ 10 ปี กับระดับการหลั่งของสารตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันที่บ่งชี้ภาวะการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งงานวิจัยในอดีตพบว่า 85% ของไตรโคลซานที่อยู่ในร่างกายได้มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยเฉพาะยาสีฟัน แม้แต่ในลิปสติก หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ชื่อดังของอังกฤษ เดลี่เมล์ก็ลงข่าวใหญ่โตว่าผู้หญิงที่ทาลิปสติกมากๆ อาจได้รับผลกระทบจากสารไตรโคลซานที่ออกฤทธิ์รบกวนระบบฮอร์โมน และอาจมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่ได้รับคำสั่งจากสมอง รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย โดยอ้างศาสตราจารย์ ไอแซ็ค เพสซาห์ นักวิจัยด้านโมเลกุล ที่ค้นพบในห้องทดลองว่า สารไตรโคซานสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจของหนู ภายในเวลา 20 นาที และมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย ศูนย์คุ้มครองโรคระบาด (The Centers for Disease Control) ของสหรัฐฯ ประมาณการว่า ประชากรร้อยละ 75 ของอเมริกามีไตรโคลซานสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในปัสสาวะ เลือด และน้ำนม และจากการทดลองกับสัตว์ ไตรโคลซาน ส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายไม่ต่างจาก Bisphenol-A (BPA) ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศ (หรือเปลี่ยนเป็นเพศตรงข้าม) รวมไปถึงเป็นปัจจัยที่อาจสะสมจนกลายเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง กลับมาที่สบู่ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ชำระล้างใกล้ตัวและมีความเสี่ยงในการใช้ต่ำเพราะสัมผัสผิวไม่นาน แต่การนำสารไตรโคลซานมาใช้เพื่อเป็นสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กลับจะยิ่งสร้างความเสี่ยงให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโดยธรรมชาติผิวของคนเรานั้นจะมีเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งตัวดี ตัวร้าย(ก่อโรค) แต่สบู่ฆ่าเชื้อจะฆ่าจุลินทรีย์ทุกชนิด จุลินทรีย์ที่ดีซึ่งคอยปกป้องผิวเราก็พลอยโดนกำจัดไปด้วย ผิวหนังจึงเสียสมดุล ทำให้เกิดการแพ้และแห้งผากได้ง่าย   ไตรโคลซาน คืออะไร ย้อนหลังไปเกือบ 50 ปีที่ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับเรื่องของความสะอาด ปราศจากเชื้อโรค สารเคมีนานาชนิดที่มุ่งหวังเพื่อการกำจัดเชื้อจึงถูกคิดค้นขึ้นและนำมาผสมลงไปในสินค้าอุปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสารที่มีชื่อว่า ไตรโคลซาน(Triclosan) คือสารสังเคราะห์ ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ว่ามีประสิทธิภาพต้านเชื้อแบคทีเรียและปลอดภัยกับมนุษย์ จึงมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลก ไตรโคลซานถูกนำไปใช้ทั้งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย สบู่ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม โฟมล้างหน้า ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟันแก้เหงือกอักเสบ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ หรือเป็นสารกันเสียในอาหาร ยาและเครื่องสำอางหลายชนิด นอกจากนี้ยังพบในผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องครัว ของเล่น เครื่องนอน ถุงเท้า ถุงขยะ ของเล่นเด็ก ผ้าและผ้าพลาสติก การที่ทั่วโลกนิยมใช้สารไตรโคลซานอย่างกว้างขวางนี้เอง ทำให้นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเป็นห่วงว่าทั้งในอากาศ น้ำเสีย อาจมีการปนเปื้อนสารดังกล่าวตกค้างสะสมได้ ส่วนนักวิชาการทางการแพทย์เป็นห่วงว่า การที่เราใช้สารต้านเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้มากเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาทางการแพทย์ กล่าวคือ เชื้อโรคมีการพัฒนาสายพันธุ์และดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้สำหรับรักษาโรคติดเชื้อรุนแรง และในอนาคตอาจหายาฆ่าเชื้อที่กลายพันธุ์เหล่านี้ได้ยากยิ่งขึ้น สมาคมการแพทย์แห่งอเมริกา (The American Medical Association) จึงแนะนำว่า ผู้บริโภคควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไตรโคลซานอย่างรอบคอบ เพราะข้อสมมุติฐานที่ว่า ไตรโคลซานอาจเป็นสาเหตุของโรคภัยและปัญหาสุขภาพได้ เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ   สถานะทางกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ที่มีสารฆ่าเชื้อในสหรัฐอเมริกาจัดเป็นยา และเป็นยาที่ขายได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ (OTC) กรณีของในประเทศไทย ไตรโคลซาน เป็นวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ลำดับที่ 24 ส่วนไตรโคลคาร์บาน เป็นวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ลำดับที่ 22 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 47) พ.ศ.2550 เรื่อง กำหนดวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง นั่นหมายความว่าสบู่หรือครีมล้างมือหรือครีมอาบน้ำที่มีสารไตรโคลซานหรือไตรโคลคาร์บาน ถือว่าเป็นเครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535       //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 156 สารต่างๆ ในสบู่สามารถซึมเข้าบำรุงผิวได้ไหม

  เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะสารพัดโฆษณาสบู่ล้วนแต่ดึงดูดความสนใจของเราด้วย สารต่างๆ ที่อ้างว่าช่วยบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน   สารสกัดจากพืชต่างๆ หรือสารชื่อดังอย่าง กลูต้า คอลลาเจน ฯลฯ อันที่จริงคำตอบง่ายมากถ้าเข้าใจธรรมชาติของผิวและตัวผลิตภัณฑ์คือ สบู่ ผิวหนังของคนเรามีสองชั้น คือชั้นบนสุดหรือที่เรียกว่าหนังกำพร้าหนาประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและสารที่เป็นไขมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ (dehydration) สารระคายเคือง สารก่อภูมิแพ้ และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ใต้ชั้นหนังกำพร้าเป็นชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเชื่อมโยงแบบยืดหยุ่นหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ประกอบด้วยระบบหลอดเลือด อวัยวะรับความรู้สึกและเส้นประสาท รูขุมขน ต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ   เมื่อผิวหนังชั้นบนสุดปะทะกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งฝุ่นละออง เหงื่อไคลที่สะสมบนชั้นผิว ก็ถึงเวลาที่เราต้องทำความสะอาดด้วยการอาบน้ำ สบู่จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยในการชำระล้างคราบสกปรกต่างๆ ให้ออกไปจากผิวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหน้าที่ของสบู่คือช่วยชำระล้าง  ถ้าจะให้เพิ่มหน้าที่บำรุงผิวเข้าไปในสบู่ด้วยเห็นจะยาก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า สบู่มันอยู่บนผิวเราเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วก็จะถูกเราล้างออกไปอย่างรวดเร็ว(ยิ่งสบู่เหลวที่บางคนรู้สึกว่าให้ความรู้สึกลื่นๆ เหลือบนผิว ยิ่งถูกน้ำล้างออกมากกว่าปกติ) การใส่สารบำรุงต่างๆ ในสบู่จึงไม่ได้มีคุณกับผิวในแง่ของการบำรุง แต่อาจจะช่วยในด้านจิตใจได้บ้าง ว่าได้ใช้สบู่ผสมสารบำรุงที่ราคาแพงเพิ่มขึ้นจากสบู่ทั่วไป กรณีของสบู่ที่ผสมสารบางชนิด เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ กรด AHA , BHA หรือผสมพืชสมุนไพร อันนี้จะหวังผลเฉพาะผิวชั้นบนสุดเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการซึมซาบเข้าผิวชั้นใน อย่าง มอยส์เจอไรเซอร์ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น กรด AHA , BHA ช่วยให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกเร็วขึ้น ผิวใหม่ที่ผลัดขึ้นมาจึงดูขาวและสดใสกว่าผิวเดิม หรือสารบางอย่างที่ผสมในสบู่อาจช่วยในการฆ่าเชื้อได้ด้วย(เฉพาะผิวชั้นบนสุด) เช่น ไตรโคลซาน(triclosan) หรือ พวกสารฆ่าเชื้อธรรมชาติ เช่น Tea tree oil ซึ่งอาจเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นกาย หรือมีปัญหาเรื่องสิว   ความต่างของสบู่เหลวกับสบู่ก้อน สบู่ก้อน คือส่วนผสมระหว่างกรด (ไขมัน) กับเบส (ด่าง) ในอัตราส่วนที่ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิว คือมีค่า pH อยู่ระหว่าง 8-10  ส่วน สบู่เหลว เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยลดแรงตึงผิว ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5-6 ในเรื่องของการช่วยทำความสะอาดผิว ทั้งสบู่เหลวและสบู่ก้อนให้ผลไม่ต่างกันและก็อาจระคายเคืองผิวได้เหมือนกัน แต่สบู่เหลวอาจทำให้ผิวแห้งได้ง่ายกว่าเพราะจับคราบได้ดีกว่า  สบู่เหลวจึงผสมสารให้ความชุ่มชื้นลงไปได้เพื่อแก้ไขจุดนี้(ส่วนใหญ่เป็นสารอุ้มน้ำดังนั้นจึงไม่หลุดไปพร้อมน้ำที่ล้างออกไป แต่จะเกาะแล้วก็จะดึงน้ำมาเกาะผิวเราให้ชุ่มชื้น แต่บางคนจะรู้สึกเหมือนล้างผิวไม่สะอาด)     //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 155 ยิ่งหวานยิ่งแก่

ความอ่อนเยาว์ใครกันไม่ปรารถนา แต่คนเราก็ไม่สามารถอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป ความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป อย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อทำนุบำรุงผิวพรรณ ซึ่งเป็นจุดแรกที่คนจะสังเกตเห็นได้ง่ายถึงความชราภาพของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหยาบกร้าน รอยด่างดำ จึงถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังช่วยชะลอความเสื่อมของผิว และเหตุที่ต้องทุ่มเทกับเครื่องสำอาง แบบว่าอะไรว่าดีก็เอามาลองก่อน เลยมีการสำรวจพบว่าผู้หญิงจะทิ้งขว้างเครื่องสำอางถึง 75% เพราะใช้แล้วไม่เวิร์ก และเหลือเพียง 2-3 ผลิตภัณฑ์(25%) ที่โอเค จริงๆ แล้ว เครื่องสำอางบำรุงผิวเป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวจริง ถ้าอยากผิวพรรณอ่อนเยาว์ สดใส เราต้องมองปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผิวและบำรุงส่งเสริมให้ถูกจุด โดยตัวที่ควรให้ความสำคัญคือแสงแดด คิดว่าหลายคนรู้ ซึ่งคราวนี้จะไม่พูดถึง แต่อยากบอกว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง นั่นคือ “ความหวาน” ใช่แล้วยิ่งหวาน ยิ่งแก่ คุณเชื่อไหมล่ะ   น้ำตาลต้นเหตุของความเสื่อมของผิว ให้ชัดเจนต้องบอกว่า น้ำตาลทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายเสื่อม น้ำตาลในร่างกายถ้าสูงมากๆ จะไปจับกับโปรตีนในร่างกายทำให้เกิดความเสื่อม เช่น ทำให้เป็นต้อกระจก ผนังหลอดเลือดแข็ง โรคไต สมองเสื่อมและริ้วรอยแก่กร้านบนผิวหนัง คอลลาเจนและอีลาสติน เป็นชื่อของโปรตีนที่ทำให้ผิวของเรากระชับและยืดหยุ่น (ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทคอลลาเจนนี่ทำยอดขายอันดับหนึ่งเลยนะคะ) ที่จริงแล้วโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกายก็คือ คอลลาเจน นั่นแหละ ถ้าร่างกายเรามีน้ำตาลมากไป เจ้าน้ำตาลส่วนเกินนี้จะไปจับกับโปรตีน คอลลาเจนและอีลาสตินทำให้แห้งและแข็งจนเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่นและหย่อนยาน โดยจะแสดงผลชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อผ่านวัย 35 ปีขึ้นไป (The British Journal of Dermatology, 2007) การฟื้นฟูสภาพที่คอลลาเจนถูกทำลายจากน้ำตาลหรือความหวานมีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเลิกกินน้ำตาลมากไป เพื่อลดการทำลายสภาพผิว ที่ไม่แนะนำให้งดน้ำตาลไปเลย ก็เพราะว่ามันเป็นไปได้ยาก เพราะน้ำตาลปะปนอยู่ในอาหารที่เรารับประทานประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่ข้าวหรือผัก ผลไม้ แต่เสนอให้ลดตัวที่เป็น “น้ำตาล” ซึ่งถูกปรุงแต่งในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ โดยเฉพาะน้ำอัดลม ขนม หรือแม้แต่น้ำผลไม้   5 อันดับของหวานที่ควรกินแต่น้อย น้ำอัดลม มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย ประมาณ 8-10 ช้อนชาต่อ 1 กระป๋อง แต่บางรสชาติน้ำตาลก็พุ่งไปถึง 16 ช้อนชาได้ สิ่งที่ทำให้เราชอบน้ำอัดลมน่าจะเป็นความซ่าและความเย็น อาจเลี่ยงไปดื่มน้ำโซดาผสมน้ำมะนาวหรือน้ำหวานเข้มข้น(ชงบางๆ) แทน ไม่ก็ดื่มประเภท 0% แคลอรีแทน น้ำผลไม้ ชาเย็น กาแฟเย็น รวมชานมไข่มุก มีปริมาณประมาณน้ำตาล 7-10 ช้อนชาต่อแก้ว(ขวด) ชนิดสำเร็จรูปให้ตรวจดูที่ฉลาก ชนิดสั่งควรระบุหวานน้อย และดื่มให้น้อยลง โดยเปลี่ยนเป็นน้ำชาชนิดไม่มีน้ำตาลหรือน้ำเปล่าแทน ได้คาเฟอีนแก้อาการหงุดหงิดได้เหมือนกัน ขนมอบ เค้ก คุ้กกี้ ปริมาณน้ำตาลไม่เบา เค้ก 1 ชิ้น น้ำตาลเฉลี่ย 6-12 ช้อนชา ถ้าเป็นชนิดบรรจุหีบห่อ โปรดอ่านฉลากก่อน แต่ถ้าเป็นแบบสั่ง ปัจจุบันจะมีแบบใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล(แต่อาจไม่อร่อยเท่า) เลี่ยงมากินพวกขนมปังโฮลวีตแทน หรือกินแต่น้อยพอได้รสชาติ ช็อกโกแลต หลายคนติดใจเลิกไม่ได้ ขอแนะนำให้เป็นดาร์กช็อกโกแลตแทน จะได้สารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นด้วย ไอศกรีม ว่ากันว่าเวลาอากาศร้อน ไอศกรีมจะขายดิบขายดี เพราะมันทั้งหวานและเย็นชื่นใจ แต่เชื่อเถอะมันหวานมากไป นอกจากเสี่ยงน้ำตาลสูงแล้ว ยังเสี่ยงกับสารเคมีปรุงแต่งรสชาติต่างๆ ด้วย   อย่าลืมนะคะ ยิ่งหวาน ยิ่งแก่เร็วค่ะ   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point