ฉบับที่ 255 วิธีดูแลผิวแตกลาย

        ใครมีปัญหาผิวหนังแตกลาย อย่าเพิ่งเครียดกันนะคะ “ฉลาดซื้อ” เรามีวิธีป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธีมาฝาก         ธรรมดาผิวแตกลายมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง(การขยายตัว) อย่างรวดเร็วที่พบได้บ่อย ส่วนมากมักมาจากการตั้งครรภ์ การลดหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ซึ่งรอยแตกลายที่เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมานั้น ถือว่าเป็นเหมือนเรื่องธรรมชาติปกติของร่างกายถึงจะไม่สามารถรักษาให้กลับมาผิวเหมือนเดิม100% ได้แต่ก็พอมีวิธีดูแลเพื่อให้รอยจางลงได้ แต่ที่มีอีกบางสาเหตุที่น่ากังวัลกว่า คือการใช้ครีมหรือโลชั่นที่อวดอ้างโฆษณาว่าทาแล้วดี ขาวเร็วขาวใสภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นครีมที่ทำให้ผิวขาวจริง เพราะการใส่สารอันตรายเข้าไปผสม เช่น สารสเตียรอยด์ สารปรอทหรือสารอันตรายอื่นๆ ซึ่งเมื่อใช้ไปสักพักผิวจะแตกลายจนน่ากลัวอย่างที่เคยเป็นข่าวเมื่อหลายปีก่อน (อ่านจากฉลาดซื้อย้อนหลังได้เลย)  ซึ่งหากรอยแตกเกิดจากสาเหตุนี้สิ่งที่ควรทำคือ หยุดใช้ครีมนั้นทันที และพบแพทย์เพื่อรักษาด่วน รอยแตกลายสีแดงและสีขาว         รอยแตกลายมักเกิดจากการยืดและหดตัวอย่างรวดเร็วของของผิวหนัง ซึ่งหากรอยแตกลายที่เกิดขึ้นบริเวณร่างกายมีลักษณะสีแดง แปลว่ารอยแตกลายนั้นอยู่ในระยะเริ่มแรกและสามารถรักษาให้จางลงได้เร็วกว่ารอยแตกสีขาว ในส่วนของรอยแตกสีขาวจะเกิดหลังจากมีรอยแตกสีแดงที่เริ่มจางจนกลายมาเป็นสีขาวจะรักษาได้ยากกว่าสีแดง แต่ก็สามารถรักษาให้จางลงมาได้เช่นกัน ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผิวแตกลาย        -        ผู้ที่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะหากมีอายุยังน้อย        -        การที่มีน้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป        -        การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว        -        การเจริญเติบโตของร่างกายในช่วงวัยรุ่นอย่างรวดเร็ว        -        ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ และเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอก การดูแลรักษาผิวแตกลาย         การดูแลรักษารอยแตกลายเบื้องต้นอย่างแรกที่สำคัญคือ        -        การใช้มอยเจอร์ไรส์เซอร์เพื่อให้ความชุ่มชื้นบริเวณผิวที่แตกลาย แม้มอยเจอร์ไรส์เซอร์จะไม่ได้ช่วยให้รอยแตกลายหายขาดหรือจางลงโดยตรง แต่สามารถช่วยให้ผิวบริเวณที่แตกนั้นมีความชุ่มชื้นผิวไม่แห้งและดูดีขึ้นจากเดิม        -        การใช้ครีมที่มีส่วนผสมวิตามินเอทาบนบริเวณที่แตกลายเพื่อให้รอยแตกลายนั้นจางลง หรือใช้ยา กลุ่ม Tretinoin แต่ถ้าเลือกใช้กรดวิตามินเอไม่ควรใช้สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เพราะกรดวิตามินเอ อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เสี่ยงต่ออันตรายได้          -        ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมลดรอยแตกลายที่วางขายตามตลาดได้ แต่ก่อนซื้อควรศึกษาหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์นั้นให้ดีเพื่อไม่ให้เสี่ยงเจอผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารอันตราย และควรเช็กให้ดี   ไม่ควรเชื่อครีมที่มีการโฆษณาว่าหายเร็วหายไว้ภายใน 3-7 วัน เป็นต้น        -        ใช้เลเซอร์เป็นตัวช่วยในการรักษา รู้กันดีว่ารอยแตกลายนั้นไม่สามารถรักษาให้หายกลับมาเหมือนผิวเดิม 100% แต่ยังไงการเลเซอร์คือวิธีรักษาอีกทางหนึ่งที่ได้ผลดี โดยเฉพาะเริ่มแรกของรอยแตกลายที่มีลักษณะสีแดง ตัวอย่างเลเซอร์ เช่น Fractional CO2 Laser , Fractional RF , Fine Scan Laser , Vbeam laser หรืออื่นๆ  ทั้งนี้การเลือกใช้เลเซอร์ในการรักษาอยู่ที่แพทย์ประเมินว่าสภาพผิวรอยแตกลายของเราว่าเหมาะกับเลเซอร์รูปแบบไหน         อย่างที่กล่าวตอนแรก ผิวแตกลายคงไม่มีใครอยากให้เกิดถึงแม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติมากก็ตาม ดังนั้นการหาทางป้องกันด้วยการควบคุมภาวะเสี่ยงจะช่วยได้มาก เช่น ไม่ลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักเร็วเกินไป กรณีการตั้งครรภ์คุณแม่ควรหมั่นใช้ครีมหรือมอยเจอร์ไรส์เซอร์ที่มีเนื้อครีมเข้มข้น ทาผิวบริเวณหน้าท้องสม่ำเสมอ ส่วนใครจะเลือกรักษาด้วยการใช้เลเซอร์ถ้าเข้าใช้บริการที่คลินิกอย่าลืมตรวจสอบสถานที่ประกอบการและผู้ให้บริการว่ามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบใบอนุญาตว่าผู้ที่ทำการรักษาใช้แพทย์จริงหรือไม่ สามารถตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://checkmd.tmc.or.th/ (เว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทย์สภา) ส่วนการใช้ครีมหรือโลชั่นที่อวดอ้างสรรพคุณเว่อร์วัง อย่าลองใช้เลยนะคะ ปัญหาไม่จบแน่ๆอ้างอิง : https://www.youtube.com/watch?v=JKwCpOZJmTwhttps://www.thaihealth.or.th/blog/myblog/topic/1269/https://hellokhunmor.com/สุขภาพผิว/การดูแลและทำความสะอาดผิว/รอยแตกลาย-สาเหตุ-การรักษา/

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 254 การฉีดฟิลเลอร์ปาก

        การมีริมฝีปากอวบอิ่มลุคสาวสายฝอ (ฝรั่ง) ยังคงเป็นความนิยมแบบแรงดีไม่มีตก ดังนั้นการเดินเข้าคลินิกเสริมความงามเพื่อใช้บริการฉีดฟิลเลอร์ที่ปากถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติมากในสมัยนี้     วิธีเสริมความงามโดยการฉีดสารฟิลเลอร์ในจุดที่ต้องการเติมเต็มถึงแม้จะช่วยให้เราสวยขึ้นดูดีขึ้นได้  แต่ต้องไม่ลืมว่า อาจมีผลข้างเคียงหรือปัญหาตามมาได้เช่นกัน เพราะหากตามข่าวคราวกันมาบ้าง อาจจะได้ยินกันบ่อยถึงการที่หลายๆ คน เข้าไปใช้บริการคลินิกเสริมความงามเพื่อฉีดฟิลเลอร์ แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นหน้าพังเพราะสารที่ฉีดเข้าไปไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ให้บริการ (คนฉีด) ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือก็คือหมอปลอมนั้นเองรู้จักกับสารฟิลเลอร์        ฟิลเลอร์ คือ สารที่ช่วยเติมเต็มในส่วนที่ผู้รับบริการอาจรู้สึกว่าพร่องไป หรือเพื่อลดเลือนริ้วรอย เช่นรอยย่นบนใบหน้า ร่องลึกบนใบหน้า หรือใช้ในการปรับแต่งรูปหน้าก็ได้ เช่นการเพิ่มความอวบอิ่มกับริมฝีปาก ซึ่งทั่วไปแล้วประเภทของฟิลเลอร์มีดังนี้        1.ฟิลเลอร์แบบไม่ถาวรหรือชั่วคราว โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานแค่เพียง 4-6 เดือนเท่านั้น จากนั้นจะสลายไปเองโดยธรรมชาติ        2.ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร มีอายุนานกว่าแบบชั่วคราว และอยู่ได้นานถึง 2 ปี        3.แบบถาวร มีอายุการใช้งานตลอดไปเพราะจะไม่สลายไปตามธรรมชาติเพราะสารที่ฉีดเข้าไปมักเป็นสารซิลิโคน ซึ่งการฉีดรูปแบบนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบในภายหลังได้        4.ฟิลเลอร์จากไขมันตัวเอง การฉีดฟิลเลอร์รูปแบบนี้มักมีข้อเสีย คือ อาจคงตัวอยู่ได้ไม่นานนักเท่าไหร่เลือกสถานบริการ แพทย์ และฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน        -       ให้พิจารณาว่าสถานที่และผู้ให้บริการมีใบอนุญาตถูกต้องและได้รับการรับรองหรือไม่ ตรวจสอบใบอนุญาตว่าผู้ให้บริการฉีดฟิลเลอร์เป็นแพทย์จริง ตรวจสอบสถานประกอบการ ที่จะเข้าใช้บริการว่าได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://checkmd.tmc.or.th/ (เว็บไซต์ตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากฐานข้อมูลแพทยสภา)        -       สังเกตราคาของฟิลเลอร์หากมีราคาที่ถูกเกินไป ก็ให้ระวังว่าอาจจะเป็นของปลอมหรือของไม่ได้มาตรฐาน (ลองเปรียบเทียบราคาจากคลินิกหลายแห่ง)         -       หาข้อมูลชนิดฟิลเลอร์ที่จะทำการฉีดเพื่อตรวจสอบว่าได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)หรือไม่         สำคัญคือ ไม่ควรเสี่ยงกับสถานบริการที่ไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากเห็นว่ามีราคาที่ถูก เพราะหากเจอหมอปลอม หมอกระเป๋า อาจได้ไม่คุ้มเสีย และหากได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ก็หมั่นสังเกตอาการให้ดี หากมีอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ควรไปพบแพทย์ทันที อย่าวางใจจนเกิดผลเสียร้ายแรง สำหรับผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก วิธีดูแลตัวเอง        -        แนะนำให้ไม่สัมผัสบริเวณที่ฉีด เช่น นวดหรือกดเพราะอาจทำให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์เคลื่อนที่ได้ หากมีอาการคันก็ห้ามแกะหรือเกาเด็ดขาด หากมีอาการมากกว่า 3 วันแล้วไม่หาย ให้ไปพบแพทย์ทันที        -        48 ชั่วโมงแรก ให้หลีกเลี่ยงการเข้าห้องซาวน่า เพราะอาจทำให้ผิวนั้นยืดหดตัวมากกว่าปกติ ซึ่งมีผลต่อการเซตตัวของฟิลเลอร์        -        ไม่ใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ต้านความแข็งตัวของเลือด ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบบางชนิด เนื่องจากในการฉีดอาจจะไปโดนเส้นเลือดขณะฉีด ซึ่งอาจทำให้เลือดหยุดไหลช้าและช้ำง่ายกว่าปกติ        -       ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน  และงดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่          -       ลดอาหารเสริมบางชนิด เช่น กระเทียม โสมและวิตามินอี เพราะอาจทำให้เกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ แต่ทั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อฟิลเลอร์ที่ฉีด        -       ไม่ถอนขน หรือแว๊กซ์ในบริเวณรอบปากที่ฉีด 2-3 วัน เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองอักเสบและเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามมาได้ ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/beauty-plastic-surgery-th/dermatology-articles-th/item/2095-filler-th.htmlhttps://www.pobpad.com/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1https://www.phyathai.com/article_detail/1841/th/https://www.apexprofoundbeauty.com/

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 253 แพ้แชมพูสระผมจัดการอย่างไรดี

        การรักษาเส้นผมให้มีสุขภาพที่ดี เงางาม นุ่มสลวย ย่อมช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณผู้หญิงหลายคนการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่สามารถบำรุง รักษาและฟื้นฟูเส้นผมให้ได้มากที่สุดเพื่อมีสุขภาพผมที่ดีนั้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะบางผลิตภัณฑ์เลือกมาใช้แล้วผมดูมีสุขภาพดีก็จริง แต่ถ้าทำให้เกิดอาการแพ้ทั้งจากส่วนผสมไม่ว่าจะเป็นสารเคมีหรือน้ำหอมในผลิตภัณฑ์ ก็อาจไม่ใช่แชมพูที่คู่ควรกับเราก็ได้  แพ้ยาสระผมมีอาการอย่างไร        ลักษณะอาการแพ้แชมพูสระผม          1. มีอาการแสบและมีรอยแดงหลังสระผม อาการดังกล่าวอาจเกิดจากแพ้สารเคมีบางชนิดในผลิตภัณฑ์ หากเราไม่มีแผลบริเวณบนหนังศีรษะแต่เกิดอาการแสบและแดงหลังใช้ยาสระผมแสดงว่าเราอาจจะมีภาวะแพ้แชมพูสระผม        2. คันหนังศีรษะและมีผดผื่นขึ้น ในส่วนของอาการทั้งหมดอาจจะเกิดจากสารมีบางชนิด เช่น สาร SLS และพาราเบนที่เป็นสารกันเสีย มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวทั้ง 2 ตัว อาจเข้าไปทำลายความชุ่มชื่นบนหนังศีรษะจนเกิดการระคายเคืองได้        3. สิวอุดตันที่กรอบหน้า หลายคนอาจไม่รู้ว่าบางทีสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าเรา อาจมาจากการแพ้สารเคมีในแชมพูสระผม โดยเฉพาะสารที่เรียกว่าซิลิโคน ที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทำหน้าที่เคลือบเส้นผมให้นุ่มลื่น เมื่อเราล้างทำความสะอาดไม่หมด อาจก่อให้เกิดสิวบริเวณที่มีสารตกค้างได้          4.อาการบวมตามอวัยวะต่างๆ หรือเริ่มมีอาการผิวหนังตกสะเก็ด ผิวลอกเป็นขุยๆ บางคนอาจมีอาการผมร่วง หรืออาการลมพิษทั้งตัว เป็นต้น            อ่านถึงตรงนี้ เริ่มเครียดกันแล้วใช่ไหม เพราะอาการแพ้แชมพูสระผมหากลองอ่านๆ ดู อาจจะดูน่ากลัวไปบ้าง แต่อาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นขึ้นกับสภาพร่างกาย สภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย         วิธีจัดการตัวเองเมื่อมีอาการแพ้แชมพูสระผม        -       หยุดใช้แชมพูสระผมที่สงสัยว่าเราแพ้ทันที แล้วรีบล้างน้ำออกให้สะอาด        -       เมื่อมีอาการหนักขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาก่อนอาการแพ้จะลุกลามไปมากกว่าเดิม        -       ไม่ใช้ความร้อนกับหนังศีรษะหรือเส้นผม เพื่อให้หนังศีรษะและเส้นผมยังคงมีความชุ่มชื่น        -       เลือกใช้ยาสระผมที่มีค่า PH ที่เหมาะสม        -       รับประทานอาหารที่มีอาหารจำพวกโปรตีน ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพื่อฟื้นฟูหนังศีรษะ สารเคมีที่อยู่ในแชมพูสระผม         สารเคมีที่มีอยู่ในแชมพูสระผมมีหลายชนิด แต่ส่วนมากหลักๆ ก็มีสารกันเสียที่มีหน้าที่ไปยับยั้ง แบคทีเรีย เชื้อรา หรือยีสต์ เพื่อให้คงสภาพให้อยู่ได้ยาวนานขึ้น โดยประเภทของสารกันเสีย มีดังนี้ กลุ่มสารพาราเบน เช่น เมทิล พาราเบน, โพรพิลพาราเบน, เอทิลพราราเบน, บิวทิลพาราเบน,ไอโซบิลทิวพาราเบน นอกจากนี้ยังมีสารฟอร์มาลีไฮด์, สารอิมิดาโซลิตินิล ยูเรีย, สารพีน็อกซี่เอทานอล, สารเมทิลไอโซไทอะโซลิโนน อีกด้วย         ในส่วนของซิลิโคน เป็นสารกลุ่มโพลิเมอร์สังเคราะห์ ที่ใช้ในการช่วยให้ผมนุ่มลื่น ดูสุขภาพผมดีซึ่งสารซิลิโคนนี้ล้างออกได้ยาก  จริงๆ สารซิลิโคนไม่ได้เป็นอันตรายเสมอไป  แถมช่วยให้สุขภาพผมดีขึ้นอีกด้วย   แต่หากว่าบางคนมีอาการแพ้สารซิลิโคนก็ควรระวังด้วยการสังเกตฉลากทุกครั้งว่ามีสารซิลิโคนเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยในผลิตภัณฑ์นั้นหรือไม่ ส่วนชื่อสารซิลิโคนที่มักปรากฏบนฉลาก ก็เช่น Dimethicone, Cetyl Dimethicone, Cyclomethicone, Cetearyl Methicone, Dimethiconol, Stearyl Dimethicone, Trimethylsilylamodimethicone Amodimethicone, Cyclopentasilloxane เป็นต้น  และควรอ่านฉลากก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อระวังสารเคมีที่ไม่ถูกกับตนเองเพื่อความปลอดภัย       อ้างอิง : https://www.thaihealth.or.th/blog/myblog/topic/https://th.theasianparent.com/shampoo-allergyhttp://www.skinhospital.co.th/article/info/5/54https://www.herbforhair.com/content/7278/ 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 252 การดูแลผิวไหม้จากแดดหน้าร้อน

        เมื่อถึงช่วงเวลาฤดูร้อน สิ่งที่ทุกคนประสบปัญหาก็คงหนีไม่พ้นแสงแดดที่ร้อนแรงของประเทศไทย ซึ่งแม้อยากหลีกเลี่ยงไม่ขอโดนแดดเลย แต่อย่าลืมว่า “แสงแดด” มีประโยชน์มหาศาลเช่นกันต่อสุขภาพ โดยเฉพาะแสงแดดยามเช้า แต่หากเป็นแสงแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 ขึ้นไป แน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยง โดนก็ให้น้อยที่สุด เพราะหากเผชิญกับแสงแดดนานๆ นอกจากจะเกิดอาการผิวไหม้ที่รุนแรงได้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย    รู้จักภาวะผิวไหม้         ผิวไหม้ สาเหตุเกิดจากการโดนแดดในอุณหภูมิที่สูงและนานเกินไป จนเกิดอาการแสบร้อนแดง  คัน ผิวหมองคล้ำ หรืออาจเป็นตุ่มน้ำใสที่บริเวณผิวหนังโดยอาจจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทากันแดดซ้ำ หรือไม่ได้ทาเลยตั้งแต่แรก ซึ่งอาการ ผิวไหม้ นั้นมีหลายระดับดังนี้        1. อาการผิวไหม้ในภาวะไม่รุนแรงมากจะมีอาการแดง และเจ็บปวดบริเวณที่ผิวไหม้เล็กน้อยประมาณ 3-5 วัน ผิวจะมีอาการลอกและกับเข้าสู่สภาวะปกติของผิวหนัง         2. อาการผิวไหม้เริ่มรุนแรงในระดับปานกลาง มีอาการแสบคัน ผิวแดง บวม เจ็บปวดเวลาสัมผัสผิวบริเวณนั้น ต้องคอยบำรุงผิวใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวหนังกลับสู่ภาวะปกติในระยะเวลาประมาณ 5-7 วัน         3. อาการผิวไหม้ในระดับรุนแรง ที่ต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง จะมีอาการ แสบร้อน คัน ผิวแดง บวม และมีตุ่มใสบริเวณผิวหนัง และต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูผิวให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ วิธีดูแลผิวไหม้ระดับหนึ่งและสอง        1. อาบน้ำเย็น แต่หากไม่สามารถอาบน้ำได้ในเวลานั้นทันที ให้ใช้น้ำเกลือที่แช่เย็นไว้แทน โดยนำผ้าชุบน้ำเกลือมาประคบไว้ เพื่อลดอาการแสบร้อนได้ แต่ห้ามเป็นน้ำที่มีความเย็นจนเกินไปเพราะอาจทำให้กัดผิวได้        2. ทามอยเจอร์ไรส์เซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยทาหลังจากอาบน้ำในขณะที่ตัวหมาดๆ หรือใช้เจลว่านหางจระเข้ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและถนอมผิว แต่หากผิวมีอาการอักเสบมากสามารถใช้ยาที่เป็นกลุ่มสเตียรอยด์ได้เหมือนกัน แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น        3. ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากอาการผิวไหม้ และนอกจากนี้การดื่มน้ำมากๆ ยังทำให้ช่วยลดอาการผิวแห้งอีกด้วย        4. ไม่ควรแกะ ลอก หรือเกา ในบริเวณผิวที่ไหม้เพราะผิวบริเวณนั้นมีความเปราะบางมากและไวต่อการระคายเคืองมาก        5. ในกรณีที่ไหม้แดดมาก ถึงขั้นมีอาการตุ่มแดงพองมีน้ำใสๆ หรือตุ่มน้ำห้ามเจาะออกเองเด็ดขาด หากเจาะตุ่มน้ำออกมาเอง อาจก่อให้เกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรียได้ เพราะฉะนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้องเท่านั้น        หากอยู่ในภาวะผิวไหม้แดด ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมๆ เพื่อลดการเสียดสี และหลีกเลี่ยงการออกไปในสถานที่กลางแจงที่มีแดดจัดๆ เพื่อให้ผิวหนังได้มีการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้เต็มที่           สำหรับการเลือกใช้ครีมกันแดด หากเราใช้ชีวิตประจำวันอยู่แค่เพียงในอาคาร สามารถใช้แค่ SPF15+ ขึ้นไป แต่หากอยู่กลางแจ้งควรที่จะใช้ SPF30+ ขึ้นไปข้อมูลอ้างอิง : https://www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=1411https://www.pobpad.comhttps://www.youtube.com/watch?v=2Hzf1kNFANE

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 251 การดูแลผมแห้งเสียให้มีสุขภาพดี

        สุขภาพ “เส้นผม” ที่ดี เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ การมีผมสะอาด แข็งแรง สวยงามช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้นได้  หลายคนพยายามค้นหาวิธีการพิเศษหรือคิดสรรหาวิธีเสริมสวยต่างๆ เช่น การย้อมผม กัดสีผมหรือยืดผม มาช่วยเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง แต่รู้หรือไม่พฤติกรรมทั้งหมดนี้อาจให้ผลตรงกันข้ามกับที่คิดและอาจเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนทำลายเส้นผมของเรา         โดยปกติผมแห้งเสียนั้นเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการดูแลเส้นผม สภาพแวดล้อม และกรรมพันธุ์พื้นฐานตั้งแต่เกิด แต่พฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดผมเสียหลักๆ คือ        1.การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรงกับเส้นผม เช่น การยืดผม ย้อมสีผม ดัดผม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีขั้นตอนในการทำที่ต้องใช้สารเคมีชนิดเข้มข้น ซึ่งสารเคมีพวกนี้จะเข้าไปทำลายโปรตีนในเส้นผมทำให้เวลาลูบผมจะรู้สึกสากๆ หยาบกระด้าง        2.การใช้แชมพู ครีมนวดผมหรือทรีตเม้นต์ต่างๆ ที่ไม่เข้ากับธรรมชาติของเส้นผม ตลอดจนพฤติกรรมการสระผม ยิ่งสระผมบ่อยผมยิ่งแห้ง หรือการสระผมด้วยน้ำอุ่นยิ่งเสริมให้ผมแห้งหยาบมากขึ้น        3.พฤติกรรมการใช้ความร้อนกับเส้นผม เช่น การใช้ไดร์เป่าผมด้วยลมร้อนขั้นสุด หรือการใช้เครื่องหนีบผม ที่มีความร้อนสูง       ดูอย่างไรว่า “เส้นผม” เริ่มเสียจนเข้าขั้นวิกฤต         ลักษณะของเส้นผมที่เริ่มเข้าสู่วิกฤตและอาจจะสายเกินแก้หากปล่อยไว้ มีรูปแบบดังนี้ ผมแห้งและรู้สึกไม่มีน้ำหนัก เบา ชี้ฟู เปราะบางขาดง่ายและสุดท้ายเริ่มแตกปลายมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งสัมผัสเมื่อลูบผม คือรู้สึกหยาบกระด้างไม่นุ่มสลวย ทั้งนี้เมื่อลองเอาช่อผมมาผูกเป็นปมเล็กๆ แล้ว ถ้าหากผมไม่คลายออกแต่ยังคงเป็นปมแน่นอยู่ เสมือนผูกเชือกแล้วยังคงอยู่ยังไง ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น แสดงว่า “เส้นผมเสียจนเข้าขั้นวิกฤต” แล้วแน่นอน ควรจะหาวิธีบำรุงและดูทันที ดูแลเส้นผมให้มีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร        -      ควรเลือกผลิตภัณฑ์แชมพูสระผมให้มีค่า ph อยู่ที่ 5.5 หลีกเลี่ยงแชมพูที่มีส่วนผสมของ แอมโมเนียม ลอริล ซัลเฟต สารกันเสีย และซิลิโคน          -      ใช้ครีมนวดผมเป็นประจำ และหมักผมอย่างน้อย 2-3 นาที ควรเลือกครีมนวดให้เหมาะกับตัวเอง หากรู้สึกว่าใช้แล้วเส้นผมไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยน นอกจากนี้แม้ว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ครีมนวดผมที่ไม่ถูกกับเส้นผมจะก่อให้เกิดผมเสียได้ “แต่ยังไงการใช้ครีมนวดผมก็ยังคงเป็นวิธีการดูแลหลักที่สำคัญ”  ซึ่งหากใช้ให้ถูกกับตัวเองก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี        -      ไม่สระผมด้วยน้ำอุ่นจัด และเป่าผมด้วยไอลมระดับพอดีไม่ร้อนจนเกินไป ควรที่จะสระผมด้วยอุณหภูมิปกติ และสระเพียงแค่ 2 วันต่อครั้ง ยกเว้นผู้ที่มีลักษณะผมมันมากอาจสระได้วันละครั้ง        -      ใส่ทรีตเม้นต์บำรุงผม โดยใช้แบบธรรมชาติเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว โดยสามารถมาสก์ทิ้งไว้ก่อนสระผม และควรเล็มปลายผมที่แตกปลายออกอย่างน้อยทุกๆ 2-3 เดือน          ทั้งนี้สามารถใช้ตัวช่วยในการดูแลสุขภาพเส้นผมเป็นการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมได้ อาจจะเป็นอาหารเสริมหรือวิตามินจำพวกโปรตีน สังกะสี ธาตุเหล็ก เป็นต้น แต่ก็ต้องตรวจสอบให้ดี อ่านวิธีใช้และผลข้างเคียงก่อนบริโภค  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 250 ดูแลผิวแห้งช่วงฤดูหนาว

        เมื่อถึงช่วงเวลาของฤดูหนาว แม้ประเทศไทยเราไม่ได้หนาวมากเหมือนต่างประเทศที่มีอุณหภูมิถึงขั้นติดลบ แต่สิ่งที่ประสบปัญหาเหมือนกันคือ เรื่องผิวแห้งและลอกเป็นขุยสีขาวตามผิวหนังทั้งแขนและขาจนน่ารำคาญใจ บางคนเลยเถิดถึงขั้นเป็นแผลจากการแกะเกาอีกด้วย ยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วคงจะไม่ชอบเอามากๆ         สาเหตุของผิวแห้งเป็นขุย หลักๆ คือ ผิวขาดความชุ่มชื้น ซึ่งอาจเกิดจากสภาพอากาศภายนอกที่มีความชื้นต่ำ ทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกไปได้ง่ายกว่าปกติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความสมดุลของผิวหนัง และเกิดอาการลักษณะผิวแห้งลอก (ขุยขาวๆ ) และยังอาจมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การอาบน้ำอุ่นบ่อยๆ การอยู่ในห้องแอร์นานหลายชั่วโมง รวมไปถึงการใช้สบู่ที่ผสมสารที่กำจัดไขมันบนผิวออกไป         ลักษณะปัญหาผิวที่พบในหน้าหนาว นอกจากผิวแห้ง คือ         ผิวพรรณไม่สดใสหมองคล้ำ  เกิดจากผิวของเราที่ขาดความชุ่มชื้นจนแห้งกร้าน เมื่อสะสมไปนานๆ ก็ทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำขึ้นได้         ผิวหน้ามัน ทำไมถึงมีปัญหาผิวมันได้ในช่วงหน้าหนาวในเมื่อสภาพอากาศแห้ง สาเหตุเกิดขึ้นเพราะผิวหน้าของเราเมื่อขาดความชุ่มชื้น ขาดน้ำ ต่อมไขมันใต้ผิวหนังก็จะดึงเอาน้ำมันออกมาเพื่อไม่ให้ผิวหน้าเรานั้นแห้งจนเกินไป จนทำให้ผิวหน้าของเรานั้นมีความมันเพิ่มขึ้นนั่นเอง   วิธีการดูแลผิวในช่วงหน้าหนาว        1.    หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะความร้อนของน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่าปกติจะเข้าไปทำลายไขมันที่เคลือบไว้ปกปิดผิวหนัง จนทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นนั่นเอง แต่ไม่ใช่ว่าไม่สามารถอาบน้ำอุ่นได้ เราสามารถอาบน้ำอุ่นได้ แต่ควรอาบในอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิปกติและควรหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ        2.    ทาครีมให้ความชุ่มชื้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทาครีมเป็นตัวเลือกแรกที่ทุกคนต้องเลือกใช้ในช่วงหน้าหนาวอยู่แล้ว แต่จะเลือกให้ดี ควรเลือกครีมที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น ได้แก่ กลีเซอรีน  ซอบิทอล เซรามายด์  ลาโนลิน หรือพวกชนิดน้ำมันมะกอก หรือโจโจ้บาออยล์ โดยหากจะให้ครีมมีประสิทธิภาพในการดูดซึมที่ดีควรทาหลังอาบน้ำทันที โดยเช็ดตัวให้หมาดก่อนเริ่มทาครีม        3.    หลีกเลี่ยงครีมที่มีกรดผลไม้ กรดเรตินอล และแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ผิวเราเกิดการระคายเคืองมากขึ้นจากเดิม        4.    การใช้สบู่อาบน้ำ ควรเลือกใช้สบู่อาบน้ำที่เหมาะสมกับสภาพผิวโดยเลือกสบู่ที่มีกรดอ่อนอยู่ในระดับ pH 5.5 เพื่อรักษาความสมดุลของผิวหนัง        5.    ทาครีมกันแดดแบบ SPF50+ ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เพื่อป้องกันแสงแดด        6.    ดื่มน้ำให้มากขึ้น เนื่องจากสาเหตุที่ผิวของเราแห้งและลอกมาจากการสูญเสียน้ำทางผิวหนัง เพราะฉะนั้นควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว        7.    หากพบมีอาการผื่นคันจากผิวที่แห้งลอกมากๆ ก็ควรที่จะเข้าพบเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้  เพราะอาจเกิดความเสียหายกับผิวที่มากกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 249 ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิด “ขนคุด”

        ขนนับเป็นเสมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ยังไงก็ต้องมีขนเหมือนกันทั้งนั้น แต่หากเป็นผู้หญิงเรื่องขนๆ คงกวนใจกว่าคุณผู้ชายที่ค่อยไม่กังวลใจเท่าไรนัก แม้เรื่องขนจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากเป็นผู้หญิงแล้วมีขนที่ดกดำจนเกินไปก็อาจจะดูไม่ค่อยสบายตาทั้งตนเองและคนอื่นสักเท่าไหร่ แล้วเคยสงสัยกันไหมว่า คนเราจะมีขนแขนขนขาไว้ทำไม?         “ขนแขนและขา” มีหน้าที่คอยปกป้องไม่ให้ผิวของเราได้รับความเสียหายจากสิ่งที่มากระทบ เช่น คอยป้องกันไม่ให้สูญเสียความร้อนหรือรักษาอุณหภูมิในร่างกาย พร้อมทั้งช่วยในการป้องกันกันสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็กจนเราไม่สามารถมองเห็นเข้าสู่ร่างกายได้ และขนยังเป็นอวัยวะหนึ่งที่ในรูขุมขนจะมีเส้นประสาทที่สามารถรับความรู้สึกได้อีกด้วย         ถึงแม้ “ขน”จะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ความรักสวยรักงามของผู้หญิง เรื่องขนยังคงเป็นปัญหาแน่นอน  สาวๆ หลายคนขนดกมากกว่าปกติ โดยสาเหตุอาจจะเกิดจากพันธุกรรมหรือความผิดปกติของฮอร์โมนนั้นเอง หรืออีกสาเหตุคือการใช้ยาบางชนิดจนส่งผลให้ร่างกายของผู้หญิงเกิดการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนขึ้น จนต้องหาวิธีการกำจัดขนหลากหลายวิธี โดยวิธีแรกที่หลายคนเลือกก็คงเป็นการโกน แต่วิธีนี้ หากทำผิดวิธีก็ก่อให้เกิด “ขนคุด” ขึ้นมาตามบริเวณร่างกายที่โกนได้ กลายเป็นว่าแค่อยากกำจัดขนแต่ได้อย่างอื่นมาแทน แต่ใจเย็นๆ ขนคุดไม่ใช่โรคหลายแรงและมีวิธีการดูแลรักษา         ลักษณะของขนคุด โดยปกติทั่วไปจะเป็นตุ่มนู่นเล็กตามรูขุมขนสีน้ำตาลหรือสีแดงและอาจคล้ายตุ่มสิว ส่วนมากมักพบบริเวณต้นแขนและขาหรือหลัง แต่หากเป็นตุ่มแดงๆ ให้สังเกตเพราะอาจเกิดจากการอักเสบของรูขุมขน โดยทั่วไปขนคุดไม่อันตรายหรือติดต่อแต่ส่วนมากจะทำให้เสียความมั่นใจเสียมากกว่าสาเหตุการเกิด “ขนคุด”         -       เกิดจากผิวสะสมเคราตินจนเกิดการอุดตัน ส่งผลให้ปิดกั้นรูขุมขนจนเกิดตุ่มเล็กๆ ขึ้น        -       เกิดจากผิวของเราขาดความชุ่มชื้นหรือแห้งจนเกินไป เพราะขนคุดนอกจากสาเหตุอื่นๆ แล้ว การที่เรามีผิวที่แห้งจนเกินไปก็เกิดขนคุดได้ เนื่องจากพบว่าหลายๆ คนมักเป็นขนคุดบ่อยๆ ในช่วงหน้าหนาวเนื่องจากสภาพอากาศทำให้ผิวแห้ง        -       การกำจัดขนด้วยการโกนขนที่ผิดวิธี        -       ขนคุดที่อาจเกิดบุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือพันธุกรรมวิธีการป้องกันการเกิดขนคุด        -       หากเลือกวิธีการกำจัดขนด้วยการโกน ควรที่จะห้ามใช้มีดโกนร่วมกับคนอื่น และโกนโดยไม่ย้อนแนวรูขุมขน โกนไปตามแนวขน เพื่อลดโอกาสการเกิดขนคุดได้        -       หยุดแกะเกาและหลีกเลี่ยงการสครับผิวแรงๆ แม้การสครับผิวจะเป็นการผลัดเซลล์ผิวช่วยลดโอกาสการเกิดขนคุด แต่ก็ควรสครับโดยลดการถูแรงๆ  เพราะเซลล์ผิวอาจจะไม่ได้ผลัด แต่เกิดขนคุดขึ้นมาแทน        -       หากเกิดจากอาการผิวแห้ง ไม่ควรอาบน้ำอุ่นเพราะจะทำให้ผิวแห้ง และควรทาครีมหรือมอยเจอร์ไรส์เซอร์ที่มีส่วนผสมของยูเรียและกรดแรคติค เพื่อให้ผิวเกิดความชุ่มชื่นหรือผลัดเซลล์ผิว เพื่อลดโอกาสการเกิดขนคุด         ทั้งนี้ วิธีการกำจัดขนมีหลากหลายวิธีนอกจากการโกน หากเลือกวิธีการกำจัดขนโดยการแว็กซ์ขน หรือเลเซอร์เป็นหลัก ควรที่จะศึกษาวิธี การแว๊กซ์ โดยเลือกร้านที่มีการรับรองและสุขอนามัยของร้าน ควรสอบถามผลิตภัณฑ์หรือน้ำยาที่ใช้ในการแว๊กซ์เพราะน้ำยาที่ทางร้านใช้อาจมีหลากหลายยี่ห้อและส่วนผสม หากไม่ศึกษาหรือสอบถามก่อนใช้บริการอาจเกิดอาการแพ้และระคายเคืองจากน้ำยาแว๊กซ์ได้  การเลเซอร์ขน เลือกคลินิกที่มีสถานประกอบการได้ถูกอนุญาตอย่างถูกต้อง และแพทย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากปัจจุบันมีการเปิดคลินิกเสริมความงามขึ้นเยอะ บางคลินิกอาจเปิดแบบผิดกฎหมายเพราะฉะนั้น สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ดังนี้ https://checkmd.tmc.or.th/         นอกจากนี้อย่าเพิ่งเห็นโปรถูกแล้วรีบเข้าไปใช้บริการ ควรตรวจสอบให้ดี เอาให้แน่ใจว่าปลอดภัย แม้การเลเซอร์ขนจะไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่แต่หากเสี่ยงใช้บริการสถานประกอบการที่ผิดกฎหมายก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับเราได้ ควรเช็คเพื่อความชัวร์ไว้ก่อน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 248 ดูแลป้องกันไม่ให้เท้าเกิดเล็บขบ

    ธรรมดาเท้าคนเรานั้นถูกออกแบบมาให้แข็งแรงมาก แต่หากละเลยดูแลได้ไม่ดีพอ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาก็ทำให้ทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตปกติได้อย่างคาดไม่ถึง หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือ “เล็บขบ”  ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้ผู้ที่เป็นตั้งแต่เจ็บปวดเล็กน้อยจนอาจอักเสบลุกลามใหญ่โต ทั้งนี้หากดูแลเล็บเท้าได้ดีปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น แต่เชื่อไหมว่าหลายครั้งเกิดจากทำตัวเองแท้ๆ         “เล็บขบ” สาเหตุหลักเกิดจากเล็บที่งอกออกมาใหม่ทิ่มเข้าไปในเนื้อใต้เล็บจนทำให้เกิดอาการเจ็บปวด โดยอาจเกิดจากการตัดเล็บที่ผิดวิธีหรือตัดเล็บที่สั้นเกินไป หรือสาเหตุอื่น เช่น การสวมถุงเท้ารองเท้าที่แน่นเกินไปจนกดเล็บเท้า หรือลักษณะนิ้วเท้าที่โค้งผิดรูปร่างปกติอยู่แล้ว  หรืออุบัติเหตุสิ่งของตกหล่นใส่นิ้วเท้าและไม่ดูแลสุขอนามัยนิ้วเท้าให้ดีจนเกิดเชื้อรา อาการของเล็บขบที่เท้า    - ระยะแรก จะมีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณนิ้วเท้าที่มุมริมขอบเล็บข้างใดข้างหนึ่งหรืออาจปวดรอบๆ เล็บทั้ง 2 ข้าง    - ระยะที่สอง เริ่มมีอาการมากขึ้น มีภาวะบวมและแดงรอบๆ บริเวณนิ้วเท้า มีเลือดซึมและเริ่มติดเชื้อ เวลาเดินมีอาการเจ็บที่บริเวณนั้น    - ระยะที่สาม  มีอาการบวมแดง เลือดออก และเจ็บมาก  อาจเกิดหนองซึ่งแสดงถึงอาการติดเชื้อรุนแรงและอาจจะมีกลิ่นเหม็น ผิวบริเวณนิ้วที่อักเสบจะหนาขึ้น วิธีดูแลป้องกันเล็บขบ     เล็บขบสามารถป้องกันได้ ด้วยการดูแลป้องกันตนเอง ดังนี้        1.เปลี่ยนพฤติกรรมการตัดเล็บ คือ ไม่ตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้าให้สั้นเกินไป และตัดให้ตรงไม่ตัดให้โค้งและลึกลงขอบหรือซอกของเล็บ งดการตัดที่จมูกเล็บ                         2.อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดเล็บควรฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อย่างสม่ำเสมอ ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนใช้และอาจเช็ดแอลกอฮอล์ที่นิ้วเท้าก่อนลงมือตัด                          3.หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าที่บีบรัดเท้า ใส่รองเท้าให้พอดีไม่คับเกินไปรวมทั้งถุงเท้ากับถุงน่องด้วย และหากเป็นบุคคลที่ต้องทำงานนอกบ้านในพื้นที่เสี่ยง ควรสวมรองเท้านิรภัย        4.หมั่นดูแลทำความสะอาดเท้า และบำรุงด้วยครีมบำรุงผิวสม่ำเสมอ เป็นเล็บขบรักษาอย่างไร ต้องผ่าตัดไหม?     การรักษาเล็บขบในภาวะที่มีการติดเชื้อแล้วต้องมีการผ่าตัดเล็กเพื่อเอาเล็บที่ทิ่มอยู่ใต้ผิวหนังออกเพื่อรักษาเล็บขบ การกำจัดเล็บบางส่วนสามารถป้องกันเล็บขบที่จะเกิดขึ้นได้อีกครั้งในภายหลังถึง 98%  วิธีแรกคือ การเอาเล็บเท้าออกบางส่วน วิธีที่สอง คือ รักษาโดยเอาเล็บเท้าออกทั้งหมด วิธีหลังนี้ใช้สำหรับเล็บขบที่มีเล็บหนาและกดลงไปในผิวหนัง เรียกว่าการรักษาแบบ Matrixectomy และอีกวิธีคือ การยกเล็บขึ้น ใช้สำหรับเคสที่มีอาการน้อย เพียงบวมแดง ไม่มีหนอง โดยใช้ไหมหรือสำลียกขอบเล็บให้พ้นขอบของผิวหนัง เพื่อไม่ให้เล็บงอกเข้าไปในเนื้ออีก               ทั้งนี้ อาการที่บ่งบอกว่าควรจะไปพบแพทย์ คือ ลักษณะอาการเล็บเท้าทิ่มลงไปที่ผิวหนังจนมีสัญญาณขั้นรุนแรง คือ บวมแดงและมีหนอง ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรหาวิธีรักษาเองหรือปล่อยไว้ เพราะอาจเสี่ยงต่อการลุกลามไปจนเกิดการติดเชื้อที่กระดูกนิ้วเท้าได้ กรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานก็อาจจะเกิดการลุกลามที่รวดเร็วได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 247 แฟชั่นต่อขนตาปลอมถาวร

        การเสริมความงามให้ใบหน้าโดดเด่นด้วยขนตาที่หนางอนสวย ยังคงเป็นที่นิยมมากสำหรับสาวๆหลายท่าน ทว่าการต่อขนตาสมัยนี้ไม่ได้ใช้วิธีการในรูปแบบเดิมที่ใช้ขนตาแบบแผงสำเร็จ และแค่เราล้างหน้าก็หลุดออกมาโดยง่าย  ปัจจุบันเป็นเทรนด์ต่อขนตาแบบถาวร ที่ใช้เวลาแค่ 30-60 นาที ขนตาที่ต่อก็สามารถอยู่ได้ถาวรถึง 4-8 สัปดาห์ โดนน้ำก็ไม่หลุด          “ต่อขนตาปลอมแบบถาวร” คือ การนำขนตาปลอม หรือตามร้านจะมีรูปแบบที่เรียกว่า ขนมิงค์ เส้นใยสังเคราะห์หรือขนตารูปแบบอื่นๆ ให้ทางลูกค้าเลือก ซึ่งจะนำมาทากาวและติดไปที่ขนตาเส้นที่ยาวและหนาทีละเส้น  เพื่อให้เกิดการยึดติดกับขนตาจริง โดยการติดขนตานั้นจะเป็นการใช้กาวเฉพาะสำหรับการต่อขนตาแบบนี้เท่านั้น หากใช้กาวอื่น เช่น กาวตราช้าง ไม่สามารถทำได้ อันตรายมากๆ อย่างที่เคยมีข่าวเมื่อหลายปีก่อน ที่มีช่างหัวใสนำกาวตราช้างมาติดแทนกาวที่ใช้โดยเฉพาะ ซึ่งก่อให้เกิดอาการบวมแดง ขนตาติดกันเป็นก้อน ระคายเคืองและลืมตาไม่ขึ้น จนทำให้ขนตาธรรมชาติหลุดออกเกือบทั้งหมด          ความเสี่ยงการต่อขนตาถาวร        ขนตา มีหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมรอบดวงตามิให้สร้างความระคายเคืองให้แก่ลูกตา เช่น ป้องกันละอองฝุ่น หรือแม้แต่เหงื่อ  แต่เมื่อมีการนำขนหรือวัสดุต่างๆ ที่คล้ายกับขนตาจริงมาตกแต่งเสริมความงามรอบดวงตา อาจจะก่อความเสี่ยงต่อดวงตาได้ ดังนี้        -        เกิดความเสี่ยงจากวัสดุที่ใช้ทำขนตาปลอม ซึ่งอาจสะสมสิ่งสกปรก เชื้อโรค เมื่อนำมาใช้บริเวณแผงขนตา ทำให้เสี่ยงระคายเคืองและเปลือกตาอักเสบ        -        กาวติดขนตามีส่วนผสมสารที่เรียกว่า “ฟอร์มาลดีไฮด์(formaldehyde)” ซึ่งก่อปัญหาแพ้ได้ง่าย เช่น  คันตา เคืองตา ตาอักเสบ ติดเชื้อ ขนตาร่วงหรือถึงขั้นหลุดร่วงถาวร        -        ความเสี่ยงจากการเก็บรักษา ”ขนตาปลอม” ที่ไม่สะอาด ไม่ถูกวิธี  อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ เกิดอาการแพ้อย่างหนัก อักเสบ อาจเสี่ยงถึงขั้นทำให้ดวงตาเสียหาย        -        เมื่อต่อขนตาแล้วดึงออกบ่อยๆ อาจทำให้ขนตาจริงหลุดติดออกมา แล้วกระทบถึงการทำลายระบบต่างๆ รอบดวงตา เพราะบริเวณโคนขนตาแต่ละเส้นนั้น จะมีต่อมไขมันและต่อมเหงื่อช่วยผลิตไขมันและน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงในดวงตา         วิธีดูแลหลังต่อขนตาปลอมถาวร        1.ห้ามขยี้ตา บางคนอาจจะรำคาญหรือไม่ชิน เพราะต่อขนตาเป็นครั้งแรก ยังไงก็ห้ามขยี้เพราะอาจทำให้ขนตาปลอมหลุดออกมาพร้อมขนตาจริง        2.ห้ามโดนน้ำหลังต่อ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ห้ามล้างน้ำอุ่นเพราะจะทำให้กาวติดขนตาเสื่อมสภาพ        3.ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่เช็ดเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมเป็นน้ำมัน เพราะจะทำให้ขนตาที่ต่อหลุดร่วงเร็วเนื่องจากประสิทธิภาพกาวลดลง        4.งดการดัดขนตาและหรือใช้มาสคาร่ากันน้ำไปก่อน เพราะขนตานั้นเปราะบางมาก การต่อขนยาช่วยให้มีความยาวงอนเด้งอยู่แล้ว หากไปดัดหรือทามาสคาร่าซ้ำก็อาจจะเป็นการทำให้หลุดร่วงเร็วขึ้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 246 วิธีรับมือกับไรฝุ่นในห้องนอน

        “ไรฝุ่น”  เป็นแมลงขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีขนาดเพียง 0.3 มม. เติบโตได้ดีในอากาศชื้นที่อุณหภูมิระหว่าง 18.5 - 29 องศาเซลเซียส โดยไรฝุ่นนั้นมีอยู่ทุกที่ทั้งนอกและในบ้าน บริเวณที่มักพบไรฝุ่นคือ สิ่งของที่เป็นเส้นใยอย่างตุ๊กตา ม่าน ผ้าคลุม พรมปูพื้น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องนอน ทั้งผ้าปูเตียง หมอน ผ้าห่ม โดยไรฝุ่นอาศัยเศษผิวหนังและรังแคบนศีรษะเป็นอาหาร  ทั้งนี้ไรฝุ่นสร้างปัญหาให้กับมนุษย์เราอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้และโรคหอบหืด         แม้ไรฝุ่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของทุกคน แต่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนเป็นภูมิแพ้ เพราะอาการแพ้ เกิดจาก การที่ส่วนลำตัวและอุจจาระของไรฝุ่นที่เข้าสัมผัสหรือมนุษย์หายใจเข้าไป จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารแปลกปลอม และผลิตสารภูมิต้านทาน (Antibody) ขึ้น จากนั้นเมื่อร่างกายจำได้ว่า สารดังกล่าวเป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้ครั้งต่อไปร่างกายก็จะปล่อย “สารฮีสทามีน” ซึ่งทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ หอบ หายใจลำบาก มีเสมหะมาก คันตา น้ำตาไหล หรือตาแดง คันที่ผิวหนัง ใต้ดวงตาบวมช้ำ ใครนอนแล้วตื่นมามีอาการเข้าข่ายเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้สัมผัสสารก่อภูมิแพ้อื่น ให้ลองคิดถึงเรื่องไรฝุ่นไว้และหาวิธีรับมือ การรับมือกับไรฝุ่นในห้องนอน “ที่นอน” เป็นบริเวณที่ต้องพบเจอไรฝุ่นมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เราต้องใช้นอนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การเลือกผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน เพื่อป้องกันไรฝุ่น อาจจะเป็นวิธีที่ช่วยให้สุขภาพคุณดีขึ้นหรืออาการแพ้น้อยลงได้        1.การเลือกผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ควรเลือกจากเนื้อผ้าที่มีการทอแน่น เนื้อผ้าไม่ฟู เพราะการทอผ้าที่ไม่แน่นมากพอจะทำให้ตัวไรฝุ่นเข้าไปอาศัยได้ง่าย        2.ถ้ามีการเคลมว่า ป้องกันไรฝุ่น ควรเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานที่มีสถาบันรองรับว่าผ่านการทดสอบและสามารถใช้ป้องกันไร่ฝุ่นได้จริง เนื่องจากปัจจุบันมีผ้าป้องกันไรฝุ่นหลายยี่ห้อ เราควรตรวจสอบก่อนซื้อเพื่อการนำไปใช้ให้มีประสิทธิภาพ        3.เครื่องนอนที่ใช้ควรทำจากใยสังเคราะห์ เช่น ผ้าฝ้าย ซึ่งสามารถซักทำความสะอาดด้วยน้ำอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสได้บ่อยครั้ง ชนิดผ้ากันไรฝุ่น         “ผ้ากันไรฝุ่นทำจากพลาสติก” สามารถใช้ป้องกันไรฝุ่นได้ดี แต่อาจไม่มีรูระบายอากาศถ่ายเท เวลาขยับอาจเกิดเสียงขณะนอน         “ผ้ากันไรฝุ่นทำจากชนิดผ้าทอแน่น” สามารถป้องกันไรฝุ่นได้ เนื่องจากการทอผ้าที่แน่นเป็นพิเศษเสริมด้วยการทอผ้าที่มีช่องว่างระหว่างเส้นด้ายที่มีขนาดเล็กกว่าตัวไรฝุ่น และสามารถถ่ายเทอากาศได้สะดวก         “ผ้ากันไรฝุ่นชนิดเคลือบฟิล์ม”  ผ้ามีประสิทธิภาพในการกันไรฝุ่นแต่มีราคาสูง ชั้นบนจะเป็นเนื้อผ้าและเคลือบสาร polyurethane ไว้อุดช่องว่างระหว่างเส้นด้าย และอาจไม่สามารถระบายอากาศได้ดีและอายุการใช้งานน้อย ผ้ากรอบแตกง่าย         “ผ้ากันไรฝุ่นชนิดเคลือบสารฆ่าไรฝุ่น” ผ้าชนิดนี้ไม่มีข้อมูลงานวิจัยที่แน่ชัดว่าสารที่ใช้เคลือบฆ่าไรฝุ่น จะส่งผลเสียในระยะยาวหรือไม่ หากซื้อควรศึกษาสารที่ใช้ในการเคลือบว่าเป็นสารอะไรก่อนนำมาใช้         “ผ้ากันไรฝุ่นชนิดผ้าอัดใย” เป็นผ้าที่ผลิตโดยการอัดของเส้นใย polypropyene ประสิทธิภาพกันไรฝุ่นได้ สามารถใช้แล้วทิ้ง ซักไม่ได้ เมื่อใช้ไปสักพักไรฝุ่นอาจสามารถเข้าไปฝังตัวสร้างรังได้ การกำจัดไรฝุ่น         ควรซักผ้าปู ผ้าคลุมที่นอน ผ้าห่ม หมอน ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส เพื่อให้สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้หลุดออกไป หากไม่สามารถซักด้วยน้ำร้อนควรใส่ลงในเครื่องปั่นแห้งอย่างน้อย 15 นาทีที่อุณหภูมิมากกว่า 60 องศาเซลเซียส  ควรผึ่งแดดที่นอนอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อลดความชื้น จัดห้องนอนให้โล่งโปร่งเพื่อให้อากาศถ่ายเท ลดสิ่งของที่ทำจากผ้าหรือเส้นใย อย่างพรม ตุ๊กตาซึ่งกักเก็บไรฝุ่นได้ดี และหลีกเลี่ยงการใช้หมอนที่มีไส้ทำจากนุ่น

อ่านเพิ่มเติม >