ฉบับที่ 243 ผลเสียของการนอนดึก

        นอนดึกมีได้หลายสาเหตุ ทั้งงานไม่เสร็จ ติดซีรีย์ ดูถ่ายทอดสดฟุตบอล บางคนก็เป็นโรคนอนไม่หลับ หลายคนก็เครียดไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะเจอสถานการณ์โรคระบาดแบบไหนอีก ซึ่งแน่นอนว่าหากจะต้องปรับเปลี่ยนมานอนให้เร็วขึ้น ก็คงต้องแก้ไขที่สาเหตุ แต่ทำไมจะต้องแก้ไขละ นอนดึกก็เอาเถอะ ไม่เป็นไร ยังไงก็ไหว ถ้าคิดแบบนี้ ขอให้เปลี่ยนความคิดนี้โดยด่วน เพราะการนอนดึกมีผลต่อสุขภาพมากๆ โดยเฉพาะหากคุณต้องการมีรูปร่างที่ดีและผิวพรรณที่งดงาม นอนดึกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม         หลายคนอาจสงสัยทั้งที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายที่ดี แต่เพียงแค่นอนดึกมากขึ้น ก็กลับมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ นั่นเพราะว่าเมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนไม่พึงประสงค์ออกมาอย่างมหาศาล รวมถึงทำให้รู้สึกอยากรับประทานของหวาน (ที่มาของพลังงานเร่งด่วนที่ร่างกายรู้จัก) ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก หากตื่นขึ้นมาแล้วระหว่างวันโหยหารสชาติหวานๆ ลองมองย้อนกลับอาจจะพบว่า เกิดจากการนอนดึกติดๆ กันหลายวัน ทั้งนี้การนอนดึกนั้นยังทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้แย่ลงด้วย ดังนั้นแม้กินไม่มาก ออกกำลังปกติน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นได้          ในทางตรงกันข้าม การนอนเร็วขึ้นไม่เกินช่วงเวลาทอง (22.00 น.)  หากนอนหลับได้สนิทยาวไปจนถึงช่วงเวลาเช้า ระบบการทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานของร่างกายจะทำงานได้ดีมากๆ ทำให้น้ำหนักลดลงได้หรือคงน้ำหนักไว้ไม่เกิดการสะสมของไขมันส่วนเกิน   หน้าตาสดใส ไร้สิวและท้องไม่ผูกด้วยนะ         ใครมีปัญหาหน้าหมอง สิวผุด ใต้ตาคล้ำและท้องผูก ลองพิจารณาดูสิว่า เกิดจากการนอนดึกหรือเปล่า สิ่งที่กล่าวมานี้อาจหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งหมอพึ่งยา แต่นอนหลับให้เพียงพอ ปัญหารบกวนการนอนที่อาจคาดไม่ถึง         หากจะนอนหลับให้เร็วขึ้น ลองค้นหาดูว่าอาจมีบางอย่างที่มองข้ามไปและเป็นสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับหรือนอนดึกโดยไม่รู้ตัว เช่น          กินอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ดึกเกินไป จนร่างกายย่อยไม่ทันเสร็จดี พอล้มตัวนอนก็นอนไม่หลับ(จริงๆ ) เพราะร่างกายยังต้องย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปให้หมด ดังนั้นมื้อเย็นควรรับประทานให้น้อยและเน้นอาหารที่ย่อยง่าย           งดมื้อเย็น ตรงกันข้ามกับด้านบน บางคนอยากทดลองการอดอาหารมื้อเย็น (แบบหักดิบ) เพื่อลดน้ำหนัก หรือทำงานเพลินจนลืมมื้อเย็น ทำให้ดึกๆ ต้องขวนขวายหาอาหารมารับประทานเพราะรู้สึกหิว แบบนี้ก็จะลากยาวจนทำให้นอนดึกไปด้วย ดังนั้นควรเป็นปรับเวลามื้อเย็นให้เร็วขึ้นน่าจะดีกว่าอดไปเลย         มีสิ่งบันเทิงในห้องนอนที่ทำให้นอนไม่ได้ เช่น โทรทัศน์ อุปกรณ์เข้าสู่โลกโซเชียล หากต้องการนอนให้มีคุณภาพอาจต้องนำอุปกรณ์เหล่านี้ให้พ้นจากสายตา        สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม สภาวะที่ไม่สบายที่ทำให้นอนหลับได้ยาก มีแสงสว่างตลอดเวลา มีเสียงดังรบกวน ที่นอนไม่สะอาด ไปจนถึงอุณหภูมิห้องที่ร้อนหรือเย็นเกินไป ลองปรับให้เข้าที่เข้าทางจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 242 วิธีบรรเทาอาการร้อนใน

        อาการร้อนใน (Aphthous Ulcers) เป็นกันได้ทุกเพศวัย โดยอาการที่พบบ่อยคือ แผลในปาก (จุดขาวขอบแดงนูน) บริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม อาการร้อนใต้ลิ้นหรือในคอ ซึ่งเป็นอาการที่สร้างความรำคาญและรบกวนใจ ซึ่งสาเหตุแน่ชัดยังไม่สามารถระบุได้ อาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยภายใน ได้แก่ พักผ่อนน้อย เครียด แพ้อาหารหรือสารเคมี พันธุกรรม ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรือปัจจัยจากภายนอก เช่น อากาศร้อน กินอาหารแสลง ดื่มน้ำไม่เพียงพอ         ร้อนในไม่ใช่อาการร้ายแรงมักหายเองได้ในระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ เว้นแต่อาการลุกลามควรรีบพบแพทย์ แม้อาการร้อนในหายเองได้ แต่ก็มีวิธีบรรเทาอาการเพื่อให้ไม่รบกวนกายใจ ดังนี้         การดูแลทั่วไป        -        เลี่ยงอาหารรสจัด        -        การทำความสะอาดฟันควรระวังไมให้กระทบแผล        -        เลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากที่รสเผ็ดร้อน ควรใช้แบบอ่อน        -        การดื่มน้ำ อาจใช้หลอดดูดแทนการดื่มเพื่อไม่ให้น้ำโดนแผล        -        การบ้วนน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง        -        ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ          การใช้ยา        -        ยาที่ใช้บรรเทาอาการร้อนในมีทั้งชนิดป้ายและรับประทาน ทั้งในรูปแบบยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร ซึ่งสามารถปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาได้ หรือการใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดต้านแบคทีเรีย          อาหารและเครื่องดื่มที่แนะนำเพื่อบรรเทาอาการร้อนใน         1.มะระขี้นก มีสรรพคุณแก้ร้อนใน อาจรับประทานในรูปแบบปั่นผลสด หรือใช้แบบผลิตภัณฑ์สกัดเย็นซึ่งรับประทานได้ง่าย        2.ใบบัวบก เครื่องดื่มน้ำใบบัวบก อย่างไรก็ตามใบบัวบกเป็นพืชที่พบว่ามีการใช้สารเคมีเกษตรสูง ควรเลือกแบบที่มั่นใจว่าปลอดภัยหรือล้างให้สะอาด        3.รางจืด ดื่มน้ำต้มรางจืดหรือชารางจืด ช่วยแก้ร้อนในและช่วยถอนพิษเมาต่างๆ        4.เก๊กฮวย ช่วยแก้ร้อนในได้ แต่ไม่ควรชงหวาน และดื่มบ่อยเพราะมีฤทธิ์ขับลมและระบายอ่อนๆ 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 241 รับมือผดผื่นหน้าร้อน

        เมื่อถึงเดือนเมษา นอกจากต้องเตรียมรับมือเรื่องอาหารเป็นพิษ ลมแดดหรืออาการหมดสติจากอากาศร้อนแล้ว ผดผื่นหน้าร้อนก็เป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญด้วยเช่นกัน แม้อาการของผดร้อนไม่ได้ร้ายแรงและจะดีขึ้นเองหากไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อน แต่ถ้าไม่เป็นเลยจะดีกว่า         ผดร้อน เกิดจากต่อมเหงื่อที่อุดตันใต้ผิวหนัง กล่าวคือร่างกายคนเรานั้นมีวิธีระบายความร้อนด้วยการขยายหลอดเลือดแดงที่ผิวหนังและต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อเพื่อช่วยระบายความร้อนออกทางผิวหนัง ถ้ามีการอุดตันของท่อเหงื่อก็จะเกิดตุ่มน้ำใสๆ หรือตุ่มเนื้อขึ้น โดยเฉพาะบริเวณ รักแร้ หน้าอก ข้อพับ หลังคอ ไหล่ หรือต้นขา บางคนก็แสดงอาการที่ใบหน้าและหนังศีรษะด้วย         แม้ภาวะผดร้อนจะไม่อันตรายแค่สร้างความรำคาญด้วยอาการคัน ถ้าไม่เกาจนเกิดแผลถลอกและติดเชื้อ อาการจะปรากฎไม่นาน เพียงไม่กี่ชั่วโมงและหายไปเอง อย่างไรก็ตามกับเด็กเล็ก ผู้ปกครองอาจต้องช่วยเหลือดูแลเพื่อไม่ให้ลุกลาม          การป้องกันผดร้อนต้องควบคุมที่สาเหตุคือ การหลั่งเหงื่อ นั่นคือหลีกเลี่ยงอยู่ในสถานที่ที่อากาศร้อนมาก พยายามอยู่ในที่ที่อากาศโปร่ง เย็นสบายหรือห้องปรับอากาศ หากอยู่กลางแจ้งอาจใช้ผ้าเย็นประคบเพื่อระบายความร้อนบริเวณผิวหนังที่มักเกิดปัญหาผดผื่น             ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรึงหรือเสื้อผ้าเนื้อผ้าหนาๆ ควรสวมใส่เสื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นหรือครีมเนื้อหนักป้องกันการอุดตันของต่อมเหงื่อ กรณีเด็กเล็กควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าหลวมๆ ไม่ออกแดดนานและอาบน้ำเพื่อช่วยระบายความร้อนและล้างเหงื่อให้บ่อยขึ้น เลี่ยงการเช็ดตัวด้วยผ้าป้องกันแผลเสียดสี สำคัญตัดเล็บเด็กๆ ให้สั้นลดการเกาจนเกิดแผล         การรักษาผดร้อน         ธรรมดาอาการผดผื่นร้อนจะไม่รุนแรงและจะหายไปเอง แต่หากเกิดอาการแทรกซ้อนหรือรุนแรงขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ ซึ่งอาจได้รับยาแก้แพ้ หรือขึ้ผึ้งทาผิวเพื่อบรรเทาอาการ         การดูแลตนเอง อย่าเกาจนเกิดแผลถลอก อาจการแก้อาการคันด้วยการประคบความเย็น หรือใช้แป้งน้ำหรือโลชั่นคาลาไมน์ หรือลองด้วยสมุนไพรแบบไทยๆ ที่ใช้ดูแลรักษาผดร้อนกันมาแต่โบราณ อย่างใบพลู(ใบพลูที่กินกับหมาก) ด้วยการตำให้ละเอียดคั้นน้ำแล้วผสมกับเหล้าขาวชุบทาที่ผด ผดจะยุบตัวลง หรือใช้ฤทธิ์เย็นจากว่านหางจระเข้ โดยใช้วุ้นใสๆ ที่อยู่ในลำต้นแปะไปที่บริเวณผด สำหรับว่านหางสามารถเก็บวุ้นใสแช่เย็นไว้ใช้ในกรณีเกิดผดผื่นขึ้นมาอีก กรณีเผลอเกาจนเกิดแผลถลอก สมุนไพรที่ช่วยได้คือ ขมิ้นชัน ตำเหง้าให้แตกแล้วนำน้ำจากส่วนเหง้าทาบนแผลจะช่วยให้แผลสมานตัวไวขึ้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 240 ความเครียดกับการบำบัดด้วยกลิ่น

        รู้ไหมว่า ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหมอง ผิวอักเสบหรือแม้แต่ผิวหยาบกร้าน ดังนั้นนอกจากการบำรุงผิวพรรณด้วยครีมบำรุงต่างๆ แล้ว การขจัดความเครียดก็ส่งผลให้สุขภาพผิวดีขึ้นได้ด้วย ตั้งแต่โบราณกาลมาการใช้กลิ่นหรือการดมกลิ่น เป็นวิธีการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบำบัดภาวะเครียดหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยบางอย่าง สวยอย่างฉลาดรวบรวมวิธีลดความเครียดด้วยศาสตร์สุคนธบำบัดมาฝาก         กลิ่นช่วยกระตุ้นความทรงจำขึ้นมาได้ ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ ประสบการณ์ และสภาวะต่างๆ ที่เคยมีได้ดี บางคนอาจจำกลิ่นอาหารที่พ่อแม่เคยทำให้รับประทานสมัยเด็กได้ หรือกลิ่นของดินหลังฝนตกใหม่ๆ ทำให้หลายคนจดจำหรือระลึกถึงครั้งที่ยังอยู่อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติป่าเขา ท้องนาท้องไร่ การนำธรรมชาติกลับมาสู่ชีวิตด้วย “กลิ่นจากธรรมชาติ” จึงทำให้เกิดภาวะผ่อนคลายหรือ “ความสุข” ขึ้นมาได้พืชพรรณต่างๆ นั้นสามารถสกัดเอาแก่นหรือ essence ออกมาได้ผ่านการทำเป็นน้ำมันหอมระเหย ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า สามารถช่วยบรรเทาภาวะเครียด ลดความวิตกกังวล เพิ่มระดับความจำ หรือแม้แต่การบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เมื่อนำมาใช้อย่างถูกต้อง         วิธีการเลือกใช้น้ำมันหอมระเหย         1.เลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติจะใช้คำว่า Pure Essential Oil ในขณะที่น้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์จะใช้คำว่า Aromatic Oil FragranceOil หรือ Perfume Oil        2.หลีกเลี่ยงการกินหรือทาบริเวณปาก เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอก จึงไม่ควรกินหรือทาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนเด็ดขาด         3.ห้ามใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจส่งผลกับยาที่กิน (เสริมฤทธิ์หรือลดฤทธิ์ยา) และอาจเกิดการเสพติดซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดี        4.ไม่ควรใช้กับเด็กโดยเฉพาะทารกและเด็กวัยหัดเดิน และผู้ที่มีความเสี่ยงแพ้หรือไวต่อน้ำมันหอมระเหย         วิธีใช้น้ำมันหอมระเหย         มีหลายวิธีแต่ที่ได้รับความนิยม คือการใช้เครื่อง aroma diffuser หรือเครื่องพ่นไอน้ำ โดยผสมน้ำมันหอมระเหยลงไปในน้ำเพื่อให้ไอน้ำที่ออกมาเป็นตัวนำน้ำมันหอมระเหยออกมา ทำให้กลิ่นสามารถอยู่ในอากาศรอบตัวได้หลายชั่วโมงเหมาะกับการใช้ในห้องปิด         หรือการนำขวดใส่น้ำมันที่เสียบก้านไม้ โดยก้านไม้ด้านหนึ่งจุ่มอยู่ในน้ำมันที่ผสมแล้ว กลิ่นจะกระจายออกมาผ่านกิ่งไม้นี้ ซึ่งมีแบบสำเร็จรูปขายหรือทำเองง่ายๆ ด้วยการหา ขวดแก้วหรือเซรามิกที่มีขนาดพอเหมาะปากขวดแคบ กิ่งไม้แห้งที่ยาวสองเท่าของขวด  จากนั้นให้ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบร่วมกับน้ำมันที่จะใช้เป็นตัวนำ (น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก) ในสัดส่วนน้ำมันหอมระเหย 30% และน้ำมันตัวนำ 70% แล้วเทส่วนผสมลงในขวด ใส่ก้านไม้ลงไปรอประมาณ 2-3 ชั่วโมง ให้ก้านซึมซับน้ำมันไว้เต็มที่ จากนั้นกลับด้านก้านไม้ ให้ด้านที่ชุ่มน้ำมันอยู่ด้านบน กลับก้านไม้เมื่อกลิ่นจางลงหรืออาทิตย์ละครั้ง และอีกวิธีหนึ่งคือ การจุดเทียนหอม ทั้งนี้วิธีการขึ้นอยู่กับความสะดวกและไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล ซึ่งทั้งสามวิธีสามารถนำพากลิ่นให้ช่วยนำอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์แห่งป่าและธรรมชาติกลับมาสู่เรา รวมถึงทำให้เราได้รับประโยชน์จากสารสกัดต่าง ๆ จากพืชพรรณนานาชนิดได้อีกด้วย  แหล่งข้อมูล วิธีใช้น้ำมันหอมระเหยจาก “หนังสือเปิดใจให้ธรรมชาติ” หน้า 91-95

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 239 ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าดีไหม

        แปรงสีฟันไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้กับผู้ที่ไม่สามารถแปรงฟันแบบปกติได้ เช่น ใช้มือหรือแขนได้ไม่คล่อง กล้ามเนื้อบ่าไหล่มีปัญหา ผู้สูงวัย ฯลฯ  เรียกว่าเป็นตัวช่วยเพื่อให้แปรงฟันได้สะดวกขึ้น ต่อมาแปรงสีฟันไฟฟ้าได้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้นทั้งในผู้ที่มีปัญหาและคนปกติ โดยลดจุดอ่อนของมันหลายอย่าง เช่น ความเทอะทะ ด้ามจับ แบตเตอรี เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่น่าสนใจ รวมทั้งจุดอ่อนสำคัญคือราคาที่แพงมากๆ ซึ่งปัจจุบันราคาของแปรงสีฟันไฟฟ้านั้นเริ่มถูกลงมาก มีหลายแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันเอาใจผู้บริโภคทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยมีตั้งแต่ราคาระดับหลักร้อยถึงหมื่น จึงมีผู้ให้ความสนใจต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ลองมาดูกันว่า ถ้าจะเลือกใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าต้องพิจารณาเรื่องใดบ้าง วิธีการใช้งาน        หลักการทำงานของแปรงสีฟันไฟฟ้าจะใช้ระบบสั่นในการทำความสะอาด เมื่อเริ่มใช้งานเปิดสวิตช์หัวแปรงจะหมุนขนแปรงโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงวางหัวแปรงหรือจ่อเบาๆ ที่ผิวฟันสักพักหนึ่งแล้วเลื่อนไปทีละซี่ เรื่อยๆ จนกว่าจะทำความสะอาดฟันครบทุกซี่และทุกด้านในช่องปาก ตรงนี้จะเป็นเรื่องของความสะดวกหรือความชอบบางคนอาจรู้สึกดี แต่บางคนอาจชอบแบบการแปรงด้วยแปรงสีฟันธรรมดาซึ่งเราจะสามารถควบคุมความหนักเบาในการแปรงได้ตามใจ ประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพฟัน        จากการศึกษางานวิจัยกว่า 30 ชิ้น ที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการขจัดคราบจุลินทรีย์และป้องกันโรคเหงือกของแปรงสีฟันธรรมดากับแปรงสีฟันไฟฟ้าพบว่า โดยทั่วไปไม่พบความแตกต่างมากนัก         อย่างไรก็ตามการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าสามารถช่วยทำให้หินปูนขึ้นที่ผิวฟันได้น้อยลง เนื่องจากปกติผิวฟันมีประจุเป็นลบ หินปูนมีประจุเป็นบวกหินปูนจึงยึดติดกับผิวฟัน การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าจะไปเปลี่ยนผิวฟันให้มีประจุเป็นบวกหินปูนจึงขึ้นที่ผิวฟันได้น้อยลง ลูกเล่นหรือฟังก์ชันการใช้งานเสริม         แน่นอนว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีมากกว่า ทั้งระบบการแจ้งเตือนเรื่องเวลาในการทำความสะอาดฟันแต่ละซี่ หรือแจ้งเมื่อผู้ใช้ลงน้ำหนักมือมากเกินไป หรือระบบพ่นน้ำขนาดเล็กที่เพิ่มมาเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหารในซอกฟัน ฟังก์ชันมากน้อยขึ้นอยู่กับราคาของผลิตภัณฑ์ ยิ่งมีฟังก์ชันเพิ่มขึ้นราคายิ่งแพงขึ้น ข้อควรคำนึงในการซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้า         เลือกรุ่นและราคาที่เหมาะกับการใช้งาน โดยพิจารณาเรื่อง ระบบการสั่นของหัวแปรง รอบระยะเวลาการเปลี่ยนหัวแปรง ความแข็งแรง(เคยมีกรณีหัวแปรงหลุดขณะใช้งาน) แบตเตอรีเป็นแบบชาร์ตหรือแบบใช้ถ่าน ประสิทธิภาพความจุของแบตเตอรี รอบการใช้งานต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง ส่วนเรื่องฟังก์ชันพิเศษ ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและความชอบส่วนบุคคล         การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าแน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา ดังนั้นก็แล้วแต่ดุลพินิจและกำลังทรัพย์มากน้อยของผู้ซื้อแปรงสีฟัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 238 เปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนแปรงสีฟันให้บ่อยขึ้น

        สารภาพมาเถอะว่า คุณจำไม่ได้ละว่าเปลี่ยนแปรงสีฟันครั้งล่าสุดเมื่อไร เพราะคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและทันตแทพย์จะย้ำเสมอว่า เปลี่ยนทุกสามเดือน แต่จะมีกี่คนที่ทำตามคำแนะนำนั้น ส่วนใหญ่ก็รอจนแปรงสีฟันบาน...ปลาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากความเสียดายนั่นเอง (ก็ของมันยังใช้ได้) แต่ถ้าต้องการถนอมเงินจริงๆ สู้เปลี่ยนแปรงสีฟันให้บ่อยหรือตามคำแนะนำของทันตแพทย์จะช่วยประหยัดมากกว่า เพราะเท่ากับป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพฟัน ที่รู้กันว่าค่ารักษาไม่ถูกเลย         ถ้าเฉลี่ยว่าคุณแปรงฟันวันละสองครั้ง ตลอดเวลาสามเดือนเท่ากับแปรงของคุณผ่านการใช้งานมาเเล้วกว่า 180 ครั้ง เคยมีการส่องกล้องขยายเพื่อดูสภาพของขนแปรงก็พบว่ามันเสื่อมสภาพสุดๆ ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคแม้จะเหมือนว่าเราล้างแปรงสะอาดแล้วก็ตาม หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ คือการใช้แปรงสีฟันเก่าซ้ำๆ จะมีผลต่อเหงือกและฟัน แน่นอนว่าสภาพแปรงที่เสื่อมประสิทธิภาพในการขจัดสิ่งสกปรก คราบพลัค เศษอาหารตามผิวฟันเเละร่องฟันจะลดลง ขนแปรงที่บานจะทำให้เกิดผลเสียบางอย่างตามมาเช่น เหงือกอักเสบ บวมแดง หรือมีเลือดออกระหว่างแปรงฟัน          การเลือกซื้อแปรงสีฟัน         1.ขนาดของหัวแปรง หัวแปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ควรมีขนาดกว้างประมาณ ½ -1 นิ้ว และความยาวประมาณ 1 นิ้ว เพราะขนาดหัวแปรงที่ใหญ่เกินไปอาจทำความสะอาดในบริเวณที่ยากจะเข้าถึงได้ไม่หมดจด         2.ขนแปรง มีความอ่อนนุ่ม ปลายขนแปรงโค้งมนเล็กน้อย ซึ่งวัสดุที่ใช้ตั้งแต่ชนิดอ่อนนุ่ม, ชนิดนุ่มพิเศษ ชนิดปานกลาง ขนแปรงที่เหมาะสมในการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ควรผลิตจากไนลอน พีบีที (Polybutylene Terephthalate: PBT) หรือวัสดุที่ระบุคุณสมบัติเทียบเท่า ขนแปรงที่มีความแข็งอาจสร้างความเสียหายให้กับเหงือก รากฟัน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของฟันแต่ละบุคคลรวมถึงวิธีแปรงฟันด้วย         3.แปรงสีฟันไฟฟ้าดีกว่าไหม ขึ้นอยู่กับบุคคลและความชอบส่วนตัว เพราะแปรงสีฟันไฟฟ้ามีราคาค่อนข้างสูงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายเสริมในขณะใช้งานตามมา เช่น หัวแปรง แบตเตอรี่หรือถ่านไฟฉาย แม้สะดวกสบายกว่าแต่ราคาไม่ธรรมดา ส่วนผลการใช้งานไม่แตกต่างกันมากนัก ขึ้นอยู่กับวิธีแปรงฟันมากกว่า         4.แปรงสีฟันสำหรับเด็ก หัวแปรงและด้ามมีขนาดเหมาะสมตามอายุของเด็ก ขนแปรงอ่อนนุ่ม หลายยี่ห้อได้รับการรับรองจากหน่วยงาน ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง         การทำความสะอาดและเก็บรักษาแปรงสีฟัน        · ควรล้างแปรงสีฟันให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเก็บ        · การวางแปรงสีฟันในที่เก็บหรือภาชนะต่างๆ ควรวางในลักษณะตั้งแปรงขึ้นให้หัวแปรงอยู่ด้านบน        · ที่สำหรับวางแปรงควรมีอากาศถ่ายเทสะดวก และควรมีลมพัดผ่านเพื่อให้ขนแปรงแห้ง        · ไม่ควรเก็บแปรงไว้ในกล่องแบบมิดชิด เพราะอาจจะมีส่วนทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้         ลองเช็คดูว่าแปรงของคุณเริ่มเสื่อมเเล้วหรือยัง สังเกตจากรูปร่างขนแปรงที่เปลี่ยนไป แปรงสีฟันที่ใช้งานนานๆ จะเริ่มมีปลายขนแปรงที่บาน มีสีแปรงเริ่มเปลี่ยนไป บางทีไม่ถึงสามเดือนถ้าสภาพไม่ไหวก็เปลี่ยนเถอะ และทุกๆ ครั้งที่ป่วย เป็นหวัด เป็นไข้ แผลในปากหรือแม้แต่อาการเจ็บคอ ก็ควรจะเปลี่ยนแปรงสีฟันทันทีเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ยังคงค้างอยู่บนแปรงสีฟัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 237 กระชับรูขุมขน

        หลายคนพอส่องกระจกแบบชิดใกล้เห็นรูขุมขนบริเวณจมูก โหนกแก้ม หน้าผาก แล้วอาจเกิดความเครียดเอาได้ง่ายๆ เพราะกังวลใจในเรื่องของรูขุมขนที่ขยายกว้างทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน จริงๆ ถ้าไม่ได้มีปัญหาสิว สิวอักเสบ มันก็เป็นเรื่องปกติของผิวบริเวณนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติที่เป็นกันทุกคน เห็นชัด ไม่ชัด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งกรรมพันธุ์ เชื้อชาติ ประเภทของผิว การสัมผัสแดดหรืออายุ         แต่เชื่อไหมว่า รูขุมขนกว้างเป็นปัญหาลำดับต้นๆ ที่สาวไทยกังวล ทำให้มีผลิตภัณฑ์และรูปแบบการรักษานำมาเสนอขายกันไม่หวาดไหว ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ต้องรักษาเพราะไม่ได้เป็นภาวะผิดปกติ และรูขุมขนกว้างทำให้หายไปไม่ได้ มีแต่เพียงวิธีที่จะช่วยทำให้มันดูกระชับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น         รูขุมชนที่ดูกว้างจนเห็นชัดเจนนั้นเกิดจากต่อมผลิตไขมันใต้ผิวหนังขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ โดยผิวหนังบริเวณรอบๆ จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรืออักเสบ กล่าวคือไม่ได้เจ็บปวดอะไร ไม่พยายามไปยุ่งกับมันแค่ทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณสิ่งสกปรกก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าอยากจะกระชับรูขุมขนบนผิวหน้าเพื่อให้แลดูเล็กลงสักนิด ต้องเริ่มที่การทำความสะอาดและลดปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง                 การทำความสะอาดผิวหน้า        ล้างหน้าให้สะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ไม่ผสมสารที่อาจทำให้เกิดความระคายเคือง หรือมีค่ากรดด่างที่เข้มข้น และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไปเพราะผิวจะยิ่งแห้งและเร่งการผลิตไขมัน ยิ่งทำให้รูขุมขนขยายกว้างขึ้น         การบำรุงผิว         เลือกครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิว เลี่ยงครีมบำรุงที่ผสมน้ำมันหนักๆ เพราะเมื่อน้ำมันรวมกับเซลล์ผิวที่ตายอาจเกิดการอุดตันที่บริเวณรูขุมขน กลายเป็นสิวอักเสบได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้รูขุมขนไม่กระชับ         การแต่งหน้า         ช่วยปกปิดรูขุมขนกว้างได้แน่ๆ แต่เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและต้องล้างทำความสะอาดก่อนนอนไม่ปล่อยให้เกิดการตกค้างบนผิว         ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงยูวี         รังสียูวีเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีส่วนทำให้รูขุมขนขยายกว้าง เพราะทำลายคอลลาเจน อีลาสติน บนผิวทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นไม่กระชับ         ไม่สัมผัสหน้าด้วยมือบ่อยๆ           เพราะอาจนำสิ่งสกปรกสู่ผิว ไม่บีบหรือเค้นสิว ควรรักษาให้ถูกวิธี         ทำให้ผิวแห้งและลดความมัน         การทำผิวให้แห้งจะทำให้ชั้นเคราตินหดตัวเล็กลง จึงดูเหมือนว่ารูขุมขนมีขนาดเล็กลงด้วย โดยอาจเลือกใช้คลีนเซอร์แบบ oil-control หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิค เอสิด ซึ่งจะช่วยป้องกันความมันบนใบหน้าได้         ลดความมันของผิวด้วยการมาสก์หน้าเฉพาะจุด         ผิวหน้าในแต่ละจุดอาจมีความมันไม่เท่ากัน ทำให้บางจุดดูรุขุมขนกว้างกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นส่วนที่รูขุมขนกว้างผิวมันมาก อาจมาสก์เฉพาะจุดนั้นๆ เช่น จมูก หน้าผาก โดยทำตามวิธีที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและล้างให้สะอาด         ลดความมันบนผิวหน้าระหว่างวัน         กลางวันอาจใช้กระดาษซับมันช่วยลดความมันบนใบหน้า และลดสิ่งสกปรกที่ค้างบนผิว         การใช้บริการคลินิกความงาม         ควรเลือกใช้วิธีที่ได้มาตรฐานมีการควบคุมด้วยผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญต้องจำไว้ว่า ยังไม่มีวิธีการทางแพทย์วิธีใดที่จะทำให้รูขุมขนกว้างหายไปได้ และอาจจะยิ่งเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหากับผิวมากยิ่งขึ้นหากเลือกวิธีการที่ไม่เหมาะสม จึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนเลือกใช้บริการ         แอปพลิเคชั่น         วิธีนี้ไม่ทำให้รูขุมชนกว้างหายไปจากใบหน้า แต่ช่วยให้เวลาถ่ายรูปออกมาแล้วสวยเนียนกริบได้แน่นอน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 236 รับมือกับปัญหาสิว

        สิวเกิดขึ้นเพราะผิวหนังมีการอุดตันอยู่ใต้รูขุมขน เมื่อต่อมไขมันผลิตไขมันมากและระบายออกไม่ดีจะเกิดการอุดกลั้นทางเดินของไขมันทำให้เป็นสิว ซึ่งแบ่งได้สองลักษณะใหญ่ คือ ยังไม่อักเสบจะแค่เป็นสิวหัวขาวหรือสิวหัวดำ แต่ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เกิดการอักเสบของสิวกลายเป็นสิวอักเสบและสิวที่เป็นหนอง         สิวมักเป็นปัญหาใหญ่ของวัยรุ่น แต่ผู้ใหญ่ก็เป็นได้เนื่องจากสิวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย สิวจะว่าเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ก็ได้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา โดยเฉพาะปัญหารอยแดงหรือรอยแผล(หลุมยุบ)จากสิว ส่วนใหญ่เป็นแล้วหายอยาก บางคนดูแลไม่ดีกลายเป็นเรื่องให้เคืองใจกันตลอดชีวิต ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาต้องรักษาสิวให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก  การรักษาสิว         วิธีที่ได้ผลดีและถูกต้องคือการใช้ยา ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้ยาหลายตัวประกอบกันมีทั้งแบบรับประทานและยาทา ดังนั้นควรได้รับการดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อวินิจฉัยสาเหตุหรือต้นเหตุที่ทำให้เกิดสิว และเพื่อป้องกันอาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์         อย่างไรก็ตามบางคนมีสิวแค่เม็ดสองเม็ดจะไปหาหมอก็ดูยุ่งยากเกินไป ปัจจุบันจึงมียาแต้มสิวออกมาเป็นผู้ช่วยสำหรับการรักษาเพื่อให้สิวยุบตัวอย่างรวดเร็ว การเลือกใช้ยาหรือเจลแต้มสิว ต้องเลือกให้ถูกกับชนิดของสิวที่เป็น ธรรมดาสิวแบบไม่อักเสบ (กดไม่เจ็บ) จะรักษาง่ายกว่าสิวอักเสบ เพราะเพียงกำจัดความมัน(ส่วนเกิน) และเลือกยาที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ไวขึ้น เช่น Benzoyl Peroxide (เบนโซอิล เปอร์ออกไซด์) หรือยาในกลุ่มวิตามินเอ สิวก็ไม่กลับมากวนใจอีกเพียงแต่ต้องดูแลในภายหลังให้ถูกวิธี        ส่วนสิวที่รักษายากคือสิวอักเสบ ที่เกิดเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สิวมักจะมีลักษณะบวม แดง มือกดแล้วเจ็บ การรักษาทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาภายนอกจะช่วยรักษาสิวอักเสบโดยเฉพาะ ที่นิยมคือ ตัวยา Clindamycin (คลินดามัยซิน)         เวลาจะทายาสิวควรทาเฉพาะจุดที่มีปัญหาสิวเท่านั้น ป้องกันการแพ้ยา และอ่านคู่มือการใช้ยาให้ละเอียดก่อนการใช้ ยาแต้มสิวประเภทยาปฏิชีวนะควรทาขณะผิวชื้น(หลังอาบน้ำหรือล้างหน้าทันที) เพราะจะช่วยให้ยาสามารถซึมถึงจุดที่อักเสบได้ดีที่สุด         กรณีรักษาสิวอักเสบ เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาผู้ใช้ต้องคงระยะเวลาการใช้ยาให้ต่อเนื่องแม้สิวยุบแล้วเพื่อป้องกันการดื้อยาในอนาคต และอีกเรื่องหนึ่งคืออย่าใจร้อน บางครั้งการรักษาด้วยยาตัวแรกได้ผลไม่ทันใจ ก็รีบร้อนเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่น แบบนี้จะสร้างปัญหามากกว่าการแก้ไขปัญหาเพราะเสี่ยงทำให้เกิดการดื้อยาและเกิดอาการแพ้ยาได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 235 หน้าฝนระวังอาการภูมิแพ้เชื้อรา

        ฝนตกหนักน้ำท่วมขังและบ้านที่อับชื้น ไม่เพียงทำให้อารมณ์ไม่สดชื่น มันอาจเสี่ยงกับอาการภูมิแพ้เชื้อราด้วย  ซึ่งคนที่รู้ตัวว่ามีอาการภูมิแพ้อากาศคงไหวตัวทัน เมื่อเริ่มหายใจอึดอัด น้ำตาไหล หรือเกิดหอบหืดกำเริบ แต่หลายคนอาจเพิ่งเริ่มหรือเพิ่งเคยมีอาการ ก็ขอให้ระมัดระวังและเร่งป้องกันก่อนกลายเป็นปัญหาใหญ่        ในสิ่งแวดล้อมมีเชื้อราลอยอยู่ในอากาศทั่วไป ซึ่งมีทั้งชนิดก่อให้เกิดโรคและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เชื้อราบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคได้ถ้าร่างกายอ่อนแอ ปกติคนแข็งแรงมักไม่ก่ออาการ แต่ในคนที่มีอาการภูมิแพ้อาจจะมีอาการน้ำมูกไหล หายใจไม่ออก น้ำตาไหล หอบหืด มีผื่นผิวหนังอักเสบ และมักจะกำเริบในช่วงที่มีอากาศเย็นและชื้น เพราะมีเชื้อราเป็นตัวกระตุ้น โดยสปอร์ของเชื้อราสามารถกระจายไปได้ในอากาศ เราจึงควรทราบถึงแหล่งที่มาของเชื้อราเหล่านี้ และพยายามกำจัดให้หมดไปจากบริเวณบ้าน         เชื้อราชอบอยู่ตามที่ชื้นและอับทึบ         ห้องน้ำ ห้องครัวหรือในพื้นที่ส่วนที่ใช้ในการชำระล้าง ต้องหมั่นทำความสะอาดและทำให้แห้ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ปล่อยให้ชื้นแฉะตลอดเวลา        ห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเป็นประจำจะเป็นที่ที่มีความชื้นมาก เชื้อราเกิดขึ้นได้ง่าย ควรหมั่นตรวจตราเปิดให้อากาศถ่ายเท ตัวเครื่องปรับอากาศต้องทำความสะอาดบ่อยๆ เพราะอาจมีเชื้อราสะสมอยู่ได้         ตู้เย็น หลายครั้งที่สะสมอาหารไว้เป็นจำนวนมากในตู้เย็นแล้วรับประทานไม่ทัน อาหารบางอย่างก่อให้เกิดเชื้อรา ถ้าพบทิ้งทันที ห้ามรับประทาน วิธีป้องกันง่ายๆ คือ ไม่สะสมอาหารจนรับประทานไม่ทัน        ต้นไม้ ปัจจุบันนิยมปลูกต้นไม้ในบ้านเพื่อช่วยฟอกอากาศ แต่รู้ไหมว่าดินที่ใช้ปลูกก็เป็นแหล่งที่ก่อเกิดเชื้อราได้ ควรวางไว้ในตำแหน่งที่แดดส่องถึง รดน้ำแต่พอชุ่มไม่บ่อยเกินไป แต่หากเป็นผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ไม่ควรนำต้นไม้วางไว้ในบ้าน อีกอย่างที่อาจคาดไม่ถึงคือ ดอกไม้ประดับ ดอกไม้บูชาพระ หากเหี่ยวเฉาแล้วควรรีบทิ้งไป ไม่ปล่อยไว้เพราะเป็นแหล่งเพาะเชื้อราได้เช่นกัน         สํารวจเชื้อราหลังน้ำท่วม         หน้าฝนหลายบ้านระบายน้ำไม่ทัน น้ำท่วม หลังคารั่ว ควรต้องสังเกตว่ากลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราหรือไม่ อาจทําได้ง่ายมองหาว่า ผนังมีรอยเปื้อนหรือมีลักษณะเชื้อราขึ้นหรือไม่ และวิธีดมกลิ่น กลิ่นเชื้อราเป็นกลิ่นเหม็นอับทึบหรือเหม็นคล้ายกลิ่นดิน ทั้งนี้หากสงสัยว่ามีเชื้อราควรให้ใช้หลักว่า สิ่งของใดที่ไม่สามารถกําจัดเชื้อราได้หมดจดให้ทิ้ง โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุน ซึ่งไม่สามารถชะล้างและทําให้แห้งได้จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา ส่วนผ้าที่เกิดเชื้อราฝังอยู่ หากยังเสียดายต้องฆ่าเชื้อด้วยการต้มด้วยน้ำร้อนก่อนจึงจะนํามาใช้อีก         หลังน้ำลดต้องรีบทําความสะอาดพื้นและผนังโดยการขัดล้างให้เร็วที่สุดภายใน 24 - 48 ชั่วโมง อย่าทิ้งไว้จนเกิดคราบรา กรณีเกิดคราบราขึ้นแล้ว ต้องเร่งกำจัด ควรล้างด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอกเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อนแล้วตามด้วยการขัดล้างด้วยน้ำยา ถ้าเป็นการขัดผนังปูนหรือพื้นผิวที่หยาบควรขัดด้วยแปรงชนิดแข็ง น้ำยาฆ่าเชื้อรามีจำหน่ายในท้องตลาดหลายชนิด ชนิดที่หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง คือน้ำยาดับกลิ่นไลโซล หรือน้ำยาฟอกฝ้าขาวเช่น คลอร็อกซ์ เป็นต้น ระหว่างทําความสะอาดให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และเปิดพัดลมเพื่อช่วยให้แห้งโดยเร็ว กรณีกำจัดเชื้อราไม่ออกเป็นคราบฝังแน่นตามผนังควรเปลี่ยนใหม่ ไม่ทาสีทับ         เชื้อรานอกบ้าน        หลีกเลี่ยงการสูดดมสปอร์ของเชื้อรา ง่ายๆ โดยใช้ผ้าปิดปากหรือจมูก แนะนำเป็นการสวมหน้ากากอนามัย (จะป้องกันได้ดีกว่าชนิดที่ทำจากผ้า)        ตรวจร่างกาย         บางคนไม่เคยมีประวัติของโรคภูมิแพ้แต่มีอาการหอบ ไอและเหนื่อยเมื่อถึงฤดูฝน หากสงสัยตัวเอง แนะนำว่าควรไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นเพียงไข้หวัดหรือเป็นโรคภูมิแพ้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้เพื่อตรวจว่าแพ้อะไรบ้าง จากนั้นก็ต้องคอยหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้ยามาตามแก้เมื่อมีอาการแพ้เกิดขึ้น         เราสามารถควบคุมความชื้นได้ โดยอาจจะใช้อุปกรณ์วัดระดับความชื้น เครื่องดูดความชื้น ซึ่งสามารถหาซื้อมาใช้ได้ทั่วๆ ไป แต่ในการเลือกซื้อและนำมาใช้งานก็ควรศึกษาผลให้ดี เพราะในระดับความชื้นที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ก็สามารถส่งผลเสียให้กับร่างกายได้ทั้งนั้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 234 สิวและผื่นแพ้ที่มาจากการสวมหน้ากากอนามัย

        เมื่อหน้ากากอนามัยกลายเป็นของจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่กลายมาเป็นเรื่องกวนใจอาจไม่ใช่แค่รู้สึกอึดอัด  แต่มันคือ อาการผื่นแพ้หน้ากากและบางคนเกิดปัญหาสิวขึ้นมาอย่างมิอาจเลี่ยง เรามาหาวิธีรับมือกันเถอะ         การสวมหน้ากากตลอดวันและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดผื่นหรือตุ่มแดง มีอาการคันบริเวณที่สวมหน้ากาก​ หรือบริเวณใบหูได้ แบบนี้คืออาการผื่นแพ้ ถ้ารุนแรงถึงขั้นมีตุ่มน้ำ น้ำเหลืองซึมรีบพบแพทย์ทันที ในรายที่อาการเบาๆ แค่ผื่นแดง คันยิบๆ  อาจต้องเปลี่ยนหน้ากากอนามัย เลือกประเภทและขนาดที่เหมาะสม และสำคัญต้องรักษาความสะอาด อย่าประหยัดเกินไป หน้ากากอนามัยราคาลดลงแล้ว ชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง ก็ควรเป็นครั้งเดียวทิ้ง ชนิดผ้าซักได้ ต้องหมั่นทำความสะอาด        การระคายเคืองหรือแพ้ สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากการเสียดสี​ การสวมใส่ที่แน่นเกินไป เพราะขนาดหน้ากากไม่เหมาะกับใบหน้า หรือสายคล้องตึงเกินไปทำให้บริเวณใบหูถูกเสียดสี ตลอดจนความอับชื้นจากเหงื่อ ครีมและเครื่องสำอางที่ทาบนใบหน้า การแพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของหน้ากาก​ เช่น กาวผ้า สีย้อมผ้า พลาสติก​ ยาง ดังนั้นต้องทดลองหาให้พบหน้ากากที่เหมาะกับตนเอง          สิวจากการสวมหน้ากาก        สาเหตุของการเกิดสิวเมื่อใช้หน้ากากอนามัยพบได้บ่อยสองลักษณะ คือ การเสียดสีของหน้ากากกับผิวหน้า ซึ่งอาจรบกวนการผลัดเซลล์ผิว บริเวณที่ถูกเสียดสีจึงปรากฎสิว และอีกสาเหตุที่พบบ่อย คือ ความอบอ้าวที่เกิดจากการใส่หน้ากากทำให้น้ำมันถูกขับจากผิวมากขึ้น เมื่อรวมกับเครื่องสำอางหรือครีมที่เคลือบผิวหน้าอาจก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนจนกลายเป็นสิว          วิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาสิวจากการใส่หน้ากากอนามัย         1.ควรงดแต่งหน้าในช่วงที่สิวเห่อ เพื่อลดปัญหาการอุดตัน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เจลแต้มสิวที่ช่วยให้สิวยุบไว อาจเลือกมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อ่านฉลากและคู่มือการใช้ให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนจากการแพ้สารในเจล         2.หากสิวหายแล้วควรเลือกเครื่องสำอางที่เนื้อเบาๆ (ถ้าเป็นได้ก็งดแต่งหน้าสักพักสำหรับคนที่เป็นสิวง่าย)         3.รักษาความสะอาดของผิว เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบล้างหน้า         4.ลดเวลาการสวมใส่หน้ากากลง สวมเฉพาะเมื่อจำเป็นหรืออยู่ในสถานที่สาธารณะ         5.เปลี่ยนหน้ากากให้บ่อย อย่าใช้ซ้ำ กรณีหน้ากากผ้าซักใช้ใหม่ทุกวัน 

อ่านเพิ่มเติม >