ฉบับที่ 213 การลบไฝ ปาน

ไม่ว่าใครคงอยากมีผิวสวยเกลี้ยงเกลาปราศจากตำหนิ นอกจากรอยด่างดำ เหี่ยวย่นแล้ว กลุ่มไฝ ปาน ก็ดูจะขวางความสวยอยู่เหมือนกัน หลายคนจึงคิดกำจัดทิ้งซึ่งทำได้ไม่ยากในสมัยนี้ แต่หากคิดจะกำจัดออกจริงๆ ก็ควรทำให้ถูกวิธี มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้      ไฝ ปาน เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง  อาจเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือมาเป็นทีหลังก็ได้ จะเริ่มเป็นในวัยใดก็ได้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ซึ่งทั้งไฝและปาน จัดอยู่ในกลุ่มของโรคผิวหนังกลุ่มเดียวกัน โดยปานต่างจากไฝที่ลักษณะของเซลล์ที่เป็นต้นเหตุ ปาน จะเป็นรอยสีผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ผิว มีรูปร่าง ขนาดและสีต่างๆ กัน เช่น ปานแดง ปานดำ ส่วน ไฝ จัดเป็นเนื้องอกชนิดหนึ่ง แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย อาจเกิดเป็นตุ่มเดี่ยวๆ หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เกิดได้ทุกตำแหน่งบนผิวหนัง ไฝที่พบได้บ่อยคือไฝดำ ที่เรียกกันว่า ขี้แมลงวัน     ทั้งไฝและปาน นอกจากเรื่องที่ว่าทำให้รู้สึกไม่สวย ส่วนใหญ่แล้วจะไม่อันตราย แต่ก็ต้องใส่ใจหากว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติจนสังเกตชัด ไฝนั้น อาจมีความเสี่ยงในการเกิดเป็นเซลล์มะเร็งได้ แต่ต้องสัมพันธ์กับขนาด คือ หากไฝมีขนาดใหญ่มาก หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสี รูปร่าง หรือมีเลือดออก เจ็บ คัน ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ส่วนปานบางชนิดอาจกลายเป็นเนื้อร้ายหรือกลายเป็นแผลเรื้อรัง หรือการเกิดปานขึ้นในบางตำแหน่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานของอวัยวะ เช่น ตาหรือปาก หรือการที่ปานขยายขนาดใหญ่ขึ้นทำให้ดูน่าเกลียด ก็ความจำเป็นต้องลบออก วิธีการลบไฝ ปานไฝ มีหลายวิธี ทั้งการจี้แบบภูมิปัญญาพื้นบ้านด้วยปูนแดง หรือการตัดไฝด้วยมีดผ่าตัดหรือเลเซอร์  สำหรับการจี้ออกด้วยตัวเองหรือร้านรับจี้ไฝทั่วไป มีข้อควรระวังจากสารเคมีที่ใช้ ซึ่งอาจ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงต่อผิวบริเวณรอบๆ ได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อเรื่องของรอยแผลเป็นที่ตามมา แนะนำให้ทำกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสมัยนี้ค่าบริการราคาไม่แพง ในส่วนของปาน วิธีที่ยอมรับกันว่าดีที่สุดคือ การใช้เลเซอร์ สำหรับเรื่องของการใช้แสงเลเซอร์ลบไฝ ปาน หลักการใหญ่คือ เมื่อแสงเลเซอร์ถูกฉายลงสู่ผิวหนังของร่างกายบริเวณที่เป็น ไฝ ปาน เซลล์ของไฝ ปานซึ่งมีสีคล้ำกว่าเซลล์ปกติของผิวหนังจะดูดกลืนแสงเลเซอร์ได้มากกว่าเซลล์ธรรมดา เม็ดสีบริเวณที่ผิดปกติจึงถูกทำลายลบหายไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 212 กันแดดแบบไม่ทำร้ายปะการัง

   จริงๆ เรื่องครีมหรือโลชั่นกันแดดมีผลต่อการตายของปะการัง ได้ถูกพูดถึงกันมาหลายปีแล้ว แต่เพราะเราหลายคนยังคงมีคำถามอยู่ในใจว่า อะไรจะขนาดนั้น ครีมกันแดดปริมาณเพียงเล็กน้อยจากตัวเราจะถึงกับทำให้ปะการังในทะเลซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่เกิดผลกระทบที่รุนแรงได้    จนเมื่อทางการไทยประกาศว่าจำต้องปิดอ่าวมาหยา บนหมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวที่เคยติดอันดับต้นๆ ของโลก ต่อไปอีกอย่างไม่มีกำหนด หลังจากที่ปิดไปแล้วสามเดือนแต่ไม่พบสัญญาณที่ดีขึ้นของการฟื้นฟูของธรรมชาติบริเวณอ่าวดังกล่าว ประเด็นครีมกันแดดกับการตายของปะการังจึงกลายเป็นกระแสอีกครั้ง อะไรในครีมกันแดดที่ฆ่าปะการังสารเคมีสี่ชนิดที่นักวิจัยพบว่าฆ่าปะการังและทำให้ปะการังฟอกขาวคือ Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3) Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate) 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben ตัวสุดท้ายเป็นวัตถุกันเสียที่ทำให้ปะการังฟอกขาว  ตัวที่ร้ายที่สุดคงจะเป็น Oxybenzone หรือ BP3 เพราะรบกวนระบบสืบพันธุ์ ทำให้ตัวอ่อนปะการังโตแบบผิดรูป หรือไม่ก็พิการและตายไปเลย นอกจากนี้ Oxybezone ยังเป็นส่วนผสมที่ใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดกว่า 3,500 ยี่ห้อทั่วโลก เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกันได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี    บางคนอาจบอกว่าทะเลตั้งกว้างใหญ่ ครีมกันแดดแค่นิดหน่อยจากนักท่องเที่ยวไม่น่าจะสร้างปัญหาได้ แต่สิ่งที่งานวิจัยค้นพบก็คือ สารเคมีแม้ปริมาณเพียงน้อยนิด  แค่ 1 หยดต่อสระน้ำมาตรฐาน 6 สระ (62 parts per trillion) ก็ส่งผลกระทบต่อปะการังแล้ว ผลการตรวจค่าความเข้มข้นของ Oxybenzone ตามแนวปะการังที่ฮาวายรอบเกาะ Maui และ Oahu พบว่ามีความเข้มข้นอยู่ระหว่าง 800-19,000 parts per trillion และที่ Virgin Island National Park อยู่ที่ 250,000 parts per trillion นั่นหมายความว่าความเข้มข้นของ Oxybenzone ตามแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในปัจจุบันสูงกว่าระดับปลอดภัยไปมากและกำลังส่งผลร้ายแรงต่อแนวปะการังในระยะยาว             บางคนก็ว่าไม่ได้ว่ายน้ำในทะเลเสียหน่อย ไม่เป็นไรน่า อย่าลืมสิว่าเวลาเราอาบน้ำบรรดาสารเคมีอันตรายก็ไหลไปกับท่อน้ำทิ้งและลงสู่ทะเลเช่นเดียวกัน   เพื่อให้สวยอย่างฉลาดและรักษ์โลกไปพร้อมกัน เวลาเลือกใช้ครีมกันแดด ควรมีแนวทางดังนี้  - เปลี่ยนมาใช้ครีมกันแดดที่ปราศจากสาร Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3) Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate) 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben    -  ใช้ครีมกันแดดแบบกันน้ำ (Water resistant) เพราะอย่างน้อยก็เกิดการชะล้างระหว่างอยู่ในน้ำน้อยกว่า    -  ทาครีมกันแดดเฉพาะบริเวณนอกเสื้อผ้า เช่น ใบหน้า คอ มือ บางกรณีเราอาจใช้หมวก เสื้อแขนยาว และร่มเพื่อช่วยลดความจำเป็นในการใช้ครีมกันแดดในปริมาณมากๆ    -  ร่วมกันรณรงค์ให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการพัฒนาครีมกันแดดที่ปราศจากสารเคมีที่ทำร้ายปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใต้ท้องทะเล

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 211 เรื่อง สัก อย่าสักแต่ทำโดยไม่ประเมินความเสี่ยง

   ระยะนี้มีข่าวเรื่อง สัก มาเป็นกระแสให้ต้องเขียนเตือนใจกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวการติดเชื้อ HIV จากการสัก ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง และข่าวสองสาวไปสักปากกับร้านของพริตตี้ชื่อดังแล้วติดเชื้อโรค จนต้องฟ้องเป็นคดีความกัน   ปัจจุบันนอกจากการสักเพื่อสร้างลวดลายบนผิวหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำกันมานานแล้ว ยังมีการสักที่นิยมอีกสามอย่างคือ สักคิ้ว สักขอบตาและสักปากสีชมพู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดจุดด้อยและเพิ่มความสวยงาม โดดเด่นให้แก่ทั้งสามจุดบนใบหน้า ซึ่งเป็นความสวยที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง ทั้งผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอย่างหวัง เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แพ้สารเคมีและอาจเสี่ยงต่อโรคมะเร็งจากโลหะหนักในสีหมึก   ปัญหาการติดเชื้อจากการสัก มีอัตราการเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนจะนิยมสักในจุดที่บอบบางอย่าง ริมฝีปาก โดยการติดเชื้อสาเหตุหลักคือ เครื่องมือที่ไม่สะอาด สถานที่ให้บริการไม่ปลอดเชื้อ นอกจากนี้ก็เกี่ยวกับผลงานของช่างสักที่อาจทำได้ไม่ตรงใจ ซึ่งหากผิดพลาดต้องแก้ไข จะค่อนข้างลำบาก เพราะเมื่อสักไปแล้ว การลบออกทำได้ยากกว่า และยังมีปัจจัยของแต่ละบุคคลด้วย บางคนอาจแพ้สารเคมีในขั้นรุนแรง หรือในเรื่องอนามัยของการดูแลรักษาแผล ถ้าทำได้ไม่ดีเกิดเป็นแผลเป็นที่น่าเกลียดได้     ยังมีความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่น่าเป็นห่วงในระยะยาวคือ อาจเสี่ยงจากสีหมึกที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งพบว่ามีส่วนผสมของโลหะหนักหลายชนิด ทั้งตะกั่ว นิกเกิล โครเมียม แมงกานีส สารโลหะหนักเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากเกิดการสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน เนื่องจากการสักเป็นทางเลือกส่วนบุคคล สีหมึกสำหรับสักในหลายประเทศจึงไม่ได้กำหนดมาตรฐานไว้ ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายังไม่ได้กำหนดให้หมึกสำหรับสักลายเป็นเครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอางปี 2558 โดยเห็นว่า หมึกสีที่ใช้ในการสักไม่เป็นวัตถุที่ส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม    ความสวยที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงนี้ ไม่ว่าคุณจะมีแรงจูงใจใดก็ตาม ควรตระหนักถึงอาการข้างเคียงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจทำ  รู้หรือไม่ สถานประกอบการการสักเป็นกิจการที่ต้องควบคุม             ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 ข้อ 3 ให้กิจการดังต่อไปนี้เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ...     9. กิจการที่เกี่ยวกับการบริการ ...             (18) การประกอบกิจการสักผิวหนังหรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย             ผู้ประกอบกิจการต้องขออนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ หากประกอบกิจการที่เป็นอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าของกิจการระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 210 ดูแลมืออย่างไรให้ดูสุขภาพดี

        เช่นเดียวกับใบหน้า มือก็ดุจสะพานที่พาคุณเชื่อมต่อกับผู้คน ไม่ว่าจะไหว้ ทักทาย ยื่นของให้ รับสิ่งของหรือการสัมผัสมือ คิดดูสิถ้ามือดูหยาบกร้าน ผิวแห้งตึง หรือลอกเป็นขุย ก็อาจทำให้เสียความมั่นใจได้เช่นกัน        ผิวบริเวณมือนั้น จะมีความพิเศษกว่าบริเวณอื่นตรงที่ฝ่ามือนั้นจะไม่มีรูขุมขน แต่ก็มีรูเปิดสำหรับเหงื่อนะ ด้านฝ่ามือนี้ธรรมชาติออกแบบมาเพื่อการหยิบจับที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามผิวที่มือก็ประกอบด้วย ชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้เช่นเดียวกับผิวส่วนอื่นของร่างกาย การกินอาหารที่ดี การทำความสะอาด และการบำรุงก็ไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ในชีวิตประจำวันมือจะสัมผัสจับต้องสิ่งต่างๆ มากมาย จึงอาจต้องดูแลเพิ่มมากขึ้นอีกนิด ใส่ใจมากขึ้นหน่อยเพื่อให้เป็นมือที่ดูสุขภาพดี                                  ปัญหาของมือที่พบบ่อย คือ ความแห้งตึงของผิว ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ การล้างมือบ่อยคือสาเหตุหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง เพราะว่าเราถูกสอนกันมาว่า ต้องหมั่นทำความสะอาดมือเพื่อสุขอนามัย แต่การล้างมือบ่อยก็เปิดโอกาสให้ผิวสูญเสียสมดุลของน้ำมันตามธรรมชาติ ผิวจึงแห้งตึง ซึ่งก่อให้เกิดอาการคัน และอาจนำไปสู่ผิวอักเสบได้อีก ดังนั้นเรามาดูขั้นตอนการล้างมือที่จะไม่ทำร้ายผิวก่อน            1.เลี่ยงน้ำอุ่นและสบู่ที่มีค่ากรดด่างสูง เลือกใช้สูตรอ่อนโยน            2.สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียไม่จำเป็นและอาจทำให้ผิวแห้งมากขึ้น            3.โฟมล้างมือเป็นทางเลือกที่ดี            4.ล้างมือโดยลูบเบาๆ อย่าขัดถูแรง            5.ล้างแล้วควรเช็ดมือให้แห้ง ไม่ปล่อยให้ผิวชื้นนานๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อรา            6.ถ้ารู้สึกผิวแห้งตึงมาก ใช้ครีมทามือเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น        การล้างมือบ่อยทำให้ผิวแห้ง คันได้ แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ผิวแพ้ แห้งหรือหยาบกร้าน ได้แก่             1.แพ้น้ำหอม สารกันเสียในโลชั่นหรือครีมที่ใช้ทามือ ลองสังเกตดูว่า เราแพ้สินค้าตัวใดควรหลีกเลี่ยง            2.สารเคมีในผลิตภัณฑ์ชำระล้าง เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ อาจทำให้เกิดอาการแพ้ ควรปรับระยะเวลาการสัมผัสให้น้อยที่สุด การสวมถุงมือช่วยป้องกันได้ แรกๆ อาจอึดอัดแต่บ่อยเข้าจะชินเอง            3.การป้องกันแดดสำหรับผิวบริเวณมือก็สำคัญไม่ควรละเลย            4.บุหรี่และความเครียด เชื่อไหมว่า เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มือคุณหยาบกร้านไม่น่ามอง        รู้แล้วว่าต้องหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง ดังนั้นมาปิดด้วยการบำรุงรักษา มือนั้นสำคัญยิ่งไม่ควรปล่อยปะละเลย ควรหาเวลาสักนิดในแต่ละวัน ดูแลรักษามือและนิ้วมือบ้าง อย่างน้อยควรใช้ครีมหรือโลชั่น(ที่ไม่ก่ออาการแพ้) นวดมือทุกวันจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำมันของต่อมบริเวณผิวหนังที่มือทำให้มือสวยน่าทะนุถนอม

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 209 แผลจากแมลงกัด

หลายคนเลยนะคะที่ต้องมีแผลเป็นที่เกิดจากการแพ้พิษของแมลงต่างๆ เห็นตัวเล็กแบบนั้น หลายชนิดมีพิษมากขนาดทำให้แพ้จนร่างกายแย่ไปเลยก็มี ซึ่งจะพบได้ไม่บ่อยเพราะเขาก็กลัวๆ คนเหมือนกัน อย่างผึ้งต่อ แตน ส่วนที่พบว่าโดนกัดบ่อย แต่พิษน้อยจะเป็นแมลงที่เราเจอกันเป็นปกติ อย่าง มด ยุง หรือ เห็บ หมัด ที่อาศัยอยู่กับสัตว์เลี้ยงจนไปถึงพวกตัวเล็กๆ มองแทบไม่เห็นอย่างไร ไรฝุ่น ซึ่งฝังตัวกับที่นอนของเรา และที่ช่วงหลังๆ หน้าฝนพบเจอกันบ่อย คือ แมลงก้นกระดก ที่พิษของมันทำให้แสบร้อนจนเกิดแผลพุพองได้ แต่ถึงแม้จะพิษน้อย หากเราดูแลรักษาแผลได้ไม่ดี หรือบางคนที่มีอาการแพ้มากๆ โอกาสที่ผิวของเราจะเกิดบาดแผลแข้ง ขาลาย ทำให้หมดสวยก็เกิดขึ้นได้ วิธีดูแลแผลจากแมลงกัดต่อยส่วนแรก ขอกล่าวถึงเฉพาะอาการเล็กน้อยลักษณะเป็นตุ่มคัน ที่เกิดจากแมลงทั่วไปที่ไม่ทำให้เกิดรอยชัดเจน ที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างแมลงก้นกระดก ที่รอยแผลจะคล้ายการถูกสารเคมีแบบกรดด่าง คือมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย  1.ทำความสะอาดแผลด้วยการล้างน้ำสบู่ อาจทาครีม หรือขี้ผึ้งที่ระบุคุณสมบัติ แก้พิษแมลงกัดต่อย2.พยายามอย่าเกาอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นแผลอักเสบ จากการติดเชื้อโรค ซึ่งจะส่งผลให้เกิดรอยดำตามมา หลังการอักเสบหายแล้ว3.หากเกิดอาการคันมาก อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการคันจากการแพ้ โดยใช้สเตียรอยด์* ความเข้มข้นปานกลางเช่น 0.1% Triamcinolone ทาที่ตุ่มคันเช้าเย็นไม่เกินสองสัปดาห์ หรือ รับประทานยาแก้แพ้กลุ่ม Antihistamine เพื่อลดอาการคัน4.หากเกิดรอยดำหลังแผลหาย สามารถใช้ครีมทาผิวชนิดช่วยให้ผิวขาว(Skin whitening) ทา เพื่อให้รอยดำจางลงได้5.แผลที่ติดเชื้อหากมีอาการลุกลามรุนแรง จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แนะนำให้พบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง *ยาทาในกลุ่มสเตียรอยด์มีข้อควรระวัง คืออาจจะทำให้ภูมิต้านทานเชื้อโรคของผิวหนังลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง ส่วนที่สอง เนื่องจากระยะหลังพบปรากฏการณ์ มีคนถูกพิษของแมลงก้นกระดกกันได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน จึงขอนำวิธีการดูแลแผลจากแมลงดังกล่าวมานำเสนอด้วงก้นกระดก ด้วงก้นงอน หรือแมลงน้ำกรด หรือแมลงเฟรชชี่ เป็นแมลงที่มีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร มีลักษณะเด่น คือ ก้นกระดกหรืองอนขึ้น ทำให้เรียกกันว่า ด้วงก้นกระดก หรือด้วงก้นงอน เมื่อโดนกัด แมลงจะปล่อยสารที่เรียกว่า Pederin ซึ่งจะทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบได้ โดยจะเกิดขึ้นหลังโดนกัดภายใน 12-36 ชั่วโมง เมื่อโดนพิษจากแมลงก้นกระดกใหม่ๆ จะมีแผลเหมือนรอยไหม้เป็นแนวเส้นยาว ร่วมกับอาการคันและแสบร้อน หากแพ้มากอาจเป็นตุ่มน้ำใส ดูคล้ายผื่นโรคงูสวัดได้ ผื่นที่เกิดขึ้นจะแห้ง ตกสะเก็ดหายไปได้เองภายใน 7-10 วัน การดูแลมีดังนี้ หากเพิ่งโดนแมลงกัดใหม่ๆ ควรล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลายๆ ครั้งทันที เพื่อเจือจางสาร Pederin หากเห็นเป็นผื่นเกิดขึ้นแล้ว และมีอาการแสบร้อน ให้ใช้การประคบเย็นที่ผื่น และใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ความเข้มข้น 0.1% mometasone furoate cream หรือ 0.05% clobetasol propionate cream โดยทายาวันละ 1 - 2 ครั้ง ถ้าโดนบริเวณหน้า ต้องระวังไม่ให้เข้าดวงตาด้วย หากมีอาการคันมาก ควรรับประทานยาแก้แพ้ และห้าม แกะและเกาผื่น หากทนไม่ไหวรู้สึกว่า อาการเริ่มลุกลามควรรีบพบแพทย์ โดยทั่วไป ตุ่มแพ้แมลงกัด มักดีขึ้นในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนรอยดำหลังการอักเสบจะค่อยๆ จางลงในเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดรอยแผลและสภาพผิวของแต่ละคน 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 208 ฟันขาวใน 1 สัปดาห์ มีจริงหรือไม่

ไม่เฉพาะแต่ผิวพรรณเท่านั้น ที่คนไทยส่วนหนึ่งอยากให้ขาวผ่อง ฟันก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่คนต้องการให้ขาววับเงางาม ทั้งที่ธรรมชาติฟันแต่ละคนจะมีระดับของความขาวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งที่เกิดจากพันธุกรรม เกิดจากการกินในชีวิตประจำวัน เช่น ขนมสีสด การดื่มชา กาแฟ ก็มีส่วนทำให้ฟันมีคราบสะสม หรือการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฟันเป็นคราบดูไม่สะอาดได้ ซึ่งหากปรึกษากับทันตแพทย์ ส่วนใหญ่วิธีที่ใช้คือการฟอกสีฟัน แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ทำให้ฟันขาววิ้งค์ได้ เพียงแค่ช่วยขจัดคราบที่ทำให้ดูไม่สะอาดให้หมดไป ตรงจุดที่ทางการแพทย์เองก็ไม่ได้มีเครื่องวัดว่าระดับความขาวของฟันนั้นทำได้สุดแค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละคนเป็นสำคัญ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ออกมามากมายเพื่อชวนให้ผู้บริโภคเชื่อว่า ฟันสามารถขาวขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่นานและรักษาฟันผุได้ จนถึงขนาดว่า ไม่ต้องพบทันตแพทย์อีกเลย หรืออาจอวดอ้างสรรพคุณที่วิเศษไปมากกว่านี้ล่าสุดทันตแพทยสภาได้ออกแถลงข่าว เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคว่า ไม่มีข้อมูลทางวิชาการใดมาสนับสนุนว่ายาสีฟันประเภทใด ที่จะมีประสิทธิภาพสามารถซ่อมแซมฟันที่ผุและทำให้หินปูนสลายเองภายใน 1 เดือน รวมถึงการทำให้ฟันขาวขึ้น 4-5 ระดับ  ดังนั้นหากต้องการให้ฟันดูสะอาดไม่เป็นคราบเหลือง  วิธีที่เหมาะสม คือต้องแก้ที่สาเหตุ เรามาดูกันว่า อะไรคือสาเหตุทำให้ฟันเหลืองได้บ้าง เพื่อจะได้ดูแลให้ถูกวิธีสาเหตุที่ทำให้ฟันเหลืองและการแก้ไข1. สีสันของอาหาร บรรดาสีย้อมที่ผสมในอาหาร สามารถสร้างคราบไม่สะอาดให้กับฟันได้ รวมถึงเครื่องดื่มอย่าง ชา กาแฟ ดังนั้นหลังการรับประทานอาหารกลุ่มนี้ ควรแปรงฟันเพื่อขจัดคราบไม่ให้สะสมอยู่ที่ฟัน 2. สูบบุหรี่เป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันไม่ขาว ควรเลิกหรือเบาลง 3. ฟันผุ ซึ่งมักจะทำให้ฟันมีสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาล ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาฟันให้มีสุขภาพดี 4. เกิดจากฟันตาย (ฟันตาย คือ อาการของฟันผุมากๆ และถูกทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานไม่มีการรักษาทำให้ไม่มีเลือดและประสาทฟันมาหล่อเลี้ยงเนื้อฟัน) ทำให้ฟันมีสีทึบไม่โปร่งเหมือนฟันปกติ ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาทางรักษา5. โรคบางชนิดก็สามารถทำให้สีของฟันเปลี่ยนได้ รวมไปถึงการตั้งครรภ์ และการใช้ยาบางชนิดด้วย 6. กรรมพันธุ์และวัย ตรงจุดนี้เป็นเรื่องที่แก้ไขยาก คนที่มีอายุมากขึ้นโอกาสที่ฟันจะยังคงความขาวก็ยิ่งมีน้อยลง เนื่องจากเคลือบฟันบางลง ทำให้สีเหลืองของชั้นเนื้อฟันที่อยู่ข้างในปรากฏออกมาให้เห็นชัดมากขึ้น7. แปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือแปรงสีฟันไม่มีคุณภาพทำให้ขจัดคราบที่ตกค้างบนผิวฟันได้ไม่หมด วิธีใดบ้างที่จะทำให้ฟันขาววิธีที่ง่ายที่สุดคือ การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อ ร่วมกับการไปพบทันตแพทย์ อย่างสม่ำเสมอเพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน รวมทั้งดูแลไม่ให้เกิดฟันผุ ถ้าต้องการให้ฟันดูขาวขึ้น ทันตแพทย์จะแนะนำให้ฟอกสีฟัน คือการฟอกสีฟันทั้งปาก ซึ่งได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป และปัจจุบันยาที่ฟอกสีฟันนั้นพัฒนาไปมาก ทำให้ใช้ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังสามารถนำสารฟอกสีกลับไปทำเองได้ที่บ้าน (ควรปรึกษาทันตแพทย์)ส่วนยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาว ซึ่งมีออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้นนั้น ถ้าผู้บริโภคไม่ดูแลที่ต้นเหตุที่ทำให้ฟันไม่ขาว ยาสีฟันก็อาจช่วยได้เพียงแค่การขจัดคราบ แต่ไม่ได้ทำให้ฟันขาวมากไปกว่าสีฟันตามธรรมชาติ ดังนั้นหากผลิตภัณฑ์ใดโฆษณาจนเข้าข่ายเป็นของวิเศษ อย่าหลงเชื่อเพราะไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด    ข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/radiology/dept_article_detail.asp?a_id=94

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 207 เหตุใดมีเลข อย.จึงยังอันตราย

ช่วงนี้เกิดคำถามสำคัญขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแล กฎหมายอาหาร ยา เครื่องสำอาง ว่าเหตุใด สินค้ามี อย.ถึงยังเป็นอันตรายสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนมีความสับสนในส่วนของเครื่องหมายที่ สำนักงาน อย. นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพแต่ละประเภท รวมกับความเข้าใจผิดของคนกลุ่มใหญ่ว่า “เครื่องหมาย อย.” มีค่าเท่ากับ “ปลอดภัย” (ซึ่งการสื่อสารผิดพลาดนี้ต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่ามาได้อย่างไร) เพราะความจริงคือ เครื่องหมาย อย. นั้น  ไม่ได้รับรองว่า สินค้าปลอดภัย เครื่องหมายนี้มีความสำคัญเพียงแค่ให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาที่ไปจากผู้ผลิตไหน หากมีปัญหาในภายหลัง สำนักงาน อย.สามารถติดตามไปจัดการได้  ความจริงคือ เครื่องหมาย อย. นั้น  ไม่ได้รับรองว่า สินค้าปลอดภัย เครื่องหมายนี้มีความสำคัญเพียงแค่ให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาที่ไปจากผู้ผลิตไหน หากมีปัญหาในภายหลัง สำนักงาน อย.สามารถติดตามไปจัดการได้  และในเรื่องของความสับสนจากเครื่องหมายที่ถูกนำมาใช้ ก็มีที่มาจากความไม่เข้าใจในสาระที่ถูกต้องของเครื่องหมายแต่ละประเภท ได้แก่   เครื่องหมาย อย. จะใช้กับอาหารเท่านั้น เรียกว่า “เลขสารบบอาหาร” ซึ่ง เลขสารบบอาหาร จะเป็นตัวเลข 13 หลัก แสดงอยู่ภายในกรอบเครื่องหมาย อย. หากเป็น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง จะไม่มี เลข อย. แต่ฉลากต้องแสดง“เลขที่ใบรับแจ้ง” (เลขจดแจ้ง)โดยกำหนดให้เป็นเลข 10 หลัก เช่น 10-1-61xxxxx เป็นต้นขณะที่ ยา จะแสดงเลขทะเบียนตำรับยา โดยลักษณะของกลุ่มตัวเลขแรกคือ ประเภทของทะเบียนตำรับยาจะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ แล้วตามด้วยเลขทะเบียนตำรับยา(ของแต่ละตำรับยา) /ปี พ.ศ. เช่น ทะเบียนยาเลขที่ 1A 324/50 เป็นต้น ช่องโหว่จากความที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่เข้าใจเรื่องนี้ ได้กลายเป็นจุดขายให้แม่ค้าพ่อค้าสินค้าสุขภาพลวงโลก เอาไปยำข้อมูลจนผู้บริโภคสับสน เช่น เอาเครื่องหมาย อย.ไปใส่ในฉลากเครื่องสำอาง  เอาเครื่องหมาย อย.ไปใช้ในตัวสินค้าที่เป็นแค่อาหาร แต่อ้างสรรพคุณในทางรักษา หรือไม่ก็ข้างในผลิตภัณฑ์เป็นยา แต่ระบุฉลากด้วยเครื่องหมาย อย.  และโฆษณาว่า “ผลิตภัณฑ์เรามี อย. ผลิตภัณฑ์เราปลอดภัย” จนกลายเป็นที่มาของคำถามว่า ทำไมมี อย.แล้วยังไม่ปลอดภัย ปรับความรู้กันใหม่ สู้ภัยสินค้าสุขภาพผิดกฎหมาย 1.เข้าใจให้ถูกต้องเรื่องเครื่องหมาย เลขสารบบอาหาร ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารเท่านั้น และห้ามฉลากหรือโฆษณาบอกว่า รักษาหรือบำบัดโรค ส่วนฉลากเครื่องสำอาง ต้องไม่มีเลข อย. แต่มีเลขจดแจ้ง ระบุไว้ ซึ่งเครื่องหมายเหล่านี้สามารถนำไปตรวจสอบได้ว่า เป็นเครื่องหมายจริงหรือปลอม  2.ผลิตภัณฑ์ต้องมีการระบุ ชื่อ ที่อยู่ ผู้ผลิตที่ชัดเจน จะได้ตรวจสอบได้ หาคนรับผิดชอบได้ หากเกิดปัญหา  3.เลิกเชื่อโฆษณาอวดอ้าง ผลลัพธ์มหัศจรรย์ทั้งหลาย  เพราะมันไม่เป็นจริง  4.หากใช้แล้วมีความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ต้องหยุดใช้ทันที คำอ้างที่ว่า ขับพิษหรือรออีกสักพักจะดีขึ้น มันคือคำลวง  5.ติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนภัยสินค้า เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อสินค้าผิดกฎหมาย  6.เจอผลิตภัณฑ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย แจ้งสายด่วน อย. 1556 อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th หรือต่างจังหวัดที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือแจ้งตำรวจ ปคบ. สายด่วน 1135 -----------------------------------สามารถติดตามการแจ้งเตือนภัยสินค้าได้ที่www.tumdee.org  ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์5 แพลตฟอร์มของ อย. facebook.com/fdathai twitter.com/fdathai Instagram.com/fdathai YouTube.com/fdathai Line@fdathai

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 206 ฉีดเลือด เพื่อผิวอ่อนเยาว์

ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้กาลเวลาพรากความอ่อนเยาว์ของผิวหน้าไป จึงสรรหาสารพัดวิธีมาเอาชนะปัญหาดังกล่าว โดยหนึ่งในวิธีที่ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายก็หนีไม่พ้น “การฉีดเลือดเพื่อผิวอ่อนเยาว์” ซึ่งจะมีข้อมูลน่าสนใจหรือให้ผลลัพธ์ได้อย่างที่หลายคนปรารถนาหรือไม่นั้น เราลองไปหาคำตอบกันฉีดเลือดเพื่อผิวอ่อนเยาว์ คืออะไรหลักการฉีดเลือดเพื่อให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้นนั้น คือการนำเลือดตัวเองมาปั่นเพื่อให้ได้เกล็ดเลือด ที่เรียกว่า Growth Factors (โกรท แฟคเตอร์) ซึ่งเป็นสารที่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในร่างกายของสิ่งมีชีวิต และมีความสามารถกระตุ้นให้เซลล์มีการเพิ่มจำนวนหรือเจริญเติบโตได้ โดยหลังจากได้เกล็ดเลือดดังกล่าวแล้ว ก็จะฉีดกลับเข้าไปที่ผิวหน้าในบริเวณที่ต้องการ เช่น ริ้วรอยเหี่ยวย่นต่างๆ บนผิวหน้า ทั้งนี้สถาบันเสริมความงามหลายแห่งที่นำวิธีการนี้มาบริการ อาจใช้ชื่อที่แตกต่างกันไป เช่น PRP (Platelet-Rich Plasma) หรือ Vampire Facelift เป็นต้น รวมทั้งบางแห่งอาจมีการผสมสารอื่นๆ เช่น คอลลาเจน/ อีลาสติน หรือใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมักโฆษณาว่าการฉีดเลือดกลับเข้าไปที่ผิวนั้นสามารถทำให้ผิวกระจ่างใส ดูอ่อนวัย และสามารถให้ผลลัพธ์ได้ 1 – 2 ปี นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูงอีกด้วยฉีดเลือด ปลอดภัยสูงจริงหรือแม้การฉีดเลือดด้วยโกรท แฟคเตอร์ เพื่อการเสริมความงาม จะถูกโฆษณาถึงผลดีมากมายตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น แต่ในทางกลับกันกลับพบว่าวิธีการดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์และยังถือว่าไม่ใช่วิธีการรักษาที่เป็นไปตามมาตรฐาน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อได้ โดยสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังอักเสบบริเวณ ข้อบวมอักเสบ เกิดสิวหรือหนอง รวมทั้งยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งโลหิตได้ ส่งผลให้วิธีการดังกล่าวมักถูกใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะร่างกายขาดเกล็ดเลือด เกล็ดเลือดต่ำหรือโรคไข้เลือดออกเท่านั้นตรวจสอบ ก่อนรับบริการแน่นอนว่าการฉีดเลือด เพื่อหวังผลให้ผิวอ่อนเยาว์นั้นจะยังคงมีอยู่ และอาจเปลี่ยนชื่อเรียกไปเรื่อยๆ ดังนั้นผู้บริโภคอย่างเรา จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถาบันเสริมความงามที่เรากำลังจะเข้ารับบริการนั้น มีความปลอดภัยจริง โดยที่ผ่านมากรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ออกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับบริการในด้านระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยและไม่โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ซึ่งผู้บริโภคสามารถสอบถามไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ว่าสถานบริการเสริมความงามดังกล่าว ได้รับอนุญาตให้โฆษณาข้อมูลหรือโปรโมชั่นต่างๆ หรือไม่ ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ 02-1397041 หรือที่เว็บไซต์ http://hss.moph.go.th/index2.phpทั้งนี้การโฆษณาดังกล่าว หมายถึง การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชน เห็น ได้ยิน หรือทราบ ข้อความ เสียง หรือภาพ เพื่อประโยชนทางการค้า ซึ่งต้องขออนุมัติจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะเผยแพร่ได้ทั้งนี้การโฆษณาดังกล่าว หมายถึง การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชน เห็น ได้ยิน หรือทราบ ข้อความ เสียง หรือภาพ เพื่อประโยชนทางการค้า ซึ่งต้องขออนุมัติจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะเผยแพร่ได้ (รวมทั้งการติดประกาศในลิฟต์ เสียงตามสาย สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ) และหากพบว่าการโฆษณาดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ หรือเข้าข่ายเป็นเท็จ หรือโอ้อวดเกินจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล จะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2559 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทและให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท จนกว่าจะระงับการโฆษณา หรือหากมีการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทจนกว่าจะระงับการโฆษณา

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 205 ครีมทาสิวยุบทันใจ

ขึ้นชื่อว่าเป็น “สิว” แล้ว ไม่ว่าจะตุ่มเล็ก ตุ่มใหญ่ มากหรือน้อยแค่ไหนก็สร้างความกังวลใจได้เสมอ หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดวิธีเพื่อกำจัดปัญหาดังกล่าว และหนึ่งในวิธียอดฮิตก็หนีไม่พ้นการซื้อครีมทาสิวมารักษาด้วยตนเอง ซึ่งเรามักพบว่าครีมที่ช่วยทำให้สิวยุบทันใจมีวางขายกันเกลื่อนกลาด แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะมีความปลอดภัยต่อผิวหน้าของเรามากแค่ไหน ลองไปดูกัน มารู้จักสิวกันสักนิดไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเราเข้าสู่วัยรุ่น การแพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง กรรมพันธุ์ การติดเชื้อแบคทีเรีย (Propionibacterium acnes) หรือการผลิตไขมันที่มากเกินไปของต่อมไขมัน รวมทั้งความผิดปกติหรือการอักเสบของรูขุมขน ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้เกิดสิวได้ทั้งสิ้นรักษาสิวด้วยครีมทาสิว ดีอย่างไรแน่นอนว่าสิวสามารถยุบไปเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลานาน ทำให้ครีมรักษาสิวได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย โดยเราสามารถเลือกซื้อเองได้ตามร้านขายยาหรือท้องตลาดทั่วไป ซึ่งนอกจากจะทำให้สิวยุบเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังมีราคาไม่แพงมากอีกด้วยอย่างไรก็ตามการเลือกซื้อครีมทาสิวที่มักโฆษณาว่า “เห็นผลเร็วทันใจ” “สิวหายภายใน 24 ชั่วโมง” ถือเป็นทางเลือกที่เราต้องระมัดระวังให้มาก เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ที่สามารถส่งผลเสียระยะยาวให้ผิวหน้าเราพังได้อย่างไม่รู้ตัวสเตียรอยด์ในครีมทาสิว ทำหน้าพังได้อย่างไรแม้สเตียรอยด์ (steroid) จะเป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรค และพบมากในยาแต้มสิวหรือยาฉีดสิว เพราะช่วยต้านการอักเสบหรือลดอาการปวดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะการใช้สารดังกล่าวติดต่อกัน สามารถทำให้ผิวหนังบาง แดง อักเสบ แพ้ง่ายหรือบางรายอาจเป็นสิวผดเห่อขึ้นทั่วหน้า รวมทั้งหลังหยุดใช้ยาผิวจะดูเหี่ยวเร็วหรือเส้นเลือดใต้ผิวหนังแตก ซึ่งรักษายากและใช้เวลานานกว่าผิวจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมสังเกตครีมทาสิวที่ไม่ปลอดภัยเพราะสเตียรอยด์สามารถทำร้ายผิวได้อย่างร้ายแรงตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง โดยห้ามไม่ให้มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในเครื่องสำอางอย่างไรก็ตามครีมทาสิวหลายยี่ห้อกลับลักลอบใส่สารดังกล่าวลงไป พร้อมโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิวได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคหลายคนอาจเผลอใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะคิดว่าเป็นเพียงเครื่องสำอางชนิดหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้เราสามารถมีวิธีสังเกตครีมทาสิวที่ไม่ปลอดภัยได้ง่ายๆ ดังนี้- แยกความแตกต่างระหว่างเครื่องสำอางและยาวิธีการง่ายๆ เพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังจะใช้ สามารถรักษาสิวได้จริงหรือไม่นั้น คือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องเป็น “ยา” ที่มีผลในการบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรค ซึ่งดูได้จากเลขทะเบียนยา เช่น ยาที่ผลิตในประเทศ และมีตัวยาออกฤทธิ์เพียงตัวเดียวต้องระบุ (Reg.No.) 1A…/… หรือ ๒A …/… พร้อมมีฉลากภาษาไทย และเอกสารกำกับยาติดอยู่ในขวดหรือในกล่องยาที่ระบุรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ 1. ชื่อยา 2. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา 3. เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต เช่น Lot No… 4. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า 5.วันเดือนปีที่ผลิตหรือวันหมดอายุ เช่น Mfd. / Exp. Date 6. ตัวอักษรสีแดงคำว่า ยาอันตราย/ ยาควบคุมพิเศษ/ ยาใช้เฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอก (แล้วแต่กรณี) 7. วิธีใช้และคำเตือนโดยหากพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดดังกล่าว แต่มีเลขที่จดแจ้งจำนวน 10 หรือ 13 หลัก โดยไม่มีกรอบเครื่องหมาย อย. ก็แสดงเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่มีจุดประสงค์เพื่อความสะอาดหรือความสวยงามเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถใช้รักษาสิวหรือโรคใดๆ ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถนำเลขทะเบียนยาที่พบ ไปตรวจสอบความถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ของ อย.(http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx) เพราะบางยี่ห้ออาจมีการใช้เลขทะเบียนตำรับยาปลอม รวมทั้งในการใช้ยารักษาสิวดังกล่าว ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรและไม่ควรใช้นานเกินกว่า 2 สัปดาห์ 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า230 Point

ฉบับที่ 204 เลือกใช้ยารักษาฝ้า อย่างถูกวิธี

เลือกใช้ยารักษาฝ้า อย่างถูกวิธีแม้ความขาวใสจะเป็นสิ่งที่สาวๆ ส่วนใหญ่ปรารถนา แต่บางครั้งเราอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม อย่างการใช้ยารักษาฝ้าที่มีส่วนประกอบขอสารไฮโดรควิโนนมาทำให้หน้าขาวขึ้น ซึ่งสามารถส่งผลเสียร้ายแรงต่อผิวได้ หรือเผลอใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าวไปอย่างไม่รู้ตัว โดยเราจะมีวิธีเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ลองไปดูกันมารู้จักยารักษาฝ้ากันสักนิด หนึ่งในวิธีการรักษาฝ้าหรือกระที่แพร่หลาย คือการใช้ยาในกลุ่มที่มีส่วนประกอบของไฮโดรควิโนน(Hydroquinone) ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบครีมและเจล เพราะไฮโดรควิโนนเป็นสารมาตรฐานสำคัญ ที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง และส่งผลให้ผิวขาวขึ้นได้ภายในเวลาที่รวดเร็วหรือประมาณ 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาดังกล่าว จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะจัดอยู่ในประเภทยาอันตรายที่อาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ง่าย หรือสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง รวมทั้งส่งผลเสียต่อผิวพรรณได้ในระยะยาว สารไฮโดรควิโนนส่งผลเสียอย่างไรแม้สารไฮโดรควิโนนจะมีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่ต้องใช้ภายใต้ความดูแลของแพทย์ และยังถูกสั่งห้ามใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เนื่องจากหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน สามารถทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ส่งผลต่อการเกิดฝ้าที่มากกว่าเดิม หรือทำให้เกิดอาการผื่นแพ้สัมผัสและการระคายเคือง รวมทั้งอาจทำให้เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรหรือฝ้าเส้นเลือดได้ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือสามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ หรือเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้แนะวิธีการเลือกใช้อย่างปลอดภัยด้วยคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการรักษาฝ้า ทำให้ยาที่มีส่วนประกอบของไฮโดรควิโนนยังสามารถใช้ได้ แต่ในกรณีนี้ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาดังกล่าวมาใช้เอง โดยควรเลือกซื้อตามร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรประจำ เพื่อให้คำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกวิธี ต่างจากยาทั่วไปเช่น ยาแก้ปวดหัว ยาแก้ไอหรือยาแก้โรคหวัดบางชนิดที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อเองได้ทั้งนี้เราควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญทางยาบนฉลากยา ได้แก่ ชื่อตัวยาสำคัญ วัตถุประสงค์หรือข้อบ่งใช้ คำเตือนหรือคำแนะนำ หรือเปอร์เซ็นต์ของยาให้อยู่ในปริมาณที่ อย.กำหนด (ไม่เกิน 2%) รวมทั้งควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด และทาเฉพาะจุดที่เป็นฝ้าเท่านั้น โดยหลังจากหยุดการใช้ยาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้ว ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องการอาการไวต่อแสงแดดสำหรับในส่วนของเครื่องสำอางบางยี่ห้อที่แอบลักลอบใส่สารไฮโดรควิโนน ซึ่งผู้บริโภคอาจเผลอใช้โดยไม่รู้ตัว โดยจะทำให้ผิวขาวขึ้นเร็วผิดปกติ เพราะมักใส่สารดังกล่าวในปริมาณสูงนั้น ผู้บริโภคควรตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ ด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการตรวจสอบฉลากว่ามีฉลากภาษาไทยหรือไม่ โดยอย่างน้อยต้องระบุชื่อเครื่องสำอาง ส่วนผสม ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต ว/ด/ป ผลิตหรือหมดอายุ และเลขที่จดแจ้ง ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำเลขที่จดแจ้งหรือชื่อเครื่องสำอางดังกล่าว เข้าไปสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ว่าตรงกับที่ระบุไว้ฉลากหรือไม่ ผ่านทางเว็บไซต์ของ อย. ที่ http://porta.fda.moph.go.th ได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม >