ฉบับที่ 156 สารต่างๆ ในสบู่สามารถซึมเข้าบำรุงผิวได้ไหม

  เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะสารพัดโฆษณาสบู่ล้วนแต่ดึงดูดความสนใจของเราด้วย สารต่างๆ ที่อ้างว่าช่วยบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน   สารสกัดจากพืชต่างๆ หรือสารชื่อดังอย่าง กลูต้า คอลลาเจน ฯลฯ อันที่จริงคำตอบง่ายมากถ้าเข้าใจธรรมชาติของผิวและตัวผลิตภัณฑ์คือ สบู่ ผิวหนังของคนเรามีสองชั้น คือชั้นบนสุดหรือที่เรียกว่าหนังกำพร้าหนาประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและสารที่เป็นไขมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ (dehydration) สารระคายเคือง สารก่อภูมิแพ้ และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ใต้ชั้นหนังกำพร้าเป็นชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเชื่อมโยงแบบยืดหยุ่นหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ประกอบด้วยระบบหลอดเลือด อวัยวะรับความรู้สึกและเส้นประสาท รูขุมขน ต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ   เมื่อผิวหนังชั้นบนสุดปะทะกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งฝุ่นละออง เหงื่อไคลที่สะสมบนชั้นผิว ก็ถึงเวลาที่เราต้องทำความสะอาดด้วยการอาบน้ำ สบู่จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยในการชำระล้างคราบสกปรกต่างๆ ให้ออกไปจากผิวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหน้าที่ของสบู่คือช่วยชำระล้าง  ถ้าจะให้เพิ่มหน้าที่บำรุงผิวเข้าไปในสบู่ด้วยเห็นจะยาก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า สบู่มันอยู่บนผิวเราเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วก็จะถูกเราล้างออกไปอย่างรวดเร็ว(ยิ่งสบู่เหลวที่บางคนรู้สึกว่าให้ความรู้สึกลื่นๆ เหลือบนผิว ยิ่งถูกน้ำล้างออกมากกว่าปกติ) การใส่สารบำรุงต่างๆ ในสบู่จึงไม่ได้มีคุณกับผิวในแง่ของการบำรุง แต่อาจจะช่วยในด้านจิตใจได้บ้าง ว่าได้ใช้สบู่ผสมสารบำรุงที่ราคาแพงเพิ่มขึ้นจากสบู่ทั่วไป กรณีของสบู่ที่ผสมสารบางชนิด เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ กรด AHA , BHA หรือผสมพืชสมุนไพร อันนี้จะหวังผลเฉพาะผิวชั้นบนสุดเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการซึมซาบเข้าผิวชั้นใน อย่าง มอยส์เจอไรเซอร์ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น กรด AHA , BHA ช่วยให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกเร็วขึ้น ผิวใหม่ที่ผลัดขึ้นมาจึงดูขาวและสดใสกว่าผิวเดิม หรือสารบางอย่างที่ผสมในสบู่อาจช่วยในการฆ่าเชื้อได้ด้วย(เฉพาะผิวชั้นบนสุด) เช่น ไตรโคลซาน(triclosan) หรือ พวกสารฆ่าเชื้อธรรมชาติ เช่น Tea tree oil ซึ่งอาจเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นกาย หรือมีปัญหาเรื่องสิว   ความต่างของสบู่เหลวกับสบู่ก้อน สบู่ก้อน คือส่วนผสมระหว่างกรด (ไขมัน) กับเบส (ด่าง) ในอัตราส่วนที่ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิว คือมีค่า pH อยู่ระหว่าง 8-10  ส่วน สบู่เหลว เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยลดแรงตึงผิว ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5-6 ในเรื่องของการช่วยทำความสะอาดผิว ทั้งสบู่เหลวและสบู่ก้อนให้ผลไม่ต่างกันและก็อาจระคายเคืองผิวได้เหมือนกัน แต่สบู่เหลวอาจทำให้ผิวแห้งได้ง่ายกว่าเพราะจับคราบได้ดีกว่า  สบู่เหลวจึงผสมสารให้ความชุ่มชื้นลงไปได้เพื่อแก้ไขจุดนี้(ส่วนใหญ่เป็นสารอุ้มน้ำดังนั้นจึงไม่หลุดไปพร้อมน้ำที่ล้างออกไป แต่จะเกาะแล้วก็จะดึงน้ำมาเกาะผิวเราให้ชุ่มชื้น แต่บางคนจะรู้สึกเหมือนล้างผิวไม่สะอาด)     //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 155 ยิ่งหวานยิ่งแก่

ความอ่อนเยาว์ใครกันไม่ปรารถนา แต่คนเราก็ไม่สามารถอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป ความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป อย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อทำนุบำรุงผิวพรรณ ซึ่งเป็นจุดแรกที่คนจะสังเกตเห็นได้ง่ายถึงความชราภาพของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหยาบกร้าน รอยด่างดำ จึงถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังช่วยชะลอความเสื่อมของผิว และเหตุที่ต้องทุ่มเทกับเครื่องสำอาง แบบว่าอะไรว่าดีก็เอามาลองก่อน เลยมีการสำรวจพบว่าผู้หญิงจะทิ้งขว้างเครื่องสำอางถึง 75% เพราะใช้แล้วไม่เวิร์ก และเหลือเพียง 2-3 ผลิตภัณฑ์(25%) ที่โอเค จริงๆ แล้ว เครื่องสำอางบำรุงผิวเป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวจริง ถ้าอยากผิวพรรณอ่อนเยาว์ สดใส เราต้องมองปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผิวและบำรุงส่งเสริมให้ถูกจุด โดยตัวที่ควรให้ความสำคัญคือแสงแดด คิดว่าหลายคนรู้ ซึ่งคราวนี้จะไม่พูดถึง แต่อยากบอกว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง นั่นคือ “ความหวาน” ใช่แล้วยิ่งหวาน ยิ่งแก่ คุณเชื่อไหมล่ะ   น้ำตาลต้นเหตุของความเสื่อมของผิว ให้ชัดเจนต้องบอกว่า น้ำตาลทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายเสื่อม น้ำตาลในร่างกายถ้าสูงมากๆ จะไปจับกับโปรตีนในร่างกายทำให้เกิดความเสื่อม เช่น ทำให้เป็นต้อกระจก ผนังหลอดเลือดแข็ง โรคไต สมองเสื่อมและริ้วรอยแก่กร้านบนผิวหนัง คอลลาเจนและอีลาสติน เป็นชื่อของโปรตีนที่ทำให้ผิวของเรากระชับและยืดหยุ่น (ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทคอลลาเจนนี่ทำยอดขายอันดับหนึ่งเลยนะคะ) ที่จริงแล้วโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกายก็คือ คอลลาเจน นั่นแหละ ถ้าร่างกายเรามีน้ำตาลมากไป เจ้าน้ำตาลส่วนเกินนี้จะไปจับกับโปรตีน คอลลาเจนและอีลาสตินทำให้แห้งและแข็งจนเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่นและหย่อนยาน โดยจะแสดงผลชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อผ่านวัย 35 ปีขึ้นไป (The British Journal of Dermatology, 2007) การฟื้นฟูสภาพที่คอลลาเจนถูกทำลายจากน้ำตาลหรือความหวานมีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเลิกกินน้ำตาลมากไป เพื่อลดการทำลายสภาพผิว ที่ไม่แนะนำให้งดน้ำตาลไปเลย ก็เพราะว่ามันเป็นไปได้ยาก เพราะน้ำตาลปะปนอยู่ในอาหารที่เรารับประทานประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่ข้าวหรือผัก ผลไม้ แต่เสนอให้ลดตัวที่เป็น “น้ำตาล” ซึ่งถูกปรุงแต่งในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ โดยเฉพาะน้ำอัดลม ขนม หรือแม้แต่น้ำผลไม้   5 อันดับของหวานที่ควรกินแต่น้อย น้ำอัดลม มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย ประมาณ 8-10 ช้อนชาต่อ 1 กระป๋อง แต่บางรสชาติน้ำตาลก็พุ่งไปถึง 16 ช้อนชาได้ สิ่งที่ทำให้เราชอบน้ำอัดลมน่าจะเป็นความซ่าและความเย็น อาจเลี่ยงไปดื่มน้ำโซดาผสมน้ำมะนาวหรือน้ำหวานเข้มข้น(ชงบางๆ) แทน ไม่ก็ดื่มประเภท 0% แคลอรีแทน น้ำผลไม้ ชาเย็น กาแฟเย็น รวมชานมไข่มุก มีปริมาณประมาณน้ำตาล 7-10 ช้อนชาต่อแก้ว(ขวด) ชนิดสำเร็จรูปให้ตรวจดูที่ฉลาก ชนิดสั่งควรระบุหวานน้อย และดื่มให้น้อยลง โดยเปลี่ยนเป็นน้ำชาชนิดไม่มีน้ำตาลหรือน้ำเปล่าแทน ได้คาเฟอีนแก้อาการหงุดหงิดได้เหมือนกัน ขนมอบ เค้ก คุ้กกี้ ปริมาณน้ำตาลไม่เบา เค้ก 1 ชิ้น น้ำตาลเฉลี่ย 6-12 ช้อนชา ถ้าเป็นชนิดบรรจุหีบห่อ โปรดอ่านฉลากก่อน แต่ถ้าเป็นแบบสั่ง ปัจจุบันจะมีแบบใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล(แต่อาจไม่อร่อยเท่า) เลี่ยงมากินพวกขนมปังโฮลวีตแทน หรือกินแต่น้อยพอได้รสชาติ ช็อกโกแลต หลายคนติดใจเลิกไม่ได้ ขอแนะนำให้เป็นดาร์กช็อกโกแลตแทน จะได้สารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นด้วย ไอศกรีม ว่ากันว่าเวลาอากาศร้อน ไอศกรีมจะขายดิบขายดี เพราะมันทั้งหวานและเย็นชื่นใจ แต่เชื่อเถอะมันหวานมากไป นอกจากเสี่ยงน้ำตาลสูงแล้ว ยังเสี่ยงกับสารเคมีปรุงแต่งรสชาติต่างๆ ด้วย   อย่าลืมนะคะ ยิ่งหวาน ยิ่งแก่เร็วค่ะ   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 154 แก้ด้วยกลิ่นหอม

คราวที่แล้วว่าถึง คนที่แพ้ความหอม ซึ่งมีอยู่จริง(และมีทีท่าว่าจะมากขึ้น) แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มนุษย์เราคงขาดความหอมไม่ได้ ด้วยตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรมก็มีการบันทึกถึงเรื่องการใช้กลิ่นหอมเพื่อสร้างบรรยากาศ ซึ่งสมัยแรกๆ นั้นจะเป็นบรรยากาศของความขรึมขลังในเชิงศาสนา จากบันทึกของชาวอียิปต์ที่เผาไม้หอมเพื่อบูชาเทพเจ้า ยังมีการใช้กลิ่นจากพืชเพื่อความสดชื่น ด้วยการผสมน้ำมันนวดหรือผสมลงในอ่างแช่ ชาวกรีกเองก็ได้นำน้ำมันหอมระเหย มาใช้บำบัดรักษาโรค ชาวจีน ชาวอินเดีย ต้นสายอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียก็มีบันทึกถึงการรักษาด้วยการใช้กลิ่นหอมเช่นกัน กลิ่นและเนื้อของน้ำมันหอมระเหยที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ของร่างกายได้นี้ ในการแพทย์ทางเลือกยกให้เป็นศาสตร์หนึ่งเรียกกันว่า สุคนธบำบัด หรือ อะโรมาเธอราปี(aromatherapy)   อะโรมาเธอราปีคืออะไร อะโรมาเธอราปี (aromatherapy) มาจากรากศัพท์ 2 คำ คือ aroma ซึ่งหมายถึง กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และ therapy ซึ่งหมายถึง การบำบัด จึงหมายถึง ศาสตร์ของการใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชเพื่อส่งเสริมให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายให้ดีขึ้น ในอดีตหลายพันปีก่อน การใช้ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยต่อร่างกายและจิตใจส่วนใหญ่มักจะทำโดยการ สูดดมและการใช้ผ่านผิวหนัง ซึ่งในกรณีการใช้ผ่านผิวหนังมักจะมีการเจือจางก่อนเสมอในน้ำมันพืช(เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยนั้นได้จากการสกัดสารหอมระเหยที่เข้มข้น ถ้าไม่เจือจางจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าให้คุณ) น้ำมันหอมระเหย หรือ Essential Oil ที่จะนำมาใช้ในการรักษายังต้องผ่านการทำให้บริสุทธิ์และมีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูกพืชที่จะนำมาสกัดน้ำมันหอม การสกัดซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ส่วนพวกน้ำหอมหรือเพอร์ฟูมจะไม่มีผลในการรักษายิ่งที่เป็นกลิ่นจากสารเคมีสังเคราะห์ Fragrance อันนี้ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าช่วยเรื่องรักษา การบำบัดหรือรักษาด้วยน้ำมันหอมระเหยมีด้วยกันหลายวิธี ทั้งการนวด อาบ ประคบ การสูดดม สูดไอน้ำ รวมถึงการผสมกับเครื่องหอมน้ำมันหอมและเครื่องสำอาง ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีความเหมาะสมในการใช้แตกต่างกัน โดยหลักการสำคัญคือ เมื่อร่างกายได้รับสาระสำคัญ(สารออกฤทธิ์) จากน้ำมันหอมระเหยแล้วจะมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายที่ควบคุมระบบประสาทและการหลั่งฮอร์โมน (การสูดดมน้ำมันหอมระเหย โมเลกุลของน้ำมันหอมระเหยจะซึมผ่านเยื่อบุช่องจมูกและส่งสัญญาณไปที่สมองหรือลงสู่ปอดและเข้าสู่กระแสเลือด หากได้รับผ่านทางผิวหนังก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปมีผลต่อระบบอวัยวะ ต่างๆ และถูกขับออกได้เช่นเดียวกับโมเลกุลของยา) น้ำมันหอมระเหยจึงถูกนำมาใช้บำบัดโรคที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และจิตใจ ตลอดจนการหลั่งฮอร์โมนบางชนิด ตัวอย่าง วิธีการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการดูแลสุขภาพ 1. ใช้สูดหายใจโดยหยดน้ำมันหอมระเหย 1-2 หยด ใส่ผ้าเช็ดหน้าหรือน้ำร้อนสูดดมแก้หวัด คัดจมูก เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันทรีทรี น้ำมันลาเวนเดอร์ เป็นต้น 2. ใช้ผสมในน้ำมันนวดตัวน้ำมันหอมระเหยไม่เกิน 2.5% ในน้ำมันเบส 3. ใช้ผสมน้ำมันอุ่นอาบหรือแช่ตัว หยดน้ำมันหอมระเหย 6-10 หยด ลงในอ่างน้ำอุ่นผสมให้น้ำมันกระจายทั่วอ่าง โดยค่อยๆ หยดทีละหยดใต้ก๊อกในขณะที่เปิดน้ำ 4. ใช้ประคบ หยดน้ำมันหอมระเหย 10 หยดในน้ำ 100 มิลลิลิตร ใช้ผ้าขนหนูซุบน้ำประคบบริเวณที่ต้องการ 5. ใช้ในการนั่งแช่ 2-3 หยดในน้ำประมาณนั่งท่วมเอว 6. ใช้ผสมน้ำแช่มือ 7. ใช้ในรูปสเปรย์ฉีดห้องหรือเตาเผาน้ำมันหอมระเหยแบบต่างๆ 8. ใช้ผสมในครีมและโลชั่น ผสมน้ำมันหอมระเหยในอัตราส่วน 0.5-1% ในครีมหรือโลชั่นเบส   ตัวอย่างการเลือกใช้นำมันหอมระเหย และข้อควรระวัง น้ำมันหอมระเหย คุณสมบัติ ข้อควรระวัง Holy Basil อบอุ่น กระตุ้น ด้านการอักเสบ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ Bergamot เย็นสดชื่น มีชีวิตชีวา ชื่นชอบ ถูกแสงแดดจะเป็นผื่น Eucalyptus Radiata สดชื่น และกระตุ้น ปลอดภัยสำหรับเเด็ก Eucalyptus Citriodora สดชื่น และกระตุ้น - Frankincense สงบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา - Geranium Rose ปลอดโปร่ง ปรับสมดุล อาจก่อให้เกิดผื่นที่ผิวหนัง Grapefruit สดชื่น เย็น ฟื้นฟู - Jusmine (มะลิ) สดชื่น มีชีวิตชีวา สงบ กระตุ้นกำหนัด - Juniper อบอุ่น มีชีวิตชีวา ปลอดโปร่ง ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และผู้ป่วยโรคไต Lavender สงบ เย็น สมดุล - Lemon บริสุทธิ์ สดชื่น ถูกแสงแดดจะเป็นผื่น Lemongrass (ตะไคร้) กระตุ้น มีชีวิตชีวา บำรุง อาจระคายเคืองผิวหนัง Orange (ส้ม) มีชีวิตชีวา อบอุ่น และสร้างเสริมความมั่นใจ - Peppermint สดชื่น กระตุ้น ปรับสมดุล อาจแพ้ได้ Rose Otto ร่าเริง เย็น และโล่ง ห้ามใช้ในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก Rosemary สดชื่น มีชีวิตชีวา ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคลมชัก และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง Rosewood หวาน อบอุ่น ปรับสมดุล - Sage บริสุทธิ์ และอบอุ่น ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และผู้ป่วยโรคลมชัก Tea Tree แก้สิว และกลิ่นสงบ อาจแพ้ได้ Thyme กระตุ้น ร้อน และแห้ง ระวังในผู้ป่วยความดันสูง ที่มา : เอกสารประกอบการบรรยาย การประชุมวิชาการกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เรื่อง "Aromatherapy" โดย รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ มหาวิทยาลัยรังสิต   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 153 แพ้ความหอม

รู้ไหมว่า กลิ่นหอมในเครื่องสำอาง อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้โดยไม่รู้ตัว น้ำหอม หรือ perfume นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของ ‘น้ำมัน’ และ ‘แอลกอฮอล์’ ผสมกลิ่น(หัวน้ำหอม)ซึ่งสกัดมาจากดอกไม้และพืชพันธุ์ในธรรมชาติ หรือกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสารเคมี กลายเป็นสารละลายหอมระเหย ที่นำมาฉีดพ่นโดยตรงกับผิวกายหรือผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างกลิ่นหอม ธรรมดาน้ำหอมที่กลิ่นได้มาจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ หรือ Essential Oil จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าน้ำหอมที่กลิ่นได้มาจากสารเคมีสังเคราะห์ หรือ Fragrance เนื่องจากกลิ่นที่สังเคราะห์เพียง 1 กลิ่นจะประกอบไปด้วยสารเคมีจำนวนหลายร้อยตัว การสังเคราะห์โดยสารเคมีให้กลิ่น (สารอะโรมาติก : Aromatic Chemical Compounds) นี้เป็นวิธีที่นิยมมากในการทำหัวน้ำหอมสังเคราะห์ เนื่องจากปัจจุบันนี้น้ำมันหอมที่ผลิตจากธรรมชาติหาได้ยากและมีราคาแพงมาก อีกทั้งยังมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นน้ำหอมที่ขายตามท้องตลาด ทั้งน้ำหอมแบรนด์เนมชื่อดัง หรือน้ำหอมที่เลียนกลิ่นแบรนด์เนม (Imitate Perfume), น้ำหอมซีซี (น้ำหอมแบ่งขาย น้ำหอม cc), น้ำหอมกลิ่นผลไม้ ดอกไม้, น้ำหอมกลิ่นฉีดผ้า กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ เครื่องสำอาง ส่วนใหญ่ต่างก็ทำจากสารเคมีสังเคราะห์ทั้งสิ้น เว้นแต่ที่ระบุว่าเป็น น้ำมันหอมระเหย ที่ผลิตจากส่วนต่างๆ ของพืชจริงๆ   ดังนั้นภายใต้ชื่อน้ำหอมเพียงสั้นๆ คำเดียว อาจหมายถึงสารเคมีนับร้อยตัวมาผสมกันอยู่ และกลิ่นหอมเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาต่างๆ มากมายในร่างกายของเรา ก่อให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ ปวดศีรษะ เกิดผื่นภูมิแพ้และคันที่ผิวหนัง จากผลการทดสอบการด้วยวิธี Patch test ที่ทำการทดลองโดย North American Contact Dermatitis Group (NACDG) ในปี 1998-2000 พบว่า น้ำหอมเป็นส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดการแพ้มากที่สุด[1] อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญ[2] ยังได้ออกมาระบุว่า 1 ใน 3 คนที่ได้สัมผัสกลิ่นหอมนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคติดต่อเรื้อรังอย่าง "โรคภูมิแพ้" นอกจากนี้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอมยังนำมาซึ่งโรคผิวหนังในร่มผ้า เช่น "โรคกลากเกลื้อน" อีกด้วย เนื่องจากโมเลกุลในผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอม ไปกระตุ้นอาการระคายเคืองให้เกิดขึ้นกับผิวหนัง จึงก่อให้เกิดอาการคันและเม็ดผื่นแดงตลอดจนผิวแห้งลอก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคผิวหนังดังกล่าว ที่สำคัญบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า กำลังแพ้ภัยกลิ่นหอมอยู่ เพราะคนทั่วไปมักเข้าใจว่าการจามหรือโรคทางระบบหายใจบอกถึงอาการแพ้น้ำหอม แต่ความจริงแล้วการแพ้นั้นมีหลากหลายจนเราอาจคิดไม่ถึงว่าเกิดจากน้ำหอม 1. คันตามผิวหนัง มักเกิดบริเวณที่แต้มน้ำหอม เช่น กกหู ต้นคอ ข้อพับ ป้องกันได้ด้วย การทดลองแต้มน้ำหอมในบริเวณท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนซื้อ 2. ใบหน้าเป็นสิวเกิดจากสารเคมีหรือส่วนประกอบใน น้ำหอมเข้าไปอุดตันรูขุมขนทำให้ อักเสบ มักพบเมื่อใช้น้ำหอมหรือเครื่องสำอางประมาณ 1 เดือนขึ้นไป วิธีแก้คือหยุดใช้ทันทีและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมแทน 3. ผื่นแพ้ ในกรณีของคนที่มีอาหารแพ้มากอาจพบลักษณะตุ่มน้ำใส หรือเป็นหนอง อาการนี้พบได้ไม่บ่อยนัก 4. รอยด่างดำบริเวณที่แต้มน้ำหอม รอยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เพราะน้ำหอมจะดูด ซับรังสีอัลตร้าไวโอเลตจนเกิดรอยด่างดำลักษณะคล้ายฝ้า รักษาให้หายได้โดยใช้ยาทา 5. ระคายเคืองตาและเยื่อบุจมูก เกิดจากการฉีดสเปรย์น้ำหอม วิธีแก้คือให้ฉีดน้ำหอมใน ต่ำกว่าระดับไหล่และห่างจากตัวประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการระคายเคือง แล้วยังไม่ทำให้เกิดรอยด่างบนเสื้อผ้า แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้ใช้การแต้มน้ำหอมตรงจุดชีพจร ข้อพับ ไหปลาร้า หลังอาบน้ำใหม่ๆ แทนการฉีดสเปรย์ วิธีนี้ทำให้กลิ่นติดทนนานขึ้นด้วย 6. SICK HOUSE SYNDROME โรคนี้เกิดจากมลภาวะภายในบ้าน เช่น ฝุ่นละออง สีทาบ้าน กลิ่นบุหรี่ แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอมจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้า หรือแม้แต่กระดาษชำระที่มีกลิ่นหอม ทำให้ปวดศีรษะเรื้อรัง และในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อปอดได้ ดังนั้นหากไม่ปรารถนาจะทุกข์ทรมานจากอาการแพ้ต่างๆ เหล่านี้ อาจต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทปราศจากน้ำหอม หรือ Fragrance Free หรือผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำหอมน้อยๆ โดยดูที่ฉลากที่บอกส่วนผสม ดูลำดับของน้ำหอมควรจะอยู่ท้ายที่สุด ซึ่งหมายความว่ามีส่วนผสมน้ำหอมน้อยที่สุดนั่นเอง [1] พญ.ธวลิดา เวชชวณิชย์ ศัลยแพทย์ความงามและแก้ไขโครงหน้า เลเซอร์ศัลยกรรม Bangkok Beauty Clinic ที่มา : เดลินิวส์ 8 พฤศจิกายน 2556 [2] น้ำหอมที่คุณใช้..เป็นพิษหรือเปล่า?. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaipost.net/x-cite/020512/56190.

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 152 เรื่องหนักอกของคนอกไม่หนัก

เรื่องหน้าอกที่ไม่ฟู อึ๋ม อย่างดารานางแบบ มันเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของสาวๆ สมัยนี้ ไหนจะต้องผอม ขาว และยังต้องมีหน้าอกใหญ่ด้วย ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มันผิดตั้งแต่แรกแล้ว สาวผอมแห้งคนไหนกันจะมีหน้าอกใหญ่ฟูในเมื่อ หน้าอกของสาวๆ นั้นประกอบด้วย ไขมัน เป็นส่วนสำคัญ คนที่ผอมแห้ง(เพราะลดน้ำหนัก ไม่กินไขมัน) แล้วนมฟู ก็คงไม่น่าจะพ้นมือหมอทำ ธรรมดาเมื่อผู้หญิงย่างเข้าวัยสาว สะโพกและหน้าอกจะขยายเนื่องจากการสะสมของไขมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหน้าอกจะมีแต่ไขมันล้วนๆ หน้าอกยังประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ ต่อมและเนื้อเยื่อต่างๆ แต่ตัวที่กำหนดขนาดจริงๆ ก็คือไขมัน จนกว่าจะอายุ 20 ปี กล้ามเนื้ออกจึงจะมีผลต่อขนาดของเต้านม สำหรับคนที่รับประทานอาหารปกติ มีไขมันบ้าง หน้าอกก็จะมีขนาดพอสมควร แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ด้วย ถ้าสาวน้อยทั้งหลายยังอดมื้อกินมื้อ เพื่อหวังความผอมเพรียว แน่ล่ะว่าหน้าอกมันต้องเล็กลงไปด้วย แต่ในเมื่อไม่เข้าเทรนด์ ผอม ขาว อึ๋ม บางคนจึงต้องมองหาผลิตภัณฑ์มาช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก เพราะอาจยังไม่กล้าพอที่จะทำศัลยกรรม เลยเป็นโอกาสให้พวกขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาชวนเชื่อ ให้ซื้อผลิตภัณฑ์ไปรับประทาน ด้วยการโฆษณาว่า ใช้แล้ว อกจะฟู และเพื่อให้ขยายกลุ่มเป้าหมาย จึงเพิ่มไปเรื่องกระชับช่องคลอด(รูฟิต) ด้วย ผลิตภัณฑ์พวกนี้แม้บางชนิดจะมีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่สาวๆ ต้องเข้าใจนะว่า การขึ้นทะเบียนกับ อย. นั้น อย. ไม่ได้ให้สิทธิมาหลอกว่าทำนั่นนี่ได้ อย. ก็แค่รับรู้ว่าพวกนี้มีบริษัทผลิตสินค้าเป็นหลักแหล่ง เลขทะเบียนที่ให้ก็เพื่อใช้ในการกำกับดูแล แต่ไม่ได้รับรองว่า กินแล้วจะเป็นจริงดังที่โฆษณา  เพราะการโฆษณาว่าชี้ชวนว่า ทำให้นมใหญ่ได้นี่ ผิดกฎหมายชัดเจน แต่เพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้ อย. จับได้แต่ไล่ตามไม่ทัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงโฆษณากันอย่างคึกคัก ขนาดที่ว่า เดี๋ยวนี้มาโฆษณาในฟรีทีวีได้แล้ว โดยไม่ต้องบอกสรรพคุณอะไรเลย แค่บอกชื่อสินค้า หลายคนก็ร้องอ๋อแล้วว่าสินค้านี้มีขึ้นเพื่อขายอะไร   แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทเสริมอาหารนี้ไม่มีผลจริงต่อการขยายขนาดหน้าอก ดีไม่ดีอาจได้ผลข้างเคียงไม่พึงปรารถนา เช่น ตกขาวมากขึ้น ตกขาวปนเลือด อาการปวดท้องอย่างรุนแรงเนื่องจากมดลูกอักเสบ  เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้ บางตัวลักลอบใส่ฮอร์โมน(ที่เป็นยา) ในปริมาณที่สูง หรือสมุนไพรที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอย่างกวาวเครือ หรือสารสกัดจากถั่วเหลือง ในปริมาณที่มากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อร่างกาย สาวๆ ทั้งหลายจึงไม่ควรไปฝากความหวังไว้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอกฟูทั้งหลาย เพราะมันไม่จริง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 151 นิยามสวยอันตราย ผิวขาว นมใหญ่

หลังได้รับแท็กในเฟสบุ๊คของบรรดาเน็ตไอดอล และพริตตี้ทั้งหลายเข้าบ่อยๆ  ก็ถึงกับมึนและคิดว่าเราคงเกิดเร็วไปจนไม่ค่อยเข้าใจกับนิยามความสวยของสาวสมัยนี้นัก(ของเรามันสวยอย่างฉลาด) สั้นๆ เลยค่ะ “ผิวขาว นมใหญ่”  แล้วยิ่งมีช่องทางสื่อสารในโซเชียลมีเดียที่ควบคุมแสนยากเย็นเข้าด้วย สาววัยใสสมัยนี้จึงได้กลายเป็นเหยื่อของพวก “ไม่มีสำนึกดี” ไปได้ง่ายๆ Key Word สำคัญในการโฆษณาล่อลวง ที่จับได้คือ ขาวใส เห็นผลไว ไม่เกิน 7 วัน พิสูจน์ได้ โดยสร้างความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีบอกเล่าผ่านการรีวิวสินค้าหรือถ่ายรูปคู่กับสินค้า โดยบรรดาพริตตี้สาวขาวใสทั้งโนเนมและชื่อดัง บางแบรนด์ที่ขายดีมากก็ลงทุนโฆษณาในรายการโทรทัศน์ที่วัยรุ่นนิยมตอกย้ำไปด้วย      ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมาในรูปแบบของครีมทาหน้า โทนเนอร์ หรือสบู่ฟอกผิว ครีมทาหน้าจะฮิตสุด เพราะขั้นตอนการผลิตไม่ยาก ทำเองแบบบ้านๆ ก็ได้(กวนครีมเอง) หรือไปว่าจ้างโรงงานผลิตให้ ว่ากันว่า มีโรงงานที่รับผลิตสินค้าประเภทครีมหน้าขาวอยู่หลายโรงงาน มีสูตรครีมหน้าขาวให้เลือกหลายสูตรด้วย ว่ามาเลยว่า ผู้ว่าจ้างผลิตต้องการแบบไหน มีตั้งแต่ราคา(ครีม) กิโลกรัมละไม่กี่ร้อยบาท เรื่อยไปจนกิโลกรัมละเหยียบหมื่น จากนั้นก็นำมาติดแบรนด์ตัวเองเข้าไป จะไปจดแจ้ง อย. หรือไม่ ก็แล้วแต่ว่า จะมีประโยชน์ต่อการขายไหม ทำการตลาดแบบถึงเนื้อถึงตัวหน่อย สินค้าก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยิ่งผลิตภัณฑ์ให้ผลเร็วจริงตามโฆษณา เจ้าของแบรนด์ก็รวยไม่รู้เรื่อง   แต่ความจริง โลกนี้มันโหดร้าย ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ขาวใสได้แบบทันที ทันใจและปลอดภัยนั้น ไม่มีอยู่จริง ขาวไวน่ะมีแต่ไม่ปลอดภัย เพราะเขาใช้สารที่เป็นอันตรายและส่งผลให้หน้าเราจากพังทั้งสิ้น   ความจริงเรื่องไวท์เทนนิ่งครีม ไวท์เทนนิ่งครีมหรือครีมหน้าขาวเป็นเครื่องสำอางที่จะใส่สารสำคัญบางตัวที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้กับผิวหนัง หรือบางตัวช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวหนัง ผลคือเมื่อทาครีมไประยะหนึ่งผิวจะค่อยๆ ขาวขึ้นได้ โดยสารสำคัญที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายตัว เช่น โคจิกแอซิด อาร์บูติน วิตามินซี กรด AHA และสารสกัดจากสมุนไพร เช่น มะหาด(ฮิตอยู่พักใหญ่) สารพวกนี้ถ้าใส่ในเครื่องสำอางอย่างเหมาะสม(มีกรรมวิธีการผลิตที่ดี) จะทำให้ผิวค่อยๆ ขาวขึ้นได้จริง โดยมีผลข้างเคียงต่ำ แต่ถ้านำสารพวกนี้มาผสมแบบตามใจฉัน มันก็เหมือนกินอาหารที่ทำไม่สะอาด มั่วๆ ไป ผลคือคุณท้องเสีย ถ้าเป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวหน้า ผลก็คือ หน้าพัง    หรือบางทีก็ไม่ได้ใส่สารไวท์เทนนิ่งอะไรจริงๆ แค่หลอกคนซื้อว่าผสมลงไปก็เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วใส่สารอันตรายผิดกฎหมายแทน อย่างสารปรอท รัฐสุ่มตรวจตัวอย่างครีมหน้าขาวทีไร เจอทุกที (คงเพราะมันถูกและหาซื้อไม่ยากล่ะมั่ง) อันนี้อันตรายระดับหน้าพังถาวรแท้   โดสเร่งขาว ตอนนี้ในกระแสขาวใสต้องนี่เลย กรด AHA (ช่วงนี้มาแรง) ภายใต้ชื่อการขายว่า “โดสเร่งขาว” ระบุเป็นหัวเชื้อกรด AHA ขายขวดละ 40 30 20 ต่ำกว่า10 บาทก็มี  วิธีการใช้คือให้หยดลงในครีมทาผิว ทาหน้าที่ใช้ประจำ หรือใช้หัวเชื้อนี้ทาที่ผิวโดยตรง โห! ช่างกล้าขายและคนที่ซื้อก็ช่างกล้าใช้ นี่มันคือการละเลงน้ำกรดลงบนผิวตัวเองแท้ๆ “หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมโดยเติมกรด AHA ร้อยละ 70 จริงถือว่ามีความเข้มข้นอย่างมาก ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ปวดแสบร้อนเหมือนผิวไหม้ และการใช้เป็นเวลานาน จะทำให้ชั้นผิวบางลง เมื่อผิวบางลงทำให้เกิดอาการอักเสบง่าย เกิดซ้ำๆ บ่อยๆ ระยะยาว โอกาสที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังก็สูง ที่สำคัญหากนำมาใช้บริเวณที่ผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา หากกระเด็นถูกก็อาจทำให้ตาบอดได้” นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาการ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  ได้แถลงข่าวเตือนภัยไปเมื่อเร็วๆ นี้ การใช้กรดลอกหน้า ลอกผิวมีการทำมานานแล้วในคลินิกความงามแต่จะควบคุมการใช้โดยแพทย์ผิวหนัง ต่อมาเริ่มมีงานวิจัยมากขึ้นพบว่า กรด AHA ไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหน้าคนเอเชียหรือคนผิวดำคล้ำ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำ ไม่สม่ำเสมอ(ผิวกระดำกระด่าง) แล้วตามธรรมชาติยิ่งผิวได้รับการกระตุ้นให้ผลัดผิวบ่อยๆ เข้า ร่างกายก็จะทำตรงข้ามคือชะงักหรือชะลอการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ที่มาของโดสเร่งขาว ด้วยกรด AHA นี้ เล่ากันว่า เป็นการตั้งชื่อเพื่อเลียนแบบผลิตภัณฑ์หน้าใสที่ใส่สารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ ตัวหนึ่งที่ราคาค่อนข้างแพง) คือ อาร์บูติน ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการหน้าขาวใส ในเครื่องสำอางแบรนด์ดังราคาแพง หรือที่เรียกว่า เคาน์เตอร์แบรนด์ ถ้าโฆษณาว่าหน้าเด้ง หน้าใส ตัวนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง โดยหลักการอาร์บูติน จะไประงับการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง เรียกว่า โจมตีที่เป้าหมายโดยตรง เมื่อเม็ดสีไม่ทำงาน ผลก็คือผิวค่อยๆ ขาวขึ้น (คนละแบบกับกรด  AHA ที่ไปเร่งการลอกเซลล์ผิวหนัง) อาร์บูติน ตามโครงสร้างทางเคมีจัดเป็นอนุพันธ์ของสารพวกไฮโดรควิโนน แต่ไม่มีผลข้างเคียงมากเท่ากับไฮโดรควิโนน จึงไม่อยู่ในกลุ่มสารเคมีควบคุม แต่อาร์บูติน ก็มีหลายชนิด ทั้ง เบต้า อาร์บูติน(Beta Arbutin) อัลฟ่า(Alpha Arbutin) และ ดิออกซี่ อาร์บูติน(Deoxy Arbutin) ซึ่งมีข้อเด่น ข้อด้อยต่างกันไป (ไว้จะมาขยายความในคราวถัดๆ ไป)แต่อาร์บูติน แม้มีข้อดีมาก แต่หากนำมาผลิตเป็นเครื่องสำอางแบบไม่สนใจอะไร จากผลดีก็สามารถกลายเป็นผลร้ายได้เช่นกัน ดังนั้นสาวๆ ทั้งหลาย(รวมถึงหนุ่มๆ ด้วย) โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์หน้าขาวสักหน่อย ไม่ใช่ว่าเขาโฆษณาอะไรว่าดี ก็เที่ยวเอาหน้าตัวเองไปทดลอง กะว่าจะสวย หล่อ เหมือนคนที่อ้างว่า ใช้แล้วได้ผล คุณเชื่อเขาเหรอ? ว่าเขาใช้จริง ไว้คราวหน้า มาต่อด้วยเรื่องนมโตกัน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 150 เล็บบอกสุขภาพ

คนยุคปัจจุบันกินอาหารหลากหลายและได้รับโภชนาการที่ดีกว่าคนยุคก่อน ทำให้เล็บยาวเร็วมาก ในงานวิจัยหนึ่งระบุว่า “คนสมัยหลังมีเล็บมือและเล็บเท้ายาวเร็วขึ้นเกือบ 25% เมื่อเทียบกับของคนเมื่อ 70 ปีก่อน เหตุเพราะกินอาหารที่มีโปรตีนสูง” เล็บจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกถึงสภาวะของร่างกายได้ เล็บที่มีสุขภาพดี จะมีความแข็งแรงและมีลักษณะผิวเรียบ ไม่มีร่องหรือขอบที่ผิว นอกจากนี้สีของเล็บก็จะเป็นสีเดียวกันสม่ำเสมอตลอดทั้งเล็บ ไม่มีดอกหรือจุดขึ้น ถ้าเล็บเกิดผิดปกติไปรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ก็ควรใส่ใจเป็นพิเศษ และเท่าที่ฉลาดซื้อได้ลองค้นหามา พบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจและอาจเป็นแนวทางไว้สำหรับตรวจเช็กสุขภาพเราได้   ความผิดปกติของเล็บที่อาจบ่งบอกถึงสาเหตุของโรคบางอย่าง เล็บเปราะอาจเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เลือดลมเดินไม่สะดวก เล็บที่มีสีออกเหลืองอาจบอกถึงปัญหาที่ระบบน้ำเหลืองหรือที่ไต เล็บเหลือง ยังพบในคนสูบบุหรี่จัด เล็บเขียวพบในผู้ที่เป็นโรคหัวใจเนื่องจากมีออกซิเจนไม่เพียงพอในเม็ดเลือด เล็บสีเขียวคล้ำ คุณอาจกำลังป่วยด้วยโรคหืดอย่างรุนแรง โรคถุงลมโป่งพอง เล็บเป็นลอน(ตามขวาง) อาจบ่งบอกว่าฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ซึ่งอาจเพราะคุณกำลังมีโรคร้ายแรงจึงทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง เล็บเป็นร่อง มักเป็นโรคขาดอาหาร หรือเป็นผู้ที่ตรากตรำทำงานหนัก ร่างกายอ่อนแอ เล็บมีเส้นตามแนวขวางเป็นสีขาว พบในผู้ที่เป็นโรคพิษสารหนู เล็บจะเป็นลอนตามขวางเท่ากันทุกเล็บ(เนื่องจากขณะป่วย เล็บจะหยุดโตทำให้เห็นเป็นร่อง เว้าลงไป) เล็บขาว อาจบอกถึงความผิดปกติของตับ ไต ภาวะโลหิตจางหรือตับอักเสบเรื้อรัง ถ้ามีเล็บขาวขุ่นครึ่งเล็บทางด้านโคน ส่วนครึ่งปลายมีสีชมพูตามปกติ อาจเป็นอาการของโรคไตเรื้อรัง ถ้ามีสีขาวขุ่นเกือบทั้งเล็บโดยที่มีสีชมพูน้อยกว่าร้อยละ 20 มักเกิดในผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ดังนั้นควรหมั่นสังเกตเล็บของเรา หากพบเห็นความผิดปกติของเล็บ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่ ร่างกายกำลังเตือนภัยเรา ก็ควรหาทางป้องกันหรือเร่งหาสาเหตุเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพต่อไป   -------------------------------------------------------------------------------------------- การดูแลสุขภาพเล็บ แม้ว่าตามธรรมชาติ เล็บจะเป็นอวัยวะที่มีความแข็งแรงมาก เพื่อไว้คอยเป็นเกราะกำบังนิ้วมือ และนิ้วเท้า จากอันตรายต่างๆ แต่ก็ควรต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมอย่างถูกต้องเช่นเดียวกับผิวหนังบริเวณอื่น 1.ไม่ทาเล็บและล้างเล็บบ่อยเกินไป อาจจะทำให้เล็บเสียได้แล้ว ผิวหนังที่อยู่ข้างเคียงอาจเกิดการอักเสบได้ ควรมีเวลาให้เล็บได้ว่างเว้นจากการทาสี เพราะนอกจากเล็บจะได้พักหรือฟื้นสภาพที่เสียไปแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ได้สังเกตความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเล็บด้วย 2.พยายามหลีกเลี่ยงการรบกวนผิวหนังที่หุ้มโคนเล็บ เนื่องจากหนังหุ้มโคนเล็บ เป็นตัวป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปสู่จมูกเล็บ และเนื้อเยื่อรอบๆ เล็บ 3.การตัดเล็บที่ถูกต้อง หากเป็นเล็บมือควรตัดให้มีความโค้งมนไปตามนิ้วมือ ส่วนเล็บเท้าต้องพยายามตัดให้เป็นเส้นตรงมากที่สุด เพื่อลดการสะสมความสกปรกตามซอกเล็บ ลดโอกาสการเกิดเล็บขบ และแน่นอนไม่ตัดสั้นชิดเนื้อเกินไป 4.พยายามเลี่ยงไม่ให้มือและเท้าต้องถูกน้ำบ่อยๆ หรือแช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากจะทำให้ผิวหนังมีสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์ และเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อรา ซึ่งปัญหาเชื้อราที่เล็บเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 149 เรื่องเล็บ ไม่ใช่เรื่องขี้เล็บ ตอนที่ 1

อย่าเห็นว่าเป็นแค่เรื่องเล็บ แล้วจะไม่ใส่ใจก็ได้ เพราะเล็บก็เป็นผิวหนังประเภทหนึ่ง ทำหน้าที่ดูแลปกป้องนิ้วมือ นิ้วเท้า ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นประสาทหลายเส้นเรียงรายอยู่ ใครเคยมีประสบการณ์ประตูหนีบ หรือเดินเตะขอบถนน คงรู้ดีว่าถ้าไม่มีเล็บช่วยรับแรงกระแทกไว้ก่อน มันจะเจ็บมากกว่าที่โดนแค่ไหน เล็บเป็นเคราติน (Keratin) เช่นเดียวกับเส้นผมเรียกว่าเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว เมื่อยืดยาวออกมาจึงต้องตัดต้องเล็ม(เล็บเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิตเมื่อเราตัดจะไม่รู้สึกเจ็บปวด) ไม่หลุดลอกออกไปเองเหมือนผิวหนังกำพร้า   เล็บที่มีสุขภาพดีควรมีสีขาวใสอมชมพู ผิวเรียบและเป็นเงา สีชมพูเกิดจากสีของเม็ดโลหิตแดง ในทางการแพทย์ถือว่า เล็บสวยหรือเล็บงาม หมายถึง เล็บที่สะอาด แข็งแรง และมีสุขภาพดี นั่นคือ เล็บจะต้องไม่มีร่อง ไม่มีหลุม และไม่มีสีที่ผิดแปลกไปจากปกติ แต่สำหรับสาวๆ เล็บเป็นมากกว่าเกราะกำบังนิ้วมือ นิ้วเท้า เพราะถือเป็นจุดที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพได้ไม่แพ้ผิวพรรณที่สดใสหรือผมที่ดกดำสลวย หลายคนจึงทุ่มเทให้กับการทำเล็บ   สิ่งที่ต้องระวังในการทำเล็บ   การต่อเล็บ คนบางคนเล็บไม่แข็งแรงจะไว้ให้ยาวก็ยาก แต่ยังไงก็อยากมีเล็บที่ยาวสวย พร้อมการแต่งแต้มตกแต่งเป็นสีสันลวดลายต่างๆ บริการต่อเล็บหรือทำเล็บปลอมจึงเกิดขึ้น  ซึ่งราคาไม่ใช่ถูกๆ หนำซ้ำยังแฝงอันตรายอีกด้วย การทำเล็บปลอมจะมีด้วยกันสองแบบคือ 1. เล็บปลอมที่ทำขึ้นจากสารเคมี ไม่มีลวดลาย ต้องทำที่ร้านทำเล็บ โดยผู้ที่ผ่านการอบรมในการเขียนรูป การขึ้นรูปซึ่งจะมีราคาแพง 2. เล็บปลอมที่ทำจากพลาสติก ส่วนใหญ่จะมีลวดลายอยู่แล้วราคาไม่แพงสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป และชนิดนี้มักเป็นที่นิยมของสาวๆ เพราะสามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงการนำเล็บปลอมมาติดกับเล็บจริง โดยใช้กาวเป็นตัวเชื่อมติด ปัญหามักมาจากการติดเล็บปลอมแบบที่สอง เนื่องจากกาวที่ใช้เชื่อมติดเป็นชนิด เอธิล ทู ไซยาโนอะคริเลต เป็นสารที่ใช้ยึดติดแบบแห้งเร็ว หรือรู้จักกันในชื่อ ซูเปอร์กลู เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งอาจทำผู้สัมผัสสารนี้เกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อสารเคมีและไอระเหย และยังทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาและทางเดินหายใจ หากแพ้มากๆ อาจมีอาการช็อกร่วมด้วย   ยาทาเล็บ ยาทาเล็บทั่วไปที่ใช้กันอยู่มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ไนโตรเซลลูโลส (Nitrocellulose) ฟอร์มาลดีไฮด์ เรซินโทลูอีน ไดบิวทิล พทาเลต โดยส่วนผสมในยาทาเล็บที่ควรระวังและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ได้แก่ ไดบิวทิล พทาเลต (Dibutyl Phthalate) เป็นสารที่ใช้ในยาทาเล็บเพื่อให้ทาได้ง่าย เรียบ มีความยืดหยุ่นดี ควรใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็งและทำให้มีความผิดปกติในการคลอดพิการแต่กำเนิด จึงไม่แนะนำให้ใช้ในสตรีที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็นสารกันเสียที่ใช้ในน้ำยาเคลือบเงาเล็บ ทำให้ยาเคลือบเงาเล็บแข็งและเกาะกับเล็บได้ดีและนาน แต่ฟอร์มาลดีไฮด์ทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสได้ และโทลูอีน (Toluene) เป็นตัวทำละลายที่ผสมในน้ำยาเคลือบเงาเล็บเพื่อให้ทาได้ง่าย แต่ทำให้เกิดผื่นแพ้ได้และทำให้เกิดอาการบวมแดงเมื่อขยี้ตา การใช้นานๆ ติดต่อกันอาจทำให้เกิดความผิดปกติของการเจริญเติบโต การทำงานของระบบประสาท และเป็นสารก่อมะเร็ง การเลือกซื้อยาทาเล็บจึงต้องระมัดระวัง เลือกที่มีฉลากภาษาไทย และฉลากข้างขวดบอกส่วนประกอบที่ใช้สถานที่ที่ผลิต และวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ อย่าเห็นแก่ของถูกเกินไป เพราะนอกจากเสี่ยงกับฟอร์มาลดีไฮด์แล้ว ยังอาจเสี่ยงกับส่วนผสมของสีห้ามใช้ สารแปลกปลอมอันตราย เช่น สารตะกั่วที่ปนเปื้อนในยาทาเล็บ ซึ่งเมื่อใช้มือที่ทาเล็บไปรับประทานอาหารจะทำให้มีพิษของสารตะกั่วปนเปื้อน ในร่างกาย เมื่อสะสมในปริมาณมากจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้   การขัดล้าง ตัดแต่งเล็บ การแช่เท้าในชามอ่างแล้วมีช่างทำเล็บตัดแต่งเล็บให้ หลายคนอาจรู้สึกสบายแต่เชื่อไหมล่ะ ว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา เพราะร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บเป็นสถานที่ที่มีคนเข้าออกจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ที่เครื่องมือต่างๆ จะไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ที่สำคัญยังไม่เห็นหน่วยงานใดจริงจังลงไปตรวจสอบเรื่องความสะอาดของร้านประเภทนี้เลย ความเสี่ยงแรกๆ คือการติดเชื้อที่เล็บ พบบ่อยๆ คือเชื้อรา ซึ่งจะทำให้เล็บเปลี่ยนสี  เช่น  มีสีคล้ำ  สีดำ  สีน้ำตาลเข้ม  สีเขียวคล้ำ  เล็บหนา  เล็บเปลี่ยนรูปทรง  บิดเบี้ยวไปจากทรงเดิม ถ้าพบว่าเล็บเปราะ  หลุดร่อน แยก ออกจากเนื้อใต้เล็บ  มีสีดูหม่นๆหรือสีตามที่กล่าวมาแล้ว  นั่นคือมีความเป็นไปได้ว่าเล็บติดเชื้อราเข้าแล้ว ความเสี่ยงจากการเกิดบาดแผลและติดเชื้อแบคทีเรีย หากพลาดพลั้งช่างทำเล็บฝากรอยแผลไว้ให้คุณ ไม่แน่ว่าวันต่อมานิ้วคุณอาจบวมเป่งและมีหนอง เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เบาะๆ ก็อาจแค่ล้างแผล กินยาฆ่าเชื้อ แต่บางรายร่างกายอ่อนแอ เชื้ออาจติดเข้าไปในกระแสเลือดคราวนี้ก็งานใหญ่ต้องรักษาตัวกันนาน คราวหน้าเราจะมาต่อกันด้วยเรื่อง ความผิดปกติของเล็บ ซึ่งสามารถพยากรณ์โรคบางชนิดได้ ชีววิทยาของเล็บ โดยเฉลี่ยเล็บมืองอกยาววันละ 0.1 มิลลิเมตร (ม.ม.) คือเดือนละ 3 ม.ม. เล็บจะงอกเร็วในช่วงวัยเด็ก รวมถึงในสตรีตั้งครรภ์ และในช่วงฤดูร้อน ในนิ้วที่ยิ่งยาวเล็บยิ่งงอกเร็ว เล็บมือของนิ้วกลางจึงงอกเร็วที่สุด หากเล็บมือหลุดต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนจึงจะงอกทดแทนใหม่ได้หมด ส่วนเล็บเท้างอกช้ากว่าเล็บมือ 2-3 เท่า กินเวลานาน 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งจึงงอกทดแทนได้หมด

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 147 การลอกผิวหน้าด้วยสารเคมี ให้กระจ่างใส เนียน ไร้ริ้วรอย และ จุดด่างดำ

โดยทั่วไป เซลล์ผิวหนังจะมีการผลัดเซลล์ผิวเป็นวงจรทุก 28 วันโดยธรรมชาติ เห็นได้จากขี้ไคลที่เราขัดออกเวลาอาบน้ำ แต่เมื่อคนเราอายุมากขึ้น วงจรการผลัดเซลล์ผิวจะใช้เวลานานขึ้นเนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตลดลงในทุกระบบของร่างกาย ทำให้เซลล์เก่าบนผิวหนังสะสม ไม่หลุดลอกออกตามที่ควรเป็น ผิวหน้าหรือผิวกายจึงไม่สดใส เกิดริ้วรอย แลดูหยาบกร้าน และหมองคล้ำได้เนื่องจากการอุดตันตามรูขุมขน เกิดเป็นสิวเสี้ยน และรอยด่างดำ นอกจากนี้ ฝ้า หรือ กระ บนผิวหนัง รวมทั้งรอยแผลจากสิว ทำให้ผิวหน้าไม่กระจ่างใส อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และวงการแพทย์อันเกี่ยวเนื่องกับความสวยความงาม จึงมีการคิดค้นสินค้าและบริการทางการแพทย์เพื่อทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส โดยการลอกเซลล์ผิวหน้าที่มีปัญหาออก วิธีการลอกเซลล์ผิวหน้าในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ วิธีการทางกายภาพ (Physical Peel) โดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น การกรอผิวหน้าด้วยแสงเลเซอร์ ฯลฯ วิธีนี้จะสามารถเจาะลึกลงสู่ผิวหนังชั้นล่างหรือชั้นหนังแท้ ซึ่งต้องทำหัตถการโดยแพทย์ผู้ชำนาญในคลินิกเท่านั้น วิธีการทางเคมี (Chemical Peel) โดยใช้สารเคมีเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ผิวเกิดร้อน อักเสบ พอง และหลุดลอกออก วิธีนี้ ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมี ความแรงและความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ เทคนิคการใช้สารเคมี (Chemical peel) ในการลอกเซลล์ผิวหน้า เพื่อทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย และจุดด่างดำนั้น มีมาช้านานนับแต่ยุคอียิปต์โบราณ คนในยุคนั้นใช้น้ำนมในการอาบน้ำขัดผิวกาย โดยหารู้ไม่ว่าเซลล์ผิวจะถูกขัดลอกออกให้เนียนนุ่ม โดยมีกรดแลคติคในน้ำนม ซึ่งเป็นกรดอ่อนในการช่วยขจัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวที่อาบน้ำนมเนียนนุ่ม และการใช้ผลองุ่นขัดและทาถูที่ผิวหนังก็เช่นกัน ผลองุ่นมีกรดผลไม้คือ กรดทาร์ทาริค เช่นเดียวกับกรดอ่อนที่พบในมะขาม ด้วยกลไกที่มีฤทธิ์กรดอ่อน กรดจะระคายเคืองผิวหนัง ทำให้ผิวหนังร้อน พุพองเล็กน้อย และทำให้เซลล์ผิวชั้นบนๆหลุดลอกออก เผยให้เห็นผิวใหม่ที่สดใสและเนียนนุ่ม ริ้วรอยเล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งจุดด่างดำ และสิวเสี้ยนที่ตำแหน่งผิวหนังตื้นๆจะหลุดลอกออกไปด้วย   สารเคมีที่ใช้ลอกเซลล์ผิวหน้า -  จากธรรมชาติ ได้แก่ กรดผลไม้ชนิดต่างๆ (AHA, alpha-hydroxy acid) เช่น กรดไกลโคลิค จากน้ำอ้อย กรดแลคติคจากนมเปรี้ยว กรดซิทริคจากส้มและมะนาว กรดผลไม้เหล่านี้มีพบเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางทั่วไป ไม่ได้เป็นสารห้ามใช้ตามประกาศ พรบ.เครื่องสำอาง - จากการสังเคราะห์ สารเคมีสังเคราะห์ที่นิยมใช้มากในคลินิกปัจจุบัน ได้แก่ ทีซีเอ (TCA, trichloroacetic acid) กลไกการทำงาน กรดอ่อนเหล่านี้ จะมีผลทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์ผิวลดลง ทำให้หลุดลอกออกง่าย นอกจากนี้การที่เซลล์ผิวหลุดลอกออกเร็วก่อนเวลา จะเป็นการกระตุ้นการเร่งสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นแทนที่เซลล์เก่าที่หลุดลอกออก พร้อมทั้งกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้าเนียน เรียบ กระจ่างใส ผิวหน้าที่มีสิว หัวสิวจะนุ่มลง และหลุดออกง่าย ฝ้า และกระที่อยู่ตื้นๆ หรือไม่ลึกเกินไปจะสามารถหลุดลอกออกได้ ทั้งนี้ประสิทธิผลการรักษา จะขึ้นอยู่กับความแรงและความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ ข้อควรระวังและอาการข้างเคียง 1. วิธีการใช้สารเคมีเพื่อลอกผิวหน้าให้ขาวใส จะให้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเป็นการลอกเซลล์ผิวดำคล้ำ ออกชั่วคราวเท่านั้น สีผิวที่ดำสามารถกลับมาใหม่ได้อีกเมื่อผิวหน้าถูกกระตุ้นด้วยรังสีดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ผิวหน้าที่บางลงเนื่องจากเซลล์ผิวชั้นบนถูกลอกออกไป จะทำให้ผิวหน้าอ่อนไหวง่ายเมื่อสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ อาจติดเชื้อแทรกซ้อนหลังการทำหัตถการ 2. ไม่ควรซื้อมาทำเองที่บ้าน ควรอยู่ภายใต้การดูแลรักษาโดยแพทย์ผิวหนังผู้ชำนาญการเท่านั้น เพราะอาจทำให้ผิวหน้าไหม้ พุพอง และเป็นอันตรายได้ 3. ไม่ควรทำซ้ำบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าบางลง     เอกสารอ้างอิง http://www.medicinenet.com/chemical_peel/article.htm

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 146 กลูตาไธโอน คืออะไร ตอนที่ 2 : ยาฉีด ยากิน และยาทา

  ด้วยคุณประโยชน์มหัศจรรย์ของสารกลูตาไธโอน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำการสังเคราะห์สารกลูตาไธโอนเลียนแบบธรรมชาติที่ผลิตจากเซลล์ในร่างกายขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ดังนี้   ข้อบ่งใช้ในทางการแพทย์ สารนี้ ในบางประเทศได้รับการรับรองให้ขึ้นเป็นทะเบียนยา และบางประเทศใช้เป็นอาหารเสริม แต่ในประเทศไทย สารชนิดนี้ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. มีรายงานการนำสารกลูตาไธโอน มาใช้เป็นยารักษาโรคหลายกรณี เช่น เกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง โรคพากินสัน โรคอัลไซเมอร์ หรือ โรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก ใช้รักษาภาวะการเป็นพิษจากโลหะหนัก พิษจากยาพาราเซ็ทตามอล ข้อมูลการใช้สารกลูตาไธโอน ในการรักษาฝ้า และทำให้ผิวขาวเปล่งปลั่งเหมือนมีแสงออร่า นั้น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นผลข้างเคียงจากการใช้สารนี้ที่ใช้รักษาโรคอื่นแล้วผิวขาวขึ้นชั่วคราวเท่านั้น เมื่ออาการข้างเคียงหายไป เม็ดสีที่ผิวหนังก็จะกลับเข้มขึ้นดังธรรมชาติเดิม   2. ประโยชน์การชะลอวัย เป็นยาอายุวัฒนะ การที่กลูตาไธโอนในร่างกายลดปริมาณลงในวัยสูงอายุ ซึ่งสามารถเป็นเหตุผลที่ทำให้คนสูงอายุมีความต้านทานต่อโรคต่างๆ น้อยลง ในทางตรงกันข้าม คนสูงอายุที่มีอายุยืนยาวและยังแข็งแรง มีสถิติพบว่าคนเหล่านั้นจะมีปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณ กลูตาไธโอนในร่างกายกับสุขภาพนั่นเอง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากลูตาไธโอนมีส่วนสำคัญในขบวนการชะลอวัยของร่างกาย นักกีฬาและคนที่สุขภาพดีออกกำลังกายเป็นประจำ จะพบว่ามีปริมาณ กลูตาไธโอนค่อนข้างสูงอย่างสม่ำเสมอ มีสถิติทางการแพทย์ที่พบว่าอาการป่วยด้วยโรคต่างๆ เชื่อมโยงกับการที่ร่างกายขาดกลูตาไธโอน หรือ มีภาวะที่ร่างกายสังเคราะห์ กลูตาไธโอนได้ต่ำกว่าปกติที่ร่างกายควรได้รับ เช่น ภาวะโรคเอดส์ โรคมะเร็ง โรคปอด และในผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เกี่ยวกับความบกพร่องของกลูตาไธโอนมักจะมีปัญหาโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาท  กลไกสำคัญของกลูตาไธโอนในการต้านหรือชะลอวัยน่าจะมาจากคุณสมบัติของการมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระชนิดเข้มข้นที่สังเคราะห์ได้จากทุกเซลล์ในร่างกายโดยธรรมชาตินั่นเอง การรักษาระดับกลูตาไธโอนในร่างกายจึงสำคัญต่อการขบวนการชะลอวัย   ยาฉีด และ อันตรายที่เกิดจากการฉีดกลูตาไธโอน เนื่องจากตัวยากลูตาไธโอน มีความไม่คงตัวในกระแสเลือด สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนั้นผู้ที่หวังผลในการรักษา จะต้องให้แพทย์ฉีดบ่อยๆหรือถี่ๆ เช่น ในกรณีของการฉีดเข้าเส้นเลือดดำเพื่อหวังผลให้ผิวขาว โดยมากแพทย์มักจะฉีดร่วมกับวิตามินซี หากฉีดในความเข้มข้นสูง และฉีดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง นอกจากจะเสียเงินมากแล้ว ที่สำคัญ การฉีดในความเข้มข้นสูง อาจทำให้ช็อค ความดันต่ำ เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง กล้ามเนื้อสั่น ประสาทหลอน หายใจติดขัด หลอดลมตีบ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และผู้ที่ได้รับยาฉีดนี้นานๆ เป็นประจำ อาจทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลง ทำให้รับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต ทางวารสารการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา จึงจัดสารกลูตาไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางสายตา   ยาเม็ดสำหรับกิน เนื่องจากโมเลกุลของกลูตาไธโอนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร นอกจากนี้โมเลกุลของกลูตาไธโอนยังถูกสลายตัวได้ง่ายในทางเดินอาหารอีกด้วย เราจึงไม่สามารถรับประทานกลูตาไธโอนโดยตรงเป็นอาหารเสริมได้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบยาเม็ด ยาแคปซูล หรือยาน้ำเชื่อม ดังนั้น หากผลิตภัณฑ์โฆษณาว่า เป็นยาเม็ดกลูตาไธโอน ของแท้ ผู้บริโภคไม่ควรเสียเงินซื้อมากิน เพราะไม่ได้ผลทำให้ผิวขาว หรือไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย ปัจจุบันที่พบทั่วไปในท้องตลาดเป็นยาเม็ดที่ อย. อนุญาตให้ขายเป็นอาหารเสริมนั้น ที่จริงเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กลูตาไธโอน (Glutathione Precursors) คือ อะมิโนแอซิด เอ็นอะซิทิลซิสเตอีน (N-acetyl-cysteine) ซึ่งโมเลกุลชนิดนี้ จะสามารถถูกดูดซึมเข้าทางเดินอาหารได้ง่ายและรวดเร็ว และจะไปรวมตัวกับโปรตีนอีก 2 ชนิด คือ อะมิโนแอซิด ไกลซิน (Glycine) และ กลูตาเมท (Glutamate) ที่มีอยู่มากมายในกระแสเลือดจากอาหารที่รับประทานเข้าไป การรวมตัวของอะมิโนแอซิดทั้ง 3 ชนิด ก่อให้เกิดเป็นโมเลกุลกลูตาไธโอนในกระแสเลือด อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ประสงค์จะกินอาหารเสริมชนิดนี้เป็นประจำ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มปริมาณกลูตาไธโอนในกระแสเลือด เพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอวัย และเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย หากรับประทานมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น มึนงง ปวดหัว ตาพล่ามัว และอาจมีสารตกค้าง ทำให้เป็นนิ่วที่ไต และกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย ยาทาผิวหนัง สารกลูตาไธโอน เมื่อนำมาผสมในผลิตภัณฑ์ประเภทครีม หรือเจล สำหรับทาผิวหนัง เพื่อหวังให้ผิวขาวนั้น จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพราะโมเลกุลสารนี้ค่อนข้างใหญ่ ไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้   เอกสารอ้างอิง 1, Lomaestro B, Malone M. Glutathione in health and disease. Pharmacotherapeutic Issues. Ann Pharmacother 29: 1263-73, 1995. 2, The importance of glutathione in human disease. Biomed Pharmacother. 2003 May-Jun; 57(3-4):145-55.

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point