ฉบับที่ 129 ปิโตรเลียม เจลลี

  ฉบับนี้ อ.พิมลพรรณ ฝากขออภัยแฟนๆ นะคะ เนื่องจากอาจารย์ไม่สะดวกจริงๆ ทางกองบรรณาธิการ จึงขอนำเสนอเรื่องสวยๆ งามๆ แทน เรื่องที่ขอเสนอคราวนี้เป็นเรื่องของปิโตรเลียม เจลลี(Petroleum Jelly) ค่ะ งงๆ ใช่ไหมคะ แต่ถ้าเรียกว่า วาสลีน(Vaseline)  ล่ะก็ คงร้องอ๋อกันใช่ไหม ปิโตรเลียมเจลลี นั้นเป็นชื่อสามัญ ซึ่งไม่ฮิตติดตลาดเท่าชื่อเจ้าของดั้งเดิมต้นตำรับ คือ วาสลีน ทำไมถึงเลือกเขียนเรื่องนี้ มันก็เป็นเหตุจากช่วงชุลมุนวุ่นวายเก็บของหนีน้ำท่วมและแพ็กถุงยังชีพส่วนตัว ซึ่งขอแนะนำว่าควรเลือกพกปิโตรเลียม เจลลี 1 กระปุกไว้ในถุงด้วย เพราะอะไรเหรอคะ ก็เพราะว่ามันเป็น เครื่องสำอางอเนกประสงค์มากๆ ค่ะ   ประโยชน์ของปิโตรเลียม เจลลี ปิโตรเลียม เจลลี ถูกค้นพบจากกระบวนการขุดเจาะน้ำมัน เรียกว่าเป็นผลพลอยได้ที่ล้ำค่าไม่แพ้น้ำมันเลยค่ะ และด้วยคุณสมบัติที่ว่ามาจากน้ำมันข้อนี้ ทำให้เราสามารถใช้ปิโตรเลียม เจลลี ทดแทนโลชั่นเพื่อปกป้องผิวไม่ให้แห้งกร้านได้เป็นอย่างดี นอกจากช่วยถนอมผิวแล้ว ยังใช้ล้างเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันได้ดีอีกด้วย เรียกว่า ทดแทนครีมล้างเครื่องสำอางได้เลย และสำหรับคนที่มีริมฝีปากแห้ง ปิโตรเลียม เจลลี ช่วยทำหน้าที่แทนลิปมันได้เลย บางคนว่าโบกที่ริมฝีปากหนาๆ ก่อนนอนช่วยให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้นไปทั้งวัน เมื่อใช้กับปากได้ กับมือหรือเท้าที่หยาบกร้านเนื่องจากการทำงาน ทาปิโตรเลียม เจลลีก็ช่วยทำให้ผิวกลับมานุ่มนวลขึ้นได้เช่นกัน   สารพัดประโยชน์ยามผจญน้ำท่วม 1.แก้อาการแสบร้อนจากแดดเผา กรณีต้องตากแดดแรงๆ ลุยน้ำท่วม แล้วมีอาการแสบร้อนผิว  ทาหนาๆ หน่อย บริเวณผิวที่โดนแดดโดนลมทำร้าย จะช่วยบรรเทาอาการ ปวดแสบปวดร้อน ได้ 2. แก้ผิวแตกจากลมหนาว บางพื้นที่นอกจากภัยน้ำแล้ว ยังเจอภัยหนาวด้วย ทาผิวที่แห้งแตกจากลมหนาวด้วยปิโตรเลียม เจลลี จะช่วยบรรเทาอาการคันยิบๆ ได้ แล้วผิวก็ไม่แห้งเป็นขุยด้วย 3. ป้องกันน้ำกัดเท้า ถ้าต้องออกไปลุยน้ำท่วมแบบเลี่ยงไม่ได้ ให้ทาบริเวณซอกนิ้วเท้าให้หนาๆ ไว้ จะช่วยให้ผิวบริเวณดังกล่าวไม่ถูกน้ำแทรกซึมทำร้ายเอาได้ง่ายๆ เป็นการป้องกันน้ำกัดเท้าได้อีกวิธีหนึ่ง 4. ห้ามเลือด อันนี้สำหรับกรณีฉุกเฉิน เราสามารถใช้ปิโตรเลียม เจลลี ห้ามเลือดกรณีบาดแผลไม่ลึกมากได้ เป็นเทคนิคที่เรียนรู้มาจากเวทีมวยอีกที แต่เมื่อเลือดหยุดแล้วต้องรีบล้างแผลทำความสะอาดนะคะ เห็นไหมล่ะ ว่าพกไว้เพียง 1 กระปุก เจ้าปิโตรเลียม เจลลี ที่มีหน้าตาเป็นน้ำมันใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นนี้ สามารถช่วยเราได้เยอะเชียว และราคาต้องบอกว่า ถูกมากๆ เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่คุณสมบัติใกล้กัน ปัจจุบันมีให้เลือกหลายยี่ห้อนะคะ ไม่จำเป็นต้องซื้อในชื่อ วาสลีน เท่านั้น อ้อ...ข้อเสียอย่างเดียวของปิโตรเลียม เจลลี ก็คือ ความเหนียวเหนอะหนะ ซึ่งบางคนไม่ชอบเอาเลย แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคุณสมบัติมากกว่าโทษสมบัตินะคะ โดยเฉพาะกรณีที่ปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ ปิโตรเลียม เจลลีเขาจะเคลือบและแทรกซึมเข้าระหว่างเซลล์ผิวได้ดี ทำให้สามารถป้องกันการสูญเสียน้ำผ่านออกจากผิวหนังได้ถึง 99% แต่เพราะความเหนียว ถ้าไม่ชอบจริงๆ ก็ควรใช้เฉพาะในบริเวณที่แตกแห้งพิเศษ เช่น บริเวณริมฝีปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นผิวหนังที่หนาๆ  ผิวแตกแห้ง จะได้ไม่รู้สึกเหนอะหนะเกินไป

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 128 แก้ปัญหาเท้าเหม็น ส้นเท้าแตก อย่างถูกวิธี

  เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในทุกเพศทุกวัยในคนที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้น ทำให้อับชื้นเพราะอากาศไม่สามารถถ่ายเทได้สะดวก น้ำเหงื่อที่คายออกมาจากผิวหนังจะส่งกลิ่นเหม็นได้อย่างรวดเร็วเมื่อระเหยออกไม่ได้ กลิ่นเหม็นนี้แน่นอนเกิดจากการหมักหมมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ฝ่าเท้าและรองเท้าหรือถุงเท้าที่อับชื้นทั้งวัน สาเหตุหนึ่งที่พบคือการเลือกใช้ถุงเท้าหรือรองเท้าที่ทำจากวัสดุที่หนาแน่นเกินไป ไม่สามารถระบายความชื้นได้ เช่น รองเท้าที่ทำด้วยพลาสติกหรือใยสังเคราะห์ไนล่อนที่ไม่มีรูระบายอากาศ หรือวัสดุที่ไม่มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ ทำให้ฝ่าเท้าชื้นตลอดเวลา รวมทั้งการสวมใส่ถุงเท้าและรองเท้าคับและแน่นเกินไป   การจัดการกับถุงเท้า 1 ถุงเท้า ควรเลือกซื้อถุงเท้าที่ดูดซับความชื้นได้ดี และระบายอากาศได้ดี 2 เลือกถุงเท้าที่ไม่คับจนเกินไป 3 เปลี่ยนถุงเท้าที่สะอาดทุกวัน เวลาซักต้องตากให้แห้งสนิท และถ้าซักด้วยน้ำร้อนได้ยิ่งดีเพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค 4 ควรพิจารณาใช้แป้งฝุ่นผสมยาต้านเชื้อจุลินทรีย์ โรยผิวเท้าและฝ่าเท้าก่อนสวมใส่ถุงเท้าเป็นครั้งคราวเมื่อพบกลิ่นเหม็น แป้งฝุ่นจะช่วยดูดซับความชื้นได้ดี ในขณะเดียวกันยาต้านเชื้อจุลินทรีย์จะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่บริเวณฝ่าเท้าและถุงเท้าได้ อย่างไรก็ตามการใช้แป้งฝุ่นผสมยาต้านเชื้อจุลินทรีย์จะไม่ได้ผลหากไม่ยอมรักษาความสะอาดของเท้าและถุงเท้า   การจัดการกับรองเท้า 1 ตรวจสอบผ้าซับที่บุอยู่ภายในรองเท้า รองเท้าหนังมักจะมีผ้าใยสังเคราะห์เป็นไนล่อนบุภายในรองเท้า ซึ่งจะทำให้เท้าอับชื้นได้ง่าย ควรเลือกรองเท้าที่บุภายในด้วยหนังล้วน ซึ่งจะช่วยคายความชื้นได้ดีกว่า 2 เลือกรองเท้าชนิดที่สามารถซักล้าง/ทำความสะอาดได้ และควรทำความสะอาดทุกวัน วางรองเท้าไว้ในที่อากาศถ่ายเท ไม่ความเก็บในตู้รองเท้าที่ปิดมิดชิด ซึ่งเป็นการบ่มเพาะเชื้อโรคได้รวดเร็ว 3 ทุก 2-3 สัปดาห์ ควรทำความสะอาดภายในรองเท้าด้วยผ้าชุบแอลกอฮอล์หมาดๆ เพื่อฆ่าเชื้อโรค 4 ควรหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน ควรเปลี่ยนทุก 2 วัน เพื่อให้รองเท้าได้พักและระบายความอับชื้น   การจัดการกับเท้า 1 ตรวจสอบส้นเท้าว่าแห้งและแตกเป็นขุยหรือไม่ หนังหนาๆ ที่แห้งแตกเป็นขุยจะเป็นที่หมักหมมของเชื้อโรคได้ง่ายที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชื้นแฉะ หากพบว่าส้นเท้าแห้งเป็นขุย อาจใช้ตะไบหรือหินสำหรับขัดส้นเท้าเพื่อขจัดหนังหนาๆ ให้บางลง หรืออาจใช้ครีมผสมตัวยาซาลิไซลิค แอซิด จากร้านขายยา ทาทุกวันเพื่อลอกหนังที่หนาและแตกออก 2 ล้างเท้าและแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นครั้งละ 10-15 นาที หลังจากซับให้แห้งสนิท หากมีน้ำมันไพลหรือครีมผสมน้ำมันไพล ให้ทาบางๆ ให้ทั่วฝ่าเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามซอกนิ้วเท้า น้ำมันไพลมีสรรพคุณฆ่าเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ดี นอกจากนั้นยังเป็นน้ำมันหล่อลื่นธรรมชาติ ช่วยให้ฝ่าเท้าไม่แห้งแตกอีกด้วย 3 หากพบอาการผิดปกติ เช่น คัน/แดง อาจใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทสเปรย์เท้า ซึ่งมีส่วนผสมของยาต้านเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งมีขายตามร้านขายยา สเปรย์ให้ทั่วตามซอกนิ้วเท้าหรือบริเวณที่มีปัญหา ควรใช้ยาต่อเนื่องจนกว่าอาการจะหายสนิท หากไม่ดีขึ้นหรือพบการติดเชื้อรุนแรง ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง 4 สำหรับผู้ที่เท้ามีเหงื่อออกมาก ชื้นและแฉะ ลองใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทระงับเหงื่อ ซึ่งมีส่วนผสมของเกลืออลูมิเนียมคลอไรด์ ทาบริเวณฝ่าเท้าและซอกนิ้วเท้า ควรทำความสะอาดเท้าให้สะอาดและซับให้แห้งสนิทก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ ควรใช้ตอนกลางคืนก่อนนอนและล้างออกตอนเช้า ควรใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 วัน และทุกสองสัปดาห์ แต่หากพบว่าฝ่าเท้ามีอาการอักเสบ คาดว่าน่าจะมีการติดเชื้อ ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อชนิดนี้ แต่ควรไปปรึกษาแพทย์แทน 5 ครีมบำรุงผิวเท้า คนที่ผิวเท้าแห้งและแตก เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วจากข้อแนะนำข้างต้น ควรจะบำรุงผิวเท้าด้วยครีมบำรุงผิวเท้าอย่างสม่ำเสมอ ควรเลือกใช้ครีมบำรุงที่ข้นและเหนียว ไม่ต้องกลัวครีมเหนียวเหนอะหนะ เพราะครีมที่ยิ่งข้นและยิ่งเหนียวเหนอะหนะ จะให้ความชุ่มชื้นได้มากและปกป้องผิวได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่าเท้าที่ทั้งแห้งและแตกเป็นขุย หากบำรุงเป็นประจำ ฝ่าเท้าจะไม่กลับมาแห้งแตกอีก

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 127 มาสคาร่าและขนตางอนยาว

  มาสคาร่า เป็นเครื่องสำอางที่ช่วยเน้นให้ดวงตาคมและเข้มขึ้น ช่วยเพิ่มความหนาและความยาวให้ขนตาดูดกดำ บางครั้งก็สามารถใช้ตกแต่งขนคิ้วได้เช่นกัน มีเอกสารอ้างอิงการใช้มาสคาร่าจากสมัยอียิปต์โบราณ กรีกและชาวโรมัน ส่วนใหญ่ใช้กันมากในหมู่ดาราหนังที่มีการแสดงบนเวที ปัจจุบันเป็นความนิยมในสังคม ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงสาวใหญ่  สูตรตำรับของมาสคาร่า มีการพัฒนามาหลายยุคหลายสมัย ในอดีต(ค.ศ.1933) มีคนถึงขั้นตาบอดและถึงตายในที่สุดจากการใช้มาสคาร่าที่มีองค์ประกอบของสารเคมีที่รุนแรง ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกาต้องเข้าควบคุมผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอางอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปี ค.ศ.1938 เป็นต้นมา  ปัจจุบันมาสคาร่ามีพัฒนาการไปมากเพื่อให้สะดวกต่อผู้บริโภคในการใช้งาน องค์ประกอบหลักทางเคมีพื้นฐานที่คล้ายๆ กันในหลายๆ ยี่ห้อคือ เม็ดสี น้ำมัน ไขหรือขี้ผึ้ง และสารกันเสีย รวมทั้งสารบำรุงเส้นขนให้แข็งแรง เช่น วิตามิน โปรตีน  เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสูตรตำรับชนิดที่กันน้ำและชนิดไม่กันน้ำ คุณสมบัติของมาสคาร่าที่ช่วยให้เส้นขนตายืดยาวขึ้นและหนาขึ้น โดยใช้องค์ประกอบทางเคมีของสารกลุ่มไนล่อนหรือไมโครไฟเบอร์พวกเส้นไหมเรยอน และสารจำพวกแป้งเปียกเพื่อให้มาสคาร่าเหนียวข้น เส้นขนตาจะได้หนาขึ้นอย่างที่เห็น  ข้อควรระวัง การใช้มาสคาร่าและการต่อขนตาให้ยาวและหนาขึ้น  1. ระวังโฆษณามาสคาร่าที่ชวนเชื่อว่าขนตาจะยาวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเห็นผลในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้มีการนำสารเคมีที่เป็นตัวยาในการรักษาโรคความดันตาสูงผิดปกติมาใส่ในมาสคาร่า ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดอยู่ในประเภท ‘ยา’ ไม่ใช่เครื่องสำอาง การนำมาใช้เป็นมาสคาร่าในคนที่ไม่เป็นโรค จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุลูกตา สีม่านตาเปลี่ยน ตาบวมและอักเสบ และมีผลข้างเคียงต่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ตัวยาสำคัญชนิดนี้มีประสิทธิผลทำให้เส้นขนดกดำและหนาอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นหากมีโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้ขอให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงสินค้าดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ออกมาประกาศเตือนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2011 ที่ผ่านไปถึงข้อห้ามการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว และให้ผู้บริโภคระวังสินค้าประเภทนี้   2. เปลี่ยนแปรงปัดขนตาบ่อยๆควรเปลี่ยนแปรงปัดขนตา หลังการใช้งานนาน 4-6 เดือน หรือหากพบกลิ่นเปลี่ยนแปลง ควรทิ้งทันทีรวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เหลือทันที เพราะองค์ประกอบทางเคมีของมาสคาร่าจะขึ้นเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย หากใช้ต่อจะทำให้ตาอักเสบ คันและบวมเพราะติดเชื้อได้   3. ใช้กาวติดขนตาอย่างระมัดระวังการต่อเส้นขนตา นอกจากมาสคาร่าแล้ว ยังมีการใช้ขนตาปลอมทำเป็นแผงโดยใช้เส้นใยไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์และใช้เทปกาวเพื่อแปะติดกับหนังตาบน อาการข้างเคียงที่พบทั่วไปคือ ทำให้ขนตาธรรมชาติหลุดร่วงง่าย ในบางรายที่ใช้ขนตาปลอมติดเป็นประจำ ขนตาธรรมชาติหลุดร่วงไปหมดอย่างถาวรก็มี นอกจากนี้เทปกาวอาจทำให้หนังตาระคายเคืองและอักเสบได้หากใช้ไม่ถูกต้อง และบางรายอาจมีอาการระคายเคืองจากการแพ้เทปกาว

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 126 ครีมกำจัดขน ใช้เป็นประจำมีอันตรายหรือไม่?

  ความสวยงามบนเรือนร่างของหญิงและชาย เป็นจุดสนใจของเจ้าของโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงมักให้ความสนใจกับความเกลี้ยงเกลาของเรือนร่าง จึงไม่ต้องการให้มีเส้นขนโผล่ตามผิวหนังไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ใต้วงแขน หรือแม้แต่ในร่มผ้า ดังนั้นจึงต้องมีวิธีกำจัดเส้นขนตามร่างกายที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งวิธีทั่วไปที่ใช้กันในปัจจุบัน มี 3 วิธีคือ  1. ใช้ครีมกำจัดเส้นขน (Dipilatories)2. ใช้วิธีถอนเส้นขนออกทั้งราก (Epilation) โดยใช้อุปกรณ์ช่วย หรือใช้แวกซ์ถอนขน 3.ใช้อุปกรณ์การแพทย์ เช่น แสงเลเซอร์  สองวิธีแรกมีใช้กันมาตั้งแต่อดีตเพราะง่ายและประหยัด ส่วนวิธีที่ 3 เป็นการใช้อุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้ลงมือทำให้ ค่าใช้จ่ายก็ต้องแพงเป็นธรรมดา ดังนั้นผลิตภัณฑ์ประเภทครีมกำจัดเส้นขนจึงเป็นที่นิยมมากที่สุด รูปแบบที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดมีทั้ง เจล ครีม โลชั่น แอโรโซลชนิดสเปรย์ โรลออน และรูปแบบแป้งฝุ่นโรยผิว นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้มานานตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนปัจจุบัน เพียงแต่สูตรครีมชนิดนี้ในอดีตอาจมีกลิ่นฉุนรุนแรงของทั้งกรดและด่าง แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาให้มีกลิ่นฉุนลดลง  องค์ประกอบทางเคมีของผลิตภัณฑ์ครีมกำจัดเส้นขน มีส่วนประกอบของสารเคมีที่มีความเป็นด่างสูง คือ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งมีอยู่ในเนื้อครีมปริมาณมาก และตัวยาแคลเซียม ไทโอไกลโคเลท (Calcium thioglycolate) หรือ (sodium thioglycolate) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนของเส้นขน ทำให้เส้นขนนุ่มลงและถูกตัดขาดจากรากขนหรือส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังได้ง่าย   ข้อดี • เป็นวิธีที่ประหยัด ทำได้ง่ายและรวดเร็ว เพียงทาครีมบนผิวหนังทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วเช็ดออก และเป็นวิธีที่ไม่เจ็บปวดเลย • ทำเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ หรือไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย • ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด มีหลายความเข้มข้นให้เลือกซื้อสำหรับเส้นขนที่หนาและแข็ง อาจต้องใช้ชนิดความเข้มข้นสูง  สำหรับผู้ที่มีเส้นขนไม่หนาและอ่อนควรเริ่มต้นเลือกทดลองใช้ความเข้มข้นที่น้อยที่สุดก่อน • หาซื้อได้ง่ายทั่วไป  ข้อเสีย • ได้ผลในระยะสั้นๆ เท่านั้น เส้นขนจะกลับเจริญเติบโตขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วภายใน 2-5 วัน • ผู้ที่มีเส้นขนสีดำ อาจจะมองเห็นเป็นรอยดำๆ บนผิวหนัง ซึ่งเป็นสีดำของเส้นขนที่ตกค้างอยู่ใต้ผิวหนังที่ยังคงอยู่ • ผลิตภัณฑ์มักมีกลิ่นฉุนและเลอะเทอะเวลาใช้ แม้ว่าหลายยี่ห้อได้พัฒนาสูตร แต่ยังมีกลิ่นเคมีหลงเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย • ระคายเคืองผิวหนังได้ง่าย เนื่องจากมีความเป็นด่างสูง   ข้อแนะนำและข้อควรระวังเนื่องจากชั้นของผิวหนัง มีองค์ประกอบของโปรตีนคีราตินเช่นเดียวกับโปรตีนของเส้นขน ดังนั้นเคมีในเนื้อครีมจะทำลายโปรตีนชั้นผิวหนังที่สัมผัสตัวยาเช่นกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเนื้อครีมกำจัดเส้นขนถูกพอกทิ้งไว้นานเกินไป ผิวหนังจะระคายเคืองและอักเสบได้  ก่อนการใช้งาน ควรทดสอบอาการแพ้หรือไม่แพ้ด้วยตนเองบนผิวหนังบริเวณเล็กๆ โดยทาเนื้อครีมในบริเวณที่ต้องการกำจัดขน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที หรือตามที่ระบุไว้บนฉลาก จากนั้นเช็ดเนื้อครีมออกด้วยกระดาษหรือผ้าชื้น และสังเกตอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการไหม้ แต่อาจมีเพียงอาการแดงเล็กน้อย แสดงว่าสามารถใช้ครีมสำหรับกำจัดเส้นขนได้โดยไม่เกิดอันตราย แต่หากมีอาการไหม้ และปวดแสบปวดร้อน ไม่ควรใช้ต่อ อย่างไรก็ดี สถาบันประเมินความเสี่ยงจากการใช้สินค้าของผู้บริโภค ประเทศเยอรมนี (BfR) ได้ออกมาเตือนการใช้ครีมกำจัดขนชนิดนี้ว่า ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองไม่มากก็น้อยต่อผิวหนังบริเวณที่ใช้ได้ และหากมีการใช้เป็นประจำ และใช้ซ้ำบ่อยๆ ในบริเวณเดียวกัน อาจระคายเคืองมากได้ จึงไม่แนะนำให้ใช้ซ้ำบ่อยๆ ในบริเวณเดียวกัน เช่น มีการพอกบนผิวหนังทุก 2-5 วันซ้ำๆ เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรงขึ้น อาการระคายเคืองที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความเป็นด่างสูงหรืออาจเกิดจากสารเคมีไทโอไกลโคเลท ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป  นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีข้อบ่งใช้เฉพาะกำจัดเส้นขนตามแขนและขาเท่านั้น ไม่ควรใช้กับใบหน้าเพื่อกำจัดหนวด เครา หรือขนคิ้วเด็ดขาด รวมถึงบริเวณที่ลับใต้ร่มผ้าหรือผิวหนังบริเวณใกล้อวัยวะเพศ  หรือเส้นขนในรูจมูก ซึ่งเป็นบริเวณผิวหนังที่อ่อนไหวและชั้นหนังกำพร้าบาง จะเป็นอันตรายได้ง่าย ผู้บริโภคควรอ่านฉลากกำกับ และใช้ตามข้อแนะนำในฉลากเท่านั้น   เอกสารอ้างอิง 1. http://depilatories.info/ 2. http://www.cosmeticsdesign-europe.com/Regulation-Safety/

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 125 เติมความรู้เรื่อง สารลบริ้วรอย

  กลายเป็นเรื่องค่อนข้างปกติแล้วสำหรับการเห็นดารานักร้องและบุคคลสำคัญที่ปรากฏในจอทีวีล้วนแต่มีใบหน้าเต่งตึง ไม่พบริ้วรอยแม้เพียงน้อยนิด คนอายุร่วม 60 กลับดูเหมือนเพียง 30 ปลาย ดารา นักร้องวัยรุ่นที่ไม่มีดั้ง คางสั้น กลับกลายเป็นมีดั้ง จมูกโด่ง คางแหลม คิ้วโก่ง ส่วนดาราสูงวัยกลับดูเด็กลงอย่างมากมาย ด้วยใบหน้าเรียบตึงปราศจากริ้วรอยตีนกาหรือร่องแก้มลึก  ภาพความสวยความสาวราวปั้นแต่งนี้ ย่อมยั่วยวนให้ผู้หญิงทั้งหลาย อยากเข้ารับบริการจากคลินิกเสริมความงามทั้งหลายเพื่อเสริมแต่งใบหน้าให้ได้รูปตามที่ปรารถนา บทความนี้จึงอยากแนะนำข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ก่อนเข้ารับบริการเสริมความงามจากแพทย์  สารเติมเต็มคืออะไรสารเติมเต็ม ถูกจัดหมวดหมู่ให้เป็น ‘อุปกรณ์การแพทย์’ ชนิดหนึ่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองและอนุญาตให้ใช้เพื่อฉีดเข้าใต้ผิวหน้า ช่วยลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เพื่อเติมเต็มร่องลึกข้างจมูกและรอบริมฝีปาก เติมเต็มวงลึกใต้ตา ใช้ฉีดเข้าหางตาเพื่อยกหางตาและหางคิ้วไม่ให้ตก นอกจากนี้ยังนิยมใช้ฉีดเข้าปลายจมูกให้มีติ่งเป็นหยดน้ำ หรือฉีดเข้าปลายคางให้แหลม หรือฉีดเพื่อเสริมดั้งจมูกให้โด่งขึ้น บางคนฉีดเพื่อให้ริมฝีปากนูน เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เหล่านี้ ช่วยทำให้หญิงชายในยุคปัจจุบันสวยได้ทันใจ โดยไม่ต้องทำศัลยกรรมผ่าตัดเพื่อดึงหน้าหรือยกกระชับเหมือนสมัยก่อน   วัสดุวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นสารเติมเต็มมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ ชนิดให้ผลถาวร และชนิดให้ผลชั่วคราว   ชนิดถาวร ได้แก่  โพลีเมทธิลเมทาไคลเลต (Polymethylmethacrylate, PMMA) มีลักษณะเป็นเม็ดบีดส์หรือลูกบอลขนาดละเอียดและเรียบ สามารถเข้ากับเนื้อเยื่อของคนเราได้ดีและไม่ถูกดูดซับหรือดูดซึมโดยร่างกาย นิยมใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มร่องแก้มรอบปากและข้างจมูก ข้อเสียคือเมื่อฉีดแล้ว หากไม่พอใจต้องให้แพทย์ผ่าเอาออก ชนิดชั่วคราว จะให้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับวัสดุธรรมชาติที่ร่างกายคนเรามีอยู่ เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็จะสลายไป ตัวอย่างของสารเติมเต็มที่ใช้ทั่วไป มี 4 ชนิดที่นิยม คือ 1. คอลลาเจน (Collagen) โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของผิวหนังและเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่มักจะสกัดจากวัวหรือเซลล์ของคน ให้ผลระยะสั้นเพียง 3-4 เดือน 2. ไฮยารูโลนิค แอซิด (Hyaluronic acid) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ‘เรสไตเลน’ (Restylane) จัดเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่ร่างกายคนเรามีอยู่ในเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ เช่น กระดูกอ่อน และผิวหนัง วัสดุชนิดนี้สามารถรวมกับน้ำหรือความชื้นได้ดีและบวมน้ำกลายเป็นเจลนุ่มๆ เมื่อนำมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่มีริ้วรอยหรือร่องลึกข้างจมูก ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นเลือนหายไปทันตา ผิวหนังบริเวณนั้นจะเรียบขึ้น ร่องลึกจะถูกลบเลือนจนหมดหรือเกือบหมดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารเติมเต็มที่ถูกฉีดเข้าใต้ผิวหนัง วัสดุชนิดนี้มักจะถูกสกัดและเตรียมขึ้นจากไบโอเทคโนโลยีหรือใช้เชื้อแบคทีเรียเป็นสารตั้งต้นในการเตรียม ในปัจจุบันมีการดัดแปลงโครงสร้างโมเลกุลของสารกลุ่มนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถมีอายุได้นานขึ้นใต้ผิวหนังประมาณ 6-12 เดือน 3. แคลเซียม ไฮดรอกซี่อปาไทด์ (Calcium hydroxylapatite) จัดเป็นวัสดุแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่พบทั่วไปในฟันและกระดูก การใช้เป็นสารเติมเต็ม สารชนิดนี้จะถูกเตรียมโดยแขวนกระจายในน้ำยาคล้ายเจล และนำมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการ ระยะเวลาที่ให้ผลประมาณ 1 ปีหรือ 1 ปีครึ่ง  4. โพลี แอล แลคติด แอซิด (Poly-L-lactic acid, PLLA) จัดเป็นวัสดุโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายเองได้ในร่างกาย นับเป็นวัสดุวิทยาศาสตร์ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อให้เข้ากับร่างกายคนเราได้ดี ใช้มากในการช่วยละลายไหมเย็บแผลและสกรูกระดูกในศัลยกรรมกระดูก สารเติมเต็มชนิดนี้นิยมใช้กันมากในยุโรปและอเมริกา กลไกการทำงานของวัสดุชนิดนี้คือช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังขึ้นใหม่ เพื่อเติมเต็มล่องลึกและริ้วรอยเหี่ยวย่น มีอายุประมาณ 2 ปี  ความเสี่ยงของการฉีดสารเติมเต็มอาการข้างเคียงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีภายหลังจากการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และมักจะเลือนหายไปเองภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ในบางกรณีอาจมีอาการข้างเคียงประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือเป็นปีได้ สารเติมเต็มทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ในระยะยาว หรืออาการข้างเคียงถาวร หรือทั้งสองชนิดได้ อาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น บวม แดง เป็นผื่น คัน เจ็บ ฟกช้ำ ส่วนอาการข้างเคียงที่พบได้ไม่บ่อยนัก เช่น ผิวหนังมีลักษณะเป็นเนื้อนูน ซึ่งต้องให้แพทย์ผ่าตัดออก ความเสี่ยงในการติดเชื้อ มีแผลเปิด มีอาการแพ้ หรือเกิดเนื้อตายบริเวณที่ฉีดสารเติมเต็ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏพบอาการข้างเคียงที่มีรายงาน เช่น การเคลื่อนที่ของสารเติมเต็มจากตำแหน่งเดิม การรั่วไหลของสารเติมเต็มออกสู่ผิวหนังชั้นบน ซึ่งกรณีนี้มักจะเกิดจากการอักเสบจากการติดเชื้อหรือเกิดจากปฏิกิริยาของสารเติมเต็มต่อผิวหนังบริเวณที่ฉีด หรือบางคนอาจมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่หรือมีสายตาพร่าฟาง ก่อนเข้ารับบริการควรตัดสินใจให้รอบคอบ เพราะข้อจำกัดและร่างกายแต่ละคนมีความอ่อนไหวและละเอียดอ่อนต่อสารเคมีหรือวัสดุวิทยาศาสตร์ไม่เท่ากัน คนส่วนใหญ่อาจจะไม่แพ้ ฉีดหลายๆ ครั้งก็ไม่เป็นไร แต่บางคนฉีดเพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างปัญหาใหญ่หลวงได้   สวยอย่างฉลาด - รับบริการจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังโดยตรง- ควรจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่แพทย์เลือกฉีดให้คืออะไร ชื่ออะไร และมีอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับเราเป็นอย่างไร- ควรจะข้อดูฉลากที่ขวดยาว่า เป็นชนิดที่ผ่านการรับรองจากอย.หรือไม่- ควรจะปรึกษาแพทย์ที่ให้บริการถึงผลคาดหวังที่จะได้รับ ว่าเราคาดหวังอย่างไร และแพทย์ผู้ให้บริการคาดหวังอย่างไร ตรงกันหรือไม่ เช่น ร่องแก้มที่ลึกมาก ควรฉีดสารมากน้อยเท่าไหร่ หรือให้ผลนานกี่เดือน รวมถึงราคาที่ตกลงกันในปริมาณของสารเติมเต็มที่ฉีด- ควรรู้ว่า สารเติมเต็มที่อย.รับรองให้ใช้นี้ เป็นผลที่ได้จากการศึกษาทดลองจากการศึกษาทางคลินิกบนผิวหน้า ส่วนการฉีดซ้ำหลายๆ ครั้งหรือบ่อยๆ ทุกๆ ระยะเวลาเมื่อสารเสื่อมสภาพนั้น ยังไม่ได้ผ่านการประเมินความปลอดภัย- ปัญหาที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนการใช้สารเติมเต็มจะไม่ได้อยู่ครอบคลุมอยู่ในเงื่อนไขของการประกันสุขภาพ- ความปลอดภัยที่จะใช้ในคนท้องหรือหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร และผู้รับบริการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ยังไม่มีข้อมูล   เอกสารอ้างอิง1. http://www.fda.gov/MedicalDevices/ProductsandMedicalProcedures/CosmeticDevices/WrinkleFillers/default.htm2. http://www.wisegeek.com/what-is-a-wrinkle-filller.htm

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 124 วิธีเลือกเครื่องสำอางสำหรับผู้สูงวัย

  ผิวหนังของผู้สูงวัย มักจะแห้ง มีริ้วรอย ความชุ่มชื้นน้อย ผิงหนังมักจะบาง เพราะเซลล์ผิวหนังมีการเจริญเติบโตลดน้อยลง และมักจะซีดลง อันเนื่องมาจากการสร้างเม็ดสีของผิวหนังทำงานลดลง และบ่อยครั้งที่พบว่าสีผิวมักจะไม่สม่ำเสมอ   คำแนะนำในการเลือกใช้เครื่องสำอาง1) เริ่มต้นจากพื้นฐานสิ่งสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผิวหนังผู้สูงวัยคือ ต้องมีองค์ประกอบของสารมอยส์เจอร์หรือสารให้ความชุ่มชื้นผิวในปริมาณสูง และควรจะใช้ควบคู่กับครีมกันแดดด้วยทุกครั้ง สารมอยส์เจอร์สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยทันที จำเป็นต้องบำรุงผิวหน้าเป็นลำดับแรก ผิวหนังบริเวณรอบดวงตามักจะแห้งมากกว่าส่วนอื่น ริ้วรอยรอบดวงตาจะเป็นเครื่องชี้บ่งถึงความชราของผิวหนังเจ้าของ ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาจะมีองค์ประกอบที่ปกป้องผิวหนังรอบตาได้ดีกว่าผิวหน้าทั่วไป มักจะมีองค์ประกอบที่มีมอยส์เจอร์สูงกว่าและมีสารอีมูเลียน (Emollients) ที่มันกว่าเพื่อเคลือบปกป้องไม่ให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นนั่นเอง ทุกครั้งที่อาบน้ำล้างหน้า แนะนำให้บำรุงด้วยครีมมอยส์เจอร์รอบผิวหน้าและดวงตาทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนนอน แนะนำให้ทาครีมบำรุงทุกครั้ง   ภายหลังจากบำรุงผิวหน้าและรอบดวงตาด้วยมอยส์เจอร์แล้ว ควรปกป้องผิวหน้าด้วยครีมกันแดดให้ทั่วผิวหน้าก่อนที่จะแต่งแต้มด้วยครีมรองพื้น ครีมกันแดดจะประกอบไปด้วยสารกรองรังสียูวีเอและยูวีบี       รังสียูวีเอจะสามารถทะลุผิวหนังชั้นล่างได้ ทำให้ผิวหนังคนเราเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ส่วนรังสียูวีบีมีผลทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมและดำคล้ำ ในวัยสูงอายุจึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านในระหว่างวัน เพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจากรังสีดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ผิวหนังเหี่ยวย่นเร็วก่อนวัย   2) การเลือกครีมรองพื้น ครีมรองพื้นมีองค์ประกอบของแป้งที่เป็นเม็ดสีละเอียด ทำหน้าที่เคลือบผิวหน้าเพื่อช่วยให้ผิวหน้าแลดูเนียนละเอียด ช่วยปกปิดริ้วรอยและแผลเป็นหรือหลุมลึกของสิวได้ดี การเลือกชนิดของครีมรองพื้น แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ชนิดครีมหรือโลชั่นชนิดน้ำมัน ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดที่เป็นน้ำ เพราะเมืองไทยอากาศร้อนชื้น เวลาเหงื่อออก จะทำให้รองพื้นชนิดน้ำแตก ดูคล้ายผิวหน้าแตกลาย ไม่น่าดู และหมดสวย ควรเลือกสีที่ใกล้เคียงกับสีผิวหน้าของเรามากที่สุด ที่สำคัญคือควรทารองพื้นเพียงบางเบาและเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า ไม่ควรทาหนา เพราะจะยิ่งไปเน้นริ้วรอยให้เห็นชัดเจนมากขึ้น   3) การแต่งแต้มแก้มให้เป็นสีชมพู ผิวหน้าวัยสูงอายุมักจะแลดูซีดเซียว แห้ง และไม่สดใส ดังนั้นการเติมสีสันให้ผิวแก้มเป็นสีชมพู จะช่วยได้มาก เพิ่มชีวิตชีวา แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ชนิดที่เป็นครีมเพราะมีองค์ประกอบของอีมูเลียน (Emollients) หรือน้ำมันบำรุงผิวอีกด้วย ช่วยให้ผิวแก้มชุ่มชื้นและติดทนนานมากขึ้น อย่าลืมว่าควรเลือกสีให้บางเบาเพื่อให้แลดูเป็นธรรมชาติ   4) การเลือกสีอายเชโด้ควรเลือกสีอายเชโด้ให้เข้ากับบุคลิกของเจ้าของ แต่ที่สำคัญคือบางเบา เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แต่งเป็นงิ้ว เพราะจะค้านกับวัยและแลดูแก่กว่าวัยทันที ก่อนทาสีอายเชโด้ แนะนำให้ใช้ครีมรองพื้นเฉพาะของเปลือกตาป้ายบางๆ นอกจากจะบำรุงให้ชุ่มชื้นแล้ว ยังช่วยให้สีอายเชโด้ติดทนนานได้ตลอดวันอีกด้วย   5) การเลือกลิปสติก ผิวหนังริมฝีปากของผู้สูงอายุ มักจะแห้งและบางครั้งมีหนังลอก การทาลิปสติกมักไม่ค่อยติดหรือหลุดลอกได้ง่าย วิธีแก้ปัญหา ควรหมั่นบำรุงผิวริมฝีปากด้วยครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอไม่เว้นแม้แต่เวลาหลับ สารมอยส์เจอร์ในครีมบำรุงจะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น ทำให้ริมฝีปากไม่แห้งและไม่มีหนังลอก ลิปสติกที่ทาไว้จะติดโดยไม่หลุดลอกง่าย สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้เมื่อทาลิปสติก แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม เนื่องจากน้ำหอมมีองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยมากมาย ที่อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ในคนที่มีผิวบอบบางและแพ้สารเคมีง่าย การใช้ลิปสติกไม่ควรใช้นานเกิน 1-2 ปี เพราะองค์ประกอบในลิปสติกส่วนใหญ่เป็นไขมัน เมื่อเก็บไว้นานจะเหม็นหืน หากมีกลิ่นหืน ควรทิ้งทันทีโดยไม่ต้องเสียดาย เพราะถ้าใช้ต่อ จะทำให้แพ้และริมฝีปากลอกได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้หญิงควรจำไว้คือ ลิปสติคส์ควรใช้เฉพาะคน ไม่ควรแบ่งเพื่อนใช้หรือใช้ร่วมกับคนอื่น เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากคนหนึ่งสู่อีกคนได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 123 เคลนเซอร์กับโทนเนอร์

  หลายคนอาจจะสับสนเรื่องเคลนเซอร์กับโทนเนอร์ ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ยิ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเคลนเซอร์กับโทนเนอร์ออกมาวางจำหน่ายมากมายยิ่งทำให้เกิดความสับสนไม่รู้จะเลือกใช้อะไรดี หรือจะไม่ใช้ได้ไหม เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นว่า “ตกยุค” ฉบับนี้จึงมีคำอธิบายเพื่อคลายข้อสงสัยค่ะ   ผิวสะอาดคือเรื่องสำคัญที่สุด การจะมีผิวพรรณสดใส ปราศจากความหมองคล้ำ ความมันหรือสิว ขั้นตอนในการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นเรื่องสำคัญ การจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะก็ต้องดูลักษณะผิวหน้าของตัวเองว่าอยู่ในประเภทใด ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแพ้ง่าย ซึ่งฉลาดซื้อได้นำเสนอไปในฉบับก่อนหน้านี้   ในขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้าโดยทั่วไปจะมีขั้นตอนสำคัญ 2 ขั้นตอนคือ   1.การทำความสะอาดผิวหน้า 2.การปรับสภาพผิวหน้าหลังทำความสะอาด   การทำความสะอาดผิวหน้า Cleanser หมายถึงการทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่ทำความสะอาดผิวหน้า หลายคนจึงเรียกให้ง่ายว่า เคลนเซอร์  ซึ่งโดยทั่วไปที่วางขายในท้องตลาดจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่เป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบที่ต้องอาศัยน้ำ อาจมาในรูปของโฟมหรือเจล เพื่อการล้างหน้า กลุ่มนี้จะมีส่วนผสมของตัวชะล้างหรือ detergent เป็นส่วนประกอบหลัก  อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือเคลนเซอร์ที่ช่วยในการเช็ดคราบเครื่องสำอาง กลุ่มนี้จะไม่อาศัยน้ำในการทำความสะอาดแต่จะมีน้ำมันหรือส่วนผสมอื่นที่สามารถละลายเครื่องสำอางให้ออกไปได้ง่าย เพราะปกติส่วนผสมในเครื่องสำอางสำหรับการแต่งหน้าจะเป็นน้ำมันหรือสารเคมีที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นจึงต้องใช้สารเคมีเฉพาะสำหรับการเช็ดคราบเครื่องสำอางออกไปก่อนจะล้างหน้าด้วยน้ำและผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอีกครั้ง  ดังนั้นถ้าเห็นคำว่า Cleanser บนฉลากเครื่องสำอาง ให้พิจารณาดูว่าสำหรับขจัดคราบเครื่องสำอางเป็นหลัก หรือว่าเป็นพวกที่อาศัยน้ำเพื่อชำระล้างคราบฝุ่นละอองทั่วไป  ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับสบู่   การปรับสภาพผิวหลังทำความสะอาด เมื่อเช็ดเครื่องสำอางด้วยเคลนเซอร์และล้างหน้าตามปกติแล้ว คำแนะนำสำหรับการทำความสะอาดผิวหน้าในขั้นตอนถัดมาก็คือ การใช้โทนเนอร์ ซึ่งมาในรูปของโลชั่นหรือน้ำที่จะหยดลงบนสำลีเพื่อเช็ดผิวหน้าเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกที่ยังอาจตกค้างอยู่หลังการล้างหน้า ในเวลาเดียวกันก็มีส่วนในการช่วยปรับสภาพผิวหน้าก่อนบำรุงผิวต่อไป   สมัยก่อนโทนเนอร์จะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สูงมาก เพราะผลิตขึ้นเพื่อช่วยในการกำจัดสิ่งสกปรกและความมันให้หมดไป ดังนั้นโทนเนอร์สมัยก่อนจึงมีส่วนทำให้ผิวแห้งตึง แต่ปัจจุบันโทนเนอร์ถูกพัฒนามากขึ้น จุดเด่นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องทำความสะอาดแต่ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุลชุ่มชื้น โทนเนอร์ในปัจจุบันจึงแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ 1.เฟชรเชนเนอร์ เป็นโทนเนอร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์  จะอ่อนโยนและดีสำหรับผิวแห้งมักมีส่วนผสมที่ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นสำคัญ 2. แคลิฟายอิ้งโลชั่นโทนเนอร์โทนเนอร์ที่มีความเข้มข้น(แอลกอฮอล์)ปานกลาง จะช่วยขจัดความมันและสิ่งสกปรก รวมทั้งช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้ผิว เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวผสม  3. แอสตรินเจนท์เป็นโทนเนอร์ชนิดเข้มข้น  จะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง จึงเหมาะสำหรับคนผิวมัน  เนื่องจากสามารถเช็ดคราบมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ดี  และยังช่วยลดความมันบนผิวหน้าอีกด้วย   ถ้าถามว่าผิวหน้าจำเป็นต้องใช้โทนเนอร์หรือไม่ สำหรับบางคนอาจจำเป็นโดยเฉพาะสาวๆ ที่แต่งหน้า การใช้โทนเนอร์จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาดยิ่งขึ้นและช่วยปรับสภาพผิว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้แต่งหน้าและไม่ใช่คนผิวมันมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้   และสำหรับสาวๆ ที่อยากได้โทนเนอร์แบบธรรมชาติปราศจากสารเคมี เรามีสูตรโทนเนอร์ธรรมชาติมาฝากด้วยค่ะ  สร้างความชุ่มชื้นให้ผิวแบบธรรมชาติ โลชั่นน้ำผลไม้   ใช้น้ำแตงกวา มะเขือเทศ มะนาว และแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน ใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบาๆ ให้ทั่วใบหน้า น้ำผลไม้ผสมสูตรนี้จะช่วย สมานผิวและกระชับรูขุมขนเหมือนกับการใช้แอสตรินเจนท์และโทนเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์น้ำผึ้ง  น้ำผึ้ง เป็นสารให้ความชุ่มชื้นจากธรรมชาติ ที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียน วิธีการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ตัวนี้ไม่ยาก ใช้น้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา อุ่นด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ ครึ่งนาที จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีจึงเช็ดออกด้วยสำลีแล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น คุณจะรู้สึกว่าผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น วิธีนี้ช่วยกำจัดสิวหัวดำและจุลินทรีย์ที่หมักหมมอยู่ตามขุมขนได้หมดจด ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้นด้วย โลชั่นน้ำนมผสมเปลือกกล้วยหอม   ล้างเปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผลให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากัน ใช้แทนโลชั่นสำหรับผิวแห้งหรือเกรียมแดด ทั้งยังช่วยขจัดฝุ่นละอองที่คั่งค้างอยู่ตามผิวหน้าด้วย โลชั่นน้ำนมเปลือกกล้วยนี้สามารถใส่ขวดเข้าตู้เย็นเก็บไว้ได้นานอีกด้วย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 122 การดูแลผิวมันและผิวผสม

  ขั้นแรกสุดในการทำให้ผิวตัวเราเองสวยคือการต้องเรียนรู้ว่าผิวเราเองเป็นผิวแบบไหน ความรู้เกี่ยวกับผิวตัวเราเองจะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและวิธีการดูแลผิวพรรณเฉพาะแบบของเราเองได้ดีที่สุด  สิ่งสำคัญที่เป็นกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงทั่วโลกคือการดูแลความสวยงามของตนเองและบำรุงรักษาผิวหนังนั่นเอง ผู้หญิงทุกคนพยายามที่จะค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง ดังนั้นการรู้ว่าผิวตัวเราเองจัดเป็นผิวแบบไหนจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในสองฉบับก่อนเรานำเสนอ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่ายไปแล้ว คราวนี้ปิดท้ายด้วยผิวมันและผิวผสมค่ะ  ผิวมัน (OILY SKIN)คนที่มีผิวมัน มักจะเป็นสิวได้ง่าย สามารถล้างหน้าด้วยน้ำสบู่หรือสบู่เหลวได้โดยไม่ค่อยรู้สึกระคายเคือง แสดงว่าผิวของคุณเป็นผิวมันค่อนข้างชัดเจน หลังล้างหน้า จะรู้สึกได้ถึงความสดชื่น แต่พอตกบ่ายจะพบว่าผิวหน้ามันเยิ้มอีกแล้ว ผิวหน้าจะแลดูหยาบเพราะมีรูขุมขนใหญ่และมีผิวหนากว่าผิวแบบอื่นๆ  การดูแลผิวมันผิวมันมักจะมีสิวเสี้ยนหัวดำแทรกอยู่ตามรูขุมขนได้มาก น้ำมันหรือซีบุ้มธรรมชาติเหล่านี้จะค่อยน้อยลงด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น ความเครียด ปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมนในร่างกายที่แปรเปลี่ยนไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่มีสิวเสี้ยนมาก อาจล้างหน้าด้วยน้ำสบู่หรือสบู่เหลวที่มีส่วนผสมของสารต้านเชื้อแบคทีเรียหลายๆ ครั้งต่อวัน และเช็คตามด้วยโลชั่นชนิดแอสตรินเจนท์เพื่อลดความมัน และช่วยปิดรูขุมขนให้เล็กลง นอกจากการล้างหน้าด้วยสารทำความสะอาดแล้ว แนะนำให้พอกหน้าด้วยดินหรือโคลนพอกหน้า ซึ่งคุณสมบัติของโคลนจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกและน้ำมันออกจากผิวหน้าส่วนที่ลึกลงไปได้ดีเยี่ยม ควรทำทุก 2 อาทิตย์ จะเป็นตัวช่วยให้ผิวหน้าสะอาดห่างไกลจากสิวเสี้ยนและสิวหัวดำ คนที่มีผิวมัน มักประสพกับปัญหาผิวแห้งเร็วได้ เนื่องจากความพยายามที่จะล้างหน้าบ่อยๆ หรือบ่อยเกินไปในแต่ละวัน และหลายคนคิดว่าผิวมันแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุงผิวอีกต่อไป อันนี้คงไม่จริงและความเข้าใจผิดนี้เองทำให้คนผิวมัน กลายเป็นคนผิวแห้งและแก่ได้ง่าย ดังนั้นภายหลังจากล้างหน้า ควรบำรุงด้วยครีมบำรุงผิวที่มีสารให้ความชุ่มชื้นแต่มีน้ำมันน้อยหรือเบาบาง ทาเคลือบผิวเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง ควรนวดคลึงเนื้อครีมเบาๆ ให้ดูดซึม และใช้กระดาษทิชชูเช็ดส่วนเกินของครีมบำรุงออกไปเพื่อไม่ให้ผิวหน้ามันเยิ้ม  ผู้ที่มีผิวมัน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง แต่รับประทานผลไม้และผักสดมากๆ  สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำสำหรับคนผิวมันสิ่งที่ควรทำ:1. ให้มั่นใจว่ามือสะอาดหรือล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสผิวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เป็นสิว 2. ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ล้างออกด้วยน้ำในการทำความสะอาดผิวหน้า ไม่แนะนำให้ใช้ครีมเช็ดเครื่องสำอาง เพราะมีน้ำมันมากเกินไป3. ควรพอกหน้าด้วยโคลนเป็นประจำเพื่อดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกไป ช่วยให้หน้าสะอาดและนุ่มนวล 4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามหลีกเลี่ยงหรือลดความเครียดในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ไม่ควรทำ:1. ไม่ควรบีบสิว ทำให้เกิดริ้วรอยและแผลเป็น2.  ไม่ควรเข้านอนโดยมีเครื่องสำอางอยู่บนผิวหน้า ผิวผสม (COMBINATION SKIN)คนที่มีผิวผสม จะมีน้ำมันเยิ้มบริเวณที-โซน และผิวแห้งบริเวณแก้ม มักเกิดจากตอนเป็นวัยรุ่นเป็นคนผิวมัน เมื่ออายุถึง 20 ปี ปริมาณน้ำมันที่ผลิตจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังจะค่อยๆ ลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้บางส่วนของผิวหน้ามีน้ำมันเยิ้ม แต่บางบริเวณเป็นผิวแห้ง วัยที่เปลี่ยนแปลงไปจึงควรตรวจเช็คสภาพผิว เพราะผิวผสมจะแปรเปลี่ยนตามวัย ฮอร์โมน และสภาวะสิ่งแวดล้อม  การดูแลผิวผสมใช้วิธีดูแลแบบคนที่มีผิวแห้งและผิวมันผสมกัน ควรดูแลให้บริเวณทีโซนแห้งไม่มันเยิ้ม ไม่ให้รูขุมขนอุดตัน และดูแลให้ผิวบริเวณแก้มชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ  ในแต่ละวัน ควรล้างหน้าด้วยครีมโฟม เพื่อขจัดความมันบริเวณทีโซน และในตอนเย็นควรใช้ครีมหรือโลชั่นเช็ดหน้า ทำความสะอาดเพื่อบำรุงให้ผิวหน้าไม่แห้งกร้าน เป็นการปรับสมดุลของผิวผสม แม้ว่าจะดูแลผิวทั้งสองแบบในขณะเดียวกันลำบาก แต่ควรจะทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผิวหน้าดูอ่อนวัยเสมอ ภายหลังจากล้างหน้า ควรเช็ดหน้าบริเวณทีโซนด้วยโลชั่นแอสตรินเจนท์ที่อาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เล็กน้อยเพื่อเช็ดเอาความมันออกไป แต่ควรใช้โทนเนอร์ที่อ่อนละมุนสำหรับแก้ม ลำคอและส่วนอื่นที่มีผิวแห้ง และควรบำรุงผิวทั่วทั้งหน้าด้วยครีมมอยส์เจอร์ที่อุดมด้วยสารอาหารและวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ   วิธีการหาชนิดของผิวตัวเราเองผิวหนังแบ่งออกได้เป็น 5 แบบ คือ ผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย วิธีการง่ายๆ ในการจะรู้ว่าผิวเราเองเป็นแบบไหน โดยนำกระดาษทิชชูที่สะอาดเช็ดและซับผิวหน้าตัวเองในตอนเช้าทันทีที่เพิ่งตื่นนอนและสังเกตดู คนที่มีผิวธรรมดา จะไม่มีน้ำมันถูกดูดซับอยู่บนกระดาษทิชชู และผิวหน้าจะไม่ตึงหรือมีสะเก็ดคล้ายผิวลอกหรือเป็นขุย และเมื่อซับหน้าเสร็จ จะรู้สึกผิวหน้านุ่มลื่น สบายผิวรวมทั้งมีความยืดหยุ่นของผิวหนังดี ไม่รู้สึกระคายเคืองหรือตึงเกินไป คนที่มีผิวมัน จะสังเกตเห็นน้ำมันถูกดูดซับบนกระดาษทิชชูอย่างชัดเจนเป็นดวงๆ ส่วนใหญ่น้ำมันจะมาจากบริเวณจมูก หน้าผากและโหนกแก้ม คนที่มีผิวผสม น้ำมันมักจะพบบริเวณหน้าผากและจมูก จะไม่พบบริเวณแก้ม คนที่มีผิวแห้ง จะไม่พบน้ำมันถูกดูดซับบนกระดาษทิชชูเช่นเดียวกับผิวธรรมดา และเมื่อซับหน้าด้วยกระดาษทิชชู หากพบว่าผิวหน้าตึงมากหรือแห้งไม่สบายผิว เป็นตัวชี้วัดว่าเราเป็นคนผิวแห้งอย่างชัดเจน คนที่มีผิวแพ้ง่าย บอบบาง ผิวหน้าจะตึงและระคายเคืองง่ายมากแม้บนกระดาษทิชชูที่นุ่มนวล มีปัญหาแพ้ง่าย แดง ระคายเคืองง่ายต่อผลิตภัณฑ์ทั่วๆไปในท้องตลาด หาที่ถูกใจและไม่แพ้ยากมาก  อ่านวิธีการดูแลผิวธรรมดา (ฉลาดซื้อ ฉบับ 120) การดูแลผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย (ฉลาดซื้อ ฉบับ 121)  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 121 วิธีดูแลผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย

ขั้นแรกสุดในการทำให้ผิวตัวเราเองสวยคือการต้องเรียนรู้ว่าผิวเราเองเป็นผิวแบบไหน ความรู้เกี่ยวกับผิวตัวเราเองจะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและวิธีการดูแลผิวพรรณเฉพาะแบบของเราเองได้ดีที่สุด ฉบับก่อนเราลงรายละเอียดการดูแลผิวธรรมดาไป คราวนี้มาต่อกันด้วยผิวแห้งและผิวแพ้ง่ายนะคะ ------------------------------------------------------------------------------ ลักษณะของผิวแห้งและผิวแพ้ง่ายคนที่มีผิวแห้ง เมื่อใช้กระดาษเช็ดหน้า(ทิชชู) เช็ดทำความสะอาดหน้าในตอนเช้าทันทีที่เพิ่งตื่นนอนจะไม่พบว่ามีน้ำมันถูกดูดซับบนกระดาษทิชชู และมักจะพบว่าผิวหน้าตึงมากหรือแห้งไม่สบายผิว เป็นตัวชี้วัดว่าเราเป็นคนผิวแห้งอย่างชัดเจน คนที่มีผิวแพ้ง่ายผิวบอบบาง ผิวหน้าจะตึงและระคายเคืองง่ายมากแม้บนกระดาษทิชชูที่นุ่มนวล มีปัญหาแพ้ง่าย แดง ระคายเคืองง่ายต่อผลิตภัณฑ์ทั่วๆ ไปในท้องตลาด หาที่ถูกใจและไม่แพ้ยากมาก ------------------------------------------------------------------------------ ผิวแห้ง (DRY SKIN)คนที่มีผิวแห้ง ผิวมักจะบางแลดูคล้ายกระดาษ เนื่องจากมีรูขุมขนเล็กละเอียด ผิวหน้าแลดูไม่สดใส แห้งมีขุยไม่มากก็น้อย ผิวมักจะระคายเคืองง่าย และเกิดริ้วรอยแห่งวัยเร็วกว่าอายุจริง ผิวชนิดนี้เหมาะกับการเลือกใช้ไนท์ครีมที่เข้มข้น ควรจะอุดมด้วยสารชุ่มชื้นผิวและมีสารไขมันหรืออีมูเลี่ยน (Emollients)  การทำความสะอาดผิวหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดครีมโฟมหรือครีมเช็ดหน้า ไม่ควรใช้สบู่ก้อนหรือสบู่เหลวเป็นอันขาด จะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น ควรทาครีมโฟมล้างหน้าหรือครีมทำความสะอาดผิวหน้าทิ้งไว้สักครู่ใหญ่ก่อนที่จะล้างหรือเช็ดออก และควรบำรุงด้วยครีมบำรุงผิวทันทีเพื่อปกป้องไม่ให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น   ในฤดูหนาว คนที่มีผิวแห้งจะยิ่งแห้งมากขึ้น ผิวจะลอกเป็นขุยและแตกเนื่องจากสูญเสียความชุ่มชื้นไปในอากาศมาก ผิวชนิดนี้นอกจากจะแห้งแล้วยังขาดน้ำมันหล่อลื่นจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังอีกด้วยอาจเนื่องจากธรรมชาติของคนผิวแห้งจะมีต่อมไขมันใต้ผิวหนังน้อยหรือสร้างน้ำมันซีบุ้มออกมาน้อย ผิวจะอ่อนไหวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศและเกิดริ้วรอยง่ายมาก ไม่ควรใช้โทนเนอร์ (Toner) เช็ดหน้าหลังล้างหน้า  การดูแลผิวหน้าในระหว่างวัน และควรเลือกใช้มอยสเจอร์ครีมที่มีส่วนผสมของสารกันแดดด้วย เพื่อป้องกันรังสียูวี การทาครีมบำรุงผิวสำหรับคนผิวแห้ง ควรทาทิ้งไว้สักครู่ใหญ่ เพื่อให้สารอาหารและเนื้อครีมซึมซับลงสู่ผิวหนังชั้นล่างให้มากที่สุดก่อนที่จะแต่งหน้าขั้นต่อไป  ควรให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษในตอนกลางคืนสำหรับคนผิวแห้ง การเช็ดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า ให้เริ่มต้นที่รอบดวงตาด้วยครีมเช็ดเมคอัพสำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ และล้างด้วยน้ำเปล่าให้ผิวชุ่มชื้นและสดชื่น และบำรุงตามด้วยไนท์ครีมที่เข้มข้น อาจจะเหนียวเหนอะหนะบ้างก็จะดี แสดงว่าครีมมีความเข้มข้นด้วยน้ำมันอีมูเลี่ยน ซึ่งจะทำหน้าทีปกป้องผิวในตอนกลางคืนได้ดี หากไนท์ครีมทาแล้ว รู้สึกเบาบาง จะไม่เหมาะกับคนผิวแห้งเลย เพราะประสิทธิภาพการปกป้องผิวจะน้อยเกินไป  อีกประการที่ควรรู้ คือคนที่มีผิวแห้ง การอาบน้ำร้อนหรือแช่น้ำร้อนบ่อยๆไม่เป็นผลดีนัก จะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น หากต้องการแช่น้ำอุ่น แนะนำให้ผสมน้ำมันหอมธรรมชาติลงไปในอ่างอาบน้ำด้วย เพื่อให้น้ำมันหอมไปเคลือบผิวให้นุ่มนวล ป้องกันผิวแห้งได้ดี  สิ่งที่ควรทำ1. ควรเติมครีมบำรุงผิวระหว่างวันด้วยนอกเหนือจากการบำรุงตอนเช้าและก่อนนอน จะช่วยได้มาก 2. ควรทาครีมกันแดด และควรใช้ไนท์ครีมที่เข้มข้นและเหนอะหนะหน่อยก็จะดีกว่าชนิดเบาบาง 3. ควรกินผลไม้มากๆ โยเกิร์ตและผักสด และดื่มน้ำมากๆในแต่ละวัน4. ควรให้ความสนใจกับผิวหนังรอบดวงตาที่แห้งมากกว่าส่วนอื่น สิ่งที่ไม่ควรทำ1. ไม่ควรตากแดดมากเกินไป2. ไม่ควรเช็ดถูผิวหน้าแรงๆ ไม่ควรใช้กระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าที่หยาบระคายเคืองผิวหน้า เพราะผิวที่แห้งมักจะเปราะบางและระคายเคืองง่ายมาก  ผิวแพ้ง่าย (SENSITIVE SKIN)ผิวแพ้ง่ายพบในคนจำนวนมาก ผิวจะเปราะบางกว่าผิวชนิดอื่นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ระคายเคืองง่าย ภายหลังการล้างหน้า ผิวชนิดนี้มักจะคันหรือระคายเคืองไม่มากก็น้อย บางครั้งจะพบรอยแดงๆ ได้บ่อย คนที่มีผิวแพ้ง่ายจะเลือกซื้อเครื่องสำอางทั่วไปในทองตลาดได้ยาก ควรทดสอบก่อนการตัดสินใจซื้อทุกครั้ง  การดูแลผิวที่แพ้ง่ายไม่ควรใช้สบู่ก้อนหรือสบู่เหลวล้างหน้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าเหมาะสำหรับผิวที่แพ้ง่าย  และบำรุงด้วยครีมบำรุงผิวที่ผ่านการทดสอบว่าเหมาะสำหรับผิวของคนกลุ่มนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอมเพื่อจะได้ไม่ระคายเคืองผิวหน้า  สิ่งที่ควรทำ1. ควรทดสอบอาการแพ้โดยใช้ผิวด้านในของท้องแขนทุกครั้งก่อนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ หากมีอาการร้อนและแสบแดงและคันทันทีภายในระยะเวลาไม่กี่นาที ให้ล้างออกโดยทันที 2. ทุก 6 เดือน ควรโล้ะทิ้งเครื่องสำอางที่ใช้ไม่หมดที่อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น ดินสอเขียนคิ้ว เขียนขอบตา และมาสคาร่า เป็นต้น  3. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่เห็นการแยกชั้นชัดเจนของน้ำมันและน้ำในสินค้าประเภทครีมหรือโลชั่น  สิ่งที่ไม่ควรทำไม่ควรเริ่มต้นใช้ครีมบำรุงผิวบนใบหน้า นอกจากมั่นใจว่าเป็นยี่ห้อที่เคยใช้และไม่มีอาการแพ้มาก่อน ไม่ควรไปตากแดดโดยปราศจากครีมกันแดด  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 120 คุณมีผิวแบบไหน?

  ขั้นแรกสุดในการทำให้ผิวตัวเราเองสวยคือการต้องเรียนรู้ว่าผิวเราเองเป็นผิวแบบไหน ความรู้เกี่ยวกับผิวตัวเราเองจะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและวิธีการดูแลผิวพรรณเฉพาะแบบของเราเองได้ดีที่สุด  ในอดีต ผิวหนังคนเราไม่ได้มีการแยกแยะแต่ถูกจัดเป็นแบบเดียวกันหมด แต่ความรู้มากมายของนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันได้มีการจัดแบ่งผิวหนังออกเป็นรูปแบบต่างๆ ตามกำเนิดของแต่ละคน และการบำรุงรักษาหรือดูแลผิวพรรณของแต่ละรูปแบบก็แตกต่างกัน งานวิจัยมากมายพบว่าความสวยและสมบูรณ์ของผิวหนังอยู่ที่คุณภาพผิวหนังชั้นล่างที่ลึกลงไปและที่สำคัญยังขึ้นอยู่กับคุณภาพตามกำเนิดของผิวหนังดั้งเดิมของแต่ละคนอีกด้วย คุณภาพผิวหนังที่ว่านี้จะเป็นตัวชี้วัดถึงอายุเจ้าของและบ่อยครั้งคุณภาพผิวหนังที่ดีจะช่วยชี้วัดให้เจ้าของแลดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงได้มากถึง 10 ปีหรือกว่าก็ได้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมาพบว่าสิ่งสำคัญที่เป็นกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงทั่วโลกคือการดูแลความสวยงามของตนเองและบำรุงรักษาผิวหนังนั่นเอง ผู้หญิงทุกคนพยายามที่จะค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง ดังนั้นการรู้ว่าผิวตัวเราเองจัดเป็นผิวแบบไหนจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญทีเดียว  วิธีการหาชนิดของผิวตัวเราเองผิวหนังแบ่งออกได้เป็น 5 แบบ คือ ผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวผสม และผิวแพ้ง่าย วิธีการง่ายๆ ในการจะรู้ว่าผิวเราเองเป็นแบบไหน โดยนำกระดาษทิชชูที่สะอาดเช็ดและซับผิวหน้าตัวเองในตอนเช้าทันทีที่เพิ่งตื่นนอนและสังเกตดู  - คนที่มีผิวธรรมดา จะไม่มีน้ำมันถูกดูดซับอยู่บนกระดาษทิชชู และผิวหน้าจะไม่ตึงหรือมีสะเก็ดคล้ายผิวลอกหรือเป็นขุย และเมื่อซับหน้าเสร็จ จะรู้สึกผิวหน้านุ่มลื่น สบายผิวรวมทั้งมีความยืดหยุ่นของผิวหนังดี ไม่รู้สึกระคายเคืองหรือตึงเกินไป  - คนที่มีผิวมัน จะสังเกตเห็นน้ำมันถูกดูดซับบนกระดาษทิชชูอย่างชัดเจนเป็นดวงๆ ส่วนใหญ่น้ำมันจะมาจากบริเวณจมูก หน้าผากและโหนกแก้ม - คนที่มีผิวผสม น้ำมันมักจะพบบริเวณหน้าผากและจมูก จะไม่พบบริเวณแก้ม - คนที่มีผิวแห้ง จะไม่พบน้ำมันถูกดูดซับบนกระดาษทิชชูเช่นเดียวกับผิวธรรมดา และเมื่อซับหน้าด้วยกระดาษทิชชู หากพบว่าผิวหน้าตึงมากหรือแห้งไม่สบายผิว เป็นตัวชี้วัดว่าเราเป็นคนผิวแห้งอย่างชัดเจน  - คนที่มีผิวแพ้ง่าย บอบบาง ผิวหน้าจะตึงและระคายเคืองง่ายมากแม้บนกระดาษทิชชูที่นุ่มนวล มีปัญหาแพ้ง่าย แดง ระคายเคืองง่ายต่อผลิตภัณฑ์ทั่วๆ ไปในท้องตลาด หาที่ถูกใจและไม่แพ้ยากมาก   วิธีดูแลผิวแต่ละแบบ เนื่องจากมีขั้นตอนและวิธีการที่ละเอียดในการดูแลผิวแต่ละชนิด จึงขอทยอยนำเสนอ ซึ่งจะเริ่มที่ผิวธรรมดาก่อนนะคะ   ผิวธรรมดา (NORMAL SKIN)ผิวแลดูสะอาดเกลี้ยงเกลา แสดงถึงความแข็งแรงของสุขภาพภายในร่างกาย บ่งบอกถึงการหมุนเวียนของระบบเลือดที่ดี ผู้หญิงบางคนอาจมีสิวได้ก่อนการมีรอบเดือน เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่มากขึ้นไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้หลั่งน้ำมันออกมามากขึ้นที่ผิวหนัง แต่สิวสาวที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผิวชนิดธรรมดา ควรหมั่นดูแลบำรุงให้ผิวแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอเพื่อยืดอายุผิวให้ยาวนานที่สุด วิธีดูแลผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ นุ่ม ลื่นเปล่งปลั่งและแข็งแรงสำหรับคนมีผิวธรรมดา 1. ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ วันละ 2 ครั้งโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ฟองน้อยๆ หรือชนิดไม่มีฟองยิ่งดี อาจเป็นชนิดล้างออกด้วยน้ำเปล่าหรือเช็ดออกก็ได้เช่นกัน  2. ทาบำรุงด้วยโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวหน้าก่อนนอนทุกครั้งเพื่อปรับสมดุลของความชุ่มชื้นในผิวหนังกับสภาวะอากาศรอบตัว ไม่ควรเข้านอนโดยปราศจากครีมบำรุงผิวหน้า  3. การทำความสะอาดผิวหน้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวทุกแบบ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนที่สุด จะเป็นตัวช่วยให้รูขุมขนเล็ก และการใช้โลชั่นใสเช็ดหน้าชนิด แอสตรินเจนท์ (astringent) จะช่วยขจัดส่วนเกินของสารทำความสะอาดที่อาจหลงเหลืออยู่บนผิวหน้าได้ แต่ควรเลือกชนิดที่ปราศจากแอลกอฮอล แต่หากเช็ดหน้าแล้วเย็นวูบ แสดงว่ามีแอลกอฮอลเป็นส่วนประกอบ  4. การใช้เครื่องเป่าผม ควรหลีกเลี่ยงให้ลมร้อนพ้นจากผิวหน้า จะได้ไม่ทำให้ผิวแห้ง  5. การรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้า ควรเลือกใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงที่มีน้ำมันหรือไขมันพอสมควรก่อนการแต่งหน้า เพื่อปกป้องผิวหน้าไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้นไปในอากาศ หากกลัวความมัน ให้ทาบางๆจะได้ประโยชน์กว่าการเลือกใช้ครีมบำรุงที่ไม่มัน เพราะในระยะยาว ผิวจะแห้งง่าย แก่เร็ว  6. ผลิตภัณฑ์กันแดดสำคัญมากในโลกปัจจุบันที่มีภาวะโลกร้อน ควรทาครีมกันแดดรองพื้นก่อนออกแดด เช่น ไปทะเลหรือสถานที่มีรังสีโดยตรง เพื่อป้องกันผิวแห้งและเหี่ยวย่น  7. การใช้ครีมพอกหน้าชนิดที่ปราศจากองค์ประกอบที่ทำให้ผิวแห้ง จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเลือดใต้ผิวหนัง และช่วยรักษาผิวหน้าให้นุ่ม ลื่นมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ควรทำอย่างน้อย 2 อาทิตย์ต่อครั้ง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ที่มีผิวแบบธรรมดานี้จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่จะช่วยให้ผิวดูเต่งตึง เนียนนุ่ม และป้องกันผิวแก่ก่อนวัยได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวใต้ตาเนื่องจากผิวหนังใต้ตาจะปราศจากต่อมไขมัน ทำให้ผิวบริเวณใต้ตาแห้งง่ายที่สุด เหี่ยวย่นเห็นชัดเร็วที่สุด  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point