ฉบับที่ 213 จดหมายถึงบอกอ

ทดสอบสาหร่ายแผ่นปรุงรส ดิฉันมีเรื่องทดสอบมาแนะนำค่ะ คือสาหร่ายแผ่นปรุงรสที่เด็กๆ ทานเล่น บางครอบครัวซื้อให้ลูกรับประทานเล่นเพราะคิดว่ามีประโยชน์มากกว่าขนมซอง อยากให้ฉลาดซื้อนำมาทดสอบให้หน่อยค่ะว่ามีอะไรต้องระวังไหมคะ พิมพา ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านฉลาดซื้อนะคะ ส่วนเรื่องสาหร่ายแผ่นปรุงรสเป็นเรื่องที่ทางกอง บก.กำลังสนใจเลยค่ะ เพราะเราเคยสำรวจและทดสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ฉบับที่ 108 เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นเวลานานมากแล้ว คุณพิมพาติดตามผลการทดสอบใหม่ล่าสุดได้เร็วๆ นี้แน่นอนค่ะ  สนใจเรื่องการส่งพัสดุ    ติดตามผลการทดสอบจากนิตยสารฉลาดซื้อเวลามีการจัดแถลงข่าวเสมอครับ ผมสนใจเรื่องบริษัทจัดส่งพัสดุซึ่งมีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน อยากให้ฉลาดซื้อลองนำข้อมูลและรายละเอียดมาให้อ่านด้วยครับ                                                                                                                                    เด็กรังสิต     ทางกองบรรณาธิการมีความสนใจเรื่องบริษัทจัดส่งพัสดุเช่นกันค่ะ ติดตามข้อมูลได้ในฉบับถัดๆ ไปนะคะ แต่ถ้าสนใจผูกปิ่นโตเป็นสมาชิกนิตยสารได้รับข้อมูลในทุกๆ เดือน สมัครเป็นสมาชิกนิตยสารแบบออนไลน์ราคาประหยัดได้ที่เว็ปไซต์ของเราได้เลยนะคะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 212 จดหมายถึงบอกอ

ความต่างของผงปรุงรสกับผงชูรส ดิฉันเคยเขียนไปรษณียบัตรถาม มีความสงสัยเรื่องผงปรุงรสที่ว่าไม่ใช่ผงชูรส แต่อ่านส่วนผสมก็มีโมโนโซเดียมกลูตาเมต ช่วยขยายความด้วย ประเด็นนี้เคยถามไปนาน ไม่มั่นใจว่ากี่ปี ลืมแล้ว แต่ติดตามทางนิตยสารก็ยังไม่มี หรือตอบไปแล้ว ดิฉันลืมอ่าน แล้วผงปรุงรสมีผลเสียอย่างไรบ้างไหมคะ หมายถึงปริมาณที่แนะนำให้บริโภคคงไม่มีโทษ แต่ความจริง แม่ค้าขายอาหารน่าจะใส่ผงปรุงจำนวนมากกว่าปริมาณแนะนำเพื่อให้มีรสอร่อยมาก ถ้าผลิตมาจากเนื้อสัตว์ ใส่มากๆ ก็แค่เพิ่มต้นทุน และได้ความอร่อยเพิ่ม ไม่ได้รับส่วนปรุงรสที่เป็นอันตราย อย่างนี้ไหมคะวงษ์จันทร์ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ตอบคำถาม อย่าเพิ่งโกรธกันเสียก่อนนะคะ พอดีฉลาดซื้อเปลี่ยนแอดมินเพจเฟซบุ๊กและเว็ปไซต์เลยอาจจะมีอะไรผิดพลาดไปบ้าง  ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) คือ วัตถุปรุงแต่งอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มันสำปะหลัง หรือ อ้อย นำมาผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อตกผลึกกลายเป็นผงชูรส มีคุณสมบัติทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น หากใส่ในปริมาณที่พอดีจะให้รสอูมามิในอาหาร ส่วน ผงปรุงรส คือ การนำเอาเครื่องปรุงรสอาหารต่างๆ มาหมักรวมกับเนื้อสัตว์ นำไปต้มและอบแห้งทำให้เป็นผง ซึ่งผงปรุงรสเองอาจจะมีส่วนประกอบของผงชูรสหรือไม่มีเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของผงปรุงรส ต้องอ่านฉลากให้ดีค่ะ ผงปรุงรสมีผลเสีย ตรงที่มีปริมาณโซเดียมสูง ผู้ที่มีปัญหาภาวะความดันโลหิตสูง โรคไต ควรหลีกเลี่ยง หรือรับประทานให้น้อยลงค่ะ   ผลิตภัณฑ์ฉีดพ่นคอ พวกยาฉีดพ่นคอ ระงับอาการระคายเคือง ที่ทำให้ไอ กระแอม ตัวนี้พ่นบ่อยๆ จะมีอันตรายไหมคะ Kanokporn Vongpradit Mouth Spray ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเคลมว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่น่าจะมีอันตราย อย่างไรก็ตาม หากพ่นบ่อยๆ โดยไม่ได้มีอาการระคายเคือง อาจเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์เกินความจำเป็น และเสียเงินโดยใช้เหตุค่ะ เปลี่ยนมาเป็นจิบน้ำบ่อยๆ หรือใช้พวกยาอมหรือเม็ดอมสมุนไพร ก็ช่วยให้ชุ่มคอได้เช่นกัน 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 211 จดหมายถึงบอกอ

      กองบก.ขออภัยในความผิดพลาดและแก้ไขข้อมูลที่ถูกต้องในบทความบนเว็บไซต์แล้วค่ะ ทั้งนี้ได้ตรวจสอบข้อมูลและขอชี้แจงพร้อมขออภัยมายังบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) ดังนี้ 1.อัตราผลตอบแทน IRR (1.77%) แบบประกันกรุงเทพ 200 ของบริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) เป็นไปตามที่บริษัทแจ้งข้อมูลมา ซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่ 2 จากจำนวน 11 บริษัทที่นิตยสารฉลาดซื้อได้ทำการศึกษา 2.นิตยสารได้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องในทุกช่องทาง และได้จัดทำข่าวแก้ไขให้สื่อมวลชนในวันที่ 19 กันยายน 2561 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 3.บรรณาธิการบริหาร นิตยสารฉลาดซื้อ ได้แถลงแก้ไขข้อผิดพลาดผ่านรายการวิทยุ FM 96.5 MHz ช่วงเวลา 20.35 – 21.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2561

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 210 การคุ้มครองผู้บริโภคในฮ่องกง

สภาผู้บริโภคฮ่องกง (Hong Kong Consumers Council) ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2517 จากสถานการณ์ปัญหาวิกฤติเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลปีละประมาณ 350 ล้านบาท ในการทำงาน โดยงบประมาณ มากกว่าร้อยละ 90 ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มีเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มาจากการจำหน่ายนิตยสารขององค์กร นิตยสารมีนโยบายไม่รับโฆษณาและการสนับสนุนจากธุรกิจเอกชนด้วยเช่นกัน มีนโยบายและการทำงานที่เป็นอิสระจากรัฐบาลสภาองค์กรผู้บริโภคฮ่องกง เป็นตัวแทนของผู้บริโภคตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนเสียงของผู้บริโภคและนำเสนอประเด็นให้เกิดการอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคจนนำไปสู่การปฏิบัติ สร้างความร่วมมือระหว่างผู้บริโภค องค์กรภาคเอกชน เครือข่าย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สื่อและรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมสวัสดิการผู้บริโภคและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับผู้บริโภคในการปกป้องตนเอง เรื่องสำคัญล่าสุดที่ได้รับการผลักดันจากสภาองค์กรผู้บริโภคฮ่องกง การคุ้มครองผู้บริโภคในการทำสัญญาซื้อขายและการบอกเลิกสัญญา โดยการอนุญาตให้ผู้บริโภค มีสิทธิในการบอกเลิกสัญญา และคืนสินค้า และขอรับเงินคืนภายในระยะเวลาที่เหมาะสมหลังจากได้ทำสัญญา สิทธิในการยกเลิกสัญญานี้จะช่วยเพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภคเนื่องจากปัญหากลยุทธ์การทำการขายสินค้าแบบไร้ยางอายและการตลาดที่กดดันผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อในระยะเวลาอันสั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคฮ่องกง ได้ใช้มาตรการแบบสมัครใจให้คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในการยกเลิกสัญญาในธุรกิจ เสริมความงาม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย การซื้อบริการท่องเที่ยว (timeshare) และล่าสุดได้ออกกฎหมายบังคับในปีที่ผ่านมา โดยกฎหมายให้มีการกำหนดระยะเวลาตัดสินใจในการทำสัญญา (Cooling-off Period) สำหรับธุรกรรมกับผู้บริโภค 2 ประเภท ได้แก่ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและ / หรือบริการที่มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายตรง เช่น สิทธิในการบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้วภายใน 7 วัน คืนสินค้าภายใน 14 วันหลังจากได้รับสินค้าที่ส่งถึงบ้าน ได้รับเงินคืนภายใน 14 วันหลังจากบอกเลิกสัญญา หรือคืนสินค้าประเทศไทยมีมาตรการคืนสินค้าที่ชัดเจนกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2560 ใกล้เคียงกับที่ดำเนินการในฮ่องกง เช่น ผู้บริโภค มีสิทธิเลิกสัญญาโดยการส่งเอกสารแสดงเจตนาที่จะบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันนับแต่วันได้รับสินค้าหรือบริการ โดยสามารถเก็บสินค้านั้นไว้ ภายในระยะเวลา 21 วัน สามารถให้ผู้ขายหรือตัวแทนมารับสินค้าคืนที่ภูมิลำเนาของผู้บริโภค หรือส่งคืนสินค้าทางไปรษณีย์โดยเรียกเก็บเงินปลายทาง รวมทั้งผู้บริโภคมีสิทธิได้รับเงินคืนเต็มจำนวนและเบี้ยปรับ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่แสดงเจตนาเลิกสัญญา หากไม่คืนเงินภายใน 15 วัน ก็ต้องเสียเบี้ยปรับตามที่กฎหมายกำหนด การซื้อสินค้าและบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์หลายครั้งมีมูลค่าไม่มากต่อตัวเรา แต่หากคิดเป็นภาพรวมมีมูลค่ามากมาย  มีกฎหมายดีแบบนี้ ต้องช่วยกันทำให้เป็นจริงให้ได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 206 พาราควอต แร่ใยหินภาค 2

เป็นที่รู้หรือยอมรับกันทั่วโลก ว่าแร่ใยหินมีปัญหาเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ ยกเลิกการใช้มากกว่า 50 ประเทศ จนมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตั้งแต่ปี 2554 แต่จนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในการยกเลิกการนำเข้า การห้ามใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระเบื้องและสินค้าที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ยอมรับผลการศึกษาที่ผ่านมาที่สรุปว่าแร่ใยหินอันตราย ทั้งจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่กระทรวงอุตสหากรรมว่าจ้างศึกษา และผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์(ของบริษัท) ได้ให้ข้อมูลแย้งเพื่อสนับสนุนการใช้แร่ใยหินมาเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อมีความเห็นแย้งอยู่จึงเห็นว่ายังไม่ควรดำเนินการตามมติครม. ขณะที่นักวิชการและภาคประชาชน เสนอให้ยกเลิกการนำเข้า และมีระยะเวลาจำกัดการใช้ เพราะเหตุผลเดียวที่จะยอมให้ใช้แร่ใยหินคือไม่มีสารทดแทน แต่เมื่อมีสารทดแทนแล้วก็ควรเลิกใช้ ซึ่งประเทศไทยก็มีผู้เสียชีวิตจากแร่ใยหินแล้ว แต่จะรอให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากก่อนค่อยยกเลิกหรืออย่างไรส่วนพาราควอต องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุชัดเจนว่ามีพิษรุนแรง เฉียบพลัน ไม่มียาต้านพิษ ก่อให้เกิดพาร์คินสัน  ตามที่ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายรอบ เพื่อรับฟังข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ยังคงยืนยันตามมติเดิมที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตทางการเกษตร เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขณะที่คณะอนุกรรมการชุดพิเศษของกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอสองทางเลือกให้จำกัดการใช้ หรือให้เพิกถอนทะเบียนเพราะเป็นสารเคมีอันตราย ให้กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายของกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาและดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป แต่คาดการณ์คำตอบได้ไม่ยาก จากปรากฎการณ์เชียร์ออกนอกหน้าของนักวิชาการบางกลุ่ม ให้ใช้พาราควอตได้ต่อ สารเคมีตัวนี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ เกษตรกรไร่อ้อยยังจำเป็นต้องใช้ กระทรวงเกษตรสามารถกำกับดูแลแบบเข้มงวดได้ สุดท้ายกระทรวงอุตสาหกรรมบอกตัดสินใจไม่ได้ เพราะขัดแย้งกัน ใครจะได้ประโยชน์??ดูพฤติการณ์ จะเข้าอีหรอบเดียวกับแร่ใยหินเป็นแน่แท้ หรือใครจะว่าไม่จริง เพราะคำพูดนี้ยังใช้ได้ผลและศักดิ์สิทธิเสมอในสังคมไทย “สุขภาพต้องมาก่อนการค้า แต่การค้าสำคัญเป็นอันดับแรก” (Health before Trade but Trade comes first) เหมือน Lady first but Gentlemen before 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 205 โลกร้อน เรื่องของเขาหรือของเรา

ไม่มีใครรู้ว่าโลกร้อนมากเพียงใดที่จะ "ปลอดภัย" แต่ที่เรารู้ก็คือ ภาวะโลกร้อนกำลังก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ทุกคนเห็นและจับต้องได้ก็คือ สภาพร้อนหนาว ฝนตก น้ำท่วม แห้งแล้ง ความแปรปรวนของอุณหภูมิ ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลง เกิดผลกระทบกับประเทศไทยและทุกภูมิภาคทั่วโลกแน่นอนการลดภาวะโลกร้อนในประเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ(PDP) ฉบับล่าสุด (2558-2579) ที่มีข้อเสนอให้มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงร้อยละ 20 ในปี 2579 ซึ่งน้อยกว่าสัดส่วนพลังงานฟอสซิลที่สูงถึงร้อยละ 25 ในปีเดียวกันต้องยอมรับว่า พลังงานสะอาด บ้านเราไม่ไปไหน แม้แต่ข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้นปี 2559 ได้เสนอให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้านโดยเสรี แต่ยังทำไม่ได้จนถึงปัจจุบัน เพราะการไฟฟ้าไม่ยอมให้หักลบไฟฟ้าที่ผลิตได้ กลายเป็นผลิตให้การไฟฟ้าฟรี ยกเว้นสำนักงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย วัด หรือบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน หลายคนบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องสนใจมาก แต่ถึงตอนนั้นห้ามนำเงินภาษีไปอุดหนุนนะ เพราะธุรกิจพลังงานฟอสซิลขาลงเหมือนทีวีดิจิทัล ที่รอเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง(ทำลายล้าง) การที่เทคโนโลยีพัฒนาไม่หยุดยั้ง เช่น ล่าสุดความเก่งกาจของผู้ผลิตไทยเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า MINE Mobility วิ่งได้นานถึง 200 กิโลเมตร และการชาร์จแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้นหรือกรณีบริษัทเทสล่า เลือกใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้าแทนน้ำมัน ทำให้ TESLA ได้เปรียบบริษัทรถยนต์อยู่หลายเรื่อง  ไม่ว่าสมรรถภาพที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงถูกกว่า ต้นทุนการบำรุงรักษาถูกกว่า แถมมลภาวะเป็น 0 จนตลาดหุ้นยอมให้มูลค่าบริษัท TESLA มากกว่าบริษัทจีเอ็ม ทั้งที่ TESLA ยังขายรถได้น้อยกว่ามาก เพราะตลาดมองว่าผู้บริโภคพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันมาเป็นรถใช้ไฟฟ้า เมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้ประดิษฐ์กระจกที่สามารถจ่ายไฟฟ้า หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า"เซลล์แสงอาทิตย์ฟิล์มบางแคดเมี่ยมเทลลูไรด์" ใช้เวลาเพียง 55 วินาที ก็จะได้กระจกจ่ายไฟฟ้า 1.92 ตารางเมตร หนัก 30 กิโลกรัม ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 260 ถึง 270 กิโลวัตต์ชั่วโมง ข้อมูลที่เผยแพร่บอกว่า ถ้าต่อพ่วงกันสัก 3,000-4,000‬ แผง ก็จะได้พลังงานรวมทั้งปีในราว 800,000 - 1,040,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง มากพอๆ กับบริษัทพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากบ่อน้ำมันย่อมๆ 1 บ่อ อย่าปล่อยให้อิทธิพลของพลังงานฟอสซิลและตลาดทุนกำหนดนโยบายที่ไม่พึงปรารถนา ¬¬¬¬¬¬¬¬จนเราไม่สามารถเท่าทันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอยู่ในขณะนี้ หรืออีกทางหนึ่งอย่าปล่อยให้การเมืองเรื่องพลังงานมากำหนดอนาคตโลก

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 204 ภาพยนตร์ผู้บริโภค

กรณี น.ส.รัตนฉัตร ใช้ขวานทุบรถยนต์ที่จอดขวางประตูหน้าบ้าน บริเวณหมู่บ้านเสรีวิลลา เขตประเวศ จนได้รับฉายาในโลกโซเชียลว่า "ป้าทุบรถ" นำมาสู่การบอกเล่าความทุกข์ตลอด 10 ปี ท่ามกลางตลาดที่รายล้อมรอบบ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทำให้นึกย้อนถึงหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายกรณี คุณปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา และครอบครัวที่ปรากฏตัวตนต่อสู้ต่อสาธารณะหลายครั้งหลายหน จนคุณหมอวิชัย โชควิวัฒน์ ให้ฉายาว่า เป็นตัวแสบ หรือนางปีศาจร้ายที่ “เล่นไม่เลิก” แต่ในอีกด้านหนึ่ง คุณปรียนันท์กลายเป็นตำนานของการต่อสู้ที่ยืนหยัดจนถึงปัจจุบัน ให้มีกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุขทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์เรื่องราวของ “รัตนา สัจจเทพ” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “รัตนา บ้านสีดำ” ยังคงอยู่ในใจใครหลายๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้ บทบาทนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องความถูกต้องจากการเอารัดเอาเปรียบของข้าราชการขี้ฉ้อ เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง มากกว่าการทำหน้าที่โดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม ได้ก่อให้เกิดกรณี  “บ้านสีดำ” สู่สายตาสาธารณชนในที่สุด กรณีที่ น.ส.เดือนเพ็ญ ศิลาเกษ เจ้าของร้าน "ศิลาเกษ" ซึ่งจำหน่ายเสื้อผ้าย่านพาหุรัด ซื้อรถยนต์ป้ายแดง แต่ปรากฏว่า รถมีปัญหาตั้งแต่ซื้อมาใหม่ๆ เข้าศูนย์ซ่อมมาหลายครั้งหลายหนแล้วก็ไม่หาย ร้องเรียนขอความเป็นธรรมแล้วไม่ได้ผล จนทุบรถเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นกรณีเหล่านี้ สะท้อนภาพการคุ้มครองผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ว่า การพัฒนาประเทศที่ผ่านมา รัฐสม่ำเสมอกับการคุ้มครองผลกำไรของธุรกิจเอกชน จนละเลยสิทธิของคนเล็กคนน้อย ผู้บริโภค และหลายครั้งรัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิ หรือร่วมมือในการกระทำเหล่านั้นเสียเอง ความยุ่งยากในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้น กระบวนการชดเชยเยียวยา ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ในทุกหน่วยงานที่ต่างมีกำแพงความยุติธรรม สะท้อนความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า และการป้องกันปัญหาภายในประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี ทุกคนกว่าจะได้รับความเป็นธรรมในปัญหาของแต่ละคน ต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องจนสามารถสร้างภาพยนตร์จากเรื่องราวเหล่านั้นได้ทุกคน สิ่งหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญ คงไม่พ้นความรับผิดชอบ ความเที่ยงตรงของหน่วยงานรัฐ การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเสมอหน้า เกิดขึ้นซ้ำซาก ๆ แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหน่วยงานรัฐ และการเรียนรู้จากสังคมไทย เพราะขาดความเด็ดขาดของกระบวนการยุติธรรมร่วมด้วยที่พอจะเกี่ยวข้อง คงเป็นปัญหาบริโภคนิยมที่มากับข่าวสารที่มากมาย รวดเร็ว มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ในขณะเดียวกัน เหมือนอย่างที่ล้อเลียนกัน ว่า ขอบคุณเสือดาวที่ทำให้ปัญหานาฬิกาหายไป หรือขอบคุณป้าที่มาช่วยชีวิตคนฆ่าเสือดาว ทำให้ความรับผิดชอบที่ไม่มากพอของหน่วยงานรัฐทั้งระบบ เงียบหายไป หรือคนที่ลงมือทำเหนื่อยเกินไปจนท้อ และเกิดเรื่องราวใหม่อีกรอบ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 203 เรียนรู้ประวัติศาสตร์

มีผู้รู้วิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยว่า ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำ ซาก เกิดแล้วเกิดอีกลองมาย้อนดูประวัติศาสตร์ผู้บริโภคกันบ้าง สถานออกกำลังกายแคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กพีเรียน จำกัด(มหาชน) CAWOW ซึ่งฉ้อโกงสมาชิกออกกำลังกาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) พบพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีการโอนเงินไปต่างประเทศจำนวนมากต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่ปี 2545- 2556 มากกว่า 1,600 ล้านบาท เจ้าของบริษัทหรือผู้ร่วมลงทุนหนีหาย คดีได้มีคำพิพากษาถึงกรรมการผู้มีอำนาจที่เป็นอดีตเทรนเนอร์ เมื่อกลางปี 2560 ผ่านมา พบมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 9 หมื่นบาท ลดโทษเหลือ 8 เดือน ปรับ 60,000บาท รอลงอาญา 2 ปีต่อมาบริษัท ทรูฟิตเนส ปิดบริการ ลอยแพลูกค้าหลายร้อยคน สูญเงินหลักหมื่นยันหลักแสน เมื่อกลางปีที่แล้ว บริษัทเปิดให้บริการ 3 สาขาในประเทศไทย เมื่อ เดือน มิ.ย. 2549 ที่อาคารเอ็กเชน ทาวเวอร์ สุขุมวิท มีพื้นที่ให้บริการโดยรวมขนาด 3,700 ตารางเมตร ต่อมาเปิดสาขาห้างสรรพสินค้าเซน แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อปี 2550 และสาขาเอสพลานาด แคราย เมื่อปี 2552หรือแม้แต่กรณีรถยนต์ที่เคยเกิดปัญหาทุบรถยนต์ฮอนด้า หรือปัญหาจากการใช้งานรถยนต์บางรุ่นของเชฟโรเล็ต ฟอร์ด และมาสด้า แต่จนถึงปัจจุบันสำหรับผู้บริโภคก็ยังมีความยากเย็นแสนเข็ญในการต่อสู้ และหาทางเยียวยาความเสียหายของตนเอง แถมล่าสุดเมื่อต้นปีนี้เอง บริษัทรถยนต์มาสด้า ได้ว่าจ้างสำนักงานทนายความเบเคอร์แอนด์แม็คแคนซี่ ฟ้องผู้ใช้รถยนต์ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของตนเอง แถมผู้ถูกฟ้องคดีได้รับคำฟ้องจากบริษัททนายแทนที่จะได้คำฟ้องจากศาลยุติธรรมที่น่าสนใจคงจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ที่รถยนต์ดีเซลมาสด้า 3 และ SUV crossover รุ่น CX-3 ถูกเรียกคืน 2.3 ล้านคันทั่วโลก เกี่ยวกับปัญหาเครื่องยนต์ดีเซล หลังจากมีข้อร้องเรียนของผู้บริโภคจำนวน 846 รายในประเทศญี่ปุ่น บริษัทต้องตอบคำถามว่า เป็นกรณีเดียวกันหรือใกล้เคียงกันหรือไม่กับรถยนต์ มาสด้า 2 ที่ถูกร้องเรียนจากผู้บริโภคในประไทยประวัติศาสตร์เหล่านี้มีไว้เรียนรู้ และปรับปรุงแก้ไขร่วมกันทุกฝ่าย ไม่งั้น ปัญหายืมนาฬิกาเพื่อน พรรคการเมืองทหาร จนถึงปัญหาผู้บริโภค มาตรฐานการดูแลคุ้มครองที่เท่าเทียมกันทั่วโลก คงมีให้เห็นเป็นระยะ เมื่อผู้คนลืมเลือนสิ่งเหล่านั้นไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 202 นับถือคนทำขนมเปี๊ยะ

ขนมเปี๊ยะเจ้าอร่อย สามร้าน ขอใบเซอร์จากร้านวัตถุดิบเพื่อไม่ให้ขนมของตนเองมีวัตถุกันเสีย ฉลาดซื้อเชียร์ ผู้บริโภคสนับสนุนเจ้าของร้านขนมเปี๊ยะสิงห์เพชร ขนมเปี๊ยะร้านครูสมทรง ขนมเปี๊ยะร้านหมู ซึ่งเป็นเจ้าของขนมเปี๊ยะชื่อดังยอมรับว่า โกรธนิตยสารฉลาดซื้อมาก เพราะมีลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถามว่า “สรุปแล้วยังไง ขนมเปี๊ยะมีสารกันบูดหรือไม่” และแปลกใจที่ร้านของตนเองไม่เคยใช้สารกันบูด แล้วฉลาดซื้อตรวจพบได้อย่างไร เลยสั่งให้มีการนำวัตถุดิบทุกอย่างที่ใช้ในการทำขนมไปตรวจสอบหาสารกันบูด สุดท้ายพบว่า มาจากวัตถุดิบคือ แป้งที่ใช้ทำขนมมีสารกันบูดปนอยู่ และเมื่อได้มีโอกาสพบปะกันในการเสวนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ตอนนี้ผู้ประกอบการทั้งสามกล่าวขอบคุณฉลาดซื้อ ที่ทำให้ทางร้านได้โอกาสปรับปรุงคุณภาพเพิ่มขึ้น และเพื่อยืนยันว่า ไม่มีการเติมหรือใส่สารกันบูดอย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ทางร้านได้ประสานกับร้านวัตถุดิบว่า ต้องส่งใบรับประกันสินค้า(certified) ว่า “วัตถุดิบรุ่นที่ซื้อมาผลิตขนมแต่ละครั้ง ไม่มีวัตถุกันเสีย” เยี่ยมไปเลย ทีมงานฉลาดซื้อทุกคนก็เป็นปลื้มกันมากว่า ร้านขนมเล็กๆ ที่ทำขนมอร่อย มีความตั้งใจ มีความพยายามในการปรับปรุงสินค้าของตนเองสูงมาก ร้านเล็กร้านน้อยทำได้ ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนเคยกล่าวหา ว่าร้านเล็กๆ มักมีปัญหา ไม่สนใจคุณภาพ  ไม่มีทุนทำไม่ได้ บริษัทใหญ่มักได้มาตรฐาน งานนี้ไม่จริงเลยหากผู้ขายตั้งใจจะพัฒนาสินค้าของตนเองให้มีคุณภาพจริงๆ  งานนี้ทำให้ความเชื่อของฉลาดซื้อที่ว่า การทดสอบเปรียบเทียบสินค้า มีประโยชน์ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ และเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงคนขายหรือคนผลิตสินค้า เช่นเดียวกัน หากเราต้องการกินขนมเปี๊ยะที่ไม่มีสารกันบูด เราต้องบอกว่ายี่ห้อไหนบ้างไม่มีสารกันบูด จะเป็นพลังให้ผู้ผลิตรู้ว่าผู้บริโภคชอบขนมเปี๊ยะที่ไม่มีสารกันบูด ย่อมส่งผลให้ผู้ผลิตปรับปรุงสินค้าของตนเองตามความต้องการหรือความชอบของผู้บริโภค งานนี้ต้องช่วยกันใช้ข้อมูลทดสอบให้มากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ได้ ผลจากการทดสอบ ส่งผลให้เกิดการพูดคุยของนิตยสารฉลาดซื้อ กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ฉลาดซื้อทดสอบสินค้าในรอบปี รวมทั้ง ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร่วมแลกเปลี่ยนและเสนอความคิดเห็น ช่วยกันหาแนวทางยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหาร วิธีจัดทำฉลากอาหารให้ถูกต้องในอาหารที่ตนเองผลิต โดยเฉพาะอาหารกลุ่มที่มีการใส่สารกันบูด หรือใส่สารเจือปนอาหารที่จะต้องมีการระบุในฉลากให้ชัดเจน หนึ่งปีที่ผ่านมา กับความพยายามในการให้ข้อมูลเตือนภัยสารกันบูดในอาหาร ช่วยสร้างความตื่นตัวให้สมาชิกและสังคมไทยใม่น้อย ฉลากอาหารที่มีบ้างไม่มีบ้างว่า มีการใส่สารกันบูดหรือไม่ จำเป็นต้องติดตามต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องบังคับใช้มาตรการฉลากภาษาไทยกับอาหารที่ใส่สารกันบูดหรือวัตถุเจือปนอาหารอื่นๆ อย่างเข้มข้น เพราะอาการเจ็บป่วยที่สำคัญ ซึ่งเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทย แม้จะยังไม่สามารถระบุถึงตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจนแบบฟันธง แต่ก็มีข้อมูลว่าส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้หากผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้เลือกได้อย่างเหมาะสมปีใหม่นี้ ขอให้สมาชิกฉลาดซื้อและผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีชีวิตที่งดงาม มีพลัง ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงการคุ้มครองผู้บริโภคไปด้วยกัน สวัสดีปีใหม่มายังทุกท่านนะคะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 201 ฟ้องคดีแบบกลุ่ม

ข่าวการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มมีให้เห็นเป็นระยะ นับตั้งแต่คดีแรกเรื่องความเสียหายของประชาชนจากเหมืองทอง กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ฟอร์ด กลุ่มผู้ใช้กระทะโคเรียคิงส์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ทุกคดีที่ฟ้องทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการการไต่สวนอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่ การฟ้องคดีแบบกลุ่ม ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องได้รับอนุญาตจากศาล โดยสามารถดำเนินคดีละเมิดที่เกี่ยวข้องกับการผิดสัญญา คดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แรงงาน หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ การแข่งขันทางการค้า โดยผู้เสียหายมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน การดำเนินคดีแบบกลุ่ม เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายที่บรรดาผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการกระทำเดียวกัน มีประโยชน์มากเพราะช่วยให้เข้าถึงความเป็นธรรมในการฟ้องคดีอย่างทั่วถึง คุ้มครองผู้เสียหายทุกคนถึงแม้จะไม่ได้ร่วมฟ้องคดี ลดภาระของผู้บริโภค การสนับสนุนกันของผู้บริโภคในการดำเนินคดี ลดโอกาสในการมีคำพิพากษาต่างกัน เกิดมาตรฐานในการพิจารณาคดี จากเดิมการฟ้องคดีเป็นกลไกตั้งรับที่สำคัญในการได้รับการชดเชยเยียวยา การฟ้องคดีก็ถูกคาดหวังว่าจะช่วยป้องปรามการกระทำที่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ทำให้ผู้ประกอบการเข็ดหลาบ ไม่กล้าดำเนินการที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภคอีกต่อไป การฟ้องคดีแบบกลุ่มจึงมีความหมายมากในการป้องกันปัญหาสำหรับผู้บริโภค เพราะหากได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดี จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ส่วนอื่นๆ พึงต้องระวัง สร้างความตื่นตัวผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงการผลิตสินค้าและบริการที่จะต้องมีมาตรฐานและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญการดำเนินคดีที่ผ่านมาทั้งคดีปกครองที่มีข้อจำกัดเรื่องการบังคับคดี มาตรฐานการพิจารณาคดีผู้บริโภคที่แตกต่างกันในการพิจารณาคดีที่มีความเสียหายแบบเดียวกันของผู้บริโภค ความจำกัดของคำพิพากษาเชิงลงโทษ ความร่วมรับผิดของนิติบุคคล ระยะเวลาในการดำเนินคดี ภาระค่าใช้จ่ายของผู้ฟ้องคดี รวมถึงภาระในการพิสูจน์ความเสียหาย ทำให้ความคาดหวังที่มีต่อการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ต้องไม่หนีห่างจากการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ในส่วนการดำเนินคดีผู้บริโภค ปฏิบัติการให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ฉบับนี้นอกจากนี้ บทเรียนการฟ้องคดีของมูลนิธิมามากกว่า 10 ปี ย่อมเป็นธรรมดาที่ต้องมีความคาดหวังและจินตนาการต่อกระบวนการยุติธรรม เช่น มาตรฐานการอนุญาตฎีกา การเลื่อนคดีต้องแจ้งให้คู่ความได้รับทราบและคู่ความไม่จำเป็นต้องไปศาล ขั้นตอนต่างๆ มีพองามไม่เนิ่นนาน ทัศนคติต่อผู้บริโภคหรือประชาชนที่ฟ้องคดี ต้องไม่ถูกมองว่าเป็นผู้สร้างภาระให้ศาลยุติธรรม ยึดหลักการและทัศนคติต่อการคุ้มครองผู้บริโภค มีความเป็นมิตรต่อผู้บริโภค ประชาชนที่ฟ้องคดี ที่สำคัญหากสามารถทำได้ การให้กำลังใจต่อผู้ฟ้องคดี มีคำถามบางคำถามที่ไม่ควรใช้ เช่น คุณใช้สินค้าไปแล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะได้เงินคืนเต็มจำนวน ฟ้องแล้วไม่ใช่จะชนะนะ ใช้เงินเยอะนะรู้มั้ย และผู้บริโภคไม่ได้อะไร คำถามเหล่านี้จะให้ทนายความพูดตอบโต้ ก็ยาก เพราะทุกคนก็ทราบความจริงว่าเรื่องนี้เหมือนกับการไปพบแพทย์ การโต้แย้งแพทย์ไม่ต่างจากการโต้แย้งศาล เพราะกลัวการรักษาไม่ดีหรือแพ้คดี หากลดข้อจำกัดเหล่านี้ต่อประชาชน ผู้บริโภคได้จริง จะทำให้ประเทศนี้ยึดศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่ง เมื่อเกิดข้อขัดแย้งในสังคม เช่นเดียวกับในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากในการใช้การฟ้องคดีแบบกลุ่มเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม >