ฉบับที่ 217 โกปิลัวะวัค

                ผู้อ่านที่ดื่มกาแฟเป็นประจำเคยถามตัวเองไหมว่า ดื่มไปทำไม คำตอบนั้นคงมีความหลากหลาย ขึ้นกับปัจจัยของชีวิตที่ทำให้เกิดการดื่มของแต่ละคน ส่วนใหญ่คงตอบประมาณว่า “ก็ชอบในรสชาติ” ทั้งที่ความจริงแล้วคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์สุขภาพควรเป็น “กาแฟช่วยในการย่อยอาหาร เพราะคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารสำคัญในกาแฟมีศักยภาพในการกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร”        สำหรับบางคนที่ไม่ค่อยดื่มกาแฟ ทั้งที่ชอบกลิ่นรสของมันอยู่บ้าง มักให้เหตุผลการไม่ดื่มว่า กลัวนอนไม่หลับ อีกทั้งกาแฟที่ดูอร่อยบางแก้วก็มีรสขมติดลิ้น ถ้าจะดื่มก็ต้องเลี่ยงปัญหาดังกล่าวด้วยการหันไปดื่มกาแฟชนิดที่เอาคาเฟอีนออก ไปจนถึงการดื่มกาแฟชนิดที่มีกระบวนการผลิตค่อนข้างพิเศษที่ตามมาด้วยราคาที่แพงขึ้นมากคือ กาแฟขี้ชะมด        กาแฟขี้ชะมดหรือ โกปิลัวะวัค (Kopi luwak ซึ่งคนอินโดนีเชียอ้างว่า เป็นผู้ค้นพบการผลิตกาแฟลักษณะนี้) เป็นกาแฟที่ได้จากการที่ผลกาแฟถูกชะมดเอเชีย (Paradoxurus hermaphroditus) กินเข้าไปแล้วย่อยส่วนที่เป็นเนื้อไปเป็นอาหาร เหลือเมล็ดกาแฟซึ่งเป็นส่วนที่ย่อยไม่ได้ถ่ายเป็นมูลออกมา ดังนั้นเมล็ดกาแฟดังกล่าวจึงผ่านการหมักด้วยแบคทีเรียระหว่างการอยู่ในลำไส้ของชะมด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการในเมล็ดกาแฟ ซึ่งต้องจริตผู้ดื่มกาแฟบางคน        มีเรื่องเล่ากันว่า จุดเริ่มต้นของกาแฟลักษณะนี้เกิดจากการที่ชะมดธรรมชาติแอบเข้าไปในสวนกาแฟแล้วขโมยเมล็ดกาแฟที่น่าจะสุกกำลังดีกิน แถมถ่ายส่วนที่ย่อยไม่ได้คือ เมล็ดกาแฟออกมาที่โคนต้น เย้ยเจ้าของสวน ทำให้เจ้าของสวนผู้ซึ่งคงหัวเสียจำต้องเก็บเมล็ดกาแฟ(ซึ่งปรกติแล้วการผลิตกาแฟต้องเอาเนื้อส่วนผลทิ้งไปอยู่แล้ว) มาทำความสะอาดแล้ว(มั่ว) คั่วทำเป็นผงกาแฟขาย กลับปรากฏว่า กาแฟคั่วชุดนั้นกลายเป็นกาแฟมีรสชาติถูกลิ้นคอกาแฟหลายคน        กาแฟขี้ชะมดนั้นอาจมีราคาสูงถึง US$ 700 ต่อกิโลกรัม(เมื่อ US$ 1 เท่ากับ 32.417 บาท ในวันที่เขียนบทความนี้) ราคากาแฟขี้ชะมดที่เสนอขายใน amazon.com คือ US$ 32 ต่อ 50 กรัม ซึ่งคำนวณเป็น US$ 640 ต่อกิโลกรัม หรือ 20,476 บาทต่อกิโลกรัม        ชาวสวนอินโดฯ ผู้มีสัญชาตญาณในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส คงได้นั่งทบทวนองค์ประกอบของเหตุการณ์ที่ทำให้เมล็ดกาแฟซึ่งควรถูกกวาดฝังดินมีราคาแพงขึ้นกว่าเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนสรุปได้ว่า การที่กาแฟถูกชะมดกินเข้าไปนั้นคงเป็นเหตุที่ทำให้รสชาติกาแฟเปลี่ยนไป ดังนั้นเจ้าของสวนกาแฟจึงเข้าไปแทรกแซงกระบวนการทางธรรมชาติด้วยการจับโจรขโมยกาแฟมาเลี้ยงดูในกรง แล้วเสิร์ฟผลกาแฟให้กินเสียให้เข็ด        มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามศึกษากระบวนการที่กรดและเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหารของชะมดช่วยย่อยเนื้อของผลกาแฟ แล้วส่งต่อให้เกิดการหมักเมล็ดที่เหลือในทางเดินอาหารตอนล่างของสัตว์ชนิดนี้ หนึ่งในนั้นคือ งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารชื่อ Massimo Marcone สังกัด University of Guelph ในออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำย่อยอาหารของชะมดสามารถซึมเข้าไปในเมล็ดแล้วย่อยโปรตีนภายในเมล็ดทำให้ได้สายเป็บไทด์ที่สั้นลง พร้อมกรดอะมิโนอิสระที่เพิ่มขึ้น ผลิตผลที่ได้จาการย่อยส่งผลให้เพิ่มการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้สารสีน้ำตาลระหว่างกระบวนการคั่ว (Maillard browning reaction products) บนเมล็ดกาแฟ ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่เมล็ดยังอยู่ในลำไส้ชะมดนั้นพบว่า เมล็ดได้เริ่มงอกแล้ว ซึ่งเป็นการส่งผลให้สารที่ทำให้กาแฟมีรสขมถูกทำลายไปด้วย        นอกจากนี้ Massimo Marcone ได้ทำการวิเคราะห์ชนิดของสารประกอบ ซึ่งระเหยได้ดีและเป็นส่วนสำคัญของรสชาติและกลิ่นของกาแฟแล้วพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสารเคมีในกาแฟปกติและสารเคมีในกาแฟขี้ชะมด ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ การที่โปรตีนบางชนิดถูกย่อยไปบ้างนั้น ทำให้โครงสร้างโปรตีนถูกเปลี่ยนแปลงไปจนลดประสิทธิภาพของกาแฟในการขับปัสสาวะ ทำให้ผู้มีปัญหาดื่มกาแฟแล้วต้องเข้าห้องน้ำบ่อยสบายขึ้น        อย่างไรก็ดีคุณสมบัติของกาแฟขี้ชะมดนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายประการเช่น สายพันธุ์กาแฟที่ชะมดกิน สายพันธุ์ชะมดที่ใช้ ความสามารถของชะมดในการเลือกผลกาแฟ อาหารอื่นที่ชะมดกิน และสุขภาพของชะมด (เช่น ระดับความเครียดที่เกิดระหว่างการเลี้ยง) ซึ่งอาจมีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางรสชาติของกาแฟที่ได้        แม้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตกาแฟขี้ชะมดได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นกลไกหรือสิ่งแปลกใหม่ในตลาดการค้ากาแฟโลก แต่ The Specialty Coffee Association of America (SCAA) กลับระบุว่า "มีฉันทามติทั่วไปในอุตสาหกรรมกาแฟว่า กาแฟขี้ชะมดมีรสชาติแย่" ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟคนหนึ่งของ SCAA ได้ใช้การประเมินผลรสชาติกาแฟอย่างเข้มงวดแล้วสรุปว่า กาแฟขี้ชะมดไม่ได้ดีกว่ากาแฟอื่นในด้านรสชาติเลย        ผู้อ่านหลายท่านที่เคยดื่มกาแฟที่เรียกว่า Americano ทั้งในไทยหรือในสหรัฐอเมริกาแล้ว คงพอรู้ว่า สิ่งที่คนอเมริกันดื่มกันเป็นประจำนั้น น่าจะเข้าข่ายที่คอกาแฟไทยประมาณเดียวกับผู้เขียนให้ระดับความอร่อยว่า “ไม่เป็นสับประรด” อย่างไรก็ดีผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่า กาแฟขี้ชะมดนั้นจะเลิศเลออะไรนัก  ความที่มันไม่ขมเท่ากาแฟทั่วไป คนที่คออ่อนสำหรับกาแฟจึงได้ชมชอบ แต่น่าจะมีคำถามแก่ผู้ที่ชอบกาแฟขี้ชะมดว่า ถ้ากาแฟไม่ขมแล้วมันยังเป็นกาแฟหรือ        ด้วยเหตุที่การได้มาซึ่งกาแฟขี้ชะมดต้องใช้กระบวนการที่ผ่านการย่อยในลำไส้ของชะมดก่อนเก็บเมล็ดมาคั่ว นักวิทยาศาสตร์จึงคิดว่า น่าจะมีวิธีการที่ช่วยย่นระยะเวลาในการได้เมล็ดจากขี้ชะมดและเพิ่มให้มีการได้เมล็ดกาแฟที่ผ่านกระบวนการมากขึ้นกว่าการอาศัยธรรมชาติ        นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฟลอริดาได้ทำการวิจัยเรื่อง Quality enhancement of coffee beans by acid and enzyme treatment ซึ่งเป็นงานที่ได้ทุนวิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ในปี 2006 และเสร็จโครงการปี 2009 เพื่อศึกษากระบวนการย่นเวลาในการได้มา ซึ่งกาแฟที่คล้ายกาแฟขี้ชะมด ที่เร็วกว่าและไม่ต้องเกี่ยวเนื่องอะไรกับมูลสัตว์ เพราะเป็นการใช้เอ็นซัมหลายชนิดประกอบกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่เสมือนเกิดในทางเดินอาหารของชะมด ซึ่งสุดท้ายงานวิจัยดังกล่าวได้รับสิทธิบัตรหมายเลข 20090220645        ต่อมาในปี 2014 Camille Delebecque ซึ่งจบการศึกษาด้านชีววิทยาสังเคราะห์(synthetic biologist) และได้เคยลองชิมกาแฟขี้ชะมดในการเดินทางไปแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพบว่า กระบวนการทางชีวเคมีที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่าสนใจ จึงได้ร่วมงานกับนักวิทยาศาสตร์ทางอาหาร Sophie Deterre เปิดตัวบริษัท Afineur เพื่อระดมทุนสำหรับการศึกษา(ซึ่งบรรลุเป้าหมายการระดมทุนในเวลาเพียงหกชั่วโมง) เพื่อผลิตกาแฟที่มุ่งเน้นการเพิ่มรสชาติของเมล็ดกาแฟโดยใช้เทคนิคการหมักตามธรรมชาติ เพื่อปรับปรุงเมล็ดกาแฟในห้องปฏิบัติการ โดยเป้าหมายหลักที่ต้องพุ่งชนคือ กำจัดคาเฟอีนออกเพื่อลดรสขมในกาแฟ ส่งผลให้ไม่เกิดอาการระคายท้องหลังดื่มกาแฟอีกต่อไป วิธีการนั้นทำโดยใช้จุลินทรีย์ที่ไม่ได้ตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งสุดท้าย Afineur กล่าวว่า ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการหมักทำให้กาแฟธรรมดามีรสชาติคล้ายรสชาติของกาแฟขี้ชะมดและได้จดสิทธิบัตรแล้ว (บทความ How a New Startup Is Refining the Flavor of Coffee via Microbial Fermentation ใน www.eater.com เมื่อ 3 สิงหาคม 2015)        ในเวียดนามนั้นก็มีเรื่องราวคล้ายในอินโดนีเซีย ซึ่งชนพื้นเมืองดื่มกาแฟจากเมล็ดกาแฟที่ชะมดถ่ายออกมาแล้วผ่านการล้างทำความสะอาดก่อนคั่ว ทำให้กาแฟนั้นอุดมไปด้วยรสชาติกลมกล่อม ความที่กาแฟประเภทนี้มีปริมาณน้อยราคาจึงแพง จึงได้กระตุ้นให้บริษัท Trung Nguyen ดำเนินการวิจัยโดยทีมงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ซึ่งในที่สุดก็พบเอ็นซัมธรรมชาติที่ออกฤทธิ์เลียนแบบการทำงานในทางเดินอาหารของชะมด จนได้กาแฟที่(คงคิดเอาเองว่า) ไม่เหมือนใครในโลกด้วยรสชาติที่หลากหลายและแทบไม่มีความขม จนมีคำกล่าว ในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเวียดนามประมาณว่า การท่องเที่ยวเวียดนามจะไม่สมบูรณ์จนกว่าพวกเขาจะได้นั่งดื่มกาแฟ ที่คล้ายกาแฟขี้ชะมด ในร้านเครือบริษัท Trung Nguyen        ก่อนจบบทความนี้ผู้เขียนใคร่สะกิดให้ผู้นิยมชมชอบในการดื่มกาแฟสำนึกไว้ตลอดเวลาว่า อะไรก็ตามที่มากเกินไป เช่น ดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้วนั้น ก็ก่อปัญหาได้ อีกทั้งความเหมาะสมนั้นเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน ซึ่งต้องประเมินเอาเองจากประสบการณ์หลังดื่มกาแฟในแต่ละวันว่า ชีวิตดีขึ้นหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 216 เมา..ไม่ค้าง

คนชอบกินเหล้ามักกังวล(นิดหน่อย) กับอาการ เมาค้าง หรือที่ฝรั่งใช้คำว่า hangover ซึ่งมีการอธิบายอาการของผู้เมาค้างในเว็บไทยต่างๆ ว่า “ปัสสาวะบ่อย น้ำตาลในเลือดต่ำ ปวดหัว คลื่นไส้ พะอืดพะอมแต่ไม่อาเจียน หมดแรง อ่อนเพลีย ลุกไม่ขึ้น เดินไม่คล่อง มึน งุนงง สับสน นอนไม่หลับ ลืมตาไม่ขึ้น คอแห้ง ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อเกร็งหรืออาจเป็นตะคริวร่วมด้วย เบื่ออาหาร ลิ้นไม่รับรส ปวดท้อง ท้องเสีย ความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออกมาก บ้านหมุน คนเป็นโรคหัวใจอาจตายได้” ซึ่งอาการเหล่านี้คงไม่เป็นที่พึงประสงค์ของนายจ้างของผู้ที่เมาค้างแน่นอน ดังนั้นจึงมีคนที่พยายามหาทางถอนเมาค้างออกเพื่อช่วยให้คนชอบกินเหล้าสามารถทำงานได้เหมือนผู้คนอื่น ๆในเว็บไทยต่างๆ ได้พูดถึงอาหารและเครื่องดื่มแก้เมาค้าง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ “น้ำเปล่า เครื่องดื่มร้อนๆ น้ำหวาน น้ำอัดลม นมอุ่นๆ เครื่องดื่มวิตามิน เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟเอสเพรสโซ่เข้มๆ ชาเขียว น้ำส้มคั้น น้ำผึ้งผสมมะนาว น้ำขิงอุ่น น้ำผึ้งมะนาวผสมขิง ชาโสม ชาสะระแหน่ผสมน้ำผึ้ง น้ำมะพร้าว น้ำอ้อยคั้นสด น้ำแตงกวาดอง นมช็อกโกแลตผสมชีสพาย น้ำสต๊อกปลา น้ำผักผลไม้สีเขียว น้ำผลไม้ผสมเกลือ สมูทตี้ผลไม้ สมูทตี้ขิงกับส้ม สมูทตี้แตงโมผสมแตงกวา สมุนไพร ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ ดอกคำฝอย ลูกใต้ใบ เปลือกต้นควินินแห้งต้มกับน้ำ ผงปลาไหลเผือกชงกับน้ำอุ่น ดอกประยงค์ ใบหรือรากรางจืด ถั่วแปบ บ๊วย  มัลเบอร์รี่ หอมแดง อาหารประเภทโปรตีน (เช่น ไข่ต้ม) ขนมปัง โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุปใส ต้มยำน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลา ซุปมิโซะ แฮจังกุก ผลไม้รสเปรี้ยว ช็อกโกแลตแท่งหรือของหวานจัด ๆ” เป็นต้น เห็นได้ว่าสิ่งที่ถูกสรรหามาใช้แก้อาการเมาค้างนั้น ต่างคนต่างหา ได้ผลบ้างลักษณะที่เรียกว่า placebo effect) หรือไม่ได้เรื่องเลยนอกจากนี้ท่านผู้อ่านที่เข้าใจภาษาอังกฤษ สามารถหาข้อมูลจาก pinterest ซึ่งมีแผนภาพมากมายให้มั่วซั่วตาม โดยคุยว่าแก้เมาค้างได้ ซึ่งคงได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะผู้ให้ความรู้นั้นต่างมีคำจำกัดความของคำว่า เมาค้าง แบบต่างคนต่างเข้าใจอย่างไรก็ตามมีผู้ตระหนักความจริงในเรื่อง เมาค้าง กล่าวในเว็บภาษาอังกฤษหนึ่ง ที่ผู้เขียนไปพบว่า อาหารหรือเครื่องดื่มแก้เมาค้างอาจไม่มีจริง เพราะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้จริงว่า อัลดีไฮด์ (aldehyde) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนเอ็ททานอล (แอลกอฮอล) ในเครื่องดื่มมึนเมาไปเป็น อะเซ็ตตัลดีไฮด์ (acetaldehyde ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า อัลดีไฮด์) ด้วยเอ็นซัม อัลกอฮอลดีไฮโดรจีเนส (alcoholdehydrogenase) นั้นคือ สาเหตุที่ทำให้เมาค้าง ที่พูดกันในตำรานั้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เนื่องจากอัลดีไฮด์นั้นมีความเป็นพิษสูงกว่าเอ็ททานอลหลายเท่า ดังนั้นการแก้อาการเมาค้างนั้นจึงเป็นไปได้ยาก        ผู้รู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพท่านหนึ่งในอินเทอร์เน็ตกล่าวว่า จริงแล้วอาการเมาค้างนั้นมีผลต่อเกือบทุกอวัยวะในร่างกาย ตั้งแต่ระบบทางเดินอาหาร ไปถึงระบบประสาท และไปถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ดังนั้นจึงไม่มียาวิเศษหรืออาหารอะไรที่จะครอบจักรวาล บำบัดปัญหาที่อาจเกิดกับเกือบทุกอวัยวะในร่างกายเราได้พร้อมกัน        จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับคอเหล้า ก็ยังมีข่าวที่อาจจะดี สำหรับผู้นิยมชมชอบในน้ำเมา เพราะมีข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ในอังกฤษที่เว็บไทยพาดหัวข่าวประมาณว่า เหล้าแห้งกำลังมาแรง        ผู้เขียนติดใจคำว่า เหล้าแห้ง ที่มีการพาดหัวข่าว ซึ่งเคยได้ยินมานานแล้วแต่ไม่ได้สนใจว่ามันคืออะไร ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปถามอากู๋(google) ว่า เหล้าแห้งนั้นคืออะไร อากู๋ลุกขึ้นตอบทันใด เหล้าแห้งนั้นไซร้คือ ยาเสพติดชนิดหนึ่งประเภทกดประสาทสมอง เป็นยานอนหลับจําพวกบาร์บิทูเรต ซึ่งผลิตออกมาในรูปของโซเดียมเซโคบาร์บิทัล และเรียกกันสั้นๆ ว่า เซโคนัล และทางแพทย์ใช้เป็นยานอนหลับประเภทออกฤทธิ์ระยะสั้น ซึ่งปรากฏว่าเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในฉลาดซื้อฉบับนี้        ข่าวจากเมืองผู้ดีกล่าวว่า สิ่งที่จะมาช่วยให้ผู้ชอบใช้ช่วงหลังเลิกภารกิจในชีวิตประจำวันเป็นช่วงที่หลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง(ภาษาอังกฤษใช้คำว่า high) สมใจนั้นเป็นเครื่องดื่มที่ชื่อว่า Alcosynth ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาโดยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ David Nutt         หมอ Nutt ได้อ้างว่าสาระสำคัญในเครื่องดื่มนี้ ไม่ส่งผลต่อตับหรือหลอดเลือดหัวใจในแบบแอลกอฮอล์ธรรมชาติ(ขอให้ฟังหูไว้หู) แต่สามารถทำให้ เมา ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี โดยไม่เกิดอาการเมาค้างในตอนเช้า หนังสือพิมพ์ในอังกฤษจึงได้ประโคมเป็นข่าวใหญ่ของปี 2018 เนื่องจากการดื่มเพื่อให้เมานั้นเป็นชีวิตจิตใจของคนอังกฤษที่มีข้อมูลว่า การดื่มเหล้าเป็นสาเหตุลำดับที่สาม ที่ทำให้คนอังกฤษตายในแต่ละปี

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 215 เด็ก...ที่มีพ่อแก่

หลายคนมีสัญชาติญาณต้องการมีลูกด้วยสาเหตุนานับประการ ซึ่งผู้เขียนไม่ขอกล่าวในที่นี้ แต่ขอเล่าเพียงว่า โดยส่วนตัวแล้วเมื่อครั้งมีลูกใหม่ๆ นั้นสิ่งที่ประจักษ์แน่คือ รักแม่มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะการเลี้ยงเด็กอ่อนแต่ละคนจนโตนั้น พ่อแม่ที่มีความรับผิดชอบมักรู้สึกทั้งเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ จนทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งชื่อพระราชบุตรว่า ราหุล ซึ่งแปลว่า บ่วง ที่ทำให้เราต้องเป็นห่วงประจำ         อย่างไรก็ดียังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นในปัจจุบันนี้ สำหรับพ่อแม่ที่ไม่คิดมีลูกกวนตัว เพราะสนุกกับงาน สนุกกับรูปแบบชีวิตที่หวือหวา สนุกกับเทคโนโลยีที่อำนวยความสนุก จนวันหนึ่งหลังจากอายุล่วงเลยเข้าสู่วัยแห่งความโรยรา จึงคิดได้ว่า ควรมีลูกเสียที ไม่ว่าจะโดยวิธีธรรมชาติหรือใช้ความสามารถของวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วย ซึ่งถ้าลูกมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง โตขึ้นเรียนหนังสือจบ ทำมาหาเลี้ยงตนเองได้ แล้วสุดท้ายกลับมาดูแลพ่อแม่เมื่อแก่ เรื่องราวก็จบลงอย่างสุขสมบูรณ์ แต่ถ้าเคราะห์ร้ายได้ลูกที่ไม่ปรกติ ทุกอย่างไม่เป็นตามที่หวัง ความทุกข์ย่อมมาเยือนสำหรับผู้หญิงเป็นที่รู้กันว่า ถ้ามีอายุมากเกิน 35 ปี เมื่อตั้งท้องแล้วจำเป็นต้องตรวจเซลล์ในถุงน้ำคร่ำว่า มีโครโมโซมผิดปรกติหรือไม่ เพื่อยืนยันว่าเด็กในท้องนั้นมีความปรกติอย่างที่ควรเป็น เพราะไข่ในรังไข่ของผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปีนั้นถือว่าเป็น ไข่ที่เก่าแล้ว (เนื่องจากไข่ทั้งหมดนั้นถูกสร้างไว้ในรังไข่ของเด็กหญิงตั้งแต่ราว 3 เดือนก่อนออกจากท้องแม่ จากนั้นไข่จึงถูกพัฒนาให้สุกพร้อมผสมกับอสุจิเมื่อโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์มีฮอร์โมนเพศหญิงต่าง ๆ มาจัดการ) อาจมีการกลายพันธุ์ เนื่องจากในช่วงเวลาที่ไข่ถูกเก็บไว้ในรังไข่นั้น ไข่มีโอกาสสัมผัสสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายผู้เป็นแม่ หรือแม่รับการแผ่รังสีที่ทะลุทะลวงถึงเซลล์ไข่แล้วทำให้เกิดความผิดปรกติที่โครโมโซมของไข่ ดังนั้นโอกาสที่เด็กซึ่งเกิดจากแม่มีอายุเลยวัยกลางคนแล้วจึงมีโอกาสผิดปรกติเช่น ดาว์นซินโดรม สูงกว่าเด็กที่มีแม่อายุประมาณ 20 ปีสำหรับผู้ชายในตำราสรีรวิทยาที่ผู้เขียนเคยเรียนมาบอกเป็นทำนองว่า อสุจิของพ่อนั้นสร้างใหม่ทุกครั้งที่ต้องใช้(freshly prepare) แบบวันต่อวัน ผู้เขียนจึงสรุปเองว่า อสุจินั้นไม่น่าเป็นสินค้าค้างสต็อกนาน เหล่าชายชาตรีทั้งหลายจึงร่าเริงคิดเข้าข้างตนเองว่า มีลูกเมื่อใดก็ได้ ตราบใดที่ใจยังสู้ชูสองนิ้วอยู่ ดังนั้นผู้ชายหลายคนที่เมื่อภรรยาคนแรกปิดโรงงานไม่ยอมมีลูกเพราะอายุมากแล้วนั้น เขาต่างหาเหตุเปิดโรงงานใหม่เพื่อให้ได้มีลูกเพิ่มขึ้นมาโดยไม่มีความรู้ว่า ในส่วนหนึ่งของอัณฑะที่เรียกว่า หลอดสร้างอสุจิหรือ seminiferous tubule นั้นมีเซลล์ที่เรียกว่า สเปอร์มาโทโกเนียม (spermatogonium) ซึ่งจะมีฮอร์โมนมาช่วยพัฒนาให้กลายเป็นอสุจิตามความต้องการของร่างกาย ดังนั้นเซลล์ดังกล่าวนี้จึงมีอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่ชายสูงวัยแล้วแต่ยังต้องการสร้างตัวอสุจิก็จำเป็นต้องใช้เซลล์ที่เก่าเก็บมานาน ซึ่งอาจสัมผัสสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายตลอดเวลาของการมีชีวิตหรือรับการแผ่รังสีจากแหล่งต่าง ๆ (เช่นเดียวกับไข่ในรังไข่ผู้หญิง) จนกลายพันธุ์ไปส่งผลให้ตัวอสุจิที่ได้ไม่สูมบูรณ์ดังที่ควรเป็น        บทความเรื่อง Association of paternal age with perinatal outcomes between 2007 and 2016 in the United States: population based cohort study (doi: 10.1136/bmj.k4372) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ BMJ 2018;363:k4372 ในเดือนตุลาคม 2018 ได้ศึกษาและอภิปรายผลเหมือนเป็นการยืนยันว่า สมมุติฐานของความไม่สมบูรณ์เนื่องจากอสุจิของชายสูงวัยแล้วทำให้ได้ลูกที่ไม่สมบูรณ์นั้นเป็นจริง รวมถึงแม่ซึ่งแม้ยังสาวอยู่แต่ได้ตั้งท้องกับชายสูงวัยก็อาจมีลูกที่สุขภาพที่ไม่ปรกติงานวิจัยดังกล่าวศึกษาในเด็กอเมริกันเกิดใหม่ในช่วงปี 2007-2016 กว่า 40 ล้านคน โดยแบ่งกลุ่มพ่อของเด็กเหล่านี้ออกได้เป็น 5 กลุ่มอายุ คือ อายุน้อยกว่า 25 ปี 25-34, 35-44, 45-54 ปีและอายุมากกว่า 55 ปี ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายมีความจำกัดของอายุในการมีลูก โดยเด็กที่มีพ่อสูงวัย (เกิน 45 ปี) มักคลอดก่อนกำหนดพร้อมน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ และมีสุขภาพไม่ค่อยดีเช่น ระบบหายใจไม่ปรกติจึงทำให้มีค่า APGAR score ที่ต่ำ        APGAR score คือ ตัวเลขที่ได้จากการประเมินสภาวะเด็กทารกแรกเกิดใน 1 นาทีแรก ต่อด้วย 5 นาที และ 10 นาที หลังคลอด เป็นการประเมินภาวะการหายใจในทารกประกอบด้วย ลักษณะสีผิว อัตราการเต้นของหัวใจ สีหน้าจากการกระตุ้น การเคลื่อนไหวของทารก และความพยายามในการหายใจ ซึ่งมีค่าคะแนนเต็ม 10 คะแนน ทารกปกติต้องมีคะแนน 7 คะแนนขึ้นไป (ข้อมูลนี้อากู๋บอก)         นอกจากนี้ยังมีอาการผีซ้ำกรรมซัดให้สตรีที่ท้องกับสามีที่มีอายุเกิน 45 ปี ต้องเสี่ยงต่อโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งท้อง (gestational diabetes ซึ่งส่งผลให้มีความดันโลหิตสูง วิตกกังวล และมักจำต้องทำการผ่าท้องคลอด) เนื่องจากรกที่เชื่อมระหว่างลูกและแม่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน human placental lactogen แล้วปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดของแม่จนอาจก่อให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานจากไขมันแล้วสงวนน้ำตาลในเลือดส่งไปให้ทารกในครรภ์ สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เด็กที่เกิดจากแม่ที่มีอาการเบาหวานขณะตั้งท้องแล้วไม่ได้รับการแก้ปัญหาให้เหมาะสมนั้น มักมีน้ำหนักมากผิดปรกติ มีน้ำตาลในเลือดต่ำและเป็นดีซ่าน        ประเด็นสำคัญที่ทำให้จำเป็นต้องมีงานวิจัยเกี่ยวกับผลจากการมีลูกเมื่ออายุมากของพ่อแม่นั้น เป็นเพราะประชาชนทั้งหญิงและชายของสหรัฐอเมริกาขณะนี้ จำเป็นต้องมีลูกเมื่ออายุสูงกว่าเดิมแล้วทั้งนั้น ในกรณีของผู้หญิงดังที่กล่าวในตอนต้นแล้วว่า รู้กันมานานว่าอายุที่จะมีลูกนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ไม่สนใจไม่ได้ ผู้เขียนเคยอ่านพบคำแนะนำในวารสารวิชาการเรื่องหนึ่งกล่าวว่า อายุเหมาะที่สุดในการมีลูกสำหรับผู้หญิงคือ ช่วง 20 ปีต้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงมักทำไม่ได้เพราะยังเรียนไม่จบปริญญาตรี ยังไม่มีงานที่มั่นคงถาวรจึงมีการเสนอว่า อายุประมาณ 27 ปี ดูเหมาะสมที่สุด ส่วนผู้ชายนั้นแต่เดิมไม่เคยกังวลเรื่องอายุ จึงมักทำหยิ่งไม่รีบมีลูก แต่เมื่องานวิจัยออกมาดังกล่าวข้าง งานก็เข้าซิครับท่านผู้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของชาย-หญิงอเมริกันจำนวนหนึ่งระบุว่า เขาเหล่านี้มักมีหนี้ที่กว่าจะชำระหมดก็เป็นช่วงวัยกลางคนตอนปลายๆ หนี้เหล่านี้ ได้แก่ เงินยืมเพื่อการศึกษา(ทำนองเดียวกับ กยศ.) เงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น มือถือ ตลอดจนถึงสร้อยคอ เท่าที่แหล่งเงินกู้ยอมให้ยืม เนื่องจากคนอเมริกันไม่เคยเรียนรู้คำว่า พอเพียง จึงทำให้เป็นหนี้ยาวจนต้องรอถึงช่วงสูงวัยปลอดหนี้จึงคิดถึงการมีลูกเสียที ประเด็นนี้ดูจะคล้ายคนบางอาชีพในประเทศ กูมี ที่มักนิยมเป็นหนี้สหกรณ์เพื่อซื้อของที่อยากได้ให้มีเหมือนคนอื่นเขา ในลักษณะรสนิยมสูงเกินรายได้ จนมีการตั้งกลุ่มประกาศขอชักดาบเงินกู้ต่างๆ ทำให้สังคมที่ได้ยินข่าวนี้พากันสรรเสริญในความเลวที่ตั้งท่าจะกระทำบทเรียนที่อาจถอดออกมาได้จากงานวิจัยเกี่ยวกับการที่เด็กมีพ่อสูงวัยในสหรัฐอเมริกาอาจมีปัญหาด้านสุขภาพนั้น สามารถนำมาประยุกต์กับคนไทยเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะปรากฏว่า อัตราการเกิดของคนในพื้นที่อาณาเขตประเทศไทยนั้นต่ำลงมาก โดยเฉพาะในคนที่มีการศึกษาดีที่มองอนาคตของลูกที่จะเกิดมาไม่ออก จนเมื่อใกล้หมดวัยเจริญพันธุ์แล้ว (แค่) บางคน (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) ที่มองเห็นทางออกว่า ลูกที่อาจมีจะทำมาหากินอะไร จึงกระตืนรือล้นอยากมีลูก ส่วนที่เหลือไม่หวังมีลูกก็ได้แต่ก้มหน้ารอรับกรรมเมื่อแก่ต่อไปเพราะคงไม่มีลูกมาดูแล

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 214 ขออนุญาตเห็นแก่ตัว เรื่องบุหรี่

คนที่ซื้อบ้านในหมู่บ้านที่ราคาไม่แพงนักมักไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ได้ จึงพยายามต่อเติมบ้าน เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์และ(คิดเอาเองว่า) เพิ่มความสวยงาม โดยไม่ค่อยคิดถึงใจเพื่อนบ้านว่า อาจเดือดร้อนจากกลิ่นควันบุหรี่ ซึ่งร้อยทั้งร้อยของช่างที่ต่อเติมบ้านต้องดูดเข้าปอดเกือบตลอดเวลาทำงาน เสมือนว่าเพื่อเพิ่มการเกิดอนุมูลอิสระในปอดให้มีแรงทำงานให้ตลอดรอดฝั่ง        ควันบุหรี่นั้นก่อให้เกิดความไม่สบายกายและใจของผู้เขียนมาตลอด เนื่องจากเป็นคนไม่ชอบกลิ่นของมันและเกิดความอึดอัดทุกครั้งที่ได้กลิ่น สมัยไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกานั้น โชคดีสบายปอดมากที่ได้เรียนในรัฐยูทาห์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมอร์มอน ซึ่งไม่สูบบุหรี่ตามข้อกำหนดทางศาสนา         เป็นที่น่าดีใจที่ไทยติดแค่ลำดับที่ 68 (เฉลี่ย 925.00 มวนต่อคนต่อปี) ในการจัดลำดับชาติที่มีคนสูบบุหรี่จัดที่สุดในโลกโดย World Cancer Report 2014 ขององค์การอนามัยโลก (อ้างอิงจาก List of countries by cigarette consumption per capita ปรากฏใน www.wikipedia.org) โดยมีมอนเตเนโกร (4124.53 มวนต่อปี) เป็นแชมป์โลกและเบลารุส (3831.62 มวนต่อปี) เป็นรองแชมป์ ส่วนจีนเข้าสู่ลำดับที่ 9 (2249.79 มวนต่อปี) ควบตำแหน่งแชมป์เอเชีย ตามด้วยเกาหลีใต้อยู่ลำดับที่ 15 (2072.57 มวนต่อปี) ญี่ปุ่นอยู่ลำดับที่ 21 (1713.00 มวนต่อปี)เกี่ยวกับควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศนั้น มีประเด็นหนึ่งซึ่งคนไทยหลายส่วนมักลืมหรือไม่รู้เอาเลยว่า สภาผู้แทนราษฏรของไทยได้เคยออกกฏหมายที่ดีคือ พ.ร.บ. คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 พ.ร.บ. นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่แต่จำใจหรือจำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้สูบ จึงต้องกลายเป็น second-hand smoker โดยห้ามการสูบบุหรี่ในบางสถานที่ พร้อมให้มีการจัดเขตให้สูบบุหรี่โดยเฉพาะ ซึ่งกระบวนการนี้หน่วยงานรัฐใช้ความประณีตมากถึงเกือบ 20 ปี ที่ทำให้ประเทศไทยได้มี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2553 เพื่อกำหนดชื่อหรือประเภทของสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ และกำหนดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่สาธารณะดังกล่าวเป็นเขตสูบบุหรี่หรือเขตปลอดบุหรี่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ดีผู้เขียนนึกไม่ออกว่า ใครคือผู้รักษากฎหมายนี้และได้ทำให้กฎหมายนี้ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ เพราะที่เห็นอยู่ตำตาคือ การสูบบุหรี่ที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งเป็นสถานที่กำหนดห้ามนั้น คนในเครื่องแบบต่างๆ ยังถุนควันบุหรี่หน้าตาเฉยเหมือนไม่เคยรู้ว่า พ.ร.บ. คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ยังมีผลบังคับอยู่        นอกจากนี้เรายังมีแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2557 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสูงสุดหนึ่งในสามข้อว่า ต้องการทำให้สิ่งแวดล้อมปลอดควันบุหรี่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีเป้าหมายหนึ่งของแผนว่า ในปี พ.ศ. 2557 อัตราการได้รับควันบุหรี่มือสองของประชาชน ลดลงร้อยละ 50 จากปี พ.ศ. 2552 ส่วนผลต่อมาจากปี 2557 นั้น ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดู สถานการณ์การบริโภคยาสูบ ได้เองที่ www.trc.or.th/th/สถานการณ์การบริโภคยาสูบ.htmlในหลายประเทศวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันเพื่อลดความเข้มข้นในอากาศของควันบุหรี่คือ ผลักดันให้ผู้นิยมการใช้ยาสูบไปสูบบุหรี่ปลอมที่ไม่สร้างควันให้คนอื่นเดือดร้อนมากนัก โดยที่ผู้สูบยังได้รับนิโคตินสมดังใจหมาย บุหรี่ปลอมดังกล่าวนั้นคือ บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้เขียนเห็นว่า เป็นทางออกที่ดูง่ายกว่าการโน้มน้าวให้คนที่นิยมสูบบุหรี่เลิกสูบ (ผู้เขียนขออนุญาตไม่สนใจประเด็นการลดอัตราการตายของผู้ป่วยเนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้า ณ วันนี้ก่อน เพราะคิดว่าการลดปัญหา second-hand smoker นั้นสำคัญกว่า และมีความหวังกว่าการพยายามให้คนไทยเลิกสูบบุหรี่)บุหรี่ไฟฟ้าเป็นนวัตกรรมค่อนข้างใหม่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2003 โดยแพทย์ชาวจีนที่หวังช่วยให้คนไข้เลิกบุหรี่ ซึ่งต่อมามีการแพร่ไปหลายประเทศที่มีผู้บริหารซึ่งคำนึงถึงสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 2007 และสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี เพราะได้รับความนิยมสูงโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นซึ่งยังไงๆ ก็ดิ้นรนสูบบุหรี่ให้ได้เหมือนไอดอลชายชาวอเมริกันในภาพยนตร์ทั้งหลาย จากสถิติการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชน(National Youth Tobacco Survey) ที่เป็นนักเรียนอเมริกัน 2 ล้านคน เมื่อปี 2557 พบว่า ในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.5 เป็นร้อยละ 13 และในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมต้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.1 เป็นร้อยละ 3.9 ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวภายใน 1 ปี นี่อาจแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลอเมริกันสมัยนั้น ในการลดควันบุหรี่ที่ทำลายสุขภาพผู้ไม่ประสงค์ได้รับควันพิษนี้ ทั้งที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่นั้นมีอิทธพลต่อนักการเมืองมากในประเทศนี้แม้บุหรี่ไฟฟ้ามีผลเสียต่อสุขภาพของ ผู้ยินดีสูบและไม่กลัวความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด ดังที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดในไทยหลายคนแสดงความกังวล แต่ในทัศนะของผู้เขียนแล้วคิดว่า คนข้างเคียงของผู้ติดบุหรี่ที่หันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าคงสบายใจและสบายปอดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นลูกน้องของ เจ้านาย/หัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชาที่ติดบุหรี่และใจแคบไม่ยอมคิดถึงใจผู้ไม่สูบบุหรี่ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ กรณีที่สตรีผู้โชคร้ายต้องร่วมหอกับผู้นิยมควันพิษแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ถ้าสามีเป็นคนมีสมองพอรู้บ้างว่า สารพิษในควันบุหรี่นั้นเป็นสารที่ทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปรกติได้ แล้วพยายามงดสูบบุหรี่ในบ้าน เด็กก็อาจพอมีบุญเกิดมาเป็นผู้เป็นคนธรรมดา แต่ถ้าไปเจอกรณีคู่ผัวตัวเมียที่สามีไม่สนใจสุขภาพของเด็กในท้องและแม่ สุดท้ายทั้งสองก็ต้องรับกรรมรับสารพิษเข้าร่างกายไป ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นกรณีที่ควรคิดกันอย่างจริงจังได้แล้วในสังคมไทยเคยมีผู้ให้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจช่วยให้คนไข้ เลิกบุหรี่ได้ถึง 81% แม้ว่าการเลิกบุหรี่นั้นมักทำให้คนไข้ทรมานอย่างแสนสาหัส จนคนไข้บางส่วนท้อใจหันกลับไปสูบเพื่อลงนรกเมื่อแก่ด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ แต่มีผู้หวังดีแก่สังคมโดยรวมได้กล่าวไว้บนอินเทอร์เน็ตว่า น่าเป็นห่วงเด็กวัยรุ่นที่มีโอกาสเข้าถึงสินค้านี้ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นขั้นตอนแรกก่อนเข้าสู่การพัฒนาไปใช้บุหรี่จริงหรือยาเสพติดชนิดอื่นง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนสรุปเอาเองด้วยประสบการณ์ว่า เด็กนั้นถ้าจะเลวไม่ว่าเพราะพันธุกรรมและ/หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ถึงไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า การเสาะแสวงเพื่อการเสพสารเสพติดย่อมเกิดขึ้นเสมอ เพราะสารเสพติดนั้นดูว่าหาง่ายนักในสังคมไทยปัจจุบัน โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนรู้สึกสลดใจทุกครั้งที่เห็นคนไทยสูบบุหรี่(ซึ่งตอนนี้คงต้องรวมผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วย) ทั้งนี้เพราะเป็นการรับสารเสพติดคือ นิโคติน เข้าสู่ปอดด้วยความตั้งใจของผู้สูบ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยต่อร่างกายพุทธศาสนิกชน ถ้าย้อนไปในในยามที่พระพุทธองค์คงพระชนม์ชีพและสมมุติว่า คนอินเดียมีบุหรี่สูบ พระพุทธองค์อาจกำหนดให้บุหรี่เป็นสิ่งต้องห้ามคู่กับสุราในศีลข้อ 5 สำหรับผู้ที่ประกาศตนเป็นพุทธมามกะด้วยก็ได้ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าศีลข้อใดใน 5 ข้อที่เป็นนิจศีลนั้น พระพุทธองค์ได้บัญญัติขึ้นเพื่อความสงบสุขของสังคม ซึ่งปัจจุบันนี้ผู้เขียนขอเสนอว่า ควันบุหรี่นั้นเป็นภัยต่อการมีสุขภาพดีของคนในสังคนไทย 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 213 คนไทยขาดวิตามินดี...ได้ไง

คนไทยไม่ควรขาดวิตามินดี เพราะเราอาศัยในประเทศเขตร้อนที่อุดมด้วยแสงแดด คนทางซีกโลกตอนเหนือตั้งแต่เส้นแวงที่ 23.5 องศาเหนือขึ้นไปและซีกโลกตอนใต้ตั้งแต่เส้นแวงที่ 23.5 องศาใต้ลงไป ซึ่งเป็นประเทศเขตอบอุ่นที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี เพราะภูมิศาสตร์โลกบริเวณนั้นกำหนดให้ช่วงเวลามีแสงแดดในบางฤดูสั้นเกินไปและบางช่วงของปีอากาศหนาวเกินกว่าที่จะออกมาสัมผัสแสงแดดได้ คำอธิบายเรื่องวิตามินดีกับแสงแดดนี้ถูกสอนกันมานานเท่านานแล้ว และมันยังเป็นจริงอยู่หรือ คำตอบคือ ใช่และไม่ใช่ ขึ้นกับปัจจัยบางประการในปัจจุบัน ก่อนอื่นคนไทยส่วนใหญ่มักลืมว่า วิตามินดีนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่วิตามินในความหมายทางสรีรวิทยาและชีวเคมี ทั้งนี้เพราะมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เองโดยอาศัยรังสีอัลตราไวโอเล็ตชนิด UVB ในแสงแดดมากระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสารชีวเคมีที่มีอยู่ในร่างกายคือ ดีไฮโดรคลอเลสเตอรอล (7-dehydrocholesterol ซึ่งเป็นสารชีวเคมีที่ร่างกายสังเคราะห์ เพื่อเปลี่ยนต่อไปเป็นโคเรสเตอรอลด้วยระบบเอ็นซัมในสัตว์เลือดอุ่นต่างๆ) ซึ่งลอยอยู่ในหลอดเลือดไปเลี้ยงผิวหนังมนุษย์ ผลที่ได้คือ คลอลีคัลซิเฟอรอล (cholecalciferol) ที่ต้องถูกเปลี่ยนแปลงต่อเมื่อผ่านไปที่ตับและไปที่ไต จึงได้เป็นวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นรูปของวิตามินดีที่ออกฤทธิ์ในร่างกายกล่าวกันว่า จริงแล้ววิตามินดีทำหน้าที่เป็นฮอร์โมน ซึ่งกระตุ้นการทำงานของหน่วยพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องต่อการดูดซึมของแคลเซียมในลำไส้เล็กเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นแคลเซียมจึงถูกใช้ในการสร้างและดำรงสถานภาพของกระดูกให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมประสิทธิภาพการสร้างวิตามินดีนั้น มีปัจจัยหนึ่งที่กำหนดคือ สีผิว ซึ่งขึ้นกับเม็ดสีเมลานินที่ร่างกายสร้างขึ้นสะสมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าคือ แสงแดด คนที่มีสีผิวเข้มกว่าย่อมรับแสงอัลตราไวโอเล็ทได้น้อยกว่าคนที่มีผิวขาวกว่า ดังนั้นในคนสองคนที่มีสีผิวเข้มไม่เท่ากัน เมื่อยืนรับแสงแดดที่ตำแหน่งเดียวกันของโลกด้วยเวลาเท่ากันจึงสร้างวิตามินดีไม่เท่ากัน  คนไทยเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีหรือไม่ ถ้าตอบว่า ไม่ นั้นหมายถึงเขาหรือหล่อนผู้นั้น เป็นผู้มีโอกาสสัมผัสแสงแดดอันอบอุ่นตอนเช้าและเย็นระหว่างการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่างๆ โดยแดดที่สัมผัสต้องไม่ทำให้ผิวหนังร้อนจนแดง ดังนั้นการออกกำลังกายกลางแจ้งของนักเรียนในตอนสายหรือหลังเที่ยงนั้น จึงเป็นความทารุณต่อนักเรียนอย่างแท้จริง ส่วนคำตอบว่า ใช่ คนไทยเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีนั้น ก็เป็นจริงได้ด้วยเหตุผลในหลายกรณี เช่น ในคนที่รักนวลสงวนผิวไม่ให้ถูกแดดเพราะต้องการมีผิวสีซีดที่เข้าใจเอาเองว่าสวย ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าคลุมทั้งตัวตามข้อกำหนดทางศาสนา ผู้ที่ออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่คือ ยังไม่มีแสงแดด แล้วทำงานในตึกที่ติดฟิลม์กันแดดไม่ได้โผล่ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันจนค่ำจึงกลับบ้าน ครั้นถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตื่นนอนสายตะวันโด่ง แดดร้อนจ้าเกินกว่าจะสัมผัสได้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างของผู้ที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีมีงานวิจัยของนักวิจัยไทยปรากฏในวารสาร Dermato-Endocrinology เมื่อปี 2013 เรื่อง Vitamin D status and sun exposure in Southeast Asia ได้สำรวจโดยการเจาะเลือดคนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้ววิเคราะห์ปริมาณวิตามินดีพบว่า ความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีนั้นอยู่ในช่วงร้อยละ 6-70 ซึ่งขึ้นกับการใช้ครีมกันแดด การนับถือศาสนาที่มีประเพณีการสวมเครื่องแต่งกายที่ปกปิดทั้งร่างกาย พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน อาหารและโภชนาการ ที่สำคัญคือ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น บางกลุ่มชนมีแนวโน้มต่อการขาดวิตามินดีเพิ่มขึ้น คำแนะนำที่สำคัญคือ แสงแดดที่ช่วยสร้างวิตามินดีนั้น ต้องเป็นแสงที่ส่องตรงลงผิวไม่ใช่แสงที่ผ่านกระจกเพราะกระจกสามารถยับยั้งแสง UVB ได้ อีกทั้งคนไทยควรได้รับแสงแดดในช่วงเวลาที่เหมาะสม(เช้าตรู่หรือใกล้พลบ) ที่บริเวณ ผิวหน้า แขน ขา ประมาณ 5-30 นาที อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยอาการที่แสดงว่าขาดไวตามินดีเรื้อรังคือ ปวดกล้ามเนื้อและกระดูกชาวเกาหลี ซึ่งอยู่ในเขตอบอุ่นเหนือของโลกนั้น เป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีมากพอสมควร งานวิจัยเรื่อง Vitamin D Status in Korea ตีพิมพ์ในวารสาร Endocrinology and Metabolism ของปี  2013 นั้นระบุว่า ในเกาหลีใต้นั้น การขาดวิตามินดีพบมากในเด็กวัยรุ่นมากกว่าผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเป็นเพราะเด็กติดมือถือจึงต้องการอยู่แต่ในที่ร่มเพื่อเขี่ยหน้าจอให้หนำใจ ต่างจากข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่มีความชุกในการขาดวิตามินดีน้อยกว่า บทความกล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาของสองประเทศนี้ว่า ทำโดยกระตุ้นให้มีการเพิ่มวิตามินดีสังเคราะห์ในอาหารหรือให้มีการกินวิตามินดีเม็ดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศใหญ่มีขนาดของประเทศตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 8 องศาเหนือถึง 34 องศาเหนือนั้นก็ยังมีกรณีที่ชาวอินเดียขาดวิตามินดีเช่นกัน มีรายงานวิจัยเรื่อง Vitamin D status and sun exposure in India ในวารสาร Dermato-Endocrinology ของปี 2013 ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับช่วงเวลาการรับแสงแดดทั้งปีที่เหมาะสมต่อชาวอินเดียในเมือง Tirupati ซึ่งมีตำแหน่งเส้นรุ้งที่ 13.4 เหนือ เส้นแวงที่ 77.2 ตะวันออก สัมผัสแสงแดดวันละ 4 ชั่วโมงโดยมีส่วนของร่างกายสัมผัสแดดร้อยละ 35 แต่ก็ยังพบว่า ชาวบ้านในเมืองนี้มีโอกาสขาดวิตามินดีได้ นักวิจัยจึงทดลองดูว่า ช่วงเวลาการสัมผัสแสงแดดช่วงเวลาใดของเมืองนี้ที่ทำให้มีการสร้างวิตามินดีสูงสุด การทดลองนั้นไม่ยาก นักวิจัยได้นำดีไฮโดรโคเลสเตอรอลใส่ภาชนะแช่ไว้ในอ่างน้ำแข็ง (เพื่อตัดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ) แล้ววางไว้กลางแดดในช่วงเวลาที่ต่างกันตั้งแต่ 8 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา (โดยมีภาชนะใส่สารแบบเดียวกันแต่มีแผ่นอะลูมิเนียมบังป้องกันแดดเป็นตัวควบคุม) จากนั้นนำแต่ละภาชนะใส่ตัวอย่างที่ได้รับแสงช่วงเวลาต่างกันไปวิเคราะห์หาปริมาณวิตามินดีที่เกิดขึ้น ผลปรากฏว่า ช่วงเวลา 11 นาฬิกาถึง 14 นาฬิกา ของทั้งปี เป็นช่วงที่มีแดดเหมาะสมต่อการสังเคราะห์วิตามินดีมากที่สุด ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ใครตากแดดโดยไม่ใส่เสื้อผ้าคงถูกแดดเผาจนผิวไหม้แน่ แสดงว่า ตำแหน่งของเมืองตามภูมิศาสตร์นั้น เป็นตัวกำหนดหนึ่งของช่วงวันที่ควรสัมผัสแสงแดดเพื่อให้มีการสังเคราะห์วิตามินดีมากที่สุดช่วงอายุของคนนั้นดูมีความสำคัญต่อการสร้างวิตามินดีเช่นกัน ทั้งนี้ไม่ใช่ผลโดยตรงเนื่องจากทางสรีรวิทยาของร่างกาย เพราะจริงแล้วเมื่อแก่ตัวลงร่างกายจะสร้างสารต่างๆ ได้น้อยลง แต่ในคนสูงอายุบางคน (เช่นผู้เขียน) กลับมีโอกาสสัมผัสแสงแดดมากกว่าหนุ่มสาว เนื่องจากไม่ต้องทำงานประจำในที่ร่มแล้ว ว่างเมื่อใดก็ออกกลางแจ้งได้ตามใจปรารถนา มีเรื่องน่าสนใจในประเด็นการไม่อยู่ในที่ร่มของคนเกาหลีใต้ รัฐบาลประเทศนี้ใส่งบประมาณลงไปในชุมชนต่างๆ ที่มีคนสูงอายุ เพื่อให้เงินนี้ไปส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงตามวัย (http://koreabizwire.com/government-to-support-seniors-living-alone/6985) ด้วยการจัดให้มีการจับคู่กันในหมู่คนโสดหรือเป็นหม้าย ไม่ว่าเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ได้มีโอกาสออกทำกิจกรรมกลางแสงแดดในช่วงที่มีอากาศเหมาะสม ทั้งนี้เพราะคนเกาหลีนั้นเชื่อในคำกล่าวที่ว่า แค่เพื่อนคนเดียวก็ทำให้มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้สังสรรค์กัน แล้วได้วิตามินดีเป็นของตอบแทนด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 212 กิน Hydrolyzed collagen ดีไหม

มีกระทู้หนึ่งใน pantip เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ของสตรีที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็น แม่ค้าขายคอลลาเจน ซึ่งดูเหมือนว่า เกือบมีความรู้ด้านชีวเคมีเกี่ยวกับคอลลาเจน แต่บังเอิญอาจเรียนมาน้อย หรือระหว่างเรียนไม่ค่อยเข้าใจวิชาชีวเคมี และภาษาอังกฤษคงไม่แตกฉานเท่าที่ควร เนื่องจากการที่เธอได้แนะนำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการกินคอลลาเจนไปอ่านข้อมูลใน Wikipedia ซึ่งเธอเแปลบางส่วนมาเหมือนผิดความหมายชื่อกระทู้ดังกล่าวคือ ไขกระจ่าง คอลลาเจน สรุปแล้วคืออะไรผู้เขียนขอยกบางตัวอย่างข้อความที่ไม่ถูกต้องมาให้ดู โดยจะอธิบายไว้ในวงเล็บ ประโยคในกระทู้ คือ  “คอลลาเจน คือโปรตีนชนิดนึงที่กินเข้าไปแล้วกลายเป็น amino acid แล้วร่างกายดูดซึมเข้าไป แต่คอลลาเจนที่ถูก hydrolyzed แล้ว จะทำให้โมเลกุลมันเล็กลงและร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น การ hydrolyzed ทำได้หลายอย่าง มีทั้งใช้เอนไซมน์ในการย่อยให้มันเล็กลง หรืออะไรก็ว่าไปไม่ขอเอ่ย ไปหาดูเอาเองได้ แต่สรุปแล้ว hydrolyzed collagen ก็คือโปรตีนที่ถูกย่อยมาแล้ว มันก็เหมือน protein isolated แต่คอลลาเจน ไม่เหมือน โปรตีนจากที่อื่น  หลายคนคงหัวเราะหึ หาว่าเราโง่งม”  “คอลลาเจน ถูก hydrolyzed มาจาก เจลาติน (ประโยคนี้ผิด เพราะจริงๆ แล้ว gelatin นั้นถูก hydrolyzed มาจากคอลลาเจน) ซึ่งถ้าจะให้เปรียบ เจลาตินสกัดมาจากกระดูก ข้อและผิวหนัง เพราะงั้น คนที่บอกว่า กินคอลลาเจน มันโง่ ให้ไปกินเนื้อ นมไข่ คุณนั่นแหละที่โง่กว่า เพราะเจลาตินมีกรดอมิโนที่ชื่อ proline กับ glycine สูงกว่าชนิดอื่นมาก และมีกรดอมิโนชนิดอื่นต่ำกว่าพวกเนื้อสัตว์” (ตรงนี้อาจเขียนเพื่อให้สับสนเพราะ  proline และ glycine นั้นอาจมีมากในเจลาตินหรือในคอลลาเจนจริง แต่ไม่ใช่กรดอะมิโนจำเป็น เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนจากกรดอะมิโนอื่นมาใช้ได้) “แต่เราก็ต้องกินเนื้อสัตว์เข้าไปช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เพราะในเนื้อสัตว์ มี lysine เพราะฉะนั้น จะสร้างคอลลาเจน ต้องกินทั้งโปรตีนกับพวกเจลาตินนะ อ้อแล้วก็วิตามินซีด้วย เพราะงั้นใครที่บอกว่ากินคอลลาเจนแล้วโง่ให้ไปกินโปรตีน เราแนะนำว่า ถ้าจะพูดก็พูดว่ากินคอลลาเจนทำไมไปกินเจลาตินดีกว่า” (ตรงนี้ก็ยังแสดงว่า แม้ค้าคนนี้แปลข้อความภาษาอังกฤษผิดแล้วมาโพสท์)“คอลลาเจนหรือเจลาตินมันไม่ได้ช่วยเรื่องผิวอย่างเดียว มันช่วยเรื่องข้อและกระดูก นู่นี่นั่น เราเชื่อว่าคงไม่มีใครคิดหรอกว่า กินแล้วมันจะไปที่ผิวอย่างเดียว สารอาหารทุกอย่างกินไปแล้วมันก็ต้อง ไปหาอวัยวะที่สำคัญก่อนเสมอก่อนจะไปหาอวัยวะที่ไม่สำคัญ” (ประโยคนี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะสารอาหารทุกชนิดที่ถูกย่อยในลำไส้เล็กต้องถูกดูดซึมไปที่ตับก่อนเสมอด้วยระบบที่เรียกว่า hepatic portal vein จากนั้นจึงถูกส่งจากตับไปตามกระแสโลหิตให้แต่ละอวัยวะนำไปใช้ตามต้องการ)  “อย่าพูดว่า กินคอลลาเจน ไปกินไข่กินนมดีกว่า มันไม่ใช่ ช่วยลองเสริชหาสารอาหารแล้วเปรียบเทียบกรดอมิโนแต่ละตัวของทั้งสองอย่างว่ามันเหมือนกันมั้ย ส่วนตัวแล้วเราเห็นผลเรื่องผิวชุ่มชื้น ไม่เกี่ยวข้องกับความขาวใดๆ ส่วนเรื่องความใสมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ลองดูคนที่ผิวชุ่มชื้นฉ่ำน้ำมันก็ดูใสกว่าคนผิวแห้งกร้านเป็นธรรมดา ล้อกจิกง่ายๆ” (ตรงนี้แม่ค้าออกอ่าวไทยไปไกลเลย กู่ไม่กลับ)แม่ค้าได้แนะให้ผู้คัดค้านการกินคอลลาเจนไปที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Collagen#Synthesis “อ่านตรงกรดอมิโนก็ได้จะพอเข้าใจอยู่บ้างนะ” (ตรงนี้แหละที่แสดงว่าแม่ค้าคนนี้อ่าน Wikipedia แล้วไม่เข้าใจว่า กระบวนการสร้างคอลลาเจนนั้นเป็นอย่างไร)  เนื้อหาของกระทู้ใน pantip ด้านบนนั้นได้กล่าวถึง hydrolyzed collagen ซึ่งยังไงๆ ร่างกาย ก็เอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ในการสร้างคอลลาเจน (แต่ยังพอมีบทบาทอื่น ๆ) ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ ว่า การเปลี่ยน proline และ lysine ให้เป็น hydroxyproline และ hydroxylysine นั้นเกิดบนสาย propeptide (wikipedia ใช้คำๆ นี้ซึ่งอาจต่างไปจากบางตำราชีวเคมี) ที่ยังไม่ได้เป็นคอลลาเจน การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญมาก เพราะในคอลลาเจนนั้น มีกรดอะมิโนสองชนิดเป็นตัวการทำให้คอลลาเจนมีลักษณะโครงสร้าง “ทุตติยภูมิ” เป็น beta-pleated sheet ไม่ใช่ alpha-helix ซึ่งเป็นลักษณะของโปรตีนทั่วไป การเปลี่ยน proline และ lysine ไปเป็น hyroxyproline และ hydroxylysine นั้นเป็นปฏิกิริยา oxidation ด้วยเอ็นซัม ซึ่งมีวิตามินซีเป็นโคเอ็นซัม ถ้าเราขาดวิตามินซีจะส่งผลให้การ oxidation ดังกล่าวไม่เกิด จนการสร้างคอลลาเจนจะชะงักอยู่เป็นเพียง propeptide ที่นำไปใช้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ได้ หลักฐานที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เมื่อขาดวิตามินซีแล้วเกิดเลือดออกตามไรฟันหรือที่เรียกว่า “ลักปิดลักเปิด” นั้น เนื่องจากเหงือกไม่มีคอลลาเจนใหม่ไปแทนที่คอลลาเจนเก่าที่หมดอายุ จึงทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงเหงือกแตกง่ายมีเลือดออกมา ประเด็นที่อธิบายนี้เพื่ออธิบายว่า ร่างกายนั้นนำ hydroxyproline และ hydroxylysine ที่ได้จากการกินคอลลาเจนธรรมชาติไปใช้สร้างคอลลาเจนใหม่ไม่ได้ เพราะขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนตอนเริ่มแรกจะใช้เพียง proline และ lysine เท่านั้น จากนั้นจึงมีการเปลี่ยนกรดอะมิโนทั้งสอง ซึ่งอยู่ในสายโปรตีนแล้วเป็น hydroxyproline และ hydroxylysineต่อจากนี้ไปจะเป็นการกล่าวถึงข้อมูลของ hydrolyzed collagen ซึ่งผู้เขียนไม่เคยสนใจเลยว่ามีการขายในลักษณะใด เพราะมันไม่เคยอยู่ในสามัญสำนึกที่จะไปหามากิน แต่พอจับประเด็นจากข้อมูลของแม่ค้าขายคอลลาเจนดังกล่าวข้างต้น เลยลองเข้าไปหาข้อมูลมาศึกษาดู ข้อมูลการวิจัยทางการแพทย์ที่ลงพิมพ์ในวารสารวิชาการนั้น พอสรุปได้ว่า hydrolyzed collagen นั้น (น่าจะ) ช่วยลดอาการปวดตามข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อเข่า ซึ่งตัวอย่างการศึกษานั้นทำทั้งในคนหนุ่มสาวที่เล่นกีฬาเป็นประจำ ดังนั้นจะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่มีประโยชน์ต่อคนปรกติ แต่จะได้ผลในคนที่ปวดเข่า ปวดข้อ ซึ่งเป็นการบรรเทาให้เจ็บน้อยลง งานวิจัยดังกล่าวนี้เป็นการศึกษาในคนหนุ่มสาวอายุ 18-30 ปี จำนวน 139 คน ที่เป็นนักกีฬาหรือนักศึกษาด้านพละศึกษาของ University of Freiburg ในประเทศเยอรมัน อาสาสมัครเหล่านี้ออกกำลังกายเป็นประจำจนมีอาการปวดเข่าเนื่องจากออกกำลังกายมากเกินไป (ไม่บาดเจ็บเป็นแผล ข้อเข่าไม่เสื่อมหรืออักเสบ) แล้วกิน bioactive collagen peptides (ซึ่งคงไม่ต่างจาก hydrolyzed collagen ที่มีขาย) หรือ Maltodextrin (ในกลุ่มควบคุม) ปริมาณ 5 กรัมต่อวัน นาน 12 สัปดาห์ โดยดำเนินชีวิตเหมือนเดิม เช่น การกินอาหาร การออกกำลังกาย และไม่ได้รับการบำบัดอื่นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการทำวิจัยแบบ doubleblind, placebo-controlled ปรากฏผลว่า อาสาสมัครที่กิน bioactive collagen peptides นั้นตอบแบบสอบถามว่า ได้ผลดีขึ้น อีกงานวิจัยที่เกี่ยวกับแนวโน้มในการบรรเทาปวดตามข้อของ hydrolyzed collagen เป็นการตั้งสมมุติฐานว่า hydrolyzed collagen สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนโดยเซลล์กระดูกขึ้นมาใหม่ได้ งานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cell and Tissue Research ชุดที่ 311 หน้า 393–399 ปี 2003 เรื่อง Stimulation of type II collagen biosynthesis and secretion in bovine chondrocytes cultured with degraded collagen งานนี้เป็นการศึกษาเซลล์กระดูกของวัวในหลอดทดลอง (in vitro study) แล้วได้ผลเป็นไปตามสมมุติฐาน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการอธิบายประมาณว่า คนปรกติที่ยังหนุ่มสาวนั้น ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับคอลลาเจน เช่น การฉีกขาด (คงทำนองเดียวกับการทำให้เกิด hydrolyzed collagen) นั้น ระบบของเซลล์จะถูกกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้ยังมีบทความทบทวนเอกสาร (review article) ที่รายงานผลของการใช้ hydrolyzed collagen ในการบำบัดอาการปวดอีก 2-3 บทความ ซึ่งอย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีบทความวิจัยทางวิชาการที่สนับสนุนว่า hydrolyzed collagen นั้นอาจลดปัญหาความเสื่อมของข้อต่อต่างๆ ในร่างกายได้ แต่ก็เป็นงานวิจัยที่ทำในลักษณะการบำบัดรักษา ซึ่งเป็นข้อห้ามในการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ ห้ามระบุว่า สินค้ามีคุณสมบัติในการเป็นยา เนื่องจากยังไม่มีการทดสอบประสิทธิภาพอย่างถูกต้องตามวิธีของยาโดยทั่วไป ดังนั้นการที่สินค้านี้ถูกนำมาขายทางอินเทอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ โดยมีการโฆษณาในลักษณะบำบัดอาการได้ดังที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น คงเป็น Thailand only กระมัง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 211 กินสบายๆ อย่างหัวใจเอกขเนก

        มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Intuitive Eating (google translate แปลว่า “กินง่าย” แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะเมื่อพยายามทำความเข้าใจแล้วน่าจะแปลประมาณว่า “กินสบายๆ”) เขียนโดยนักกำหนดอาหารสองสาวชื่อ Evelyn Tribole และ Elyse Resch โดยมีราคา US.$10.48 ซึ่งดูราคาแล้วก็เหมือนจะไม่ต่างจากหนังสือเกี่ยวกับอาหารการกินทั่วไป แต่เมื่อเข้าไปสำรวจดูใน YouTube แล้วปรากฏว่า เริ่มมีคนมองหนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นแนวทางศักดิ์สิทธิ์ในการปฏิบัติตนให้มีสุขภาพดี จึงคิดว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังแบบว่า แค่อ่านหลักการย่อๆ แล้วผสมกับความเห็นที่ตรงกันระหว่างผู้เขียนหนังสือและผู้เขียนบทความนี้ เพราะยังไงๆ ผู้เขียนก็ไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านให้เสียเวลา        จากการประเมิน ผู้แต่งหนังสือพยายามสร้างความรู้สึกแก่ผู้อ่านว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นแข็งแรงได้ถ้ามีความรู้สึกเป็นมิตรต่ออาหารที่กิน โดยควรเลิกคิดว่า อาหารที่ชอบกินบางอย่างนั้นจะทำให้เราสุขภาพไม่ดี หรือเมื่อครั้งใดกินอาหารบางมื้อหนักไปหน่อยก็รู้สึกผิด เกิดวิตกจริตว่าจะมีสุขภาพที่ไม่ดี ซึ่งว่าไปแล้วความรู้สึกไม่ดีและความกังวลใจต่างๆ นั้น มักเกิดเนื่องจากการได้รับข้อมูลจากสังคมรอบตัวที่แต่ละคนนำมาสร้างกฏระเบียบในการกินจนเหมือนหนึ่งว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา        หลักการของ Intuitive Eating ซึ่งหาดูได้ในเว็บของสองสาวนักเขียนนั้น บางประการก็ตรงกับใจของผู้เขียนจนทำให้เข้าใจว่า อีกไม่นานหลักการต่างๆ นี้คงเข้ามาสู่สังคมไทยโดยผู้ที่มีความสามารถในการบรรยายชี้ชวนให้คนทำตามทั้งหลาย เพื่อขายความรู้กินเหมือนการอบรมให้กินอาหารแบบต่าง ๆ (ในลักษณะที่เรียกว่า food fad) โดยหลักการปฏิบัติของการกินสบายๆ 10 ประการนั้นคือ                   มีความสุขในการกิน(Reject the Diet Mentality) เพื่อสุขภาพที่ดี อย่าทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องเครียด โดยเริ่มแรกนั้น สองสาวนักกำหนดอาหารแนะให้ กำจัดหนังสือ (ที่คนอื่นแต่ง) ซึ่งเคยให้ความหวังว่าทำตามแล้วสุขภาพจะดีด้วยวิธีที่แสนจะทรมานใจทิ้งให้หมด เพราะถ้ามันจะทำให้ชีวิตนั้นไร้ค่าถ้าต้องมัวกังวลกับสิ่งที่อาจทำได้เฉพาะบางคน ซึ่งในบ้านเราจะเห็นได้เลยว่า การกำหนดให้คนไทยต้องยึดค่าดัชนีมวลกายไม่เกิน 22.9 เพื่อจะได้อยู่ในเกณฑ์ปรกตินั้น เป็นเรื่องที่บางคนทำได้และบางคนทำให้ตายก็ไม่ได้ ดังนั้นเพื่อความสบายๆ ควรยึดตัวเลขสากลไม่เกิน 25 ดีกว่า         กินเมื่อหิว(Honor Your Hunger) หลักการนี้ทำให้ร่างกายได้สารอาหารที่เพียงพอทันที เมื่อเริ่มหิว ทั้งนี้เพราะเมื่อรอให้ความหิวกลายเป็นความโหยแล้ว ความตั้งใจกินเพียงน้อยจะหายวับไป กลายเป็นการกินเต็มที่จนเกินความต้องการ หนังสือได้กล่าวในลักษณะว่า เมื่อร่างกายมีสัญญาณความเริ่มหิว (ตามหลักสรีรวิทยาแล้วน่าจะหมายถึง การมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลง) แล้วได้รับการตอบสนองทันทีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความไว้วางใจระหว่างตัวเองและสมอง แต่ประเด็นที่สำคัญซึ่งเหมือนว่า หนังสือได้กล่าวในหลักการข้ออื่นคือ ต้องรู้จักหยุดเมื่อจะอิ่ม คล้ายหลักการของชาวโอกินาวาในการกินอาหารแบบที่เรียกว่า ฮารา ฮาชิ บุ (hara hachi bu) คือ ให้หยุดกินเมื่อเริ่มอิ่ม เพราะถ้ารอให้รู้สึกอิ่มจริงกระเพาะจะขยายตัวเองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเดินออกจากโต๊ะอาหารโดยไม่อ้อยอิ่งเติมของหวาน ทำให้ชาวโอกินาวานั้นมีค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 21.5 ในขณะที่ชาวอเมริกันนั้นตัวเลขอยู่ที่ 28 ส่วนคนไทยก็ตัวใครตัวมัน        อย่ามองอาหารที่ชอบเป็นศัตรู(Make Peace with Food) แม้มันอาจทำให้อ้วนถ้าขาดสติในการกิน ควรอนุญาตตัวเองให้กินสิ่งที่ชอบอย่างมีเงื่อนไขว่า พอรู้รส ทั้งนี้เพราะการไม่กินสิ่งที่สมองต้องการนั้นสร้างความอยากจนยากในการควบคุมใจ จนต้องกระเสือกกระสนหามากินด้วยปริมาณที่ต้องการ เพื่อความสะใจ        กินไปเถอะไม่ต้องกลัวถูกตำรวจในจินตนาการจับ(Challenge the Food Police) ในภาพรวมตามหลักการนี้เสมือนว่า ผู้เขียนแนะนำให้เลิกภูมิใจเมื่อกินอาหารพลังงานต่ำตามที่หนังสือส่วนใหญ่แนะนำให้ทำเพื่อควบคุมน้ำหนัก หรืออย่าเสียใจเมื่อได้(แอบ) กินเค้กช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ สักชิ้นหนึ่งที่หนังสือส่วนใหญ่ระบุว่า อันตราย ในการปฏิบัตินั้นผู้อ่านต้องเลิกมโนถึงตำรวจ(ในจินตนาการ) ที่คอยเช็คบิลคุณทุกครั้งที่กินอาหารซึ่งใครๆ ว่าไม่ดี (เช่น ข้าวขาหมู แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ฯลฯ) เสียที ขั้นตอนนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปฏิรูปตำรวจ(ในจินตนาการ) ให้มาคอยเตือนสติแบบลูบหลังว่า ให้กินแต่น้อย         สนใจในความรู้สึกที่บอกว่าอิ่มแล้ว(Respect Your Fullness) ก็หยุดกินทันที หลักการของคำแนะนำน่าจะเป็นการเตือนให้คอยสังเกตสัญญานว่า เมื่อรู้สึกอิ่มก็ควรหยุด อีกทั้งควรชะลอการกินระหว่างมื้ออาหารบ้าง เพื่อซึมซาบความอร่อยของอาหาร แล้วจับความรู้สึกว่า อิ่มพอดี เป็นอย่างไร (เช่น ไม่ขยายเข็มขัด) ซึ่งว่าไปแล้วเหมือนว่า ผู้เขียนหนังสือต้องการเตือนให้ผู้อ่านมี สติ ตลอดเวลาในการ กินเพื่ออยู่        ค้นความอร่อยให้พบ(Discover the Satisfaction Factor) ดีกว่าทุกข์กับการกินของที่หนังสือต่างๆ บอกว่า ดีจังแต่ไม่อร่อย ทั้งนี้เพราะเมื่อใดที่มนุษย์ได้กินของชอบภายใต้บรรยากาศที่รื่นรมย์แล้ว เขาหรือหล่อนจะจดจำความรู้สึกนั้นเพื่อบันทึกเป็นความสดชื่นของชีวิต อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคอาจพบคือ ปริมาณอาหารที่ทำให้คุณถึงซึ่งความสุขนั้น มักไม่มากอย่างที่คิด ขอให้ดูตัวอย่างอาหารที่ได้ Michelin star นั้นมักมีปริมาณไม่มากในแต่ละจาน เพราะเขาหวังให้ลิ้มความอร่อย ไม่ใช่ความรู้สึกอิ่มจนพุงเกือบแตก        หาความสุขจากสิ่งอื่นนอกจากการกิน(Honor Your Feelings Without Using Food) ความวิตกกังวล เหงา เบื่อหน่าย โกรธ เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของทุกคน ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการของตนเองในการจัดการ ไม่บังควรเอาการกินอาหารไปเป็นทางออกเพื่อแก้ไขความรู้สึกเหล่านี้ จึงมีคำแนะนำว่า ให้ออกไปสัมผัสสังคมภายนอก เขียนบันทึก ทำสมาธิ ทัศนศึกษา ฯลฯ เพื่อบำบัดปัญหาที่เกิด        เคารพตัวเองว่า ยังไงๆ ก็เป็นเรา(Respect Your Body) ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น ความหมายในคำแนะนำนี้คือ ยอมรับผลที่เกิดเนื่องจากพันธุกรรมของคุณ เพราะคนที่เท้าใหญ่ย่อมไม่คาดหวังที่จะใส่รองเท้าขนาดเล็ก เนื่องจากมันจะบีบเท้าให้เจ็บ ทุกคนควรยอมรับในความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะสูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วนหรือผอม ฯ เพื่อจะได้ไม่กลับสู่วังวนของการทำตามข้อบังคับ ให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ เนื่องจากยังกังวลถึงการที่รูปร่างของตนเองไม่เป็นอย่างที่คิด ขอให้ดู Serena Jameka Williams นักเทนนิสหญิงที่มีร่างใหญ่ตามเผ่าพันธุ์คนอัฟริกันที่สามารถชนะการแข่งขันมากมาย        ออกกำลังกายตามชอบ(Exercise–Feel the Difference) เพื่อให้ร่างกายเราเห็นความต่างจากเมื่ออยู่เฉย คำแนะนำประการนี้ไม่ได้หมายถึง การฝึกแบบทหาร เพียงต้องการแค่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวในกิจกรรมที่ชอบ เกิดสันทนาการกับคนที่สนิทแล้วชื่นใจ แบบไม่มีการบังคับ ผลพลอยได้คือ การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย และทำให้คุณรู้สึกมีชีวิตชีวา ต่างจากการตื่นขึ้นมามีเป้าหมายเพียง การลดน้ำหนักตามหมายกำหนดการประจำที่มักไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นให้ออกกำลังกาย         ยินดีกับสุขภาพที่ได้มา(Honor Your Health) เมื่อได้อร่อยในการกิน ประการนี้ดูจะสำคัญที่สุด เพราะการได้เลือกกินอาหารที่อร่อยและดูดีต่อสุขภาพนั้น ได้เป็นการตอบแทนการทำงานของต่อมรับรสในปาก ซึ่งให้ความรู้สึกดี ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบทางโภชนาการทุกมื้อ เพียงแต่เมื่อครบวันหนึ่งแล้ว ควรพิจารณาได้ว่า อาหารที่คุณกินเข้าไปนั้นพอจะอยู่ในเกณฑ์ของคำแนะนำให้ได้สารอาหารครบถ้วน อย่างไรก็ดีความไม่สมบูรณ์ที่เกิดเพียงในหนึ่งมื้อหรือหนึ่งวันนั้น ก็ไม่น่าก่อปัญหาสักเท่าไรเพราะเรารู้ตัวว่าได้ทำอะไรไป ซึ่งไม่ควรทำซ้ำอีกในอนาคตอันใกล้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 210 ท่านรู้จัก Pinterest ดีไหม

หนุ่มสาวและผู้ที่กำลังศึกษาในระดับต่างๆ ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่รู้จักการใช้ประโยชน์จากเว็บ Pinterest กันทั้งนั้น ต่างกันตรงที่ว่า ใช้มากหรือใช้น้อย และ ใช้ตื้นหรือใช้ลึก เพียงใด โดย Pinterest นั้นเป็นแหล่งที่นำสู่รูปภาพเป็นหลัก แล้วเสริมด้วยข้อมูลที่ตามมาจากการเข้าเว็บเจ้าของรูปภาพจริง ซึ่งขึ้นกับว่า ข้อมูลนั้นๆ มาจากแหล่งใด เชื่อได้แค่ไหน ดังนั้นในฉลาดซื้อฉบับนี้ผู้เขียน จึงอยากเสนอข้อคิดเห็นบางประเด็นที่ประสบมาจากการใช้บริการของ Pinterestผู้เขียนใช้ Pinterest ค่อนข้างบ่อย แต่เป็นในระดับตื้นมาก คือ เอาแต่รูปมาอย่างเดียว (ไม่ได้เข้าไปสร้างบอร์ดเป็นส่วนตัวเหมือนหลายคน) เพื่อเตรียม power point สำหรับสร้างรูปภาพประกอบการบรรยายในคลิปที่ทำให้สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานีวิทยุที่ไม่มีคลื่นออกอากาศแบบปรกติ แต่ออกใน Facebook live แทน ในการทำ power point นั้นเกือบทุกคนมักใช้บริการหารูปจาก Google เป็นหลัก โดยให้เครดิตว่าได้รูปมาจากเว็บไหน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เข้าใจกันดีว่า เราไม่นำรูปนั้นไปใช้ในทางการค้าหรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียใด ๆ ดังนั้นเจ้าของรูปคงไม่ใจร้ายเก็บค่าลิขสิทธิ์ แต่ในระยะหลังนี้ปรากฏว่า ทุกครั้งที่เลือกรูปที่มีแสดงใน Google นั้น มักเป็นรูปที่มาจากเว็บ Pinterest เป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ได้สมัครเป็นสมาชิกฟรี ได้ username และ password มา ซึ่งก็ไม่ทราบว่ามันต่างกับการนำรูปมาโดยไม่ login อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ ได้รับจดหมายข่าวแนะนำรูปในแนวที่ Pinterest คิดว่าผู้เขียนสนใจทุกสัปดาห์ คำว่า Pinterest นั้นเป็นการสมาสคำสองคำคือ Pin+Interest แปลตรงตัวง่าย ๆ ว่า เป็นการปักหมุด (Pin) เพื่อดึงรูปภาพที่เราสนใจ (Interest) จากเว็บอื่นมาเก็บไว้บนบอร์ดของเราที่สร้างในเว็บของ Pinterest ดังนั้น Pinterest จึงเป็นแหล่งที่มีรูปภาพเป็นหลัก พร้อมแหล่งที่มาและคำบรรยายสั้นๆ ของรูปภาพที่เราสนใจประเด็นที่เป็นปัญหาของ Pinterest ตามที่ผู้เขียนรู้สึกได้คือ เรื่องของแหล่งที่มาของภาพ มีผู้ใช้บริการของ Pinterest คนหนึ่งบอกว่า หลายคนที่ปักหมุดเอาภาพมาใส่ในบอร์ดของตนนั้น ขาดซึ่งการให้เครดิตว่า ภาพนั้นมาจากที่ใดทำเสมือนเป็นภาพของตนเอง ซึ่งว่าไปแล้วเป็นการทำผิดจริยธรรมของนักท่องเว็บWikipedia กล่าวไว้ในตอนหนึ่งที่บรรยายถึง Pinterest ว่า ในเดือนมีนาคม 2017 ทางการจีนตรวจสอบพบว่า Pinterest มีความผิดตามกฎหมายอินเทอร์เน็ตของจีน ข่าวไม่ได้บอกชัดว่าเป็นไปในแง่ใด แต่คงเป็นไปตามแนวทางการของจีนที่ต้องการเอื้อประโยชน์แก่ Baidu, Youku, Weibo และ Renren ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียของจีน Pinterest จึงถูกระงับการบริการ และในทำนองเดียวกันปรากฏการณ์นี้ก็เกิดในอินเดียซึ่งได้ระงับการบริการของ Pinterest ชั่วคราว ตามคำสั่งของศาลสูงเมือง Madras เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2016 ซึ่งเข้าใจกันว่า เพื่อปิดกั้นการแสดงผลของประมาณ 225 เว็บไซต์ที่อาจมีการขโมย โกง และละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ของภาพจากเว็บอื่น             อีกประเด็นซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากในความรู้สึกของผู้เขียนคือ ไม่มีการกรองข้อมูลที่ติดมากับรูปภาพ ดังนั้นผู้ที่กดตามเข้าไปดูภาพที่สนใจนั้นจึงมักพบว่า Pinterest ได้พาผู้ที่สนใจไปยังเว็บส่วนน้อยที่มีความซื่อสัตย์ให้ข้อมูลที่เป็นจริง แต่เว็บส่วนใหญ่ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพนั้นกลับเป็นเว็บชนิดที่ www.quackwatch.com เตือนให้ระวัง เพราะมีแต่ข้อมูลหลอกลวงทั้งในลักษณะ quack คือแค่หลอกให้เชื่อตามความโง่ของผู้หลอก fraud คือหลอกเพื่อเก็บสตางค์ของผู้หลงเชื่อ  หรือแม้แต่ fad ซึ่งมีผู้แปลในพจนานุกรมอินเทอร์เน็ตว่า ความคิดวิตถาร, เซี้ยว, บ้า, สิ่งที่นิยมกันจนคลั่ง   ขอยกตัวอย่างบางรูปภาพ ซึ่งสามารถตามไปยังต้นตอเพื่อดูข้อมูลลวงต่างๆ ในลักษณะที่เข้าข่ายของ quack คือ     ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดที่ กรมอนามัยคงไม่ปลื้มแน่ เพราะเราพยายามรนณรงค์ให้คนไทยไม่กินหวาน ไม่กินเค็ม แล้วถ้าตื่นเช้ามามีการดื่มน้ำเกลือเข้าไปเป็นประจำ ความพยายามลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตคงลำบากแน่  ซึ่งขอเน้นให้ท่านผู้อ่านระวังให้ดีเพราะมันเข้าข่ายที่เรียกว่า Fraud และเหมือนจะมีภาพที่เป็นในลักษณะเดียวกันที่เป็นภาษาไทยได้เผยแพร่ในเน็ทแล้วคือ “The man who shocked the world: cancer can be cured in 3 minutes all you need to do is….” ซึ่งคำอวดอ้างดังกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องตามไปอ่านรายละเอียดให้เสียเวลา เพราะไร้สาระโดยสิ้นเชิง เนื่องจากถ้าใครสามารถพบวิธีบำบัดมะเร็งได้ภายใน 3 นาที เขาผู้นั้นคงต้องได้รางวัลโนเบลสาขาแพทย์ไปแล้ว   ซึ่งเข้าอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า Fad คือ “The tea that heals liver disease, fatty liver and fight cancer cells” ซึ่งคงไม่ต้องตามไปดูข้อมูลให้เสียเวลาเช่นกัน เพราะดอกไม้ดังที่เห็นในรูปนั้นคือ dandelion ซึ่งผู้เขียนเคยอ่านพบว่าเป็นสมุนไพรของชาวอเมริกันอินเดียน อีกทั้งเมื่อค้นข้อมูลใน simplewikipedia.org ก็พบคำอธิบายเป็นแค่ข้อมูลทั่วไป ไม่ได้ระบุถึงคุณสมบัติทางยาแต่อย่างใดซึ่งเป็นที่สุดในการหลอกลวงคนที่หมดหวังในการมีชีวิตยืนยาวแล้วคือ ผู้ที่สูบบุหรี่จนปอดดำแล้วก็มีคนให้ความหวังว่า “10 best foods to cleanse your lungs” สามารถทำให้ปอดกลับมาอยู่ในสภาพดีได้ ในกรณีนี้แค่เห็นภาพ สำหรับคนที่มีสติและความรู้ก็คงดูออกว่า มันเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเป็นไปได้ องค์การสหประชาชาติคงต้องเชิญตัวไปรับเหรียญอะไรต่อมิอะไร รวมทั้งได้รางวัลโนเบลสาขาแพทย์ไปแล้วเช่นกัน การมั่วในข้อมูลของเว็บต่างๆ ที่มีผู้ไปปักหมุดภาพแล้วนำมาเก็บในบอร์ดของตนนั้น จริงแล้วไม่ใช่ความผิดหรือความบกพร่องของ Pinterest เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของบอร์ดต้องมีวิจารณญานเอง จริงแล้วเมื่อพิจารณาดูรายละเอียดของวิธีใช้ประโยชน์เว็บนี้ ผู้เขียนได้ประเมินเอาเองว่า Pinterest นั้นเป็นช่องทางการแนะนำตนเองหรือองค์กรที่ตนเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างภาพในทางที่ดีแก่ลูกค้า ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้ใช้แต่รูปภาพใน Pinterest เพียงอย่างเดียวนั้นจำเป็นต้องคิด ไตร่ตรองโดยอาศัยกาลามสูตร 10 ด้วยว่า ข้อมูลซึ่งได้จากการตามถึงเว็บที่เจ้าของภาพให้ไว้นั้นผิด-ถูกอย่างไร และการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้สังคมทราบนั้น อาจเป็นความรับผิดชอบทางกฏหมายของท่านโดยสิ้นเชิง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 209 หยุดทำร้ายแม่คนอื่น

ทำไมการโฆษณาขายสินค้าหรือแม้แต่การทำรายการโทรทัศน์ที่พาผู้ชมไปดูการกินอาหารบางอย่างในภัตตาคารนั้นถึงได้เป็นบาป คำตอบง่ายๆ คือ มันเป็นการชักชวน ชี้นำให้คนไปกินสิ่ง ซึ่งส่งผลถึงการรบกวนความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่จำเป็นผู้เขียนประทับใจกับชื่อกระทู้หนึ่งใน pantip (https://pantip.com/topic/32398154) ซึ่งเป็นกระทู้ที่ดูเก่าเพราะยกประเด็นเกี่ยวกับการกินรังนกขึ้นมาอภิปรายกันเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 อย่างไรก็ตามแม้กระทู้จะเก่าแล้ว แต่พอใกล้วันแม่คือ 12 สิงหาคม ทุกปีนั้น เราท่านจะได้เห็นโฆษณาที่ลูกกตัญญูทั้งหลายเตรียมตัวนำรังนกบรรจุขวดไปเยี่ยมเคารพแม่กัน โดยผู้ที่แสดงตนในโฆษณานั้นอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ตนรับจ้างโฆษณานั้นน่าจะเป็นบาป ทำไมการโฆษณาขายสินค้าหรือแม้แต่การทำรายการโทรทัศน์ที่พาผู้ชมไปดูการกินอาหารบางอย่างในภัตตาคารนั้นถึงได้เป็นบาป คำตอบง่าย ๆ คือ มันเป็นการชักชวน ชี้นำให้คนไปกินสิ่ง ซึ่งส่งผลถึงการรบกวนความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่จำเป็น เพราะเราสามารถกินสิ่ง ซึ่งเป็นอาหารทั่วไปที่สังคมยอมรับได้อยู่แล้วรังนกที่คนนิยมกินนั้นถูกสร้างจากน้ำลายของพ่อนกและแม่นกก่อนการผสมพันธุ์ เพื่อใช้เป็นที่วางไข่ กกไข่ และเป็นที่อยู่ของลูกนกก่อนเริ่มหัดบิน ส่วนประกอบของรังนก(แห้ง) โดยประมาณราวร้อยละ 85-97 เป็นน้ำลายที่นกขยอกออกมาและอีกร้อยละ 3-15 เป็นขนอ่อน รังนกนั้น เมื่อปรุงแล้วถือว่าเป็นอาหารถ้วยหนึ่งที่นิยมกินแพร่หลายกันในหมู่ชาวจีน โดยในอดีตนั้นอาหารนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นอาหารบำรุงชั้นยอดของฮ่องเต้(ซึ่งสุดท้ายก็ถูกโค่นล้มหายไปจากแผ่นดินจีน) ตลอดจนกลุ่มชนชั้นสูงของจีน ซึ่งรวยถึงระดับไม่รับรู้ว่า อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การกินรังนกในประเทศต่างๆ ไม่ว่าไทยแลนด์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ นั้นเป็นการถ่ายทอดพฤติกรรมจากบรรพบุรุษชาวจีน ซึ่งมีความเชื่อว่า รังนกนั้นให้ประโยชน์แก่ตนเองโดยไม่ได้คำนึงถึงใจพ่อแม่กว่าปวดร้าวเพียงใด ผู้เขียนเคยชมสารคดีทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งอธิบายว่า รังนกนั้นถูกเก็บถึง 3 ครั้งในระหว่างที่นกพยายามสร้างรัง จนครั้งสุดท้ายที่นกพยายามสร้างรังเป็นครั้งที่ 4 นั้นมีคราบเลือด ซึ่งผู้เก็บคงมองออกว่า ราคารังนกผสมเลือดคงต่ำลงแล้ว จึงปล่อยให้นกได้วางไข่เพื่อสืบพันธุ์เกิดลูกมารับเวรกรรมในการเป็นนกต่อไปอย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ได้มีรังนกที่เก็บจากตึกแถวที่สร้างไว้เพื่อให้คนอยู่แต่กลับถูกปล่อยร้าง (ตัวอย่างเช่นในจังหวัดชุมพร) แล้วมีนกชนิดหนึ่งทำเนียนเข้าไปสร้างรัง ผู้เป็นเจ้าของตึกแถวได้กล่าวในบทความชื่อ “ทุกข์คนทำรังนก บ้านติด ก.ม.ขายเองไม่ได้” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ (www.thairath.co.th/content/480976) ประมาณว่า เขาไม่ได้เก็บรังนกตัดหน้าการวางไข่เหมือนคนที่เก็บรังนกสัมประทานในถ้ำบนเกาะต่างๆ แต่เขาปล่อยให้นกวางไข่จนได้ลูกนกที่เมื่อเติบโตแล้ว ทั้งพ่อแม่ลูกอพยพออกไป ทิ้งรังให้เขาได้เก็บขายเป็นอาชีพ จึงน่าจะเป็นบุญมากกว่าบาป โดยรังเก่าๆ นั้นจะต้องทำให้สะอาดมีสีขาวด้วยการฟอกสีก่อน จึงจะมีราคากิโลกรัมละ 60,000 บาท ในขณะที่รังซึ่งเก่ามากหน่อยเพราะเก็บช้าคุณภาพอาจต่ำลงและมีสีเหลืองสามารถขายได้เพียงกิโลกรัมละ 12,000 บาท รังนกนั้นให้ประโยชน์แก่ตนเองโดยไม่ได้คำนึงถึงใจพ่อแม่กว่าปวดร้าวเพียงใด ผู้เขียนเคยชมสารคดีทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งอธิบายว่า รังนกนั้นถูกเก็บถึง 3 ครั้งในระหว่างที่นกพยายามสร้างรัง จนครั้งสุดท้ายที่นกพยายามสร้างรังเป็นครั้งที่ 4 นั้นมีคราบเลือด ซึ่งผู้เก็บคงมองออกว่า ราคารังนกผสมเลือดคงต่ำลงแล้ว จึงปล่อยให้นกได้วางไข่เพื่อสืบพันธุ์เกิดลูกมารับเวรกรรมในการเป็นนกต่อไปสิ่งที่น่าแปลกใจคือ มีผู้ขายผลิตภัณฑ์รังนกอ้างว่า สินค้าของเขาเป็นรังนกสีทอง(ความจริงดูเป็นสีเหลือง) นั้นมีคุณภาพสุดยอดสำหรับผู้บริโภคทีเดียว อย่างนี้เลยไม่รู้ว่าผู้นิยมบริโภครังนกจะเชื่อใครดีว่า จริงแล้วรังนกสีเหลืองนั้นดีกว่าสีขาวหรือไม่ แต่สำหรับผู้เขียนนั้นไม่สนใจจะเชื่อใครทั้งสิ้น เพราะไม่ชอบทั้งกลิ่นและรสชาติของรังนกในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการกินรังนกกล่าวกันว่า สมัยราชวงค์หมิงตอนปลายนั้นในใบสั่งยาของหมอจีน มักมีรังนกเป็นส่วนผสมเสมอ เพราะเชื่อตามที่บอกกันมานานแล้วว่า รังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ ช่วยบำรุงสุขภาพเด็ก สตรีและคนชรา ช่วยบำรุงผิวพรรณของสตรีให้มีความนุ่มนวลอ่อนเยาว์ ช่วยบำรุงปอดและเลือด และช่วยบำรุงสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้นรวมทั้งสตรีหลังคลอดบุตร โดยลืมพิจารณาในความเป็นจริงว่า คนที่กินรังนกนั้นมักเป็นคนรวย ซึ่งมีการกินดีอยู่ดีอยู่แล้ว ยังไงๆ ก็ควรมีสุขภาพดีได้ถ้ากินอาหารครบห้าหมู่และไม่ทำร้ายตนเองด้วยกันกินเหล้าสูบบุหรี่บ่อยนักข้อมูลจากวิกิพีเดีย(ภาษาไทย) อ้างถึงบทความวิจัยบทความหนึ่งที่รายงานผลการวิเคราะห์ว่า รังนกแห้ง(100 กรัม) ที่เก็บในมาเลเชียนั้นประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 61.5 กรัม ส่วนแร่ธาตุหลัก 4 ชนิดที่พบได้ในรังนกคือ แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และมี sialic acid ประมาณร้อยละ 0.7-1.5 โดยปริมาณสารอาหารในรังนกแตกต่างกันไปตามฤดูเก็บเกี่ยวและสถานที่ทำรังสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับรังนกในบ้านเรานั้น เป็นการรายงานคุณค่าทางโภชนาการของรังนกบรรจุขวดแล้วซึ่งประมาณว่า รังนก 1 ขวด มีโปรตีนเท่ากับนมสดแค่ครึ่งช้อนโต๊ะ หรือถั่วลิสงเพียง 2 เมล็ด มีพลังงานน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง ซึ่งข้อมูลประมาณนี้ผู้ทำกิจการขายรังนกไม่ว่าแห้งหรือเปียกในขวดต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากกินโปรตีนก็ให้ไปกินเนื้อ นม ไข่ แล้วกัน เพราะผู้ที่กินรังนกนั้นเขากินเพื่อหวังประโยชน์ต่อสุขภาพ(ถ้ามี) เป็นประการที่หนึ่ง ส่วนรสชาติหวานจากน้ำตาลกรวดนั้น เป็นเป้าประสงค์ประการที่สอง สำหรับปริมาณโปรตีนหรือคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ นั้นไม่ใช่ประเด็นจากการที่มีความเชื่อในสรรพคุณด้านบำรุงร่างกายมานับพันปีเกี่ยวกับรังนกนั้น จึงทำให้มีนักวิจัยมากมายที่สนใจทดสอบสรรพคุณและสารออกฤทธิ์ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ในรังนก แต่จนแล้วจนรอดนั้นดูเหมือนว่า ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนกล้าออกมายืนยันสักคนว่า ตนเองซึ่งไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน(conflict of interest) สามารถแสดงให้เห็นคุณประโยชน์อย่างประจักษ์ชัดว่า การกินรังนกนั้นบำรุงร่างกายอย่างไร หรือสารใดในรังนกที่มีสรรพคุณดังที่ร่ำลือมานับพันปี กล่าวกันว่า รังนกที่ดีต้องมีกลิ่นคาวไข่ ซึ่งเป็นการรับประกันว่า สามารถฟอกปอดบำบัดโรคได้ดี ในปัจจุบันคาดกันว่าคุณค่าด้านสุขภาพที่ได้จากรังนกนั้น อยู่ที่โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดเป็นกลัยโคโปรตีนผู้เขียนได้ไปพบผลงานวิจัยเรื่องหนึ่งชื่อ Edible bird’s nest extract inhibits influenza virus infection ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ Antiviral Research ชุดที่ 70 (ปี 2006) หน้าที่ 140–146 งานวิจัยดังกล่าวนั้นใช้วิธีการสกัดรังนกด้วยน้ำร้อนได้เป็นสารละลายซึ่งมี N-acetylmuraminic acid เป็นองค์ประกอบสำคัญ จากนั้นจึงทำให้แห้งแล้วนำไปทดสอบฤทธิ์การต้านเชื้อโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ (3 ชนิดคือ หวัดใหญ่คน นกและหมู) ต่อเซลล์จากไตสุนัข(ชื่อ Madin-Darby canine kidney cells) ที่เลี้ยงไว้ในหลอดทดลอง  ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปว่า "สารสกัดจากรังนกสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ในหลอดทดลอง ส่วนผลในมนุษย์นั้นยังต้องศึกษาต่อไป” สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับรังนกในบ้านเรานั้น เป็นการรายงานคุณค่าทางโภชนาการของรังนกบรรจุขวดแล้วซึ่งประมาณว่า รังนก 1 ขวด มีโปรตีนเท่ากับนมสดแค่ครึ่งช้อนโต๊ะ หรือถั่วลิสงเพียง 2 เมล็ด มีพลังงานน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟองสารเคมีที่สกัดได้จากรังนกคือ  N-acetylmuraminic acid นั้นสามารถหาซื้อในรูปสารเคมีที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 98 จากบริษัทขายสารเคมีระดับโลก ซึ่งมีตัวแทนที่สิงคโปร์เพื่อใช้ในห้องปฏิบัติการในราคาประมาณกว่า 47,500 บาทต่อกรัม ซึ่งมองเผินๆ ก็รู้ว่า แพงกว่าทองคำ ซึ่งมีราคาประมาณ 1,400 บาทต่อกรัม นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมงานวิจัยเกี่ยวกับสารธรรมชาติชนิดนี้ถึงไม่ค่อยมีคนทำวิจัยมีข้อสังเกตหนึ่งที่ผู้ทำวิจัยชาวญี่ปุ่นได้กล่าวถึงในบทความที่รายงานผลว่า รังนกต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่คือ แม้รังนกนั้นจะได้รับความเชื่อถือว่าเสริมสร้างภูมิต้านทานก็ตาม แต่ในประเทศจีนนั้น รังนกก็เป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งในการก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่อาจทำให้ตายได้ ประเด็นนี้น่าจะทำให้หลายคน ซึ่งคุ้นเคยกับการแพ้อาหารทะเล เช่น กุ้งหรือปู ได้ยับยั้งชั่งใจแล้วปรึกษาแพทย์ก่อนการกินอาหารชนิดนี้ หรืออาจต้องลองกินในปริมาณน้อยก่อนเพื่อดูว่า ตนนั้นมีความเสี่ยงต่ออันตรายจากการกินอาหารนี้หรือไม่หมายเหตุ รังนกในบทความนี้ก็หมายถึงรังนกที่มนุษย์นิยมกินนะแหละ ผู้เขียนไม่ประสงค์จะระบุชนิดของนก เนื่องจากไม่ต้องการระบุ แต่เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงทราบอยู่เองว่าควรเป็นรังของนกอะไร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 208 ฉลากมะเร็งในร้านกาแฟ

“ในความเป็นจริงแล้วนักพิษวิทยาทราบมานานแล้วว่า ที่ใดมีควันที่นั่นมีสารก่อมะเร็งกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนเสมอ แต่สารพิษกลุ่มนี้มีอยู่ในปริมาณไม่มากจนก่อให้เกิดพิษในคนส่วนใหญ่ ประการสำคัญคือ สารพิษปริมาณน้อยนี้ (น่าจะ) ช่วยกระตุ้นระบบเอ็นซัมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับสารพิษอื่น ๆ ในอาหารที่เรากินออกจากร่างกายด้วยอัตราที่เร็วขึ้น โดยมีข้อแม้ว่า ต้องดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมคือ 3 - 4 แก้วต่อวัน” ประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านไปนั้น ผู้เขียนได้แว่วข่าว(ขณะนั่งพิมพ์งานด้วยคอมพิวเตอร์) จากโทรทัศน์ช่องหนึ่งประมาณว่า “ต้องมีการทำป้ายเพื่อแจ้งผู้ดื่มกาแฟในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาว่า กาแฟมีสารก่อมะเร็ง” ซึ่งเมื่อฟังแล้วก็ไม่น่ามีอะไร เพราะมันเป็นของรู้กันมานานแล้วในแวดวงนักพิษวิทยาจนต่อมามีเพื่อนที่เล่นแบดมินตันด้วยกันถามความเห็นเกี่ยวกับประกาศที่เกี่ยวกับกาแฟนี้ แต่ด้วยความที่ผู้เขียนไม่ได้ตามข่าวเลยตอบเพื่อนไม่ได้ จึงต้องกลับบ้านเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจึงได้พบว่า ประมาณวันที่ 27 มกราคม 2518 ที่ผ่านไปนั้น หนังสือพิมพ์ออนไลน์หลายฉบับเช่น USA Today มีการพาดหัวข่าวว่า “Coffee must carry cancer warning label, California judge rules” ซึ่งแปลได้ประมาณว่า (ร้าน) กาแฟจะต้องติดประกาศเตือน ตามกฏหมายแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียว่า กาแฟมีสารก่อมะเร็งเนื้อข่าวที่ได้จาก USA Today กล่าวว่า องค์กรเอกชนชื่อ The Council for Education and Research on Toxics ได้ฟ้องบริษัทที่ขายกาแฟทั้งยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กราว 90 แห่งว่า ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียคือ California’s Proposition 65 (เดิมชื่อ The Safe Drinking Water and Toxic Enforcement Act of 1986) ที่ต้องมีคำเตือนผู้ดื่มเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดจากการที่กาแฟมีสารเคมี ซึ่งอาจก่อมะเร็งได้ โดยสารเคมีนั้นคือ อะคริลาไมด์(นอกเหนือไปจากสารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน)California’s Proposition 65 เป็นกฎหมายที่มีเป้าประสงค์ในการปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายที่เกิดจากการได้รับสารพิษในน้ำดื่ม(ปัจจุบันขยายความสู่อาหารที่เป็นของเหลวต่าง ๆ) ซึ่งอาจก่อมะเร็งและความพิการของทารก ดังนั้นเพื่อให้มีการลดหรือขจัดความเสี่ยงของผู้บริโภคเนื่องจากสารพิษในผลิตภัณฑ์ที่ทราบแน่ว่า มีสารพิษที่อาจก่อปัญหา ผู้ประกอบการต้องมีการเตือนผู้บริโภคก่อนการสัมผัสอาหารเหล่านั้น (โดยยังยึดหลักว่า ผู้บริโภคยังมีสิทธิซื้อสินค้าดังกล่าว บนพื้นฐานความเสี่ยงที่ยอมรับเอง) ซึ่งว่าไปแล้วก็ดีต่อผู้ประกอบการในกรณีที่เกิดมีผู้บริโภคเป็นมะเร็งแล้วอ้างว่า เนื่องจากบริโภคสินค้าใดสินค้าหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการประกาศเตือนแล้วคงฟ้องได้แต่ชนะยากโดยหลักการตามกฎหมายแล้ว คำเตือนของฉลากมีลักษณะทั่วไปดังนี้ WARNING: This product contains chemicals known to the State of California to cause cancer and birth defects or other reproductive harm. (สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อนั้นได้ถูกตรวจพบว่ามีสารเคมี ซึ่งเป็นที่รู้ต่อรัฐแคลิฟอร์เนียว่า ก่อมะเร็งและความผิดปรกติของทารกแรกเกิดหรือความผิดปรกติอื่นต่อระบบสืบพันธุ์)   โดยอาจมีข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้กลับมาที่กรณีของร้านกาแฟในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งหลังการยื่นฟ้องศาลในปี 2511 แล้ว ได้มีการสืบพยานต่อๆ กันมาจนสุดท้ายในปีนี้ (2518) ผู้พิพากษาศาลในลอสแองเจลิสจึงได้ตัดสินว่า ร้านกาแฟจำต้องมีป้ายเตือนให้ผู้บริโภคระลึกว่า การดื่มกาแฟนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเนื่องจากมีสารก่อมะเร็ง (ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการคั่ว) ทั้งนี้เพราะบริษัทกาแฟขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่า การดื่มกาแฟนั้น มีประโยชน์ต่อร่างกายมากจนสามารถมองข้ามความเสี่ยงจากสารพิษในกาแฟได้ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ต่างๆ ได้กล่าวพ้องกันประมาณว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เมล็ดกาแฟคั่วแล้วมีการปนเปื้อนของอะคริลาไมด์ (ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่กำหนดตามรัฐบัญญัติ  the Emergency Planning and Community Right-to-Know Act) ในปริมาณน้อย ในความเป็นจริงแล้วสารอะคริลาไมด์นั้น เป็นสารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นในปริมาณน้อยๆ จนดูเป็นของธรรมดาในเมล็ดกาแฟคั่วและอาหารอื่นที่ปรุงสุกด้วยความร้อน เช่น มันฝรั่งทอด บิสกิต และอาหารทารกของบางบริษัท แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ทนายความของบริษัทขายกาแฟ กลับมักง่ายอ้างด้วยความรู้สึกว่า ปริมาณของอะคริลาไมด์นั้นมีค่อนข้างต่ำ จนความเสี่ยงต่อสุขภาพเนื่องจากการดื่มกาแฟนั้นไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งคำพูดดังกล่าวนั้นขาดการสนับสนุนทางวิชาการที่หนักแน่นพอ ศาลจึงไม่รับฟัง เมื่อสืบดูข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟแล้ว ผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์สุขภาพค่อนข้างเชื่อว่า กาแฟนั้นมีแนวโน้มในการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งในผู้บริโภค ศักยภาพในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟนั้น อาศัยหลักการว่า หลังจากเมล็ดกาแฟถูกคั่วแล้วสีของเมล็ดจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำคล้ำ ซึ่งเกิดจากการไหม้และควันที่เกิดจากการคั่วลอยกลับลงมาเคลือบผิวเมล็ด ซึ่งทำให้กาแฟมีกลิ่นไหม้ที่มนุษย์ชอบ ในความเป็นจริงแล้วนักพิษวิทยาทราบมานานแล้วว่า ที่ใดมีควันที่นั่นมีสารก่อมะเร็งกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนเสมอ แต่สารพิษกลุ่มนี้มีอยู่ในปริมาณไม่มากจนก่อให้เกิดพิษในคนส่วนใหญ่ ประการสำคัญคือ สารพิษปริมาณน้อยนี้ (น่าจะ) ช่วยกระตุ้นระบบเอ็นซัมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับสารพิษอื่น ๆ ในอาหารที่เรากินออกจากร่างกายด้วยอัตราที่เร็วขึ้น โดยมีข้อแม้ว่า ต้องดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมคือ 3 - 4 แก้วต่อวันดังนั้นการที่รัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมพร้อมบังคับให้ร้านกาแฟติดประกาศเตือนดังกล่าว ดูไปก็เหมือนการเหวี่ยงแหโดยไม่ได้หวังปลาสักเท่าใดนัก เพราะผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ใคร่กังวลในเรื่องการติดประกาศนี้ อาจเป็นเพราะคนอเมริกันก็ไม่ได้ใส่ใจในการอ่านฉลากหรือประกาศเช่นกันข้อบังคับทางกฎหมายของ California’s Proposition 65 นี้ ปรากฏว่ามีคนอเมริกันนำไปทำให้ดูเป็นของเล่น ตัวอย่างเช่น ป้ายเตือนติดในที่สาธารณะที่ว่า WARNING: The Disneyland resort contains chemicals known to the State of California to cause cancer and birth defects or other reproductive harm หรือ WARNING: Breathing the air in this parking garage can expose you to chemicals including carbon monoxide and gasoline or diesel engine exhaust, which are known to the State of California to cause cancer and birth defects or other reproductive harm เป็นต้น ตัวอย่างตลกอื่นๆ สามารถหาดูได้จาก Googleเว็บไซต์เกี่ยวกับมะเร็งเว็บหนึ่งได้กล่าวเป็นเชิงว่า มีการศึกษาทางระบาดวิทยาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า “การดื่มกาแฟอาจช่วยปกป้องผู้ป่วยจากมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก” นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายคนได้กล่าวในอินเทอร์เน็ตประมาณว่า การศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า “การดื่มกาแฟอาจช่วยป้องกันผู้ดื่มจากการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือผู้ดื่มกาแฟที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วนั้นมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่ไม่ดื่มกาแฟ” อย่างไรก็ดีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถตอบแบบ ฟันธง ให้ศาลยุติธรรมเข้าใจได้ เนื่องจากข้อสรุปที่ได้นั้นจำต้องอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า อาจจะ ซึ่งเป็นกรอบการพูดภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องรอบคอบ เนื่องจากการทดสอบหรือหาข้อมูลในมนุษย์นั้นมีปัจจัยแฝง(confounding factor) หลายประการที่อาจทำให้สิ่งที่ไม่น่าเกิดกลับเกิดขึ้นมาได้ในภาวะใดภาวะหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >