ฉบับที่ 100 พื้นฐานการดูแลผิวพรรณที่ควรปฏิบัติเป็นประจำ

รศ. ดร. พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล   นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ริ้วรอยทั้งหลายที่ปรากฏบนใบหน้า ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากปัจจัยภายนอกร่างกายมากกว่าเกิดจากการแก่ชราของร่างกายตามอายุที่มากขึ้น ดังนั้นวิธีเริ่มต้นดูแลผิวพรรณที่ง่ายที่สุด ถูกที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังทั่วร่างกายถูกทำลาย ไม่ว่าจะโดยปัจจัยใดๆ ก็ตาม มิฉะนั้นแล้วครีมบำรุงผิวและอาหารเสริมทั้งหลายที่ใช้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ การที่ผิวหนังถูกทำลายโดยปัจจัยต่างๆ บางครั้งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น เพราะอาจไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ หรืออาจไม่มีอาการระคายเคืองหรืออักเสบด้วยซ้ำไป แต่อาจเป็นการสะสมความเสียหายไว้ทีละน้อยในระดับที่เราไม่ทันได้สังเกตเห็น และจะเห็นได้เมื่อผิวหนังสะสมความเสียหายมากถึงระดับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ ความเสื่อมโทรมอย่างชัดเจน เช่น ริ้วรอยเหี่ยวย่น เมื่อถึงเวลานั้น ก็แก้ไขยากแล้วปัจจัยทั่วไปที่ทำลายผิวหนังและต้องหลีกเลี่ยง1. รังสียูวีจากแสงอาทิตย์ มีผลโดยตรงทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง เราจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้าถึงบ่าย 2 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์จะแผ่รังสียูวีทั้งเอและบีสูงที่สุด ครีมกันแดดที่มีสารป้องกันรังสีทั้งสองชนิดจะดีที่สุด นอกจากนั้นควรจะสวมเสื้อผ้าที่สามารถปกป้องผิวหนังได้เป็นดีที่สุด2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรง เช่น สารทำความสะอาดที่เป็นองค์ประกอบของน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างรถ รวมทั้งน้ำยาสระผม สบู่เหลวล้างหน้า-อาบน้ำ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีสารทำความสะอาดที่ให้ฟองมากมาย สารทำความสะอาดชนิดนี้มักจะเกาะติดผิวหนังและสะสมบนผิวหนัง เพราะล้างออกยาก เนื่องจากมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ จึงเกาะติดกับผิวหนังได้ง่ายและหลุดออกยาก เมื่อสะสมมากๆ เข้า จะทำให้ผิวหนังหยาบ แห้งกร้าน สังเกตได้ชัดเจนจากแม่บ้านหรือผู้ที่ต้องซักผ้าหรือล้างจานจำนวนมากเป็นประจำ ผิวหนังที่มือจะระคายเคือง อักเสบ และเหี่ยวย่น3. คลอรีนและน้ำอุ่น การอาบน้ำอุ่น ช่วยให้ร่างกายตื่นและสดชื่นอย่างรวดเร็ว แต่ความร้อนของน้ำ ยิ่งร้อนก็จะยิ่งทวีความรุนแรงในการทำลายเซลล์ผิวหนังให้มากขึ้น แม้ว่ากล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย แต่ความร้อนจะเร่งการเผาผลาญและเร่งปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระให้เกิดมากขึ้นและเร็วขึ้น เช่นเดียวกับน้ำคลอรีน ดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบการอาบน้ำอุ่น อาจจะลดจำนวนครั้งในการอาบน้ำอุ่นให้ลดน้อยลงในแต่ละสัปดาห์ เพื่อยืดอายุผิวพรรณให้สวยยาวนาน4. สารก่อความระคายเคืองทั้งหลาย ที่มีผลทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง อักเสบ และระคายเคือง เช่น สารก่อสิว ทำให้เกิดหัวสิวและทำให้ผิวหนังอักเสบตามมา สารก่อสิวอาจเป็นองค์ประกอบอยู่ในเครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า รวมทั้งผลิตภัณฑ์รักษาสิว ซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าผู้ที่ทายาแก้สิว สิวกลับเห่อมากขึ้นอีก ซึ่งอาจเกิดจากการทายาแก้สิวมากเกินไป บ่อยเกินไป ทำให้ผิวอักเสบเพราะฤทธิ์ยา หรืออาจแพ้ยาแก้สิว ควรจะปรึกษาแพทย์หรือหยุดใช้ยาดังกล่าวโดยทันที5. การแสดงออกของสีหน้า หากแสดงออกมากๆ และบ่อยๆ จะก่อให้เกิดริ้วรอยตามหน้าผาก รอบดวงตาและร่องแก้ม ให้ลองสังเกตตัวเองในกระจก เมื่อยิ้มมากๆ หรือหัวเราะมากๆ หากปรากฏริ้วรอยรอบดวงตา ให้ลองฝึกพัฒนาบุคลิกตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันการสะสมของริ้วรอยที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งข้อนี้คงทำได้ยาก เพราะเป็นธรรมชาติของการแสดงออกของมนุษย์6. การแต่งหน้าที่จัดเกินไป ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมักจะต้องมีองค์ประกอบของสารเคมีมากมาย การที่เราพอกหน้ามากๆ เป็นประจำ แน่นอนย่อมจะมีการสะสมของสารเคมีบนผิวหน้า การล้างคราบเครื่องสำอางที่พอกไว้หนาๆ ออก ก็คงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารทำความสะอาดที่แรงด้วยซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิวหน้า จึงควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าจัดเกินไปเป็นประจำ ควรมีวันว่างให้ผิวหน้าได้พักผ่อนด้วย7. การใช้ครีมบำรุงผิวซ้ำซ้อนหลายชนิด ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่มีประสิทธิภาพเลย นอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังอาจไปป้องกัน การดูดซึมของผลิตภัณฑ์อื่นที่มีประโยชน์อีกด้วย และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีประสิทธิภาพตามคำบอกเล่าในฉลาก แต่หากใช้มากเกินไปหรือใช้ทาซ้ำซ้อนกับครีมบำรุงชนิดอื่นๆ พร้อมๆ กัน อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังมากกว่าผลดี8. การทำความสะอาดและขัดผิวหน้ามากเกินไป การล้างหน้าบ่อยเกินไปเพื่อต้องการให้สดชื่นหรือสะอาด จะทำให้ไขมันธรรมชาติของผิวหนังที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวหน้าถูกชะออกไปด้วย ผิวหน้าจะแห้ง หยาบและรูขุมขนจะกว้าง นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดผิวหน้า เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งหยาบได้ การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับขัดตัวและขัดผิวหน้า เพื่อหวังให้เซลล์ผิวชั้นบนหลุดลอกเร็วขึ้นและกระตุ้นเซลล์ใหม่นั้น ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะขั้นตอนการขัดผิวอาจมีผลไปทำลายเซลล์ผิวที่ดีในระยะยาวได้เราไม่สามารถสร้างบ้านโดยปราศจากฐานรากที่แข็งแรง เช่นเดียวกัน หากเราไม่สามารถดูแลผิวพรรณด้วยหลักการขั้นพื้นฐานได้เป็นประจำ การทำทรีทเม้นท์เพื่อชะลอวัยผิวก็จะไม่เป็นผล สำหรับพื้นฐานที่บอกกล่าวไปข้างต้นสามารถทำเองได้ทันทีไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 99 การแก้ปัญหาผมร่วงที่ผิดทาง?

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลคนรอบตัวทั้งหญิงและชายมักบ่นให้ฟังว่าผมร่วงทุกวัน ทำให้เป็นกังวลและคอยสอดส่องว่ามียาดีที่ไหนจะได้ไปซื้อหามากินและทา ปัญหาเหล่านี้พบในเกือบทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวใหญ่และหนุ่มใหญ่ บางคนแทบจะไม่เหลือเส้นผมแล้ว เห็นศีรษะล้านเป็นขุนช้าง แต่ก็ยังพยายามหายาดีมากินและทาทำให้เสียเงินเสียทองไปมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ผล ทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย หลายคนยังมีความหวังทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการหลุดร่วงของเส้นผม แต่หลายคนที่ศีรษะล้านเป็นขุนช้างและล้านมานานหลายปีแล้ว โอกาสจะสมหวังคงเป็นไปไม่ได้เพราะรากผมฝ่อไปหมดแล้ว การจะไปกินยาหรือทายาเพื่อให้เส้นผมงอกอีกนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีรากผมเหลือแล้ว ผมร่วงตามธรรมชาติวงจรชีวิตของเส้นผมแต่ละเส้นบนหนังศีรษะจะมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ‘ระยะของการเจริญเติบโต’ โดยเส้นผมที่งอกจากรากผมจะเจริญเติบโตประมาณ 1 เซนติเมตรต่อเดือน และจะสามารถคงอยู่บนหนังศีรษะได้ประมาณ 3-7 ปีในคนที่มีสุขภาพปกติ จากนั้นจึงจะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ ‘ระยะพักตัว’ ระยะนี้เส้นผมจะไม่เจริญเติบโตและรากผมจะหดและเริ่มฝ่อ ระยะพักตัวนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ก่อนจะเข้าสู่ระยะสุดท้ายคือ ‘ระยะหลุดร่วง’ ซึ่งรากผมและเส้นผมจะหลุดร่วงออกจากหนังศีรษะ ระยะนี้จะกินเวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน และในที่สุดร่างกายจะมีปัจจัยต่างๆ มากระตุ้นให้เกิดการสร้างรากผมใหม่แทนที่รากผมที่ฝ่อและหลุดร่วงไป ในคนที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เส้นผมบนหนังศีรษะส่วนใหญ่ประมาณ 80-95% จะอยู่ในระยะเจริญเติบโต ส่วนที่เหลือ 5-20% จะอยู่ในระยะหลุดร่วง ส่วนระยะพักตัวของเส้นผมจะสั้นมาก ดังนั้นเราจึงพบว่าทุกคนจะมีเส้นผมหลุดร่วงได้ทุกวัน ประมาณ 100-150 เส้นต่อวัน ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้หญิง เส้นผมบนหนังศีรษะจะมีระยะที่ 1 คือระยะเจริญงอกงามนานกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงมีเส้นผมดกหนานานกว่าผู้ชาย และในระหว่างตั้งครรภ์ เส้นผมจะยิ่งดก แต่เมื่อหลังคลอดบุตร เส้นผมจะหลุดร่วงมากกว่าปกติตามฮอร์โมนที่ลดลงนอกจากความเข้าใจในวงจรชีวิตเส้นผมแล้ว ความแตกต่างในวัยยังมีผลต่อการเจริญงอกงามของรากผมและเส้นผมอีกด้วย ในวัยเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็น วัยเจริญพันธุ์ ร่างกายสมบูรณ์มีฮอร์โมนเพศสูงสุด แน่นอนเซลล์ทั่วร่างกายมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตเต็มที่ รากผมก็เช่นกัน จะมีรากผมใหม่เกิดทดแทนรากผมเก่าที่ฝ่อและหลุดร่วงไปทันที โดยมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าอัตราการตายของรากผมรวมทั้งเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกายก็เช่นกัน ทำให้วัยเด็กและหนุ่มสาวมีเส้นผมดกแม้ว่าจะร่วงทุกวันก็ตาม แต่เมื่อคนเราย่างเข้าสู่วัยกลางคนและวัยชรา อัตราการเกิดของเซลล์ใหม่หรือรากผมน้อยกว่าอัตราการตายและหลุดร่วงของรากผม ทำให้ผมบางลงๆ พร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเส้นผมที่หลุดร่วงทุกวัน แต่รากผมไม่ได้งอกใหม่หรืออัตราการงอกน้อยกว่าอัตราการหลุดร่วงของเส้นผมนั่นเองที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเรื่องของธรรมชาติสำหรับคนที่มีสุขภาพสมบรูณ์ ดังนั้นหากพบว่าเราอยู่ในวัยกลางคนหรือวัยชรา หนังศีรษะมีผมบางก็เป็นเรื่องปกติไม่ต้องกังวลใจ และไม่ควรพยายามไปหาซื้อยาหรือวิตามินหรืออาหารเสริมหรือหายาอื่นใดมากินให้เสียเงินเสียทองอีกผมร่วงผิดปกติผู้ที่มีเส้นผมร่วงมากผิดปกติจนผมบางลงอย่างสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เกิดได้จากปัจจัยมากมายดังนี้1 ผมร่วงชนิดชั่วคราว สาเหตุเช่น ความเครียดมากๆ เป็นระยะเวลานานๆ อาการผมร่วงมักจะตามมาโดยไม่รู้ตัว สามารถเกิดได้กับทุกวัยแม้แต่วัยเรียน อาจเกิดจาก การเจ็บป่วย เป็นไข้สูง หรือโรคต่างๆ หรือสาเหตุจากการเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือ เกิดกับ หญิงหลังคลอดบุตร หรือใน ผู้ที่มีการกินยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น การรักษา อาการผมร่วงชนิดชั่วคราวนี้ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะจะหายเองได้ เช่นเมื่อหายเครียดจากปัญหา หายจากอาการเจ็บป่วยที่เรื้อรังหรือเมื่อหยุดการกินยา เส้นผมจะเจริญหนาแน่นดังเดิมได้2 ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม และจากระดับของฮอร์โมน ‘เทสโทสเทอร์โรน testosterone’ ในร่างกาย พบได้ในทั้งหญิงและชาย แต่จะพบในชายมากกว่าหญิงการรักษา ผมร่วงจากสาเหตุนี้แก้ได้ยากมากแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะพยายามคิดค้นยาใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ผล แพทย์ผิวหนังมักนิยมจ่ายยา เพื่อลดปริมาณของฮอร์โมนชนิดนี้ในร่างกาย หรือจ่ายยาลดความดันโลหิตซึ่งมีอาการข้างเคียงคือ การงอกของเส้นผม แต่เส้นผมที่งอกจะเป็นเพียงเส้นขนอ่อนๆ บางๆ เท่านั้น หรือแม้แต่ยากลุ่ม สเตรียรอยด์ ที่แพทย์บางท่านก็นิยมจ่าย แต่ผลลัพธ์ว่าจะมีเส้นผมงอกหนาได้นั้น คงเป็นไปได้ยากมากในกรณีของผมร่วงจากสาเหตุของพันธุกรรม แต่ที่แน่ๆ คือจะได้รับอันตรายจากยาอันตรายเหล่านี้องค์ประกอบเคมีของผลิตภัณฑ์บำรุงผมหรือป้องกันผมร่วงจะพบสินค้าเหล่านี้ขายดิบขายดี เพราะทุกคนอยากมีความหวังขอให้เส้นผมงอกงามดกหนาเหมือนวัยหนุ่มสาว (แม้ว่าจะใช้มานานปียังไม่ได้ผลแต่ก็ยังยินดีเสียเงินซื้อใช้ต่อไป) องค์ประกอบหลักทางเคมีมักประกอบไปด้วย1.สารสำคัญในการกระตุ้นให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรากผม เพื่อป้องกันผมร่วง มีมากมาย เช่น วิตามินชนิดต่างๆ รวมทั้งสารสกัดจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ 2.สารอาหารในกลุ่มโปรตีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้รากผมและเส้นผม3.สารสำคัญที่มีประสิทธิภาพลดและควบคุมปริมาณไขมันของหนังศีรษะ และลดอาการอักเสบของต่อมไขมัน4.สารสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนหนังศีรษะข้อควรสังเกตและน่าคิด หากยาและผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาผมร่วงได้ เราคงไม่ได้เห็นคนหัวเถิกหรือหัวล้านในผู้ชายได้ในทุกประเทศทั่วโลก สาเหตุจากพันธุกรรมคงต้องยอมรับ หรือมิฉะนั้นอาจแก้ปัญหาโดยการใส่วิกผมหรือชนิดถักทอเส้นผมลงบนหนังศีรษะ จะปลอดภัยกว่าการพยายามหาซื้อยาวิเศษที่อันตรายแต่ปราศจากความหวังมาเป็นที่พึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 98 ดื่มชาอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com เครื่องดื่มประเภทน้ำชามีมาช้านานกว่า 4,700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีกด้วย เช่น ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของร่างกาย ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ป้องกันตับจากสารพิษและโรคอื่นๆอีกมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตามการที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากมีองค์ประกอบของสารสำคัญในใบชาที่เรียกว่า แทนนินหรือทีโพลีฟีนอล (Tea polyphenols) สารสำคัญกลุ่มนี้พบมากในพืชเกือบทุกชนิด แต่ละชนิดอาจจะมีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกันไป สารแทนนินในใบชาสดหรือชาเขียวที่มีฤทธิ์ทางยาที่สำคัญได้แก่ สารกลุ่มที่ชื่อว่า คาเทคชินส์ (catechins) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้มากมายหากดื่มเป็นประจำ แต่สารสำคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและความร้อน ดังนั้นเราลองมาพิจารณาดูว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด หรือแบบไหนจะได้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเลย หรือในทางตรงกันข้ามมีผลเสียต่อร่างกายก็เป็นไปได้   คำแนะนำเรื่องการดื่มชา1, สำหรับผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาร้อนๆ สารสำคัญที่เป็นประโยชน์คือ ‘คาเทคชินส์’ จะถูกความร้อนทำลายไปเกือบหมด คงเหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแต่ยังนิยมชาร้อนๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น เช่นเดียวกับคนจีนแต้จิ๋ว ที่นิยมชงชาจีนรสเข้มข้นในถ้วยชาใบจิ๋วคล้ายกับการดื่มกาแฟเอ็กซ์เพรสโซ่ ความเข้มข้นของใบชาจะทำให้มีปริมาณสารคาเทคชินส์ที่เข้มข้น และแม้ว่าสารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้ำร้อน แต่จะยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ ที่พอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง 2, ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ดี อย่างไรก็ตามหากขบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวต้องผ่านขบวนการต้มหรือทำให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสำคัญในน้ำชาก็จะถูกทำลายไปเช่นกัน 3, การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา และทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงควรดื่มน้ำชาล้วนๆ ไม่ควรปรุงแต่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นม จะไม่ได้ประโยชน์จากชาเลย4. ผู้ที่รับประทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาร่วมไปด้วย เพราะสารสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ในกรณีที่ดื่มน้ำชาร่วมกับการรับประทานอาหาร แร่ธาตุต่างๆ จากผักใบเขียวหรือจากผลไม้ก็จะถูกสารสำคัญจากชาจับไว้หมดไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน 5 โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีรายงานเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสำคัญคือแทนนิน ซึ่งจะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่รับประทาน ทำให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมักจะมีคำแนะนำไม่ให้เด็กดื่มน้ำชาไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ 6,ใบชายังมีองค์ประกอบที่ให้โทษต่อร่างกายที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงคือ มีองค์ประกอบของฟลูออไรด์ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง สูงกว่าปริมาณในน้ำประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวันจากการดื่มน้ำชาเป็นประจำ จะเกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลำไส้ โรคกระดูกพรุน โรคข้อ และโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ผู้ที่ดื่มไม่มาก ก็คงไม่ต้องกังวล 7, ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีก คือ สารที่ชื่อว่า ‘ออกซาเรท oxalate’ แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่น้อย แต่หากผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชามากๆ และดื่มบ่อยๆ เป็นประจำ จะสะสมสารออกซาเรทในร่างกายได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทำลายไต 8, ใบชามีสารคาเฟอีนในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำไป เพียงแต่การดื่มน้ำชา สารแทนนินจากน้ำชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจและสมองน้อยกว่ากาแฟมาก ชากับสปาจากที่กล่าวไปข้างต้น พอสรุปได้ว่า เครื่องดื่มชามีทั้งคุณและโทษต่อร่างกาย ขึ้นอยู่กับการบริโภค ถ้ามากเกินไปจะเป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่นิยมนำสารสกัดจากชาเขียวไปทำสปา โดยการหมักบนใบหน้าและผิวหนัง ควรผสมกับน้ำเย็น ไม่ควรผสมน้ำนมเด็ดขาด เพราะจะไปทำลายคุณค่าของสารสกัดชาเขียวตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น การนำสารสกัดชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ หากต้องนำไปทำให้ร้อน เช่น ขนมเค้ก คุณค่าชาเขียวจะหมดไป คงเหลือแต่รสชาติเท่านั้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนำผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชาเขียวไปผ่านขบวนการความร้อน เพื่อคงคุณค่าของชาเขียวต่อสุขภาพร่างกาย บทความฉบับนี้อาจทำให้ผู้บริโภคหลายคนงง เพราะเคยทราบแต่สารพัดประโยชน์ของชาเขียว แต่อ่านแล้วคงไม่ทำให้กลัวการการดื่มชา องค์ความรู้จากนักวิจัยจะช่วยให้เราระวังไม่บริโภคมากเกินไป เพราะเช่นเดียวกับทุกอย่างถ้ามากไปมักจะมีให้ผลเสียต่อร่างกายได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 97 กำจัดกลิ่นตัวอย่างไร ให้ห่างไกลมะเร็ง

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com หน้าร้อนมาถึงเร็วมากในปีนี้ ร้อนมากกว่าทุกปีด้วย เหงื่อก็ต้องออกมากเพราะอากาศร้อนและชื้นมาก การหมักหมมของเหงื่อในที่อับชื้นในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็ว ก่อให้เกิดกลิ่นตัวที่เหม็นบูดหรือกลิ่นเปรี้ยวและฉุน เป็นที่รังเกียจของสังคม แต่มักจะไม่มีคนรอบตัวกล้าเอ่ยปากบอกกล่าว กลิ่นตัวเกิดได้จากอีกหลายๆ สาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากกลิ่นของเหงื่อไคลที่สะสมและรวมตัวกับเชื้อแบคทีเรียใต้วงแขนที่อุ่นและชื้น ทำให้กลายเป็นกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สิ่งแรกที่ควรจัดการเมื่อรู้ตัวว่ามีปัญหาคือ อาบน้ำฟอกตัวด้วยสบู่ให้มากๆ ในอากาศร้อนชื้นเช่นนี้ การอาบน้ำเพียงไม่กี่ขัน อาจไม่เพียงพอที่จะชำระร่างกายให้สะอาดอย่างจริงจัง และควรผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน และผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดกลิ่นเหงื่อไคลที่ติดค้างอยู่บนเครื่องที่นอนด้วย วิธีกำจัดกลิ่นตัว อาจช่วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ดีโอโดแล้น (Deodorant) หรือ ยาระงับเหงื่อ (Antiperspirant) นักวิชาการบางท่านแนะนะให้กำจัดขนใต้วงแขนด้วย เนื่องจากเส้นขนเหล่านี้จะเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย หรืออาจจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอลเช็ดทำความสะอาดเส้นขนใต้วงแขนเพื่อกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะทายาระงับกลิ่นหรือระงับเหงื่อ วิธีนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ทำงานได้ผลดีขึ้น ความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกับผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ มีองค์ประกอบในสูตรตำรับคือ น้ำหอมและสารเคมีที่ทำหน้าที่อุดรูของต่อมเหงื่อเพื่อระงับไม่ให้ต่อมเหงื่อหลั่งเหงื่อออกมาจากรูขุมขน หลักการก็คือเมื่อไม่มีเหงื่อ ใต้วงแขนจะแห้ง กลิ่นก็ไม่เกิด ตัวอย่างสารเคมีที่นิยมใช้เช่น เกลือของโลหะหนักอลูมิเนียมชนิดต่างๆ โลหะหนักชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจับกับเกลือแร่ของน้ำเหงื่อกลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนคล้ายเจล กึ่งแข็งกึ่งเหลว และไปอุดตันรูขุมขนของต่อมเหงื่อ การอุดตันของรูขุมขน เมื่อสะสมมากๆ เข้า จะถูกร่างกายกำจัดออกทางผิวหนังโดยขบวนการผลัดเซลล์ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม การไปบล็อกไม่ให้ต่อมเหงื่อทำงานปกติ นักวิชาการเองไม่ค่อยแนะนำ เพราะค่อนข้างผิดธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเคยมีรายงานการวิจัยว่า การสะสมของสารโลหะหนักอลูมิเนียม อาจแทรกซึมเข้าระบบไหลเวียนของเลือด เนื่องจากต่อมเหงื่อและต่อมไขมันใต้วงแขนอยู่ใกล้กับเต้านม ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ตามมา ดังนั้นวิธีการกำจัดกลิ่นตัวด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ น่าจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือดีโอโดแล้น (Deodorant) จะทำหน้าที่หลัก คือช่วยลดกลิ่นของร่างกายที่เกิดจากแบคทีเรีย องค์ประกอบหลักในสูตรตำรับของผลิตภัณฑ์คือ น้ำหอมและยากำจัดเชื้อแบคทีเรียโดยมีแอลกอฮอลเป็นตัวทำละลาย สินค้าที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักดีคือ ‘มัม’ แอลกอฮอลจะทำหน้าที่เสริมฤทธิ์ในการทำลายเชื้อแบคทีเรียด้วย กรณีการใช้ผลิตภัณฑ์ดีโอโดแล้น เหงื่อจะยังคงออกได้ตามธรรมชาติซึ่งแตกต่างจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยาระงับเหงื่อ สินค้าในตลาด บางชนิดได้นำหลักการของทั้งผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นมารวมเข้าด้วยกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น โรลออนทั้งหลายที่ขายกันอยู่ในห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้เราอาจเคยได้ยินสินค้าเก่าแก่ที่คนในยุคปู่ย่าตายายนิยมใช้กัน คือสารส้ม ที่ใช้สำหรับตกตะกอนน้ำให้ใส สารส้มมีชื่อทางเคมีคือ อลูมิเนียมอลัม (Aluminium alum) ในตลาดเมืองไทยจะหาได้ยาก แต่เป็นที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศเพราะราคาถูกและมีความระคายเคืองน้อย สารส้มหรืออลูมิเนียมอลัม มีลักษณะเป็นผลึกคริสตัลใส ละลายน้ำได้ดีมาก ในอุตสาหกรรม จะนำผลึกสารส้มมาเจียระไนด้วยมือเป็นก้อนในรูปแบบต่างๆ ให้สวยงาม ห่อด้วยกระดาษและบรรจุกล่อง ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มากที่สุด ขายดีเกือบจะเป็นอันดับหนึ่งของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวและระงับเหงื่อในต่างประเทศ แต่กลับหายากมากในประเทศไทย ข้อควรรู้สำหรับอันตรายอันอาจเกิดจากสารอลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อมีรายงานการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า โลหะอลูมิเนียมที่สะสมเข้าร่างกายจากยาระงับเหงื่อ มีผลต่อเนื้อเยื่อสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพบสารเหล่านี้ในสมองคนไข้อัลไซเมอร์ (Alzheimer) และยังกระจายไปในกระแสเลือดและทางเดินของสายรกอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาการสะสมของโลหะอลูมิเนียมจากการใช้ยาระงับเหงื่อ อาจมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมอีกด้วย  เอกสารอ้างอิงhttp://en.wikipedia.org/wiki/Deodorant

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 96 อมิโน เปปไทด์ คืออะไร ลดริ้วรอยได้จริงหรือ?

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com เครื่องสำอางหรือเวชสำอาง ถูกออกแบบมาเพื่อบำรุงและปกปิดข้อบกพร่องของผิวหนังโดยกลไกต่างๆ สินค้าเครื่องสำอางไม่ได้ถูกทดสอบและรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สินค้าส่วนใหญ่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นจากหลักการทางทฤษฏีของสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อผิวหนัง การศึกษาวิจัยมักจะทำในหลอดทดลอง อะมิโน แอซิด เปปไทด์ ที่กำลังฮือฮากันก็เช่นเดียวกัน นับเป็นสารใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องสำอาง ที่เป็นความหวังใหม่ในการช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าโดยไม่ต้องอาศัยการฉีดยาหรือการทำศัลยกรรม อมิโน เปปไทด์ คืออะไรเปปไทด์ คือโมเลกุลของโปรตีนอะมิโน แอซิด หลายๆ โมเลกุลมาเกาะกันเป็นสายโซ่สั้นๆ มีการนำมาผสมผสานลงในสูตรตำรับของเครื่องสำอาง เช่น ครีมรอบดวงตา ครีมบำรุงผิวหน้าและลำคอ เป็นต้น เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยว่า เปปไทด์เหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นที่ลึกลงไปได้ ช่วยกระตุ้นการสมานแผล ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก รอบดวงตา และร่องแก้ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายงานผลของเปปไทด์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนพร้อมๆ กับการยับยั้งการทำลายคอลลาเจนอีกด้วย ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่า อะมิโน เปปไทด์ จะให้ประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ร่องลึกของริ้วรอยรอบใบหน้าน้อยลงหรือจางลงพร้อมๆ กับการป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ผิวหนังเต่งตึงขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่อีกด้วย ผลการลดริ้วรอยได้ผลประมาณ 16-27% หากใช้อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีความหวังว่า อะมิโน เปปไทด์ น่าจะนำมาใช้ทดแทนการทำศัลยกรรม เลเซอร์ หรือการฉีดสารโบทอกส์หรือสารคอลลาเจนเข้าใต้ผิวหนังโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อวัตถุประสงค์ของการลดริ้วรอย สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการหรือกลัวเข็มฉีดยา ลดริ้วรอยได้จริงหรือ?เปปไทด์ ในเครื่องสำอางนับเป็นของใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องสำอางสำหรับชะลอริ้วรอยแห่งวัย การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าผลการศึกษาที่ได้จากหลอดทดลอง อาจจะไม่ได้ผลในการวิจัยในสัตว์ทดลอง และอาจใช้ไม่ได้ผลในคน เนื่องจากสารสำคัญที่ออกฤทธิ์จำเป็นต้องถูกนำส่งไปยังเป้าหมายคือผิวหนังชั้นล่าง อะมิโน เปปไทด์ ก็เช่นกัน การจะให้ประสิทธิผลเนื้อครีมที่ผสมสารอะมิโน เปปไทด์ ต้องมีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยสารอะมิโน เปปไทด์ ออกจากเนื้อครีม และนำส่งไปยังเป้าหมายที่ออกฤทธิ์คือ ผิวหนังชั้นล่างหรือชั้นหนังแท้ ดังนั้นประโยชน์ของ อะมิโน เปปไทด์ จึงยังเป็นที่สงสัย เพราะสารที่จะเดินทางลึกลงไปยังผิวหนังชั้นล่างได้จะต้องอยู่ในสภาพที่มีความคงตัว จะต้องไม่ถูกย่อยสลายระหว่างการเดินทาง ความปลอดภัยผลการศึกษาในระยะสั้นยังไม่พบอาการข้างเคียงแต่อย่างไร แต่การใช้สะสมในระยะยาว มีผลข้างเคียงอย่างไรยังไม่มีรายงาน มีเพียงข้อบ่งชี้ว่าไม่ควรใช้ในความเข้มข้นสูงเกิน 10 % เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังย่นเป็นถุงได้ ข้อแนะนำการใช้เครื่องสำอางให้ได้ผลผู้บริโภคยังไม่ควรตื่นเต้นกับสินค้าใหม่เหล่านี้ เพราะที่ผ่านมาสินค้าเครื่องสำอางเปรียบเสมือนแฟชั่น ที่ผู้ผลิตพยายามค้นหาสิ่งใหม่ๆ มาดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคเท่านั้น 1.ควรทำความสะอาดผิวหน้า และบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุงผิวทุกครั้งเพื่อปกป้องผิวหน้าไม่ให้ผิวแห้ง นี่คือเคล็ดลับสำคัญของการป้องกันการเกิดริ้วรอย (ควรป้องกันง่ายกว่าเป็นแล้วมาแก้ไข)2.ในเวลากลางวันอาจจำเป็นต้องทาครีมกันแสงแดดทับ เพื่อไม่ให้รังสียูวีทำลายเซลล์ผิว3.ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะนอนในห้องปรับอากาศหรือโชยพัดลม ก็ควรทาครีมบำรุงผิวหน้าก่อนนอนเช่นกัน โดยวัตถุประสงค์คือป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้ง เพราะถ้าผิวหนังแห้ง จะตามมาด้วยความเหี่ยวย่น เฉกเช่นใบไม้ต้นไม้ที่ขาดน้ำขาดปุ๋ยนั่นเอง4.ครีมบำรุงผิว อาจจะผสมสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินอี วิตามินซี อะโรเวร่า กรดผลไม้ หรือ อะมิโน เปปไทด์ ก็สามารถทดลองดูได้ด้วยตนเอง แต่ที่สำคัญการบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอจะเห็นผลดีแม้ว่าจะเป็นเพียงครีมบำรุงผิวผสมวิตามินธรรมดาที่คุ้นเคยตั้งแต่อดีตก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 93 ยาต้านความชรามีจริงหรือ

สวยอย่างฉลาด ฉบับที่ 93รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com ริ้วรอยบนหน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม และถุงใต้ตาบนใบหน้าคือสัญลักษณ์ของคนมีอายุ นอกจากนั้นยังพบริ้วรอยตามผิวหนังลำตัว มือ แขน ขา และตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด ความร้อน อากาศทั้งที่แห้งและร้อนชื้น ยาต้านความชรา เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกหา ในต่างประเทศ มีการวิจัยพบว่าร่างกายของคนเรา ตอนที่เป็นเด็กจะมีฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซึ่งเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) เมื่ออายุเราสูงวัยขึ้นเป็นอายุ 60 ฮอร์โมนชนิดนี้จะลดลงเหลือเพียง 20% ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน กล้ามเนื้อเหลว ไขมันลงพุง ความสดใสหรือกระปรี้กระเปร่าหดหาย ความเครียดความกังวลเข้าแทนที่ ผิวหนังซีด กระดูกบาง นอนไม่หลับ ฯลฯ ทางการแพทย์มีการฉีดฮอร์โมนชนิดนี้แก่คนไข้ที่มีปัญหาโกรทฮอร์โมนบกพร่อง ผลก็คือร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อแน่น ผิวหนังเต่งตึง อารมณ์แจ่มใส เฉกเช่นหนุ่มสาว อย่างไรก็ตามความพยายามที่จะนำโกรทฮอร์โมนมาเป็นยาต้านความชราในคนที่ร่างกายไม่เป็นโรคนั้น มีโทษมากกว่าคุณ เพราะจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น ทำให้เกิดโรคเบาหวาน มะเร็งลำไส้ ฯลฯ ยาชนิดนี้ในปัจจุบันจะมีการผลิตออกมาเป็นเม็ด สะดวกสำหรับการกิน จะพบโฆษณาตามอินเตอร์เนท ยาชนิดนี้ถูกจัดประเภทเป็นยาควบคุม ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเป็นยาต้านความชรา แม้แต่คลินิกแพทย์ที่จ่ายยาชนิดนี้ให้คนไข้ด้วยวัตถุประสงค์ของการชะลอวัย ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ถึงแม้ไม่ได้รับยานี้โดยตรง แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่าหากเราต้องการให้ร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนเพิ่มขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนุ่มเป็นสาว เราสามารถช่วยตัวเราเองได้โดยการจัดโปรแกรมสำหรับกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอง คือ ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ เช่น 1.ให้เวลาสำหรับการนอนหลับพักผ่อนที่มากเพียงพอทุกวันอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน 2. เลิกกินอาหารจานด่วน อาหารขยะที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมันและแป้ง รวมทั้งให้เลิกพฤติกรรมการชอบซื้อและกินอาหารกล่องสำเร็จรูป อาหารถุง หรืออาหารแช่แข็งจากซูเปอร์มาร์เก็ต 3. ออกกำลังกายให้มากเพียงพอ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงเพื่อตามแฟชั่น4. เลิกเหล้าหรือแอลกอฮอล และบุหรี่ 5. พยายามเลิกกินยาสารพัดชนิดมากมายโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น เพราะยาเหล่านั้นคือเคมีทั้งหลายที่จะทำลายตับไตและตับอ่อนเราได้ 6. ลดความเครียดจากภาระงานในแต่ละวันด้วยวิธีต่างๆ ตามแต่ความชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ พบว่าผู้ที่สามารถควบคุมตนเองให้เปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิตเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สามารถบังคับตนเองให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเห็นผลชัดเจนเพียงไม่กี่เดือนว่า ผิวพรรณเต่งตึง สภาพจิตใจสดใส ไม่หดหู่ ระบบขับถ่ายดี สุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนเองโดยไม่ต้องกินยาหรือฉีดยาเข้าสู่กระแสเลือด ไม่ต้องพึ่งเข็มฉีดยา และไม่มีความเสี่ยงกับการเอาสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย คนเราไม่สามารถที่จะเพียงแต่คิดอยากสาวและไม่อยากแก่ด้วยการไปพบแพทย์ที่คลินิก ให้แพทย์จ่ายยา ฉีดยา ลอกหน้าให้ใส หรือดึงหน้าให้ตึงหรืออื่นๆ เพราะถ้าสภาพจิตใจไม่ได้ดีขึ้นด้วย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะร่างกายและจิตใจไม่สมดุล นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า คนที่สุขภาพแข็งแรง คือผู้ที่อยู่ในโปรแกรมของการชะลอวัย โดยอัตโนมัติ หรือมีวิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติที่ช่วยทำให้มีอายุยืนยาวอยู่แล้ว ผิดจากชาวตะวันตกในประเทศที่เจริญมากๆ เช่น อเมริกา จะพบว่าชาวอเมริกันทุกวันนี้จะเรียกได้ว่าอยู่ในโปรแกรม “เร่งความชราภาพ” ไม่ใช่ชะลอความชราภาพ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงหรือผัดผ่อนการออกกำลังกาย กินอาหารจานด่วนและอาหารขยะเป็นประจำ กินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลปริมาณมาก บางคนอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่ทำงานมากเกินพอดี มีเวลาพักผ่อนน้อยเกินไป เกิดความเครียด แต่พยายามดูแลตนเองด้วยการกินวิตามินและอาหารเสริมเป็นกำมือเพราะคิดว่าจะช่วยชะลอวัยได้ ความจริงพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการดำเนินชีวิตที่อยู่ในโปรแกรม ‘เร่งความชราภาพ’ โดยไม่รู้ตัว ทุกท่านลองพิจารณาตนเองดูว่า ท่านอยู่ในโปรแกรมแบบไหน เร่งให้ตัวเองแก่เร็ว หรือไม่? แต่ยังพยายามถามหาและเรียกร้องเทคโนโลยีของการชะลอความแก่

อ่านเพิ่มเติม >