ฉบับที่ 115 กินอย่างไร ช่วยชะลอความเหี่ยวย่น

หลายคนคงคิดว่าอาหารที่กินไม่สำคัญเท่ากับเครื่องสำอางที่ดีๆ แพงๆ และศัลยกรรมทางผิวหนังโดยแพทย์ผู้ชำนาญ ในทางตรงกันข้ามอาหารที่เรากินเข้าไปจะมีผลแตกต่างอย่างชัดเจนต่อสุขภาพของเจ้าของ และถ้าเรากินอาหารถูกต้อง ร่างกายจะมีสุขภาพดี รวมถึงผิวพรรณที่ผุดผ่อง เต่งตึงมีน้ำมีนวล บริษัทที่ค้าขายเกี่ยวกับอาหารเสริมและวิตามินเสริมเหล่านี้เสมือนหนึ่งขายยาเม็ดสำหรับผิวหนัง เพื่อบำรุงผิวหนังจากภายในสู่ภายนอก   สารอาหารก่อให้เกิดความแตกต่างต่อการบำรุงผิวหรือไม่?ถ้าเราจะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงชนิดของอาหารที่กินทุกวัน คงจะไม่สามารถลบล้างริ้วรอยเหี่ยวย่นหรือชะลอความแก่ออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ถ้าเราจะคิดว่ากินอาหารอะไรก็ได้ที่อยากกินและจะไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของผิวหนังก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ความจริงอาหารที่เรากินทุกวันมีผลโดยทางตรงต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง แม้ว่าครีมบำรุงผิวที่ดีแสนดีและอุดมไปด้วยสารพัดอาหารเสริมในครีม ก็คงสามารถเพียงเสริมให้ผิวหนังได้เพียงบางส่วนเท่านั้นโดยการซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนัง แต่ก็คงไม่เพียงพอ   ประโยชน์ของการบำรุงผิวจากภายในร่างกายสู่นอกทุกๆ เซลล์ของอวัยวะทั่วร่างกายต้องการสารอาหารจำนวนมาก และสารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามิน แร่ธาตุและ อะมิโนแอซิดหลายชนิดจำเป็นต้องได้มาจากอาหารที่กินเข้าไป ในขณะที่สารอาหารบางชนิดร่างกายสามารถสร้างเองได้จากภายในและเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสุขภาพที่ดีและบำรุงผิวพรรณได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้ด้วยครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงผิวที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ดีๆ เมื่อทาลงบนผิวหนังก็ไม่แน่นอนว่าจะมีประสิทธิภาพต่อผิวหนังเสมอไป บางยี่ห้อสารเหล่านั้นอาจจะเพียงเกาะอยู่บนผิวหนังเท่านั้น อาจแทรกซึมลงผิวหนังได้ไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารอาหารและยี่ห้อสินค้าที่ได้รับการพัฒนาดีมากน้อยแตกต่างกัน แต่ถ้าเรากินอาหารดีๆ เข้าไป ก็ย่อมจะแน่นอนว่าอาหารจะถูกย่อยในกระเพาะและสำไส้ และผ่านการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและนำส่งไปยังเซลทุกเซลล์รวมทั้งเซลล์ผิวหนังแน่นอน อาหารมีผลต่อกลไกการชะลอวัยและชะลอริ้วรอยแห่งวัยอย่างไม่ต้องสงสัย รวมทั้งมีผลต่อสุขภาพองค์รวมของร่างกาย   ข้อจำกัดของสารอาหารบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก ความเหี่ยวย่นของผิวหนังเกิดจากปัจจัยร่วมของกลไกการเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายและสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ เช่น แสงแดด ลม และมลภาวะ การเลือกกินอาหารที่เหมาะสมจะสามารถช่วยยับยั้งความชราภาพที่เกิดจากกลไกทางสรีระของร่างกายได้ แต่ไม่สามารถยับยั้งความชราภาพที่เกิดจากมลภาวะได้ การใช้ครีมกันแดดสามารถป้องกันผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดได้ดี การกิน(สาร)อาหารที่เข้มข้นมากๆ หรือมากกว่าปกติเพื่อหวังให้มีประสิทธิภาพต่อเซลล์ผิวหนังมากๆ และเห็นผลรวดเร็วก็เป็นไปไม่ได้และถ้าได้ก็อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี แต่ครีมบำรุงที่เข้มข้นด้วยสารอาหาร เมื่อทาบนผิวหนังหรือพอกไว้นาน 15-40 นาที สารอาหารจากครีมบำรุงผิวสารมารถกระตุ้นให้ผิวหนังชุ่มชื้นอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและทางการแพทย์ ที่มีการใช้กระแสไฟฟ้ามากระตุ้นและนำส่งสารอาหารจากภายนอกผิวหนังสู่ภายในเซลล์ผิวอย่างมีประสิทธิภาพ สารอาหารบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เช่น เปปไทด์ ไม่สามารถให้เข้าร่างกายโดยการรับประทาน เพราะจะถูกทำลายในลำไส้ แต่การผสมในครีมบำรุงผิวจะให้ประโยชน์โดยตรงในการบำรุงผิวหนังได้ดี   สรุป ความสมดุลของการกินอาหารเข้าร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะรักษาให้ร่างกายแข็งแรง แม้ว่าจะไม่สามารถบำรุงผิวหนังให้เห็นได้ทันใจเท่ากับศัลยกรรมผิวหนัง แต่การไม่ใส่ใจการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็จะทำให้ผิวหนังเสื่อม แห้ง เหี่ยวย่น อย่างชัดเจนและรวดเร็วกว่าผู้ที่มีโภชนาการที่ดีและสม่ำเสมอ การขาดวิตามินเอ และบี คอมเพลคส์และกรดไขมันบางชนิด สามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบและโรคทางผิวหนังบางชนิดได้ นอกจากนั้นการขาดสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดยังอาจก่อให้เกิดปัญหาการสมานแผลของผิวหนังและการสร้างเซลล์ใหม่ให้ผิวหนังที่ช้าผิดปกติได้ ดังนั้นการปรับปรุงวิธีและเลือกคุณภาพอาหารที่ดีและสม่ำเสมอจะมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยบำรุงผิวให้เต่งตึงและเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ   เทคนิคกินให้ผิวสวย 1.กินผัก ผลไม้สดให้มาก2.กินข้าวกล้อง กินนมไขมันต่ำ3.ดื่มน้ำให้พอ 4.ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ดื่มชา กาแฟและน้ำอัดลม5.หลีกเลี่ยงไขมัน และของทอด  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 111 เคล็ดไม่ลับของการดูแลเล็บมือ

เล็บมือของคนเราได้ถูกธรรมชาติออกแบบมาให้เราเพื่อทำหน้าที่ปกป้องเนื้ออ่อนๆ ของปลายนิ้วไม่ให้บาดเจ็บ ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้นิ้วมือและข้อมือทำหน้าที่ประสานกันในการหยิบจับสิ่งของเล็กๆ ทั้งหลายได้คล่องตัว แม้ว่าเล็บคือเซลล์ที่ตายแล้วทั้งหมด แต่ก็พบว่าเติบโตและยาวขึ้นได้เรื่อยๆ จากฐานของเซลล์ที่มีชีวิต อัตราการเจริญเติบโตของเล็บมือประมาณ 1 ส่วน 8 นิ้วต่อเดือน จะสังเกตได้ว่าเล็บมือคนเรายาวเร็วกว่าเล็บเท้ามาก เนื่องจากในแต่ละวันคนเราจะล้างมือบ่อยๆ หรือทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ในขณะที่การล้างเท้าเพียงวันละ 1-2 ครั้งเท่านั้น(เฉพาะเวลาอาบน้ำ) เทคนิคการดูแลเล็บมือ1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนแช่มือ เพราะน้ำที่ร้อนจะทำให้ผิวหนังของมือและเล็บแห้ง เปราะหักง่ายขึ้น2. ไม่ควรใช้ของคมและแหลมตัดแซะใต้เล็บ ควรหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่หยาบแข็งในการปรับแต่งเล็บ3. ถ้าเล็บมือเปราะ เหลืองซีด แตกหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงการทาเล็บด้วยสีเคลือบทั้งหลาย รอจนกว่าสุขภาพเล็บจะกลับมาแข็งแรงก่อน และหากประสงค์จะทาเล็บ ควรทำเพียงครั้งคราวเท่านั้น เช่น ทาเล็บด้วยสีสวยงามเพื่อไปงานเลี้ยง แต่ควรล้างออกภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้เนื้อเล็บได้ได้หายใจและได้รับอากาศหมุนเวียน4. การเลือกรับประทานอาหาร มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพเล็บเป็นอย่างมาก ควรใส่ใจกับอาหารเสริมกลุ่มให้ธาตุ แคลเซียม ซัลเฟอร์ โปรตีนจากไข่ เนื้อสัตว์ วิตามิน บีและอี ซึ่งจะพบได้ทั่วไปในอาหารประเภท นม ไข่ เนื้อสัตว์ 5. ดื่มน้ำผลไม้หรือนมทุกวันในตอนเช้า เพื่อให้มั่นใจว่าในการรักษาเล็บที่เปราะหักง่ายนั้นให้กลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น6. ถ้าต้องการให้ผิวหนังที่มือนุ่มเนียน น่าสัมผัส ควรแช่มือทั้งสองข้างในน้ำสะอาดที่ผสมด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำผลไม้เล็กน้อยประมาณ 10 นาที เช็ดให้แห้งและบำรุงด้วยครีมทาผิวที่มีส่วนประกอบของสารชุ่มชื้นผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเรียครีม ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว และเนื้อครีมยังสามารถใช้ขจัดสิ่งสกปรกตกค้างจากเล็บได้อีกด้วย ควรพอกเนื้อครีมทิ้งไว้อย่างน้อย 5-15 นาที ก่อนจะเช็ดออก7. สำหรับแม่บ้านหรือผู้ที่มีอาชีพจำเป็นต้องทำหน้าที่ทำความสะอาด ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วยชาม ควรฝึกการใส่ถุงมือทุกครั้งจนชิน เพื่อป้องกันไม่ให้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานทำลายผิวหนังและเล็บ 8. ฝึกบริหารมือทั้งสองข้างเป็นประจำทุกวันเช่นเดียวกับส่วนอื่นของร่างกายอย่างน้อย 15-20 นาทีต่อวัน หรือนวดเพื่อให้เลือดหมุนเวียนโดยใช้นิ้วมือกดนวดด้วยตนเองสลับไปมาด้วยมือ เป็นการทำให้นิ้วมือได้ออกกำลังไปพร้อมกัน อันตรายจากแฟชั่นต่อเล็บไม่ควรต่อเล็บให้ยาวตามสมัยนิยม เพราะจะทำให้เล็บหักและเปราะง่าย เนื่องจากเล็บสังเคราะห์ที่ใช้ต่อยาวตามแฟชั่นนั้นทำจากพลาสติกแข็ง ต้องใช้กาวยึดติดกับเล็บจริงและเคลือบด้วยอะคีลิค ดังนั้นเมื่อต้องการเอาออก ต้องใช้น้ำยาเคมีคือ อะซีโตน เช็ดออก ซึ่งเป็นน้ำยาที่แรง ทำลายเนื้อเล็บให้ซีดและเปราะง่าย บางชนิดไม่สามารถเอาออกเองได้ด้วยน้ำยาอะซีโตน ต้องอาศัยเวลาให้เล็บจริงยาวขึ้นเองจนกว่าเล็บปลอมที่ต่อไว้จะถูกผลักให้ล้นออกและตัดทิ้งไปได้ เล็บปลอมที่ต่อยาวให้สวยงามนั้นมีความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ทำให้นิ้วมือเกิดระคายเคือง บวม แดง อักเสบ เล็บจริงอาจหลุดจากเนื้อได้ และถ้าฐานรากของเล็บถูกทำลาย อาจทำให้เสียหายบาดเจ็บถาวรได้ และกาวที่ใช้ติดกับเล็บนั้น เป็นสารระเหยที่อันตราย บางชนิดประกอบไปด้วยสารพิษเช่น ฟอร์มาดีไฮด์ ที่เป็นอันตรายต่อการสูดดม และอาจมีการติดเชื้อจากการปนเปื้อนของกาวที่ใช้อีกด้วย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 112-113 ลดริ้วรอยอย่างทันใจด้วยสาร ‘ไฮยาลูโรนิคแอซิด’ ?

ลดริ้วรอยอย่างทันใจด้วยสาร ‘ไฮยาลูโรนิคแอซิด’ ?รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ริ้วรอยแห่งวัยบนหน้าผาก ตีนการอบดวงตา ร่องลึกข้างแก้ม เหล่านี้บ่งบอกถึงวัยที่ล่วงเลย แม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดขึ้น หรือพยายามหาหนทางแก้ไขเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ปัจจุบันวิทยาการทางแพทย์ผิวหนังมีบริการมากมาย ส่วนใหญ่เอาใจคนใจร้อนต้องการสวยทันทีทันใจ ที่นิยมกันมากคือ การฉีดโบทอกส์เข้าไปตามผิวหนังที่มีริ้วรอยเพื่อเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้า สารชนิดนี้ทำหน้าที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ทำให้ร่องลึกหรือริ้วรอยลึกๆ จางลงชั่วคราว แต่ต้องฉีดหลายเข็มเข้าบริเวณที่ต้องการและจะมีผลเพียง 4-6 เดือน ก็ต้องกลับไปให้แพทย์ฉีดใหม่   โอกาสแพ้และเกิดอาการข้างเคียงก็มีอยู่ ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งก็สูงมาก สารอื่น เช่น คอลลาเจนหรือซิลิโคน ก็มีการนำมาเป็นสารเติมเต็มผิวหนังเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอย แต่มักจะให้ผลเสียในระยะยาว ทำให้เกิดเป็นไตแข็ง หรือเนื้อนูนบริเวณที่ฉีด เนื่องจากการสะสมของสารเหล่านี้ที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง ปัจจุบันจึงไม่นิยมฉีดสารดังกล่าวเข้าใต้ผิวหนัง ไฮยาลูโรแนน หรือ ไฮยาลูโรนิคแอซิดสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเจ็บตัว กลัวเข็มฉีดยาและมีเงินน้อย ก็สามารถสวยรวดเร็วทันใจได้อย่างปลอดภัยด้วยเครื่องสำอางที่มีองค์ประกอบของ ‘ไฮยารูโรนิคแอซิด’ สารชนิดนี้มีอยู่ในร่างกายของเราโดยธรรมชาติ กระจายอยู่ทั่วไปในทุกเนื้อเยื่อ เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูกอ่อนตามข้อต่อทั่วร่างกาย ทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นไม่ให้กระดูกเสียดสีกัน นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พบว่าสารชนิดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับพัฒนาการของสมอง เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนัง มีปริมาณมากในเนื้อเยื่อภายนอกเซลล์ใต้ผิวหนัง มีหน้าที่สำคัญมากมายต่อผิวหนัง ทำหน้าที่โอบอุ้มเซลล์ผิวหนังให้ชุ่มชื้น สนับสนุนการแบ่งเซลล์และการกระจายของเซลล์ผิวหนังเพื่อแทนที่เซลล์ผิวที่ถูกขจัดทิ้งโดยการหลุดลอกออกทุกวัน ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในชั้นผิวหนัง ไฮยาลูโรนิคแอซิดยังเกี่ยวข้องกับขบวนการซ่อมแซมผิวหนังและการสมานแผลอีกด้วย โดยพบว่าเมื่อผิวหนังคนเราได้รับบาดเจ็บหรืออักเสบ เนื้อเยื่อบริเวณที่บาดเจ็บจะมีการสะสมของสารชนิดนี้สูงเพื่อเร่งอัตราการขจัดเซลล์ผิวที่มีปัญหาออกและเร่งการสร้างเซลล์ใหม่เข้าแทนที่ เนื่องจากสารไฮยาลูโรนิคแอซิด มีน้ำหนักโมเลกุลสูงมากเป็นล้าน ทำให้มีประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำได้มากและรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและเต่งตึง เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปริมาณไฮยาลูโรนิคแอซิดลดน้อยลงทำให้ผิวหนังเริ่มแห้งเหี่ยว เนื่องจากคุณสมบัติมากมายตามที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ได้คิดค้นการเติมเต็มชั้นใต้ผิวหนังด้วยสารไฮยาลูโรนิคแอซิด เพื่อทดแทนปริมาณที่ลดน้อยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น สารที่นำมาใช้ในวงการเครื่องสำอาง สังเคราะห์มาจากขบวนการไบโอเทคโนโลยีจากแบคทีเรีย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ยอมรับให้มีการใช้สารชนิดนี้เป็นสารเติมเต็มใต้ผิวหนังเพื่อลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเสียเงินมากและไม่ต้องการเจ็บตัวด้วยเข็มฉีดยา สารชนิดนี้ได้ถูกนำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในเครื่องสำอางทาผิวหนังทั่วไป จะพบว่าเพียงทาผิวหนังด้วยครีมที่มีสารไฮยาลูโรแนน ผิวหนังจะชุ่มชื้นและเต่งตึงขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจเพียงไม่กี่นาที กลไกสำคัญอยู่ที่สารดังกล่าวจะทำหน้าที่แทรกเข้าสู่ช่องว่างของผิวหนัง ทำหน้าที่อุ้มน้ำได้มากมายกลายเป็นไฮโดรเจลในชั้นผิวหนัง ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังชุ่มชื้นมีความยืดหยุ่นกลับคืนมา จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นสารเติมเต็มช่องว่างใต้ผิวหนัง เป็นผลทำให้ร่องลึกและริ้วรอยบนใบหน้าลดเลือนลง ปัจจุบันมีการสังเคราะห์สารไฮยาลูโรนิคแอซิดออกมาให้มีขนาดของโมเลกุลที่เล็กลง คือ โซเดียมไฮยาลูโรเนท (Sodium Hyaluronate) เพื่อให้แทรกซึมเข้าชั้นใต้ผิวหนังได้มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องสำอางเห็นผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ประโยชน์ในทางเครื่องสำอางแม้ว่าจะเป็นการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นอย่างรวดเร็วและลดเลือนริ้วรอยร่องลึกเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ทาได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ที่สำคัญการที่ผิวหนังมีความชุ่มชื้นเต่งตึง จะช่วยป้องกันผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมที่เสียหายได้อีกด้วย และไม่ต้องอาศัยมือแพทย์ในการฉีดด้วยเข็มฉีดยา ไม่เจ็บตัวและไม่ต้องเสียเงินมากแม้ว่าเครื่องสำอางประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าครีมบำรุงผิวทั่วไปก็ตาม อาการข้างเคียงเนื่องจากเป็นสารที่มีอยู่ทั่วร่างกาย จึงมีโอกาสพบอาการข้างเคียงน้อยมากยกเว้นในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แนะนำให้ผู้บริโภคทดลองทาผิวหนังบริเวณคอเพียงเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีเพื่อดูว่าเกิดอาการแพ้หรือไม่ ถ้าไม่มีอาการผื่นแดงหรือคัน แสดงว่าไม่แพ้ แต่ถ้ามีอาการแพ้ ควรหยุดใช้เพราะอาจแพ้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งในเครื่องสำอางได้ เช่น สารกันเสีย และน้ำหอม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 114 ทำอย่างไร ไม่เผลอไปทำร้ายผิว

ทำอย่างไร ไม่เผลอไปทำร้ายผิวรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เราไม่สามารถสร้างบ้านโดยปราศจากเสาหลักที่แข็งแรง เราไม่สามารถสร้างทหารกล้าโดยไม่ผ่านสนามฝึก และเราก็คงไม่สามารถรักษาผิวพรรณให้แข็งแรงโดยใช้เครื่องสำอางที่ดีที่สุดแต่ปราศจากพื้นฐานการดูแลผิวที่ถูกต้อง  หากเราปฏิเสธหรือไม่สนใจพื้นฐานที่ถูกต้องของการดูแลผิวหนัง ก็รับรองได้เลยว่าโปรแกรมต่างๆ หรือเครื่องสำอางแพงๆ ที่เราพยายามหาซื้อมาเพื่อชะลอริ้วรอยผิวหน้าหรือยกกระชับผิวหน้าจะไม่ประสพความสำเร็จ บทความนี้จะครอบคลุมหลักการและพื้นฐานสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพผิวหนังและป้องกันหรือชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย “จำไว้ว่าการดูแลผิวที่ฉลาดที่สุดคือ การไม่ทำร้ายผิวให้บาดเจ็บแม้แต่ระคายเคืองก็ตาม” เราคงแปลกใจที่รู้ว่าส่วนใหญ่ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้ามักจะเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าการชราภาพโดยธรรมชาติ ดังนั้นราคาที่ถูกที่สุดและขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเริ่มต้นดูแลผิวคือ ลดและหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกที่จะมาทำร้ายผิวหนังของเรา วิธีนี้นับเป็นพื้นฐานสำคัญของการชะลอริ้วรอยแห่งวัย ชีววิทยาของผิวหนังและร่างกายเป็นสิ่งที่ซับซ้อน บ่อยครั้งเมื่อผิวหนังบาดเจ็บหรือถูกทำร้าย อาจไม่มีอาการเจ็บปวดแม้แต่ระคายเคืองให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่จะเป็นการสะสมทีละน้อยทุกเวลาที่ผ่านไปอย่างที่เราไม่ทันสังเกต สาเหตุหลักที่เป็นปัจจัยทำร้ายผิวหนัง เช่น 1. รังสียูวีจากดวงอาทิตย์ คนส่วนใหญ่คงทราบดีว่ารังสียูวีจากดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยทำร้ายผิวหนังและทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และยังก่อให้เกิดความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนังอีกด้วย ครีมกันแดดมากมายที่อาจไม่เพียงพอหรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปกป้องผิวหนังเราจากการเกิดริ้วรอย และการหลบแดดในที่ร่มก็เป็นเพียงการป้องกันแดดได้บางส่วนเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดหรือ ‘เอสพีเอฟ’ ที่เหมาะสมกับสภาวะจริง และควรศึกษาข้อแนะนำการใช้ครีมกันแดดให้ได้ผล เช่น ควรทาทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาทีก่อนออกแดด และควรเลือกครีมที่กันน้ำได้ถ้ามีกิจกรรมมากๆ เช่น เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก และควรทาบ่อยๆเป็นระยะทุก 2-4 ชั่วโมง เพราะสารกันแดดบางชนิดอาจสลายตัวเมื่อได้รับความร้อนนานๆ   2. สารทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดทั้งหลาย น้ำยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดระคายเคืองต่อผิวหนังเมื่อใช้เป็นประจำ ทั้งนี้เนื่องจากสารทำความสะอาดเหล่านี้เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า อนุภาคเหล่านี้จึงสามารถเกาะติดและสะสมบนผิวหนัง ล้างออกยาก ผู้ที่ต้องทำหน้าที่ล้างถ้วยชามหรือซักผ้าเป็นประจำ จะพบว่าผิวหนังที่มือจะเหี่ยวย่นและระคายเคืองถึงขั้นอักเสบรุนแรงได้ ทั้งนี้รวมถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอาบน้ำสระผม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนละมุน ไม่จำเป็นต้องให้ฟองมากๆ 3. คลอรีนและน้ำอุ่น การอาบน้ำอุ่นทำให้เรารู้สึกสบายกาย แต่ผิวหนังเราอาจคัดค้านและไม่เห็นด้วย คลอรีนจากน้ำประปาจัดเป็นสารก่ออนุมูลอิสสระและมีผลทำร้ายผิวหนังให้ระคายเคืองไม่มากก็น้อย สังเกตได้จากคนที่ชอบว่ายน้ำเป็นประจำ เส้นผมจะแห้งแตกปลายและผิวหนังจะแห้งกร้านไปด้วย น้ำร้อนหรือน้ำอุ่นที่ใช้อาบน้ำก็เช่นกัน ส่งผลทำร้ายผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง ยิ่งอุณหภูมิน้ำสูงก็จะยิ่งทำร้ายผิวหนังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบการแช่น้ำอุ่นหรือสปาน้ำอุ่นที่อุณหภูมิสูง ควรจำกัดความถี่การแช่น้ำรวมทั้งการลดระยะเวลาการแช่น้ำร้อนในแต่ละครั้งและการลดอุณหภูมิของน้ำลง 4. สารก่อความระคายเคืองให้ผิวหนัง สารเหล่านี้อาจระคายเคืองผิวหนังได้สองทาง ทางตรงคือทำร้ายเซลล์ผิว และทางอ้อมคือทำให้ผิวหนังอักเสบหรือทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ ผู้ที่มีผิวหนังอ่อนไหวต่อสารต่างๆ ได้ง่าย ควรระวังและหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยาชนิดต่างๆ และอาจป้องกันโดยการล้างมือบ่อยๆ ภายหลังจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัว 5. การแสดงออกของสีหน้า ทำให้เกิดริ้วรอยของการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น รอยตีนกาจากการหัวเราะหรือรอยย่นบนหน้าผากจากการขมวดคิ้ว เรามักจะทำโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว แก้ไขได้โดยการฝึกระวังตัว และพยายามพัฒนาตนเองให้เป็นนิสัยรวมทั้งการฝึกตนให้ผ่อนคลายจากภาวะความเครียดต่างๆ รอบตัว เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยจากการแสดงออกของสีหน้า 6. การแต่งหน้ามากเกินไป ผลิตภัณฑ์สำหรับแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า แน่นอนมักประกอบไปด้วยสารเคมีที่อาจระคายเคืองผิวหน้าได้ การรักษาสุขภาพผิวหนังในระยะยาว ควรลดการแต่งแต้มผิวหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบดวงตา ผลิตภัณฑ์ประเภทติดทนนานและกันน้ำ ยิ่งมีผลรุนแรงต่อผิวหน้า และยังต้องใช้น้ำยาที่แรงหรือเข้มข้นล้างออกอีกด้วย 7. การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากเกินไป ผลิตภัณฑ์ที่ดีประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อผิวหนัง แต่หากใช้มากเกินไป หรือใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน ควรอ่านฉลากและวิธีใช้ให้ชัดเจน 8. การล้างหน้าและขัดผิวบ่อยเกินไป ผลิตภัณฑ์บางชนิดหากใช้บ่อยเกินไปและใช้ผิดวิธีอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ การล้างหน้าและขัดผิวหน้าบ่อยเกินไปก็เช่นกัน ทำให้ผิวหน้าแห้งกร้านและระคายเคืองได้ ควรหลีกเลี่ยงการเช็ดหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประเภทโทนเนอร์สำหรับเช็ดหน้าหรือเช็ดเครื่องสำอางออก แอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหน้าแห้ง ขาดความชุ่มชื้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 110 วิธีใช้ครีมเปลี่ยนสีผม

ครีมเปลี่ยนสีผม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เปลี่ยนสีเส้นผม ซึ่งในอดีตมักจะใช้เพื่อกลบผมขาว แต่ปัจจุบันวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวใช้ครีมเปลี่ยนสีผมตามแฟชั่น หรือเพื่อต้องการเปลี่ยนบุคลิกภาพของตนเอง ครีมเปลี่ยนสีผมมีมาแต่โบราณ คนในยุคโรมันได้คิดค้นสูตรเคมีของการเปลี่ยนสีเส้นผม แต่ในอดีตทำได้เพียงแค่ทำให้เส้นผมดำขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนสีเส้นผมเป็นเฉดสีต่างๆ ได้เช่นในยุคปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ เปลี่ยนสีผมถาวร (Permanent color) เปลี่ยนสีผมกึ่งถาวร (Semi-permanent hair color) และเปลี่ยนสีผมชั่วคราว (Temporary hair color)  ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวมีทั้งชนิด แชมพู เจล สเปรย์ และโฟม ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มักจะใช้เคลือบเส้นผม ช่วยให้สีเส้นผมแลดูสดใสเป็นเงางามมากกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเปลี่ยนสีประเภทถาวรและกึ่งถาวร ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวนี้มักจะใช้เปลี่ยนสีผมสำหรับโอกาสพิเศษเป็นครั้งคราว และมักจะใช้สีแปลกที่ต้องการความโดดเด่นมากๆ เช่น สีเขียวสด สีแสด สีแดง สีม่วง ในงานปาร์ตี้ เช่น งานฮาโลวีน องค์ประกอบของครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวจะประกอบด้วยเม็ดสีที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้เม็ดสีไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่เส้นผมได้ และเม็ดสีจะเพียงเกาะอยู่ภายนอกเส้นผมเท่านั้น ทำให้หลุดลอกออกได้ง่ายเมื่อสระผมเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตามในกรณีที่เส้นผมที่แตกหรือเส้นผมที่เสียหายจากการอบ ดัด หรือเส้นผมที่ด้อยคุณภาพ เม็ดสีจากครีมเปลี่ยนสีผมชนิดชั่วคราวนี้ก็อาจสามารถแทรกซึมเข้าเส้นผมได้บ้าง ทำให้ติดทนนานขึ้นกว่าเส้นผมที่มีคุณภาพสมบรูณ์ได้ ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดกึ่งถาวรประกอบไปด้วยเม็ดสีที่มีโมเลกุลเล็กกว่าชนิดเปลี่ยนสีชั่วคราว ดังนั้นเม็ดสีที่เล็กจึงสามารถแทรกซึมสู่เส้นผมได้บ้าง และสามารถทนต่อการสระผมได้นาน 4 ถึง 5 ครั้ง องค์ประกอบของครีมชนิดกึ่งถาวรจะมีน้ำยาแอมโมเนียและน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์น้อยมากหรืออาจไม่มีเลย จึงมักจะไม่ทำลายคุณภาพเส้นผม สีของเส้นผมที่ได้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพเส้นผมและสีธรรมชาติของเส้นผมเดิม ถ้าเส้นผมเสียหาย มีรูพรุนมาก เม็ดสีจะแทรกซึมได้มาก สีจะเข้ม ถ้าเส้นผมดี รูพรุนน้อย เม็ดสีจะแทรกซึมได้น้อย สีเส้นผมที่ได้จะอ่อน และหากสีเส้นผมธรรมชาติมีสีดำเข้ม สีมักจะเปลี่ยนให้อ่อนลงยาก ดังนั้นสีเส้นผมทั่วหนังศีรษะอาจไม่สม่ำเสมอเมื่อใช้ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดกึ่งถาวร ในกรณีของการใช้ครีมชนิดกึ่งถาวรในการกลบผมขาวก็เช่นกัน ผมขาวอาจจะถูกกลบได้แต่เฉดความเข้มของสีที่กลบได้อาจไม่สม่ำเสมอกับเส้นผมส่วนใหญ่ การแก้ปัญหาอาจทำได้โดยการใช้ร่วมกับครีมเปลี่ยนสีผมชนิดถาวรเฉพาะบริเวณผมขาว และใช้ครีมชนิดกึ่งถาวรกับเส้นผมส่วนใหญ่ เป็นการช่วยทะนุถนอมเส้นผมไม่ให้เสียหายจากองค์ประกอบเคมีของครีมเปลี่ยนสีผมชนิดถาวรได้ การทำไฮไลท์เส้นผม ไม่สามารถใช้ครีมชนิดกึ่งถาวรได้ ต้องใช้ครีมชนิดถาวรเท่านั้นเพื่อกัดหรือฟอกเม็ดสีธรรมชาติออกไป ทำให้เส้นผมมีสีจางลง  ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมชนิดถาวร ครีมเปลี่ยนสีผมชนิดนี้จะได้รับความนิยมมากที่สุด โดยน้ำยาเคมีจะไปทำปฏิกิริยากับเส้นผม ทำให้เส้นผมพองตัว และกัดหรือฟอกเม็ดสีเดิมของเส้นผมให้จางลง เพื่อให้เม็ดสีใหม่ที่ต้องการเข้าแทนที่ได้ จึงเป็นขบวนการเปลี่ยนสีเส้นผมชนิดถาวร สีนี้จะอยู่ถาวรจะไม่ถูกชะล้างออกไปขณะสระผมแม้ว่าอาจจะซีดลงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้เส้นผมที่งอกยาวขึ้นจากหนังศีรษะซึ่งเป็นสีเดิมตามธรรมชาติจะสร้างความแตกต่างจากสีใหม่ที่ย้อมถาวร ดังนั้นทุก 6 สัปดาห์อาจจำเป็นต้องใช้ครีมเปลี่ยนสีถาวรอีกรอบเพื่อความสวยงามและสม่ำเสมอของสีผม ผลิตภัณฑ์ชนิดถาวรนี้ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทออกซิเดชั่นและประเภทโปรเกรสซีพ (Progressive) ประเภทออกซิเดชั่น ขบวนการเปลี่ยนสีผมจะประกอบด้วยน้ำยาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีเส้นผมจากปฏิกิริยาทางเคมี โดยมีน้ำยาแอมโมเนียและน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ประมาณ 6%ในน้ำหรือครีม ประเภทโปรเกรสซีพ ประกอบด้วยเกลือของโลหะหนัก คือ ตะกั่ว (Lead acetate) เป็นสารสำคัญ สารชนิดนี้ได้รับการยอมรับโดย อย.ให้ใช้แต่งสีผมในปริมาณห้ามเกิน 0.6% โดยคิดคำนวณจากน้ำหนักของตะกั่ว การใช้ครีมเปลี่ยนสีผมอย่างปลอดภัย1. ควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลาก โดยให้ความสนใจกับข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลาก 2. ก่อนการใช้จริง ควรทดลองทาครีมเปลี่ยนสีผมบนผิวหนังบริเวณหลังใบหู ทาทิ้งไว้สัก 10-15 นาที หากไม่มีอาการผื่นแดงใดๆ แสดงว่าสามารถใช้กับหนังศีรษะได้ หากเกิดอาการข้างเคียง ไม่ควรใช้ต่อ 3. ห้ามใช้ครีมเปลี่ยนสีผมกับขนคิ้วหรือขนตาเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ 4. ควรเก็บครีมเปลี่ยนสีผมให้พ้นจากมือเด็ก 5. ไม่ควรหมักครีมเปลี่ยนสีผมทิ้งไว้นากเกินกว่าที่กำหนดไว้บนฉลาก 6. ควรล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ ภายหลังจากการหมักสีผม 7. ควรใส่ถุงมือทุกครั้งที่ป้ายครีมเปลี่ยนสีผมลงบนเส้นผม 8. ไม่ควรผสมครีมเปลี่ยนสีผมต่างผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่รุนแรงได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 109 6 ขั้นตอนสปาผิวหน้าเพื่อผิวสวยอ่อนเยาว์

สปา กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ความเครียดและความเร่งรีบจากการทำงานส่งผลทำให้ทุกคนอ่อนล้าทั้งสุขภาพกายและใจ การบำบัดด้วยการเข้ารับบริการสปา จะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย สถานที่ให้บริการสปามักจะถูกจัดเตรียมและตกแต่งไว้ด้วยดอกไม้ เครื่องหอมทั้งหลาย เช่น น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรธรรมชาติ รวมถึงการตกแต่งด้วยแสงไฟสีนวลตา ทั้งหมดเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เข้าไปรับบริการได้ผ่อนคลายตั้งแต่วินาทีแรกเลยทีเดียว การทำสปาผิวหน้า มีประโยชน์นอกจากจะเป็นการผ่อนคลายแล้ว ยังมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส กระชับ ผิวหน้าชุ่มฉ่ำ ลดริ้วรอยที่แห้งกร้านได้อย่างเห็นผล ควรให้เวลากับตัวเราเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ทำสปาผิวหน้า ขั้นตอนโดยทั่วไปมีดังนี้ 1. เริ่มต้นด้วยการล้างทำความสะอาดผิวหน้า ควรใช้ครีมหรือโลชั่นชนิดสำหรับเช็ดเครื่องสำอางออก (ไม่แนะนำให้ใช้สบู่เหลว/สบู่ก้อน หรือโฟมล้างหน้าในขั้นตอนการทำสปา)  ใช้นิ้วมือนวดคลึงครีมล้างหน้าลงบนผิวหน้าให้ทั่วใบหน้า และเช็ดออกด้วยผ้าชื้นหรือฟองน้ำ 2. ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยสครัป ซึ่งมีผงขัดเซลล์ผิวเป็นองค์ประกอบหลัก เลือกที่ได้จากธรรมชาติ เช่น เปลือกผลไม้ตากแห้งและบดให้มีขนาดเล็ก หรืออาจได้มาจากการสังเคราะห์ ผงขัดมีขนาดต่างๆ กัน อนุภาคของผงเหล่านี้มักจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวและมีผิวขรุขระ เมื่อถูกนำไปทาถูบนผิวหน้า ผงเหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยขัดผิวหน้า ทำให้เซลล์เก่าบนผิวหน้าหลุดลอกออกเร็วและง่ายขึ้น การทาสครัปต้องทาให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบดวงตา แล้วใช้นิ้วมือนวดคลึงผิวหน้าไปมาเบาๆ คนที่มีผิวอ่อนไหวควรเลือกใช้สครัปที่มีผงขัดชนิดละเอียดมากขึ้น หลังถูนวดสครัป ให้เช็ดสครัปออกด้วยผ้าชื้น 3. นวดกดจุดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา หน้าผาก ขมับทั้งสองข้าง ท้ายทอย 10-15 นาที จะช่วยให้อาการตึงเครียดหรือปวดหัวรวมทั้งไมเกรนผ่อนเบาลงได้มาก 4. การให้ผิวหน้าได้รับไอน้ำที่ร้อนชื้น ความร้อนจะช่วยให้รูขุมขนที่ผิวหน้าเปิดกว้างออก และวิธีที่ดีที่สุดคือการพ่นไอน้ำที่ร้อนแก่ผิวหน้า เพราะไอน้ำจะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นอีกด้วย ควรให้เวลาอย่างน้อย 10-15 นาที หากทำเองที่บ้าน สามารถใช้ผ้าขนหนูแช่น้ำอุ่นและบิดแห้งให้หมาดๆ นำผ้าขนหนูไปอบใบหน้า ก็ใช้แทนไอน้ำได้เช่นกัน 5. การพอกผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นผิวได้อย่างรวดเร็ว เช่น แผ่นคอลลาเจนเจล หรือคอลลาเจนครีม ผิวหน้าในขั้นตอนนี้ซึ่งรูขุมขนเปิดกว้างออกเต็มที่ภายหลังจากได้รับไอน้ำร้อน คอลลาเจนซึ่งมีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นได้มากและให้ความยืดหยุ่นผิวหนังได้ดีเยี่ยมจะสามารถแทรกซึมสู่ผิวชั้นบนสุดของผิวหน้าได้ แม้ว่าคอลลาเจนจะมีโมเลกุลสูงและไม่สามารถแทรกซึมสู่ผิวชั้นล่างของผิวหนังได้ แต่การหมักผิวหน้าด้วยคอลลาเจนอย่างน้อย 20-40 นาที จะพบว่าผิวหน้าจะนุ่มนวลและชุ่มฉ่ำอย่างทันตาเห็นเลยทีเดียว 6. การบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมบำรุงผิวประกอบไปด้วยสารอาหาร  วิตามิน น้ำมันและน้ำ ครีมบำรุงผิวจะไปเคลือบอยู่ผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื้น และช่วยหล่อลื่นผิวหน้าให้เนียนนุ่ม น้ำมันหล่อลื่นจะทำหน้าที่ปกคลุมเซลล์ผิวหน้าเพื่อลดการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิว หกขั้นตอนของการทำสปาผิวหน้า ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ หรือไม่เกินชั่วโมงครึ่ง แต่จะมีผลทำให้ผิวหน้าได้พักผ่อนและกระชับผิวหน้าอย่างได้ผล การทำสปาผิวหน้าเดือนละหนึ่งครั้งคุณจะพบว่าผิวหน้าจะกระจ่างใส กระชับ ชุ่มฉ่ำ ริ้วรอยจะจางลงสีหน้าจะสดชื่นขึ้น นั่นอาจเพราะว่าเป็นวิธีการผ่อนคลายร่างกายด้วยอย่างหนึ่งก็เป็นได้ คำแนะนำสำหรับผู้ที่เข้ารับการทำสปา -หากใส่คอนแทคแลนควรถอดออก -ผู้ที่ผิวหน้ามีแผลสดหรือแผลเปิด สิวอักเสบ และโรคผิวหนังอื่นๆ ควรงดทำสปาผิวหน้าอย่างเด็ดขาด -ท่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำสปาผิวหน้า คือการนอนลงบนเตียงนวดในท่านอน 180 องศา จะสบายที่สุดทั้งสำหรับผู้ให้บริการและผู้รับบริการ -ควรเลือกสถานที่ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจากความสะอาดของสถานที่ การแต่งกายที่สะอาดของพนักงานให้บริการ และในระหว่างการทำสปา พนักงานควรมีผ้าปิดจมูกและปากตลอดเวลา - ก่อนลงมือใช้เครื่องสำอางตัวใดควรทดสอบด้วยการป้ายที่ผิวหนังบริเวณท้องแขนก่อนเพื่อดูว่ามีอาการแพ้สารเคมีหรือไม่

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 108 วิธีดูแลเท้าไม่ให้แตก เหม็น แต่เนียนนุ่ม

กล่าวกันว่าเราสามารถประเมินสุขลักษณะโดยรวมของผู้ที่เราเพิ่งพบปะครั้งแรกได้ง่ายๆ โดยการสังเกตดูความสะอาดของรองเท้าที่สวมใส่อยู่และดูสุขลักษณะที่เท้า หรืออาจกล่าวได้ว่ารองเท้าและสภาพของผิวเท้าเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความสะอาดและบุคลิกภาพของเราเอง เทคนิคการดูแลสุขภาพเท้าให้สวยงาม ไม่เป็นโรค1. ล้างเท้าทั้งสองข้างทุกวันโดยแช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำสบู่ประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า ต้องให้แห้งสนิทจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นที่อับชื้นและเหม็นตามมา 2. ทุกครั้งที่เท้าเปียก ต้องเช็ดให้แห้งทุกครั้งก่อนสวมรองเท้าหรือถุงเท้า 3. ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และนำรองเท้าไปทำความสะอาด ตากแห้ง ไม่ควรนำรองเท้าไปแขวนใส่ตู้รองเท้าที่ปิดสนิท แนะนำให้ใช้รองเท้าใส่สลับกันสองคู่ เพื่อจะได้นำคู่ที่ใส่แล้วไปผึ่งลมแดดให้แห้ง หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นสำหรับรองเท้าช่วยด้วยก็ยิ่งดี 4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเบาหวาน ต้องเข้มงวดกับตัวเองในการดูแลเท้าทั้งสองข้างให้สะอาดเป็นพิเศษ หมั่นสังเกตความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น เช่น สีเล็บเท้าที่ซีดหรือเหลืองผิดปกติ ผิวลอก หรือมีรอยแตกของผิวเท้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เท้า 5. เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ควรจะเป็นช่วงบ่ายเนื่องจากเท้ามักจะบวมกว่าตอนเช้า ดังนั้นรองเท้าคู่ที่สวมใส่สบายในตอนบ่าย จะสวมสบายในตอนเช้าและตอนเย็นด้วย 6. หากออกนอกบ้านและสวมใส่รองเท้าแตะ ควรทาครีมกันแดดที่เท้าด้วยเช่นเดียวกับผิวหนังส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่โผล่ออกนอกร่มผ้า 7. ควรหมั่นขัดผิวเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้นเท้าด้วยแปรงขนนุ่มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขัดเอาผิวเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ผิวเท้าจะได้นุ่มเนียนและเป็นการเร่งการผลิตเซลล์ใหม่ 8. ก่อนเข้านอน ควรล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งสนิท และชโลมด้วยครีมบำรุงผิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังบริเวณส้นเท้า 9. ทุกครั้งที่ชโลมเท้าด้วยครีมบำรุง พยายามหลีกเลี่ยงซอกนิ้วเท้า เนื่องจากการสะสมของครีมหรือความชื้นในบริเวณซอกนิ้วเท้า จะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นจากการหมักหมมของเชื้อจุลินทรีย์ได้ 10. เพื่อรักษาให้เท้าแห้งไม่มีกลิ่นเหม็น ควรใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกแป้ง หรือ สเปร์ยที่เท้า 11. การตัดเล็บเท้า ควรจะตัดเป็นเส้นตรงเฉพาะส่วนที่ยื่นโผล่จากนิ้วเท้านั้น ไม่ควรตัดสั้นเกินไปจนติดเนื้อ และไม่ควรตัดเล็บเป็นเส้นโค้ง เพราะส่วนโค้งจะทำให้เกิดเล็บหรือหนังงอกที่ซอกนิ้ว กลายเป็นเล็บขบที่สร้างความเจ็บปวดได้ หลังการตัดเล็บเท้า ควรตะไบเล็บไม่ให้เล็บคม การนวดเท้าและบำรุงด้วยครีมบำรุงผิวภายหลังจากการล้างทำความสะอาดเท้าและเช็ดแห้งสนิทแล้ว ควรนวดฝ่าเท้าด้วยครีมบำรุงผิวเท้าจะช่วยให้เท้าเนียนนุ่มและเป็นการทำให้เท้าได้ผ่อนคลาย นวดคลึงทั้งส้นเท้าและฝ่าเท้าด้วยนิ้วโป้ง การรักษาเท้าให้สะอาดและเนียนนุ่มชุ่มชื้นด้วยครีมนวดเป็นประจำ นับเป็นปัจจัยป้องกันปัญหาโรคเท้าอื่นๆ ที่จะตามมาได้ เช่น ตาปลา และส้นเท้าแตก ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทครีมบำรุงเท้าโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารชุ่มชื้นผิวเท้าที่รวดเร็ว เช่น ยูเรียครีม แต่ต้องไม่ทิ้งครีมตกค้างบริเวณซอกนิ้วเท้า การจัดการกับส้นเท้าที่แตกและเป็นตาปลาไม่ควรใช้ใบมีดโกนหนวดมากำจัดหนังหนาๆ ที่ส้นเท้าหรือตาปลาเป็นอันขาด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เท้า ส้นเท้าที่มีหนังหนาและแตกนอกจากจะทำให้เท้าไม่สวยแล้วยังทำให้เจ็บปวดได้อีกด้วย บางรายแตกจนเห็นเลือดออกซิบๆ สาเหตุเริ่มต้นมาจากการที่มีผิวแห้งมากๆเป็นเวลานานๆ หรือในบางรายอาจเกิดจากการมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนัง เบาหวาน ไฮโปไทรอยด์ ในบางครั้งส้นเท้าแตกอาจเกิดในคนอ้วนที่มีน้ำหนักกดทับที่เท้ามากๆ และต้องยืนนานๆ ในแต่ละวัน หรือเดินบนพื้นแข็งๆ ด้วยเท้าเปล่า การดูแลรักษาเบื้องต้นสำหรับส้นเท้าแตก อาจเริ่มด้วย1. การใช้ครีมบำรุงผิวที่เข้มข้น ประกอบด้วยสารหล่อลื่นและสารชุ่มชื้นผิวสูง เช่น ยูเรียครีม เป็นต้น ทาถูหนาๆ วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนนอนควรทาครีมชนิดนี้หนาๆ ที่ส้นเท้าและทั่วผิวเท้า จากนั้นใช้ถุงพลาสติกที่ใหม่และสะอาดมาห่อหุ้มเท้าจนถึงรุ่งเช้า วิธีนี้เป็นการทำเซาว์น่าให้เท้าด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นผิวเท้าที่รวดเร็ว โดยเนื้อครีมจะสามารถแทรกซึมเข้าผิวหนังได้ดี ทำเช่นนี้ 1-3 วันจะพบว่าผิวเท้าเนียนนุ่มขึ้นอย่างชัดเจน 2. เมื่อส้นเท้านุ่มขึ้นและไม่เจ็บแล้ว อาจใช้หินขัดเท้า ค่อยๆ ขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หลุดลอกออกทีละน้อย ไม่ควรขัดออกทีละมากๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ 3. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยตัวยาซาลิไซลิค แอร์ซิด (salicylic acid) 5-14% ซึ่งมีความเป็นกรดสูง ตัวยาชนิดนี้ทำหน้าที่ขจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากผิว มีทั้งชนิดที่เป็นครีม หรือโลชั่นใส เวลาใช้ควรใช้สำลีชุบโลชั่นและป้ายที่ส้นเท้า วันละ1-2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ จะพบว่าผิวหนังหนาแห้งๆ จะทยอยหลุดลอกออกเวลาอาบน้ำ ผิวใหม่ที่ส้นเท้าจะเนียนนุ่ม หลังจากนั้นต้องหมั่นบำรุงผิวเท้าตามที่กล่าวไปข้างต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตกได้อีก

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 107 เครื่องดื่มสุขภาพ ดื่มแล้วสวย สาวและฉลาด ?

ปัจจุบันนับเป็นยุคที่ผู้คนในสังคมตื่นตัวกับการดูแลสุขภาพของตนเองมากเป็นพิเศษ ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ นักเรียนต้องกวดวิชาทุกวัน ผู้ใหญ่ต้องเร่งรีบทำงานไขว่คว้าหาเงิน ทำให้กลัวว่าจะดูแลตัวเองไม่เพียงพอ จึงเป็นช่องว่างให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความสวยความงามเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เครื่องดื่มสุขภาพทั้งหลายเลยโผล่ออกมาอวดโฉมมากมาย  ชาเขียวแช่เย็นเมื่อเข้าร้านอาหาร ชาเขียวแช่เย็นจะเป็นเครื่องดื่มที่ถูกนำเสนอแทนน้ำเปล่า ทำให้เจ้าของสินค้าหรือผู้ผลิตรวยแล้วรวยอีก จนสามารถให้รางวัลเปิดฝาขวดและได้เงินล้านใน 2 ปีที่ผ่านไป ผู้บริโภคหลายครอบครัวถึงขนาดซื้อกันเป็นแพคใหญ่ๆ นำกลับไปบริโภคเป็นประจำทั้งเช้า-เย็นเพราะเข้าใจว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ดื่มแล้วชะลอความแก่ได้ ดื่มแล้วผิวสวย แต่คงรู้แล้วว่าดื่มแล้วไม่เห็นสวยขึ้นแต่กลับน้ำหนักขึ้นอีกต่างหาก? ส่วนเจ้าของสินค้นกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีไปแล้ว!  เครื่องดื่มชาเขียวแช่เย็นเหมาะที่จะเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายมากกว่า เพราะถูกแต่งแต้มด้วยรสหวานและกลิ่นหอม ดื่มมากๆ จะเป็นการสะสมน้ำตาลในเลือดและยังมีคาเฟอีนไม่แตกต่างจากน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังทั่วไป ความจริงชาเขียวมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ชนิดที่มีคุณค่าต่อร่างกายทุกส่วนรวมทั้งผิวพรรณ เนื่องจากสารทั้งสี่ชนิดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ผ่านขบวนการกลั่นกรองทดสอบโดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแล้วว่าดีจริง มีการค้นพบว่าสารสกัดชาเขียวสามารถต้านมะเร็ง ต้านเชื้อโรคในลำไส้ใหญ่ได้ ป้องกันตับอักเสบจากสารพิษทั้งหลาย แต่เนื่องจากสารสำคัญในชาเขียวมีน้อยมากและไวต่อความร้อน ดังนั้นการจะดื่มให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรที่จะดื่มชาเข้มข้นเช่นเดียวกับกาแฟเอสเปรสโซ่ ไม่ควรเติมน้ำตาลหรือนมสดหรือนมผง เพราะจะไปทำลายสารสำคัญ เครื่องดื่มคอลลาเจนเปปไทด์ กำลังฮอตมากพบทั้งในทีวีและทางอินเตอร์เน็ต มีโฆษณาว่าให้ดื่มทุกวันแล้วจะทั้งสวย หล่อ และฉลาด ความจริงคือ คอลลาเจนนับเป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกาย มีคุณสมบัติที่สำคัญคือไม่ละลายน้ำ แต่อุ้มน้ำได้มาก มีความแข็งแรงโดยทำงานร่วมกับอีลาสติน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้อวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งผิวหนัง เมื่ออายุคนเรามากขึ้น คุณสมบัติของคอลลาเจนจะเสื่อมลงทำให้ประสิทธิภาพการอุ้มน้ำไม่ดี จะเห็นได้ชัดจากการที่ผิวหนังแห้ง เหี่ยว หย่อนคล้อย กระดูกเสื่อม เส้นเอ็นตามร่างกายและข้อต่อทั้งหลายตึงและอักเสบ นักวิทยาศาสตร์พบว่าการสกัดเอาคอลลาเจนจากสัตว์ใหญ่ เช่น หนังหมู หนังปลา กระดูกลูกวัวและกระดูกปลา หากนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ประโยชน์ เนื่องจากโมเลกุลของคอลลาเจนมีขนาดใหญ่มาก ไม่ละลายน้ำและไม่สามารถซึมผ่านกระเพาะอาหารหรือผิวหนังคนได้ จึงได้นำคอลลาเจนจากสัตว์มาสลายด้วยขบวนการทางเคมีเพื่อให้มีโมเลกุลขนาดเล็กลงมากๆ คือ คอลลาเจนเปปไทด์ ซึ่งละลายน้ำได้ดีและสามารถซึมเข้าผ่านกระเพาะอาหารและผิวหนังได้เร็ว นักวิทยาศาสตร์หลายคณะเชื่อว่าการที่ร่างกายคนเราได้รับอาหารเสริมคือคอลลาเจนเปปไทด์ทุกวันในปริมาณมากเพียงพอ จะช่วยทดแทนคอลลาเจนธรรมชาติที่เสื่อมได้ และยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ได้อีกด้วย แต่ก็ยังไม่รายงานพิสูจน์ถึงข้อบ่งชี้ดังกล่าว เนื่องจากคอลลาเจนเปปไทด์จัดเป็นสารอาหารจำพวกโปรตีนเทียบเท่ากับการรับประทานเนื้อสัตว์ เครื่องดื่มชนิดนี้จึงน่าจะเหมาะกับผู้สูงอายุหรือคนป่วยหลังพักฟื้นที่ต้องการโปรตีนสูงมากกว่า ซอยเปปไทด์ ตัวนี้ได้จากการนำน้ำนมถั่วเหลืองไปย่อยด้วยเอนไซม์ย่อยโปรตีนบางชนิด เพื่อให้ได้โปรตีนถั่วเหลืองที่มีโมเลกุลเล็กลง จะได้ถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นจากกระเพาะอาหาร โปรตีนจากถั่วเหลืองนับเป็นแหล่งอาหารเสริมที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์ให้การยอมรับว่าถั่วเหลืองให้คุณค่าทางโปรตีนที่สมบูรณ์เทียบได้กับโปรตีนจากสัตว์ นอกจากนั้นยังประกอบไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวจำนวนมาก มีรายงานการวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่าการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นประจำ สามารถช่วยยับยั้งการสร้างโคเลสเตอรอลภายในร่างกายได้ และลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลจากลำไส้ได้ดี มีผลทำให้ค่าแอลดีแอล (LDL)และไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดลดลง จึงมีคุณค่าต่อผู้ที่มีความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจและผู้ที่ต้องการห่างไกลจากโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังพบว่าในน้ำนมถั่วเหลืองยังประกอบไปด้วยสารไฟโตร์เอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิงจากพืช สามารถทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดน้อยลงในหญิงวัยทองได้บ้าง การดื่มเป็นประจำ จะช่วยให้หญิงวัยทองมีผิวพรรณชุ่มชื้นขึ้น ไม่แห้งตึง แต่ไม่ได้มีผลต่อความเฉลียวฉลาดแต่อย่างใด มีข้อควรระวังสำหรับการดื่มน้ำนมถั่วเหลืองหรือซอยเปปไทด์สำหรับเด็ก เนื่องจากในนมถั่วเหลืองประกอบไปด้วยสารสำคัญบางชนิดที่มีคุณสมบัติในการจับแร่ธาตุและโลหะหนัก เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ฯ ดังนั้นการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นประจำในเด็กอาจทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของร่างกาย ส่วนในวัยสูงอายุ แร่ธาตุหรือโลหะหนักที่มีมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ การบริโภคน้ำนมถั่วเหลืองเป็นประจำ จะช่วยลดปริมาณส่วนเกินลงได้เพื่อป้องกันไม่ให้แร่ธาตุหรือโลหะหนักส่วนเกินไปเกาะตามผนังหลอดเลือด หรือเกาะตามข้อต่อของกระดูกส่วนต่างๆ ได้ Smart Drink คือกลุ่มเครื่องดื่มที่ผู้ขายต้องการประชาสัมพันธ์ว่า ดื่มแล้วจะเพิ่มความฉลาดและเก่งสำหรับวัยนักเรียนนักศึกษา เครื่องดื่มยี่ห้อดังในทีวี ซึ่งโฆษณาว่าเป็นเปปไทด์ต้นกำเนิดจากนมถั่วเหลือง (Original Soy Peptides) ความจริงก็คือน้ำนมถั่วเหลืองธรรมดา และให้คุณค่าของโปรตีนถั่วเหลืองที่กล่าวไปข้างต้น ไม่ใช่ดื่มแล้วทำให้นักเรียนนักศึกษามีไอคิวสูงขึ้น ท่องหนังสือได้มากขึ้น หรือเรียนเก่งขึ้นแต่อย่างไร นับเป็นการตลาดที่มุ่งหวังเจาะตลาดวัยนักเรียนนักศึกษาที่สังคมยุคใหม่เน้นให้ต้องทั้งสวย หล่อ และ ฉลาด อาหารเสริมที่เหมาะสมสำหรับวัยนี้และทุกวัย ควรมุ่งเน้นไปที่ปลาทะเลซึ่งมีสารโอเมก้า-3 บำรุงเซลสมองโดยตรง เช่น ปลาทู ราคาถูกและอร่อย หาซื้อง่าย เครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลายที่มีต้นกำเนิดจากประเทศไทย ก็จัดอยู่ในหมวด Smart Drink นี้เช่นกัน ซึ่งมีองค์ประกอบเพียงเกลือแร่ น้ำตาลซูโครส และคาเฟอีน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ขายดีมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ Beauty Drink and Health Drink เครื่องดื่มที่เน้นว่าดื่มแล้วช่วยให้สวยเร็วขึ้น บำรุงร่างกายได้รวดเร็ว ทดแทนความเครียดและความวุ่นวายในหน้าที่การงานได้ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่คอลลาเจนเปปไทด์ เจลลาตินเปปไทด์ และหรือมีส่วนผสมของวิตามินซีและวิตามินอี ลองกลับไปอ่านทบทวนประโยชน์ของคอลลาเจนที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จะพบว่ายังไม่ข้อพิสูจน์บ่งชี้ใดๆ ว่าเป็นเรื่องจริง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 106 วิธีใช้ไวท์เทนนิ่งครีมให้ได้ผล

ไวท์เทนนิ่งครีม เป็นเครื่องสำอางที่มีองค์ประกอบของสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้กับผิวหนัง วัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์คือ ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส เมื่อทาครีมเป็นประจำในระยะเวลายาวนาน จะสามารถช่วยให้หน้าใสและค่อยๆ ขาวขึ้นได้ แต่คงไม่ใช่จะขาวขึ้นได้ทันทีภายใน 7 วันหรือ 14 วันเป็นแน่ การที่ไม่อาจขาวขึ้นทันทีทันใดได้นั้น เนื่องจากผิวหนังคนเราธรรมชาติได้สร้างให้มีความหนาและมีหลายชั้น เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายๆ ดังนั้นการที่สารช่วยให้หน้าขาวหรือสารบำรุงผิวอื่นๆ จะแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังจะทำได้ทีละเล็กน้อยเท่านั้นและต้องค่อยเป็นค่อยไป ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจึงถูกจัดอยู่ในประเภทปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะหากใช้แล้วได้ผลอย่างรวดเร็ว น่าจะเข้าข่ายครีมฟอกหน้าซึ่งอาจมีสารอันตรายต้องห้ามอยู่ก็เป็นได้ การใช้ไวท์เทนนิ่งครีมให้ได้ผลไวท์เทนนิ่งครีม ประกอบไปด้วยสารสำคัญที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้ผิวหน้า และส่วนใหญ่มักจะประกอบไปด้วย สารให้ความชุ่มชื้นผิว สารช่วยหล่อลื่นผิว และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้า ดังนั้นผู้ที่ใช้เป็นประจำมักจะเห็นผิวหน้าที่สดใสและเต่งตึงขึ้นด้วย แต่การที่ผิวหน้าจะขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นผลนั้น จำเป็นต้องมีวิธีดูแลอย่างถูกวิธี โดยต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ ดังนี้ 1.เลือกซื้อไวท์เทนนิ่งครีมที่มีองค์ประกอบของสารช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้ผิวหนัง เช่น โคจิกแอซิด (Kojic acid) ลิโคไรซ์ (Licorice) อาร์บูติน (Arbutin) เมลาไวท์ (Melawhite) วิตามินซี (Ascorbic acid) รวมทั้งสารสกัดจากสมุนไพรและกรดผลไม้อีกหลายๆ ชนิด 2.ควรทาครีมกันแดดที่ผิวหน้าร่วมด้วยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านหากต้องไปโดนแสงแดดจังๆ เพราะรังสียูวีจากแสงอาทิตย์จะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีให้ผิวหนัง 3.ควรมีเวลาพักผ่อนให้มากเพียงพอ อย่างน้อยมีเวลานอน 7 ถึง 8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน จะสังเกตได้ว่า หากวันไหนเรามีเวลานอนยาวๆ เต็มอิ่ม จะรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี ใบหน้าสดใส ในทางตรงกันข้าม หากวันไหนมีเวลานอนน้อย ผิวหน้าจะดูหมองคล้ำโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะพยายามพอกด้วยครีมบำรุงผิวหรือเครื่องสำอางใดๆ ก็ตาม เนื่องจากการที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายเราได้ผ่อนคลายจากความเครียดของหน้าที่การงานในแต่ละวัน ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกายเป็นไปด้วยดี จากสถิติพบว่าผู้ที่มีเวลานอนหลับยาวๆ ในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ นอกจากจะเป็นปัจจัยให้ผิวหน้ากระจ่างใสและอ่อนวัยแล้วยังจะเป็นผู้ที่มีอายุยืนยาวอีกด้วย 4.ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ถึง 5 วัน ครั้งละ 30 ถึง 45 นาที จะช่วยให้เลือดได้สูบฉีดไหลเวียนไปทั่วร่างกายช่วยให้ทุกเซลล์ได้รับออกซิเจนอย่างทั่วถึง นับเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส เต่งตึงและกระชับ 5.ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยร่วมด้วย เช่น ผักใบเขียว และผลไม้ เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียได้ง่าย เป็นส่วนสำคัญในการเสริมให้ผิวพรรณสดใส ยาเม็ดและยาฉีดกลูตาไทโอน ช่วยให้หน้าขาวใส ได้อย่างไรสารกลูตาไทโอน นับเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับวิตามินซีและวิตามินอี นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการผลข้างเคียงของสารกลูตาไทโอน จึงมีการนำสารกลูตาไทโอนมาเป็นสารช่วยให้ผิวขาว โดยการทำให้อยู่ในรูปของยาเม็ดและยาฉีด ยาเม็ดกลูตาไทโอนมีข้อบกพร่องตรงที่เมื่อรับประทานไปแล้วสารดังกล่าวไม่สามารถถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากจะถูกย่อยสลายในกระเพาะอาหารและถูกขับออกทางลำไส้ ดังนั้นผู้บริโภคไม่ควรไปหลงเชื่อข้อมูลที่ขายยาเม็ดกลูตาไทโอนทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อให้ผิวขาวจึงมักจะเป็นยาฉีด แต่อย่างไรก็ตามจะให้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากผลที่ทำให้ผิวขาวนั้นเป็นอาการข้างเคียงของยากลูตาไทโอน เมื่อยาหมดฤทธิ์ อาการข้างเคียงที่ทำให้ผิวขาวก็จะหมดไปไม่ถาวร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 105 แข็งแรงและผิวสวยด้วยวิตามิน ?

วิตามิน คืออะไร?วิตามินคือสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยมากในแต่ละวัน เพื่อการเจริญเติบโตและการสร้างพลังงานของทุกเซลล์ในร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ดี เราจำเป็นต้องได้รับวิตามินไม่ว่าจะจากอาหารที่รับประทานหรือจากการได้รับอาหารเสริม วิตามินเป็นสิ่งที่ร่างกายเราไม่มีและไม่ได้สร้างขึ้นเอง มีวิตามินทั้งหมด 13 ชนิด ที่ร่างกายควรจะได้รับ วิตามินไม่ใช่อาหารและไม่สามารถใช่ทดแทนอาหารได้ วิตามินไม่มีแคลอรี่ และไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกาย แต่เราก็ยังจำเป็นต้องได้รับวิตามินเพื่อไปทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน วิตามิน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มตามคุณสมบัติการละลายในตัวทำละลาย1. วิตามินชนิดที่ละลายได้ในน้ำมันหรือไขมัน วิตามินกลุ่มนี้ เช่น วิตามินเอ อี ดี และเค วิตามินเหล่านี้จะสามารถถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อหรือไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ภายหลังจากที่เรารับประทานเข้าไป ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินกลุ่มนี้ทุกวันเพราะมีสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ แต่หากเรารับประทานวิตามินเหล่านี้มากเกินไปจะเกิดการสะสมมากเกินไปในส่วนต่างๆ ทำให้เป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน 2. วิตามินชนิดที่ละลายได้ในน้ำ เช่น วิตามินซี และบี วิตามินกลุ่มนี้ไม่สามารถถูกสะสมหรือกักเก็บในร่างกายได้นานเนื่องจากคุณสมบัติที่ได้ละลายได้ดีในน้ำ จึงถูกกำจัดออกทางปัสสาวะหรือเหงื่อ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินกลุ่มนี้ทุกวันจากการรับประทานอาหารหรืออาหารเสริม หากร่างกายได้รับวิตามินชนิดที่ละลายน้ำมากเกินไป ส่วนเกินของวิตามินจะถูกขับออกโดยไม่ทำให้เกิดพิษหรือปัญหาต่อร่างกาย วิตามินสำหรับต้านอนุมูลอิสระขบวนการหรือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในร่างกายทุกขณะหรือตลอดเวลาไม่ว่าเราจะตื่นอยู่หรือกำลังนอนหลับคือ ปฏิกิริยาที่เรียกว่า ‘ออกซิเดชั่น’ เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดอนุมูลอิสระสะสมภายในเซลล์และอวัยวะในทุกส่วนของร่างกาย อนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายเซลล์ทุกชนิด และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเหี่ยวย่นของผิวหนังและความเสื่อมของทุกเซลล์จนทำให้เซลล์ตายได้ในที่สุด สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารที่สามารถป้องกันหรือยับยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ของปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ สารต้านอนุมูลอิสระสามารถทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ อันอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกร่างกายด้วย เช่น จากรังสีดวงอาทิตย์ หรือฝุ่นละอองจากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ร่างกายคนเราก็สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสสระได้เอง เพื่อปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื่องจากอนุมูลอิสระในร่างกายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากสภาวะความเครียดและความกดดันของร่างกายในโลกปัจจุบัน ทำให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ผลิตขึ้นเองภายในร่างกายไม่เพียงพอในการปกป้องเซลล์ทุกชนิดในร่างกายได้ ดังเห็นได้จากการเจ็บป่วยที่ไม่รู้สาเหตุมากมาย เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มหรือเสริมให้ร่างกาย ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระ 1. ทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นการปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกายในทุกส่วน2. สารต้านอนุมูลอิสระสามารถเสริมความเข็มแข็งของกล้ามเนื้อและโครงสร้างของเส้นเลือดทั้งหลายในร่างกาย ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแรงของระบบเลือดและหัวใจโดยทางอ้อม3. สารต้านอนุมูลอิสระนับเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความแก่ของผิวพรรณและร่างกาย และยังมีรายงานสนับสนุนว่าสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย วิตามินสำหรับต้านอนุมูลอิสระ ที่ให้ผลโดดเด่น ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี และแร่ซีเลเนี่ยมวิตามินต้านอนุมูลอิสระจากผลไม้ เช่น ลูกพรุนทั้งสดและแห้ง องุ่นทั้งสดและแห้ง ผลไม้ชนิดเบอรี่ทั้งหลาย เช่น สตรอว์เบอรี่ ผลฝรั่งและส้มจะอุดมมากด้วยวิตามินซี ฯลฯวิตามินต้านอนุมูลอิสระจากผัก เช่น ผักบุ้ง บล็อกเคอรี่ ผักขม ฯลฯพืชสมุนไพรที่อุดมด้วยวิตามินต้านอนุมูลอิสระ เช่น ขิง ข่า ขมิ้น กระเทียม ฯลฯชาเขียว อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการศึกษาอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นชาขาว ชาดำ ชาเขียว นักวิทยาศาสตร์พบว่าสามารถต้านหรือป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ พร้อมๆ กับการช่วยชะลออายุผิวอีกด้วยเมื่อนำมาผสมผสานในเครื่องสำอาง ผิวสวยด้วยวิตามินได้อย่างไร?วิตามินซี อี บี6 บี12 โฟลิคแอซิด และวิตามินเอ จัดเป็นวิตามินที่พบในอาหารทั่วไปและในมัลติวิตามินที่จำหน่ายในร้านขายยาและอาหารเสริม หน้าที่หลักของวิตามินเหล่านี้คือ การไปทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น ป้องกันเซลล์ผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายหรือเหี่ยวย่นก่อนวัย ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยชะลอความแก่ของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ไม่เฉพาะแต่ผิวหนังเท่านั้น ทางการแพทย์เชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุดควรจะได้จากผักสดและผลไม้สดเท่านั้น อย่างไรก็ตามแหล่งของอาหารเสริมที่สามารถให้สารต้านอนุมูลอิสระ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สองที่สามามารถทดแทนได้เช่นกันสำหรับผู้ที่รับประทานผักสดและผลไม้สดน้อยเกินไป การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ เช่น วิตามินซี เอ บี6 บี12 และสำคัญที่สุดที่ต้องไม่ขาดคือวิตามินอี นักวิทยาศาสตร์พบว่าวิตามินอีมีบทบาทสำคัญที่สุดในการช่วยชะลออายุของผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันการเกิดโรคทั่วไปหลายๆ ชนิด วิตามินอี สามารถใช้ในรูปแบบของครีมทาผิว และในรูปแบบของแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัมสำหรับรับประทาน เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นและปรับสภาพผิวหนังให้เนียมนุ่มได้อย่างรวดเร็ว มีประวัติการใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันส่วนวิตามินซี แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมาย เช่น ให้ความชุ่มชื้นผิวหนัง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ช่วยชะลอและยืดอายุผิวหนัง แต่เนื่องจากคุณสมบัติของวิตามินซีที่ละลายในน้ำได้ดีมาก ทำให้คุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระสลายไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อละลายในน้ำหรือเมื่อถูกความชื้น ทำให้วิตามินซีที่ผสมผสานในครีมบำรุงผิวทั้งหลายไม่เกิดประโยชน์ต่อผิวหนังเลย นอกจากนั้นยังพบว่าวิตามินซีหรือวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ดังนั้นประโยชน์จากวิตามินซีในครีมบำรุงผิวจึงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้พยายามคิดค้นและปรับปรุงโครงสร้างของวิตามินซีให้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อยลงแต่ละลายได้ดีในน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังของวิตามินซีในเนื้อครีมบำรุงผิวเอกสารอ้างอิงhttp://www.vitaminsdiary.com/

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point