ฉบับที่ 106 วิธีใช้ไวท์เทนนิ่งครีมให้ได้ผล

ไวท์เทนนิ่งครีม เป็นเครื่องสำอางที่มีองค์ประกอบของสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้กับผิวหนัง วัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์คือ ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส เมื่อทาครีมเป็นประจำในระยะเวลายาวนาน จะสามารถช่วยให้หน้าใสและค่อยๆ ขาวขึ้นได้ แต่คงไม่ใช่จะขาวขึ้นได้ทันทีภายใน 7 วันหรือ 14 วันเป็นแน่ การที่ไม่อาจขาวขึ้นทันทีทันใดได้นั้น เนื่องจากผิวหนังคนเราธรรมชาติได้สร้างให้มีความหนาและมีหลายชั้น เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายๆ ดังนั้นการที่สารช่วยให้หน้าขาวหรือสารบำรุงผิวอื่นๆ จะแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังจะทำได้ทีละเล็กน้อยเท่านั้นและต้องค่อยเป็นค่อยไป ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจึงถูกจัดอยู่ในประเภทปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะหากใช้แล้วได้ผลอย่างรวดเร็ว น่าจะเข้าข่ายครีมฟอกหน้าซึ่งอาจมีสารอันตรายต้องห้ามอยู่ก็เป็นได้ การใช้ไวท์เทนนิ่งครีมให้ได้ผลไวท์เทนนิ่งครีม ประกอบไปด้วยสารสำคัญที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้ผิวหน้า และส่วนใหญ่มักจะประกอบไปด้วย สารให้ความชุ่มชื้นผิว สารช่วยหล่อลื่นผิว และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้า ดังนั้นผู้ที่ใช้เป็นประจำมักจะเห็นผิวหน้าที่สดใสและเต่งตึงขึ้นด้วย แต่การที่ผิวหน้าจะขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นผลนั้น จำเป็นต้องมีวิธีดูแลอย่างถูกวิธี โดยต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ ดังนี้ 1.เลือกซื้อไวท์เทนนิ่งครีมที่มีองค์ประกอบของสารช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้ผิวหนัง เช่น โคจิกแอซิด (Kojic acid) ลิโคไรซ์ (Licorice) อาร์บูติน (Arbutin) เมลาไวท์ (Melawhite) วิตามินซี (Ascorbic acid) รวมทั้งสารสกัดจากสมุนไพรและกรดผลไม้อีกหลายๆ ชนิด 2.ควรทาครีมกันแดดที่ผิวหน้าร่วมด้วยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านหากต้องไปโดนแสงแดดจังๆ เพราะรังสียูวีจากแสงอาทิตย์จะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีให้ผิวหนัง 3.ควรมีเวลาพักผ่อนให้มากเพียงพอ อย่างน้อยมีเวลานอน 7 ถึง 8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน จะสังเกตได้ว่า หากวันไหนเรามีเวลานอนยาวๆ เต็มอิ่ม จะรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี ใบหน้าสดใส ในทางตรงกันข้าม หากวันไหนมีเวลานอนน้อย ผิวหน้าจะดูหมองคล้ำโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะพยายามพอกด้วยครีมบำรุงผิวหรือเครื่องสำอางใดๆ ก็ตาม เนื่องจากการที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายเราได้ผ่อนคลายจากความเครียดของหน้าที่การงานในแต่ละวัน ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกายเป็นไปด้วยดี จากสถิติพบว่าผู้ที่มีเวลานอนหลับยาวๆ ในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ นอกจากจะเป็นปัจจัยให้ผิวหน้ากระจ่างใสและอ่อนวัยแล้วยังจะเป็นผู้ที่มีอายุยืนยาวอีกด้วย 4.ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ถึง 5 วัน ครั้งละ 30 ถึง 45 นาที จะช่วยให้เลือดได้สูบฉีดไหลเวียนไปทั่วร่างกายช่วยให้ทุกเซลล์ได้รับออกซิเจนอย่างทั่วถึง นับเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส เต่งตึงและกระชับ 5.ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยร่วมด้วย เช่น ผักใบเขียว และผลไม้ เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียได้ง่าย เป็นส่วนสำคัญในการเสริมให้ผิวพรรณสดใส ยาเม็ดและยาฉีดกลูตาไทโอน ช่วยให้หน้าขาวใส ได้อย่างไรสารกลูตาไทโอน นับเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับวิตามินซีและวิตามินอี นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการผลข้างเคียงของสารกลูตาไทโอน จึงมีการนำสารกลูตาไทโอนมาเป็นสารช่วยให้ผิวขาว โดยการทำให้อยู่ในรูปของยาเม็ดและยาฉีด ยาเม็ดกลูตาไทโอนมีข้อบกพร่องตรงที่เมื่อรับประทานไปแล้วสารดังกล่าวไม่สามารถถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากจะถูกย่อยสลายในกระเพาะอาหารและถูกขับออกทางลำไส้ ดังนั้นผู้บริโภคไม่ควรไปหลงเชื่อข้อมูลที่ขายยาเม็ดกลูตาไทโอนทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อให้ผิวขาวจึงมักจะเป็นยาฉีด แต่อย่างไรก็ตามจะให้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากผลที่ทำให้ผิวขาวนั้นเป็นอาการข้างเคียงของยากลูตาไทโอน เมื่อยาหมดฤทธิ์ อาการข้างเคียงที่ทำให้ผิวขาวก็จะหมดไปไม่ถาวร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 105 แข็งแรงและผิวสวยด้วยวิตามิน ?

วิตามิน คืออะไร?วิตามินคือสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยมากในแต่ละวัน เพื่อการเจริญเติบโตและการสร้างพลังงานของทุกเซลล์ในร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ดี เราจำเป็นต้องได้รับวิตามินไม่ว่าจะจากอาหารที่รับประทานหรือจากการได้รับอาหารเสริม วิตามินเป็นสิ่งที่ร่างกายเราไม่มีและไม่ได้สร้างขึ้นเอง มีวิตามินทั้งหมด 13 ชนิด ที่ร่างกายควรจะได้รับ วิตามินไม่ใช่อาหารและไม่สามารถใช่ทดแทนอาหารได้ วิตามินไม่มีแคลอรี่ และไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกาย แต่เราก็ยังจำเป็นต้องได้รับวิตามินเพื่อไปทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน วิตามิน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มตามคุณสมบัติการละลายในตัวทำละลาย1. วิตามินชนิดที่ละลายได้ในน้ำมันหรือไขมัน วิตามินกลุ่มนี้ เช่น วิตามินเอ อี ดี และเค วิตามินเหล่านี้จะสามารถถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อหรือไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ภายหลังจากที่เรารับประทานเข้าไป ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินกลุ่มนี้ทุกวันเพราะมีสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ แต่หากเรารับประทานวิตามินเหล่านี้มากเกินไปจะเกิดการสะสมมากเกินไปในส่วนต่างๆ ทำให้เป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน 2. วิตามินชนิดที่ละลายได้ในน้ำ เช่น วิตามินซี และบี วิตามินกลุ่มนี้ไม่สามารถถูกสะสมหรือกักเก็บในร่างกายได้นานเนื่องจากคุณสมบัติที่ได้ละลายได้ดีในน้ำ จึงถูกกำจัดออกทางปัสสาวะหรือเหงื่อ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินกลุ่มนี้ทุกวันจากการรับประทานอาหารหรืออาหารเสริม หากร่างกายได้รับวิตามินชนิดที่ละลายน้ำมากเกินไป ส่วนเกินของวิตามินจะถูกขับออกโดยไม่ทำให้เกิดพิษหรือปัญหาต่อร่างกาย วิตามินสำหรับต้านอนุมูลอิสระขบวนการหรือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในร่างกายทุกขณะหรือตลอดเวลาไม่ว่าเราจะตื่นอยู่หรือกำลังนอนหลับคือ ปฏิกิริยาที่เรียกว่า ‘ออกซิเดชั่น’ เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดอนุมูลอิสระสะสมภายในเซลล์และอวัยวะในทุกส่วนของร่างกาย อนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายเซลล์ทุกชนิด และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเหี่ยวย่นของผิวหนังและความเสื่อมของทุกเซลล์จนทำให้เซลล์ตายได้ในที่สุด สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารที่สามารถป้องกันหรือยับยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ของปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ สารต้านอนุมูลอิสระสามารถทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ อันอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกร่างกายด้วย เช่น จากรังสีดวงอาทิตย์ หรือฝุ่นละอองจากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ร่างกายคนเราก็สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสสระได้เอง เพื่อปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื่องจากอนุมูลอิสระในร่างกายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากสภาวะความเครียดและความกดดันของร่างกายในโลกปัจจุบัน ทำให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ผลิตขึ้นเองภายในร่างกายไม่เพียงพอในการปกป้องเซลล์ทุกชนิดในร่างกายได้ ดังเห็นได้จากการเจ็บป่วยที่ไม่รู้สาเหตุมากมาย เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มหรือเสริมให้ร่างกาย ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระ 1. ทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นการปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกายในทุกส่วน2. สารต้านอนุมูลอิสระสามารถเสริมความเข็มแข็งของกล้ามเนื้อและโครงสร้างของเส้นเลือดทั้งหลายในร่างกาย ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแรงของระบบเลือดและหัวใจโดยทางอ้อม3. สารต้านอนุมูลอิสระนับเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความแก่ของผิวพรรณและร่างกาย และยังมีรายงานสนับสนุนว่าสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย วิตามินสำหรับต้านอนุมูลอิสระ ที่ให้ผลโดดเด่น ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี และแร่ซีเลเนี่ยมวิตามินต้านอนุมูลอิสระจากผลไม้ เช่น ลูกพรุนทั้งสดและแห้ง องุ่นทั้งสดและแห้ง ผลไม้ชนิดเบอรี่ทั้งหลาย เช่น สตรอว์เบอรี่ ผลฝรั่งและส้มจะอุดมมากด้วยวิตามินซี ฯลฯวิตามินต้านอนุมูลอิสระจากผัก เช่น ผักบุ้ง บล็อกเคอรี่ ผักขม ฯลฯพืชสมุนไพรที่อุดมด้วยวิตามินต้านอนุมูลอิสระ เช่น ขิง ข่า ขมิ้น กระเทียม ฯลฯชาเขียว อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการศึกษาอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นชาขาว ชาดำ ชาเขียว นักวิทยาศาสตร์พบว่าสามารถต้านหรือป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ พร้อมๆ กับการช่วยชะลออายุผิวอีกด้วยเมื่อนำมาผสมผสานในเครื่องสำอาง ผิวสวยด้วยวิตามินได้อย่างไร?วิตามินซี อี บี6 บี12 โฟลิคแอซิด และวิตามินเอ จัดเป็นวิตามินที่พบในอาหารทั่วไปและในมัลติวิตามินที่จำหน่ายในร้านขายยาและอาหารเสริม หน้าที่หลักของวิตามินเหล่านี้คือ การไปทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น ป้องกันเซลล์ผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายหรือเหี่ยวย่นก่อนวัย ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยชะลอความแก่ของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ไม่เฉพาะแต่ผิวหนังเท่านั้น ทางการแพทย์เชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุดควรจะได้จากผักสดและผลไม้สดเท่านั้น อย่างไรก็ตามแหล่งของอาหารเสริมที่สามารถให้สารต้านอนุมูลอิสระ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สองที่สามามารถทดแทนได้เช่นกันสำหรับผู้ที่รับประทานผักสดและผลไม้สดน้อยเกินไป การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ เช่น วิตามินซี เอ บี6 บี12 และสำคัญที่สุดที่ต้องไม่ขาดคือวิตามินอี นักวิทยาศาสตร์พบว่าวิตามินอีมีบทบาทสำคัญที่สุดในการช่วยชะลออายุของผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันการเกิดโรคทั่วไปหลายๆ ชนิด วิตามินอี สามารถใช้ในรูปแบบของครีมทาผิว และในรูปแบบของแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัมสำหรับรับประทาน เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นและปรับสภาพผิวหนังให้เนียมนุ่มได้อย่างรวดเร็ว มีประวัติการใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันส่วนวิตามินซี แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมาย เช่น ให้ความชุ่มชื้นผิวหนัง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ช่วยชะลอและยืดอายุผิวหนัง แต่เนื่องจากคุณสมบัติของวิตามินซีที่ละลายในน้ำได้ดีมาก ทำให้คุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระสลายไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อละลายในน้ำหรือเมื่อถูกความชื้น ทำให้วิตามินซีที่ผสมผสานในครีมบำรุงผิวทั้งหลายไม่เกิดประโยชน์ต่อผิวหนังเลย นอกจากนั้นยังพบว่าวิตามินซีหรือวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ดังนั้นประโยชน์จากวิตามินซีในครีมบำรุงผิวจึงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้พยายามคิดค้นและปรับปรุงโครงสร้างของวิตามินซีให้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อยลงแต่ละลายได้ดีในน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังของวิตามินซีในเนื้อครีมบำรุงผิวเอกสารอ้างอิงhttp://www.vitaminsdiary.com/

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 104 ดื่มกาแฟเพื่อลดความอ้วน??

กาแฟนับเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมีองค์ประกอบของสารคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง จะสังเกตได้ว่าเมื่อดื่มกาแฟแล้วเพียง 10–15 นาที สมองจะตื่น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่า ดังนั้นกาแฟ ทั้งร้อนและเย็นจึงเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ในเวลาอาหารเช้า และเวลาประชุมของเกือบทุกหน่วยงาน ข้อเสียของสารคาเฟอีนมีอยู่ หากดื่มวันละหลายๆ แก้ว จะส่งผลให้ตาค้าง นอนไม่หลับ ท้องผูก หัวใจเต้นแรง ใจสั่น กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ปัสสาวะบ่อยและทำให้มีความดันโลหิตสูง ทั้งนี้เนื่องจากสารคาเฟอีนมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวและยังมีผลทำให้ลดการดูดซึมของธาตุเหล็กและแคลเซี่ยมจากอาหารที่รับประทานเข้าไปอีกด้วย สำหรับหลายๆ คนที่ดื่มกาแฟมานานจนร่างกายปรับตัวได้ ระบบในร่างกายจะสามารถทนหรือดื้อต่อสารคาเฟอีนจนอาการข้างเคียงต่างๆ อาจลดน้อยลง ทำไมจึงมีโฆษณาว่ากาแฟใช้ลดความอ้วนได้เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า สารคาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้สมอง และช่วยขจัดความอ่อนล้าออกจากร่างกาย ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า มีคุณสมบัติเป็น เทอร์โมเจนีซิส (Thermogenesis) สารเพิ่มเมตาโบลิซึม เร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย มีผลทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกสลายเป็นพลังงานความร้อนทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นำผลการศึกษาดังกล่าวมาโฆษณาว่า ดื่มกาแฟแล้วลดความอ้วนได้ นอกจากนั้นสารคาเฟอีนในกาแฟยังมีฤทธิ์เป็นสารขับปัสสาวะ จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงชั่วคราว แล้วต้องดื่มกาแฟกี่แก้ว จึงจะได้ผล? ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนโดยการดื่มกาแฟ คงต้องผิดหวัง เพราะว่าคุณจะต้องดื่มกาแฟถึงวันละอย่างน้อย 6 แก้วขึ้นไป อีกทั้งในกาแฟแต่ละแก้วของบางคนอาจต้องใส่ทั้งนมข้นหวาน ครีมเทียมและน้ำตาล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับแคลอรี่มากเกินไปเมื่อเทียบกับผลที่ต้องการได้จากสารคาเฟอีนในกาแฟ นอกจากนั้นร่างกายบางคนก็ไม่อาจทนต่อสารคาเฟอีนได้มากมาย(ขนาด 6 แก้ว) ในแต่ละวัน ผลของคาเฟอีนอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออาการข้างเคียงมากมายดังที่กล่าวมาข้างต้น ดื่มชาแทนกาแฟ จะได้ผลหรือไม่?ใบชาจะมีองค์ประกอบของสารคาเฟอีนมากกว่าที่พบในกาแฟ แต่เนื่องจากใบชาจะมีสารแทนนินมาก(สารแทนนินก็คือรสฝาดจากใบชา) สารแทนนินในน้ำชาจะไปเคลือบที่กระเพาะอาหารทำให้การดูดซึมของสารคาเฟอีนจากใบชาลดน้อยลงมาก สมุนไพรที่ให้ผลเช่นเดียวกับกาแฟ สมุนไพรหลายชนิดมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับสารคาเฟอีนในกาแฟ เช่น สารสกัดจากส้มซ่า (Bitter orange) ซึ่งมีสารสำคัญคือ ไซเนปฟริน (Synephrine) มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับตัวยา เอฟีดริน (Ephedrine) คือเร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ช่วยสลายไขมัน แต่ข้อดีของสารสกัดจากส้มซ่าคือปราศจากอาการข้างเคียงเมื่อเปรียบเทียบกับตัวยาเอฟีดริน จึงมีการนำสารสกัดส้มซ่ามาใช้ผสมในสูตรของยาลดความอ้วนหลายชนิด สารสกัดชนิดนี้นอกจากช่วยเผาผลาญพลังงานแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้อีกด้วย สารสกัดจากพริก หรือ แคปไซซิน (Capsaicin) สารสกัดจากขิงและสารสกัดจากพืชสมุนไพรจีน (Ephedra sinica, ma huang) พืชเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นเทอร์โมเจนีซิส เร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย มีส่วนช่วยสลายไขมัน และถูกนำมาใช้ เป็นส่วนผสมร่วมกับคาเฟอีนในยาลดความอ้วนทั้งหลาย ปัจจุบันสมุนไพรจีน (Ephedra) หรือ มาหวง ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากมีการนำไปสกัดเพื่อทำยาบ้า ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนจากข้อมูลที่รวบรวมมาให้อ่านจะพบว่า ข้อเท็จจริงของประโยชน์จากการดื่มกาแฟมีอยู่ แต่จะให้ประโยชน์ในแง่การลดความอ้วนได้น้อยมากๆ หรือแทบจะติดลบด้วยซ้ำไป เมื่อเทียบกับผลเสีย คืออาการข้างเคียงที่ตามมาอย่างมากมาย ที่สำคัญมีวิธีตรงที่ได้ผลแน่นอนสำหรับการลดความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญพลังงานและสลายไขมันโดยตรง ร่วมกับการควบคุมพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหาร ปัจจัยเหล่านี้แน่นอนว่าทุกคนที่อ้วนทราบดีแต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ สรุป คงเป็นไปไม่ได้ที่จะนั่งดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้วเพื่อให้น้ำหนักลดลง ร่างกายผอมลงโดยไม่ต้องออกกำลังกายและไม่ต้องควบคุมอาหาร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 103 ผลิตภัณฑ์ขจัดเซลลูไลท์

เซลลูไลท์ คือ การสะสมของเซลล์ไขมันและของเสียบริเวณใต้ผิวหนังที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ปรากฏเป็นผิวหนังที่ขรุขระเปรียบเสมือนผิวส้มหรือผิวของผลมะกรูด ผิวหนังส่วนนั้นจะไม่เนียนเรียบ พบในบริเวณต้นแขน ต้นขา สะโพก หน้าท้องและบั้นเอว มักพบในผู้หญิง ในผู้ชายพบน้อยมากยกเว้นในกรณีผู้ชายที่รับประทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อรักษาโรคบางชนิด ผู้หญิงพบได้ตั้งแต่วัยรุ่น จนถึงวัยสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงตั้งครรภ์และรับประทานยาคุมกำเนิด เนื่องจากร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงสาเหตุของการเกิดเซลลูไลท์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเมตาโบลิซึมหรือการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและโครงสร้างทางกายภาพของเนื้อเยื่อและระบบเส้นเลือดใต้ชั้นผิวหนัง รวมทั้งอาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบของเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ในร่างกาย1.ปัจจัยของฮอร์โมน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเซลลูไลท์ นอกเหนือจากฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ฮอร์โมนอื่นๆที่สำคัญ เช่น อินซูลิน ไทรอยด์ฮอร์โมน และฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองก็มีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเซลลูไลท์2.ปัจจัยการสะสมของไขมันและของเสีย ปัจจัยทางพันธุกรรมได้ถูกค้นพบว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเซลลูไลท์ เช่น เพศ และเผ่าพันธุ์ มีผลโดยตรงต่อการกระจายเซลล์ไขมันในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และหากการไหลเวียนของเลือดไม่ดีพอ เป็นผลให้มีการสะสมไขมันเป็นหย่อมๆรวมทั้งการสะสมของเสีย เช่น น้ำเหลืองใต้ผิวหนังจนปรากฏเป็นผิวขรุขระ คือ เซลลูไลท์3.อาหารการกิน ประเภทของอาหารที่เราบริโภคเข้าไปทุกมื้อ มีส่วนทำให้เกิดเซลลูไลท์มากขึ้นหรือน้อยลงได้4.การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่เป็นประจำ การไม่ออกกำลังกาย การนิยมกินอาหารจานด่วนที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาล กิจวัตรที่ต้องนั่งนานๆ หรือยืนนานๆ ในแต่ละวัน หรือความเครียดจากชีวิตประจำวัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง กระตุ้นให้เกิดเซลลูไลท์ใต้ผิวหนัง5.แฟชั่น แฟชั่นเสื้อผ้า ผู้หญิงที่นิยมใส่เสื้อผ้ารัดติ้วทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี เป็นการสนับสนุนให้เกิดเซลลูไลท์ได้ง่ายขึ้น การสวมเสื้อผ้าที่หลวมๆ สบายๆ จะช่วยผ่อนคลายและป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเซลลูไลท์ได้ดี การรักษาเซลลูไลท์มีวิธีการมากมายตามคลินิกต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็ยังไม่มีรายงานถึงความสำเร็จในการรักษาเซลลูไลท์ได้ ทั้งนี้จากการให้สัมภาษณ์ของแพทย์ทางผิวหนังของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สหรัฐอเมริกาในปี 2008 ที่ผ่านมา และยังยืนยันจากอาจารย์แพทย์ผิวหนัง ของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียว่า ยังไม่มีวิธีรักษาหรือขจัดเซลลูไลท์อย่างเป็นระบบได้ในปัจจุบัน     วิธีการที่ดีที่สุดของการรักษาทำได้โดยการควบคุมปัจจัยการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสมให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีดังต่อไปนี้ เลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีหรือมีไขมันน้อยๆ รับประทานผักผลไม้มากๆ การอดอาหาร พบว่าไม่มีส่วนช่วยลดเซลลูไลท์ได้เลย แต่การปรับสมดุลของประเภทอาหารจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเซลลูไลท์ได้ดีกว่า ดื่มน้ำให้มากเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียออกไป ต้องออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไปยังเซลล์ทุกเซลล์อย่างทั่วถึง จะช่วยลดการหมักหมมของน้ำเหลืองและของเสียใต้ผิวหนัง การบีบนวดทั่วร่างกาย จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกายได้ดีเช่นกัน การบีบนวดสามารถช่วยลดการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังได้บ้าง แต่เซลลูไลท์จางลงได้บ้างเพียงชั่วคราวเท่านั้นการรักษาตามคลินิกทั่วไปในปัจจุบันเครื่องมือวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้ถูกนำมาใช้อย่างมากมายตามสถาบันเสริมความงาม  เช่น ไอออนโตโฟเรซิซ อุลตร้าซาวด์ ระบบรักษาด้วยคลื่นความร้อน ระบบนวดด้วยไฟฟ้า ระบบการนวดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลือง ระบบคลื่นความถี่ต่ำและความถี่สูง หรือระบบคลื่นวิทยุ และคลื่นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ทั้งหมดเหล่านี้ได้มีการทดลองนำมารักษาเซลลูไลท์ แต่ยังไม่ปรากฏผลสำเร็จของการรักษา แม้ว่าจะมีผลทำให้เซลลูไลท์หรือผิวส้มของผิวหนังจางลงบ้างแต่ให้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น การรักษาโดยใช้ยา ยาชนิดต่างๆ มากมายที่มีการนำมาทดลองใช้รักษา เช่น ยาที่มีผลต่อการลดหรือละลายไขมันและเพิ่มการไหลเวียนของระบบเลือดในร่างกาย รวมทั้งสมุนไพรหลายชนิด เช่น สารสกัดจากใบแปะก้วยและสารสกัดใบบัวบก ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ยาเหล่านี้อาจให้ในรูปยารับประทาน หรือยาทาภายนอกที่ผิวหนังเฉพาะที่ในรูปแบบเครื่องสำอาง อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พบการรายงานผลการรักษาจากการใช้ยาที่กล่าวไปข้างต้นในวารสารการแพทย์ ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง มีผลิตภัณฑ์มากมายที่กล่าวอ้างถึงสรรพคุณการรักษาเซลลูไลท์ รวมทั้งการใช้อุปกรณ์เสริม เช่น คลื่นวิทยุ เพื่อให้ความร้อนผิวหนัง เพื่อละลายไขมันใต้ผิวหนังให้มีขนาดเล็กลง เพื่อจะได้ขจัดออกได้ง่ายขึ้น อีกวิธีทางการแพทย์ของการกำจัดไขมันในชั้นผิวหนัง คือการดูดไขมันด้วยวิธี “ไลโปซักชั่น” (liposuction) วิธีนี้เป็นการดูดไขมันจากใต้ผิวหนัง ซึ่งใช้ไม่ได้ผลกับการขจัดเซลลูไลท์ และอาจทำให้ผิวหนังหมดสวยได้ เพราะอาจจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ผิวเป็นลูกคลื่นและขรุขระ จึงไม่เป็นที่นิยมในการรักษาเซลลูไลท์

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 102 มาทำแอลกอฮอลเจลฆ่าเชื้อไวรัสไว้ใช้เอง

สวยอย่างฉลาดรศ. ดร. พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ช่วงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังระบาดการตัดวงจรการแพร่เชื้อโรคที่สำคัญมากอยู่ที่ "มือ" ซึ่งเราสามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อหวัดทุกชนิดได้โดยการล้างมือด้วยน้ำสบู่บ่อยๆ นอกจากนั้นยังพบว่ายังต้องล้างก๊อกน้ำบ่อยๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า เนื่องจากต้องใช้มือสัมผัสก๊อกน้ำ (ถ้าไม่ล้างก๊อก... เชื้อจะติดต่อกันผ่านก๊อกน้ำได้อีกทางหนึ่ง) การล้างมือ ควรทำบ่อยแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แนะนำไว้ดังนี้(1). อย่างน้อย 6 ครั้ง/วันขึ้นไป ก่อนกินอาหาร, ก่อนดื่มน้ำ, หลังออกจากห้องน้ำ (2). หลังออกจากระบบขนส่งมวลชน เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ฯลฯ (3). หลังเลิกงาน (4). ก่อนเข้าบ้าน (5). หลังสัมผัสกับมือคนอื่น  นอกจากล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำกับสบู่แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อไวรัสที่อาจปนเปื้อนมือจะถูกกำจัดออกได้หมดจด ควรที่จะใช้แอลกอฮอล์เจลเช็ดตามอีกด้วย เหตุผลทางการแพทย์คือ แอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไปสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์และไวรัสได้ผล ดังนั้นการพกพาแอลกอฮอล์เจลติดไว้ในกระเป๋าเมื่อออกนอกบ้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ 2009 การใช้แอลกอฮอล์เจล สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ แอลกอฮอลจะดึงดูดเอาความชุ่มชื้นจากฝ่ามือเราไปหมด ยิ่งใช้บ่อยเท่าไหร่ มือก็จะแห้งมากเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรเลือกซื้อแอลกอฮอล์เจลที่ประกอบไปด้วยสารให้ความชุ่มชื้นผิวด้วย เพราะถ้าหากฝ่ามือแห้งกร้านเนื่องจากทาแอลกอฮอล์วันละหลายๆ รอบทุกๆ วัน ผิวหนังจะแห้งแตก ทำให้เชื้อโรคเข้าร่างกายได้ทันที ดังนั้นต้องหมั่นล้างมือแต่อย่าให้ฝ่ามือแห้งและแตกเป็นอันขาดการทำแอลกอฮอล์เจลใช้เอง สูตรง่ายๆที่ทุกคนสามารถทำเองเพื่อใช้เองได้ ดังนี้สูตรที่ 1 แอลกอฮอล์ (เอทิลแอลกออฮอล์) 70 ซีซี กลีเซอร์ลีน  10-15 ซีซี น้ำสะอาด 10-20 ซีซี น้ำหอมเล็กน้อย สารที่ให้ความชุ่มชื้นผิวหนังคือกลีเซอร์ลีน ผู้ที่อยากให้มือชุ่มชื้นมาก ก็สามารถเพิ่มปริมาณเป็น 20% แต่หากใส่มากอาจรู้สึกเหนียวมือได้ แต่ถ้าชอบก็ไม่มีผลเสียต่อสูตรอย่างไร การหาซื้อวัตถุดิบ สามารถหาซื้อได้จากร้านจำหน่ายวัตถุดิบทางเครื่องสำอาง เช่น ที่เยาวราช หรือร้ายขายยาทั่วไป สูตรที่ให้นี้ทำได้ง่ายๆ เพียงตวงแอลกอฮอล์ กลีเซอร์ลีน และน้ำสะอาดผสมให้เข้ากันในภาชนะตวง คนให้เข้ากัน หากต้องการปรุงแต่งด้วยน้ำหอม ก็สามารถเติมได้เลยเมื่อผสมส่วนผสมเสร็จแล้ว ผู้ที่มีขวดน้ำหอมเปล่าอยู่ สามารถนำส่วนผสมแอลกอฮอล์มาเติมใส่ขวด สำหรับพกพาและฉีดพ่นใส่มือเพื่อทำความสะอาด สูตรนี้จะเป็นแอลกอฮอล์เหลว ไม่ข้น   สูตรที่ 2 ในสูตรนี้จะมีองค์ประกอบคล้ายคลึงกับสูตรแรก เพียงแต่เพิ่มผงแป้งชื่อคาร์โบเมอร์ เพื่อช่วยทำให้ส่วนประกอบในสูตรตำรับข้นเหนียวเป็นเจลเท่านั้น วิธีการผสม ต้องชั่งผงคาร์โบเมอร์ลงในภาชนะ เติมกลีเซอร์ลีน และคนให้ผงแป้งแตกกระจายอย่างละเอียด ไม่ให้จับเป็นก้อน ค่อยๆ เติมน้ำสะอาดลงทีละน้อยพร้อมกับคนให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน เติมน้ำสะอาดจนหมดในขั้นตอนนี้ จากนั้นจึงเทแอลกอฮอล์ที่ตวงไว้แล้วลงไปทีละน้อยพร้อมกับคนให้เข้ากันจนหมด ในขั้นตอนสุดท้าย เราจะปรับส่วนผสมด้วยด่างเพียงเล็กน้อยประมาณ 1-2 กรัม การเติมด่างทีอีเอ ควรเติมทีละน้อยเป็นหยดก็จะดีที่สุด เติมไปคนไปจนถึงจุดหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนว่า ส่วนผสมจะเปลี่ยนสภาพจากขุ่นเป็นใสแจ๋ว จึงหยุดเติมด่าง เราสามารถเติมน้ำหอมได้เล็กน้อยตามใจชอบ แต่หากเติมน้ำหอมมากเกินไป จะทำให้เจลขุ่นได้ทั้งสูตรที่ 1 และ สูตรที่ 2 สามารถทำเก็บไว้ใช้ได้นาน แต่ต้องเก็บในขวดหรือภาชนะปิด เพราะแอลกอฮอล์ระเหยได้ง่าย นอกจากนี้ควรจะเก็บให้พ้นมือเด็ก และติดฉลากสีแดงได้ก็ดีเพื่อเป็นการบอกไว้ สำหรับใช้ภายนอกร่างกายเท่านั้น ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่สนใจทำ อยากแนะนะสูตรที่ 1 ส่วนสูตรที่ 2 ต้องใช้ด่างทีอีเอ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะมีฤทธิ์เป็นด่างสูง ถูกผิวหนังจะระคายเคืองและไหม้ได้ จึงไม่แนะนำให้ทำสูตรนี้สำหรับแม่บ้านทั่วไป

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 101 ลดความอ้วน โดยไม่ต้องพึ่งยา…เป็นไปได้หรือ?

สวยอย่างฉลาดรศ. ดร. พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ลดความอ้วนแบบไม่ต้องใช้ยา ลดได้จริงหรือ สารพัดสถานลดความอ้วนทำอย่างไร ลดความอ้วนแบบประหยัดทำอย่างไร ลองอ่านค่ะ คุณอ้วนแบบไหนความอ้วนมี 2 แบบ คือผู้ที่อ้วนโดยมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม และอ้วนจากการบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย อ้วนประเภทแรก คงต้องพึ่งแพทย์ให้ช่วยเยียวยาหากกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น เคลื่อนไหวลำบาก ส่วนประเภทที่ 2 คือผู้ที่เจริญอาหารมากเกินไป ร่างกายสะสมพลังงานแต่เผาผลาญน้อยเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของอาหารส่วนเกินตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก กล้ามเนื้อแขน ขา เป็นต้นผู้ที่ต้องการลดความอ้วนโดยไม่ต้องพึ่งยาอันตรายและไม่ต้องไปพึ่งศูนย์ความงามที่ต้องเสียเงินมากๆ ต้องมีความหนักแน่นและมั่นคง มีวินัยในตัวเองในวิถีการดำเนินชีวิต มีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต้องการลดความอ้วนเพื่อสุขภาพ ป้องกันโรคแทรกซ้อนของ เบาหวาน หัวใจ หรือให้มีหุ่นสวยเฉกเช่นดาราหนัง เป็นต้น ผู้คนที่ประสพความสำเร็จโดยไม่ต้องพึ่งศูนย์ลดความอ้วนหรือไม่ต้องพึ่งแพทย์มีให้เห็นมากมาย หลักง่ายๆ ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย1. ควบคุมอาหาร วินัยข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดน้ำมัน และมีไขมันสูง ควรเลือกชนิดนึ่งหรือย่าง แม้กระนั้นก็ควรจำกัดปริมาณที่รับประทานในแต่ละมื้อ เคล็ดลับง่ายๆ ให้ดื่มน้ำแก้วใหญ่ก่อนการรับประทานอาหาร น้ำจะทำให้เราอิ่มเร็ว และรับประทานอาหารได้ลดลง อาหารรสจัด จะทำให้เราต้องรับประทานข้าวหรือแป้งมากขึ้น ดังนั้น ควรงดอาหารรสจัด นอกจากนี้อาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น เค้ก ขนมนมเนยและชีส ควรหลีกหนีให้ไกล ให้รับประทานผักสดและผลไม้สดมากๆ แทนเทคนิคที่มีหลายท่านทำได้สำเร็จในการลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อ เช่น กินแตงโมเป็นลูกก่อนการรับประทานอาหารมื้อหลัก จะทำให้รับประทานอาหารลดลงอย่างมาก อาจใช้กล้วยน้ำว้า หรือผลไม้อื่นที่มีน้ำมากๆ แทนก็ได้เช่นกัน2. ต้องอย่าเผลอแพ้ใจตนเองในการตามใจปากครั้งแล้วครั้งเล่า หมั่นสอนใจตัวเองบ่อยๆว่า ต้องชนะใจตนเองให้ได้ในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไปก็จะชนะตลอดไป แต่ถ้าแพ้ครั้งแรก โอกาสจะแพ้ใจตัวเองตลอดไปจะมีสูง3. ต้องมีวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกไป ปัจจุบันมีวิธีออกกำลังกายที่เพลิดเพลินได้พร้อมกับการฟังเพลงโปรดหรือดูทีวี จะช่วยให้การออกกำลังไม่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย 4. พยายามหางานอดิเรกหรือกิจกรรมต่างๆ ทำในวันหยุด เพื่อให้ตนเองยุ่งตลอดเวลาจนไม่มีใจคิดถึงการออกไปหาอาหารอร่อยรับประทาน5. ควรมีเวลานอนหลับพักผ่อนที่เพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ข้อนี้จะช่วยให้อารมณ์แจ่มใส ไม่หงุดหงิด พร้อมที่จะต่อสู้กับภารกิจในวันใหม่ นอกจากนี้อาจผ่อนคลายด้วยการเสริมสวย เช่น เข้าร้านจัดแต่งทรงผมใหม่ เข้ารับบริการนวดหน้า ทำสปา เพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลาย ผิวพรรณผ่องใส เป็นการให้กำลังใจตนเอง6. ทำตัวให้สดใสร่าเริงโดยการแต่งชุดสวยที่ตนเองชื่นชอบ เป็นการให้กำลังใจตนเองและท้าทายเส้นชัยของการลดความอ้วน อย่าพยายามเลือกใส่เสื้อผ้าที่หลวมเพื่อปกปิดพุงหรือส่วนเกิน เพราะจะเปิดโอกาสให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น7. เมื่อไรก็ตามที่เผลอแพ้ใจตนเอง ให้ลองคิดถึงผู้ที่เป็นเหยื่อของยาลดความอ้วนทั้งหลาย บางรายถึงตายก็มีให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อทางทีวี บางรายเสียเงินมากมายเมื่อเริ่มลดได้เพราะกินยาลดความอ้วน เมื่อหยุดยาก็มักเกิด ‘โยโย้เอฟเฟค’ คืออ้วนมากกว่าเก่าอีก นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายสะสมสารพิษ เสี่ยงต่อสารพัดโรค  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 100 พื้นฐานการดูแลผิวพรรณที่ควรปฏิบัติเป็นประจำ

รศ. ดร. พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล   นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ริ้วรอยทั้งหลายที่ปรากฏบนใบหน้า ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากปัจจัยภายนอกร่างกายมากกว่าเกิดจากการแก่ชราของร่างกายตามอายุที่มากขึ้น ดังนั้นวิธีเริ่มต้นดูแลผิวพรรณที่ง่ายที่สุด ถูกที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังทั่วร่างกายถูกทำลาย ไม่ว่าจะโดยปัจจัยใดๆ ก็ตาม มิฉะนั้นแล้วครีมบำรุงผิวและอาหารเสริมทั้งหลายที่ใช้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ การที่ผิวหนังถูกทำลายโดยปัจจัยต่างๆ บางครั้งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น เพราะอาจไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ หรืออาจไม่มีอาการระคายเคืองหรืออักเสบด้วยซ้ำไป แต่อาจเป็นการสะสมความเสียหายไว้ทีละน้อยในระดับที่เราไม่ทันได้สังเกตเห็น และจะเห็นได้เมื่อผิวหนังสะสมความเสียหายมากถึงระดับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ ความเสื่อมโทรมอย่างชัดเจน เช่น ริ้วรอยเหี่ยวย่น เมื่อถึงเวลานั้น ก็แก้ไขยากแล้วปัจจัยทั่วไปที่ทำลายผิวหนังและต้องหลีกเลี่ยง1. รังสียูวีจากแสงอาทิตย์ มีผลโดยตรงทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง เราจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้าถึงบ่าย 2 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์จะแผ่รังสียูวีทั้งเอและบีสูงที่สุด ครีมกันแดดที่มีสารป้องกันรังสีทั้งสองชนิดจะดีที่สุด นอกจากนั้นควรจะสวมเสื้อผ้าที่สามารถปกป้องผิวหนังได้เป็นดีที่สุด2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรง เช่น สารทำความสะอาดที่เป็นองค์ประกอบของน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างรถ รวมทั้งน้ำยาสระผม สบู่เหลวล้างหน้า-อาบน้ำ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีสารทำความสะอาดที่ให้ฟองมากมาย สารทำความสะอาดชนิดนี้มักจะเกาะติดผิวหนังและสะสมบนผิวหนัง เพราะล้างออกยาก เนื่องจากมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ จึงเกาะติดกับผิวหนังได้ง่ายและหลุดออกยาก เมื่อสะสมมากๆ เข้า จะทำให้ผิวหนังหยาบ แห้งกร้าน สังเกตได้ชัดเจนจากแม่บ้านหรือผู้ที่ต้องซักผ้าหรือล้างจานจำนวนมากเป็นประจำ ผิวหนังที่มือจะระคายเคือง อักเสบ และเหี่ยวย่น3. คลอรีนและน้ำอุ่น การอาบน้ำอุ่น ช่วยให้ร่างกายตื่นและสดชื่นอย่างรวดเร็ว แต่ความร้อนของน้ำ ยิ่งร้อนก็จะยิ่งทวีความรุนแรงในการทำลายเซลล์ผิวหนังให้มากขึ้น แม้ว่ากล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย แต่ความร้อนจะเร่งการเผาผลาญและเร่งปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระให้เกิดมากขึ้นและเร็วขึ้น เช่นเดียวกับน้ำคลอรีน ดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบการอาบน้ำอุ่น อาจจะลดจำนวนครั้งในการอาบน้ำอุ่นให้ลดน้อยลงในแต่ละสัปดาห์ เพื่อยืดอายุผิวพรรณให้สวยยาวนาน4. สารก่อความระคายเคืองทั้งหลาย ที่มีผลทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง อักเสบ และระคายเคือง เช่น สารก่อสิว ทำให้เกิดหัวสิวและทำให้ผิวหนังอักเสบตามมา สารก่อสิวอาจเป็นองค์ประกอบอยู่ในเครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า รวมทั้งผลิตภัณฑ์รักษาสิว ซึ่งบ่อยครั้งจะพบว่าผู้ที่ทายาแก้สิว สิวกลับเห่อมากขึ้นอีก ซึ่งอาจเกิดจากการทายาแก้สิวมากเกินไป บ่อยเกินไป ทำให้ผิวอักเสบเพราะฤทธิ์ยา หรืออาจแพ้ยาแก้สิว ควรจะปรึกษาแพทย์หรือหยุดใช้ยาดังกล่าวโดยทันที5. การแสดงออกของสีหน้า หากแสดงออกมากๆ และบ่อยๆ จะก่อให้เกิดริ้วรอยตามหน้าผาก รอบดวงตาและร่องแก้ม ให้ลองสังเกตตัวเองในกระจก เมื่อยิ้มมากๆ หรือหัวเราะมากๆ หากปรากฏริ้วรอยรอบดวงตา ให้ลองฝึกพัฒนาบุคลิกตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันการสะสมของริ้วรอยที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งข้อนี้คงทำได้ยาก เพราะเป็นธรรมชาติของการแสดงออกของมนุษย์6. การแต่งหน้าที่จัดเกินไป ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมักจะต้องมีองค์ประกอบของสารเคมีมากมาย การที่เราพอกหน้ามากๆ เป็นประจำ แน่นอนย่อมจะมีการสะสมของสารเคมีบนผิวหน้า การล้างคราบเครื่องสำอางที่พอกไว้หนาๆ ออก ก็คงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารทำความสะอาดที่แรงด้วยซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิวหน้า จึงควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าจัดเกินไปเป็นประจำ ควรมีวันว่างให้ผิวหน้าได้พักผ่อนด้วย7. การใช้ครีมบำรุงผิวซ้ำซ้อนหลายชนิด ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่มีประสิทธิภาพเลย นอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังอาจไปป้องกัน การดูดซึมของผลิตภัณฑ์อื่นที่มีประโยชน์อีกด้วย และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีประสิทธิภาพตามคำบอกเล่าในฉลาก แต่หากใช้มากเกินไปหรือใช้ทาซ้ำซ้อนกับครีมบำรุงชนิดอื่นๆ พร้อมๆ กัน อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังมากกว่าผลดี8. การทำความสะอาดและขัดผิวหน้ามากเกินไป การล้างหน้าบ่อยเกินไปเพื่อต้องการให้สดชื่นหรือสะอาด จะทำให้ไขมันธรรมชาติของผิวหนังที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวหน้าถูกชะออกไปด้วย ผิวหน้าจะแห้ง หยาบและรูขุมขนจะกว้าง นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดผิวหน้า เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งหยาบได้ การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับขัดตัวและขัดผิวหน้า เพื่อหวังให้เซลล์ผิวชั้นบนหลุดลอกเร็วขึ้นและกระตุ้นเซลล์ใหม่นั้น ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะขั้นตอนการขัดผิวอาจมีผลไปทำลายเซลล์ผิวที่ดีในระยะยาวได้เราไม่สามารถสร้างบ้านโดยปราศจากฐานรากที่แข็งแรง เช่นเดียวกัน หากเราไม่สามารถดูแลผิวพรรณด้วยหลักการขั้นพื้นฐานได้เป็นประจำ การทำทรีทเม้นท์เพื่อชะลอวัยผิวก็จะไม่เป็นผล สำหรับพื้นฐานที่บอกกล่าวไปข้างต้นสามารถทำเองได้ทันทีไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 99 การแก้ปัญหาผมร่วงที่ผิดทาง?

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลคนรอบตัวทั้งหญิงและชายมักบ่นให้ฟังว่าผมร่วงทุกวัน ทำให้เป็นกังวลและคอยสอดส่องว่ามียาดีที่ไหนจะได้ไปซื้อหามากินและทา ปัญหาเหล่านี้พบในเกือบทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวใหญ่และหนุ่มใหญ่ บางคนแทบจะไม่เหลือเส้นผมแล้ว เห็นศีรษะล้านเป็นขุนช้าง แต่ก็ยังพยายามหายาดีมากินและทาทำให้เสียเงินเสียทองไปมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ผล ทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย หลายคนยังมีความหวังทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการหลุดร่วงของเส้นผม แต่หลายคนที่ศีรษะล้านเป็นขุนช้างและล้านมานานหลายปีแล้ว โอกาสจะสมหวังคงเป็นไปไม่ได้เพราะรากผมฝ่อไปหมดแล้ว การจะไปกินยาหรือทายาเพื่อให้เส้นผมงอกอีกนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีรากผมเหลือแล้ว ผมร่วงตามธรรมชาติวงจรชีวิตของเส้นผมแต่ละเส้นบนหนังศีรษะจะมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ‘ระยะของการเจริญเติบโต’ โดยเส้นผมที่งอกจากรากผมจะเจริญเติบโตประมาณ 1 เซนติเมตรต่อเดือน และจะสามารถคงอยู่บนหนังศีรษะได้ประมาณ 3-7 ปีในคนที่มีสุขภาพปกติ จากนั้นจึงจะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ ‘ระยะพักตัว’ ระยะนี้เส้นผมจะไม่เจริญเติบโตและรากผมจะหดและเริ่มฝ่อ ระยะพักตัวนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ก่อนจะเข้าสู่ระยะสุดท้ายคือ ‘ระยะหลุดร่วง’ ซึ่งรากผมและเส้นผมจะหลุดร่วงออกจากหนังศีรษะ ระยะนี้จะกินเวลาอีกประมาณ 3-4 เดือน และในที่สุดร่างกายจะมีปัจจัยต่างๆ มากระตุ้นให้เกิดการสร้างรากผมใหม่แทนที่รากผมที่ฝ่อและหลุดร่วงไป ในคนที่มีสุขภาพร่างกายปกติ เส้นผมบนหนังศีรษะส่วนใหญ่ประมาณ 80-95% จะอยู่ในระยะเจริญเติบโต ส่วนที่เหลือ 5-20% จะอยู่ในระยะหลุดร่วง ส่วนระยะพักตัวของเส้นผมจะสั้นมาก ดังนั้นเราจึงพบว่าทุกคนจะมีเส้นผมหลุดร่วงได้ทุกวัน ประมาณ 100-150 เส้นต่อวัน ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้หญิง เส้นผมบนหนังศีรษะจะมีระยะที่ 1 คือระยะเจริญงอกงามนานกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงมีเส้นผมดกหนานานกว่าผู้ชาย และในระหว่างตั้งครรภ์ เส้นผมจะยิ่งดก แต่เมื่อหลังคลอดบุตร เส้นผมจะหลุดร่วงมากกว่าปกติตามฮอร์โมนที่ลดลงนอกจากความเข้าใจในวงจรชีวิตเส้นผมแล้ว ความแตกต่างในวัยยังมีผลต่อการเจริญงอกงามของรากผมและเส้นผมอีกด้วย ในวัยเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็น วัยเจริญพันธุ์ ร่างกายสมบูรณ์มีฮอร์โมนเพศสูงสุด แน่นอนเซลล์ทั่วร่างกายมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตเต็มที่ รากผมก็เช่นกัน จะมีรากผมใหม่เกิดทดแทนรากผมเก่าที่ฝ่อและหลุดร่วงไปทันที โดยมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าอัตราการตายของรากผมรวมทั้งเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกายก็เช่นกัน ทำให้วัยเด็กและหนุ่มสาวมีเส้นผมดกแม้ว่าจะร่วงทุกวันก็ตาม แต่เมื่อคนเราย่างเข้าสู่วัยกลางคนและวัยชรา อัตราการเกิดของเซลล์ใหม่หรือรากผมน้อยกว่าอัตราการตายและหลุดร่วงของรากผม ทำให้ผมบางลงๆ พร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเส้นผมที่หลุดร่วงทุกวัน แต่รากผมไม่ได้งอกใหม่หรืออัตราการงอกน้อยกว่าอัตราการหลุดร่วงของเส้นผมนั่นเองที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเรื่องของธรรมชาติสำหรับคนที่มีสุขภาพสมบรูณ์ ดังนั้นหากพบว่าเราอยู่ในวัยกลางคนหรือวัยชรา หนังศีรษะมีผมบางก็เป็นเรื่องปกติไม่ต้องกังวลใจ และไม่ควรพยายามไปหาซื้อยาหรือวิตามินหรืออาหารเสริมหรือหายาอื่นใดมากินให้เสียเงินเสียทองอีกผมร่วงผิดปกติผู้ที่มีเส้นผมร่วงมากผิดปกติจนผมบางลงอย่างสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เกิดได้จากปัจจัยมากมายดังนี้1 ผมร่วงชนิดชั่วคราว สาเหตุเช่น ความเครียดมากๆ เป็นระยะเวลานานๆ อาการผมร่วงมักจะตามมาโดยไม่รู้ตัว สามารถเกิดได้กับทุกวัยแม้แต่วัยเรียน อาจเกิดจาก การเจ็บป่วย เป็นไข้สูง หรือโรคต่างๆ หรือสาเหตุจากการเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือ เกิดกับ หญิงหลังคลอดบุตร หรือใน ผู้ที่มีการกินยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น การรักษา อาการผมร่วงชนิดชั่วคราวนี้ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะจะหายเองได้ เช่นเมื่อหายเครียดจากปัญหา หายจากอาการเจ็บป่วยที่เรื้อรังหรือเมื่อหยุดการกินยา เส้นผมจะเจริญหนาแน่นดังเดิมได้2 ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม และจากระดับของฮอร์โมน ‘เทสโทสเทอร์โรน testosterone’ ในร่างกาย พบได้ในทั้งหญิงและชาย แต่จะพบในชายมากกว่าหญิงการรักษา ผมร่วงจากสาเหตุนี้แก้ได้ยากมากแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะพยายามคิดค้นยาใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ผล แพทย์ผิวหนังมักนิยมจ่ายยา เพื่อลดปริมาณของฮอร์โมนชนิดนี้ในร่างกาย หรือจ่ายยาลดความดันโลหิตซึ่งมีอาการข้างเคียงคือ การงอกของเส้นผม แต่เส้นผมที่งอกจะเป็นเพียงเส้นขนอ่อนๆ บางๆ เท่านั้น หรือแม้แต่ยากลุ่ม สเตรียรอยด์ ที่แพทย์บางท่านก็นิยมจ่าย แต่ผลลัพธ์ว่าจะมีเส้นผมงอกหนาได้นั้น คงเป็นไปได้ยากมากในกรณีของผมร่วงจากสาเหตุของพันธุกรรม แต่ที่แน่ๆ คือจะได้รับอันตรายจากยาอันตรายเหล่านี้องค์ประกอบเคมีของผลิตภัณฑ์บำรุงผมหรือป้องกันผมร่วงจะพบสินค้าเหล่านี้ขายดิบขายดี เพราะทุกคนอยากมีความหวังขอให้เส้นผมงอกงามดกหนาเหมือนวัยหนุ่มสาว (แม้ว่าจะใช้มานานปียังไม่ได้ผลแต่ก็ยังยินดีเสียเงินซื้อใช้ต่อไป) องค์ประกอบหลักทางเคมีมักประกอบไปด้วย1.สารสำคัญในการกระตุ้นให้มีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรากผม เพื่อป้องกันผมร่วง มีมากมาย เช่น วิตามินชนิดต่างๆ รวมทั้งสารสกัดจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ 2.สารอาหารในกลุ่มโปรตีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้รากผมและเส้นผม3.สารสำคัญที่มีประสิทธิภาพลดและควบคุมปริมาณไขมันของหนังศีรษะ และลดอาการอักเสบของต่อมไขมัน4.สารสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บนหนังศีรษะข้อควรสังเกตและน่าคิด หากยาและผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาผมร่วงได้ เราคงไม่ได้เห็นคนหัวเถิกหรือหัวล้านในผู้ชายได้ในทุกประเทศทั่วโลก สาเหตุจากพันธุกรรมคงต้องยอมรับ หรือมิฉะนั้นอาจแก้ปัญหาโดยการใส่วิกผมหรือชนิดถักทอเส้นผมลงบนหนังศีรษะ จะปลอดภัยกว่าการพยายามหาซื้อยาวิเศษที่อันตรายแต่ปราศจากความหวังมาเป็นที่พึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 98 ดื่มชาอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com เครื่องดื่มประเภทน้ำชามีมาช้านานกว่า 4,700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีกด้วย เช่น ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของร่างกาย ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ป้องกันตับจากสารพิษและโรคอื่นๆอีกมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตามการที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากมีองค์ประกอบของสารสำคัญในใบชาที่เรียกว่า แทนนินหรือทีโพลีฟีนอล (Tea polyphenols) สารสำคัญกลุ่มนี้พบมากในพืชเกือบทุกชนิด แต่ละชนิดอาจจะมีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกันไป สารแทนนินในใบชาสดหรือชาเขียวที่มีฤทธิ์ทางยาที่สำคัญได้แก่ สารกลุ่มที่ชื่อว่า คาเทคชินส์ (catechins) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้มากมายหากดื่มเป็นประจำ แต่สารสำคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและความร้อน ดังนั้นเราลองมาพิจารณาดูว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด หรือแบบไหนจะได้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเลย หรือในทางตรงกันข้ามมีผลเสียต่อร่างกายก็เป็นไปได้   คำแนะนำเรื่องการดื่มชา1, สำหรับผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาร้อนๆ สารสำคัญที่เป็นประโยชน์คือ ‘คาเทคชินส์’ จะถูกความร้อนทำลายไปเกือบหมด คงเหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแต่ยังนิยมชาร้อนๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น เช่นเดียวกับคนจีนแต้จิ๋ว ที่นิยมชงชาจีนรสเข้มข้นในถ้วยชาใบจิ๋วคล้ายกับการดื่มกาแฟเอ็กซ์เพรสโซ่ ความเข้มข้นของใบชาจะทำให้มีปริมาณสารคาเทคชินส์ที่เข้มข้น และแม้ว่าสารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้ำร้อน แต่จะยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ ที่พอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง 2, ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ดี อย่างไรก็ตามหากขบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวต้องผ่านขบวนการต้มหรือทำให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสำคัญในน้ำชาก็จะถูกทำลายไปเช่นกัน 3, การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา และทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงควรดื่มน้ำชาล้วนๆ ไม่ควรปรุงแต่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นม จะไม่ได้ประโยชน์จากชาเลย4. ผู้ที่รับประทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาร่วมไปด้วย เพราะสารสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ในกรณีที่ดื่มน้ำชาร่วมกับการรับประทานอาหาร แร่ธาตุต่างๆ จากผักใบเขียวหรือจากผลไม้ก็จะถูกสารสำคัญจากชาจับไว้หมดไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน 5 โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีรายงานเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสำคัญคือแทนนิน ซึ่งจะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่รับประทาน ทำให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมักจะมีคำแนะนำไม่ให้เด็กดื่มน้ำชาไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ 6,ใบชายังมีองค์ประกอบที่ให้โทษต่อร่างกายที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงคือ มีองค์ประกอบของฟลูออไรด์ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง สูงกว่าปริมาณในน้ำประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวันจากการดื่มน้ำชาเป็นประจำ จะเกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลำไส้ โรคกระดูกพรุน โรคข้อ และโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ผู้ที่ดื่มไม่มาก ก็คงไม่ต้องกังวล 7, ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีก คือ สารที่ชื่อว่า ‘ออกซาเรท oxalate’ แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่น้อย แต่หากผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชามากๆ และดื่มบ่อยๆ เป็นประจำ จะสะสมสารออกซาเรทในร่างกายได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทำลายไต 8, ใบชามีสารคาเฟอีนในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำไป เพียงแต่การดื่มน้ำชา สารแทนนินจากน้ำชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจและสมองน้อยกว่ากาแฟมาก ชากับสปาจากที่กล่าวไปข้างต้น พอสรุปได้ว่า เครื่องดื่มชามีทั้งคุณและโทษต่อร่างกาย ขึ้นอยู่กับการบริโภค ถ้ามากเกินไปจะเป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่นิยมนำสารสกัดจากชาเขียวไปทำสปา โดยการหมักบนใบหน้าและผิวหนัง ควรผสมกับน้ำเย็น ไม่ควรผสมน้ำนมเด็ดขาด เพราะจะไปทำลายคุณค่าของสารสกัดชาเขียวตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น การนำสารสกัดชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ หากต้องนำไปทำให้ร้อน เช่น ขนมเค้ก คุณค่าชาเขียวจะหมดไป คงเหลือแต่รสชาติเท่านั้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนำผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชาเขียวไปผ่านขบวนการความร้อน เพื่อคงคุณค่าของชาเขียวต่อสุขภาพร่างกาย บทความฉบับนี้อาจทำให้ผู้บริโภคหลายคนงง เพราะเคยทราบแต่สารพัดประโยชน์ของชาเขียว แต่อ่านแล้วคงไม่ทำให้กลัวการการดื่มชา องค์ความรู้จากนักวิจัยจะช่วยให้เราระวังไม่บริโภคมากเกินไป เพราะเช่นเดียวกับทุกอย่างถ้ามากไปมักจะมีให้ผลเสียต่อร่างกายได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 97 กำจัดกลิ่นตัวอย่างไร ให้ห่างไกลมะเร็ง

สวยอย่างฉลาดรศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลpypph@hotmail.com หน้าร้อนมาถึงเร็วมากในปีนี้ ร้อนมากกว่าทุกปีด้วย เหงื่อก็ต้องออกมากเพราะอากาศร้อนและชื้นมาก การหมักหมมของเหงื่อในที่อับชื้นในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็ว ก่อให้เกิดกลิ่นตัวที่เหม็นบูดหรือกลิ่นเปรี้ยวและฉุน เป็นที่รังเกียจของสังคม แต่มักจะไม่มีคนรอบตัวกล้าเอ่ยปากบอกกล่าว กลิ่นตัวเกิดได้จากอีกหลายๆ สาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากกลิ่นของเหงื่อไคลที่สะสมและรวมตัวกับเชื้อแบคทีเรียใต้วงแขนที่อุ่นและชื้น ทำให้กลายเป็นกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สิ่งแรกที่ควรจัดการเมื่อรู้ตัวว่ามีปัญหาคือ อาบน้ำฟอกตัวด้วยสบู่ให้มากๆ ในอากาศร้อนชื้นเช่นนี้ การอาบน้ำเพียงไม่กี่ขัน อาจไม่เพียงพอที่จะชำระร่างกายให้สะอาดอย่างจริงจัง และควรผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน และผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดกลิ่นเหงื่อไคลที่ติดค้างอยู่บนเครื่องที่นอนด้วย วิธีกำจัดกลิ่นตัว อาจช่วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ดีโอโดแล้น (Deodorant) หรือ ยาระงับเหงื่อ (Antiperspirant) นักวิชาการบางท่านแนะนะให้กำจัดขนใต้วงแขนด้วย เนื่องจากเส้นขนเหล่านี้จะเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย หรืออาจจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอลเช็ดทำความสะอาดเส้นขนใต้วงแขนเพื่อกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะทายาระงับกลิ่นหรือระงับเหงื่อ วิธีนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ทำงานได้ผลดีขึ้น ความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกับผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ มีองค์ประกอบในสูตรตำรับคือ น้ำหอมและสารเคมีที่ทำหน้าที่อุดรูของต่อมเหงื่อเพื่อระงับไม่ให้ต่อมเหงื่อหลั่งเหงื่อออกมาจากรูขุมขน หลักการก็คือเมื่อไม่มีเหงื่อ ใต้วงแขนจะแห้ง กลิ่นก็ไม่เกิด ตัวอย่างสารเคมีที่นิยมใช้เช่น เกลือของโลหะหนักอลูมิเนียมชนิดต่างๆ โลหะหนักชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจับกับเกลือแร่ของน้ำเหงื่อกลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนคล้ายเจล กึ่งแข็งกึ่งเหลว และไปอุดตันรูขุมขนของต่อมเหงื่อ การอุดตันของรูขุมขน เมื่อสะสมมากๆ เข้า จะถูกร่างกายกำจัดออกทางผิวหนังโดยขบวนการผลัดเซลล์ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม การไปบล็อกไม่ให้ต่อมเหงื่อทำงานปกติ นักวิชาการเองไม่ค่อยแนะนำ เพราะค่อนข้างผิดธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเคยมีรายงานการวิจัยว่า การสะสมของสารโลหะหนักอลูมิเนียม อาจแทรกซึมเข้าระบบไหลเวียนของเลือด เนื่องจากต่อมเหงื่อและต่อมไขมันใต้วงแขนอยู่ใกล้กับเต้านม ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ตามมา ดังนั้นวิธีการกำจัดกลิ่นตัวด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ น่าจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือดีโอโดแล้น (Deodorant) จะทำหน้าที่หลัก คือช่วยลดกลิ่นของร่างกายที่เกิดจากแบคทีเรีย องค์ประกอบหลักในสูตรตำรับของผลิตภัณฑ์คือ น้ำหอมและยากำจัดเชื้อแบคทีเรียโดยมีแอลกอฮอลเป็นตัวทำละลาย สินค้าที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักดีคือ ‘มัม’ แอลกอฮอลจะทำหน้าที่เสริมฤทธิ์ในการทำลายเชื้อแบคทีเรียด้วย กรณีการใช้ผลิตภัณฑ์ดีโอโดแล้น เหงื่อจะยังคงออกได้ตามธรรมชาติซึ่งแตกต่างจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยาระงับเหงื่อ สินค้าในตลาด บางชนิดได้นำหลักการของทั้งผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นมารวมเข้าด้วยกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น โรลออนทั้งหลายที่ขายกันอยู่ในห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้เราอาจเคยได้ยินสินค้าเก่าแก่ที่คนในยุคปู่ย่าตายายนิยมใช้กัน คือสารส้ม ที่ใช้สำหรับตกตะกอนน้ำให้ใส สารส้มมีชื่อทางเคมีคือ อลูมิเนียมอลัม (Aluminium alum) ในตลาดเมืองไทยจะหาได้ยาก แต่เป็นที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศเพราะราคาถูกและมีความระคายเคืองน้อย สารส้มหรืออลูมิเนียมอลัม มีลักษณะเป็นผลึกคริสตัลใส ละลายน้ำได้ดีมาก ในอุตสาหกรรม จะนำผลึกสารส้มมาเจียระไนด้วยมือเป็นก้อนในรูปแบบต่างๆ ให้สวยงาม ห่อด้วยกระดาษและบรรจุกล่อง ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มากที่สุด ขายดีเกือบจะเป็นอันดับหนึ่งของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวและระงับเหงื่อในต่างประเทศ แต่กลับหายากมากในประเทศไทย ข้อควรรู้สำหรับอันตรายอันอาจเกิดจากสารอลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อมีรายงานการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า โลหะอลูมิเนียมที่สะสมเข้าร่างกายจากยาระงับเหงื่อ มีผลต่อเนื้อเยื่อสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพบสารเหล่านี้ในสมองคนไข้อัลไซเมอร์ (Alzheimer) และยังกระจายไปในกระแสเลือดและทางเดินของสายรกอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาการสะสมของโลหะอลูมิเนียมจากการใช้ยาระงับเหงื่อ อาจมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมอีกด้วย  เอกสารอ้างอิงhttp://en.wikipedia.org/wiki/Deodorant

อ่านเพิ่มเติม >