ฉบับที่ 244 รู้เท่าทันน้ำกระชายขาวป้องกันและรักษาโควิด-19

        ช่วงนี้คงไม่มีอะไรร้อนแรงเท่าน้ำกระชายขาวเพื่อการป้องกันและรักษาโควิด-19 มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยของมหิดลว่า กระชาย (ขาว) สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ จึงมีการเชียร์ให้กินกระชายและดื่มน้ำกระชายเพื่อป้องกันและรักษาโควิด-19 อย่างอย่างครึกโครมไม่แพ้ฟ้าทะลายโจร เรามารู้เท่าทันกันเถอะ กระชายขาวคืออะไร        กระชายขาวที่เรียกกันนี้ ก็คือกระชายหรือกระชายเหลือง กระชายเป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักดี และนำมาปรุงเป็นอาหาร เป็นส่วนผสมสำคัญในแกงป่าเพราะมีคุณสมบัติในการช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ดี หรือใช้เป็นผักจิ้มได้โดยตรง         กระชาย มีสรรพคุณทางยามากมายจนได้ชื่อในวงการแพทย์แผนไทยว่าเป็น "โสมไทย" เนื่องจากกระชายกับโสมมีสรรพคุณในการบำรุงกำลังและเสริมสมรรถภาพทางเพศ ทั้งกระชายและโสมต่างสะสมอาหารที่ใช้เป็นยาอยู่ใต้ดิน และสามารถเรืองแสงในที่มืดได้เหมือนกันด้วย และเนื่องจากโสมมีรูปร่างคล้ายกับคน จึงเรียกโสมว่า "โสมคน" และเรียกกระชายว่า "นมกระชาย" เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับนมผู้หญิง   งานวิจัยที่ยืนยันสรรพคุณในการป้องกันโควิด-19         มีการตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร PubMed [1]     ว่า มีการศึกษาสมุนไพรไทย 122 ผลิตภัณฑ์ พบว่า สารสกัดกระชายและสารประกอบเคมีจากพืช panduratin A มีฤทธิ์ยับยั้ง SARS-CoV-2 การรักษาการติดเชื้อ  SARS-CoV-2  ด้วยสารสกัด  B. rotunda และ panduratin A ยับยั้งการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี         โครงการวิจัยต้านเชื้อไวรัสโคโรนาจากสมุนไพรไทย เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ หรือ TCELS ขณะนี้งานวิจัยกระชายขาวอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยในคน การพัฒนาสารสกัดกระชายขาวเพื่อใช้เป็นยาสำหรับโรค COVID-19 จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี กระชายในท้องตลาดราคาสูงขึ้นมาก         จากการค้นพบสรรพคุณของกระชายดังกล่าว ทำให้ราคาหัวกระชายขาวเพิ่มสูงขึ้น จากปกติราคากิโลกรัมละ 30 บาท ราคาพุ่งขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 80 – 100 บาททีเดียว และบางตลาดถึงกับไม่พอขายเลย น้ำกระชายสามารถป้องกันและรักษาโควิด-19 ได้จริงหรือไม่        เป็นความชาญฉลาดของพ่อค้าแม่ขาย เพื่อให้สะดวกสำหรับผู้บริโภค ก็มีการนำกระชายมาทำเป็นน้ำกระชายดื่ม และใช้ความเชื่อเดิมว่า สารสกัดกระชายสามารถรักษาโควิด-19 ได้ การดื่มน้ำกระชายก็น่าจะมีผลในการรักษาและป้องกันโควิด-19 ได้เช่นเดียวกัน         น้ำกระชาย กระชายสามารถยับยั้ง รักษาโควิด-19 ในคนได้หรือไม่นั้น งานวิจัยยังไปไม่ถึงระดับนั้น อยู่ระหว่างการวิจัยในคนอยู่         เมื่อรักษาโควิด-19 ในหลอดทดลองได้ ก็น่าจะรักษาในคนได้เหมือนกัน         ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะกระบวนการที่คนกินยาหรือสมุนไพรเข้าไป จะต้องผ่านการย่อยและดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด และค่อยไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย การย่อยและดูดซึมอาจทำให้ยาหรือสมุนไพรเปลี่ยนสภาพ และมีสรรพคุณเปลี่ยนไปจนไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 เหมือนในหลอดทดลองก็ได้         สรุป  การกินกระชาย น้ำกระชาย อาจไม่สามารถยับยั้ง รักษา โควิด-19 ได้เหมือนในหลอดทดลอง แต่ก็ไม่มีอันตรายเพราะคนไทยกินกระชายเป็นอาหารตามปกติอยู่แล้ว และยังช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้[1] Sci Rep. 2020 Nov 17;10(1):19963. doi: 10.1038/s41598-020-77003-3

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 243 รู้เท่าทันการนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาเป็นเครื่องดื่ม

        ทุกวันนี้ มีการนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยา มาทำเป็นเครื่องดื่มที่จำหน่ายในร้านค้าทั่วไป โดยยึดความเชื่อของคนทั่วไปว่า เมื่อผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและยามีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การดื่มเครื่องดื่มที่ใส่สิ่งเหล่านี้ย่อมดีต่อร่างกายเช่นเดียวกัน ทำให้ขายได้มากและขายง่ายกว่าการขายยาและผลิตภัณฑ์ มารู้เท่าทันกันเถอะ โค้กก็มีต้นกำเนิดจากยาแก้ท้องอืดท้อเฟ้อ         ประวัติของโค้ก หรือโคคา โคลา ถือกำเนิดโดยยนายจอร์น เอส เพมเบอร์ตัน นักผสมยาชาวอเมริกัน ทำออกมาเป็นไวน์โคคาออกขายในปีค.ศ. 1884 ใช้ชื่อยี่ห้อว่า “Pemberton’s French Wine Coca” แต่ในปีต่อมา มีการออกกฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงเปลี่ยนไวน์โคคาเป็นแบบที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ โดยคิดค้นดัดแปลงใช้สารจากใบโคคา มาผสมกับสารสกัดจากเมล็ดของผลโคลาพบว่ารสชาติดี และขายเป็นไซรับ ในฐานะยาบำรุงรักษาอาการจากโรคติดมอร์ฟีน โรคท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อ่อนเพลีย และปวดหัว และมีขายในบาร์จ่ายโซดา แต่ผสมน้ำเปล่าไม่ได้ผสมโซดาแบบปัจจุบัน         เมื่อมีการผสมไซรัปของโคคา-โคลา เข้ากับโซดาแทนน้ำเปล่า คนที่ดื่มรู้สึกชื่นชอบ ติดใจ เกิดความนิยมมากขึ้นจนกลายเป็นเครื่องดื่มบรรจุสำเร็จในขวดและได้รับความนิยมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน             นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนจากยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อมาเป็นเครื่องดื่ม และกลายเป็นเครื่องดื่มที่มียอดขายมากที่สุดในโลก การเปลี่ยนวิธีการขายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมาเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน         จริงๆ แล้ว การโฆษณาขายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพก็มีให้เห็นทุกๆ วัน ทั้งในสื่อทีวี วิทยุ และสื่อออนไลน์ เช่น เราจะเห็นการโฆษณาขายถั่งเช่า เห็ด โสม รังนกนางแอ่น คอลลาเจน วิตามินต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็มักจะเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ ถ้าเป็นเรื่องความสวยความงาม ก็เน้นวัยรุ่น หนุ่มสาวจนถึงวัยผู้สูงอายุ         ดังนั้น ถ้าสามารถนำผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ป้องกันความเสื่อม และอาจมีส่วนในการชะลอความเสื่อม มาบรรจุในเครื่องดื่มที่สามารถหาดื่มได้ในร้านค้าทั่วไป เพียงแค่เปิดขวดก็ดื่มได้ทันที พร้อมกับมีความเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่า สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในขวดดีต่อสุขภาพ น่าจะดีกว่าการดื่มน้ำเปล่า         ดังนั้น การดื่มเครื่องดื่มที่ผสมวิตามินต่างๆ ก็ได้ประโยชน์ต่อร่างกายและได้น้ำด้วย การดื่มเครื่องดื่มที่ใส่คอลลาเจนก็ทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนจะได้ดูอ่อนเยาว์ ป้องกันความเสื่อมของข้อต่อ การดื่มนมที่ใส่แคลเซียมหรือวิตามินดีก็น่าจะดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าหรือนมธรรมดา เป็นต้น ร่างกายอาจได้รับสารต่างๆ เกินความต้องการ         เมื่อเชื่อว่าเครื่องดื่มที่ใส่ผลิตภัณฑ์สุขภาพจะดีกว่าน้ำเปล่าจะทำให้การบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้มากขึ้นหรือแทนการดื่มน้ำเปล่า ซึ่งร่างกายควรดื่มน้ำเปล่าประมาณวันละ 1,500-2,000 มิลลิลิตร การดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้อาจเป็นภาระต่อไตในการปรับสมดุลแร่ธาตุในเลือด บางคนอาจได้รับน้ำตาลมากเกินไป         โดยสรุปแล้ว ร่างกายได้รับสารอาหาร วิตามิน และสารต่างๆ จากอาหารที่กินในแต่ละวันเพียงพอแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดื่มเครื่องดื่มที่ใส่ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ เพราะอาจมีผลเสียต่อร่างกาย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 242 รู้เท่าทันกัญชากินได้

        ทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงให้กัญชาเป็นสารที่สามารถผสมในอาหารและขนมต่างๆ เพื่อการบริโภคได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย รวมทั้งประเทศไทยก็พยายามให้ส่วนของกัญชาที่ไม่ใช่ดอก ไม่เป็นสารเสพติด สามารถนำมาบริโภคหรือใส่ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ (โดยยังมีระเบียบการผลิต การปลูกกัญชาควบคุมอยู่) มีร้านอาหารบางร้านทั้งภาครัฐและเอกชนนำกัญชามาเป็นเมนูของอาหารที่ร้าน กัญชากินได้ในอาหารและขนมต่างๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ มีข้อดีข้อเสียต่อสุขภาพอย่างไร เรามารู้เท่าทันกันเถอะ กัญชากินได้คืออะไร         กัญชากินได้คืออาหารและเครื่องดื่มที่ผสมกัญชา ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วโลกในขณะนี้ ความจริงแล้วการกินกัญชามีมานานหลายพันปีทั้งในเอเชียและประเทศทางตะวันตก ปัจจุบัน ในประเทศอเมริกา แคนาดา ยุโรป สามารถหาซื้อขนมปัง หมากฝรั่ง ช็อกโกแลต ยาอม น้ำดื่มใส่กัญชา เป็นต้น ในบ้านเราก็มีเมนูอาหารหลายอย่างที่เริ่มนำใบกัญชามาใส่ในอาหาร ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่         การกินกัญชาในอาหารทำให้เราได้รับสรรพคุณของกัญชาโดยไม่ต้องสูบ การกินก็ง่ายกว่าและดึงดูดใจมากกว่า เราจึงต้องรู้วิธีการกินและการดื่มที่เหมาะสม เพราะเมื่อกินกัญชาเข้าไป กว่ากัญชาจะออกฤทธิ์ต้องใช้เวลา 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง เพราะต้องผ่านระบบทางเดินอาหารก่อนดูดซึมเข้าในกระแสเลือด จึงอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงและระดับความเข้มข้นของกัญชาจะค่อยๆ เพิ่มจนถึงขีดสูงสุด ดังนั้น ระดับของกัญชาในเลือดจึงอาจกินเวลา 2-3 ชั่วโมงจนถึงตลอดทั้งวัน ขึ้นอยู่กับว่าเรากินกัญชามากน้อยแค่ไหน กลุ่มเสี่ยงต่อการกินกัญชาในอาหาร         วารสารทางการแพทย์แคนาดารายงานว่า กลุ่มที่มีความเสี่ยงในการกินกัญชาในอาหารคือ กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงในการกินมากเกินไป และเผลอกินเพราะนึกว่าเป็นขนมทั่วไป         ในต่างประเทศ กัญชาในอาหารหลายชนิดจะทำเป็นคล้ายลูกกวาด หมากฝรั่งที่มีรสหวาน ช็อกโกแลต ซึ่งผสม THC (tetrahydrocannabinol) ซึ่งมีผลต่อจิตประสาท ทำให้เกิดอาการทางจิตได้ กัญชากินได้เหล่านี้เหมือนขนมเด็ก ทำให้เด็กหลงกินเข้าไป         กัญชากินได้ต้องผ่านการย่อยและดูดซึม ทำให้ผู้ที่ไม่รู้บริโภคมากเกินไป เพราะออกฤทธิ์จะช้า ทำให้กินเข้าไปมาก         กลุ่มผู้สูงอายุก็เป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยง เพราะต้องการการบริโภคเพื่อช่วยให้จิตใจสบาย และเจริญอาหาร แต่ก็มีรายงานว่า มีผลข้างเคียงร้ายแรงต่อสุขภาพ บางรายต้องรับรักษาตัวในโรงพยาบาล ในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก็มีรายงานผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลจากการกินกัญชาในอาหาร         ปัจจัยที่มีผลต่อการกินกัญชากินได้คือ เพศ น้ำหนัก อาหาร และความทนต่อกัญชา         ปัญหาใหญ่ของการกินกัญชาคือ กว่ากัญชาจะออกฤทธิ์จะนานกว่าการสูบ ประมาณว่า 3 ชั่วโมงหลังการกิน เมื่อไม่รู้สึกว่ากัญชาออกฤทธิ์ ก็จะกินมากขึ้นเพื่อให้ออกฤทธิ์ เมื่อกัญชาออกฤทธิ์ก็จะเกิดอาการของการกินกัญชามากเกินไป ทำให้เกิดอาการทางจิต เกิดความหวาดกลัว สับสน และเกิดภาพหลอน ในผู้สูงอายุสามารถเกิดอาการทางหัวใจได้         ดังนั้น กัญชาในอาหารมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ จึงต้องมีมาตรการในการดูแลอย่างรอบคอบ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 241 รู้เท่าทันการนอนไม่หลับ

        โรคนอนไม่หลับเป็นโรคที่กระทบต่อผู้สูงอายุในทุกประเทศ ทำให้เกิดการบำบัดรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ยา ฮอร์โมน และวิธีการต่างๆ โรคนอนไม่หลับคืออะไร มีกี่ประเภท และวิธีการต่างๆ ช่วยบำบัดการนอนไม่หลับได้จริงหรือไม่ มารู้เท่าทันกันเถอะ โรคนอนไม่หลับคืออะไรกันแน่        นายแพทย์จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์ไทยผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนไม่หลับในสหรัฐอเมริกาเขียนไว้ในหนังสือการนวดไทยบำบัดการนอนไม่หลับ ว่า โรคนอนไม่หลับคือ ความผิดปกติด้านการนอน หมายถึง กลุ่มอาการของการนอนหลับยากตั้งแต่ก่อนเข้านอน นอนแล้วหลับๆ ตื่นๆ หรือการนอนหลับไม่เต็มอิ่ม         ใน International Classification of Sleep Disorders ได้แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง โรคนอนไม่หลับระยะสั้นและโรคนอนไม่หลับจากอาการหรือโรคอื่นๆ นอนเท่าไหร่ถึงจะพอ         จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. 2546 พบว่า เวลาที่คนอเมริกันทั่วไปนอนอยู่ที่ 7-9 ชั่วโมง และพบว่า หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน อัตราการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน เบาหวาน จะเพิ่มมากขึ้น ทำไมคนเราต้องนอน         การนอนหลับเป็นช่วงที่มีคุณค่าที่สุดต่อสมองของมนุษย์เรา สมองต้องการการนอนหลับเพื่อสร้างความทรงจำให้อยู่ได้นานจัดเก็บอย่างเป็นระบบ กำจัดของเสียในสมองและสร้างพลังงานสำหรับวันใหม่ กลไกในการนอนหลับ         จะมี 2 กลไกหลัก คือ        1. กลไกสะสมสารที่ทำให้ง่วงนอนในสมอง ได้แก่ GABA (Gamma-Aminobutyric Acid), Adenosine, Serotonin, Melatonin และ Prostaglandin D2 เป็นต้น สารเหล่านี้จะมีมากขึ้นเมื่อร่างกายทำงานมากขึ้นและไม่ได้นอนหลับทำให้เราง่วงนอน เมื่อนอนหลับร่างกายจะหลั่งสาร Catecholamine, Orexin และ Histamine ทำให้ตื่นนอนในตอนเช้า        2. กลไกการตื่นที่ควบคุมผ่าน Circhadian Rhythm เป็นกลไกที่ใช้แสงมากระตุ้นจอประสาทตาแล้วทำให้สมองหลั่งสารกระตุ้นการตื่น การตรวจสารหรือฮอร์โมนในเลือดจำเป็นหรือไม่         มีการโฆษณาในสื่อต่างๆ ว่ามีเครื่องมือในการวิเคราะห์การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายและตรวจฮอร์โมนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงอาจไม่เกิดประโยชน์เพราะสารเคมีหรือฮอร์โมนนั้น ร่างกายสามารถสร้างได้เมื่ออยู่ในภาวะที่ร่างกายต้องการนอนหลับพักผ่อน หรือตื่นนอนเมื่อนอนหลับอย่างเพียงพอ ยกเว้นในภาวะที่บางคนต้องการอดนอนเพื่อเร่งทำงานหรือดูหนังสือ หรือการดื่มชากาแฟเพื่อต่อต้านความง่วงนอน Optimum Health คืออะไร         คำว่า Optimum Health เป็นความหมายกว้างๆ ที่คล้ายกับคำ สุขภาวะ ขององค์การอนามัยโลก แต่เน้นเป็นเป้าหมายด้านสุขภาพที่บุคคลสามารถบรรลุได้อย่างเป็นจริงเพื่อรู้สึกดีที่สุด         ดังนั้นการมีการโฆษณาว่า Optimum Health เป็นนวัตกรรมที่ใช้วิธีการรักษาโรคแบบใหม่จึงผิดความหมายของคำนี้ที่ใช้เพื่ออธิบายภาวะของสุขภาพที่แต่ละคนสามารถไปถึงได้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีประโยชน์อย่างไร         มีการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการบำบัดอาการเจ็บปวดของเส้นประสาท อาการปวดกล้ามเนื้อ ข้ออักเสบบ้าง แต่ไม่ยืนยันประสิทธิผลเรื่องการนอนไม่หลับ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง แผลหายเร็วขึ้น         สรุป  การแก้ปัญหาการนอนไม่หลับจึงต้องวินิจฉัยโรคนอนไม่หลับว่า เกิดจากสาเหตุอะไร เป็นประเภทไหน เพราะวิธีการบำบัดนั้นแตกต่างกันไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 240 รู้เท่าทันการร้อยไหมกระชับใบหน้า

        ทุกวันนี้ การกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และไม่แก่ตามวัยนั้นกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพราะไม่ต้องลงมีด ไม่มีรอยแผลเป็นที่ใบหน้า ไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล และผลที่ได้ก็ดูเหมือนกับการทำผ่าตัด จึงมีการโฆษณากันในสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และวิธีการก็มีหลากหลายตั้งแต่ การฉีดโบท็อกซ์ การดูดและฉีดไขมัน การฉีดฟิลเลอร์ การลอกหน้า และการร้อยไหม ซึ่งมีการโฆษณาการทำร้อยไหมเพื่อกระชับใบหน้ากันมาก เรามารู้เท่าทันการร้อยไหมกันเถอะ          การร้อยไหมคืออะไร         การร้อยไหม คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนให้มาพันรอบแนวเส้นไหม ทำให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย            ไหมชนิดที่นิยมใช้กันมากทำมาจากโพลีไดออกซาโนน (polydioxanone หรือ PDO) ที่ใช้ในการทำผ่าตัดเย็บเส้นเลือดหัวใจ ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง จึงมีโอกาสแพ้น้อยมาก ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะถูกดูดซับโดยผิวหนังภายหลังจากการร้อยไหมหลายๆ เดือน และสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน         ชนิดของเส้นไหมที่นิยมใช้มี 3 แบบ คือ เส้นไหมเรียบ เส้นไหมเกลียว เส้นไหมที่มีเงี่ยง         ปัจจุบันเริ่มมีการโฆษณาการนำไหมทองมาใช้  เพราะคนมีความเชื่อว่าทองเป็นของมีค่า การใช้ไหมทองจึงเชื่อมโยงกับความคงทนของทอง แต่ความเป็นจริงก็คือ ไหมทองยังไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา การร้อยไหมทองไม่สามารถแก้ไขหรือเอาออกได้ เนื่องจากทองจะถูกพังผืดยึดเอาไว้ เมื่อดึงออกมาจะทำให้ผิวหนังบุ๋ม และถ้ารับการตรวจด้วยเครื่องมือที่ให้ความร้อน หรือรังสีแม่เหล็กวิ่งเข้าสู่ทองซึ่งเป็นโลหะ จะทำให้เกิดความร้อนจนไหม้ได้ การร้อยไหมได้ผลจริงหรือไม่ และอยู่นานแค่ไหน         เมื่อทบทวนข้อมูลของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based) ทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า การร้อยไหมสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง หรือสามารถคงสภาพการกระชับได้นาน และไหมละลายชนิด PDO ที่ได้การรับรองความปลอดภัยจาก อย. แต่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า อย. ไม่อนุญาตหรือไม่รับรองวิธีการร้อยไหมเพื่อวัตถุประสงค์ของการกระชับผิว แต่อนุญาตให้ใช้ในการเย็บแผลเท่านั้น         เมื่อทบทวนงานวิจัยใน Pubmed  มีการวิเคราะห์อภิมานในบทความ 188 บทความ ที่มีคุณภาพและตรงมีเพียง 44 บทความ พบว่า ในทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์หรือมีน้อยมากที่ยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของการร้อยไหม มีเพียง 2 บทความที่แสดงระยะเวลาที่ได้ผลที่สั้นมากของการยกกระชับใบหน้า         สรุป การร้อยไหมกระชับใบหน้าดูเหมือนได้ผลในระยะสั้น เนื่องจากการบวมและการสร้างคอลลาเจนที่ใบหน้า ทำให้ดูเต่งตึง แต่งานวิจัยทางการแพทย์ยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผล ความปลอดภัย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 239 รู้เท่าทันเครื่องดื่มวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ

        ช่วงนี้คงไม่มีอะไรมาแรงเท่าเครื่องดื่มผสมวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ที่โฆษณาขายกันอย่างครึกโครมว่าเพิ่มพลังและดีต่อสุขภาพ มีดารา ศิลปินชื่อดังที่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ยี่ห้อต่างๆ จนฉุดยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศเครื่องดื่มวิตามินและเกลือแร่ คืออะไร         บริษัทเครื่องดื่มสุขภาพกำลังเพิ่มการใส่วิตามินและเกลือแร่ลงไปในเครื่องดื่มน้ำผลไม้ น้ำดื่มสำหรับนักกีฬา และน้ำดื่มธรรมดา เนื่องจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพเชื่อว่ามีประโยชน์กว่าการดื่มน้ำธรรมดา ทำให้เครื่องดื่มวิตามินและเกลือแร่เหล่านี้มีวางขายทั่วไปหมด ตั้งแต่ ในร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของในปั๊มน้ำมัน ร้านขายของชำ จนถึงร้านอาหารข้างทางเครื่องดื่มวิตามินมีประโยชน์ต่อสุขภาพและปลอดภัยจริงหรือ         เครื่องดื่มวิตามินต่างๆ ที่ขายในท้องตลาด อาจมีวิตามินและสารอาหารที่ใส่เข้าไปในปริมาณน้อย บางชนิดก็ไม่มีความจำเป็น บางชนิดถ้าบริโภคในปริมาณมากและระยะยาวอาจเป็นอันตราย         “ปกติ เราได้รับวิตามินและแร่ธาตุตามธรรมชาติจากอาหาร หลายคนยังกินวิตามินเสริมเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังมากินเครื่องดื่มวิตามินและเกลือแร่เพิ่มอีก ทำให้มีการบริโภควิตามินและแร่ธาตุมากเกินกว่าความจำเป็น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Mridul Datta จากภาควิชาโภชนาการ มหาวิทยาลัยเพอร์ดู กล่าว         ทุกวันนี้ งานศึกษาแสดงว่า ประชากรแต่ละคนได้รับวิตามินและแร่ธาตุในระดับที่สูง มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาบริโภควิตามินรวมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ขนมปัง อาหารหลายอย่าง มีการเพิ่มวิตามิน B, A และ D  ในประเทศไทยก็มีการการโฆษณานมผงยี่ห้อต่างๆ ว่ามีสารอาหารต่างๆ จำนวนมาก              วิตามินที่บริโภคในปริมาณมาก วิตามินบางชนิดละลายในน้ำได้ เช่น วิตามิน B และ C ซึ่งจะขับถ่ายออกทางปัสสาวะ แต่วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น A, D, E และ K จะสะสมในเนื้อเยื่อ และเกิดความเสี่ยง เพราะคงตัว ไม่ขับออกทางปัสสาวะ เมื่อบริโภคต่อเนื่อง จะเพิ่มปริมาณสูงขึ้นและมีผลต่อการทำงานของตับ ซึ่งต้องระวัง         งานศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ใน JAMA  ปีค.ศ. 2009 ทำการศึกษาคลินิกใน ผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 6,000 ราย ซึ่งได้รับวิตามิน B หรือ ยาหลอกเป็นเวลากว่า 7 ปี พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับกรดโฟลิคและ B12 มีอัตราการเสียชีวิตและมะเร็งสูงกว่า         ในปีค.ศ. 2012 การทบทวนการศึกษาทางคลินิกในประชากร 300,000 รายโดย Cochrane พบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามิน A, E เพิ่มอัตราการเสียชีวิต ในปีถัดมา หน่วยงานป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาได้สรุปว่า “มีหลักฐานจำกัดที่ยืนยันว่า การบริโภควิตามินและแร่ธาตุสามารถป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจได้”เครื่องสุขภาพมีผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่         การทบทวนวรรณกรรมใน Cochrane library ปีค.ศ. 2019 พบว่า ปัญหาใหญ่ของเครื่องดื่มที่มีผลเสียต่อสุขภาพคือ กลุ่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือมีน้ำตาลในปริมาณสูง ก่อให้เกิดโรคอ้วน ฟันผุ เบาหวาน และโรคหัวใจ         เครื่องดื่มวิตามินและเกลือแร่ที่ขายกันทั่วไป ส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลม หลายยี่ห้อจึงมีรสหวานเท่ากับหรือมากกว่าน้ำอัดลม ยกเว้นบางประเภทที่บอกว่าน้ำตาลเป็น 0 แต่ก็ใช้รสหวานจากน้ำตาลเทียม         ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มวิตามินหรือแร่ธาตุจึงมีโอกาสเป็นโรคอ้วน และอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้         สรุป     เครื่องดื่มวิตามินและเกลือแร่สามารถมีผลเสียต่อสุขภาพได้ จากวิตามิน แร่ธาตุ และน้ำตาล ที่บริโภคมากเกินจำเป็น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 238 รู้เท่าทันคอลลาเจนกับการปวดเข่าอีกครั้ง

        นอกจากเห็ดถั่งเช่าที่โฆษณากันอย่างครึกโครมแล้ว ยังมีคอลลาเจนที่โฆษณากันไม่น้อยกว่าเห็ดถั่งเช่าหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ มีทั้งที่เป็นคอลลาเจนผลิตในประเทศไทย จากต่างประเทศ จากสัตว์บกและสัตว์น้ำมากมายหลายชนิด ดีจริงหรือไม่ มารู้เท่าทันกันเถอะ คอลลาเจนมาจากไหนบ้าง         ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ และใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ผม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และอื่นๆ อีกมากมาย คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบโปรตีนหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผิวหนัง แต่เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนน้อยลง ดังนั้นการกินคอลลาเจนเพิ่มจึงเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทำให้มีผลิตภัณฑ์คอลลาเจนจำนวนมากทั้งที่เป็นผง เป็นแคปซูล ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากส่วนของสัตว์ เช่น เกล็ดปลา หอยเป๋าฮื้อ กระดูกหรือหนังวัว หมู เป็นต้น         คอลลาเจนมีอยู่ทั่วร่างกาย เราอาจแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ         ชนิดที่ I  มีมากในสัตว์ทะเล นิยมใช้เพื่อลดริ้วรอยของใบหน้า ผิวหนัง แต่ก็มีผลดีต่อกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ         ชนิดที่ 2 เป็นส่วนประกอบหลักในกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ปกป้องข้อ หมอนรองกระดูกสันหลัง ตา มีมากในน้ำต้มกระดูก กระดูกไก่         ชนิดที่ 3 พบมากในลำไส้ กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และมดลูก                      คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ส่วนใหญ่พบมากและผลิตมาจากวัว         ผงคอลลาเจนที่ขายในท้องตลาด จะเป็น "hydrolyzed"  การ hydrolyze หมายถึง กรดอะมิโนถูกทำให้แตกตัวเป็นหน่วยเล็กๆ ซึ่งทำให้ผงสามารถละลายในน้ำได้ดี   การกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมจริงหรือไม่         เมื่อทบทวนงานวิจัยในวารสารต่างๆ พบว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงว่า การกินคอลลาเจนช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้สร้างเสริมส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง ลดอาการปวดตามข้อได้ แต่เมื่อทบทวนวรรณกรรมใน Cochrane library ที่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบงานวิจัยหลายๆ งานวิจัย พบว่า         การศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน 20 ชนิด ในงานวิจัย 69 ที่มีการตีพิมพ์ 7 รายงานสามารถลดอาการปวดของข้อได้ดี ส่วนอีก 6 รายงานสามารถลดอาการปวดข้อได้ แต่ผลดีทางคลินิกไม่ชัดเจนไม่มีผลิตภัณฑ์คอลลาเจนใดเลยที่มีผลในการลดอาการปวดในระยะยาว คุณภาพของงานวิจัยมีตั้งแต่น้อยจนถึงดี         ดังนั้น การกินคอลลาเจนอาจลดอาการปวดของข้อได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วไม่ยืนยันผลดี รวมทั้งยังไม่มีผลทางคลินิกว่า โครงสร้างของข้อ กระดูก และเนื้อเยื่ออื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น         การช่วยลดอาการปวดข้อ การปวดกล้ามเนื้อที่ดีและได้ผล คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การกินปลาตัวเล็กตัวน้อยจะได้ปริมาณคอลลาเจนจากอาหารเพียงพอ         สรุป  ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนในรูปแบบต่างๆ นั้นอาจมีผลการลดอาการปวดข้อในระยะสั้น ไม่ได้ผลในระยะยาว และไม่ได้ทำให้โครงสร้างของข้อ กระดูกเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 237 รู้เท่าทันอาหารเสริมบำรุงตา

        โรคความเสื่อมที่ผู้สูงอายุทุกคนจะต้องเป็นคือ สายตาเสื่อม มองเห็นไม่ชัด พร่ามัว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ ที่จะมาโฆษณาชักชวนให้ผู้สูงอายุบริโภคเพื่อให้สายตาดีขึ้นไม่ต้องผ่าตัด เมื่อเข้าไปดูผลิตภัณฑ์สุขภาพเกี่ยวกับสายตาก็พบว่า มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำนวนมาก แต่ที่มีคนถามไถ่มากคือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ดี คอนแทค ว่ามีสรรพคุณรักษาดวงตาตามโฆษณาจริงหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ  ดีคอนแทคคืออะไร               มีการโฆษณาดีคอนแทค (D-Contact ) ทั้งจากผู้จำหน่าย ร้านค้า ว่าเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ช่วยดูแลดวงตาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ป้องกันการเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตาได้แก่ ต้อกระจก ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม ตาบอดกลางคืน โรคตาแห้ง เป็นต้น         มีการโฆษณาว่าในดีคอนแทคมีส่วนประกอบหลักจากสารต่างๆ จากธรรมชาติ ได้แก่ เบต้ากลูแคนจากยีสต์ สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ กรดแอสคอร์บิก สารสกัดจากแครนเบอร์รี่ สารสกัดจากบลูเบอรี่ สารสกัดจากดอกดาวเรือง เบต้า- แคโรทีน วิตามิน บี 12  รวมทั้งมีเลขทะเบียน อ.ย 10-1-15456-5-0019         ราคาขายมีตั้งแต่กล่องละ 700 กว่าบาทจนถึง 1,200 กว่าบาท กล่องละ 30 แคปซูล โดยสามารถหาซื้อได้จากผู้ขายตรงและในร้านค้าออนไลน์ต่างๆ  ดีคอนแทคน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย        พยายามค้นข้อมูลดีคอนแทคในต่างประเทศ ก็ไม่พบว่ามีผลิตภัณฑ์ในชื่อ ดีคอนแทคในต่างประเทศ และพยายามค้นการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องใน Pubmed และ Cochrane และในหน่วยงานต่างๆ ก็ไม่พบ จึงเป็นไปได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้อาจผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย เลขทะเบียนอ.ย 10-1-15456-5-0019        เมื่อค้นข้อมูลในอย. พบข้อมูลว่า         สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ดีคอนแทค” อวดอ้างสรรพคุณช่วยรักษาโรคที่เกิดกับดวงตาทางสื่อต่างๆ โดยมีการระบุสรรพคุณสามารถป้องกันรักษาโรคทางตา เช่น ต้อกระจก , ต้อหิน , ต้อเนื้อ , วุ้นตาเสื่อม และเบาหวานขึ้นตา ทั้งนี้ อย. ขอชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ “ดีคอนแทค” ได้รับอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลขสารบบอาหาร 10-1-15456-5-0001 จึงไม่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคตามที่กล่าวอ้าง ส่วนการขออนุญาตโฆษณามีเนื้อหาเพียง ดีคอนแทค เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และระบุคำเตือนว่า อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค         ต่อมา นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กล่าวว่า อย. ได้รับการยืนยันข้อมูลทางวิชาการจากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยว่า ไม่พบหลักฐานทางวิชาการรับรองว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดี-คอนแทค มีสรรพคุณรักษาดวงตาได้จริง จึงได้ออกคำสั่ง อย.ที่ 127/2562 ยกเลิกเลขสารบบอาหารผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดี-คอนแทค เลขสารบบอาหารที่ 10-1-15456-5-0001 ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. 2562        สรุป  ผลิตภัณฑ์สุขภาพจำนวนมากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากอย. แต่มีการนำไปโฆษณาใช้เป็นการรักษาโรค ซึ่งเป็นการผิดกฎหมายจึงขอให้ผู้บริโภคได้รู้เท่าทันไว้ว่า การมีเลขทะเบียนอย. นั้น ไม่ใช่การรับรองว่าเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ใช้รักษาโรคได้ต่างๆ นานาตามโฆษณา

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 236 รู้เท่าทันการดูดไขมัน

        เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2563 มีข่าวดังว่า สาวไปดูดไขมัน เสริมหน้าอกที่คลินิกแห่งหนึ่งในย่านพระราม 3 หลังทำไม่กี่วันก็เสียชีวิต โดยโรงพยาบาลที่รับรักษาแจ้งว่าเกิดจากการติดเชื้อในเลือด อันเป็นผลข้างเคียงจากการดูดไขมัน การดูดไขมันคืออะไร ปลอดภัยหรืออันตรายมากน้อยแค่ไหน เรามารู้เท่าทันกันเถอะ การดูดไขมันคืออะไร         การดูดไขมันเป็นการทำศัลยกรรมเพื่อความงามอย่างหนึ่งเพื่อเอาไขมันที่เป็นส่วนเกินและไม่สามารถกำจัดออกด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย         แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งมักจะดูดไขมันตรงบริเวณสะโพก พุง ต้นขา หลัง แขน เหนียงใต้คาง หรือใบหน้าเพื่อให้รูปทรงดูดีขึ้น การดูดไขมันสามารถทำร่วมกับการทำศัลยกรรมตกแต่งอื่นๆ เช่น การดึงหน้า การผ่าตัดหนังส่วนเกินที่หน้าท้อง เป็นต้น การดูดไขมันมีความเสี่ยงหรือไม่         การดูดไขมันเป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่ง จึงมีความเสี่ยง ผู้ที่จะทำต้องมีสุขภาพดีก่อนทำ อย่างน้อยต้องมีผิวหนังที่ยืดหยุ่นดีพอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือด เบาหวาน และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง         ทั่วไป อาจทำการดูดไขมันที่คลินิกและผู้ที่รับการดูดไขมันสามารถกลับบ้านได้เลยหลังจากทำเสร็จ จึงควรมีคนมารับกลับบ้าน ยกเว้นถ้ามีการดูดไขมันจำนวนมาก ควรทำในโรงพยาบาลและพักในโรงพยาบาลอย่างน้อยหนึ่งคืน วิธีการดูดไขมัน         ทั่วไปจะใช้ท่อเล็กๆ ต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ และดูดไขมันออกจากร่างกาย         วิธีการที่นิยมใช้ แพทย์จะฉีดสารละลายน้ำเกลือซึ่งประกอบด้วยยาชาและอะดรีนาลีนเข้าไปในเนื้อเยื่อไขมันที่ต้องการกำจัดออก แล้วใช้มีดเจาะรอยเล็กๆ ใช้ท่อดูดไขมันสอดเข้าไปในรอยผ่าแล้วทำการดูดไขมันออก         นอกจากนี้ ยังมีการการใช้เลเซอร์สลายไขมันก่อนแล้วจึงดูดไขมันออก หรือใช้อัลตร้าซาวด์สลายผนังเซลล์ของไขมันก่อนแล้วจึงดูดออกมา         ล่าสุด วิธีกำจัดไขมันด้วยความเย็นจัด (cryolipolysis) ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ความเย็นในระดับติดลบ มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดที่มีผลต่อเซลล์ไขมัน เซลล์ไขมันจะเริ่มค่อยๆ ตายไป  แต่ต้องใช้เวลา 3-6 เดือนจึงจะเห็นผล และสามารถลดไขมันได้ประมาณร้อยละ 20  ความเสี่ยงจากการดูดไขมัน         ความเสี่ยงจากการดูดไขมัน ได้แก่ เลือดออก การแพ้ยาชา ช็อกจากการขาดน้ำระหว่างการดูดไขมันซึ่งกินเวลา 1-2 ชั่วโมง การติดเชื้อ ภาวะลิ่มไขมันอุดกั้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดดำได้อีกด้วย ทางการแพทย์รับรองประสิทธิผลและความปลอดภัยของการดูดไขมันหรือไม่        เมื่อทบทวนการดูดไขมันใน Pubmed พบว่า การดูดไขมันเป็นที่ยอมรับเรื่องประสิทธิผลและความปลอดภัย แต่กุญแจความสำเร็จ 2 ประการสำคัญคือ การคัดเลือกผู้ป่วยที่ดีและความคาดหวังที่เป็นจริง        ผู้ป่วยต้องมีผิวหนังที่มีสุขภาพดีโดยต้องดูจากอายุทางสรีรวิทยาที่แท้จริงของผิวหนัง ไม่ใช่อายุเกิดของผู้ป่วย        ตำแหน่งที่ทำการดูดไขมันได้ผลดี คือ หน้า คาง คอ รักแร้ เต้านม ท้อง พุง สะโพก ต้นขา เข่า และข้อเท้า ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีค่อนข้างน้อย และประสิทธิผลค่อนข้างดี         ในระยะยาว ถ้าไม่มีการคุมเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย ไขมันก็กลับมาสะสมใหม่ได้อีก         สรุป  การดูดไขมันให้ผลดีในการลดไขมันส่วนเกินและมีความปลอดภัยแต่ต้องทำโดยแพทย์และวิธีการที่ได้มาตรฐาน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 235 รู้เท่าทันเกลือสีดำ

        หลังจากมีโฆษณาเรื่องเกลือหิมาลัยสีชมพูแล้ว ตอนนี้เริ่มมีการโฆษณาเกลือหิมาลัยสีดำว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพและดีกว่าเกลือแกงที่คนไทยใช้กินกันอยู่ทุกวัน ดีจริงหรือไม่ มารู้เท่าทันกันเถอะเกลือดำคืออะไร         เกลือดำหรือที่รู้จักกันในชื่อกาลา นามัค เป็นเครื่องปรุงอาหารที่นิยมของอาหารอินเดีย กาลา นามัค นั้นเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของกลิ่น ซึ่งหากนำมาดมดูจะพบว่ามีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นไข่เน่า หรือกลิ่นไข่ต้ม ช่วยให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น และถูกอ้างสรรพคุณว่าดีต่อสุขภาพ แม้ว่าจะเรียกว่าเกลือดำ แต่จริงๆ แล้ว มีสีน้ำตาลอมชมพู         เกลือดำมี 3 ประเภทหลัก คือ เกลือดำหิมาลัย เกลือดำหินภูเขาไฟ และเกลือดำที่ใช้ทำพิธีกรรม แต่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ เกลือดำหิมาลัย เกลือดำเป็นเกลือที่ได้จากการทำเหมืองหินเกลือในปากีสถาน บังคลาเทศ อินเดีย เนปาล ซึ่งอยู่รอบๆ ภูเขาหิมาลัย         การใช้เกลือดำมีบันทึกแรกเริ่มในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย แพทย์อายุรเวทเชื่อว่ามีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรค เกลือดำบำบัดโรคอะไรได้บ้าง         การแพทย์อายุรเวทกล่าวว่าเป็นเครื่องเทศที่เป็นรสเย็น ใช้เป็นการระบายและช่วยการย่อยอาหาร สายตาไม่ดี และเนื่องจากเกลือดำมีโซเดียมต่ำ จึงดีต่อผู้ที่มีความดันโลหิตสูง         ในเว็บไซต์ต่างๆ จะมีการโฆษณาว่าเกลือดำรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่ มะเร็งตับ ฆ่าเชื้อไวรัส รา และเชื้อโรคต่างๆ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน สร้างน้ำย่อยอาหาร และทำให้สุขภาพดี นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาสีฟัน ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ขัดผิว แช่เท้า แช่ตัวได้อีกด้วย เกลือดำมีประโยชน์จริงหรือ        เกลือดำอาจมีโซเดียมและสารปรุงแต่งน้อยกว่าเกลือทั่วไป โดยเฉพาะเกลือที่อาจมีการปนเปื้อนสารต่างๆ ในกระบวนการผลิต ซึ่งอาหารที่มีโซเดียมสูงจะเพิ่มความดันโลหิตให้สูงและไตต้องทำงานหนัก นอกจากนี้ เกลือแกงยังมีสารปรุงแต่งที่อันตรายเช่น โปตัสเซียมไอโอเดตและอะลูมิเนียมซิลิเกต ในขณะที่เกลือดำ (รวมทั้งเกลือทะเลทั่วไป) ที่ผ่านกระบวนการที่เป็นธรรมชาติมากกว่า เกลือดำดีต่อสุขภาพหรือไม่         เมื่อทบทวนงานวิจัยในวารสารวิชาการต่างๆ  ยังไม่มีงานวิจัยที่หนักแน่นดีพอที่สนับสนุนว่า เกลือดำดีต่อสุขภาพมากกว่าเกลือทั่วไป แต่งานวิจัยทั้งหมดจะยืนยันว่า เป็นการดีที่สุดที่จะบริโภคเกลือในปริมาณปานกลางและใช้เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเกลือประเภทใดก็ตาม เราควรบริโภคโซเดียมมากที่สุด 2,300 มก.ต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือ 1 ช้อนชาเท่านั้น         เกลือดำอาจเป็นทางเลือกที่ดีเมื่อเทียบกับเกลือที่ขายกันทั่วไป ยกเว้นเกลือทะเลบ้านเราที่กระบวนการผลิตยังเป็นธรรมชาติ (แต่โซเดียมอาจสูงกว่า) และจากกลิ่นที่เฉพาะตัว ทำให้อาหารมีกลิ่นน่ากินมากขึ้น ดังนั้นอาจช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติอาหารให้เป็นแบบอาหารเอเชีย         เกลือดำนั้นมีหลายยี่ห้อและหลายราคา ตั้งแต่กิโลกรัมละ 100 บาทขึ้นไป ในขณะที่เกลือทะเลบ้านเราราคากิโลกรัมละประมาณ 20 บาท         สรุป  เกลือดำนั้นมีความเชื่อของการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย แต่ยังไม่มีการศึกษาทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่า มีประโยชน์ตามที่อ้างกันหรือเชื่อสืบต่อกันมา

อ่านเพิ่มเติม >