ฉบับที่ 103 ที่ไหนคุณไปได้ คนพิการ(ควรจะ)ไปได้ด้วย

ที่ไหนคุณไปได้ คนพิการ(ควรจะ)ไปได้ด้วย           เปรียบเทียบการใช้ระบบขนส่งมวลชน สำหรับคนพิการ รถเมล์โอกาสที่ผู้พิการที่ใช้รถวีลแชร์จะได้ใช้บริการรถเมล์เป็นไปได้น้อยมาก เพราะรถเมล์บ้านเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เอื้อต่อการนำรถวีลแชร์เข้าไป และก็อย่างที่รู้กันว่าขนาดคนปกติยังเจอปัญหามากมายกับการใช้บริการรถเมล์ ดูแล้วจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายที่ผู้พิการที่ใช้วีลแชร์จะเลือกใช้บริการรถเมล์คะแนนความน่าใช้ 0ความเป็นไปได้ในการใช้ 0ความปลอดภัย 0 รถไฟฟ้ารถไฟฟ้าเหมือนจะเป็นความหวังให้ผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ แต่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาซะมากกว่า เพราะ 25 สถานีของรถไฟฟ้าตอนนี้มีลิฟต์ให้ใช้แค่ 7 สถานี ซึ่งไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ แถมบริเวณชานชาลาที่จะขึ้นไปในตัวรถไฟฟ้าก็มีช่องว่างที่กว้างเกินกว่าล้อรถวีลแชร์จะข้ามผ่านได้ จะเข้าไปในรถทีก็ต้องมีคนช่วยยกเข้าไป แถมเมื่อเข้าไปในรถแล้วก็ไม่มีตัวที่ช่วยล็อครถให้อยู่กลับที่ ซึ่งแบบนี้ถือว่าไม่ปลอดภัยคะแนนความน่าใช้ ความเป็นไปได้ในการใช้ ความปลอดภัย รถไฟฟ้าใต้ดินถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ เพราะรถไฟฟ้าใต้ดินมีลิฟต์ไว้ให้บริการทุกสถานี และมีห้องน้ำผู้พิการในสถานีด้วย แต่ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาเปิดให้ถ้าอยากจะใช้บริการ ซึ่งก็อาจต้องเสียเวลารอบ้างนิดหน่อย อีกอย่างที่เป็นข้อดีของรถไฟฟ้าใต้ดินคือ ผู้พิการที่มีสมุดประจำตัวผู้พิการสามารถใช้รถไฟฟ้าใต้ดินได้ฟรี แต่ข้อจำกัดของรถไฟฟ้าใต้ดินก็คือเส้นทางการเดินทางยังไม่ทั่วถึงคะแนนความน่าใช้ ความเป็นไปได้ในการใช้ ความปลอดภัย รถแท็กซี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ผู้พิการที่นั่งรถวีลแชร์ใช้มากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะการใช้บริการแท็กซี่ของผู้ใช้วีลแชร์ก็มีอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งเรื่องราคาที่ค่อนข้างแพง แท็กซี่บางคันก็ปฏิเสธที่จะรับผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ เพราะกลัวว่าจะต้องอุ้มผู้พิการขึ้นรถ ซึ่งจริงๆ แล้วผู้พิการสามารถพยุงตัวขึ้นรถเองได้ แต่บางครั้งก็อาจต้องการคนช่วยพับรถวีลแชร์เก็บให้ คะแนนความน่าใช้ ความเป็นไปได้ในการใช้ ความปลอดภัย รถตู้โดยสารเดี๋ยวนี้เราจะเห็นรถตู้โดยสารสาธารณะมีให้บริการเยอะแยะไปหมด ซึ่งช่วยเรื่องความสะดวกและประหยัดเวลา แม้ราคาจะแพงแต่ก็มีคนนิยมใช้กันเยอะ สำหรับผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ก็มีสิทธิที่จะใช้เจ้ารถตู้พวกนี้เหมือนกันแต่อาจจะค่อนข้างลำบากสักหน่อย เพราะต้องมีคนช่วยอุ้มขึ้นรถ แถมรถตู้ส่วนมากไม่ค่อยรับผู้ที่ใช้วีลแชร์เพราะกลัวต้องเสียพื้นที่สำหรับเก็บรถวีลแชร์คะแนนความน่าใช้ ความเป็นไปได้ในการใช้ ความปลอดภัย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 103 ทางสำหรับคนพิการ สังคมไทยพร้อมแค่ไหน

“ความพิการ อาจบั่นทอนบางสิ่งบางอย่างในร่างกายของเราไป แต่ความพิการ ไม่อาจลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตที่เราเคยมี”ความพิการ เกิดขึ้นกับคนเราได้หลายสาเหตุ ทั้งพิการมาตั้งแต่กำเนิด พิการเพราะความแก่ชรา พิการด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และพิการเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าการยอมรับในความพิการของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้พิการมาตั้งแต่กำเนิด เพราะการจะทำใจยอมรับพร้อมกับปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ในขณะที่สภาวะร่างกายมีบางอย่างที่สูญเสียไปไม่ใช่เรื่องง่าย กำลังใจจากทั้งของตัวเองและคนรอบข้างคือแรงกระตุ้นสำคัญ ที่จะทำให้ผู้พิการกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติอีกครั้งเมื่อผู้พิการมีกำลังใจพร้อมที่จะกลับมาใช้ชีวิตในสังคม ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของสังคมว่ามีความพร้อมเพื่อผู้พิการแล้วหรือยัง?   เมื่อสังคมไม่พร้อม คนพิการก็ไม่กล้าฝันประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตเช่นคนปกติอาจถูกลดทอนลงไปเพราะความพิการ แต่ผู้พิการก็ยังต้องใช้ชีวิตประจำวันไม่ต่างจากคนปกติทั่วๆ ไป คนพิการยังคงต้องทำงาน ต้องตื่นแต่เช้าไปเจอรถติด ต้องไปซื้อของที่ตลาด ไปกินข้าว ไปเที่ยวกับเพื่อนกับครอบครัว หรือแม้แต่ไปดูหนัง ฟังเพลง ซึ่งกิจกรรมที่ว่ามาอาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไป เพราะจะไปไหนมาไหนก็มีทางให้เลือกมากมาย สะดวกบ้างไม่สะดวกก็ว่ากันไป แต่สำหรับคนพิการ การจะเดินทางไปไหนที มองหาตัวเลือกยากจริงๆ ยิ่งเป็นผู้พิการที่ใช้เก้าอี้รถเข็นหรือรถวีลแชร์ยิ่งมีปัญหาเวลาเดินทาง เพราะระบบขนส่งมวลชนบ้านเราไม่เอื้อต่อผู้พิการ ความจริงในบ้านเรามีข้อกำหนดหลายข้อ ที่มีเนื้อหาพูดถึงการดูแลและให้ความสำคัญกับผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็น พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550, พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และกฎกระทรวงเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ. 2548 ใจความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ต้องการบอกให้ทราบว่าคนพิการมีสิทธิในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกจากสาธารณประโยชน์ต่างๆ ที่ทางภาครัฐมีหน้าที่จัดหามาให้ เช่นเดียวกันกับที่คนปกติได้รับ แต่เมื่อมองกลับมาในความเป็นจริง จะเห็นว่าผู้พิการยังคงถูกจำกัดสิทธิในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐาน อย่างเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทั้งในส่วนของทางเท้า และระบบขนส่งมวลชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ผู้พิการสามารถออกมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและอิสระ Universal Design – การออกแบบที่เป็นประโยชน์กับทุกคนในสังคมUniversal Design ไม่ได้เป็นแค่คำภาษาอังกฤษเท่ๆ แต่ว่าเป็นคำที่มีความหมาย ใช้ในการอธิบายแนวคิดการออกแบบทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม สถานที่ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อให้ทุกคนในสังคมใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ให้ความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ อายุ และรวมถึงความทุพพลภาพทางร่างกายมาเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงและใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ Universal Design จึงเป็นหลักการการออกแบบที่เอื้อต่อผู้พิการ ผู้สูงอายุ และยังรวมไปถึงกลุ่มผู้ป่วย เด็ก และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เพราะ Universal Design เป็นการออกแบบอาคารสถานที่ที่เน้น ให้ทุกอย่างสามารถใช้สอยได้โดยคนทุกกลุ่ม ใช้ง่าย มีความเสมอภาค ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ ปลอดภัย พร้อมทั้งทุ่นแรงขณะใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ทางเดิน ประตูทางเข้า บันได้ขึ้นลง รวมไปถึงห้องน้ำ สิ่งที่ควรมีไว้ให้ผู้พิการป้าย – เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้ให้ผู้พิการไปไหนมาไหนหรือทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะต้องตั้งให้อยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ทางลาด – มีประโยชน์และสำคัญอย่างมาก สำหรับทั้งผู้ที่ใช้วีลแชร์ ซึ่งเพื่อความปลอดภัย ควรมีความลาดอยู่ที่ 30 องศา (*กฎกระทรวงกำหนดไว้ไม่เกิน 45 องศา) ที่จอดรถ – ควรมีสัญลักษณ์แสดงให้ชัดเจนว่าเป็นที่จอดรถสำหรับคนพิการ และมีความกว้างพอสมควร ห้องน้ำ – พื้นภายนอกกับพื้นในห้องน้ำต้องมีระดับเท่ากัน หรือต่างระดับก็ต้องเป็นทางลาด ที่สำคัญประตูต้องเป็นบานเลื่อน ความกว้างต้องไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร และต้องติดปุ่มสัญญาณฉุกเฉินไว้ด้วย ประตู – ควรเป็นแบบเลื่อนเพราะใช้แรงน้อยกว่าประตูที่เป็นแบบผลัก ยิ่งที่เป็นระบบเซ็นเซอร์เปิด-ปิดอัตโนมัติก็จะยิ่งดีมาก ความกว้างของประตูควรไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร พื้นผิวต่างระดับ – มีประโยชน์สำหรับผู้พิการทางการมองเห็น ซึ่งควรให้มีพื้นผิวต่างสัมผัสไว้ตาม ทางขึ้น-ลงบันไดและทางลาด ด้านหน้า-หลังประตู และที่หน้าประตูห้องน้ำ ปัจจุบันสถานที่ต่างๆ พร้อมแค่ไหนสำหรับคนพิการสถานที่ราชการถ้าเป็นเมื่อก่อน สถานที่ราชการมักจะถูกสร้างเป็นอาคารสูงๆ เพราะอาจจะต้องการให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า ซึ่งแน่นอนไม่มีทางลาดให้ใช้ แต่สมัยนี้สถานที่ราชการหลายๆ ที่ก็เริ่มมีการปรับปรุง และออกแบบให้เอื้อกับคนพิการมากขึ้น ซึ่งคนพิการก็ต้องการติดต่อเรื่องทางราชการไม่ต่างจากคนปกติ สถานศึกษาถ้าหากภาครัฐหรือคนที่มีอำนาจในการปรับปรุงสถานที่เพื่อคนพิการ อยากจะลงมือปรับปรุงสถานที่สักแห่ง เราขอแนะนำให้เริ่มที่สถานศึกษา สถานศึกษาในที่นี้หมายถึงสถานศึกษาทั่วๆ ไป ไม่ใช่ที่มีไว้ให้เฉพาะคนพิการ เพราะถ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในสถานศึกษาทั่วไป นอกจากคนพิการจะได้มีโอกาสทางการศึกษาแล้ว พวกยังได้มีสิทธิได้ใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับคนปกติ วัดกิจกรรมทางศาสนาส่วนใหญ่มักจะจัดกันในโบสถ์หรือไม่ก็บนศาลาวัด ซึ่งล้วนแล้วแต่ออกแบบให้เป็นอาคารสูง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งสำหรับผู้พิการที่อยากเข้าไปร่วมฟังเทศน์ฟังธรรม หากไม่ขอแรงให้คนอื่นช่วยพาขึ้นไป ก็ต้องยอมนั่งฟังเทศน์อยู่ข้างล่าง แถมบางครั้งผู้พิการยังถูกมองว่าความพิการเป็นเรื่องของบุญบาป ผู้พิการเลยมักถูกดูแคลนเวลาที่อยู่ในวัด ซึ่งความจริงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อคนพิการในวัด นอกผู้พิการจะได้ใช้แล้ว บรรดาคนเฒ่าคนแก่ก็ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้ด้วย ตลาดบริเวณพื้นตามตลาดสดส่วนมากจะค่อนข้างเฉอะแฉะ ซึ่งเป็นอุปสรรคมากๆ สำหรับผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ แถมในตลาดจะมีร่องน้ำอยู่ตามทางเดิน ถ้าหากรถวีลแชร์พลาดตกลงไปก็อาจเกิดอันตราย เรื่องความกว้างก็เป็นอีกปัญหาสำคัญที่สร้างความลำบากให้ผู้ที่ใช้วีลแชร์ เพราะตามตลาดส่วนมากผู้คนจะพลุกพล่าน ยิ่งตลาดดังๆ ถึงขนาดต้องเดินเบียดเสียดกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ก็แทบจะหมดสิทธิ ธนาคารธนาคารส่วนใหญ่มักสร้างให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ และชอบสร้างให้เป็นอาคารแบบยกสูง โดยทำชั้นล่างเป็นที่จอดรถ ซึ่งก็ต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้นกว่าจะถึงตัวธนาคาร แล้วแบบนี้ผู้พิการที่ใช้วีลแชร์จะมีโอกาสใช้ได้ยังไง แม้ธนาคารส่วนใหญ่จะได้คำชมเรื่องการบริการ พนักงานส่วนมากยินดีมาช่วยพาผู้พิการขึ้นไป แต่ผู้พิการก็อยากที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีธนาคารในห้างมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ก็อาจพอช่วยผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ได้บ้างแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โรงภาพยนตร์ผู้พิการเสียค่าตั๋วชมภาพยนตร์เท่ากับคนปกติ แต่แทบไม่มีโอกาสได้เลือกที่นั่งในมุมที่อยากนั่ง เพราะเวลาผู้พิการวีลแชร์ไปดูหนังก็มักถูกจัดให้ไปนั่งอยู่ตรงที่ว่างริมสุดของแถว หรือไม่ก็ที่ว่างตรงกลางโรงภาพยนตร์ แถมในโรงหนังก็แทบไม่มีทางลาดไว้ให้ใช้ ขอขอบคุณ ผู้ให้ข้อมูล …รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หน่วยวิจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้พิการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8 ปี กับชีวิตบนวีลแชร์ ที่ไม่มีคำว่ายอมแพ้ขวัญฤทัย สว่างศรีเจ้าหน้าที่องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เมื่อต้องต่อสู้กับความพิการตอนที่ตัวเองประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 4 ก็ทำใจไม่ได้ เพราะตอนนั้นทำอะไรก็ไม่ได้ กินข้าวเองก็ไม่ได้ จะเข้าห้องน้ำก็ทำไม่ได้ ได้แต่นอนอยู่เฉยๆ รู้สึกอายด้วยเพราะจะเจอแต่คำถามหรือคำพูดที่บั่นทอนจิตใจจากคนรอบข้าง จนเมื่อเรารู้สึกว่าไม่ได้แล้วนะ อยู่อย่างนี้ก็มีแต่รู้สึกแย่ รู้สึกหดหู่ ก็เลยตัดสินใจลองออกมาใช้ชีวิตคนเดียว แล้วก็โชคดีมาได้ทำงานที่องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ก็ค่อยๆ เริ่มที่จะเรียนรู้การใช้ชีวิต แรกๆ เราจะไม่กล้าทำอะไรเลย ต้องรอให้คนอื่นมาช่วย เพราะเรายังมองไม่เห็นว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง จนเมื่อเราได้ลองกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งเราก็เริ่มเห็นว่า ถึงเราเป็นแบบนี้ก็ยังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ความพิการเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เราอาจต้องเริ่มต้นเรียนรู้อะไรใหม่หลายๆ อย่าง แต่อันดับแรกคือเราต้องไม่ยอมแพ้ให้กับความพิการ ชีวิตผู้พิการในสังคมไทยความพิการมีหลายประเภท คือพิการตั้งแต่กำเนิด กับพิการในภายหลัง ซึ่งผู้พิการภายหลังการยอมรับการปรับตัวเป็นเรื่องยาก แต่พอเริ่มยอมรับได้ในระดับหนึ่งก็คิดอยากกลับมาใช้ชีวิตในสังคม แต่ก็กับต้องมาท้ออีก เพราะสังคมกลับพิการยิ่งกว่า สิ่งที่เอื้อกับผู้พิการในสังคมหาได้ยากมาก ใจพร้อมแต่สังคมไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นบันได ทางลาด ห้องน้ำ ไม่มี ซึ่งเราก็ต้องมาสู้มาทำให้เขาเห็นว่าเรามีตัวตน คนพิการพอมองเห็นสังคมเป็นอย่างนี้แล้วอาจจะท้อ แต่เราท้อไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่ออกมาในสังคม สังคมก็จะไม่มีทางรู้ว่าเราต้องการอะไร สิ่งที่อยากเห็นในสังคมอยากให้มองถึงเรื่องการศึกษา ถ้าเราได้รับโอกาสในการศึกษา ก็ช่วยทำให้เรามีอาชีพ มีเงิน มาเลี้ยงดูตัวเองได้ พอเขามีเงินพอเขาก็อาจจะนำไปปรับปรุงทำทางลาดหรือทำห้องน้ำสำหรับคนพิการไว้ใช้เองที่บ้าน การศึกษาเป็นประตูไปสู่ชีวิต ซึ่งคนพิการสามารถเรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกับคนปกติได้ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะผู้พิการก็คือคนๆ หนึ่งที่อยู่ในสังคม ต้องการใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป ฝากถึงผู้พิการคนอื่นๆเราต้องพยายามออกมาในสังคมมากขึ้น เพื่อให้คนทั่วไปได้ทราบว่าคนพิการมีอยู่ในสังคม เราต้องการมีส่วนร่วมในสังคม ให้เขาเห็นว่าเราทำอะไร อย่างสถานที่ต่างๆ ที่เขาไม่ได้ทำสิ่งที่ควรมีให้คนพิการ เช่น ทางลาดตามสถานที่ราชการ หรือลิฟต์ในสถานีรถฟ้า เพราะเขาอาจจะมองว่าคนพิการที่ไหนจะมาใช้ เขาเลยไม่ยอมสร้างให้เรา เพราะฉะนั้นเราก็ควรต้องออกมาใช้ชีวิตในสังคม ให้เขาเห็นว่าเราต้องการตรงนี้นะ คุณควรจะมีทางลาดไว้นะ ประตูควรเป็นแบบเลื่อนนะ ห้องน้ำคนพิการต้องกว้างนะ ให้เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อสังคม สร้างมาแล้วได้ใช้งาน คือถ้าเรารออย่างเดียวไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนสิ่งเหล่านี้จะเกิด แต่ถ้าออกมาใช้ชีวิต ให้สังคมได้มองเห็นเรา แล้วหันมาให้ความสำคัญกับเรามากขึ้น เชื่อว่าสิ่งจำเป็นต่างๆ สำหรับคนพิการน่าจะเกิดขึ้นได้ อนาคตข้างหน้า (อาจจะ) มีให้ใช้-ลิฟท์ที่รถไฟฟ้า BTS ทุกสถานี ภายในปี 2554-สัญญาณไฟพูดได้ เพื่อช่วยผู้พิการทางสายตาเวลาข้ามถนน-ปรับปรุงทางเท้าใน กทม. โดยคำนึงถึงความสะดวกของผู้พิการเป็นหลัก-หากรถเมล์ NGV 4000 คันได้มีโอกาสมาวิ่งในบ้านเรา คนพิการก็มีสิทธิได้ใช้เจ้ารถเมล์พวกนี้ เพราะองค์กรคนพิการเรียกร้องให้รถเมล์ที่จะนำเข้ามาต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการด้วย เช่น พื้นชานต่ำ ราวจับ ที่ล็อคล้อรถวีลแชร์ โดยต้องมีอยู่ในรถเมล์ทุกสาย ครอบคลุมทุกเส้นทาง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 102 ตะกั่วในสีอันตรายที่ห้ามมองข้าม

ทั่วโลกขับเคลื่อนห้ามมีตะกั่วในสีทาบ้านและสีตกแต่งในประชุมสุดยอดแห่งสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโยฮันเนสเบอร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลนานาชาติและองค์กรระหว่าง ได้มีมติร่วมกันในการจัดตั้งยุทธศาสตร์สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างหนึ่งขึ้นมาที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีระหว่างประเทศ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่ายุทธศาสตร์ไซคัม (Strategic Approach to International Organization on Chemicals Management หรือ SAICM) และต่อมาในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลนานาประเทศได้ให้การรับรองยุทธศาสตร์นี้ร่วมกันอีกครั้งในการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการจัดการสารเคมี ครั้งที่ 1 (The 1st International Conference on Chemicals Management: ICCM-1) ณ กรุงดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   น.ส. วลัยพร มุขสุวรรณ นักวิจัยอาวุโสด้านสารเคมีและของเสียอันตราย จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลของหลายๆ ประเทศเริ่มปรับนโยบาย มาตรการ และแผนงานการจัดการสารเคมีอันตรายต่างๆ ภายในประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไซคัม ตัวยุทธศาสตร์นี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ต้องการเน้นให้เกิดการจัดการสารเคมีอย่างเหมาะสมตลอดวงจรชีวิตของสารเคมีนั้นๆ และมีเป้าหมายร่วมกันในระดับโลกว่า ภายในปี พ.ศ. 2563 หรือ ค.ศ. 2020 การผลิตและการใช้สารเคมีจะต้องให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่งนี่เป็นแนวทางสำคัญที่จะปกป้องสังคมโลกให้ปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย ยุทธศาสตร์ไซคัมให้ความสำคัญกับหลักการพื้นฐานสั้น 5 ข้อด้วยกัน คือ 1) การลดความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย 2) การทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและการส่งเสริมองค์ความรู้ต่างๆ 3) การสร้างธรรมาภิบาล 4) การเสริมสร้างศักยภาพและความร่วมมือทางเทคโนโลยี และ 5) การห้ามการขนส่งของเสียอันตรายข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย เธอกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ไซคัมเองยังมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้ทั่วโลกช่วยกันปกป้องสุขภาพของเด็ก สตรีมีครรภ์ คนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ คนยากจน คนงาน และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เปราะบางทั้งหลายไม่ให้ได้รับอันตรายจากสารเคมีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้องค์กร Toxics Link (อินเดีย) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนของอินเดีย ร่วมกับเครือข่ายระหว่างประเทศที่ต่อต้านสารพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า International POPs Elimination Network (IPEN) ได้เสนอให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งมีมาตรการควบคุมการใช้ตะกั่วในสีทาบ้านหรือสีตกแต่งต่าง ๆ ในเวทีการประชุมระดับโลก 2 ครั้งคือ ในการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยด้านสารเคมีครั้งที่ 6 หรือ Sixth Session of International Forum on Chemical Safety (IFCS Forum VI) ระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2551 ที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล และต่อมามีการเสนอในการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการจัดการสารเคมี ครั้งที่ 2 (ICCM 2) เมื่อวันที่ 11-15 พฤษภาคม 2552 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ความพยายามผลักดันให้มีการควบคุมสารตะกั่วในสีทาบ้านและสีตกแต่งต่างๆ เนื่องจากเห็นว่าตะกั่วที่ผสมอยู่ในสีเหล่านี้เป็นแหล่งแพร่กระจายของตะกั่วสู่เด็กแหล่งใหญ่ที่สุด หลังจากที่ทั่วโลกได้มีมาตรการยกเลิกการใช้ตะกั่วในน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ที่ต้องผลักดันเรื่องนี้เพราะว่า ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศยังไม่มีกฎข้อบังคับที่ควบคุมหรือห้ามการใช้ตะกั่วเป็นส่วนผสมในสี ที่ประชุม ICCM 2 มีมติร่วมกันในการควบคุมสารตะกั่วในสีที่สำคัญ 2 เรื่องด้วยกันคือ 1) มีมติให้บรรจุเรื่องตะกั่วในสีเป็นนโยบายเร่งด่วนใน SAICM และ 2) มีมติให้นานาประเทศสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักเรื่องผลกระทบของตะกั่วในสีที่มีต่อสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ให้มีการพัฒนาโครงการป้องกันอันตรายจากตะกั่วในสีโดยหามาตรการหรือสร้างความรู้เพื่อป้องกันสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสนับสนุนประเทศต่างๆ ให้กำหนดกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องออกมาบังคับใช้ ประเทศไทยมีมาตรการอะไรแล้วบ้าง น.ส. วลัยพร ซึ่งได้เข้าร่วมกับโครงการทดสอบสีของ Toxics Link กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้น รัฐบาลไทยเองก็ได้เข้าร่วมกับการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการจัดการสารเคมี ครั้งที่ 1 และได้ให้การรับรองยุทธศาสตร์ไซคัมด้วย โดยมีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในฐานะศูนย์ประสานงานแห่งชาติของไซคัม ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องนำเอายุทธศาสตร์และหลักการสำคัญที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ไซคัมมาดำเนินการในประเทศด้วย ขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550 – 2554) ซึ่งจัดทำเสร็จแล้ว โดยแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ได้บรรจุเอานโยบายและหลักการสำคัญๆ ของยุทธศาสตร์ไซคัมเข้ามาด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันติดตามต่อไปว่า ประเทศไทยมีการปฏิบัติตามหรือมีการดำเนินมาตรการอะไรในเรื่องนี้บ้าง เพื่อให้สังคมไทยมีความปลอดภัยจากอันตรายของสารเคมีภายในปี 2563 ตามที่ไซคัมตั้งเป้าหมายเอาไว้ สำหรับประเด็นตะกั่วในสีนั้น กรมควบคุมมลพิษในฐานะศูนย์ประสานงานแห่งชาติของ ไซคัมได้จัดประชุมเตรียมความพร้อมและกำหนดท่าทีของประเทศ 2 ครั้ง คือครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 และครั้งที่ 2 วันที่ 9 เมษายน 2552 และได้นำประเด็นนี้เข้าปรึกษาหารือในที่ประชุมคณะอนุกรรมการประสานนโยบายและแผนการดำเนินงานว่าด้วยการจัดการสารเคมี ครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 เพื่อกำหนดท่าทีของประเทศไทย แต่เนื่องจากมีข้อมูลการใช้สารตะกั่วในการผลิตสีไม่ตรงกัน ที่ประชุมจึงมีมติให้มีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงงานผลิตสีว่ามีการใช้สารตะกั่วหรือไม่อย่างไร ล่าสุดนี้คณะอนุกรรมการประสานนโยบายและแผนการดำเนินงานว่าด้วยการจัดการสารเคมีมีการประชุมครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ในที่ประชุมครั้งนี้มีการนำเอาผลการประชุมของ ICCM 2 มาพิจารณาเพื่อสนับสนุนให้เกิดการดำเนินการขึ้นในประเทศด้วย ในส่วนของปัญหาตะกั่วในสี ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักรับไปดำเนินการให้เกิดการจัดการตะกั่วอย่างเหมาะสมตลอดทั้งวงจรตั้งแต่การผลิต การใช้ และการกำจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะกั่วในสี เอกสารอ้างอิง1. SAICM Secretariat, Information bulletin No.1, January 2008.2. เอกสารการประชุมคณะอนุกรรมการประสานนโยบายและแผนการดำเนินงานว่าด้วยการจัดการสารเคมี ครั้งที่ 3/ 2552

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 102 มีสี (ไม่จำเป็นต้อง) มีเสี่ยง

บังเอิญได้เหมาะเจาะจริงๆ หลังจากที่สมาชิกของฉลาดซื้อได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรทำทดสอบสีทาบ้านดูบ้าง เราก็ได้รับข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Ecological Alert and Recovery - Thailand, EARTH) ว่าทางมูลนิธิฯ ได้เข้าร่วมโครงการระหว่างประเทศเพื่อศึกษาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในสีตกแต่งและสีทาบ้านใน 10 ประเทศ ซึ่งดำเนินการโดย Toxics Link ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในอินเดีย และเครือข่ายระหว่างประเทศต่อต้านสารพิษ POPs (International POPs Elimination Network, IPEN) โครงการนี้เน้นการทดสอบหาความเข้มข้นของตะกั่วในสีที่ใช้กันอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา เพราะปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า มีวัตถุดิบที่เป็นอันตรายน้อยกว่าตะกั่วและสามารถนำมาใช้แทนตะกั่วได้ในการผลิตสีได้ แต่ที่ยังไม่ทราบคือมีผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของเรา   ฉลาดซื้อจึงขอนำผลการทดสอบดังกล่าวมาลงให้สมาชิกได้รู้กันก่อนใคร ว่าสียี่ห้อไหนปลอดภัย และยี่ห้อไหนไม่ควรซื้อมาใช้ ในการสำรวจครั้งนี้ที่มีประเทศ 10 ประเทศเข้าร่วมโครงการและส่งตัวอย่างสีไปทดสอบหาสารตะกั่วในห้องปฎิบัติการของประเทศอินเดีย ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา แทนซาเนีย อัฟริกาใต้ ไนจีเรีย เซเนกัล เบลารุส เม็กซิโก และบราซิล การเก็บตัวอย่างสี (ทั้งสีน้ำและสีพลาสติก) ทำในระหว่างเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 และมีสีที่ถูกทดสอบทั้งหมด 317 ตัวอย่าง เจ้าหน้าที่ของ Toxics Link ได้เตรียมตัวอย่างก่อนส่งไปทดสอบที่ห้องปฎิบัติการด้วยการทาสีลงบนแผ่นแก้ว ทิ้งไว้ 72 ชั่วโมงให้แห้ง จากนั้นจึงขูดสีที่แห้งแล้วออกมา เพื่อส่งไปยังห้องปฏิบัติการ Delhi Test House สำหรับประเทศไทยนั้นส่งตัวอย่างสีทั้งหมด 27 ตัวอย่าง เป็นสีน้ำมัน 17 ตัวอย่าง สีพลาสติก 10 ตัวอย่าง ยี่ห้อที่มีการเก็บตัวอย่างได้แก่ ทีโอเอ กัปตัน เบเยอร์ โจตัน นิปปอน รัสท์-โอเลียม และเดลต้า ผลทดสอบ ไม่มีสีพลาสติกรุ่นใดมีความเข้มข้นของตะกั่วเกิน 90 ppm (ส่วนในล้านส่วน) พบสีน้ำมันที่มีความเข้มข้นของตะกั่วเกิน 600 ppm ถึง 8 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 17 ตัวอย่าง สีน้ำมันในกลุ่มที่ราคาต่ำกว่า 200 บาท ทุกตัวอย่างมีความเข้มข้นของตะกั่วเกิน 600 ppm สีน้ำมันยี่ห้อ ทีโอเอ เบเยอร์ และโจตัน มีความเข้มข้นของตะกั่วน้อยกว่า 90 ppm ** หมายเหตุ: ตัวอย่างสีที่ทดสอบนั้นอาจจะยังไม่ครอบคลุมยี่ห้อหลักๆ ที่มีในตลาดบ้านเราทั้งหมด แต่ไม่ต้องห่วงเรากำลังส่งตัวอย่างเพิ่มไปยังห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์บริการ เพื่อให้ทดสอบด้วยกรรมวิธีเดียวกันกับที่ทางอินเดียได้ทำไว้ ได้ผลเมื่อไร ฉลาดซื้อจะนำมาลงให้สมาชิกได้ทราบทันที จากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในปี 2550 เรามีโรงงานผลิตสีอยู่ทั้งหมด 296 โรง ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 9,300 ล้านบาท ผู้ผลิตสีส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย มีบริษัทผู้ผลิตสี ขนาดใหญ่เพียง 6 ราย ได้แก่ ทีโอเอ อีซึ่นเพ้นท์ นิปปอนเพ้นท์ ไทยคันไซ และบริษัทข้ามชาติอัคโซโนเบิล ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ โจตัน จากประเทศนอร์เวย์ มูลค่าทางการตลาดของธุรกิจสีในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2551 อยู่ที่ 24,500 ล้านบาท  ส่วนแบ่งการตลาดของสียี่ห้อต่างๆในประเทศไทย   ยี่ห้อ ผู้ผลิต ร้อยละของส่วนแบ่งตลาด ทีโอเอ ทีโอเอ เพ้นท์ 40 ไอซีไอ อัคโซ โนเบล 15 กัปตัน กัปตัน เพ้นท์ 15 เบเยอร์ เบเยอร์ 8 โจตัน โจตัน ไทยแลนด์ 7 อื่นๆ 15   สถานการณ์สีทาบ้านกับสารตะกั่วในประเทศอื่นเราลองมาดูผลการทดสอบในประเทศอื่นๆ กันบ้าง เผื่อว่าเห็นแล้วจะรู้สึกดีใจเล็กๆ ที่เราเป็นประเทศที่มีอัตราส่วนของสีที่มีสารตะกั่วเกินต่ำที่สุดในกลุ่ม แต่ความจริงแล้วไม่น่าจะต้องมีผู้บริโภคที่ไหนต้องเสี่ยงกับผลิตภัณฑ์สีที่ไม่ปลอดภัย ....   * มีน้ำมันเคลือบเงา 3 ตัวอย่างรวมอยู่ด้วย** มีน้ำมันเคลือบเงา 4 ตัวอย่างรวมอยู่ด้วย   สีประกอบด้วยอะไรบ้าง สีที่เราใช้อยู่ปัจจุบันจะมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ชนิด คือ 1.ตัวเนื้อสี (Pigment) มีหน้าที่ทำให้เกิดสีที่สวยสดงดงามกับตาของเรา 2.สารยึดเกาะ (Binder) ทำหน้าที่เป็นตัวยึดเกาะกับตัวผนัง พื้นผิว และมีหน้าที่เป็นเนื้อของสี ซึ่งเกรดของสีจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนการผสมตัวสารยึดเกาะลงไปในผลิตภัณฑ์ 3.ตัวทำละลาย (Solvent) ทำหน้าที่ให้ เนื้อสีและกาว เจือจางลง จนสามารถนำมาทาได้ในบริเวณที่กว้างขึ้น ซึ่งถ้าเป็นสีน้ำ ก็ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ส่วนสีประเภทสีน้ำมัน ก็จะใช้ทินเนอร์เป็นตัวทำละลาย ตัวทำละลายนี้จะระเหยออกไปหลังการทาสี4.ตัวเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ (Additive) เพื่อให้สีมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งปัจจุบัน ตัวนี้คือจุดขายสำคัญที่บริษัทสีแข่งขันกัน เช่น ทนกรดด่าง ทนชื้น ปกปิดรอยร้าว ฯลฯ คำแนะนำสำหรับการเลือกสีทาบ้าน 1.สีทาบ้านมีหลายเกรด ราคาตั้งแต่ถังละ 400 บ. - ถังละ 3,000 บ จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมเพื่อจะได้งานที่มีคุณภาพดีในราคาประหยัด การเลือกใช้สีว่าจะของยี่ห้อใดนั้นให้เปรียบเทียบที่รุ่นสินค้าของแต่ละยี่ห้อ แทนการมั่นใจในตัวยี่ห้อสินค้า เพราะเมื่อนำมาเปรียบเทียบรุ่นต่อรุ่นแล้ว จะพบว่าคุณสมบัติไม่ต่างกันมากนัก 2.เลือกใช้สีให้เหมาะสมกับงาน โดยหาความรู้เพิ่มเติมหรือปรึกษาช่าง เช่น ปูนทาสีน้ำ เหล็ก/ไม้ทาสีน้ำมัน เป็นต้น จากนั้นก็ประเมินตัวเองว่า อยากได้สีแบบไหน สีกันร้อน สีเช็ดได้ สีปกปิดรอยแตกลายงา สียืดหยุ่นได้ สีกันคราบน้ำมัน ฯลฯ และต้องการสีที่มีอายุงานกี่ปี 2 ปี 4 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เมื่อประเมินได้แล้วจึงค่อยหาแคตตาล็อกของบริษัทผู้ผลิตสีมาเปรียบเทียบรุ่นต่อรุ่น เพื่อให้ได้สีตามที่ต้องการในราคาที่ถูกใจ3. ก่อนลงมือทาสีจริง ควรทดลองทาสีด้วยการเอาสีขนาดบรรจุเล็กๆ มาทาก่อน ถ้าชอบใจค่อยไปซื้อมาเป็นถังใหญ่เพื่อทาจริง เพราะสีจริงจะเพี้ยนไปจากแคตตาล็อกนิดหน่อย อาจจะเพราะรองพื้นหรือสภาพพื้นผิวที่เราจะทา4.เลือกชนิดที่ปลอดสารตะกั่ว ทุกชีวิตในบ้านจะได้ปลอดภัย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 101 ฉลาดซื้อตะลุยโรงหนัง

เรื่องเด่นกองบรรณาธิการฉลาดซื้อตะลุยโรงหนังฉลาดซื้อ ฉบับนี้ตีตั๋วเข้าไปสังเกตการณ์โรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อพิสูจน์เสียงบ่น เสียงร้องเรียนจากบรรดาคอหนังในเรื่องปริมาณโฆษณา ราคาตั๋ว และแถมอีกเรื่องคือความปลอดภัย (ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครร้องเรียนเข้ามา แต่ก็อาจจะเริ่มวิตกกังวลกันอยู่บ้างหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ซานติก้าผับเมื่อต้นปี) ให้รู้กันไปว่าโรงไหนประกอบธุรกิจในแบบที่ผู้บริโภคอย่างเราพึงพอใจที่สุด ฉลาดซื้อส่งอาสาสมัครแยกย้ายกันเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง “Terminator 4 : Salvation คนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก” ซึ่งเข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก ตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ 20 โรง ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ในระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2552 (ยกเว้นที่ ลิโด้ และ เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ซึ่งไม่ได้ฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว จึงให้อาสาสมัครเลือกดูเรื่องอื่นแทน) เพื่อเก็บข้อมูลทั้งที่เกี่ยวกับบริการของโรงภาพยนตร์และความเห็นของผู้บริโภค เหตุการณ์ตอนต่อไปเป็นอย่างไร เชิญ .... ??? จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค พบว่าปัญหาที่ผู้บริโภคพบมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. เสียงคนคุยกันขณะชมภาพยนตร์2. เข้าคิวรอนาน เพราะเปิดช่องขายตั๋วน้อยเกินไป3. การโฆษณาสินค้าหรือบริการก่อนฉายภาพยนตร์4. มีคนนำเด็กเล็กเข้ามาดูด้วย5. ราคาตั๋วหนังแพงเกินไป จะให้ดูโฆษณาหรือดูภาพยนตร์ ถ้าคุณไม่อยากดูโฆษณาในโรงภาพยนตร์ เราขอแนะนำโรงภาพยนตร์ต่อไปนี้- เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และเมเจอร์ ฮอลลีวูด เป็นโรงภาพยนตร์ที่สำรวจไม่พบการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายเลย- ยูเอ็มจี มีโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบเพียง 1 ชิ้น ซึ่งเป็นการรณรงค์เรื่อง “ง่วงไม่ขับ” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)- โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ (สกาล่า ลิโด้ และสยาม) มีการฉายโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบเพียง 1 ชิ้น และเป็นสินค้าชนิดเดียวกันคือน้ำอัดลมยี่ห้อเป็ปซี่- หลายคนใช้วิธีเข้าโรงหนังช้ากว่าเวลาที่ระบุในตั๋ว เพื่อจะได้ไม่ต้องดูโฆษณา แต่ฉลาดซื้อไม่สนับสนุนวิธีนี้ เพราะนอกจากจะสร้างนิสัยไม่ตรงเวลาให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการรบกวนคนที่เข้าตามเวลา ตอนที่ต้องเดินผ่านเข้าไปยังที่นั่งของตนเองด้วยแต่ถ้าจะไปชมภาพยนตร์ที่โรงต่อไปนี้ ก็ต้องเปิดใจกว้างขึ้นอีกนิด  - โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ มีการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์มากที่สุด โดยที่สาขารัชโยธินมีมากที่สุด คือ 15 ชิ้น รวมเป็นเวลามากกว่า 10 นาที รองลงมาคือ สาขาบางกะปิ จำนวน 13 ชิ้น รวมเป็นเวลามากกว่า 10 นาที เช่นกัน- โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ และโรงภาพยนตร์อีจีวี เป็น 2 เครือโรงภาพยนตร์ที่มีการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์มากกว่า 10 ชิ้นต่อหนัง 1 เรื่อง ซึ่งเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์และอีจีวี เป็นโรงภาพยนตร์ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ๊ป - เอสพละนาด และพารากอน ซีเนเพล็กซ์ เป็นอีก 2 โรงภาพยนตร์ที่บริหารงานโดยบริษัท เมเจอร์ ซีนิเพล็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์จำนวน 9 ชิ้นเท่ากัน คิดเป็นเวลา 8.26 นาที สำหรับเอสพลานาด และ 6.48 นาที สำหรับพารากอน ซีเนเพล็กซ์- โรงภาพยนตร์เอส เอฟ ซีเนม่า ทั้ง 4 สาขา ที่ทำการสำรวจ คือ งามวงศ์วาน, เซ็นทรัล เวิร์ลด์, มาบุญครอง และดิ เอ็มโพเรียม พบจำนวนการฉายภาพยนตร์โฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบใกล้เคียงกัน คือ 6 – 7 ชิ้น- หากรวมเวลาที่ใช้ไปกับการฉายภาพยนตร์โฆษณาและภาพยนตร์ตัวอย่างก่อนฉายภาพยนตร์ต่อรอบ พบว่าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ บางกะปิ ใช้เวลาไปมากที่สุด ประมาณ 32.30 นาที รองลงมาคือ อีจีวี สาขารังสิต และอีจีวี สาขาสยามดิสคัฟเวอรี ใช้เวลาไปประมาณ 30 นาที- แม้ว่าเวลาที่เสียไปกับการชมภาพยนตร์ตัวอย่างจะมากกว่าเวลาที่เสียไปกลับการชมภาพยนตร์โฆษณา แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ยินดีที่จะชมภาพยนตร์ตัวอย่าง ในขณะที่รู้สึกว่าภาพยนตร์โฆษณาสร้างความรำคาญและทำให้เสียเวลามากกว่าข้อสังเกตจากการ (ทน) นั่งชมโฆษณา-  มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉายในโรงภาพยนตร์ แม้จะถูกห้ามฉายทางโทรทัศน์ก็ตาม- การฉายภาพยนตร์ตัวอย่าง แม้จะมีเรื่องกระแสของการจำกัดอายุผู้ชมภาพยนตร์ เพื่อความเหมาะสม แต่ภาพยนตร์ตัวอย่างที่ฉายก่อนภาพยนตร์จริงกับถูกมองข้าม เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้วว่าหนังการ์ตูนที่มีเด็กเข้าไปชมเป็นจำนวนมากกับมีการฉายภาพยนตร์ตัวอย่างเป็นหนังสยองขวัญที่มีฉากการใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างมากสำหรับเด็ก “เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ๊ปส์ มีสัดส่วนรายได้โฆษณาเฉลี่ย 15 -16% ของรายได้รวม หรือรายได้ไตรมาส 3 รวม 1,367 ล้านบาท แบ่งเป็นโฆษณา 216 ล้านบาท ขณะที่โรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซีเนม่า ซิตี้ มีรายได้หลัก 60% จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 20% และที่เหลือ 10% เป็นรายได้ที่มาจากโฆษณาจากเจ้าของสินค้าต่างๆ” *ที่มา: โพสต์ ทูเดย์ 18 พ.ย. 51* เสียงจาก สคบ. “โฆษณาประมาณ 3- 5 นาที ไม่มากเกินไป”แม้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะไม่ถือว่าเรื่องของโฆษณาในช่วงก่อนฉายภาพยนตร์เป็นปัญหาเพราะยังมีผู้ร้องเรียนมาน้อยมาก แต่เรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับบริการโรงภาพยนตร์ก็คือเรื่องของโฆษณานั่นเอง นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องของการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า  “เราได้ขอร้องให้ผู้ประกอบธุรกิจติดประกาศแจ้งไว้หน้าโรงภาพยนตร์ว่า ในรอบที่ฉายภาพยนตร์จะมีการฉายโฆษณากี่นาที หนังตัวอย่างกี่นาที เริ่มฉายกี่โมง เลิกฉายเวลากี่โมง เพื่อให้ผู้บริโภคที่สิทธิเลือกได้ ถ้าหากไม่อยากชมภาพยนตร์โฆษณาก็รอเข้าเวลาที่หนังเริ่มฉาย ซึ่งเราก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจก็เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดี แต่เราไม่สามารถบอกให้เขาลดได้ เพราะยังไม่มีการออกกฎกระทรวงหรือข้อกำหนดใดๆ ในเรื่องนี้ และเราก็เห็นว่าการโฆษณาภาพยนตร์ตัวอย่างประมาณ 15 นาที โฆษณาประมาณ 3- 5 นาที ไม่มากเกินไป แต่ถ้ามีการร้องเรียนมา และเห็นว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้บริโภค เราก็จะเชิญผู้ประกอบการมาพูดคุยว่ามันเหมาะสมหรือไม่อย่างไร”   ราคาตั๋ว “ถ้ามันแพงไปก็ไม่ดู”ราคาตั๋วที่อาสาสมัครของเราจ่ายไปสำหรับการดูภาพยนตร์ในวันสุดสัปดาห์ นั้นมีตั้งแต่ 100 – 160 บาท (ทั้งหมดเป็นที่นั่งเดี่ยว) สำหรับบางโรงนั้นราคาตั๋วจะไม่แตกต่างระหว่างวันธรรมดากับวันเสาร์อาทิตย์ เช่น โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ ยูเอ็มจี และโรงในเครือเอเพ็กซ์ ที่ราคา 100 บาท ทุกวัน ในขณะที่โรงอื่นๆ ราคาจะอยู่ที่ 100 บาท ในวันจันทร์ถึงพุธ และขึ้นเป็น 120 – 160 บาทในวันเสาร์อาทิตย์ นอกจากนี้ยังแตกต่างกันตามที่นั่งอีกด้วย เช่นที่นั่งแถวปกติ ที่นั่งพิเศษแถวบนสุด เป็นต้น ราคาที่ถูกกว่านั้น (60 หรือ 80 บาท) ก็ยังพอหาได้แต่มีเงื่อนไขว่า คุณต้องแสดงบัตรนักเรียน/นักศึกษา (ที่ยังไม่หมดอายุนะ ?) และเข้าชมภาพยนตร์ในวันธรรมดารอบก่อน 18.00 น. หรือบางครั้งสินค้าและบริการอื่นๆ ที่คุณเป็นลูกค้าอยู่อาจมีโปรโมชั่นให้คุณได้ดูภาพยนตร์ในราคาที่ถูกลงด้วยก็ได้ คอหนังส่วนใหญ่น่าจะไม่พลาด ประเทศอื่นเขาดูหนังกันที่ราคาเท่าไหร่??ราคาตั๋วหนังเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ที่ 7.18 เหรียญ (ข้อมูลจาก The National Association of Theatre Owners) หรือประมาณ 245 บาท ซึ่งก็เท่ากับราคาอาหารกลางวันหนึ่งมื้อโดยเฉลี่ยของที่นั่น น่าคิดเหมือนกันว่าอาหารกลางวันของเรามื้อละ 100 บาทเชียวหรือ???  หรือที่สิงค์โปร์ ราคาตั๋วหนังสำหรับเรื่องทรานสฟอร์เมอร์ ภาคล่าสุด อยู่ที่ 7.50 เหรียญ หรือประมาณ 175 บาท (ข้อมูลจากเว็บไซต์ของโรงภาพยนตร์โกลเด้น วิลเลจ) อาจดูเหมือนแพงกว่าบ้านเรา แต่อาหารหนึ่งมื้อของที่นั่นราคาประมาณ 5 เหรียญ หรือประมาณ 120 บาท เท่านั้น เรื่องราคาตั๋วนี้ ผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับฉลาดซื้อว่า ในราคาตั๋วหนึ่งใบนั้น ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์จะได้เพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นของค่ายหนัง จึงต้องมีการเพิ่มรายได้ด้วยการรับโฆษณา และขายอาหารและเครื่องดื่มราคาพิเศษที่หน้าโรงด้วย โรงภาพยนตร์ปลอดภัยแค่ไหน“โรงหนังหรือโรงมหรสพ มีระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากำกับดูแลค่อนข้างละเอียด ถือได้ว่าเป็นอาคารประเภทที่มีกฎหมายดูแลมากที่สุดก็ว่าได้” ฉลาดซื้อได้รับการยืนยันจากคุณอุดม พัวสกุล อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าโรงภาพยนตร์ทั้ง 310 โรงในเขตกรุงเทพมหานครนั้นผ่านมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการสุ่มตรวจทุกสัปดาห์ๆ ละ 10 โรง อีกด้วย ส่วนเรื่องโรงเดี่ยว โรงบนห้าง โรงเก่า โรงใหม่ นั้นไม่แตกต่างกันในเรื่องระดับความปลอดภัย “เรามีมาตรฐาน จะบอกว่าโรงเดียวปลอดภัยกว่าโรงบนห้างไม่ได้ เพราทุกโรงต้องทำตามมาตรฐานระบบความปลอดภัย และต้องมีใบอนุญาต”แต่อย่างไรก็ตามผู้บริโภคสามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับทางกรมฯ หากรู้สึกว่าโรงภาพยนตร์ที่ไปใช้บริการนั้นไม่ปลอดภัย หรือมีการใช้อาคารผิดจุดประสงค์ ก็สามารถแจ้งได้ที่ http://www.dpt.go.th/wan/building/form_building.htm หรือโทรแจ้งที่ ศูนย์ดำรงธรรม กรมโยธาธิการและผังเมือง หมายเลขโทรศัพท์ 0-2299-4311-12   **โรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของโรงมหรสพนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ พรบ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2543 ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารเพื่อการประกอบกิจการโรงมหรสพ และจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอาคารและส่งให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วผู้ประกอบการจะต้องส่งสำเนาของกรมธรรม์ประกันภัย ภายใน 30 วัน ใบอนุญาตดังกล่าวมีอายุ 2 ปี   :: อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> คู่มือปฏิบัติการควบคุมโรงมหรสพ         คุยกับผู้ประกอบการคุณพงศ์นรินทร์ อุลิศ ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เฮ้าส์  ความปลอดภัยของผู้เข้าชมภาพยนตร์ “ทำทุกๆ อย่างตามที่ควรจะเป็น”“เราต้องการทำโรงหนังที่มีคาแร็คเตอร์ของการฉายหนังต่างจากคนอื่น เราจึงคำนึงถึงตัวหนังที่จะมาฉายก่อน หลังจากนั้นเราก็จะมาคำนึงต่อว่าอะไรที่จะสะท้อนความเป็นเรา ก็เรื่องการออกแบบสถานที่ แล้วก็มาดูเรื่องความปลอดภัย เราจะคิดในแง่ที่ว่าให้คนที่มาดูได้รับความสะดวกปลอดภัยยังไง เช่น ดูว่าจะทำไงให้คนพิการมาดูได้ ไปดูเรื่องมาตรฐานทางเดิน ทางลาด ส่วนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ได้คำนึงถึงอะไรเป็นพิเศษ ก็ดูตามที่กฎหมายบอก ตามที่มันจะเป็น ทำทุกๆ อย่างตามที่ควรจะเป็น” หนังโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์ ทุกวันนี้ไม่มีโฆษณา“เราอยากฉายโฆษณา เราไม่ได้มีนโยบายว่าจะไม่ฉายโฆษณา เราเคยฉายโฆษณาตั้งแต่เปิดโรงมา เต็มที่เราฉายโฆษณา 2 ตัวพร้อมกัน ใช้เวลาประมาณ 1 นาที ไม่เกินกว่านั้น เนื่องจากเรามีคนมาดูหนังจำนวนไม่มาก เพราะเราทำให้เพื่อคนที่เขาเบื่อหนังที่เขาดูที่ไหนก็ได้มาเลือกดูหนังที่เรา ซึ่งพอคนดูน้อยก็ทำการค้าการขายยาก ก็เลยเป็นคำตอบว่าทุกวันนี้เราเลยไม่มีโฆษณา”  ราคาตั๋ว “ถ้าเรารู้สึกว่าโรงนี้แพง... อย่าดู”“มองว่าเหมาะสม เพราะว่าเวลาเราจะขายอะไรก็ต้องดูว่าต้นทุนเราเป็นยังไง ซึ่งท้ายสุดผู้บริโภคมีสิทธิเลือก เลือกรับไม่รับ ถ้าราคาที่มีอยู่ในปัจจุบันเรารู้สึกว่ามันแพงไปก็ไม่ต้องดู เราไม่มีมาตรการที่จะไปห้ามโรงหนังว่าห้ามขายเกินเท่านี้ๆ เพราะเราอยู่ในโลกของธุรกิจ ราคาอาจจะแพงเพราะต้นทุนเขาแพงซึ่งถูกต้องมั้ยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นสิทธิของโรง ซึ่งถ้ามันแพงไปก็ไม่ดู ผู้บริโภคเลือกได้ แม้ว่าการเลือกไม่รับอาจก่อปัญหา แต่น่าจะเป็นทางเดียวที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ถ้าเรารู้สึกว่าโรงนี้แพง อย่าดู ตาต่อตาฟันต่อฟัน” คุณณัฐกิตติ์ เจริญศิริ ผู้จัดการอาวุโสการตลาดและพัฒนาธุรกิจ โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ ความปลอดภัยของผู้เข้าชมภาพยนตร์ “เจ้าหน้าที่ก็ได้รับการอบรมทุกๆ ปี อย่างน้อยปีละครั้ง”“เรามีเจ้าหน้าที่มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัย ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค ฝ่ายช่าง ฝ่ายวิศวกรรม เรามีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตรา ตั้งแต่โรงหนัง พื้นที่จอดรถ พื้นที่บุคคลภายใน มีกล้องวงจรปิด ในกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เรามีการอบรมทั้งร้านค้าและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่าสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้มีก็ต้องทำ เช่นมีสัญญาณเตือนเมื่อเกิดไฟไหม้ เครื่องตรวจจับควัน สปริงเกอร์ จุดต่อท่อที่เชื่อมกับสายดับเพลิงต่างๆ เ รามีอยู่ทุกชั้น และเรามีโทรศัพท์ฉุกเฉินในทุกชั้นเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมทุกๆ ปี อย่างน้อยปีละครั้ง”  ภาพยนตร์โฆษณา “โฆษณาเรากำหนดไว้ไม่เกิน 4 ตัว” “เรากำหนดไว้ว่าจะให้เวลากับโฆษณา เพลงสรรเสริญฯ และทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหนังฉายรวมแล้วไม่เกิน 30 นาที แต่ทุกวันนี้เราใช้อยู่ประมาณ 26 นาที ซึ่งเราปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ที่ต้องกำหนดเวลาอย่างนี้เพราะว่าในหนึ่งเดือนจะมีหนังเข้าเยอะ ซึ่งจะเป็นข้อตกลงที่เราต้องโปรโมทให้กับทางค่ายหนังตามสมควร เกี่ยวเนื่องกับหลักทางการตลาดในการแบ่งสัดส่วนของรายได้ แต่มองแล้วหากเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ เวลา 30 นาทีผมคิดว่าไม่มากไม่น้อยไป โฆษณาเรากำหนดไว้ไม่เกิน 4 ตัว การจะตัดโฆษณาออกเลยคงทำไม่ได้ เพราะเรายังต้องมีเงินส่วนนี้มาอุดหนุน ส่วนเรื่องการแจ้งเวลาจริงที่หนังฉายเป็นไปได้ยากเพราะแต่ละโรงมีโฆษณาไม่เท่ากันแล้วทุกๆ สัปดาห์มีหนังฉายไม่เท่ากัน เวลาหนังแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการบวกรอบเวลาของแต่ละรอบก็จะไม่เท่ากัน เราพยายามจะเพิ่มทีวีสแตนดี้ข้างนอก เพื่อที่จะเอาหนังที่มีเทรเลอร์ที่ล่วงหน้ามากๆ มาฉาย แล้วเราก็ตัดในโรงภาพยนตร์ออกไป ซึ่งมันจะเป็นการลดการยัดเยียดส่วนหนึ่ง”  การห้ามนำอาหารจากภายนอกเข้าไปในโรงภาพยนตร์ “เหตุผลเดียวคือ…สกปรก”“ที่ห้ามนำอาหารเข้าไปในโรงภาพยนตร์มีเหตุผลเดียวคือเรื่องความสกปรก เพราะเก้าอี้หนึ่งตัวราคาประมาณ 3-5 หมื่นบาท แพงมาก เพราะเป็นกำมะหยี่ ดังนั้นการรักษาความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องกลิ่น หรือของเหลวที่เป็นซอสต่างๆ ค่าทำความสะอาดเป็นพันบาท อายุการใช้งานของเก้าอี้อยู่ได้ถึง 10 ปี แต่ก็ไม่มีที่ไหนปล่อยให้นานขนาดนั้น แต่ละที่ก็ต้องเปลี่ยนให้ดูใหม่เพื่อภาพลักษณ์ของตัวเองด้วย”คุณธงชัย พิริยบุณยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ฮอลลิวูด รามคำแหง ความปลอดภัยของผู้เข้าชม “มีเจ้าหน้าที่ประจำโรงคอยดูแล”“เราทำตามหลักมาตรฐาน ทั้งเรื่องระยะห่างของทางเดิน ความกว้างของประตูทางออก ซึ่งทุกโรงจะมีทางออก 2 ข้างทางด้านกับด้านหลัง เรื่องทางหนีไฟก็สะดวก ถังดับเพลิงของเราก็เป็นแบบที่มีคุณภาพ มีการทดลองปรับเปลี่ยนว่าใช้งานได้จริง มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารคอยตรวจ มีเจ้าหน้าที่ประจำโรงคอยดูแลหากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พนักงานเกือบทุกคนจะพกวิทยุสื่อสารเพื่อการติดต่อรวดเร็ว แล้วเรายังประสานกับเจ้าหน้าดับเพลิง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อมาช่วยฝึกอบรมพนักงานเรื่องการดูแลความปลอดภัย” ภาพยนตร์โฆษณา “ไม่มีโฆษณา”“ทางเมเจอร์ ฮอลลีวูดเราไม่มีโฆษณา เรามีแค่ภาพยนตร์ตัวอย่าง ฉายแค่ประมาณ 4-5 เรื่อง รอไม่นานก็ได้ดูภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคอยากมาดูที่เรา เพราะหนังฉายเร็วไม่ต้องเสียเวลา” แนวทางการดำเนินธุรกิจ“เราเน้นที่เรื่องของบริการ เมเจอร์ ฮอลลีวูดก่อนที่ตั้งราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วชมภาพยนตร์ ราคาอาหารเครื่องดื่มที่ขายหน้าโรงเราจะสืบคู่แข่ง เราอาจจะขายเทียบเท่าคู่แข่งแต่ไม่แพงกว่าคู่แข่ง ซึ่งเราเชื่อว่าปัจจุบันนี้ตัวที่จะชี้วัดเรื่องรายได้ให้กับธุรกิจโรงภาพยนตร์มี 2 อย่าง อย่างแรกแน่นอนว่าคือตัวหนัง อย่างที่ 2 ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการบริการ ทั้งเรื่องสถานที่ ความสะดวกสบาย การดูแลของพนักงาน คือถ้าผู้บริโภคเขามาใช้บริการแล้วเกิดความประทับใจ เขาก็จะกลับมาใช้บริการในครั้งต่อๆ ไป คุณนันทา ตันสัจจา ผู้บริหารกลุ่มโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ (สกาล่า สยาม และลิโด้)ความปลอดภัยของผู้เข้าชม “เป็นไปตามมาตรฐาน”“เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการตรวจสอบเป็นระยะ และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย พนักงานของที่นี่จะได้รับการอบรมอย่างสม่ำเสมอทั้งด้านการให้บริการและการดูแลความปลอดภัยของผู้ชม” ภาพยนตร์โฆษณา “ชิ้นเดียวเท่านั้น”“โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ จะมีโฆษณาหนึ่งชิ้นเท่านั้น ส่วนปริมาณหนังตัวอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความยาวของหนังเรื่อง เช่นถ้าหนังเรื่องมีความยาวมากก็จะลดจำนวนหนังตัวอย่างลง” แนวทางการดำเนินธุรกิจ“สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเวลาที่มาชมภาพยนตร์คือ ความบันเทิง และเอเพ็กซ์มีทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น เพิ่มรสชาติแปลกๆให้กับการดูหนัง ไม่ใช่หนังฮอลลิวูดอย่างเดียว และเชื่อว่าหนังทางเลือกเริ่มมีแฟนมากขึ้น และถือว่าทางโรงเดินมาถูกทางแล้ว” **หมายเหตุ: เราไม่มีบทสัมภาษณ์จากผู้บริหารของโรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซิเนม่า โรงภาพยนตร์เมเจอร์และโรงภาพยนตร์ในเครือ เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ดังกล่าวไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล โรงภาพยนตร์กับปรากฏการณ์โลกร้อน An Inconvenient Truth?     อย่างน้อยเราก็ได้ทราบว่าผู้ประกอบการณ์โรงภาพยนตร์ได้มีความพยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขภาวะดังกล่าว เช่น โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่กำลังปรับเปลี่ยนแก้วน้ำจากพลาสติกมาเป็นแก้วกระดาษ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ฮอลลิวูดมีการควบคุมการไหลของน้ำในอ่างล้างมือ ล้างหน้า เพื่อการใช้น้ำที่ประหยัดขึ้น และการจัดพื้นที่สีเขียวให้กับบริเวณพื้นที่สาธารณะรอบๆ โรงภาพยนตร์ของเครือเอเพ็กซ์ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 100 100 สิ่งที่ไม่ต้องทำ (ก็ได้) ก่อนตาย

ฉลาดซื้อฉบับที่ 100 มองหาเรื่องอะไรที่เข้ากับสมาชิก มองไปมองมา 100 สิ่งที่ควรทำคนก็ทำไปแล้ว ฉลาดซื้อมองไม่ธรรมดาอยู่แล้วค่ะ เลยมองมุมกลับมาดู 100 เรื่องที่ไม่ต้องก่อนตายกันดูบ้าง 1. เชื่อหนังสือ 100 สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย ผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย หรือการใช้ชีวิตที่กระตุ้นต่อมตื่นเต้นให้ทำงานอยู่เสมอๆ เริ่มหวั่นไหวต่อข้อความในหนังสือใหม่ๆ ที่ออกมาเร่งเร้าความอยากเที่ยวอยากรู้อยากเห็น ให้เราต้องดั้นด้นไปแสวงหาให้ครบถ้วน ...แต่ ถ้าบางอย่างที่ไม่คุ้มค่าน่าเที่ยวน่าทดลองล่ะ ท่านจะรู้ได้อย่างไร เช่น - (ฝันเฟื่องว่าจะ) พิชิตเขาเอเวอร์เรสให้ได้ไม่ต้องก็ได้ นอกจากเสียเงินมหาศาลอย่างไร้สาระแล้ว ถ้ามีชีวิตรอดกลับมา อาจจะมีเซลล์สมองน้อยลงไปอีกนะ นักวิจัยชาวอิตาลีพบว่า นักปีนเขามืออาชีพที่ไปเหยียบยอดเขาเอเวอร์เรสและเคทูมาแล้ว มีเซลล์สมองที่หดหายไปและมีปัญหากับความจำและความว่องไวของสมองเนื่องจากต้องไปอยู่ในพื้นที่ระดับสูงที่มีอากาศเบาบางไปเวลานาน แม้แต่นักกีฬาที่ไปแข่งบริเวณที่มี high altitude ก็มีโอกาสเสี่ยงต่ออาการทางสมองที่อาจถึงตายได้ - ดูวิวที่ตึกเปโตรนาสไม่ต้องไปเที่ยวตึกเปสโตรนาสที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ก็ได้ เพราะที่ตึกแฝดที่สูงอันดับสี่ของโลก(สูง 452 เมตร) นั้น เปิดให้ขึ้นไปแค่ชั้น 49 ตรงบริเวณสะพานเชื่อมที่เป็นกระจกทั้งสองด้านเท่านั้น เหตุที่ไม่ควรเสียเวลาไปที่นั่นเพราะคนที่จะไปดูวิวตึกที่สูงเป็นอันดับสี่ของโลก ก็ย่อมอยากไปอยู่บนยอดตึกแล้วมองลงมา แต่ไม่ใช่ไปดูแค่ชั้น 49 ซึ่งไม่ได้มีวิวอะไรที่น่าตื่นเต้น แถมต้องรอคิวอีกต่างหาก สาเหตุที่เจ้าของตึกไม่ยอมให้ขึ้นไปยอดตึก เป็นเพราะเรื่องความปลอดภัย เพราะตรงนั้นเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทน้ำมันเปโตรนาส 2. กินหอยเอสคาโก้ของฝรั่งเศสเวลาเข้าหน้าฝนทีไร เราจะเห็นญาติของหอยทากเอสคาโก้ของฝรั่งเศสออกมาเดินนวยนาดตามทางเดินสุมพุ่มไม้เต็มไปหมด ลูกเด็กเล็กแดงที่เป็นหอยทากจิ๋วก็ช่วยกันสร้างความลำบากใจให้แก่มนุษย์เป็นอย่างยิ่ง หลายคนเถียงว่า นี่มันสุดยอดอาหารฝรั่งเศสนะ ก็จริงอยู่ว่า อาหารฝรั่งเศสเป็นอาหารที่มีรสชาติเอร็ดอร่อยถูกปากคนทั้งโลก แต่ก็มีอย่างอื่นให้เลือกอีกมากมายที่ไม่ใช่หอยทาก เพราะรสชาติเอสคาโก้ก็ไม่ได้พิเศษกว่าอาหารจานอื่นๆ ที่ปรุงโดยพ่อครัวฝรั่งเศสเลย จานเอสคาโก้ราคาแพงแสนแพง แต่ทำใจยากมากที่จะรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆ ก็หน้าตามันเหมือนๆ กับหอยทากที่เดินไปเดินมาอยู่ตามสวนที่เมืองไทยคิดยังไงก็รู้สึกอร่อยยากไปหน่อย 3.เที่ยวป่าอะเมซอนถ้ายังมีที่อยากไปเที่ยวอีกเยอะล่ะก็นะ ยังไม่ต้องไปท่องป่าอะเมซอนก็ได้ เพราะแม้การไปป่าเขตร้อนที่อะเมซอน ฟังดูดีมากๆ แต่พอไปจริงๆ ก็เหมือนกับป่าเขตร้อนชื้นแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรายังไปได้อย่างถูกๆ เช่นที่อินโดนีเซียหรือบอร์เนียว ป่าอะเมซอนแม้จะมีนกแก้ว (Amazon parrot) แต่ที่โรงแรมในป่าลึกนี่ก็ใช้วิธีคลิปปีกหรือผูกนกเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวดู เหมือนกับเวลาเราไปสวนสนุกหรือสวนสัตว์ในเมืองไทยเช่นกัน ส่วนกิจกรรมการตกปลาปิรันย่า ก็ยากมากที่เราจะได้แม้แต่ตัวเดียว แถมเวลาไปตามหมู่บ้าน เราก็จะพบว่าชาวบ้านก็อยู่เหมือนชาวบ้านเมืองไทย คือแต่งตัวปกติ มีความสะดวกครบครัน แล้วยังทำสวนยางแบบเดียวกับเมืองไทยอีกต่างหาก อันที่จริง อเมริกาใต้ คือต้นตำหรับของการทำสวนยางนั่นเอง 4.กินเป็ดปักกิ่งในปักกิ่งการกินเป็ดปักกิ่งนั้น ขอย้ำว่ากินในเมืองไทยอร่อยที่สุดแล้ว เพราะที่อื่นไม่มีใครทำรสชาติซอสเป็นได้ถูกปากคนไทยเท่ากับร้านอาหารจีนในเมืองไทย ส่วนที่ปักกิ่งนั้น ทำให้นักรับประทานชาวไทยอาจต้องผิดหวังไปตามกันเพราะน้ำซอสเค็มมาก หนังเป็นก็แล่ไม่บางเท่าเมืองไทย แถมมีเนื้อติดมาเยอะแยะอีก อุดหนุนคนไทยดีกว่า 5.กินตับห่าน fois grasอาหารจานเด็ดจานนี้ เขาเอาตับห่านไปทอดพอสุกแล้วปรุงด้วยซอส เวลามาเสิร์ฟ ผู้กินก็จะได้ลิ้มรสชาติตับห่านทั้งชิ้นที่นุ่มลิ้น ละลายในปาก เรื่องความอร่อยน่ะไม่ต้องพูดถึง มีอยู่เรื่องเดียวที่คนกินควรทราบไว้ ก็คือว่า ในระหว่างที่ห่านถูกเลี้ยงให้สร้างตับที่หวานอร่อย นุ่มลิ้นนั้น มันต้องถูกจับกรอกอาหารตลอดเวลา แล้วไม่ได้รับอนุญาตให้ขยับเขยื้อนจนกว่าจะถูกพาไปขึ้นเขียง เอาตับมาให้พวกเรากิน 6.ขึ้นไปบนยอดหอไอเฟิล เมืองปารีส เป็นเมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพราะนอกจากชื่อเสียงในด้านความโรแมนติกแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีความสวยงาม น่าเดินน่าเที่ยวไปหมด ไม่ว่าจะเดินเล่นริมแม่น้ำแซน ไปโปสถ์นอร์ทเทอร์ดัม ไปพิพิธภัณท์ลูฟ สำหรับหอไอเฟิลนั้นจะสวยที่สุด เมื่อเราเงยหน้ามองจากพื้นถนน เพราะหอนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองปารีสที่ชวนหลงใหล แต่…อย่าพลั้งเผลอไปต่อแถวขึ้นไปดูให้เสียเวลาไปเที่ยวที่อื่นเลย เพราะขึ้นไปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรให้ดูเท่าไรนัก7.สะสมแสตมป์สมัยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในยุคก่อนเมื่อคำว่าคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ เป็นความคิดที่ไกลพอๆ กับการเดินทางไปดวงจันทร์ เด็กๆ ทุกครอบครัวจะถูกสอนให้มีงานอดิเรกเช่น สะสมแสตมป์เพื่อใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ แต่สมัยนี้อาจไม่จำเป็นแล้ว 8.เที่ยวแหลมกู๊ดโฮปใครที่ได้เดินทางไปอัฟริกาใต้ ย่อมได้รับมนต์เสน่ห์แห่งความงามที่ชวนหลงใหลของธรรมชาติที่นั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติที่งดงาม ภูเขา ดอกไม้ สัตว์ป่า ทะเล แต่จุดท่องเที่ยวที่ฟังแล้วยิ่งใหญ่อย่างแหลมกู๊ดโฮป ที่มีชื่อเสียงมากในอดีต เพราะเป็นจุดการเดินทางที่อันตรายมากหากจะล่องเรือจากยุโรปไปเอเชีย แต่ครั้นพอได้ไปเที่ยวชมจุดนั้นจริงๆ สิ่งที่พบก็คือแนวหินระเกะระกะที่ยื่นไปในทะเลแค่นั้น ซึ่งไม่มีความงามหรือความยิ่งใหญ่อย่างที่คาดหวังแต่อย่างใด ไปเที่ยวจุดอื่นในประเทศนี้คงจะน่าสนใจกว่า 9.ใช้สบู่ผสมยาฆ่าเชื้อโรค อย่าดีกว่า ยังไงสบู่ทั่วไปก็ใช้ทำความสะอาดได้เหมือนกัน ลดปริมาณแบคทีเรียไปได้มากอยู่แล้ว การใช้สบู่ฆ่าเชื้อนั้น มันอาจจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์โดยธรรมชาติออกไปด้วย การกำจัดไปหมด อาจยิ่งทำให้ส่งผลไม่ดีมากกว่า งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้สรุปว่า แม้สบู่ผสมยาฆ่าเชื้อจะกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดีไปกว่าสบู่ธรรมดาแต่อย่างใด สบู่ธรรมดาก็สามารถกำจัดเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ รวมถึงไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้เช่นกัน 10.ใช้น้ำยาบ้วนปาก เช่นเดียวกับสบู่ผสมยาฆ่าเชื้อโรค น้ำยาบ้วนปากจะทำให้แบคทีเรียตัวดีโดนฆ่าไปด้วยนะอย่าลืม การให้เวลาแปรงฟันอย่างพอเพียง (นาน 2 นาที) อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละสองครั้ง และใช้ไหมขัดฟันขจัดเศษอาหาร บวกกับการป้วนปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง และหมั่นไปหาทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน ถือว่าเพียงพอที่จะขจัดของเสียในปากที่จะทำให้เกิดกลิ่นปากได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาป้วนปากอีก11.ดื่มน้ำแร่ถ้าจะดื่มน้ำแร่เพื่อเติมแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไป คุณจะต้องดื่มน้ำแร่เป็นปริมาณมากๆ ต่อวัน ซึ่งอาจไม่จำเป็น เพราะแร่ธาตุที่มีในน้ำแร่นั้นมีอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน ถ้ามีแร่ธาตุเกินจำเป็นในร่างกายมันจะถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะ แทนที่จะไปซื้อน้ำแร่ที่มีราคาแพงและมีแร่ธาตุไม่เท่าไหร่ (น้ำแร่สำหรับบริโภคไม่สามารถจำกัดแร่ธาตุที่ผสมอยู่ในน้ำได้ เพราะแหล่งน้ำแต่ละแหล่งให้แร่ธาตุที่ต่างกันไปตามสภาพทางธรณีวิทยา) ควรไปซื้อผักและผลไม้สดมารับประทานดีกว่า 12.ใช้แชมพูผสมครีมนวดผม ถ้าคาดว่าสระแล้วนวดพร้อมกันไปเลยจะดี ก็ต้องบอกว่าอาจจะไม่ได้ผลทั้งคู่ การสระผมคือการทำความสะอาดผมซึ่งแชมพูอย่างเดียวจะทำได้มีประสิทธิภาพมากกว่า การที่เอาครีมนวดผมมาผสมในแชมพูนั้น ทำให้เสียประโยชน์ทั้งสองส่วน เพราะครีมผมนวดช่วยให้ผมมันขึ้นลื่นขึ้นด้วยส่วนผสมของไขมัน 13.แชมพูผสมวิตามิน อย่าหลงไปกับคำโฆษณา อยากได้วิตามินก็ต้องกินอาหารที่มีวิตามิน เพราะวิตามินในแชมพูไม่สามารถซึมซาบเข้าไปในเส้นผมได้ แต่จะถูกชะล้างออกไปโดยไม่เกิดประโยชน์อันใดทั้งสิ้น 14.ใช้ครีมทาหน้าขาว ไม่มีครีมที่ทำให้เราหน้าขาวกว่าผิวที่แท้จริงของเราได้ ถ้าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนหน้าขาวกว่าผิวจริงได้ สิ่งนั้นก็ต้องมีส่วนผสมของสารอันตรายที่สามารถฟอกผิวเหมือนการฟอกกระดาษหรือผ้า ให้ขาว ก็ลองนึกภาพดู คุณอาจจะคิดใหม่ก็ได้ อยากให้หน้าขาวขึ้น ก็แค่ทาครีมกันแดด และคอยหลบแดดหน่อยก็จะขาวขึ้นได้อยู่แล้ว 15.น้ำที่ผสมวิตามินซี บางทีนะอาจจะได้สารกันเสียแถมมาด้วย วิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคก็จริง แต่หากมารวมกับสารกันเสีย อาจกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ อีกอย่างวิตามินซี สลายตัวได้ง่ายมากๆ ไม่แน่ว่าน้ำผสมวิตามินซีนั้น อาจไม่เหลือคุณค่าวิตามินซีอยู่แล้วก็ได้ 16.ดื่มน้ำลูกพรุนก่อนนอนอย่าไปเชื่อโฆษณา กินองุ่นคุ้มกว่าเยอะ น้ำลูกพรุนที่โฆษณาว่าเพิ่มวิตามิน ทำให้ไม่ท้องผูกนั้นมีราคาแพงเกินไปเพราะต้นทุนมีทั้งค่าโฆษณาและค่าขวดและหีบห่อ การกินองุ่นสด หรือกินลูกพรุนแห้ง ก็ได้ผลเท่าๆ กันแต่ประหยัดเงินได้มากกว่า 17.กินรังนก ในการวิเคราะห์จากห้องทดลอง รังนกที่เป็นส่วนของน้ำลายนกนั้น มีคุณค่าอาหารเพียงน้อยนิด หากเทียบกับราคาแล้วแทบจะเรียกได้ว่าไม่คุ้มค่า เพราะราคานั้นส่วนมากตกไปอยู่กับงบโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ 18. กินอาหารแช่แข็ง อย่าลืมว่าอาหารแช่แข็งนั้น มันดูน่าอร่อยแต่ในภาพโฆษณาเท่านั้น ของจริงน่ะรสชาติเทียบไม่ติดกับอาหารที่ทำสุกใหม่ที่ขายอยู่ทั่วไป แถมยังถูกกว่าที่โฆษณาเสียอีก ไม่ต้องเห่อตามโฆษณาก็ได้ ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาชวนเชื่อ 19. เข้าฟิตเนสราคาแพง จ่ายเงินแล้วค่อยได้เหงื่อนั้น ไม่มีความจำเป็นเลย การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงหรือการลดน้ำหนักล้วนทำได้ตามที่สวนสาธารณะอยู่แล้ว ถ้าจะออกกำลังกายจริง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ก็ได้ 20. กินบุฟเฟ่ต์ ก่อนไปลองกินบุฟเฟ่ต์ คิดดูใหม่ว่า คุ้มหรือไม่คุ้ม อย่างแรกคุณต้องจ่ายเงินมากกว่าอาหารมื้อธรรมดาๆ กว่า 2-10 เท่าของราคาอาหารมื้อปรกติ ยิ่งบุฟเฟ่ต์ราคาแพงก็ยิ่งไม่คุ้ม เพราะไม่ว่าอาหารมีมากแค่ไหน เราก็กินไม่ได้มากกว่าที่เคยกินโดยปรกติแค่หนึ่งหรือสองเท่า และเป็นโอกาสที่ทำให้เรารับประทานสิ่งที่เป็นอันตรายได้มากกว่าปรกติเช่นกัน ไม่ว่าไขมัน แป้งและน้ำตาล แล้วลองคิดถึงของเหลือทิ้งอีกล่ะ อาหารบุฟเฟ่ต์เป็นแหล่งที่มีของเหลือทิ้งทำลายสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุด 21.ฝันลูกเป็นเด็กอัจฉริยะเด็กสมัยนี้น่าสงสาร เกิดมาพ่อแม่ก็มีความคาดหวังให้เก่งอะไรสักอย่าง ก็เลยมีการผลักดัน จับไปเรียนโน่นฝึกนี่ เอาไปประกวดนั่นนี่ หวังว่าลูกตัวเองจะเป็น “เด็กอัจฉริยะ” จนเด็กไม่มีเวลาเล่นซนตามวัย มีความเครียดกันตั้งแต่ยังเล็กๆ การเล่นและอารมณ์ที่แจ่มใสจะทำให้เด็กเกิดพัฒนาได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นควรจะเน้นที่ความต้องการของเด็กมากกว่าความต้องการของพ่อแม่ 22.ใช้โหมดสแตนบายในเครื่องใช้ไฟฟ้าคนสมัยนี้ลืมไปว่าเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง เรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าสักเครื่องสองเครื่องในบ้านก็รุมกันใช้ ไม่ว่ามันจะใหญ่เทอะทะแค่ไหน ฟังก์ชั่นอะไรก็แทบจะไม่มี เดี๋ยวนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งดีทั้งถูก ประสิทธิภาพเต็มเพียบ แต่ที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพคือผู้คน ที่ไม่ยอมแม้กระทั่งเดินไปเปิดหรือปิดเครื่องไฟฟ้า ล้วนแต่ใช้ รีโมตเปิดปิดแทน ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟ เพราะเครื่องต้องเปิดระบบสแตนบายไว้ ครั้งต่อไปลองเดินไปเปิดปิดเสียหน่อย อาจทำให้ประหยัดสตางค์ไปได้หลายเหมือนกันนะ 23. ดูหนังต้นโปรแกรม (ก่อนใครๆ)แย่งกันไปดูตอนนั้นทำไม ชีวิตไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ ค่อยดูอีกอาทิตย์ถัดมา ก็ไม่ทำให้เสียหายอะไรกับคอหนังหรอก 24. สะสมหนังสือธรรมะหลายคนชอบงานสะสมหนังสือธรรมะ มีกันเต็มตู้เต็มบ้าน แต่ไม่ค่อยมีเวลาไปปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่ใช้ธรรมะในชีวิตประจำวัน ซื้อมาก็อ่านซะ แล้วไปปฏิบัติจริงดีกว่าสะสมไว้เฉยๆ ในตู้นะ25. ทุ่มทำบุญในหลักพุทธศาสนานั้น การได้บุญที่ต้องใช้เงินมีอย่างเดียวคือการให้ทาน นอกนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากการปฏิบัติเช่น การให้ธรรมะ การฝึกสมาธิวิปัสสนา การแบ่งบันให้คนรอบข้างที่มีความทุกข์ อาจจะดีกว่าการทุ่มทำบุญกับวัตถุเช่นสร้างโบสถ์สร้างวิหารก็ได้ 26. แต่งชุดหนังหรือใส่เสื้อสองชั้นเมืองไทยร้อนจะตาย ใส่เสื้อสองสามชั้น แถมมีผ้าพันคออีก ร้อนแบบไทยๆ คงไม่ต้องการ 27. ไปเมืองปายพร้อมกันวันปีใหม่ปายกลายเป็นจุดศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและฝรั่งในช่วงปีใหม่ แต่มันจะสวยได้อย่างไรถ้าทุกคนแห่กันไปพร้อมๆ กัน และธรรมชาติที่สวยงามก็จะต้องถูกย่ำยีไปในช่วงไม่กี่วัน ที่คนไปกินไปเที่ยว ไปทิ้งขยะพร้อมๆ กันที่นั่น 28. ให้ลูกเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้า ป.1 ต้องเตือนคุณแม่ทั้งหลายว่า ป.1 ไม่ใช่ ป.ตรี ยังไม่ต้องกดดันเด็ก ให้เด็กมีพัฒนาการ มีความสุขตามวัยเด็กอย่างที่เขาควรจะเป็น เด็กหลายคนเรียนไม่เก่งแต่พอโตเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เขาก็จะกลายเป็นเด็กเรียนเก่งได้ และในชั้นประถมควรให้เรียนในโรงเรียนที่เน้นพัฒนาการวัยเด็กมากกว่าเน้นตำราเรียน 29. ต้องมี Hi 5 ,face book, you tubeไม่ต้องมีก็ได้ ติดต่อกับผู้คนในโลกแห่งความจริงให้ได้ ชีวิตก็เป็นสุขได้เช่นกัน 30. รอชายในฝันเพื่อแต่งงานและมีลูก เดี๋ยวนี้ครอบครัวสมบูรณ์แบบมักจะอยู่ในฝันเท่านั้น เพราะความจำเป็นทางเศรษฐกิจทำให้พ่อแม่ต้องวิ่งหาเงินมาเลี้ยงลูก ส่วนลูกเมื่อโตขึ้นก็มีแต่เงินแต่ขาดรัก ดังนั้นการมีครอบครัวอาจไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไป แถมมีข้อวิจัยได้ชี้ชัดว่า ผู้หญิงที่ต้องทำงานปากกัดตีนถีบ (ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน) และเลี้ยงลูกในเวลาเดียวกันจะมีสิทธิจะมีอาการซึมเศร้าและมีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากกว่าหญิงโสดที่ไม่มีภาระ 31. อายถ้าต้องไปหาจิตแพทย์ การป่วยทางอารมณ์ เครียด ซึมเศร้า ไม่ได้หมายความว่าคนเราเสียสติ แต่อาจจะเกิดจากสังคมที่มีแรงกดดันสูง หรือการขาดฮอร์โมนในสมอง ที่เดี๋ยวนี้มียาดีๆ กินแล้วก็หาย หากรู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือก็รีบไปหาแพทย์ได้ ไม่เสียหน้าอะไร 32. ต้องนอนมากๆ พวกที่นอนมากๆ มักเชื่อว่าตัวเองสุขภาพดีกว่าพวกนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอ แต่เพราะนอนมากเกินไปอาจกลายเป็นปัญหาได้ นอนมากจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างแรกคือ จะรู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ และเป็นปัญหาในเรื่องการควบคุมเครื่องจักรหรือการขับรถที่ต้องการความว่องไวคล่องแคล่ว ดังนั้นอย่ายืดเยื้อบนที่นอน เมื่อถึงเวลาตื่นก็ต้องพร้อมจะลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง 33. ซื้อครีมกันแดดยี่ห้อแพงของแพงไม่ได้แปลว่าดีกว่าของถูกเสมอไป ครีมกันแดดโดยพื้นฐานมีองค์ประกอบที่ไม่ต่างกัน แต่ของแพงนั้นนอกจากที่เราจะต้องจ่ายเงินมากกว่าแล้ว เรามักจะคิดว่าของดีใช้เล็กน้อยก็พอ แต่หมอผิวหนังยืนยันว่า ถ้าทาครีมกันแดดให้หนาๆ ถึงของถูกก็มีประสิทธิภาพมากกว่าทาของแพงเพียงบางๆ 34. ทำผมแบบดาราที่เราชื่นชอบ ถ้าเห็นดาราที่เราชอบสุดๆ กับทรงผมแหล่มมาก อย่ารีบตัดรูปดาราคนนี้แล้ววิ่งเข้าร้านทำผมให้ตัดผมของเราแบบดารา ต้องคิดเสมอว่าทรงผมต้องเข้ากับรูปหน้า ตา หู จมูกของท่านด้วย มันจึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่ท่านจะตัดผมทรงเดียวกับดารา ถ้าท่านไม่ได้มีรูปทรงใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน หาทรงผมที่เข้ากับหน้าท่าน อาจจะทำให้ท่านดูเด่นกว่า เป็นดาราในหมู่เพื่อนก็ได้ 35. ซื้อรถยนต์แพงๆ วิ่งเร็วๆ มาวิ่งในกรุงเทพฯ ดูราคาน้ำมันที่วิ่งขึ้นเอาขึ้นเอา ท่านจะเอารถแพงๆ ที่เอามาจอดกลางถนนเพราะรถติดให้ซดน้ำมันเล่นไปทำไม อีกประการถนนในกรุงเทพฯ ก็ไม่เหมาะกับวิ่งเร็วๆ อยู่แล้วนะจ๊ะ 36. กินแครอทเพื่อจะได้เบต้าแคโรทีนเยอะๆ แม้มีความเชื่อว่าเบต้าแคโรทีนในแครอทช่วยทำให้สายตาดีขึ้น แต่ถ้ารับประทานมากไปก็อาจจะก่อให้เกิดอาการวิตามินเอเป็นพิษได้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทเบต้าแคโรทีนด้วย กินมากไปแทนที่จะช่วยป้องกันมะเร็งกลับกลายเป็นสารก่อมะเร็งเสียเอง 37. ไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาล ในวันสงกรานต์ วันปีใหม่ วันตรุษจีน มีคนจำนวนมากหยุดงาน หยุดกิจการ หรือลาพัก (ลูกจ้างร้านอาหาร หรือโรงแรม) พวกที่ออกไปกิน-เที่ยวในช่วงนี้จึงต้องแย่งกันกิน แย่งกันนอนตามสถานที่ท่องเที่ยว ที่มักจะสร้างความเครียดและความหงุดหงิดที่เกิดจากการแย่งกันกินแย่งกันนอน มิหนำซ้ำ เวลาไปสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมบางแห่ง ท่านจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากฝูงชน ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าท่องเที่ยวได้อย่างไร 38. เห่อสินค้าที่ใส่น้ำหอม เดี๋ยวนี้สินค้าตั้งแต่ครีมทาผิวไปจนถึงผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ครีมโกนหนวด ล้วนแต่ใส่ส่วนประกอบที่เป็นน้ำหอมที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ ส่วนประกอบหลายๆ อย่างมีความเป็นพิษต่อร่างกาย น้ำหอมบางทีก็ทำให้เราหลงลืมความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์อันตรายบางอย่างที่เราใช้อยู่ เช่น ยาฆ่ายุง น้ำยาล้างห้องน้ำ เป็นต้น 39. จาริกแสวงบุญ พระอริยะสงฆ์จำนวนมากสามารถบรรลุธรรมได้ทั้งที่ไม่เคยไปจาริกแสวงบุญที่อินเดีย หากปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่พอเพียง ก็ไม่จำเป็นต้องไปแสวงบุญที่อินเดีย แต่ให้ฝึกปฏิบัติทางธรรม ซึ่งสามารถบรรลุได้โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่น้อย 40. กระโดดบันจี้จั๊ม หรือทำอะไรที่เสี่ยงตายเพื่อความเท่ หากยืนอยู่ข้างหน้าเครื่องกระโดดบันจี้จั๊ม อย่ายอมทำเพียงเพราะเพื่อนๆ ยุ หรือท้าหากเราไม่พร้อม เครื่องเล่นสมัยใหม่ของตะวันตกที่ทำกันออกมาเพียงเพราะเขาเชื่อว่า การท้าทายกับความกลัวถึงที่สุด และจะมีเครื่องแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ เชื่อเถอะว่ามันไม่พิสูจน์ความเก่งหรือกล้าของใครเลย 41. ใช้บัตรเครดิตหลายใบที่มีกันอยู่หลายๆ ใบน่ะ ลองคิดใหม่ซิว่าถ้าไม่มีเลย ชีวิตจะเป็นอย่างไร – ไม่ต้องเอาเงินอนาคตมาใช้ก่อน ไม่ต้องโดนกิเลสยั่วให้ซึ้อของทั้งๆ ที่ไม่มีเงิน ไม่ต้องโดนหลอกว่ายิ่งใช้มากยิ่งดีได้โน่นได้นี่ แต่ลืมไปว่าถ้าผิดนัดจ่ายเงินก็ดอกเบี้ยอาน หลายคนมีชีวิตที่บัดซบต้องหมดตัว โดนฟัอง โดนยึดบ้านยึดรถ หมดเนื้อหมดตัว ก็เพียงเพราะมีบัตรเครดิตใบเล็กๆ นี่แหละ 42. ทำศัลยกรรม ไม่ว่าเพื่อนจะพูดอะไร หมอจะบอกอย่างไร ต้องจำไว้หนึ่งอย่างว่าการทำศัลยกรรมตกแต่งหรือเสริมความงามทั้งหลาย ล้วนมีความเสี่ยง แปลว่าทำออกมาแล้วกลายเป็นคนขี้เหร่ไปกว่าเดิมหรือจากสาวการเป็นแก่ไปเลยก็ได้ หรือทำแล้วไม่ดี ต้องแก้แล้วแก้อีก อย่างที่เป็นคดีความตามหน้าหนังสือพิมพ์ คนที่คิดจะทำศัลยกรรมมักคิดแง่เดียวว่าจะต้องดี ที่หนักกว่านั้นก็คือว่า คุณรู้หรือไม่ว่าหมอศัลยกรรมความงามหลายคนไม่ได้เรียนจบมาทางศัลยกรรมความงาม แต่ฝึกเอาเองเนื่องจากงานนี้รายได้ดี มีคนพร้อมทุ่มหมดตัว ขอให้สวยเท่านั้น 43. รับประทาน(ยา) วิตามิน อี หรือ ซี เพื่อป้องกันมะเร็งอย่าดีกว่า เสียสตางค์ฟรี เพราะในการทดสอบที่สหรัฐอเมริกาที่ทำกับหมอ 15,000 คนที่รับประทานวิตามิน อี และ ซี มาสิบปี ปรากฏว่าไม่มีผลที่แสดงว่าวิตามินเหล่านี้ช่วยลดอัตราการเป็นมะเร็ง ในทางกลับกัน การรับประทานวิตามินมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคได้ 44. ซื้อเครื่องสำอางที่เขียนว่าผ่านการทดสอบจากห้องทดลองแล้ว ไม่มีอะไรขายง่ายเท่าผลิตภัณฑ์ความงาม ดูตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยาสมัยนี้ เครื่องสำอางได้แทรกเข้ามาขายง่ายๆ เหมือนขายนมกระป๋อง หรือยาธาตุน้ำแดง ขอเพียงแต่มีคนเชียร์แขก มีคำโฆษณาฝันหวานและคำรับประกันที่หาคนพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริง เช่นเครื่องสำอางนี้ผ่านการทดสอบวิจัยจากห้องแลปทดลองที่ประเทศ ...อะไรก็ได้ที่ฟังแล้วดูดี ก็จะขายได้ทันที แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่อ้างมามักจะเป็นแค่มุขใหม่ของการตลาดเท่านั้นเอง 45. กินอาหารเสริมก็เราจ่ายเงินซื้ออาหารรับประทานวันละ 3 มื้ออยู่แล้ว เราไม่มีความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (อาหารเสริม) ที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่าอาหารที่เรารับประทานปรกติ อาหารเสริมนอกจากแพงแล้ว ยังไม่มีประโยชน์ สู้จ่ายเงินซื้อผัก ผลไม้ดีๆ มารับประทานพร้อมๆ มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอดีกว่า 46. มีนาฬิกาแพงๆนาฬิกาแพงๆ นั้น เป็นค่านิยมที่คนขายพยายามทำให้คนทั้งโลกเชื่อว่าเขาจะเป็นคนพิเศษทันทีด้วยนาฬิการุ่นนี้ แต่การเป็นคนพิเศษไม่ควรตัดสินด้วยนาฬิกา (อย่างที่คนเชื่อกัน) อย่าลืมว่าไอ้ราคา 199 กับ 19,999 ก็ดูเวลาได้เหมือนกัน 47. ซื้อหนังสือยอดนิยมทุกเล่มหนังสือยอดนิยมทุกเล่มแปลว่าแต่ละเล่มมีคนจำนวนมากซื้ออ่าน แต่อย่าลืมว่าคนแต่ละกลุ่มจะเลือกซื้อหนังสือที่เหมาะกับตัวเอง หรืออ่านแล้วสนุก แปลว่าเราไม่ต้องมีหนังสือยอดนิยมทุกเล่มหรอก หาหนังสือที่ตัวเองชอบ แม้ไม่ได้เป็นหนังสือยอดนิยมก็ตาม 48. ซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดเอาของแถมต้องยอมรับว่านักการตลาดต่างประเทศมีมุขล่อผู้บริโภคอย่างชาญฉลาด มีหลายครั้งที่เขาปั่นยอดขายอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเอาของกระจุกกระจิกมาแถม โดยที่ในแต่ละชุดจะมีแบบออกใหม่ทุกอาทิตย์ ทำให้คนสะสมต้องกลับมากินทุกอาทิตย์ แล้วของเหล่านั้นท้ายที่สุดก็มาเก็บไว้ก็รกบ้าน กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเป็นเหยื่อนักการตลาดอีกแล้วอาจจะติดรสชาติอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ไม่มีคุณค่าอาหารไปเรียบร้อยแล้ว 49. กินแบรนด์หรือซอยเปปไทด์ก่อนสอบ ไม่ต้องกินของเหล่านี้ก็ได้ หากขยันและมีการเตรียมตัวที่ดีก็สอบได้แน่นอน ของพวกนี้ทำมาเพื่อการขายน่ะ ราคามันแพงและไม่มีการันตีว่าจะสอบได้จริงหรอก 50. ไม่ต้องผอมเหมือนนางแบบ ถ้าอาชีพคุณไม่ใช่นางแบบ มันก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องอดอาหาร ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ นางแบบมีลูกยากเพราะร่างกายจะขาดสารอาหารตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วหากคุณมีโอกาสไปพูดคุยกับนางแบบบางคนเขาจะสารภาพว่าเขาทรมานแค่ไหนที่ต้องอดอาหารอร่อยๆ เพียงเพราะว่าเขาต้องรักษาอาชีพนี้ไว้ด้วยรูปร่างที่ผอมเพียว 51. กินขนมเค้กวันเกิดมีอย่างอื่นที่ประหยัดและถูกกว่า มีข้อคิดอีกอย่างเรื่องวันเกิดว่าแทนที่เราจะไปฉลองการเกิดตัวเอง เราควรพาคุณพ่อคุณแม่ไปเลี้ยงขอบคุณที่ให้ชีวิตและเลี้ยงดูเราแทน 52. เจิมรถ ถ้าคนขับรถขับด้วยความประมาท หรือขับไปคุยโทรศัพท์ไป หรือขับรถเร็วเกินพิกัด การเจิมรถก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ 53. ซื้อหวยเคยรู้จักใครที่ซื้อหวยเป็นประจำแล้วรวยได้บ้าง ส่วนมากจะถูกเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับกลายเป็นคนติดการซื้อหวยจนใกล้กับการติดพนัน แต่แม้กระทั่งคนที่ถูกหวยที่หนึ่ง มักจะกลายเป็นคนไม่มีเงินเหลือหรือก็เป็นคนไม่มีความสุข อย่างคนที่คนถูกหวยที่อเมริกาได้เงินหลายสิบล้านดอลล่าร์ ท้ายสุดกลายเป็นคนไม่มีเพื่อน (เพราะทุกคนเข้ามาขอเงิน) และไม่มีความสุข (เพราะไปไหนคนก็ขอเงิน) 54. เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ความสามารถของพวกนายทุนหนึ้คือการทำให้การเป็นหนี้กลายเป็นสิ่งที่ดูดีในสังคมสมัยใหม่ เพราะมาในรูปแบบ บัตรเงินสดที่ดูทันสมัย เก๋ไก๋ หรือบัตรเครดิต บัตรสมาชิก ล้วนแล้วแต่ชักชวนให้คนมาเป็นหนี้ ทำให้เอาเงินออกมาใช้ให้ง่ายที่สุด กว่าจะรู้ตัว เราก็กลายเป็นหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด 55. เล่นหุ้นการเล่นหุ้นเคยเป็นความมั่นคงในชีวิตสำหรับหลายคนที่คิดว่าจะเอาเงินไปทำงานให้ แต่วันดีคืนดี ตลาดหุ้นก็ล้มโครม คนที่เคยร่ำรวยจากการได้เงินง่ายๆ กลับกลายเป็นคนหมดตัว สูญเสียทรัพย์สิน ถ้าไม่รู้จริง อย่าเสี่ยงดีกว่า 56. อ่านหนังสือ gossip ดาราที่ชอบลงรูปฝีมือปาปาราชซี่ก็เพราะคนอ่านแบบเราๆ ที่สนับสนุนหนังสือพวกนี้นะซิ ถึงทำให้มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพวกดาราที่โดนรังควานโดยช่างภาพที่ต้องการหาเงินจาก ช็อตเด็ด ซึ่งบางครั้งทำให้ครอบครัวแตกแยก หรืออาชีพล่มสลาย มีหนังสือที่สร้างสรรมากกว่านั้นมากมายที่น่าอ่าน 57. ไหว้นักการเมืองขี้โกง พินอบพิเทาข้าราชการขี้ฉ้ออย่าทำให้นักการเมืองขี้โกง หรือข้าราชการขี้ฉ้อ ที่เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะโกงแค่ไหน โดนเปิดโปงอย่างไรถ้าตำแหน่งใหญ่ซะอย่าง คนไทยก็ยังกราบยังไหว้เพราะมีมารยาทดี ถ้าเป็นต่างประเทศ พวกนี้อยู่ในตำแหน่งไม่ได้แล้ว 58. ต้องมีโทรศัพท์ 3Gคำถามแรก คุณต้องใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อทำอะไรบ้าง มีโทรศัพท์ที่มีทุกอย่างอยู่แล้ว แล้วทำไมต้อง 3G59. กินมันฝรั่งทอด (potato chip)มันฝรั่ง potato chip นั้น ทำมาจากมันฝรั่งจีเอ็มโอทั้งนั้น มันยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าพืชดัดแปลงนี้กินแล้วปลอดภัย มีแต่รายงานการแพ้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับแมลงที่มีประโยชน์ต่อธรรมชาติ แม้แต่ผีเสื้อก็ตายได้เพราะไปตอมพืชพวกนี้ และอาจจะมีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในดินของแปลงที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมด้วย 60. ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อ หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม โดยเฉพาะรุ่น limited editionอะไรกันนี่ คนไทยชอบเอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง เจ้าของสินค้ายี่ห้อที่ร่ำรวยมหาศาลจากการจ้างคนออกหัวคิดแพงๆ แล้วมาทำสินค้าให้แพงเว่อร์ๆ มากๆ มาขายทั่วโ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 99 มาทำเครื่องสำอางผิดกฎหมายกันเถอะ

มาทำเครื่องสำอางผิดกฎหมายกันเถอะโดย แนวร่วมส่งเสริมประชาธิปไตยในการผลิตเครื่องสำอางผิดกฎหมายแห่งชาติ “กระตุ้นเศรษฐกิจของชาติด้วยกัน จงขยันผลิตจำหน่าย”สวัสดี ครับ พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน กระผมในนามของประธานแนวร่วมส่งเสริมประชาธิปไตยในการผลิตเครื่องสำอางผิด กฎหมายแห่งชาติ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มาร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ โดยการผลิตเครื่องสำอางกันเถอะครับ เพราะในยุคนี้ สมัยนี้ ใครๆ ต่างก็รักสวยรักงามกันทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ดูเอาซิครับ เครื่องสำอางน่ะโฆษณากันโครมๆ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ใครๆ ไม่ว่าหญิงหรือชาย เด็กหรือแก่ ก็แย่งกันซื้อมาใช้ แต่ท่านสมาชิกครับ ขืนเราลงไปแข่งกับเขา ก็ตายซิครับ เราต้องหาช่องว่างทางการตลาดที่จะแย่งส่วนแบ่งส่วนนี้ให้ได้ กระผมพบแล้วครับ ช่องทางการตลาดที่เหมาะกับเรามากที่สุดคือ ช่องทางของเครื่องสำอางผิดกฎหมายไงครับ   ท่าน สมาชิกอย่าเพิ่งเบ้หน้าซิครับ อย่ากลัวครับ อย่ากลัว รักจะทำผิดแล้วจะกลัวได้อย่างไร ท่านไม่เห็นหรือครับว่าทุกวันนี้หน่วยราชการเขาก็เที่ยวไล่ตามจับเครื่อง สำอางผิดกฎหมายกันอยู่ทุกวัน แล้วเป็นไงครับ มันหมดหรือเปล่า ไม่หมดใช่มั้ยครับ นั่นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนได้เลยว่าตลาดของเครื่องสำอางผิดกฎหมายของเรายัง สามารถเติบโตได้อีกเยอะครับ   แม้ จะเป็นการเสี่ยงกฎหมาย แต่เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกทุกท่านมีโอกาสร่ำรวยแบบกระผม ในโอกาสนี้ กระผมขอแนะนำเคล็ดลับในการผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางผิดกฎหมาย เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้นำกลับไปทำมาหากินเพื่อตัวท่านเอง และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ อันเป็นการช่วยประเทศได้อีกทางเลยนะครับ และไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออกนะครับ เพราะวันนี้กระผมจะแนะนำให้ครบวงจร หมดไส้หมดพุงเลยครับ เรียกว่ามางานนี้ครั้งเดียวกลับไปรวยและเลยครับ หมายถึงรวยเห็นๆ นะครับไม่ใช่รวยจนเละตุ้มเป๊ะนะครับ ขั้นตอนที่หนึ่ง หาวัตถุดิบสรรพคุณวิเศษประการ แรกเลย ท่านสมาชิกต้องตั้งสติให้ดีก่อนนะครับว่าจะผลิตผลิตภัณฑ์อะไร งานนี้คนธรรมดาทำไม่ได้นะครับ ต้องมีสมองและยิ่งขี้โกงนิดๆ จะยิ่งแจ๋วไปเลยครับ เคยมีสมาชิกบางท่านไปทำดินสอพองผสมสีย้อมผ้า แม้ว่าจะเป็นนวัตกรรมผิดกฎหมายที่เยี่ยมยอด แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดครับ นึกดูซิครับใครจะไปใช้ดินสอพองได้ทุกวัน กลายเป็นขายได้เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น ต้องนี่ครับ กระผมขอแนะนำ เครื่องสำอางสำหรับใบหน้าและผิวขาว ครับ เพราะยุคนี้ใครๆ ก็อยากหน้าขาวผิวขาวกันทั้งนั้น ถึงจะบางคนพ่อดำ แม่ดำ ก็ยังอยากจะขาวตะเกียกตะกายขวนขวายซื้อมาใช้จนได้ วัตถุ ดิบก็ไม่ยากครับ มีสารตั้งหลายตัวที่เราซื้อมาใช้ได้ พวกนี้แม้ราชการเขาจะห้ามใช้ในเครื่องสำอาง แต่เขาไม่ห้ามที่ผลิตเป็นยา ก็เลยมีสารเคมีเหล่านี้วางจำหน่ายได้ เวลาไปซื้อเราก็บอกว่า จะซื้อไปให้คุณหมอที่คลินิกซิ ไอ้ครีมที่หน้าขาวๆ ที่จ่ายตามคลินิกน่ะบางตัวเขาก็ผสมสารพวกนี้นะ แล้วก็อ้างว่าใช้รักษาคนไข้เฉพาะราย ทั้งๆ ที่ เห็นๆ ใครๆ ก็เข้ามาขอซื้อได้ ความจริงการผลิตยาขายเขาต้องมาขออนุญาตผลิตก่อนนะ แต่ใครจะไปตามจับตามตรวจได้หมดล่ะ พูด ไปเรื่อย แนะนำสารเคมีดีกว่า สมาชิกรู้จักมั้ย สารไฮโดรควิโนน น่ะ ตัวนี้เจ๋งมากนะครับ ทาไม่เท่าไหร่หน้าจะขาววอกเลย แต่อย่าเผลอไปบอกคนใช้ล่ะ ว่าถ้าใช้ไปนานๆ หน้าจะด่างแบบถาวรรักษาไม่หาย อีก ตัวก็ ปรอทแอมโมเนีย ไอ้ตัวนี้ใช้เยอะมันจะซึมเข้าไปถึงไต ไตพังนะ แต่อย่ากังวลครับ คนยุคนี้เขากินโน่นใช้นี่มากมาย เวลาเจ็บป่วยชอบมาโบ้ยโทษว่าเกิดจากสารปรอทแอมโมเนียของเรา จริงๆ มันก็มีส่วนนะแหละ แต่ทำไมไม่คิดล่ะว่าชาติที่แล้วไปทำกรรมอะไรไว้ก่อน ตัว สุดท้ายก็ กรดวิตามินเอ ตัวนี้สุดยอด สิวหายหน้าใสเลยล่ะ แต่อาการข้างเคียงคือ ปวดแสบปวดร้อนตรงผิวที่ทาเจ้าตัวนี้ลงไปครับ และปกติเขาห้ามใช้ในคนท้องนะ เพราะมันจะซึมไปถึงลูกในท้องจนพิการ แต่อย่าคิดมากครับ คนท้องคนไส้ที่ไหนจะมาทาครีมผิวขาว ขืนคิดมากจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนะอย่าลืม ขั้นตอนที่สอง ผลิตง่ายๆ ไม่ต้องจ่ายภาษีพอ ได้สารสำคัญๆ ครบแล้ว ก็เข้าสู่การผลิตเลย ทำไม่ยากหรอกครับ เดี๋ยวผมจะให้สูตรนะครับ สถานที่ก็ไม่ต้องใหญ่โตหรอก ขืนใหญ่โตเกินไปสรรพากรจะตามมาเก็บภาษี เจ้าหน้าที่จะตามกลิ่นได้ เอาแบบนี้เลยครับ ที่นิยมมากๆ คือไปเช่าทาวน์เฮ้าส์ว่างๆ แล้วผลิตที่นั่นเลย แต่แนะนำให้ทำหลังบ้านนะครับ ล็อคประตูบ้านให้ดีล่ะ เผื่อเจ้าหน้าที่ดมกลิ่นตามมาถูก แต่กว่าจะพังเข้ามาได้ เราจะได้หนีทัน แต่ที่ประหยัดที่สุด แนะนำให้ผลิตในรถตู้เลยครับ มีเตาแก๊ส กาละมัง กระบวย ไม้พาย แค่นี้ก็ต้มๆ กวนๆใส่กระปุกขายได้แล้ว สุดยอดไหมล่ะครับ เจ้าหน้าที่ก็ตามจับไม่ได้หรอกเพราะรถมันไม่ได้อยู่กับที่น่ะ แถมทำปุ๊บส่งของได้ปั๊บเลยเด็ดมั้ยครับ ผลิต เสร็จแล้วต้องหาภาชนะบรรจุสวยๆใส่นะ ขืนใส่ถุงพลาสติกรัดยางขาย ดูมันจะกระจอกเหมือนน้ำมันทอดซ้ำที่ขายแบกะดินชอบกล พยายามหน่อยนะท่านสมาชิก หากระปุก หาขวดที่รูปร่างสวยงามกันหน่อย กระปุกแบบใส่ดินสอพอง ใส่เต้าหู้ยี้ไม่เอานะครับ เอากระปุกแบบยี่ห้อดังๆ เลย อย่าลืมว่าคนสมัยนี้บางคนเขาเลือกซื้อเครื่องสำอางตามหน้าตาของภาชนะบรรจุ ด้วย เสร็จแล้วก็ออกแบบฉลากให้มันสวยงามทันสมัยหน่อย แม้กฎหมายจะบังคับให้เครื่องสำอางต้องแสดงฉลากเป็นภาษาไทย และต้องมีรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น ชื่อเครื่องสำอาง ส่วนประกอบ ปริมาตรปริมาณที่บรรจุ วันผลิตหรือหมดอายุ รวมทั้งสถานที่ผลิต แต่เพื่อความปลอดภัยจากเงื้อมมือของกฎหมาย กระผมแนะนำให้แสดงฉลากเป็นภาษาประกิตเลย ผู้ซื้อจะได้ดูว่าเป็นของนอก ถ้าคิดไม่ออกก็ทำฉลากปลอมยี่ห้อดังๆ เลยง่ายดี ส่วนที่อยู่ผู้ผลิตท่านสมาชิกก็อย่าซื่อเกินเหตุไปบอกที่อยู่จริงล่ะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะตามมาเยี่ยมถึงบ้าน ใส่ให้มันคลุมเครือหาไม่เจอเอาไว้ก่อนดีกว่า ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะหาซื้อไม่ได้ เรามีวิธีขายครับ ขั้นตอนที่สาม ขายง่าย ขายดี เขาทำกันแบบนี้การ ขายเครื่องสำอางผิดกฎหมายนั้น จะให้วางขายแบบปกติคงไม่ได้ เราต้องมีวิธีการขายที่แยบยล ยิ่งฉลาดกว่าเจ้าหน้าที่ เราจะยิ่งประสบความสำเร็จครับ กระผมขอแนะนำวิธีขาย 2-3 แบบครับ แบบ แรก เราก็วางขายหน้าร้านไปเลย วางในจุดที่เด่น ไม่ต้องหลบซ่อน เพราะเดี๋ยวจะมีพิรุธ ถ้าเจ้าหน้าที่มาตรวจ เราก็อ้างว่า มีคนมาฝากวางขาย เราไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิดกฎหมาย ใครจะไปรู้ ถ้าเจ้าหน้าที่ถามว่า ทำไมไม่ใช้ชุดทดสอบเครื่องสำอางที่ราชการแจกไปทดสอบก่อนขายล่ะ เถียงไปเลยครับว่า ทุกวันนี้ก็แทบไม่มีเวลาทำมาหากินแล้วยังจะให้มาทดสอบอีก แล้วใครจะไปจำวิธีทดสอบได้ล่ะ ดูสีอะไรกันแยกไม่ถูกหรอก มันไม่ได้จำง่ายๆ แบบแทงหวยนี่นา และ หากจะเพิ่มยอดการจำหน่ายให้มากขึ้น แนะนำให้วางในที่ที่เจ้าหน้าที่นึกไม่ถึง เพราะส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ก็จะมาตรวจตามร้านเสริมสวย ร้านขายของชำหรือตามตลาดนัด สมาชิกของเราบางท่านเคยนำไปวางขายในร้านเบเกอรี่ ร้านขายเครื่องเขียน กระบะขายผักก็มีมาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยมาตรวจพบ ไหมล่ะ เจ๋งไหมครับวิธีนี้ ท่านสมาชิกครับ อย่าเพิ่งหยุดแค่นี้นะ กระผมแนะนำให้ท่านสมาชิกนำผลิตภัณฑ์ไปขายตรง แบบปากต่อปากเพื่อส่งเสริมธุรกิจไปด้วย เพราะการขายแบบนี้ มันโฆษณาตัวต่อตัวได้เวอร์มากกว่าวิธีอื่นๆ แถมไม่ต้องเสียค่าแผง ไม่ต้องเสียภาษี ไปไหนก็เอาไปด้วยได้ง่ายๆ เวลาขายก็อ้างพวกดาราหน้าสวยๆ งามๆ ได้เลย ลูกค้าที่ไหนเขาจะโทรไปเช็คกับดาราล่ะ หรือไม่ก็อ้างว่าได้มาจากคลินิกก็ได้ ดูมันขลังดีเหมือนกันเพราะเหมือนผ่านมือหมอมาแล้ว แถมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฉลากที่ไม่ครบถ้วนอีกด้วย ไม่เชื่อไปดูซิ พวกที่หลุดมาจากคลินิกน่ะ ฉลากถูกกฎหมายมีมั้ย น้อยมากใช่มั้ยครับ หรือจะอ้างว่าผลิตโดยทีมอาจารย์จากหมา เอ๊ย มหาวิทยาลัยดังๆ แค่นี้คนก็อยากได้กันจะแย่แล้ว ขั้นตอนที่สี่ การขยายธุรกิจที นี้ถ้าธุรกิจเราเริ่มเติบโตขึ้นไปอีก เราก็ต้องเริ่มมีโฆษณาแล้ว ตอนนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะถือว่าเราอยู่ในที่โล่ง เจ้าหน้าที่อาจจะมาตรวจสอบได้ ไม่เป็นไรครับ อย่ากลัว จำคำขวัญของเราให้ดี “กระตุ้นเศรษฐกิจของชาติด้วยกัน จงขยันผลิตจำหน่าย”   ก็ เราก็มีสถานที่และเครื่องสำอางให้เขาตรวจตอนขออนุญาตแล้วนี่ ส่วนที่จะทำขายจริงๆ น่ะ เราก็แอบไปหาที่อื่นทำก็ได้ ให้มันรู้กันไปเลยว่า ใครจะฉลาดกว่ากัน เราหรือเจ้าหน้าที่ ส่วน การโฆษณาน่ะไม่ยากถ้าทำเป็นเอกสาร ใบปลิวหรือสิ่งตีพิมพ์ก็ทำให้มันสวยงามน่าเชื่อถือ ใส่ภาษาอังกฤษไปเยอะๆ แล้วก็ใส่ข้อความตามใจชอบที่จะสามารถดึงดูดใจลูกค้าให้ได้ อ้างผลการทดลองต่างๆ จริงบ้างเท็จบ้างไม่เป็นไร คนซื้อเขาชอบ ยิ่งโฆษณาโอ้อวดว่า ผลิตภัณฑ์ของเรามันรักษาโรคโน้นโรคนี้ได้ยิ่งดี แม้ว่ามันจะผิดกฎหมายก็อย่าไปกลัวครับ เพราะมันจะดูน่าเชื่อถือ คุ้มครับคุ้มมากๆ แต่ที่สำคัญ เราอย่าเผลอไปลงชื่อของเรา หรือสถานที่ผลิตของเราล่ะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะตามมาถึงเรา สมาชิก บางท่านถามกระผมถึงการทำสปอตโฆษณาทางวิทยุ ก็เหมือนกันครับ ทำไปเถอะ กว่าเจ้าหน้าที่จะรู้ กว่าจะตามอัดเทปโฆษณา กว่าจะเชิญเราไปพบ เราก็หนีหายได้ทัน ส่วน การโฆษณาทางโทรทัศน์อันนี้ต้องลงทุนหน่อย อย่าหาพรีเซนเตอร์เพียงคนเดียว มายืนพูดปาวๆ อันนั้นมันเก่าไปแล้ว เดี๋ยวใครเขาจะคิดว่าเราขายเครื่องสำอางแผนโบราณ ต้องแบบนี้เลยครับ ไปจ้างดาราและนักวิชาการที่น่าเชื่อถือมาพร้อมๆ กันเลย อ้อ! ลืมบอกไปว่าต้องเอาดาราที่หน้าสวยๆ งามๆ หล่อๆหน่อยนะ หน้าตาเห่ยๆ อย่าเผลอไปจ้างมาล่ะ แต่นักวิชาการหากเห่ยไปบ้างพอรับได้ครับเพราะมันดูน่าเชื่อถือว่าเป็นตัว จริง แล้วก็ไปแทรกในรายการสุขภาพต่างๆ เวลาจัดรายการก็ให้โฆษกมันต่อยหอยพูดเจื้อยๆไปเถอะ เพ้อเจ้ออะไรก็ได้ ขอให้สนุกและน่าสนใจ แต่อย่าลืม ให้โฆษกพูดชื่อสารที่มีในเครื่องสำอางของเรากรอกหูคนดูไปบ่อยๆ และพอได้จังหวะคนดูเริ่มเคลิ้ม ก็ให้หันมาถามนักวิชาการว่าไอ้สารตัวนี้มันคืออะไร มันดีอย่างไร ตรง นี้ต้องเตี๊ยมกับนักวิชาการทั้งหลายก่อนว่า ไม่ได้จ้างมาโฆษณานะ จ้างมาให้พูดแนะนำความรู้เกี่ยวกับสารต่างๆ ให้ประชาชนรู้จัก เพราะนักวิชาการพวกนี้ บางคนเขามีสภาของเขาดูแลอยู่ ขืนไปโฆษณาการันตีสินค้าสุ่มสี่สุ่มห้าจะถูกลงโทษได้ พวกนี้เขาจะกลัว อันนี้ต้องชี้แจงเขาให้ดี พอนักวิชาการพูดเสร็จ ก็ถึงท่อนฮุคแล้วครับ ให้โฆษก ถามดาราเลยว่าไอ้ที่หน้าตาสวยๆ งามๆ หล่อๆ แบบนี้เขาใช้อะไร ที นี้ก็ให้ดาราที่จ้างมา กระหน่ำพรั่งพรูถึงสารเคมี ยี่ห้อ สินค้า สรรพคุณ เรียกว่าพูดน้ำไหลไฟดับให้คุ้มค่าจ้างไปเลยยิ่งดี พวกนี้เขาเก่งครับ เล่นได้สมบทบาท ส่วนของจริงเขาจะใช้หรือใม่ใช้ ไม่ต้องไปกังวลครับ ไม่มีใครตามมาเช็คหรอก และขอให้จบตรงที่โฆษกมอบของที่ระลึกให้ทั้งนักวิชาการและดารา ไม่ต้องไปหาถ้วยชามสังคโลกหรือพระเครื่องอะไรมามอบนะ เอาไอ้เครื่องสำอางของเรานั่นแหละมอบให้ ไปเลย เหมือนบอกคนดูแบบอ้อมๆ ว่าสุดท้ายก็ไปไหนหรอก ใช้ของเราหมดเลย ทั้งดาราและนักวิชาการ ลืม บอกไปอีกอย่าง พวกอุปกรณ์ประกอบฉาก ต้องหาให้เกี่ยวหรือเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ของเราให้ได้ เช่น รูป สี ข้อความ หรือแม้กระทั่ง ฉากหลัง ภาษาวงการเขาเรียกว่า โฆษณาแฝง อย่าคิดมาก ขนาดละครโทรทัศน์ทุกวันนี้มันยังโฆษณาแฝงมากกว่าเราอีก เป็น ไงครับ สมาชิกเรา เริ่มมีความหวังที่จะร่ำที่จะรวยกันแล้วใช่มั้ยครับ แต่ยังครับ เราต้องป้องกันความเสี่ยงด้วย เพราะเราทำผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย ขืนไม่บอกเคล็ดลับสุดท้าย ก็แย่ซิ เราต้องหาทางป้องกันความเสี่ยงของธุรกิจไว้ด้วย   ขั้นที่ห้า ปฏิบัติการแก้ต่างเพื่อพ้นผิดถ้า ลูกค้ามาโวยวายว่าใช้เครื่องสำอางของเราแล้วแพ้ อย่าตกใจครับ ตั้งสติให้ดี ค่อยๆ บอกเขาว่า ตัวยากำลังออกฤทธิ์ ผิวหน้าผิวหนังกำลังลอกคราบ พยายามอ้างโน้นอ้างนี้ บอกให้ใจเย็นๆ แต่ถ้าลูกค้าดันไป โวยวายร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ อ้างไปเลยว่า รู้ได้อย่างไรว่าเกิดจากเครื่องสำอางของเรา มีพยานพิสูจน์หรือเปล่า หรือเอาสูตรสำเร็จไปอ้างเลยว่า เอาของคนอื่นมาปลอมเพื่อมาเรียกร้องรีดเงินจากบริษัทรึไง แต่ต้องระวังหน่อยนะตอนนี้เขามีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคที่ทางศาลเขา จะรับเรื่องได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งจะมีกฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ ปลอดภัย ซึ่งถ้าผู้บริโภคเขาเสียหายก็จะมาร้องให้เราต้องรับภาระพิสูจน์ ดังนั้นเตรียมอะไรในเบื้องต้นให้มันคลุมเครือสับสนไว้ก่อนจะยิ่งปลอดภัยแก่ ตัวเราเอง แต่ ถ้าเจอของแข็ง โดนเจ้าหน้าที่ตรวจจับ ตั้งสติให้ดีนะครับ ถ้าเขาจับผลิตภัณฑ์ของเราได้จากที่อื่น ให้อ้างไปเลยครับว่า ของปลอม เราทำของถูกกฎหมายนะ ไอ้ที่เจ้าหน้าที่จับมาได้เป็นของคนอื่นมาปลอมของเราต่างหาก เขาก็อ้างอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ เห็นมั้ย ไอ้ที่เจ้าหน้าที่เขาประกาศกันโครมๆ ไม่เห็นมีเจ้าของรายไหนยอมรับว่าเป็นของตนเองสักราย อ้างแต่ว่าคนอื่นมาปลอม ทั้งๆ ที่ตนเองก็เป็นผู้เสียหาย เสียชื่อเสียง แต่ไม่เห็นเดือดร้อน ถ้าเป็นสินค้าอื่นๆ เจ้าของเขาให้สินบนนำจับไปแล้ว อ้างไปเถอะอย่าอาย ต้องด้านๆ เข้าไว้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ดันมาจับได้ในสถานที่ของเราเอง ให้เตรียมจ้างคนไว้เลยให้มันรับเป็นเจ้าของสถานที่ไปเลย แล้วเราก็รีบแว่บหนีไป พวกรับจ้างติดคุกแทนน่าจะหาไม่ยากนะ เป็น ไงครับ วันนี้กระผมแนะนำกลเม็ดเด็ดพราย ทลายทะลุทะลวงยอดขายให้แล้วนะครับ ก่อนปิดการประชุมในวันนี้ กระผมก็ขออวยพรให้สมาชิกของเราทุกท่าน ประสบความสำเร็จในธุรกิจอันนี้ อย่าลืมนะครับ “กระตุ้นเศรษฐกิจของชาติด้วยกัน จงขยันผลิตจำหน่าย” ถึงจะเสี่ยงแต่ก็คุ้มใช่มั้ยครับ สวัสดี หมายเหตุบท ความนี้ไม่ได้มีเจตนาอยากให้ใครไปทำเครื่องสำอางผิดกฎหมายจริงๆ หรอกนะครับ เพียงแต่ต้องการจะบอกความจริงว่า การทำเครื่องสำอางผิดกฎหมายออกมาหลอกลวงขายให้กับผู้บริโภคนั้น มันง่ายมากๆ เจ้าหน้าที่ตรวจจับปราบปรามกันเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่มียุบ มีหยุด กี่ปีๆ เราก็ได้ยินแต่ข่าวเจ้าหน้าที่ตรวจจับเครื่องสำอางผิดกฎหมาย ที่มีมูลค่าร่วมๆ สิบล้านบาท เพราะฉะนั้นคงต้องหวังพึ่งพลังของประชาชนนั่นแหละครับ อย่าได้ไปซื้อใช้เครื่องสำอางที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไอ้ที่บอกเห็นผลในสามวัน เจ็ดวัน มันผสมสารต้องห้ามทั้งนั้นแหละ หน้าคนนะครับไม่ใช่กระดาษจะได้ขาวได้เหมือนฟอกสี ดังนั้นอย่าหลงไปเป็นเหยื่อของพวกทำเครื่องสำอางผิดกฎหมายเข้าล่ะ แล้วถ้าเจอเบาะแสที่ไหน ก็อย่าลืมช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่นะครับ สงสัยว่าเครื่องสำอางใดอาจมีสารห้ามใช้ โทร.ที่กลุ่มงานเครื่องสำอาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 02-590-7277 หรือ ตรวจสอบได้ที่ www.fda.moph.go.th/ ข้อหาฐานผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 98 เครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 ใครช่วยคุณประหยัดไฟ (ฟ้า) ที่สุด

วฤษสพร วิริยะประสาท   เครื่องปรับอากาศ เบอร์ 5 ใครช่วยคุณประหยัดไฟ(ฟ้า)ที่สุดคงพอทราบวิธีเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศกันมาบ้างแล้ว ซึ่งหนึ่งในคำแนะนำสำคัญก็คือ ควรเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีฉลากเบอร์ 5 เพราะจะช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าได้มาก แต่ว่าถึงจะเป็นเบอร์ 5 เหมือนกันก็มีความแตกต่างนะคะ เบอร์ 5 มาอย่างไร"โครงการประชาร่วมใจใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟเบอร์ 5 " เป็นผลงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ส่งเสริมให้ประชาชนร่วมใจการประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าและใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจุดมุ่งหมายในการลดการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ สำหรับเครื่องปรับอากาศซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการเติบโตสูงและใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดทั้งในบ้านพักอาศัยและในภาคธุรกิจ กฟผ.ได้ขอความร่วมมือกับผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศให้เข้าร่วมโครงการเพื่อกำหนดระดับประสิทธิภาพและพัฒนาเครื่องปรับอากาศเพื่อติดฉลาก แสดงระดับประสิทธิภาพเบอร์ 5 ติดฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพตามมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยสถาบันไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ (สฟอ.) เป็นหน่วยงานทดสอบค่าประสิทธิภาพ โดยเกณฑ์ที่ใช้กำหนด ประหยัดไฟเบอร์ 5 หมายถึง ท่านจ่ายค่ากำลังไฟฟ้า 1 หน่วย จะได้ความเย็นไม่น้อยกว่า 10,600 บีทียู (ซึ่งเครื่องปรับอากาศปกติโดยทั่วไปท่านจ่ายค่าไฟฟ้า 1 หน่วย จะได้ความเย็นประมาณ 7,000-8,000 บีทียูเท่านั้น) แสดงว่าถ้าใช้เครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 จะประหยัดไฟฟ้าถึงประมาณ 35% ความต่างของเบอร์ 5 ในปัจจุบันมีเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เพื่อตอบสนองนโยบายการประหยัดพลังงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 จะมีประสิทธิภาพพลังงาน (EER - Energy Efficiency Ratio) สูงกว่า และช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่าเครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่เบอร์ 5 แต่ข้อเสียคือมีราคาสูงกว่าเครื่องปรับอากาศธรรมดา ดังนั้นผู้ซื้อจึงควรเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับค่าไฟฟ้าในระยะยาว แต่ก่อนจะเปรียบเทียบเบอร์ 5 ของเครื่องปรับอากาศยี่ห้อต่างๆ เรามาทำความรู้จักกับค่า EER กันก่อนนะคะ เพราะตัวนี้คือจุดตัดสินสำคัญ ค่า EER (Energy Efficiency Ratio) หรืออัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานของเครื่องปรับอากาศ คือ ค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศว่าดีหรือไม่ อย่างไร มีหน่วยเป็น (Btu/hr.)/W ดูจากหน่วยของค่า EER นี้แล้วก็คงเข้าใจได้โดยง่ายว่าค่า EER นั้นก็คืออัตราส่วนของความเย็นที่เครื่องปรับอากาศสามารถทำได้จริง (Output) กับกำลังไฟฟ้าที่เครื่องปรับอากาศนั้นต้องใช้ในการทำความเย็น (Input) เครื่องปรับอากาศที่มีค่า EER ยิ่งสูงก็แสดงว่า เครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นยิ่งมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดียิ่งขึ้น วิธีคำนวณหาอัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงาน (EER) คือ   EER = ขนาดของเครื่องปรับอากาศ(BTU/hr) กำลั งไฟฟ้าที่ใช้(Watt) เช่น ขนาดเครื่องปรับอากาศ 12,000 บีทียู/ชั่วโมง มีกำลังไฟฟ้า 1,200 วัตต์ 12,000 ค่า EER = 10 1,200 การติดฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพ ที่เราเห็นๆ อยู่ตามเครื่องปรับอากาศนั้น ฉลากแสดงประสิทธิภาพจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 จะเป็นแถบโค้งครึ่งวงกลมสีเขียว แสดงตัวเลขบอกระดับประสิทธิภาพตั้งแต่ระดับ 1 ถึงระดับ 5 ซึ่งถ้าฉลากแสดงระดับไหน ตัวเลขและช่องบรรจุตัวเลขในระดับนั้น จะเป็นสีแดงโดยตรงจุดศูนย์กลางของแถบโค้งครึ่งวงกลมนี้ จะมีตัวเลขบอกระดับประสิทธิภาพอยู่ในช่องวงกลมเพื่อเป็นการย้ำบอกระดับประสิทธิภาพอย่าง ชัดเจนส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนตัวเลขการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อปีและค่าไฟฟ้าต่อปี รวมถึงค่าประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศส่วนที่ 3 จะแสดง ยี่ห้อ รุ่น และขนาดของเครื่องปรับอากาศที่ฉลากนี้ระบุระดับประสิทธิภาพอยู่ เปรียบเทียบเบอร์ 5 ใครมีค่า EER สูงกว่ากัน เรามาลองดูกันว่าเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟเบอร์ 5 ยี่ห้อใดมีค่า EER สูงกว่ากัน เพราะนั่นหมายความว่ายิ่งมีค่า EER สูงก็ยิ่งประหยัดไฟขึ้นนั่นเองค่ะ ดาวโหลด ตารางเปรียบเทียบ ค่ะ EER ของแอร์แต่ละยี่ห้อ   ผลการจัดอันดับตามค่า EER ของเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดบีทียูในช่วงเดียวกันเป็นไปตามตารางที่นำเสนอไปข้างต้น ฉลาดซื้อขอสรุปว่าเครื่องปรับอากาศยี่ห้อที่มีค่า EER สูงกว่าจะมีแนวโน้มที่จะประหยัดไฟฟ้าได้ดีกว่า แต่ทั้งนี้เราต้องพิจารณาค่าขนาดบีทียูประกอบด้วยค่ะเช่น ในตารางที่แสดงค่า EER อันดับหนึ่งมีค่าสูงกว่าอันดับสองไม่มากนัก แต่ค่าบีทียูของอันดับสองมีค่าต่ำกว่าของอันดับหนึ่งอยู่มาก แสดงว่า เครื่องปรับอากาศที่มี ค่า EER อันดับสองมีแนวโน้มประหยัดไฟฟ้ามากกว่า ฉลาดซื้อฝากเอาข้อมูลที่เรานำเสนอครั้งนี้เป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศด้วยนะคะ สำหรับท่านที่มีความจำเป็นในการซื้อ แต่สำหรับบางท่านที่สามารถใช้วิธีทางธรรมชาติเพื่อให้คลายร้อนได้ฉลาดซื้อขอปรบมือให้ค่ะ ตารางคำนวณอัตราการใช้ไฟฟ้าเปรียบเทียบคำนวณแอร์เบอร์ 5 (ที่ EER 10.6 คำนวณที่ 1 เดือนมี 30 วัน) เปรียบเทียบกับเบอร์ 4 จำนวน ชั่วโมงที่ใช้ 8 12 16 20 24 ขนาดเครื่อง No.4 No.5 No.4 No.5 No.4 No.5 No.4 No.5 No.4 No.5 9000 569 516 854 773 1139 1031 1423 1289 1708 1547 10000 633 573 949 859 1265 1146 1581 1432 1898 1718 12000 759 687 1139 1031 1518 1375 1898 1718 2277 2062 16000 1012 917 1518 1375 2024 1833 2530 2291 3036 2750 18000 1139 1031 1708 1547 2277 2062 2846 2578 3416 3093 20000 1265 1146 1898 1718 2530 2291 3163 2864 3795 3437 22000 1392 1260 2087 1890 2783 2520 3479 3151 4175 3781 25000 1581 1432 2372 2148 3163 2864 3953 3580 4744 4296 28000 1771 1604 2657 2406 3542 3208 4428 4010 5313 4812 30000 1898 1718 2846 2578 3795 3437 4744 4296 5693 5155 33000 2087 1890 3131 2836 4175 3781 5218 4726 6262 5671 35000 2214 2005 3321 3007 4428 4010 5534 5012 6641 6015 38000 2404 2177 3605 3265 4807 4354 6009 5442 7211 6530 44000 2783 2520 4175 3781 5566 5041 6958 6301 8349 7561 56000 3542 3208 5313 4812 7084 6416 8855 8020 10626 9624 60000 3795 3437 5693 5155 7590 6874 9488 8592 11385 10311 63000 3985 3609 5977 5413 7970 7218 9962 9022 11954 10826

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 98 เลือกซื้อแอร์กับฉลาดซื้อ

กองบรรณาธิการ“จากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัว สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้แนวโน้มของตลาดเครื่องปรับอากาศในปีนี้อาจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว” ประโยคข้างต้นอาจดูคล้ายหัวข้อข่าวในหน้าเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และในความเป็นจริง แม้ว่าสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนมีทีท่าจะร้อนระอุกว่าปีที่ผ่านมา และความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น แต่สภาพทางเศรษฐกิจที่ปรับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคาดว่าการแข่งขันของตลาด เครื่องปรับอากาศในปีนี้จะรุนแรง และจะทำให้ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศต้องพยายามปรับตัว พร้อมจัดรายการส่งเสริมการขายเครื่องปรับอากาศ ตั้งแต่ต้นปีเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้   โปรโมชั่นส่วนใหญ่เน้นไปที่การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ ที่สร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัว และหันกลับมาใช้กลยุทธ์ทางด้านราคา โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ สำหรับตลาดเครื่องปรับอากาศในปีนี้ จะมีมูลค่าประมาณ 740,000 เครื่อง โดยมีอัตราการเติบโตในเชิงปริมาณอยู่ที่ 4% ขณะที่การเติบโตในเชิงมูลค่าจะอยู่ที่ 2% จากปกติจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5-10% โดยมีแบรนด์มิตซูบิชิ อีเล็คทริคของ ค่ายกันยงวัฒนาเป็นผู้นำตลาด ครองส่วนแบ่ง 29% และจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้กันยงต้องปรับกลยุทธ์ทางการตลาด ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิต และปรับลดคุณสมบัติที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้ราคาของเครื่องปรับอากาศลดลง ในฤดูร้อนเช่นนี้อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงมากขึ้น ซึ่งการดูแลเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพื่อเตรียมรับหน้าร้อนโดยการล้างเครื่องปรับอากาศจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้ดีขึ้น ส่วนใครที่ต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนนี้ก็ต้องทำการบ้านกันหน่อยค่ะ เพราะจากการสำรวจพบว่าพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคจะเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีเทคโนโลยีเรื่องของสุขภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือช่วยประหยัดไฟ ราคา บริการหลังการขายและรูปลักษณ์ของตัวสินค้า แต่อย่างไรก็ตามฉลาดซื้อเห็นว่า เราควรเลือกเครื่องปรับอากาศแบบที่คุ้มค่าระหว่างเงินที่เสียไปกับเทคโนโลยีที่ได้มา อีกทั้งผู้บริโภคยังต้องคำนึงถึงเรื่องการช่วยประหยัดไฟในระยะยาวด้วยนะคะ แอร์เลือกอย่างไรให้เย็นใจ 1.เลือกเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดของห้องขนาดการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ เรียกว่า บีทียู (บีทียู/ชั่วโมง) การเลือกขนาดบีทียูให้เหมาะกับขนาดห้องเป็นเรื่องสำคัญสุด ทำไมต้องเลือกบีทียูให้พอเหมาะกับห้อง เพราะถ้า BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลืองพลังงาน BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ สิ้นเปลืองพลังงานและเครื่องเสียเร็ว   BTU/ ช.ม. ห้องปกติ (ตารางเมตร) ห้องที่โดนแดด (ตารางเมตร) 9000 12-15 11-14 12000 16-20 14-18 18000 24-30 21-27 21000 28-35 25-32 24000 32-40 28-36 26000 35-44 30-39 30000 40-50 35-45 36000 48-60 42-54 48000 64-80 56-72 60000 80-100 70-90 หรือมีสูตรสำหรับคำนวณง่ายๆ คือ BTU = พื้นที่ห้อง ( กว้าง X ยาว ) X ตัวแปรตัวแปรแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 700 สำหรับห้องที่มีความร้อนน้อยใช้เฉพาะกลางคืน 800 สำหรับห้องที่มีความร้อนสูงใช้กลางวันมาก และกรณีที่ห้องสูงกว่า 2.5 เมตร บวกเพิ่ม 5 % 2.เลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5การเลือกฉลากเบอร์ 5 หมายถึงว่า คุณได้เลือกเครื่องปรับอากาศที่ไม่กินไฟมากแต่ให้ความเย็นได้เท่ากัน หากเครื่องปรับอากาศที่คุณชอบเป็นเบอร์ 5 เหมือนกัน บีทียูเท่ากัน ให้เลือกเครื่องที่มีค่า EER สูงกว่า เพราะกินไฟน้อยกว่าแต่ให้กำลังความเย็นเท่ากัน (ค่า EER หรือ Energy Efficiency Ratio เป็นค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งสามารถคำนวณได้เองหรือดูจากเอกสารแนะนำสินค้าที่ผู้ผลิตนำเสนอไว้ หรือดูได้ทันทีตอนนี้เลยที่เรื่องเด่น 2 ค่ะ) 3.พิจารณาเรื่องอายุการใช้งาน การติดตั้งและบริการหลังการขายความบกพร่องใดๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเลือกบริษัทหรือผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มีการทำตลาดมานาน มีบริการติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ และบริการหลังการขายที่ดี ตลอดจนการรับประกันต่างๆ ก็คือจุดสำคัญของการพิจารณาเลือกเครื่องปรับอากาศเช่นกัน 4.พิจารณาคุณสมบัติพิเศษและดีไซน์ต่างๆ ว่าใช้คุ้มราคาหรือไม่นอกจากเบอร์ 5 แล้ว เดี๋ยวนี้ยังแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีความเย็น ความเงียบ จนกระทั่งก้าวมาสู่กระแสสุขภาพที่หลายๆ แบรนด์ต้องใส่ระบบฟอกอากาศในเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีทั้ง ซิลเวอร์นาโน นาโนไททาเนียม แผ่นกรองเฮปป้าฟิลเตอร์ พลาสม่าคลัสเตอร์ เป็นต้น ลองพิจารณาดูนะคะว่าคุ้มค่าหรือไม่ เรามีข้อมูลมาฝากค่ะ ระบบการทำการของเครื่องปรับอากาศก็มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเช่นกัน เช่น ระบบฟอกอากาศ (Air Purifier) ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตนิยมติดตั้งระบบฟอกอากาศไว้ในเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยทำให้อากาศภายในห้องมีความสะอาดบริสุทธิ์ มากขึ้น ซึ่งระบบฟอกอากาศที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่องปรับอากาศมีอยู่ด้วยกันหลายระบบดังนี้(1) การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศในการดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าช่องว่างระหว่างเส้นใย โดยที่สิ่งสกปรกจะติดค้างอยู่ที่ไส้กรอง และต้องทำการเปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน ตัวอย่างของระบบนี้ก็คือ HEPA (High Efficiency Particulate Air) ซึ่งเป็นการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.05 ไมครอน ในกรณีที่ต้องการกำจัดกลิ่นในอากาศ จะนิยมใช้แผ่นคาร์บอน (Activated carbon filters) เพื่อดูดซับกลิ่นเช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหารเป็นต้น    (2) การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) เป็นการใช้ตะแกรงไฟฟ้า (Electric grids) ในการดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาค โดยการเพิ่มประจุไฟฟ้าให้กับอนุภาคฝุ่นละออง และใช้แผ่นโลหะอีกชุดหนึ่งซึ่งเรียงขนานกันดูดอนุภาคฝุ่นละอองไว้ โดยที่หลังจากใช้งานไประยะหนึ่งต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาดแผ่นโลหะ(3) การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) เป็นการใช้เครื่องผลิตประจุไฟฟ้า และปล่อยออกมาพร้อมกับลมเย็นเพื่อดูดจับอนุภาคฝุ่นละออง และกลิ่น โดยประจุลบที่ปล่อยออกมาจะทำการดูดจับอนุภาคฝุ่นละอองและกลิ่น ซึ่งมีโครงสร้างเป็นประจุบวก จนกระทั่งกลุ่มอนุภาคเหล่านั้นรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น และตกลงสู่พื้นห้อง โดยกลุ่มอนุภาคเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปพร้อมกับการทำความสะอาดพื้นห้องตามปกติ ดังนั้นระบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีการทำความสะอาดเพราะไม่มีการดักจับโดยใช้แผ่นกรอง แต่เป็นการใช้ปฏิกิริยาทางเคมี ประจุลบ = ผลิตจากระบบฟอกอากาศประจุบวก = ฝุ่นละออง กลิ่น ควัน เชื้อโรค เครื่องปรับอากาศที่บอกว่ามีระบบฟอกอากาศนั้นเพียงแค่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปเพาะเชื้อในเครื่องได้ตอนที่ปิดเครื่องไปแล้วมีความชื้น เครื่องปรับอากาศนั้นหน้าที่เดียวคือให้ความเย็นในเมืองร้อน (หรือให้ความอุ่นในเมืองหนาว) การกรองอากาศ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟอกอากาศ ซึ่งการกรองอากาศคือการดูดฝุ่นนั่นเอง ในขณะที่การฟอกอากาศที่ดีจะเพิ่มการปล่อยประจุ +/- มาฆ่าเชื้อโรค หรือทำให้เชื้อโรคเป็นหมันและสลายเคมีที่เป็นอันตรายด้วย ดังนั้นการจะเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศหรือฟอกอากาศนั้นควรจะคำนึงเสียก่อนว่าระหว่าง อากาศเย็นสบายกับอากาศที่ปราศจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเรา สิ่งใดสำคัญกว่ากันค่ะ 5. เลือกประเภทของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมเครื่องปรับอากาศ 2 แบบที่ผู้บริโภคมักใช้กันในบ้าน คือ1) แบบติดผนัง (Wall type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่มีรูปแบบเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอน ห้องรับแขกขนาดเล็ก ข้อดี: รูปแบบทันสมัย และมีให้เลือกหลากหลาย เงียบ และติดตั้งง่าย ข้อเสีย: ไม่เหมาะกับงานหนัก เนื่องจากคอยล์เย็นมีขนาดเล็กส่งผลให้คอยล์สกปรก และอุดตันง่ายกว่าคอยล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 2) แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่ตั้งแต่เล็กเช่น ห้องนอน ไปจนถึงห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สำนักงาน ร้านอาหาร ห้องประชุม ข้อดี: สามารถเลือกการติดตั้งได้ทั้งตั้งพื้น หรือแขวนเพดาน สามารถใช้งานได้หลากหลาย เข้าได้กับทุกสถานที่ และการระบายลมดี ข้อเสีย: ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนักสรุปปัจจัยต่างๆ ในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศในหน้าร้อนนี้ ได้แก่ ขนาดห้องที่ติดตั้ง โดยการคำนวณขนาดทำความเย็น (BTU) รูปแบบของเครื่องปรับอากาศว่าเป็นแบบติดผนัง ตั้ง แขวน โดยต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่จะทำการติดตั้ง และความสะดวกในการดูแลรักษา บริการหลังการขาย เทคโนโลยีพิเศษ และสุดท้ายก็คือวัตถุดิบที่ใช้ทำเครื่องปรับอากาศ เพราะมันจะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และความคงทนของเครื่องปรับอากาศค่ะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 97 บัตรเครดิตยอดเยี่ยม ยอดแย่

ความเดิมตอนที่แล้ว ฉลาดซื้อฉบับที่ 95 ได้นำเสนอผลการสำรวจบางส่วนเกี่ยวกับสัญญาบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ไปบ้างแล้วโดยเน้นที่ประเด็นการทวงหนี้ ที่เราพบว่ามีผู้ประกอบการ หลายเจ้าที่ระบุในสัญญาว่า เรายินยอมให้เขาไปทวงหนี้กับบุคคลอื่นได้ การสำรวจของฉลาดซื้อเป็นการเก็บข้อมูลจากแผ่นพับที่สถาบันการเงิน แจกจ่ายให้กับลูกค้า และจากการโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก เจ้าหน้าที่ของบริษัท งานนี้มีบัตรเครดิตลงแข่งทั้งหมด 17 ใบ (รวมเจ้าที่เป็นบัตรเครดิตพ่วงสินเชื่อด้วย 1 ใบ) และบัตรสินเชื่ออีก 6 ใบคราวนี้ลองมาดูกันเต็มๆ ว่า บัตรเครดิต/สินเชื่อ เจ้าไหน น่าใช้ (หรือไม่น่าใช้) กว่ากัน บัตรเครดิต/สินเชื่อ ที่ฉลาดซื้อชอบ ...* มีขนาดตัวอักษรในสัญญาไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร* ผู้ถือบัตรจะได้รับแจ้งล่วงหน้ากรณีมีการเปลี่ยนแปลง เรื่องอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ฯลฯ* ผู้ถือบัตรจะได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน* ไม่มีข้อความที่ระบุให้ผู้ถือบัตร ยินยอมผูกพันตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ จะมีเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงในภายหน้า* ไม่มีข้อความระบุว่าผู้ถือบัตรจะไม่เพิกถอนความยินยอม และไม่เรียกร้องค่าตอบแทน* ไม่มีข้อความระบุว่าผู้ถือบัตร ยินยอมให้ธนาคารใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลได้ (เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด)* ไม่มีข้อความระบุว่าเจ้าของบัตรไม่สามารถเพิกถอนความยินยอมที่ให้ไว้แม้จะยกเลิกบัตร* ไม่มีข้อความที่ระบุว่ายินยอมให้บริษัทนำข้อมูลที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ ในการเสนอขายผลิตภัณฑ์* ไม่มีข้อความระบุให้เจ้าหนี้สามารถทวงหนี้กับบุคคลอื่นได้* ไม่มีข้อความระบุว่าข้อตกลงการใช้บัตรเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา* ไม่มีข้อความว่าบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า* ผู้ถือบัตรสามารถโทรไปอายัดบัตรได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่ต้องรอเฉพาะเวลาทำการ) บัตรเครดิตTop 3ลำดับ 1. บัตรเครดิตกสิกรไทยลำดับ 2. บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพลำดับ 3. บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ Bottom 4ลำดับ 14. บัตรเครดิต กรุงศรี จีอีลำดับ 15. บัตรเครดิตเซ็นทรัลการ์ดลำดับ 16. บัตรเครดิตเทสโก้ วีซ่าลำดับ 17. (คะแนนน้อยที่สุด). บัตรเครดิตเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า สินเชื่อ (เรียงตามลำดับคะแนนได้ดังนี้)สินเชื่อบุคคล เคทีซี แคชบัตรกดเงินสดยูเมะ พลัสสินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช สินเชื่อเงินสดพร้อมใช้สินเชื่อหมุนเวียนสปีดี้แคช / สินเชื่อบุคคลสปีดี้โลน สินเชื่อเงินสด เพาเวอร์บาย ดาวโหลด File รายละเอียด ผลการสำรวจ บัตรเครดิต และสินเชื่อ ตัวอย่างค่าธรรมเนียมต่างๆ ของบัตรเครดิต บัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมแรกเข้าบัตรหลัก ค่าธรรมเนียมแรกเข้า บัตรเสริม ค่าธรรมเนียมรายปี บัตรหลัก ค่าธรรมเนียมรายปี บัตรเสริม ค่าธรรมเนียมการขอตรวจสอบรายการ ค่าธรรมเนียมการขอบัตรใหม่ บัตรเครดิตกสิกรไทย 600 -- 2,000 ฟรี 1,050 -- 3,500 1,050 -- 3,500 ไม่มี 200 - 500 บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ฟรี -- 4,000 ไม่ระบุ ฟรี -- 4,000 ไม่ระบุ 100/ครั้ง 200 บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ ไม่ระบุ ไม่ระบุ ฟรี -- 4,000 ไม่ระบุ ไม่ระบุ ไม่ระบุ บัตรเครดิตทหารไทย 500 -- 1,500 500 -- 1,500 600 -- 1,500 600 -- 1,500 ไม่ระบุ 100 -200 บัตรเครดิตพร้อมสินเชื่อบ้าน ฟรี ยกเว้นบัตรวีซ่าแพลทินัม อีลีท บัตรมาสเตอร์การ์ด แพลทินัม บัตรวีซ่าเพื่อธุรกิจ บัตรมาสเตอร์การ์ด ไททาเนียม 15,000 บาท ฟรี 1,600 - 4,000 1,000 -- 1,500 ฟรีถ้าไม่ต้องการสำเนา 200 บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ ฟรี และฟรีปีต่อไปถ้าใช้จ่ายตามที่กำหนด ไม่ระบุ ฟรี และฟรีปีต่อไปถ้าใช้จ่ายตามที่กำหนด ไม่ระบุ ไม่ระบุ 150 บัตรเครดิตธนาคารนครหลวงไทย 500 -- 1,000 500 -- 1,000 650 -- 1,200 500 -- 1,000 100/รายการ 250 บัตรเครดิตธนาคารยูโอบี 500 - 750 (ฟรีสำหรับแพลทินัม) ฟรี 600 -- 3,000 300 - 600 (ฟรีบัตรแพลทินัม) 100/ครั้ง ไม่ระบุ บัตรเครดิตอิออน ฟรี ฟรี ฟรี 100 ไม่มี 200 บัตรเครดิตเอชเอสบีซี ฟรี - 500 ฟรี 500- 3,800 ฟรี - 800 ไม่ระบุ 200 บัตรเครดิตโรบินสัน วีซ่า ฟรี ไม่ระบุ 100 200 ไม่ระบุ 200 บัตรบิ๊กซีมาสเตอร์การ์ด ฟรี ไม่ระบุ 199 ไม่ระบุ 150/ครั้ง 150 บัตรเครดิตธนาคารกรุงไทย ฟรี ไม่ระบุ ฟรี ไม่ระบุ ไม่มี ไม่มี บัตรเครดิต กรุงศรี จีอี ฟรี ไม่ระบุ ฟรี ไม่ระบุ ไม่ระบุ 200 บัตรเครดิตเซ็นทรัลการ์ด ไม่ระบุ ไม่ระบุ 100 - 300 50 -- 150 200/ครั้ง 200 บัตรเครดิตเทสโก้ วีซ่า ไม่ระบุ ไม่ระบุ 600 100 200/ฉบับ 200 บัตรเครดิตเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า ฟรี ไม่ระบุ 300 -500 150 - 250 200/ครั้ง 100 - 200 อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน สำหรับสินเชื่อ สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย (% ต่อปี)/ วันที่เริ่มคิด ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน (% ต่อปี) /วันที่เริ่มคิด ค่าธรรมเนียมการขอตรวจสอบรายการ ต่อครั้ง ค่าธรรมเนียมการขอบัตรใหม่ สินเชื่อบุคคล เคทีซี แคช 15% ไม่ได้ระบุวันที่เริ่มคิด สูงสุดไม่เกิน 13% ไม่ได้ระบุวันที่เริ่มคิด ไม่มี ไม่มี บัตรกดเงินสดยูเมะ พลัส สูงสุด 28% 100 บาท/ครั้ง 100 บาท/ครั้ง สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช 26% ต่อปี สำหรับวงเงินที่ได้รับอนุมัติ 30,000-44,999 บาท 21% ต่อปี สำหรับวงเงินที่ได้รับอนุมัติ 45,000-100,000 บาท ไม่ได้ระบุวันเริ่มคิด รวมกับดอกเบี้ยแล้ว สูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี ไม่ได้ระบุวันเริ่มคิด ไม่มี ไม่ได้ระบุ สินเชื่อเงินสดพร้อมใช้ ไม่เกิน 28% ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อ 28% (5,000-99,000 บาท) 21.25% (100,000-399,999 บาท) 19.16% (400,000-499,999 บาท) 17.06%(ตั้งแต่ 500,000บาทขึ้นไป) 200 บาท/ครั้ง 200 บาท/ใบ สินเชื่อหมุนเวียนสปีดี้แคช / สินเชื่อบุคคลสปีดี้โลน สูงสุด 28% - ไม่มี ไม่มี สินเชื่อเงินสด เพาเวอร์บาย สูงสุดไม่เกิน 15% ไม่ได้ระบุวันที่เริ่มคิด สูงสุดไม่เกิน 13% ไม่ได้ระบุวันที่เริ่มคิด ไม่ระบุ 100 บาท/ครั้ง                                                             ความปลอดภัยในการใช้บัตรบัตรเครดิตหรือสินเชื่อทุกบัตรที่เราสำรวจนั้น การอายัดบัตรสามารถทำได้ภายใน 5 นาที และแน่นอนเราต้องเสียค่าธรรมเนียม ในการทำบัตรใหม่อันเนื่องมาจากการขออายัดบัตรเก่าด้วย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point