ฉบับที่ 279 ยกระดับคุณภาพสื่อ ภารกิจที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

        ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้บริโภค เราเห็นได้ชัดเจนว่าทางเลือกในการรับชมสื่อโทรทัศน์ ความบันเทิงของเรามีมากอย่างที่ไม่เคยมากเท่านี้มาก่อน จนเรียกได้ว่า คือ “ยุคสมัยที่คอนเท้นท์ล้นตลาด”        ในด้านของหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่กำกับดูแล ก็ต้องนับว่ามีภาระหน้าที่ที่มากขึ้น แต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กลับถูกจับจ้องจากสังคมว่าไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ-กำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศเท่าที่ควร การเป็นหน่วยงานที่อยู่ตรงกลางทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และต้องไม่จำกัดสิทธิ เสรีภาพของผู้ประกอบกิจการ ทำให้สุดท้ายหลายฝ่ายมองว่าการทำงานของ กสทช.ไม่ได้ขยับการทำงานไปทิศทางไหน...จนถึงล่าช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว         ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ จากในฐานะอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สั่งสมประสบการณ์จากงานวิชาการ งานวิจัยด้านสื่อมากว่า 30 ปี เธอก้าวเข้าสู่การเป็นผู้คุมกฎ ในฐานะ  1 ใน 7 กรรมการ กสทช. เพราะตระหนักว่า ความรู้ของเธอเป็นประโยชน์ต่อ กสทช. ท่ามกลางยุคสมัยการเปลี่ยนผ่านของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย          อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยค่ะว่า จุดเริ่มต้นได้เข้ามาทำงานในวงการสื่อได้อย่างไร         ครูเรียนจบมาทางด้านอักษรศาสตร์ เรียนจบแล้วก็ไปเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์ The Nation หลังจากทำงานได้ราว 2 ปี ก็ไปเรียนต่อทางด้านนิเทศศาสตร์ทั้งปริญญาโทและเอกที่ต่างประเทศ และกลับมาเป็นอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ช่วงที่เป็นอาจารย์ครูก็ทำงานวิจัยเยอะมาก ทำวิจัยเรื่องสื่อภาคประชาชน การมีส่วนร่วม เราศึกษาฉลาดซื้อเป็น กรณีศึกษาของนิตยสาร รายการมองต่างมุม เป็นสื่อโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลสื่อ เป็นเรื่องของสื่อเพื่อประชาธิปไตย สื่อเด็กและเยาวชน เรื่องการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปสื่อก็ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสื่อสาธารณะ สื่อภาคประชาชน         ความเกี่ยวข้องที่ครูได้เข้ามาคือเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่สังคมพูดถึงการปฏิรูปสื่อแล้ว ครูทำงานในฐานะนักวิชาการ สอนนักศึกษาและทำวิจัย แต่ก็เฝ้ามอง ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ตอนนั้นสังคมเรามองว่า หน้าที่ของสื่อที่ปรากฏอยู่ไม่ได้ทำงานตอบโจทย์สังคมได้ จะต้องมีการปฏิรูปและมาชัดเจนตั้งแต่ปี 2540 ที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การปฏิรูปสื่อดำเนินมาพร้อมการตื่นตัวของภาคประชาชน การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ การให้มีองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนย่อมรู้จักแล้ว เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ปปง. ป.ป.ช. การปฏิรูปสื่อก็เป็นที่มาของ กสทช.         การที่ กสทช. เกิดขึ้นเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 40 พูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อในมิติของคลื่นความถี่ว่าคลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เป็นไปเพื่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะในด้านต่างๆ  เลยเป็นที่มาของ กสทช.          จากความสนใจได้นำมาสู่การมีบทบาทหน้าที่เป็นกรรมการ ของ กสทช. ได้อย่างไร         อย่างที่บอกว่าความสนใจของครูที่มีมาตลอด คือเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองของสื่อ และทำวิจัยมาตลอด เรื่องความสัมพันธ์ในแง่ของการจัดสรรทรัพยากร  ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ระบบการสื่อสารในสังคม ครูทำวิจัยมาเยอะมากและครูชอบทำวิจัย และชอบทำประเด็นทางการสื่อสารที่อาจถูกมองว่าเป็นประเด็นปัญหาในสังคม  เช่น ช่วงหนึ่งที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการแบ่งขั้วความคิดในสังคมไทย  มีการแสดงความเกลียดชัง มีการสื่อสารคำพูดเกลียดชัง Hate Speech เรื่องเสื้อเหลือง เสื้อแดง ครูก็ทำวิจัยมาแล้ว พอมีพื้นที่ออนไลน์ คนสามารถทำได้ ครูก็เคยทำเรื่องการสื่อสารคำพูดเกลียดชังในพื้นที่ออนไลน์มาแล้วด้วย           ส่วนแง่มุมการกำกับดูแล พอเรามีความสนใจ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง เราต้องดูเชิงโครงสร้างด้วยเพราะทุกอย่างเป็นโครงสร้างทางอำนาจ  ประสบการณ์ทั้งการศึกษา การทำงานวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่ครูบอกรวมถึงการปฏิรูปสื่อนอกจากนี้ยังเขียนวิจารณ์สื่อลงกรุงเทพธุรกิจและ Bangkok Post รวมถึงการทำงานที่จุฬา เราก็ได้ทำหลายอย่างจนถึงทำหน้าที่รองอธิการบดี และก่อนหน้านี้ครูได้เข้ามาทำงานเป็นอนุกรรมการใน กสทช.อยู่แล้วเป็นการเข้ามาสนับสนุนด้านงานวิชาการ ทั้งหมดนี้ก็เป็นพื้นฐานจนครูคิดว่าเราเข้ามาทำงานในจุดนี้ไหม  ความรู้ของเราน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานนี้ จนมาสมัครเป็นกรรมการ กสทช.               มองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และส่งผลต่อสังคมในมิติต่างๆ อย่างไร ในมุมมองของอาจารย์ค่ะ         ต้องย้อนหลังให้เห็นพัฒนาการก่อนคือแต่ก่อนการแพร่ภาพและกระจายเสียงอยู่ในการดูแลของภาครัฐทั้งหมด คลื่นวิทยุส่วนใหญ่เป็นของกองทัพไม่ต้องพูดถึง ส่วนโทรทัศน์เรามีช่อง 5 และ ช่อง 7 เป็นของกองทัพบก อสมท ช่อง 11 ของสำนักนายก  กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นของรัฐทั้งหมด เมื่อมีการปฏิรูปสื่อ คือการปฏิรูปการเข้าถึงเพื่อการใช้ประโยชน์ ฟอร์มในการเข้าถึงมันเปลี่ยน แต่ความเป็นเจ้าของมันเป็นของประชาชนนี่ล่ะ         แต่การมี กสทช.ยังมาพร้อมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนสถานีที่เพิ่ม แต่เป็นเรื่องที่ใครจะเข้าถึงด้วย มีคนเข้าถึงได้มากขึ้นจากที่เรามีช่องแค่ 4 ช่อง ตอนนี้เรามี 15 ช่อง ในปี 2557 หลังจากประมูลปรากฎว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะมันเกิดแพลตฟอร์มใหม่คือออนไลน์ ที่เข้ามาทำหน้าที่เหมือนทีวีเลยคือเราพอเริ่มเห็น  Youtube / Facebook ว่ามีมานานแล้ว  แต่ตอนหลังก็สามารถ Live ได้ แล้วยังมี Streaming จากต่างประเทศ  Netflix เข้ามาประเทศไทยในปี 2561หลังจากที่มีการประมูลทีวีดิจิทัล มันเป็นการดิสรับชั่นอย่างรุนแรง เพราะผู้ให้บริการภาพและเสียงไม่ได้มีแค่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ในประเทศเหมือนแต่ก่อนแล้วจึงมีการแข่งขันที่สูงมากอย่างที่เราได้เห็นในตอนนี้         ครูวิเคราะห์ให้เห็น 3 ระดับถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา คือหนึ่ง เครื่องมือเปลี่ยน เมื่อ 10 ปีก่อนก็คือโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อกับภาคพื้นดินเรามีเสาหนวดกุ้ง ก้างปลา แต่ตอนนี้เครื่องมือการรับของเราหลากหลายมาก มือถือ แท็บเล็ต แท็ปเล็ต สิ่งนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแน่นอน เราเลือกได้ว่าจะรับแบบไหน จะดูอะไรตอนไหน ดูตลอด 24 ชั่วโมงก็ได้  สิ่งนี้ทำให้เซอร์วิสเปลี่ยนแต่ก่อนต้องเปิดต้องปิดสถานีแต่ตอนนี้สถานีเปิด 24 ชั่วโมงแล้ว ไม่มีปิดแล้วแต่ก่อนต้องดูตามผังรายการมันมีเวลาออกอากาศที่แน่นอน ตอนนี้ไม่ได้ดูรายการตามผังแล้ว  ค้างไว้แค่นี้ เดี๋ยวกลับมาดูใหม่ก็ได้         สอง เครื่องมือก็นำเราไปสู่แพลตฟอร์ม เช่น AIS Play, True ID, Prime, YouTube, Netflix  มีผู้เล่นทั้งเก่าและใหม่ ผู้เล่นเก่าอย่างช่อง 3 เขาก็อยู่ทั้งในแพลตฟอร์มรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่การรับชมมันหลากหลายได้มาก โมเดลทางธุรกิจตรงนี้แตกกระจายมาก  อย่างผู้เล่นต่างประเทศ เช่น Netflix กฎหมายเรายังไม่ได้เขียนไปถึงสุดท้ายคือโครงข่าย Network น่าจะเป็นพื้นฐานที่สุด แต่มีอำนาจสูงสุดหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่รองรับอุตสาหกรรมและการบริโภคทั้งหมด เมื่อก่อนที่เรามีแต่ช่องภาคพื้นดินเรามี ช่อง 3 5 7 9 ตอนนี้กลายเป็นว่าเรารับเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ถ้าอินเตอร์เน็ตล่มก็ดูทีวีไม่ได้ ซึ่งถ้าเมื่อก่อน มันจะไม่เกี่ยวกัน         ความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเรายิ่งเห็นได้ชัดเจน ข้อมูลจาก Media Intelligence Group ในปี 57 เงินที่ได้จากการโฆษณาทางโทรทัศน์ เป็นจำนวนเงิน 73 ,595 ล้านบาท ทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้  ในปีนี้ผ่านมา 10 ปีมีจำนวนช่องมากขึ้นเป็น 15 ช่อง ในปี 2567 ลดเหลือ  34,656 ล้านบาท  ลดไป 53 % ในภาพที่ตรงกันข้าม รายได้จากการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตคือ ในปี 57 มูลค่าประเมินอยู่ที่ 6,115 ล้านบาท  10 ปีผ่านไป เพิ่มเป็น 31,899  ล้าน โตขึ้น 521%   รายได้จากการโฆษณามันสวนทางกัน รายได้อยู่ที่ออนไลน์ เพราะคนไปอยู่ดูอยู่ที่นั่น คนไม่ค่อยดูทีวีแต่มาดูทางออนไลน์         สื่อในปัจจุบัน มีหลากหลายช่องทางมาก เช่น สื่อในออนไลน์ สื่อโทรทัศน์มาตรการในการกำกับดูแล และคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันมีความแตกต่างกันไหม         มีความซับซ้อนขึ้นด้วยอย่างทรู หรือ เอไอเอส  เขาเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายแล้วเขายังเป็นผู้ประกอบการ OTT ด้วยเขามีหลายหมวกใบการกำกับดูแลก็แตกต่างกันออกไป         เรื่อง OTT กสทช. มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแล OTT ที่เผยแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่ OTT ทุกประเภท ในต่างประเทศ ที่เทียบเคียงกับ กสทช. เช่น หน่วยงาน Ofcom ของอังกฤษ หรือ KCC ของเกาหลี เขาก็ดูแลเนื้อหา OTT ที่แพร่ภาพและกระจายเสียง เข้าเน้นว่าจะกำกับดูแลอย่างไร อาจจะต้องมีนวัตกรรม และรีแลกซ์มากขึ้น แต่ต้องสามารถแสดงความรับผิด รับชอบของแพลตฟอร์มได้จริง หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ผิดสัญญาใครจะต้องดูแล การกำกับดูแลไม่ใช่แค่เรื่องการเซนเซอร์  ยังมีเรื่องการนำข้อมูลส่วนตัวเอาไปใช้ การที่ผู้บริโภคได้บริการที่มีคุณภาพ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า หากตอนนี้เรามีปัญหากับ Netflix ใครจะดูแลสิทธิผู้บริโภคของคนไทย ที่เกาหลี Netflix เขาทำละครประวัติศาสตร์ มีส่วนที่คนเกาหลีมองว่าบิดเบือน แล้วเผยแพร่ในเกาหลีด้วย เขาบอกเลยว่า เป็นการละเมิดอธิปไตยทางวัฒนธรรม หรือหากเขาบอกว่าเราไม่สามารถใช้อำนาจปกครองกับเขาได้เพราะเขาอาจจะบอกว่าเขาไม่ได้ใช้ทรัพยากรอะไรของเรา ที่ใช้คลื่นความถี่หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดรับชอบ เพราะการแพร่ภาพและกระจายเสียงมันอยู่ในประเทศไทย มีการละเมิดลิขสิทธิ์ไหม ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแล แม้จะมีความหลากหลายมากแต่จะต้องกระจายการกำกับดูแลให้ไปสู่ระบบที่เราเรียกว่า เป็นระบบ  Accountability  คือแต่ละแพลตฟอร์มจะต้องมีความรับผิด รับชอบของตัวเอง จะต้องมีมาตรฐานของตัวเอง เรื่องนี้ๆ แต่ถ้าท้ายที่สุดถ้าไม่มีมาตรฐาน หรือถ้าเกิดมีปัญหาจริงๆ  กสทช. ก็ต้องเข้าไปดูได้ เป็นต้น         การทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมามีความล่าช้าในหลายเรื่องที่สำคัญ คิดว่ามาจากปัญหาและอุปสรรคอะไรค่ะ         ใช่ เราก็ยอมรับ แต่ในส่วนของเราก็ทำงานของเราเสร็จแล้วนะ แต่อาจจะเป็นวาระที่กำลังผลักดันในองค์กรอยู่ด้วย มันจะมีความซับซ้อนหน่อย  เพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ตอนนี้เราได้ร่างหลักเกณฑ์ว่าด้วยการแพร่เสียงและภาพผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อันนี้เป็นร่าง เราทำเสร็จแล้ว ประกาศนี้เชื่อมโยงกับกฎหมายอีกฉบับคือพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการ แพลตฟอร์มดิจิทัลฯ ปี 2566 ซึ่งบอกไว้ว่าเราจะต้องมีหลักประกันในแง่ของการกำกับดูแล 3 เรื่องหลัก คือเรื่องของความโปร่งใส  ความเป็นธรรม และมาตรฐานในการประกอบธุรกิจ  ในการคุ้มครองประชาชน อันนี้เป็นร่างหลักเกณฑ์ที่ทำขึ้นเสร็จแล้ว โดยคณะอนุกรรมการที่ดูแลอยู่ คืออนุกรรมการแพลตฟอร์มดิจิทัล ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำ Public Hearing ต่อไป          ในต่างประเทศ หน่วยงานในลักษณะที่เป็นแบบ กสทช. เขามีบทบาทในการกำกับดูแลสื่อกันอย่างไร         หน่วยงานชื่อ Ofcom ของอังกฤษเขาก็ทำงานได้ดี ส่วนของการกำกับดูแล OTT เขามีการเน้นเรื่องการปกป้อง คุ้มครองผู้บริโภค Consumer protection รวมถึงเด็กและเยาวชนด้วย สำนึกทางสังคมของคนทำสื่อในบ้านเราไม่รุนแรงเหมือนที่เราเจอในต่างประเทศ  เราเคยไปเกาหลีแล้วถามว่า ระบบดูแลกันเองของเขาทำได้อย่างไร  KCC หรือ กสทช.ที่เกาหลี เขาบอกว่า มาตรฐานของผู้ประกอบการนะ สูงกว่า กสทช.ของเกาหลีอีก กสทช.เขาไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพราะผู้ประกอบการดูมาดีแล้ว ส่วนใหญ่หน่วยงานเลยไปดูเรื่องโฆษณาออนไลน์ โฆษณาผิดกฎหมาย กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องไปดีลคือพวกสแกม อะไรแบบนี้เป็นหลัก อะไรที่อยู่ในช่องหลัก ผู้ผลิตสื่อรู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าเขาต้องดูแลเด็กๆ ด้วย มีกลุ่มผู้ดูที่หลากหลาย         หน่วยงาน KCC  ของเกาหลี นอกจากผู้ประกอบการเขาจะเข้มงวดเองแล้ว ผู้บริโภคเขายังเข้มแข็งถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขารีแอคแล้ว เขามีวัฒนธรรมที่รุนแรงว่าเขาจะต่อต้านไปดูอย่างอื่นเลย                ในบ้านเรา ปัจจุบันมีเรื่องอะไรที่ผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไปควรได้รับการคุ้มครองมากขึ้นค่ะ                 หนึ่ง สื่อรูปแบบใหม่ เขาตามเก็บข้อมูลได้ละเอียดมาก คลิปนึงดูซ้ำกี่รอบ เขารู้หมด รู้ว่าจะต้องลงโฆษณาตอนไหน TikTok รู้เลย คนที่สมาธิสั้น หากดูเกิน 30 วินาทีแสดงว่าน่าสนใจมาก คลิปนี้ดูค้างไว้ กลับเข้ามาดูต่อได้เลย ทุกอย่างมีโปรโฟล์ในการจัดเก็บ การเก็บข้อมูลของผู้บริโภคมันทำได้ละเอียดมาก เขารู้รสนิยม พฤติกรรมผู้บริโภค แล้วนำมาทำนายได้ว่า คุณน่าจะชอบอะไร แบบไหน         สอง การนำเสนอข่าวต่างๆ ของบ้านเรา ครูมองเห็นว่ามีพัฒนาการที่แย่ลง มีมาตั้งแต่ก่อนที่ครูจะเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ตั้งแต่มีข่าวลุงพล  น้องชมพู่  การรายงานข่าวใช้ทั้งน้ำเสียง การซ้ำภาพ ใช้ซีจี  เขาอาจจะบอกว่าเขาทำความจริงให้ปรากฎ แต่ก็เป็นดาบ 2 คม นักข่าวจะมองว่า ทำความจริงให้ปรากฏแต่อีกด้าน คุณละเมิดความเป็นส่วนตัวในหลายๆ เรื่องหรือเปล่า การทำงานเพื่อคุ้มครองประชาชนของเรา เริ่มจากเราก็พิจารณาให้โอกาสช่องได้เข้ามาชี้แจงและขอความร่วมมือ  ตักเตือน ต้องถูกตักเตือนมาหลายมาตรการแล้ว ก่อนจะถูกระงับการให้ออกอากาศแต่อันนี้ประชาชนอาจจะไม่ทราบ        ครูพูดถึงอันตรายของการการรายงานข่าวแบบขยี้ข่าว เพราะจะทำให้รสนิยมการบริโภคข่าวของประเทศเราจะผิดเพี้ยนมากเกินไป การนำเสนอข่าวทารุณสัตว์ เอาแมวมาฟาดฉายภาพซ้ำๆ เพื่ออะไร เป็นเรื่องของ จริยธรรม ศีลธรรมอันดีด้วย หน้าจอโทรทัศน์ คุณจะเห็นความตกต่ำในรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าไปดูในออนไลน์ก็จะเห็นว่า ข่าวมันไม่มีความหลากหลายเลย เขียนอะไรก็ยังผิดมาก การตรวจสอบมันน้อยลง สิ่งสำคัญคือ โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกเลยว่า ถ้าการรับสื่อรุนแรงกลายเป็นความรู้สึกที่ชินชาและรับได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ดีกับสังคม         พื้นที่ข่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงของสังคม ที่จะรับรู้ข้อมูล ความเดือดร้อน สถานการณ์สำคัญต่างๆ แต่ถ้ามีแต่ข่าวแบบนี้ก็กลายเป็นว่าคนจะเมิน จะเปลี่ยนไปดูแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น  Prime / Netflix หรืออะไรก็ตาม ซึ่งจริงๆ ข่าวเป็นสิ่งที่ผูกโยงสังคมเข้าด้วยกัน เขาจะได้รู้ว่าตรงนั้น ตรงนี้มันเกิดอะไรขึ้น เราจะมีพื้นที่ตรงกลางให้เราจะช่วยเหลือกันยังไง ถ้ามีแต่ข่าวแบบนี้แล้วสังคมจะเข้มแข็งได้อย่างไร คนที่มีทางเลือก สามารถจ่ายได้ เขาจะไปเลือกดู Prime / Netflix แต่คนที่ไม่สามารถจ่ายได้ เขาก็ต้องดูอะไรที่อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับตัวเขาด้วย มันก็เป็นความเหลื่อมล้ำ  เราเลยต้องลดตรงนี้ลง  นี่คือความมุ่งหวังที่เราอยากให้เกิดขึ้น เราไม่ได้อยากจะไปเซนเซอร์ใคร แต่ถึงจุดหนึ่งเราต้องขีดบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมได้ ยิ่งเรามีผู้เล่นจากต่างประเทศ เขาไม่ได้มาสนใจว่าเราจะต้องมีพื้นที่ในการยึดโยงกันในสังคมได้อย่างไร          อาจารย์มองว่า การกำกับดูแลสื่อในอนาคตที่อาจจะไม่ไกลนักด้วย สังคมจะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องอะไรไว้บ้าง ถามทั้งในส่วนของหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องช่วยกันกำกับดูแล และฝากถึงภาคประชาชนที่จะสามารถช่วยกันเฝ้าระวังได้ค่ะ          เรื่องนี้ใหญ่กว่าหน้าที่ของ กสทช.ถ้าไปดูมาตรา  37 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ            ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ซึ่งเราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เช่น การละเมิดเด็ก ก็ต้องพิสูจน์นะว่าละเมิดยังไง  แล้วหรือนำไปสู่  พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กยังไง การจะตัดสินในแต่ละเรื่อง มันไม่ใช่ง่าย         ที่ผ่านมา เรื่องของมาตรฐานในการนำเสนอข่าว ตรงนี้เราก็เดินสายไปคุยกับหลายฝ่าย เพื่อให้สังคมเห็นปัญหานี้และลดการขยี้ข่าว เราเข้าหา สสส. เพราะเรามองว่า สื่อและเนื้อหาที่ดี เป็นสุขภาวะของสังคม เราเข้าไปคุยกับ กรมสุขภาพจิต เราก็เห็นตรงกันว่าตรงนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตเราจะทำวิจัยเล็กๆ ร่วมกัน เราเข้าไปคุยกับ พม. ในแง่ของสิทธิมนุษยชน สิทธิของเด็กและสตรี ที่มีความหลากหลายทางเพศ อะไรต่างๆ เราจะเจอว่ากลุ่มคนเหล่านี้มักถูกนำเสนอแบบขยี้ข่าวบ่อยมาก เราเดินสายคุยกับหน่วยงานต่างๆ คุยกับ สถาบันวิชาการต่างๆ เพราเขาผลิตเนื้อหาวิชาการเราอยากให้เข้าเน้นเรื่องนี้บ้าง การทำวิจัยในหัวข้อเหล่านี้มากขึ้น หรือมาร่วมกันทำวิจัยเพื่อให้เห็นผลกระทบมากขึ้น         มองว่าอันนี้คือประเด็นทางสังคมเลย ที่กสทช.ไม่อาจจะทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง  เราต้องอาศัยสังคม ภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมเข้ามาช่วย มาช่วยกันปลูกจิตสำนึกแม้แต่การโฆษณาก็ต้องคิดว่า ลงโฆษณาแบบนี้ แล้วจะมีผลอะไรตามมา องค์กรวิชาชีพก็ต้องคิดนะว่า คุณจะไปกำกับดูแลกันเองให้เกิดมาตรฐานจริยธรรมที่ดีขึ้นได้อย่างไร ผู้ประกอบการก็ต้องคิด องค์กรที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องเข้มแข็งมากขึ้น  ไม่ใช่เพียงมองมาที่ กสทช. แล้วให้ไปดูแล เพราะต้องบอกว่าหากเนื้อหาไม่ได้รุนแรงจริงๆ  อย่างมากเราได้แต่ขอความร่วมมือ ถ้ามันไม่รุนแรงจริงๆ เราไปทำอะไรเขาไม่ได้เลย เราทำได้คือประกาศออกแนวปฏิบัติ เราก็มีข้อจำกัดเยอะ         ส่วนภาคประชาสังคมจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  เราอาจจะมองภาคประชาชนเป็นภาพรวมไม่ได้ แต่ตอนนี้ NGO ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสื่อก็ไม่ค่อยมีเลย เรามีองค์กรของผู้บริโภค ที่เข้ามาช่วยดูแลด้วย แต่การที่เราไปร้องเรียนเรื่องสิทธิเด็ก สตรีกับ พม. กับหลายหน่วยงานเรามองว่าเป็นสิทธิพลเมือง ไม่ใช่แค่สิทธิของผู้บริโภค.

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 กระแสต่างแดน

เกมร้อนซ่อนคน        องค์กรสิทธิมนุษยชนในฝรั่งเศสร่วมกันเปิดโปงการ “ซุกปัญหาไว้ไต้พรม” ของรัฐบาล หลังผิดสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะดูแลให้คนเร่ร่อนมีที่อยู่อาศัยก่อนที่ปารีสเป็นจะเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนในเดือนกรกฎาคมนี้         พวกเขาผิดหวังที่เห็นคนไร้บ้านจำนวนมากถูกเจ้าหน้าที่ต้อนขึ้นรถบัส เพราะหมายความว่าคนเหล่านั้นไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงวิ่งไปแย่งกันขึ้นรถเองแล้ว         ในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา มีคนถูก “สั่งย้าย” ไปแล้ว 12,545 คน พร้อมกับบรรดา “บ้านเต็นท์” จำนวนมากที่ถูกรื้อออกไปด้วย         ปารีสจึงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งก่อนๆ ที่ใช้วิธีเก็บกวาดแบบเดียวกัน         รายงานระบุว่าปัจจัยหนึ่งที่จะแก้ปัญหาระยะยาวให้กับแคว้นอีล เดอ ฟร็องส์ ที่มีปารีสเป็นเมืองหลวง คือการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ได้อย่างน้อย 7,000 ยูนิต เฉพาะท้องถนนของปารีสก็มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 3,600 คน แต่ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นทำได้เพียง 1,000 หลังเท่านั้น เทศบาลสื่อรัก        อัตราการเกิดของญี่ปุ่นตกลงอย่างต่อเนื่องมาแปดปี และจำนวนคนตายก็มากกว่าจำนวนคนเกิดถึงสามเท่าในปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่รัฐบาลเสนอให้กับคู่แต่งงานเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด เช่น เงินช่วยเหลือ บริการรับเลี้ยงดูเด็กเล็ก รวมถึงวันหยุดพิเศษของคุณพ่อคุณแม่ ก็ยังไม่สามารถพลิกเทรนด์ดังกล่าวได้         จากสถิติน่าสนใจที่ระบุว่าร้อยละ 70 ของคนที่อยากแต่งงานมีครอบครัว ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม “นัดบอด” หรือใช้แอปฯ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสหาคู่ครองสักครั้ง         เทศบาลกรุงโตเกียวจึงเตรียมเปิดตัว “แอปฯ หาคู่” ที่พัฒนาขึ้นเอง โดยผู้ใช้บริการจะต้องกรอกตัวเลขรายได้พร้อมด้วยเอกสารยื่นภาษี รับรองสถานะว่าโสดและต้องการมีครอบครัว รวมถึงเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อยืนยันตัวตนด้วย         ปฏิกิริยาจากโซเชียลมีเดียมีทั้งคนที่อยากสมัครใช้เพราะรู้สึกปลอดภัย และคนที่ตั้งคำถามว่ารัฐควรเอาเงินภาษีพวกเขามาลงทุนทำเรื่องนี้จริงหรือเลิกกินกี่โมงดี        ปัจจุบันเกาหลีมีฟาร์มเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภคอยู่ประมาณ 1,500 แห่ง มีสุนัขที่เลี้ยงอยู่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัว อ้างอิงจากสถิติของกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท         ก่อนหน้านี้รัฐสภาเกาหลีได้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการกินเนื้อสุนัข โดยมีแผนจะเข้าช่วยเหลือสุนัขในฟาร์มหรือแม้แต่ทำการุณยฆาตหากจำเป็น ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2027         แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิตเนื้อสุนัขของเกาหลีได้ยื่นคำร้องของให้ยกเลิก “การแบน” ดังกล่าว เพราะมันละเมิดสิทธิของประชาชนในการเลือกกินและเลือกประกอบอาชีพ         สมาคมฯ บอกว่ามากกว่าครึ่งของฟาร์มสุนัขในเกาหลีมีเจ้าของเป็นคนอายุมากกว่า 65 ปี พวกเขาไม่มีทักษะหรือประสบการณ์ในการทำงานอื่นเพราะอยู่ในธุรกิจนี้มาชั่วชีวิต         ขณะเดียวกันฝ่ายที่สนับสนุน ก็เรียกร้องให้รีบแบนโดยเร็วที่สุด เพราะพบว่าเกษตรกรบางรายเริ่มเพาะพันธุ์สุนัขเพิ่ม เพื่อให้ได้เงินชดเชยตัวละ 2 ล้านวอน กันแล้ว  ต้องดูแลตัวเอง        การสำรวจในญี่ปุ่นพบว่ามากกว่าร้อยละ 40 ของการบาดเจ็บในยิมฯ เกิดขึ้นขณะฝึกกับ “เทรนเนอร์”         คณะกรรมการสอบสวนเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภครายงานว่า ระหว่างปี 2018 ถึง 2023 มีอุบัติเหตุในสถานออกกำลังกาย 505 ครั้ง ในจำนวนนั้นมีถึง 209 ครั้งที่เกิดขึ้นทั้งที่มีเทรนเนอร์คอยดูแล         เขายังพบอีกว่าเทรนเนอร์เหล่านี้แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของวุฒิการศึกษา คุณสมบัติ และวิธีการที่ใช้ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายหรือเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ         อีกสถิติที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 91 ของผู้ที่ไปออกกำลังกายในยิมแล้วมีอาการบาดเจ็บ เป็นผู้หญิงในวัย 40 และ 50 กว่า         ความนิยมในการใช้บริการครูฝึกส่วนตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น เหมือนเกินไป        งานสำรวจกรมธรรม์ประกันสุขภาพพื้นฐาน ของบริษัทประกัน 30 แห่ง โดยองค์กรผู้บริโภคและสภาสุขภาพแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์พบว่า กรมธรรม์ของแต่ละเจ้าเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก         เขาพบว่าร้อยละ 40 ของผู้บริโภคที่ซื้อประกันในปีที่แล้ว จะสามารถประหยัดเงินได้เฉลี่ยคนละ 103 ยูโร (ประมาณ 4,000 บาท) เพียงแค่พวกศึกษาข้อมูลในตัวกรมธรรม์ให้ละเอียดขึ้น         คนส่วนใหญ่ซื้อการคุ้มครองแบบพื้นฐานทั่วไป ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับแบบที่เบี้ยถูกกว่านั้น แถมยังมีคนจำนวนมากที่เข้าใจว่าตัวเองต้องซื้อแบบราคาแพงไว้ก่อนถึงจะสามารถซื้อการคุ้มครองเพิ่มได้         ทั้งสององค์กรจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทประกันยกตัดแผนประกันที่คล้ายกันออกไป เพื่อลดความสับสน และไม่ว่าจะซื้อกรมธรรม์ที่เบี้ยถูกหรือแพง ผู้บริโภคก็ควรมีสิทธิซื้อการคุ้มครองเพิ่มได้         รัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำหนดราคาประกันสุขภาพพื้นฐานไว้ที่ 385 ยูโร (ประมาณ 15,000 บาท) โดยบริษัทสามารถขายบริการเพิ่ม เช่น ทันตกรรม หรือกายภาพบำบัด ได้ 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 ข้าวยีสต์แดงมีทั้งคุณและโทษ

        ในวันที่ 27 มีนาคม 2024 สำนักงานข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานเรื่องที่น่าตกใจว่า ผู้ผลิตยารายใหญ่รายหนึ่งของญี่ปุ่นเรียกคืนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบ หลังจากมีผู้บริโภคสินค้าเสียชีวิตแล้ว 5 ราย (ตามข้อมูลของเว็บไซต์สำนักข่าว NikkaiAsia วันที่ 29 มีนาคม) และล้มป่วยอีกกว่า 100 ราย พร้อมขอให้ผู้บริโภคหยุดใช้สินค้าที่ถูกโฆษณาว่า เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 และจนถึงช่วงที่เป็นข่าวนั้นได้ขายไปมากกว่า 1 ล้านซอง         รายงานข่าวกล่าวว่า บริษัทได้รับข้อความจากครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งว่า ผู้บริโภคสินค้านี้เสียชีวิตจากโรคไตหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์มา 3 ปี และมีแพทย์รายหนึ่งแจ้งว่า เริ่มมีลูกค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนี้เข้ารับการบำบัดปัญหาเกี่ยวกับไตในโรงพยาบาลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มีอาการปัสสาวะเปลี่ยนสี แขนขาบวม และเหนื่อยล้า ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสงสัยว่า ปัญหาในผลิตภัณฑ์อาจเกิดจากสารพิษ (ซึ่งไม่ได้บอกว่าน่าจะเป็นอะไร) ปนเปื้อนในแม่พิมพ์ที่ใช้ตอกเม็ดสินค้าซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจไม่พบ         สินค้าข้าวยีสต์แดงของบริษัทได้ถูกจัดส่งให้แก่ผู้ผลิตสินค้าอื่นหลายบริษัททั่วโลก เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตข้าวยีสต์แดงได้แจ้งเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพให้บริษัทที่เป็นลูกค้าเหล่านั้นแล้ว และทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ในญี่ปุ่นแห่งหนึ่งได้ประกาศทันทีว่า จะเรียกคืนผลิตภัณฑ์สาเกอัดลมซึ่งใช้ข้าวยีสต์แดงเป็นสีของสาเก         สำหรับปัญหาต่อสุขภาพโดยรวมเกี่ยวกับข้าวยีสต์แดง หรือ เบ็นนิโคจิ (beni koji) ในภาษาญี่ปุ่น หรือ อังคัก (angkak) ในภาษาจีน และชื่ออื่น ๆ ในหลายประเทศ ซึ่งมีการบริโภคในรูปของเครื่องเทศสำหรับแต่งสี แต่งกลิ่น มานานนับพันปีในประเทศจีนแล้วนั้น อาจกล่าวเป็นประเด็นได้ดังนี้คือ        ในการแถลงข่าวของบริษัทต่อสื่อทั้งในและต่างประเทศนั้น น่าจะเป็นเพียงการที่บริษัทต้องการปกป้องภาพพจน์ในฐานะผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบในการผลิตอาหาร เพราะได้ระบุว่า ได้วิเคราะห์หาสารพิษจากเชื้อราคือ ซิตรินิน (citrinin ซึ่งมีผลเป็นพิษต่อไตในการศึกษาด้วยสัตว์ทดลอง) แล้วไม่พบ (โดยไม่มีรายละเอียดว่าได้วิเคราะห์ทุก lot ของการผลิตหรือไม่) อีกทั้งถ้าเป็นการวิเคราะห์ผลผลิต ณ. ปัจจุบัน ในขณะที่สินค้าที่ผู้บริโภคกินแล้วมีปัญหานั้นอาจผลิตเมื่อราว 2-3 ปีก่อน (ปี 2021-2022) แล้วกินต่อเนื่องมาจนเกิดอาการผิดปรกติของไต นอกจากนี้ตามข่าวที่เผยแพร่นั้นไม่มีข้อมูลว่า ทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับไตมาก่อนหรือไม่ หรือมีการกินยาลดการสร้างคอเลสเตอรอลกลุ่มสแตตินด้วยหรือเปล่า         ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทได้พยายามติดต่อลูกค้าในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ให้เรียกคืนสินค้าที่มีการผสมข้าวยีสต์แดงของบริษัทออกจากชั้นวางสินค้า ซึ่งนับว่าเป็นความรับผิดชอบระดับหนึ่ง แต่สินค้าซึ่งบริษัทต่างชาติซื้อข้าวยีสต์แดงไปใช้ในการผลิตแล้วถูกซื้อไปก่อนหน้าเกิดข่าวนั้น บริษัทมิได้บอกว่าจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าผู้บริโภคเกิดอาการไม่ดี จึงคงหวังได้เพียงว่า ถ้ามีสารพิษจริงก็คงมีในปริมาณน้อยในระดับที่ร่างกายทนได้เพราะข้าวยีสต์แดงไม่น่าจะเป็นองค์ประกอบหลักในสินค้านั้นๆ สำนักข่าวหนึ่งให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ผลิตว่า บริษัทจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทราบสาเหตุของปัญหาแล้วให้ข้อมูลที่ได้แก่ผู้บริโภคที่เกิดปัญหา ประเด็นคือ แล้วสาธารณชนจะมีโอกาสได้รู้หรือไม่ว่าอะไรคือสาเหตุ หรือมีใครสามารถบังคับบริษัทให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดได้ไหม        The National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทคล้ายกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนั้น) มีบทความเรื่อง Red Yeast Rice ซึ่งปรับปรุง (updated) ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ได้ให้ข้อมูลตอนหนึ่งประมาณว่า “US.FDA (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ใดที่เมื่อกินแล้วเป็นการเพิ่มโลวาสแตติน (lovastain) ในร่างกาย ไม่สามารถวางตลาดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า US.FDA ได้อนุมัติให้โลวาสแตตินเป็นยาใหม่ (แก่ผู้มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง) ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงถูกวางตลาดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นการสื่อความหมายแก่ผู้จำหน่ายว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบที่วางขายได้ในสหรัฐอเมริกานั้นต้องไม่มีสารลดการสร้างคอเลสเตอรอล คือ โมนาโคลิน เค (monacolin K ซึ่งก็คือ โลวาสแตติน) ในระดับที่จัดเป็นยา และต้องไม่มีการระบุบนฉลากว่า มีคุณสมบัติในการบำบัดอาการคอเลสเตอรอลสูงในเลือด (ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ห้ามโฆษณาว่า บำบัดโรคได้)         ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงไปทำไมถ้าไม่ได้ต้องการลดการสร้างคอเลสเตอรอล คำตอบก็น่าจะเป็นว่า เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่นในร่างกาย และได้สารที่มีคุณประโยชน์อื่น ๆ ที่มีการวิเคราะห์พบ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องที่น่ากังวลคือ ในปี 2017 มีบทความเรื่อง Variability in strength of red yeast rice supplements purchased from mainstream retailers ในวารสาร European Journal of Preventive Cardiology ได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารข้าวยีสต์แดง 28 ยี่ห้อที่ซื้อจากผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาแล้วพบว่า ปริมาณของโมนาโคลิน เค แตกต่างกันไปตั้งแต่ไม่มีเลยไปจนถึงขนาดสูงจนน่าจะถูกจัดเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ข้อมูลนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ NCCIH ระบุว่า US.FDA ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวยีสต์แดงที่ถูกวิเคราะห์พบว่ามี โมนาโคลิน เค ในปริมาณที่มากกว่าปริมาณต่ำ (more than trace) นั้นจัดเป็น ยาตัวใหม่ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ จึงไม่สามารถขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้อย่างถูกกฎหมาย         นอกจากนี้ NCCIH ยังให้ข้อมูลอีกว่า “แม้ว่ามีการทบทวนการทดลองทางคลินิกอย่างเป็นระบบในปี 2019 ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความเรื่อง Safety of red yeast rice supplementation: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials ในวารสาร Pharmacological Research ได้ชี้ให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงที่มีระดับโมนาโคลิน เค ต่างกันนั้นยังดูมีความปลอดภัย แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดกับความเห็นของหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA หรือ European Food Safety Authority) ซึ่งตีพิมพ์ข้อมูลในเว็บขององค์กรเมื่อปี 2018 ที่สรุปว่าการได้รับสารโมนาโคลิน เค จากผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจนคณะกรรมการ EFSA ไม่สามารถระบุระดับที่ปลอดภัยของอาหารที่มีโมนาโคลิน เค จากผลิตภัณฑ์ที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบได้”   มีการให้ข้อมูลของสำนักข่าวต่างประเทศหนึ่งซึ่งอาจเข้าใจคำแถลงของบริษัทผู้ผลิตผิดว่า การหมักข้าวเพื่อผลิตข้าวยีสต์แดงนั้นใช้แบคทีเรีย ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นการใช้เชื้อยีสต์ซึ่งจัดเป็นราชนิดหนึ่งคือ Monascus purpureus สายพันธุ์ที่คัดสรรแล้วว่าทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ อย่างไรก็ดีไม่มีบุคคลภายนอกที่จะสามารถรู้ว่า คุณสมบัติที่แท้จริงของยีสต์ที่ใช้ในการผลิตของบริษัทนั้นเน้นที่การผลิตสีแดง กลิ่นรสที่ต้องการ และมีปริมาณโมนาโคลิน เค (ซึ่งคือ โลวาสแตติน) ในปริมาณเท่าใด และอีกประการหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ข้าวยีสต์แดงที่บริษัทผลิตนั้นคงมีการขายให้บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ในรูปของสารเจือปนในอาหารเพื่อแต่งสี กลิ่นและรส ซึ่งประเด็นนี้น่าจะนำไปสู่คำถามว่า เมื่อมีสถานะเป็นสารเจือปนในอาหารซึ่งต่างจากสถานะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ข้อกำหนด (specification) ตามกฏหมายที่ทางการของแต่ละประเทศกำหนดนั้นมีหรือไม่อย่างไร        การที่ข้าวยีสต์แดงถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นดูเป็นนวตกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคพอควร แม้ว่าในอดีตมีการกินข้าวยีสต์แดงมานานกว่าร้อยหรือพันปีแล้ว แต่เป็นในรูปที่ใช้เป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้เกิดกลิ่นรสที่ผู้บริโภคประสงค์ ไม่เคยมีการกินแบบสารเดี่ยวในปริมาณสูงเพื่อหวังคุณสมบัติในการลดการสร้างคอเลสเตอรอลในลักษณะของยามาก่อน ดังนั้นข้าวยีสต์แดงจึงน่าจะไม่เคยผ่านการประเมินความปลอดภัยตามระบบของพิษวิทยาคือ safety decision tree เพราะมนุษย์กินกันมานานแล้ว         เนื่องจากการสอบสวนเหตุการณ์ปัญหาที่เกิดจากข้าวยีสต์แดงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ดังนั้นสิ่งที่น่าจะแนะนำให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยที่กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีข้าวยีสต์แดงเป็นองค์ประกอบคือ ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่ดูแลสุขภาพท่านเป็นประจำ (ถ้ามี) ว่า ควรทำอย่างไรกับสินค้าที่มีเหลืออยู่ หรือใช้สามัญสำนึกตั้งคำถามกับตัวเองว่า กินทำไม ได้อะไร และเสี่ยงอันตรายหรือไม่เพียงใด

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 พบร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้โรงเรียน

        WHO หรือ องค์การอนามัยโลก กำหนดธีมวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2567 คือ ปกป้องเด็กจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ ส่วนของไทยคือ "ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า" ประจวบเหมาะกับ คุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ให้ข้อมูลและขอคำปรึกษามาว่า พบว่าแถวโรงเรียนลูกนั้นมีร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า เปิดบริการอย่างเปิดเผยจะทำอย่างไรดี         คุณต่ายโทรมาปรึกษาว่า มีลูกเรียนอยู่ชั้นมัธยมโรงเรียนย่านชานเมือง เมื่อเทอมก่อนตนเองก็ไปส่งลูกเรียนหนังสือไม่พบว่ามีอะไรแถวหน้าโรงเรียนที่ผิดสังเกต แต่พอมาเปิดเทอมใหม่นี้ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตนเองพบว่า มีร้านค้าที่ขายวัสดุอุปกรณ์เหมือนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้รู้สึกเป็นกังวลมากว่า จะเป็นโอกาสให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่ายขึ้น ตนเองควรทำอย่างไรดี  แนวทางการแก้ไขปัญหา         บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามขายห้ามให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ผู้ขายสินค้าดังกล่าวมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง มีบทลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ         หากพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 1599 หรือ สามารถแจ้งเบาะแสที่ สคบ. ผ่านช่องทางต่างๆเช่น สายด่วน 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ facebook.com/ocpb.official (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 สถาบันกวดวิชาไม่ตรงปก

        สถาบันกวดวิชาเปิดคอร์สสอนกันให้เต็มบ้าน เต็มเมืองไปหมด ปัจจุบันก็มีรูปแบบคอร์สออนไลน์ เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันการหาความรู้เพิ่มนอกรั้วของระบบการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะบางทีอาจจะเจอคอร์สเรียนหลอกลวง หรือไม่ได้มาตรฐานและไม่ค่อยจะตรงปกสักเท่าไหร่ แบบคุณเจเจที่ได้ร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         โดยคุณเจเจ ได้เล่าว่าเธออยากที่จะเรียนเพิ่มเกี่ยวกับด้านภาษาอังกฤษระดับ IELTS เธอจึงเลือกที่จะหาข้อมูลบนเพจเฟซบุ๊กว่ามีคอร์สไหนน่าสนใจบ้าง จนไปเจอเพจหนึ่งจึงได้ตัดสินใจลงสมัครเรียนแบบ Private IELTS ในราคา 19,900 บาท จำนวน 15 ชั่วโมง จ่ายเงินเรียบร้อย และเรียนไปสักพักพบว่าคอร์สดังกล่าว มีปัญหาหลายอย่าง เช่น ผู้สอนไม่มีความพร้อมนั่งสอนอยู่ที่ริมถนนจนเกิดเสียงรบกวนผู้เรียนจนไม่มีสมาธิ แจ้งให้เปลี่ยนสถานที่แต่ก็เพิกเฉย แถมครูต่างชาติรีบสอนจนรู้สึกว่าไม่สนใจผู้เรียนว่าจะทันหรือไม่ และยังมีเหตุการณ์หายไปจากการสอนโดยอ้างว่าที่พักเกิดไฟดับ ส่งผลให้เรียนไม่ต่อเนื่องและต้องหาเวลามาเรียนใหม่ ที่สำคัญทางสถาบันมีการโฆษณาว่าในคอร์ส 15 ชั่วโมง จะได้เรียนครบทั้ง การฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ปรากฏว่าเมื่อเรียนจริงครูผู้สอนหลักทำแค่บางพาร์ท และยังไม่มีการแจ้งตารางการเรียนอีกด้วย อ้าว...ไหงงั้น ที่สำคัญไฟล์เอกสารประกอบการเรียนก็ไม่ครบไม่มีการเฉลยข้อสอบ ไม่มีไฟล์พาร์ทการฟัง พูด อ่าน เขียน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถทราบได้ว่าข้อสอบที่ทำมีความถูกต้องมากแค่ไหน        ทั้งนี้ หลังจากที่จ่ายเงินค่าเรียนไปแล้วก็ไม่มีการได้รับใบเสร็จ และไม่แจ้งรายละเอียดตารางการเรียนให้ทราบอย่างชัดเจนอีกด้วย ทำให้คุณเจเจรู้สึกไม่โอเคที่จะเรียนต่อกับคอร์สที่เหลืออยู่อีก 3 ครั้ง และอยากให้สถาบันดังกล่าวชดเชยเงินจำนวน 3,978 บาท แต่สถาบันชดเชยให้เพียง 2,240 บาท (แจ้งว่าเป็นจำนวนเงินที่หักค่าไฟล์เอกสาร)  คุณเจเจจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและสถาบันดังกล่าวไม่มีมาตรฐานในการสอน และมาตรการชดเชยผู้เรียนให้ชัดเจน จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         ในเบื้องต้นคุณเจเจ ได้ขอให้ชดเชยค่าเล่าเรียนเป็นจำนวน 7,293 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นจำนวนเงินที่เธอได้เฉลี่ยจากการที่ไม่ได้รับบริการการสอนอย่างเป็นธรรม  ซึ่งหลังจากวันที่ได้รับเรื่องทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์ ก็ได้มีการติดตามเรื่องอย่างเต็มที่ จนคุณเจเจได้แจ้งกับทางมูลนิธิฯ ว่าทางสถาบันดังกล่าวได้ติดต่อมาเพื่อนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางเธอแล้ว ซึ่งทางสถาบันยินยอมที่จะจ่ายเงินชดเชย จำนวน 7,293 บาท ให้กับเธอ ทางคุณเจเจจึงไม่ติดใจอะไรกับสถาบันดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ อยากขอเตือนให้ผู้บริโภคทุกคนก่อนสมัครคอร์สการเรียนใด ควรเช็กข้อมูลของสถาบันกวดวิชาให้ดี สามารถอ่านรีวิวเพื่อเช็กความน่าเชื่อถือของสถาบันได้  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 รถมอเตอร์ไซค์หายในห้างอีกแล้ว

        รถยนต์หายในห้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วบ่อยครั้ง ทั้งนี้เพราะห้างสรรพสินค้าห้างหนึ่งมีพื้นที่ให้จอดรถได้จำนวนมากมิจฉาชีพจึงอาจมองลานจอดรถของของห้างสรรพสินค้าเป็นแหล่งโจรกรรมชั้นดี  ลูกค้าที่เข้าไปจอดรถ บางครั้งอาจไม่ได้เข้าไปทำธุระนาน แค่เพียงไม่นานรถก็หายได้ หากไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดีเพียงพอ รถของลูกค้าไม่ว่าจะรถเล็ก รถใหญ่ หายได้ไม่ยาก เช่นเรื่องราวร้องเรียนของคุณเฉลิมศรี         เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2566 เมื่อคุณเฉลิมศรีได้นำรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดที่ห้างค้าปลีกชื่อดังแห่งหนึ่ง สาขาบางนาเพื่อเข้าไปซื้อไก่ทอดกินแต่เมื่อออกมาก็ไม่พบรถแล้ว จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย และได้ทำเอกสารของดูด้วยกล้องวงจรปิดและพบว่า ได้มีคนร้าย 2 คน เข้ามามาลักขโมยรถไปแล้ว คุณเฉลิมศรี จึงได้ดำเนินการแจ้งความที่ สน.บางนาและวันต่อมาก็ได้เข้ามาติดต่อกับฝ่ายดูแลของสูญหายของห้างสรรพสินค้าและเจ้าหน้าที่ฝ่ายได้ให้ คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการห้างแต่เมื่อได้ติดต่อกับผู้จัดการห้างฯ สาขาบางนาแล้ว ผู้จัดการกลับให้คุณเฉลิมศรี ติดต่อกับผู้จัดการระดับเขตคุณเฉลิมศรี ได้ติดต่อทุกฝ่ายที่ได้รับคำแนะนำแต่ทั้ง 3 ฝ่ายกลับปัดเรื่องถึงกันไปมา จึงล่วงผ่านไปกว่า 5 เดือนแล้วคุณเฉลิมศรี ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา ช่วยเหลือจากห้างฯ แต่อย่างใด คุณเฉลิมศรีจึงได้เข้ามาร้องเรียนให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยเหลือ  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณเฉลิมศรีแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อรวบรวมเอกสาร ข้อมูลเพิ่มเติมและพาคุณเฉลิมศรีพบนิติกร แผนกคดีผู้บริโภค ศาลแขวงพระโขนงเพื่อทำคำฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อให้ห้างดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คุณเฉลิมศรี ต่อมาได้มีการประสานเพื่อไกล่เกลี่ยและปัจจุบันคุณเฉลิมศรีได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2567 จำนวน 55,0000 บาทถ้วน         หากประชาชนท่านใด เกิดปัญหารถหายในห้าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอให้คำแนะนำกับประชาชนไว้ดังนี้         1. ให้เก็บรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง  เช่น “ใบเสร็จ “ ซื้อสินค้า เพื่อยืนยันการมาใช้บริการในห้างสรรพสินค้า        2. นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อจะได้สืบหาข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จนถึงการดำเนินคดีได้ต่อไป          เมื่อรถหายในห้างแล้ว ประชาชนอาจคิดว่า อย่างไรก็ย่อมเรียกร้องค่าเสียหายจากห้างสรรพสินค้าได้อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ กรณีที่ห้างสรรพสินค้าอาจไม่ต้องรับผิดชอบเลยก็เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นความรอบคอบในการเข้าใช้บริการ การเก็บหลักฐานข้อมูลไว้อย่างครบถ้วนจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ประชาชนบางรายนั้น มีความรอบคอบอย่างมากได้ถ่ายภาพรถของตนเองที่จอดไว้ในห้างทุกครั้งที่เข้าจอด ทำให้ที่เห็นป้ายทะเบียน รวมถึง สภาพสถานที่จอด เมื่อมีการฟ้องคดีจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ได้รับการชดเชยเยียวยา

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 ใช้สิทธิให้สายการบินลบข้อมูลส่วนบุคคล

        ปัจจุบันมิจฉาชีพเกิดขึ้นชุกชุม ประชาชนถูกหลอกกันทุกเวลา นาที จนต้องแปลกใจว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ไปเอาข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ มาได้อย่างไร ได้ข้อมูลมาจากที่ไหน คิดแล้วก็อาจจะจำไม่ได้ หรือไม่รู้แน่เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดๆ ต่างก็ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นการป้องกันตัวเอง ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคลลของเรารั่วไหลก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุด และนี่ทำให้คุณวิศิษฎ์เดินทางเข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         เรื่องราวของคุณวิศิษฎ์คือได้มีบัญชีสมาชิกกับสายการบิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (Air Asia) มานานแล้ว แต่คุณวิศิษฎ์ก็ไม่ค่อยได้ใช้บริการ และปัจจุบันยังมีหลายบริษัทนำเที่ยวที่ให้บริการจองเที่ยวบินให้ด้วยในราคาที่ถูกและสะดวก คุณวิศิษฎ์มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีบัญชีสมาชิกไว้กับสายการบินโดยตรงก็ได้ วันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา คุณวิศิษฎ์จึงแจ้งกับสายการบินดังกล่าวให้ลบข้อมูลบัญชีสมาชิกเว็บไซต์ออก เจ้าหน้าที่ก็ตอบรับด้วยดี ขอรายละเอียดข้อมูลของคุณวิศิษฎ์เพื่อไปดำเนินแต่หลังจากนั้น ผ่านไปกว่า 15 วันคุณวิศิษฎ์ก็ยังเห็นข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองอยู่ในเว็บไซต์ บริษัทยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ  คุณวิศิษฎ์จึงเข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค         “ผมทำอย่างนี้ในหลายๆที่ ที่ผมจำได้ว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของผมอยู่ ผมก็แจ้งให้ลบ เพราะบางทีเราแทบไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรกับเขาเลย ผมคิดว่าเราทำแบบนี้จะปลอดภัยจากมิจฉาชีพมากขึ้นกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ก็ไม่มีอะไรแต่ก่อนผมจะต้องบินบ่อย แต่ปัจจุบันไม่ค่อยบินแล้ว หรือถ้าจะจองเที่ยวบินก็สามารถทำได้สะดวกผ่านเอเจนซี่ที่เขามีให้บริการแล้วราคาอาจถูกกว่าด้วย เราไม่ต้องทำเอง ผมเลยคิดว่าลบข้อมูลออกเลยดีกว่า ”  แนวทางการแก้ไขปัญหา         หลังจากมูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วจึงได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการบริษัทให้ดำเนินการลบบัญชีสมาชิกของคุณวิศิษฎ์ต่อมาไม่นาน บริษัทก็ได้แจ้งผลว่าได้ลบข้อมูลของคุณวิศิษฎ์ ออกจากฐานข้อมูลของเว็บไซส์ของบริษัทแล้ว         พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 กฎหมายฉบับนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ให้ถูกจัดเก็บหรือนำไปใช้โดยไม่ได้แจ้งให้เราทราบ และ/หรือได้รับความยินยอมจากเราในฐานะเจ้าของข้อมูลก่อน  ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประชาชนจึงมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลคือ 1.สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ 2. สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล 3.สิทธิขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล 4.สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล 5.สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล6.สิทธิขอให้ลบหรือทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ 7.สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล         ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีนี้คือ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด จะสามารถรวบรวมใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อได้รับ คำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลด้วย เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อยกเว้น พรบ. กำหนดไว้ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้กำหนดบทลงโทษไว้ทั้งทางแพ่ง โทษทางอาญาและโทษทางปกครอง         หากประชาชนต้องการจะปกป้อง ควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองจึงย่อมสามารถแสดงใช้สิทธิได้เสมอ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 ความเคลื่อนไหวเดือนพฤษภาคม 2567

เปิดเทอมระวัง! ขนมแปลกๆ หน้าโรงเรียน         เปิดเทอมแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอส่งคำเตือนถึงผู้ปกครองและเด็ก ระมัดระวังอย่าซื้อขนมแปลกที่วางขายใกล้โรงเรียน เช่น ขนมในขวดลูกกลิ้งแบบโรลออน เยลลี่องุ่นเคียวโฮในลูกโป่งหรือถุงมือยาง เยลลี่ในหลอดเข็มฉีดยา น้ำหวานในหลอดเก็บเลือดมารับประทาน เพราะขนมดังกล่าวนั้น         1. อาจถูกลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต วิธีการสังเกต เช่น ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีเลข อย. ไม่ระบุส่วนผสมและไม่มีข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ ที่ควรจะแจ้งให้ชัดเจน         2. ใส่ไว้ในภาชนะที่ไม่ควรบรรจุใส่ เช่น ถุงมือยาง หลอดเข็มฉีดยา หลอดเก็บเลือด เนื่องจากอาจเสี่ยงปนเปื้อนสารต่างๆ ได้         3. อาจเกิดติดคอจากเศษบรรจุภัณฑ์หรือขนาดของเยลลี่ที่ไม่ได้มาตรฐานได้         แนะนำให้ผู้ปกครองบอกบุตรหลานให้เลือกซื้อขนมที่มีฉลากภาษาไทย มีเลขอย. ส่วนประกอบ/ส่วนผสม ชื่อ-ที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า วันเดือนปีที่ผลิต-หมดอายุ น้ำหนักหรือปริมาตรสุทธิ ข้อมูลอื่นๆ ให้ชัดเจนเท่านั้น ยุติแล้วบริการเก็บข้อมูล “KEEP” ในแอปพลิเคชัน LINE         KEEP คือ บริการจัดเก็บข้อมูลที่อยู่ภายในแอปพลิเคชัน LINE แบบไม่มีการกำหนดระยะเวลาหมดอายุ ซึ่งสามารถเก็บได้ทั้งข้อความ รูปภาพ วิดีโอ ไฟล์ ลิงก์ พร้อมกับความจุประมาณ 1 GB ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากเป็นช่องแชทธรรมดาที่มีการส่งไฟล์ต่างๆ  กัน มักจะหมดอายุภายใน 2 สัปดาห์         จนกระทั่งวันที่ 3 พฤษภาคม 67 ทางแอปพลิเคชัน LINE ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ให้ผู้ใช้บริการดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้ใน KEEP ก่อนวันที่ 28 สิงหาคม 2567 (ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน) เนื่องจากทางแอปพลิเคชันดังกล่าวจะยุติการให้บริการฟีเจอร์ดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้ข้อมูลที่เก็บไว้ใน KEEP ทั้งหมด หากไม่มีการย้ายข้อมูลไปที่แอปพลิเคชันอื่น หรือดาวน์โหลดเก็บไว้ข้อมูลทั้งหมดจะสูญหายทันที อย่างไรก็ตาม แม้ทาง LINE จะมีการยุติฟีเจอร์ดังกล่าวแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลว่าจะมีการให้บริการจัดเก็บข้อมูลอื่นๆ มาเพิ่มหรือไม่อีกด้วย กสทช. เรียก AIS แจงให้ชัดเจนกรณี “สัญญาณล่ม”         จากกรณีวันที่ 10 พฤษภาคม 67 ที่ผ่านมา ผู้ใช้สัญญาณเครือข่ายของค่าย  AIS ได้เจอกับปัญหาสัญญาณล่ม จนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ กระทั่งวันที่ 11 พฤษภาคม 67 นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงได้มีการเรียกประชุมผู้บริหาร สำนักงาน กสทช. เร่งด่วนทันที พร้อมกับให้ทางผู้ให้บริการเครือข่าย AIS เข้าชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นในวันที่ (13 พ.ค. 67) และต้องคำนวณผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการเยียวยาให้กับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบทันทีนั้น  อย่างไรก็ตาม หลังกรณีดังกล่าว ทาง  AIS จึงได้ออกมาประกาศการเยียวยาสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบว่า  “ทางบริษัทฯ จะมีการดำเนินการดูแลการใช้งานสำหรับลูกค้า ทั้งสำหรับท่านที่ใช้แพ็กเกจ Unlimited  และ ลูกค้าท่านที่ใช้แพ็กเกจประเภทอื่นๆ โดยบริษัทฯ จะได้ทยอยส่ง SMS เรียนแจ้งลูกค้าถึงรายละเอียดการชดเชย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป”  “บริษัทเครื่องกรองน้ำ” แจ้งลาออกเครดิตบูโร แก้ปัญหาลูกค้าเครดิตเสีย         หลังจากเกิดดราม่าในโลกออนไลน์กรณีมีลูกค้าที่เช่าซื้อเครื่องกรองน้ำยี่ห้อ Coway โดนส่งชื่อเข้าเครดิตบูโรโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจากที่ทางบริษัทมีปัญหาไม่ตัดบัตรเครดิต หรือบางรายพนักงานไม่ได้ส่งข้อมูลให้เครดิตบูโร จนทำให้เครดิตลูกค้าเสียนั้น         ล่าสุดทางบริษัทบริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก Coway Thailand โดยมีข้อความดังนี้ “บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ตระหนักถึงผลกระทบของลูกค้าบางท่าน ดังที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ บริษัทฯ ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการขอประชุมวาระเร่งด่วนกับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เพื่อหารือและชี้แจงในรายละเอียดต่างๆ และได้รับความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกค้าทุกท่านได้เป็นที่เรียบร้อย โดยทางบริษัทฯ จะลาออกจากการเป็นสมาชิกของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ซึ่งจะมีผลทำให้ลูกค้า ผู้ขอสินเชื่อ (การบริการ subscription รายเดือน) ของบริษัทฯ ทุกรายจะไม่มีชื่อและข้อมูลที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ในระบบฐานข้อมูลของเครดิตบูโรอีกต่อไป ซึ่งการดำเนินการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 67 เป็นต้นไป” ศาลแพ่งยกฟ้อง เคสผู้บริโภคฟ้อง ค่าย AIS คิดค่าบริการเกินจริงปัดเศษวินาทีเป็นนาที         9 พฤษภาคม 2567 ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เปิดเผยว่า จากกรณีที่ยื่นฟ้องบริษัท เอไอเอส (AIS) เมื่อปี 2561 เนื่องจากผู้บริโภค 2 รายที่เป็นโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยคิดค่าบริการเกินจริงโดยมีการปัดเศษวินาทีเป็นนาทีนั้น ปรากฎว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567  ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ถึงการได้รับความเสียหายที่จำเลยคิดค่าบริการเกินจริง โดยเฉพาะการถูกคำนวณปัดเศษจากวินาทีเป็นนาทีที่ใช้บริการในแต่ละครั้ง ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสองได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลให้นามของโจทก์         โดยศาลพิเคราะห์ว่า ทางโจทก์มีอำนาจฟ้องเนื่องจากใช้สิทธิ์ตามกฏหมายโดยสุจริต เพราะขอค่าเสียหายเชิงลงโทษไม่เกิน 5 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงเป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย อีกทั้งการฟ้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องผู้บริโภคทั้ง 2 ราย แต่ นางสาวณัฐวดี เต็งพานิชกุล นักกฎหมายและทนายความมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้กล่าวว่า ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยังคงจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 กดไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็ง : “ใบส่งตัว” ลิดรอนสิทธิการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย

        เคยได้ยินข่าวนี้ไหม...อีกไม่นาน สังคมไทยจะลืมปัญหาวิกฤตใบส่งตัวในกรุงเทพฯ หลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปรับระบบการจ่ายเงินใหม่ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา         จนกระทั่งมีการรวมตัวของ ผู้ประสบภัยจากใบส่งต่อ นำปัญหาไปร้องเรียนรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ในรอบสามเดือนหรือการเตรียมฟ้องต่อศาลปกครองให้ สปสช. ยกเลิกวิธีการจ่ายเงินและบริหารเครือข่ายปฐมภูมิแบบใหม่ก็ตาม เพราะฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ สปสช. ออกข่าวถี่ ๆ ว่า ปัญหาของผู้ร้องเรียนกว่าเข้ามา 4,800 ราย เคลียร์ไปแล้ว 4,100 ราย เหลือ 572 รายที่กำลังสะสาง และต่อมาก็ให้ข่าวอีกว่า “แจ้งโรงพยาบาลหลายรอบแล้วว่า ไม่มีใบส่งตัวก็เบิกได้” ขณะเดียวกันก็พยายามให้ข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อกลบเสียง “ทุกข์” ของผู้ป่วย         ขณะที่โลกคู่ขนาน “กลุ่มร้องทุกข์” : รวมคนได้รับผลกระทบจากใบส่งตัว บัตรทอง นโยบายใหม่ของ สปสช. ใน Facebook ยังมีการปรับทุกข์ระหว่างผู้ป่วยด้วยกันอยู่ อาทิ คลินิกไม่ออกใบส่งตัว ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ คิดสั้น , ผู้ป่วย 20 โรคเรื้อรังคลินิกปฏิเสธใบส่งตัว , คลินิกให้คนคนไข้ย้ายสิทธิไปที่อื่น , คลินิกเรียกผู้ป่วยที่มีใบส่งตัวมาตั้งต้นรับใบส่งตัวใหม่” รวมถึง คลินิกออกใบส่งตัวเป็นรายโรคต่อครั้ง กำหนดวันเวลาให้คนไข้ยุ่งยาก ,  ผู้ป่วยเกินศักยภาพแต่คลินิกไม่ส่งตัว , ถูกคลินิกเรียกเก็บเงินหรือตั้งกล่องรับบริจาค อ้างว่า สปสช. ไม่มีเงินจ่ายให้ , คลินิกไม่ออกใบส่งต่อ เตรียมปิดตัวปล่อยคนไข้ลอยแพ ฯลฯ         แม้ผู้ป่วยจำยอมทำตามเงื่อนไขของหน่วยบริการปฐมภูมิหรือคลินิกอบอุ่นแล้ว กลับเป็นภาระในการเข้าถึงบริการมากขึ้นกว่าเดิม เช่น ถ้าในใบนัดแพทย์มีการเจาะเลือดผู้ป่วยต้องไปเจาะเลือดตอนเข้าและมาใหม่อีกครั้งตอนเย็นเพื่อฟังผล ทำให้ต้องไปคลินิก 2 รอบต่อการบริการหนึ่งครั้งไม่เหมือนการไปโรงพยาบาลเดิมที่เคยรักษาตัวที่จบทุกขั้นตอนภายใน 1 ครั้งต่อวัน         เช่นเดียวกับที่ผู้ป่วยบางรายที่ต้องได้รับยาโรคเรื้อรัง ที่เคยได้รับยาจากโรงพยาบาล 2 - 3 เดือน คลินิกก็ให้ยา 3 วัน และให้ใบค้างยา เพื่อให้ผู้ป่วยมารับใหม่วันหลัง เมื่อผู้ป่วยขอให้ส่งยาทางไปรษณีย์ คลินิกก็ไม่มีบริการนี้ แปลว่าต้องมารับยาวันหลัง เพราะคลินิกไม่มีคลังยาเพียงพอสำรองยาเพื่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือบางรายได้ใบส่งตัวครั้งละ 1 เดือนต่อโรค ขณะที่ใบนัดแพทย์จากโรงพยาบาลส่งตัวนัดทุก 4 เดือน ซึ่งแปลว่า ผู้ป่วยต้องกลับมาให้คลินิกทำใบส่งตัวทุกครั้งอยู่ดี และบางคลินิกก็ติดประกาศชัดเจนว่าจะออกใบส่งตัวให้ผู้ป่วยวันละ 20 คนเท่านั้น ทำให้ญาติแลผู้ป่วยต้องมารอคิวแต่เช้า เหมือนซื้อหวยรายวัน         แน่นอน สิ่งที่หล่นค้างยังถูกพูดถึงอยู่ เพราะไม่ใช่ทุกหน่วยบริการปฐมภูมิทำตัวว่าง่ายตามระบบ ที่ดื้อดึงและน่ารังเกียจเป็นจำนวนน้อยก็จริง         แต่ “ใบส่งตัว” ก็กลายเป็น “ใบอนุญาต” ให้ผู้ป่วยมีสิทธิมีชีวติต่อตามยถากรรม ภายใต้การบริการจัดการของระบบสุขภาพที่ล้มเหลว ?? การปรับทุกข์กันเองของผู้ป่วยข้างต้นดังที่ยกมานั้น เสมือนการส่งสัญญาณ “ความท้อของผู้ป่วยและครอบครัว” จำนวนหนึ่ง ที่เริ่มทยอยเลิกใช้สิทธิบัตรทอง ยอมเสียค่าใช้จ่ายเองดีกว่า เพื่อข้ามขั้นตอนอันยุ่งยาก ที่สร้างภาระค่าเดินทางและเวลาที่เสียมากไปกว่าค่ายาและค่าบริการตามสิทธิที่พึงได้         สัญญาณเช่นนี้ ผิดเจตนารมณ์การก่อตั้ง “กองทุนบัตรทอง” หรือ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนล้มละลายจากความเจ็บป่วย และเป็นหลักประกัน “สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข” ซึ่งถูกเขียนเป็นกฎหมายและระบุไว้รัฐธรรมนูญ ที่สำคัญ ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า “หน่วยบริการสุขภาพ หรือสถานพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วย หากแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องรักษา”         กรุงเทพฯ : ศูนย์กลางโรงพยาบาลของประเทศ แต่คนเข้าไม่ถึง         สถานการณ์การใช้สิทธิบัตรทองในกรุงเทพฯ ดังปรากฎเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องช่วงเดือนมีนาคม เมษายนที่ผ่านมา สะท้อนว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพกำลังล้มละลายความน่าเชื่อถือไปแล้ว และถ้าจะแก้ไขให้ทะลุปัญหาเรื่องใบส่งตัว คงต้องมาทำความเข้าใจบริบทเชิงโครงสร้างพื้นฐาน 2 เรื่องก่อน คือ (ก) คนกรุงเทพฯ หมายถึงใครบ้าง และ (ข) โครงสร้างบริการสุขภาพใน กทม. ซับซ้อนอย่างไร เพราะทั้งสองเรื่องนี้ หรือ “ภูมินิเวศน์ระบบสุขภาพของ กทม.” (Geo Health service system) มีอิทธิพลต่อการคิดคำนวณการจ่ายเงินหรือบริการกองทุนสุขภาพใน กทม. อย่างมาก         (ก) นิยามคนกรุงเทพฯ มี 2 ส่วนประกอบกัน คือ (1) ประชาชนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ กทม. ประมาณ 5.5 ล้านคน และ (2) ที่เรียกกันว่าประชากรแฝง คือ คนที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ใน กทม. ทั้งถาวระและเช้าไปเย็นกลับ ประมาณ 2.5 - 3 ล้านคน คนกรุงเทพฯ ทั้งสองส่วนนี้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนี้เคยลงทะเบียนใช้บริการ ผู้ป่วยนอก 1.7 ครั้งต่อไป ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ 3.4 ครั้งต่อคนต่อปี ส่วนคนกรุงเทพฯ นอกสิทธิบัตรทอง ที่เหลือนั้นเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคมและจำนวนหนึ่งใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ (รวมญาติด้วย)                 (ข) โครงสร้างบริการสุขภาพใน กทม. ซับซ้อน : ทั่วทั้งพื้นที่ กทม. มีโรงพยาบาล 160 แห่งมากที่สุดในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน 113 แห่ง มีเพียง 12 แห่ง กำกับโดยกรุงเทพมหานคร ในฐานะรัฐท้องถิ่น มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 14 แห่ง กว่าครึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะด้าน มีโรงพยาบาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม 6 แห่ง โรงพยาบาลสังกัดหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งที่เป็นของรัฐและมูลนิธิอีก 15 แห่ง เช่น โรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ อาทิ ศิริราชพยาบาล รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ เป็นต้น โรงพยาบาลและหน่วยบริการเหล่านี้ไม่มีระบบข้อมูลเชื่อมโยงกันนอกเครือข่าย และต่างคนต่างให้บริการ         กล่าวเฉพาะ “หน่วยบริการปฐมภูมิ” ที่ควรเป็นด่านแรกให้ประชาชนเข้าถึงก่อน เหมือนที่คนต่างจังหวัดเข้าถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)  สำหรับ กทม.แล้ว, มีหน่วยบริการปฐมภูมิเพียง 300 แห่งทั่วพื้นที่ (คลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช.) ทั้งมีปัญหาในการกระจายตัวอย่างมาก ราว 30 แห่งตั้งอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีหน่วยบริการ 270 แห่งอยู่รอบนอก กทม. รวมศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) จำนวน 69 แห่งของกรุงเทพมหานครด้วย บางเขตมีหน่วยบริการมาก บางเขตไม่มีเลย รวมทั้งการมีหน่วยบริการกระจุกตัวตามถนนสายเศรษฐกิจทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการไม่สะดวก           ที่สำคัญ ระบบบริการสุขภาพในกทม. มีลักษณะ “แหว่งกลาง” คือ นอกจากหน่วยบริการปฐมภูมิที่มีปัญหาการกระจายตัวไม่ครอบคลุมพื้นที่แล้ว ยังขาด โรงพยาบาลรัฐในระดับทุติยภูมิ รองรับผู้ป่วย (มีโรงพยาบาลสังกัด กทม. 12 แห่งและของกระทรวงสาธารณสุขอีกจำนวนหนึ่ง)  แต่กลับมีโรงพยาบาลตติยภูมิ โรงพยาบาลเฉพาะทางเต็มไปหมด เพราะเป็นศูนย์กลางทรัพยากรของประเทศ  ดังนั้นด้วยความแหว่งกลางของระบบการรักษา เมื่อเจ็บป่วยเกินศักยภาพที่หน่วยบริการปฐมภูมิรักษาได้ ผู้ป่วยจะถูกส่งต่อข้ามไปรักษากับโรงพยาบาลระดับตติยภูมิเลย เช่น โรงเรียนแพทย์ เป็นต้น ทำให้โรงพยาบาลรัฐใน กทม. ทุกสังกัดผู้ป่วยหนาแน่นมาก         การรักษาแบบกระโดดข้ามจากหน่วยบริการปฐมภูมิไปรักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง หรือโรงพยาบาลตติยภูมิเลยทำให้ “ต้นทุนด้านสุขภาพ” ของคน กทม. สูงกว่าคนต่างจังหวัดมาก เพราะบางครั้งมีการใช้เทคโนโลยีการรักษาเกินจำเป็น ใช้ยาราคาแพง (เพราะไม่ได้ผ่านการจัดซื้อยารวมเหมือนโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข) อีกทั้งค่าบริการสูงจากต้นทุนบุคลากรที่สูงกว่าโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านลบที่สุดของระบบ คือ ผู้ป่วยต้องรอคิวนานกับการได้นัดพบแพทย์หนึ่งครั้ง แม้จะเป็นโรคเรื้อรังต้องติดตามรักษาอย่างต่อเนื่องก็ตาม ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยไหลล้นไปใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก ซึ่ง สปสช. พยายามจะแก้ปัญหาทั้งความหนาแน่นของการเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐและการละทิ้งสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน   ความอยู่รอดของหน่วยบริการสุขภาพ ไม่ใช่ความอยู่รอดของประชาชน         หลังทศวรรษ 2530 การเกิดขึ้นของกองทุนประกันสังคม และหลังปี 2545 การเกิดขึ้นของ “กองทุนบัตรทอง” เพื่อยืนยันว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยทั้งสองกองทุนจ่ายเงินให้หน่วยบริการสุขภาพลักษณะ “เหมาจ่ายรายหัว” (มีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามเกณฑ์และระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หรือ DRG กำกับ) นับเป็นการปฏิรูประบบบริการสุขภาพครั้งใหญ่ โดยมีกฎหมายหลักประกันสุขภาพเข้ามาเป็นปัจจัยเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการสุขภาพของคนไทยทั่วประเทศ อย่างน้อย 48 ล้านคน เป็นความมั่นใจว่าประชาชนมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยมี สปสช. เข้ามาเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ “กองทุนบัตรทอง” เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ให้บริการ และผู้รับบริการโดยเป็นหลักประกันว่า ผู้ป่วยจะต้องได้รับบริการอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนจนไม่ต้องร้องขอรับบริการเยี่ยงคนอนาถาเช่นอดีต  พูดให้ง่ายการบริหารกองทุนสุขภาพ คือ การบริการระบบบริการสุขภาพนั่นเอง และเป็นการบริหารความเชื่อมั่นระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ผู้บริหารกองทุน ผู้ให้บริการสุขภาพและผู้มีสิทธิบัตรทอง เช่นนี้ “ใบส่งตัว” จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือ “กำกับสิทธิ” แต่จะให้สิทธิดีขึ้นหรือแย่ลงก็อยู่ที่การบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกองทุนกับผู้ให้บริการสุขภาพ         ดังนั้นสถานพยาบาลใดให้บริการดี มีคุณภาพ ก็จะมีคนขึ้นทะเบียนมาก เงินหรือรายได้ก็จะได้มากตามจำนวนคนที่ขึนทะเบียน  แต่คนเราก็ไม่ได้เจ็บป่วยกันทุกคน หรือเจ็บป่วยกันทั้งปี หัวใจหลักของหลักประกันสุขภาพจึงเป็นเรื่องของการ “เฉลี่ยทุกข์” ด้วยหลักการเช่นนี้ ทำให้แต่ละโรงพยาบาลมีเงินหรือรายได้เข้า “หลายกระเป๋า”  เป็นการสำรองค่าใช้จ่ายที่มีความแตกต่างกันของแต่ละหน่วยบริการ เช่น         •    โรงเรียนแพทย์ มีรายได้อย่างน้อย 5 กระเป๋าจาก ผู้ป่วยนอก walk in เข้ามา, จากการเปิดลงทะเบียนสิทธิประกันสังคม, สิทธิหลักประกันสุขภาพ, สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและเงินบริจาคจำนวนมาก จึงมีสายป่านค่อนข้างยาว (แต่ระยะหลังจำกัดจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคม เนื่องจากต้องรับภาระส่งต่อผู้ป่วยจากทั่วประเทศ)         •    โรงพยาบาลรัฐของ สธ. กทม. และทุกสังกัด รายได้หลักมาจากกองทุนบัตรทอง เพราะมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก รองลงมาคือ สวัสดิการข้าราชการในสังกัด สิทธิประกันสังคม ผู้ป่วยนอก walk in เข้ามาไม่มากนักและต้องรับภาระบริการฉุกเฉินทางการแพทย์เป็นภารกิจสำคัญ ไม่ค่อยมีช่องทางการรับบริจาค โรงพยาบาลหลายแห่งจึงเลือกเปิดคลินิกนอกเวลาและคลินิกพรีเมียมเพิ่มเติม          •    โรงพยาบาลเอกชน รายได้จากผู้ป่วยนอก walk in เข้ามา, บางแห่งมีการเปิดให้ขึ้นทะเบียนสิทธิประกันสังคม ทั้งนี้ระยะหลังไม่เปิดขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรทองเพราะเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามกลุ่มโรคของ สปสช. “ต่ำ” กว่าวิธีคิดเรื่องต้นทุนและกำไร ระยะหลังโรงพยาบาลเอกชนจึงทยอยออกจากกองทุนบัตรทองและหันไปจับมือกับบริษัทขายประกันสุขภาพเอกชนราคาแพงแทน ศูนย์โรคเฉพาะทางจึงเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งการขายแพ็คเก็จสุขภาพตามช่วงวัย         ยกเว้น หน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งมีรายได้หลักจากกองทุนบัตรทองเท่านั้น แม้ผู้ป่วยนอก walk in เข้ามา แต่ก็ไม่มากนัก มีบางรายงานของ สปสช. พบว่า หน่วยบริการปฐมภูมิต้องมีผู้ขึ้นทะเบียนอย่างน้อย 8,000 - 10,000 คน การ “เฉลี่ยทุกข์” หรือ ถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายและการตามจ่ายการส่งต่อผู้ป่วยจึงพอจะ “เลี้ยงตัว” ได้ ซึ่งไม่ใช่ทุกคลินิกหรือทุกศูนย์บริการทางการแพทย์จะมีผู้ใช้สิทธิบัตรทองขึ้นทะเบียนให้พออยู่ได้ ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย “ความอยู่รอด” ของคลินิกปฐมภูมิ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำไมชนวนเหตุ “ใบส่งตัว” จึงละเมิดสิทธิรักษาพยาบาล         มองอย่างรอบด้าน ทุกข์ของผู้ป่วยใน กทม. ขณะนี้ มีปัจจัยหลักมาจาก (ก) การเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินให้หน่วยบริการปฐมภูมิที่ไม่สอดคล้องกับภูมินิเวศน์ระบบสุขภาพในกทม. และ (ข) บริบทการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ครั้งที่ 2 จากนโยบายรัฐบาล “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” เข้ามาเสริมแรงให้ทุกปัญหาระเบิดที่ กรุงเทพมหานคร         •    การเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินให้หน่วยบริการปฐมภูมิ        ก่อนโควิด 19 ระบาด “หน่วยบริการปฐมภูมิที่ผู้มีสิทธิบัตรทองขึ้นทะเบียน” เดิมใช้การเบิกจาก โมเดล 5 จ่ายตามราคาเบิกจ่ายจริงแบบปลายเปิด ที่เรียกว่า “เบิกตามจริง” จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง “ใบส่งตัว” ไปให้ “หน่วยบริการรับส่งต่อ” (โรงพยาบาลทุติยภูมิ ตติยภูมิ) ซึ่งจะกลับมาเรียกเก็บค่าบริการจากหน่วยบริการปฐมภูมิ เพราะ สปสช. มีระบบการจ่ายเงินค่าชดเชยค่าบริการลักษณะ globla budget (op anywhere) โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ในปีที่มีบริการน้อย วงเงินที่เหลือจากการให้บริการจะโอนเพิ่มให้คลินิกปฐมภูมิ แต่ปีทีมีการรับบริการมาจนเกินวงเงิน globla budget ก็จะได้รับเงินชดเชยค่าบริการลดลงตามสัดส่วน         หลังสถานการณ์โควิดระบาด ปี 2564 - 2565 คลินิกยังได้รับค่าชดเชยจากกองทุนปริ่ม ๆ กับต้นทุนการส่งต่อ เพราะเริ่มมีผู้ป่วยใช้บริการสัดส่วนมากขึ้นตามลำดับ และตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 สปสช. ยังตกลงกับ กรุงเทพมหานครเพิ่มเติม “หน่วยบริการปฐมภูมิ โมเดล 5” นี้ เมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้ารับบริการปฐมภูมิในระบบบัตรทองที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่งทุกที่ เพิ่มเติม คือ ให้ ศบส. เป็น “แม่ข่าย” ดูแลคลินิกอบอุ่นและคลินิกเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียน กับสปสช. ด้วย แต่เชิงบทบาทหน้าที่ยากมากที่ ศบส. จะเข้าไปดูแล กำกับ ติดตามการทำงานของลูกข่าย เพราะไม่มีโครงสร้างอำนาจที่เกาะเกี่ยวกันเลยซึ่งต่างจากหน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลเอกชนเป็นแม่ข่าย ปี 2564 -2566 จึงเป็นช่วงเวลาทองของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เมื่อเจ็บป่วยเกินศักยภาพการรักษาหน่วยบริการปฐมภูมิบางแห่งออกใบส่งตัวให้ระยะเวลา 1 ปีเลยก็มี         ทว่า ตั้งแต่ปี 2566 ผู้ใช้บริการบัตรทองมากขึ้นและมีการส่งต่อมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้คลินิกปฐมภูมิเริ่มได้รับค่าชดเชยจาก สปสช. ติดลบ และในปี 2567 หลังรัฐบาลเพื่อไทยประกาศนโยบาย “ควิกวิน” (Quick win) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งมุ่งมั่นจะทำให้เสร็จทั่วประเทศภายในเดือนตุลาคม ทั้งคลินิกปฐมภูมิ และ สปสช. เองได้ประมาณการว่า จะมีผู้เข้ารับบริการจำนวนมากกว่าเดิมจนอาจทำให้ค่าใช้จ่ายเกินวงเงิน globla budget มากขึ้นด้วย หมายความว่า คลินิกปฐมภูมิก็จะยิ่งขาดทุนมากขึ้นเป็นลำดับจึงเริ่มมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เครือข่ายคลินิกอบอุ่นในกทม. กว่า 100 แห่ง ขึ้นป้ายที่ สปสช. ว่า “บัตรทอง กทม. เงินไปไหนหมด ไม่มีเงินจ่ายคลินิกบัตรทอง” เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของการบริการงบประมาณของ สปสช. ที่มีไม่เพียงพอจ่ายชดเชยให้หน่วยบริการปฐมภูมิ มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 แล้ว และจนถึงปัจจุบันคาดว่าจะได้รับเงินเพียง 70% จากที่จ่ายจริงไปแล้ว นั่นทำให้ผู้ประกอบการสถานพยาบาลบางรายประสบปัญหาขาดทุนจนถึงขั้นอาจต้องปิดบริการ ซึ่ง นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขา สปสช. รับปากกับเครือข่ายฯ ว่า  (1) เตรียมปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยให้ใหม่ และ (2) จะลงพื้นที่เพื่อพูดคุย หารือ รับฟังปัญหาคลินิกอบอุ่น         13 กุมภาพันธ์ เครือข่ายสถานพยาบาล 5 สถาบัน คือ (1) เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย “ยูฮอสเน็ต” (UHosNet) (2) ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป (3) ชมรมโรงพยาบาลสถาบันกรมการแพทย์ (4) สมาคมคลินิกอบอุ่น และ (5) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน บุกพบ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ในขณะนั้น)  ในฐานะประธานบอร์ดบริหาร สปสช. ให้แก้ปัญหาการเงินการคลังของ สปสช. ซึ่งทำให้หน่วยบริการขาดสภาพคล่อง ติดหนี้ค่าบริการโรงพยาบาลและหน่วยบริการจำนวนมากเรียกร้องให้มี (ก) แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสม (Provider Board) และ (ข) หยุดใช้ โมเดล 5 (จ่ายตามจริง) ในกทม. และกลับมาใช้ โมเดล 2 (เหมาจ่ายรายหัว) (ค) แนะนำให้จัดสรรงบฯ ค่าบริการผู้ป่วยนอกเพิ่มเติมให้เพียงพอ สำหรับการบริการในไตรมาสที่เหลือของปี 2567         วันที่ 21 กุมภาพันธ์ สปสช. จึงมีมติให้เปลี่ยนรูปแบบการเบิกจ่ายเงินหน่วยบริการปฐมภูมิ เป็น โมเดล 2 (เหมาจ่ายรายหัว) ซึ่งเป็นรูปแบบเดิมที่ใช้มาก่อนปี 2564 มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 และความวุ่นวายทั้งปวงตามที่ปรากฎเป็นข่าวก็เกิดขึ้นนับจากวันที่มติมีผลบังคับ เพราะเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น มีจำนวนเรื่องร้องเรียนไปที่สปสช. มากกว่า 4,000 เรื่อง         วันที่ 15 มีนาคม คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพฯ (อปสช 13) ที่ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธาน จึงมีมติเพิ่มขึ้น ให้สปสช. กันเงินเหมาจ่ายผู้ป่วยนอก 30 บาทต่อประชากรต่อเดือน เพื่อใช้เป็น “กองทุนส่งต่อผู้ป่วยนอก” (op refer) และให้ สปสช. เบิกจ่ายค่าบริการ (clearing house) ให้กับโรงพยาบาลรับส่งต่อตามหลักเกณฑ์ ดังนี้         (ก) คลินิกอบอุ่นที่ส่งต่อผู้ป่วย ต้องตามจ่ายส่วนแรก จากเหมาจ่ายรายหัว ไม่เกิน 800 บาท/ครั้ง         (ข) กรณีโรงพยาบาลรับส่งต่อเรียกเก็บเงินเกินจาก 800 บาท/ครั้ง เงินส่วนเกินให้เบิกจาก “กองทุนส่งต่อผู้ป่วยนอก” หากเงินไม่พอ ให้ สปสช. หักเงินเพิ่มเติม และหากสิ้นปีเงินเหลือให้คืนเงินให้หน่วยบริการปฐมภูมิ ภายหลังเรียกการจ่ายลักษณะนี้ว่า โมเดล 5 ใหม่ (op new model 5)         อย่างไรก็ตามไม่ว่า สปสช. จะพยายามปรับระบบอย่างไร การสื่อสารระหว่างผู้บริหารกองทุนกับหน่วยบริการยิ่งกลายเป็นลิงแก้แห และเคราะห์กรรมตกแก่ผู้ป่วย          สัปดาห์ที่สามหลังการเปลี่ยนระบบ  วันที่ 21 มีนาคม จึงเกิด “ตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนระบบบัตรทองใน กทม.” ขึ้น และเข้ายื่นหนังสือถึง รมว.สธ. เป็นครั้งแรก โดยมีข้อเรียกร้อง (1) ให้คลินิกอบอุ่นส่งตัวผู้ป่วยที่จำเป็นไปโรงพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ (2) เขียนใบส่งตัวให้เหมาะสม เช่น 3 เดือน - 1 ปี (3) ให้ผู้ป่วยนอก ขอใบส่งตัวจาก ศบส. ได้ ในกรณีที่คลินิกอบอุ่นไม่ออกใบส่งตัวให้ และ (4) เปิดเผยข้อมูลหน่วยบริการที่ถูกร้องเรียน         ปัญหาที่หนักหนาสาหัสของ สปสช. คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยบริการทุกระดับ เพราะใน ‘มุม’ ของ “คลินิกปฐมภูมิ” มองว่า ขณะนี้ (ก) ได้รับเงินไม่เพียงพอ กับการตามจ่ายค่าบริการให้โรงพยาบาลที่ส่งต่อทั้งมีเงื่อนไขต้องจ่ายค่าบริการส่งต่อก่อน สปสช. จึงจะนำเงินที่เหลือมาจ่ายให้คลินิก (ข) ค่าใช้จ่ายในการส่งต่อสูงมาก ในปีที่ผ่านมา คลินิกปฐมภูมิส่งต่อผู้ป่วยไปสถานบริการตติยภูมิ 35% แต่มีค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนมากถึง 70% ของงบประมาณ ดังนั้นเมื่อหักเงินที่จ่ายค่าส่งต่อแล้ว นอกจากคลินิกปฐมภูมิจะติดลบค่าบริการแล้วสัดส่วนที่ได้รับเงินชดเชยจาก สปสช. ก็น้อยลงอย่างมาก จนไม่สามารถบริหารต้นทุนบุคลากรได้          ทั้งนี้มีคำปลอบใจจาก สปสช. ที่ขอให้คลินิกปฐมภูมิ เพิ่มบริการส่งเสริมสุขภาพเพราะมีงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ในเขตกทม. เหลืออยู่มาก ไม่ได้ใช้เท่าใดนักเพื่อนำมาเพิ่มรายได้ของคลินิกนั้นแต่มันก็คนละเรื่องและไม่ใช่ทางออก           ‘อนงค์ โรจน์กูลชัย’ ผู้บริหารสหคลินิก เขตดินแดง หนึ่งในคลินิกอบอุ่นที่ดูแลประชากรประมาณ 12,000 คน วิเคราะห์ “สาเหตุที่แท้จริง คือ สปสช. จัดสรรงบประมาณมาไม่เพียงพอ ดังนั้นแม้จะเปลี่ยนเป็นระบบเหมาจ่ายก็ไม่ได้แตกต่างกัน”         สถานการณ์สุก ๆ ดิบ ๆ โมเดลเก่าก็ยังค้างจ่ายอยู่มาก เปลี่ยนโมเดลใหม่แล้วก็ไม่เห็นอนาคต “ใบส่งต่อ” จึงถูกแช่แข็งไว้ที่หน่วยบริการปฐมภูมิจำนวนหนึ่งที่ “ดื้อ” โดยมีประชาชนกลายเป็นตัวประกันถูกละเมิดการรักษาแบบต้องคลำหาทางออกกันเอง         •    บริบท “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”         คงจะดีมาก หาก “ระบบใบส่งตัวถูกยกเลิกไป” เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของกทม. และสามารถใช้บัตรประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ที่สถานพยาบาลประจำตามสิทธิของตนเองหรือหน่วยบริการในระดับปฐมภูมิได้ทุกแห่ง และยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่หน่วยบริการเอกชนที่เข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพได้ ไม่ว่าจะมีสิทธิบัตรทองอยู่ที่จังหวัดใดก็สามารถใช้สิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แค่เพียงมีบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้นตามที่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้         การจะทำได้จริงนั้น หัวใจคือการเชื่อมระบบข้อมูลสุขภาพและการเงินของทุกหน่วยบริการให้เป็นระบบเดียวกันทุกระดับ ทุกสังกัด และยกระดับหน่วยบริการให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้จัดบริการสุขภาพ อาทิ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ การออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ใบสั่งยาและใบสั่งแล็บออนไลน์ การแพทย์และเภสัชกรรมทางไกล การนัดหมายออนไลน์ ส่งยาและเวชภัณฑ์ที่บ้านผ่าน Health Rider และการส่งยาทางไปรษณีย์ เป็นต้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งหวังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอยและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน นั่นคือสิ่งที่ สปสช. และกระทรวงสาธาณสุขวาดหวังและทยอยทำนำร่องทดลองไปแล้วหลายจังหวัด บน “เงื่อนไข” ว่าจะต้องเติมงบประมาณจำนวนหนึ่งเข้าไปในระบบเบิกจ่ายค่าบริการ (clearing house) จาก “งบกลาง" ของรัฐบาล โดยหน่วยบริการจะได้รับเงินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการส่งเบิก เพื่อให้ระบบ Financial Data Hub ที่ส่วนกลางกำลังพัฒนาเป็นระบบอัจฉริยะนั้น “เป็นจริงที่สุด”         หลายจังหวัดนำร่องระบบถูกทดสอบผ่านไปได้ด้วยดี เพราะหน่วยบริการเป็นสังกัดเดียวกันทำให้ระบบข้อมูลสุขภาพ ระบบการเงินและระบบบริการปรับตัวได้ ทว่า “นโยบายความหวัง” นี้จะเกิดขึ้นที่ กทม.ได้จริงหรือ เมื่อ “เงื่อนไขพื้นฐาน” โครงสร้างบริการสุขภาพใน กทม. ซับซ้อน หลากหลายสังกัดและต่างคนต่างให้บริการ กลายเป็น ข้อท้าทายอย่างมาก และยังมีเหตุเพิ่มเติมจาก (ก) หน่วยบริการได้รับเงินไม่เพียงพอกับการตามจ่ายค่าบริการให้โรงพยาบาลที่ส่งต่อ และ (ข) ค่าใช้จ่ายในการส่งต่อสูงมากยังไม่ได้ถูกแก้         ตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ข้อเรียกร้องของผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ขอให้ กทม. เปิดรับลงทะเบียนผู้ป่วยบัตรทองที่ ศบส.ในสังกัด เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการลงทะเบียนในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ต้องการ และเป็นตามนโยบายส่งเสริมเส้นเลือดฝอยด้านสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร แม้ กทม.จะรับปากว่าหากคลินิกฯ ไม่ยอมออกใบส่งตัวให้มาขอใบส่งตัวกับ ศบส. ได้ แต่ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลใหญ่ ยังขอใบส่งตัวจากคลินิกฯ เช่นเดิม เพราะกลัวเบิกเงินไม่ได้          ล่าสุด หลายคลินิกปฐมภูมิ กทม. ต้องการจะขอยกเลิกสัญญาคลินิกบัตรทองกับ สปสช. ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิบัตรทองจำนวนหนึ่งกลายเป็นผู้มี “สิทธิว่าง” จึงขอให้ กทม. เตรียมหน่วยบริการปฐมภูมิในสังกัด คือ ศบส. ให้พร้อมรองรับประชาชนด้วย (นี่แค่ระบบบริการสุขภาพของรัฐท้องถิ่นยังไม่ได้ข้ามเครือข่ายไปไหนเลย) ยิ่งมิต้องกล่าวถึง ระยะเวลาในการเชื่อมระบบข้อมูลและการเงินข้ามเครือข่าย ข้ามสังกัดให้เป็นระบบเดียวกันจะเกิดขึ้นจริง กี่โมง ?         ระยะเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ นี้  ไม่ใช่เพียงข้อท้าทาย แต่จะกลายเป็นการกดปัญหาไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็ง และเป็นการลิดรอนสิทธิการมีชีวิตที่ดีของผู้ป่วยก็ถูกทำให้กลายเป็น “เรื่องปกติ” ที่คุ้นชินอีกหนึ่งเรื่อง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 279 บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ตธุรกิจที่ยังขาดหน่วยงานดูแล

        87.1% มีการใช้บริการ แบบเสียค่าสมาชิก         25.6% เจอโฆษณาในการใช้บริการ แม้เสียค่าสมาชิกแล้ว         ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เป็นจำนวนมากเนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจากความสะดวกสบายในการรับฟังและรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านหลากหลายอุปกรณ์ โดยผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มีทั้งที่จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยที่เสียภาษีให้กับประเทศแบบถูกต้อง และแบบที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยโดยเงินของคนไทยที่ใช้บริการไหลออกไปยังต่างประเทศ โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับภาษีจากการชำระค่าบริการนั้นๆ           อย่างไรก็ตามแม้เป็นการใช้บริการแบบเสียเงิน (สมัครสมาชิก) แต่ยังพบปัญหา การมีโฆษณาคั่นในการรับชมผ่าน OTT แม้จะมีการชำระค่าสมาชิกก็หรือค่ารับชมแล้วก็ตาม อีกทั้งยังพบปัญหาในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ส่วนใหญ่ คือ ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่เหมาะสมได้ ไม่มีการวางมาตรการกำหนดราคาที่เหมาะสมกับผู้บริโภค หากคาดหวังถึงหน่วยงานกำกับดูแล พบว่า กสทช. นั้นแม้มีอำนาจกำกับดูแลบริการไอพีทีวี (IPTV) หรือโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ต แต่สำหรับการให้บริการ OTT นั้น กสทช. ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนมากำกับดูแลโดยเฉพาะ ผู้บริโภคจึงไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร เป็นความเหลื่อมล้ำจากการถูกกำกับดูแลและการเสียภาษีระหว่างผู้ให้บริการ IPTV และผู้ให้บริการ OTT ทั้งๆ ที่ลักษณะและรูปแบบของการให้บริการมิได้แตกต่างกัน         ดังนั้นศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จึงได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,114 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 7 - 10 เมษายน 2567  โดยผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อเรื่องการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้         กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ร้อยละ 91.3 มีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก ร้อยละ 87.1 และมีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มากกว่า 1 แพลตฟอร์ม ร้อยละ 90.1         มีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จากผู้ให้บริการที่เจ้าของเป็นบริษัทในประเทศไทย อันดับที่หนึ่ง คือ TRUEID ร้อยละ 49 อันดับที่สอง คือ AISPLAY ร้อยละ 44.3 อันดับที่สาม คือ 3 PLUS ร้อยละ 18 อันดับที่สี่ คือ MONOMAX ร้อยละ 13.3 และอันดับที่ห้า คือ Bugaboo inter ร้อยละ 8.4         และมีการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จากผู้ให้บริการที่เจ้าของเป็นบริษัทอยู่ในต่างประเทศ อันดับที่หนึ่ง คือ Netflix ร้อยละ 67 อันดับที่สอง คือ Youtube ร้อยละ 48.7 อันดับที่สาม คือ Disney plus Hotstar ร้อยละ 15.3 อันดับที่สี่ คือ Viu ร้อยละ 13.3 และอันดับที่ห้า คือ iQIYI ร้อยละ 12.2         ปัจจุบันมีการเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ต่อเดือน เดือนละ 1 – 500 บาท ร้อยละ 75.5 มากที่สุด โดยคิดว่าค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ในปัจจุบันมีความเหมาะสม ร้อยละ 65.8 และคิดว่าค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) 1 – 500 บาท ต่อเดือน ร้อยละ 74.7 มากที่สุด         กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) แบบเสียค่าสมาชิก คิดว่าไม่ควรมีโฆษณาคั่นในแพกเกจแบบเสียค่าสมาชิก ร้อยละ 73.8 และ 25.6% เคยพบโฆษณาคั่นในแพกเกจแบบเสียค่าสมาชิก         โดยเหตุผลที่ใช้บริการแพกเกจแบบเสียค่าสมาชิก อันดับที่หนึ่ง คือ ต้องการรับชมเนื้อหาที่สนใจ ร้อยละ 72.2 อันดับที่สอง คือ ไม่ต้องการรับชมโฆษณา ร้อยละ 19.4 อันดับที่สาม คือ ต้องการติดตามดาราที่ชื่นชอบ ร้อยละ 6.8         กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าภาครัฐควรจัดเก็บภาษีของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ร้อยละ 42.3 ภาครัฐไม่ควรมีการกำกับเนื้อหา ร้อยละ 51 ของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) และภาครัฐควรมีการกำกับราคาค่าสมาชิกของผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ร้อยละ 70.2         โดยอยากให้ทางภาครัฐ มีการกำหนดบทลงโทษกับผู้ให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ อันดับที่หนึ่ง คือ จ่ายค่าปรับ ร้อยละ 76.4 อันดับที่สอง คือ ปิดการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 42.1 อันดับที่สาม คือ ยึดใบอนุญาต ร้อยละ 1.9         หากพบเห็นปัญหาในการใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) จะร้องเรียน อันดับที่หนึ่ง คือ คอลเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการ (OTT) ร้อยละ 54.4 อันดับที่สอง คือ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) ร้อยละ 16 อันดับที่สาม คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช) ร้อยละ 13.6 อันดับที่สี่ คือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 6.6 และอันดับที่ห้า คือ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ สภาองค์กรของผู้บริโภค ร้อยละ 4.7           ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) เป็นจำนวนมากเนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจากความสะดวกสบายในการรับฟังและรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านหลากหลายอุปกรณ์ ถึงอย่างนั้นก็พบว่า กสทช.มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะบริการไอพีทีวี (IPTV) หรือโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านั้น แต่สำหรับการให้บริการ OTT นั้น กสทช. ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนมากำกับดูแลโดยเฉพาะ ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ส่วนใหญ่ คือ ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่เหมาะสม การกำหนดราคาที่เหมาะสมกับผู้บริโภค การมีโฆษณาคั่นในการรับชมผ่าน OTT แม้จะมีการชำระค่าสมาชิกก็หรือค่ารับชมแล้วก็ตาม เหล่านี้ คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคที่ไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร รวมถึงความเหลื่อมล้ำจากการถูกกำกับดูแลและการเสียภาษี ระหว่างผู้ให้บริการ IPTV และผู้ให้บริการ OTT ทั้งๆ ที่ลักษณะและรูปแบบของการให้บริการมิได้แตกต่างกัน กสทช. ควรหาแนวทางกำกับดูแลกิจการ OTT ให้เป็นธรรมและเหมาะสมเพื่อประชาชน            นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ ให้ความคิดเห็นว่า การดำเนินธุรกิจให้บริการเนื้อหาวิดีโอโดยการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT)  ทาง กสทช. ควรมีบทบาทกำกับดูแลทั้งระบบ เพราะปัจจุบัน มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะบริการไอพีทีวี (IPTV)  แต่กลับยังไม่มีหลักเกณฑ์กำกับดูแลระบบ OTT  ทำให้ผู้บริโภคอาจต้องเจอเนื้อหาที่ไม่สุภาพ รวมถึง มีโฆษณาที่ไม่เหมาะสม ที่สำคัญหากต้องการดูแบบไม่มีโฆษณาจะถูกคิดค่าบริการที่มีราคาแพง และถูกผู้ให้บริการบังคับต้องใช้อุปกรณ์เท่าที่ระบุไว้ตามราคาเท่านั้น เช่น ถ้าซื้อราคา 99 บาทต่อเดือน ใช้ได้เฉพาะมือถือและแท็ปเล็ต เท่านั้น อีกทั้งพบว่า บริการ OTT ที่ผู้บริโภคใช้บริการ ส่วนมากจะเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศซึ่งตรงกับโพลสำรวจข้างต้น  ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้  กสทช.  กำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการ OTT ที่เป็นผู้ประกอบการต่างประเทศ ให้อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยเหมือนกัน ซึ่งหากไม่มีการกำกับดูแลให้ทั่วถึง นอกจากผู้บริโภคไทยจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ รัฐบาลจะเสียผลประโยชน์ด้านภาษีอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม >