ฉบับที่ 215 สมาร์ทวอทช์

        สำหรับหลายๆ คน ฟิตเนสแทรคเกอร์* อาจยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตด้านการทำงานและการออกกำลังกายได้ไม่ครบถ้วน สมาร์ทวอทช์จึงถูกพัฒนาขึ้น และดูเหมือนจะได้รับความนิยมแซงหน้าฟิตเนสแทรคเกอร์ไปแล้ว นอกจากอุปกรณ์ที่หน้าตาน่าใช้เหมือนนาฬิกาข้อมือนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในการแสดงผลบนหน้าจอหรือโทรออก/รับสายแล้ว เรายังใช้แอปหรือโปรแกรมต่างๆ เพื่อตอบสนองชีวิตดิจิทัลได้ยิ่งขึ้นอีกด้วย          ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำเสนอผลทดสอบสมาร์ทวอทช์ที่องค์กรเพื่อนสมาชิก Choice Australia ได้ทำไว้มาฝากกัน มีให้คุณผู้อ่านได้เลือก 10 รุ่น ที่สนนราคาระหว่าง 7,500 ถึง 15,000 บาท เขาให้คะแนนเปรียบเทียบเรื่องการใช้งาน ความสบายในการสวมใส่ รวมถึงความแม่นยำในฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น นับก้าว วัดระยะทางและอัตราการเต้นของหัวใจทั้งในขณะปกติและเมื่อออกกำลังกาย        ในภาพรวม ไม่มีรุ่นไหนได้คะแนนขี้เหร่ อยู่ที่ความพึงพอใจจะเปย์ของแต่ละท่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ทดลองสวมใส่บนข้อมือของผู้ใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะอุปกรณ์พวกนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราสวมใส่ติดตัวไว้ทั้งในยามหลับและยามตื่น จึงต้องหารุ่นที่ถูกจริตกันจริงๆ เท่านั้น* หมายเหตุ·        ดูผลทดสอบ ฟิตเนสแทรคเกอร์ ได้ใน ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 184·        นิตยสารฟอร์บสซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก CCS Insight ระบุว่า ด้วยยอดขายที่เติบโตถึงร้อยละ 20 ต่อปี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสวมใส่เหล่านี้จะมียอดขายถึง 243 ล้านชิ้นในอีกสามปีข้างหน้า·        ราคาที่แสดงเป็นราคาที่แปลงจากหน่วยเงินดอลล่าร์ออสเตรเลียโดยประมาณในช่วงเดือนมกราคมปี 2562

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 213 รองเท้าสำหรับขาลุย

         ฉลาดซื้อฉบับนี้พาสมาชิกสายรักธรรมชาติบุกป่าฝ่าดงไปดูผลทดสอบรองเท้ารัดส้นแบบออฟโร้ดด้วยฟังก์ชันที่ “พิเศษ” ของมัน สนนราคาจึงค่อนข้างสูง หลายคนจึงยังลังเลว่าจะซื้อดีหรือไม่ ถ้าจะซื้อจะเลือกรุ่นไหน ตัวรองเท้าควรจะเป็นหนังแท้ หนังกลับ หรือหนังเทียม พื้นรองเท้าควรเป็นโฟม ยางพารา หรือเทอร์โทพลาสติก โชคดีที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศ (ICRT) ที่เราเป็นสมาชิก เขาทำการทดสอบเอาไว้ 18 รุ่น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลายยี่ห้อมีขายในเมืองไทยด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนนในการทดสอบแบ่งออกเป็น- ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ       70 คะแนนเป็นการวัดประสิทธิภาพทางเทคนิคของรองเท้า เช่น การกันลื่น (ทั้งบนพื้นดินและพื้นกระเบื้อง) ความแข็งแรงของส่วนประกอบ (ห่วง สายรัด และพื้นรองเท้า) และอายุการใช้งาน (ความทนทานต่อการเสียดสี การบิดงอ และความคงทนของสี) - ความพึงพอใจของผู้สวมใส่     30 คะแนนอาสาสมัครจะให้ความเห็นเรื่องความรู้สึกสบายในการสวมใส่ ความยากง่ายในการสวม/ถอด การระบายอากาศ การทรงตัวเมื่อเดินบนพื้นผิวต่างๆ รวมถึงความพึงพอใจต่อรูปลักษณ์ภายนอกของรองเท้า        โดยรวมแล้วรุ่นที่ได้คะแนนดีมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มีรองเท้าราคาสูงบางรุ่นได้คะแนนอันดับล่างๆ เหมือนกัน พลิกหน้าต่อไปแล้วจะได้รู้กันว่ารองเท้ารุ่นไหนดีงามสมราคา (และคำร่ำลือ) กว่ากัน * ราคาที่แสดงเป็นราคาขณะที่ซื้อสินค้ามาทดสอบ และเป็นการแปลงจากค่าเงินยูโรเป็นเงินบาทโดยปัดเศษ ก่อนตัดสินใจซื้อโปรดตรวจสอบราคาอีกครั้ง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 212 ทดสอบ เสื้อยืดใส่วิ่ง

นวัตกรรมสิ่งทอถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การชีวิตให้น่ารื่นรมย์ขึ้น เสื้อยืดเก่าๆ ที่เราเคยใส่ออกกำลังกายดูจะ “เอ้าท์” เมื่อมีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตเสื้อจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ให้มีน้ำหนักเบา ซับเหงื่อได้ดี แถมไม่ยืดย้วย ออกมาจำหน่าย (ในสนนราคาที่ออกจะแพงอยู่สักหน่อย)ฉลาดซื้อฉบับนี้ขอนำผลทดสอบเสื้อยืดสำหรับใส่วิ่งออกกำลังกายที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศโดยกลุ่มสมาชิกในยุโรปได้ทำไว้มาเอาใจสายสปอร์ตกันบ้าง ในภาพรวมนั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนได้คะแนนถึงร้อยละ 80 ไม่ว่าจะแบรนด์กีฬาระดับโลกหรือแบรนด์ประจำบ้านของซูเปอร์มาร์เก็ตรุ่นที่ได้คะแนนมากที่สุดได้แก่ เสื้อวิ่งสำหรับผู้ชายยี่ห้อ Craft รุ่น Mind SS Tee จากสวีเดน ในขณะที่รุ่นที่ได้คะแนนน้อยที่สุดได้แก่เสื้อวิ่งสำหรับผู้หญิงยี่ห้อ Lidl รุ่น CRIVIT (TOPCOOL) การทดสอบครั้งนี้แบ่งคะแนนออกเป็นสามด้าน  - ประสิทธิภาพในการเก็บและระบายความร้อน/เหงื่อ                                        ร้อยละ 40- ความรู้สึกสบายและคล่องตัวเมื่อสวมใส่                                                                    ร้อยละ 40 - ความทนทานต่อการเสียดสี/ขัดถู และความคงทนของสี                            ร้อยละ 20มาดูกันว่าเสื้อยี่ห้อไหนใส่แล้วคุ้มเงินที่จ่ายมากกว่ากัน เราแยกไว้เป็นรุ่นสำหรับผู้หญิงและผู้ชายให้คุณดูได้สะดวก ทั้งนี้อย่าลืมตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนตัดสินใจ มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจถูกกว่าในร้านออนไลน์ที่มีโปรโมชันลดราคา (แต่อย่าลืมว่าคุณอาจต้องจ่ายค่าขนส่งและภาษีด้วย หากสั่งจากต่างประเทศ) 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 212 ผลทดสอบประสิทธิภาพแผ่นฟิล์มลดความร้อนติดรถยนต์ระดับสูง

จากบททดสอบแผ่นฟิล์มลดความร้อนติดรถยนต์ จากฉลาดซื้อฉบับที่ 197 เดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นการทดสอบสำหรับฟิล์มกันร้อนระดับล่าง ราคาอยู่ในช่วง 3,000-5,000 บาท ทั้งนี้ได้มีผู้บริโภคเรียกร้องให้ทดสอบฟิล์มกันร้อนระดับสูงด้วย ดังนั้นการทดสอบในครั้งนี้ จึงใช้ตัวอย่างฟิล์มกันร้อน ระดับช่วงราคา 18,000 – 30,000 บาท จำนวน 7 ตัวอย่าง จากยี่ห้อที่เป็นที่นิยมในตลาด ได้แก่ Vox, Ultimate, Ceramic Original, Smarttec, 3M และ V-kool โดยแสดงค่าคุณสมบัติจำเพาะดัง ตารางที่ 1ตารางที่ 1 แสดงค่าคุณสมบัติจำเพาะต่างๆ ของฟิล์มกันร้อน ซึ่งจะอธิบายความหมายตามหลักทฤษฎีที่กล่าวว่า แสงแดดมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ อินฟราเรด (Infrared IR) ไม่มีสีแต่อยู่ในรูปของรังสีความร้อน ต่อไปคือแสงช่วงที่สายตามองเห็น (Visible light VL) และช่วงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet UV) อยู่ในรูปของพลังงาน ที่มีความสามารถทำลายเซลล์ผิวหนัง ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้การเกิดความร้อนในรถยนต์ การเกิดความร้อนในรถยนต์เกิดจากการที่กระจกรถยนต์ไม่สามารถกันคลื่นอินฟราเรด ที่เป็นคลื่นความร้อนได้ เมื่อผ่านเข้ามายังตัวรถแล้ว คลื่นอินฟาเรดจะไม่สามารถสะท้อนออกไปได้ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกภายในรถ ความร้อนสะสมจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ             สำหรับข้อกำหนดความสามารถของแผ่นฟิล์มติดรถยนต์ แบ่งเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้ -  VLT (Visible Light Transmission) ความสามารถในการส่องผ่านของแสงในช่วงสายตามองเห็น ค่ายิ่งมากแสงผ่านได้เยอะ ทำให้การมองผ่านชัดเจน - VLR (Visible Light Reflectance) ความสามารถในการสะท้อนแสงในช่วงสายตามองเห็น เป็นค่าแสดงการสะท้อนออกของแสงจากกระจกที่ติดฟิล์ม ค่ามากกระจกที่ติดฟิล์มจะมีลักษณะคล้ายกับกระจกเงา -  Glare Reduction การลดความจ้า เป็นการวัดเปอร์เซ็นเปรียบเทียบค่าการส่องผ่านได้ของแสงช่วงที่มองเห็น ระหว่างกระจกที่ติดฟิล์มกรองแสงกับไม่ติดฟิล์มกรองแสง -  IRR (Infrared Rejection) เป็นค่าที่แสดงความสามารถในการลดความร้อนเนื่องจากคลื่นความร้อน(Infrared) จากแสงแดด -  UVR (Ultraviolet Rejection) ค่าที่แสดงความสามารถในการลดแสงอัลตราไวโอเลต TSER (Total SolarEnergy Rejection) การป้องกัน พลังงานแสงอาทิตย์โดยรวมเครื่องมือ อุปกรณ์ทดสอบ -  ตู้ทดสอบขนาดปริมาตร 0.5 ลูกบาศก์ฟุต -  แผ่นกระจกติดฟิล์มตัวอย่าง -  เครื่องวัดอุณหภูมิ -  เครื่องวัดแสงเชิงสเปกตรัม ช่วง ยูวี ถึง อินฟราเรด (200-1000nm) -  เครื่องวัดแสงยูวีเอ หลอดไฟฮาโลเจนขนาด 2000 วัตต์การทดสอบ การทดสอบแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ -  ทดสอบความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ -  ทดสอบเรื่องการป้องกันความร้อน   ทดสอบความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ     วัดค่าสเปคตรัมของแสง เพื่อตรวจสอบแสงที่ผ่านกระจกติดฟิล์มตัวอย่าง ผลของแสงและรังสีความร้อน ที่ได้จากหลอดฮาโลเจนขนาด 2000 วัตต์ มีลักษณะครอบคลุมเพียงพอ ช่วงที่ต้องการทดสอบด้วยเครื่องวัดแสงเชิงสเปคตรัมมีความสามารถวัดค่าได้ ที่ความยาวคลื่น 200 – 1000 นาโนเมตร สำหรับค่ารังสีความร้อนช่วง อินฟราเรด ที่มีความยาวคลื่นมากกว่า 1000 นาโนเมตรจะไม่สามารถวัดค่าได้ ด้วยเครื่องวัดนี้ พลังงานความร้อนในรูปแบบนี้ จะใช้วิธีประเมิน ในหัวข้อถัดไป   สำหรับผลของสเปคตรัมของแสงที่วัดได้จากเครื่องมือ เป็นดังนี้ ตารางที่ 2 ผลการทดสอบความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ ของตัวอย่างฟิล์มกันร้อนระดับสูง  ทดสอบเรื่องการป้องกันความร้อน เป็นการวัดหาประสิทธิภาพการสกัดกั้นความร้อนของฟิล์มกันความร้อน โดยให้ความร้อนด้วยหลอดไฟขนาด 2000 วัตต์ ที่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้ววัดค่าความร้อนที่เกิดขึ้นภายในตู้ทดสอบ เปรียบเทียบกับอุณหภูมิ ที่เกิดขึ้นภายนอก โดยประสิทธิภาพของฟิล์มกันความร้อนจะถูกประเมินจาก อุณหภูมิแตกต่างกันระหว่างภายในตู้ทดสอบกับภายนอกตู้ทดสอบ หากมีความแตกต่างกันมาก ฟิล์มชนิดนั้นจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ชนิดที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิน้อย ก่อนทดสอบ จำเป็นต้องหาช่วงเวลาที่ใช้ในการทดสอบ โดยประเมินจากผลของค่าอุณหภูมิภายนอก หลังจากให้แสงความร้อนไป ช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้อุณหภูมิมีค่าคงที่ ดังแสดงในภาพที่ 4 พบว่าในเวลานาทีที่ 15 อุณหภูมิมีความคงที่ดี ดังนั้นจึงกำหนด ให้วัดค่าอุณหภูมิภายนอกและภายในตู้ทดสอบ ที่เวลาเริ่มต้นและ เวลา 15 นาที หลังจากให้แสงและความร้อนหลังจากเปลี่ยนฟิล์มกันความร้อนที่นำทดสอบ ชนิดต่างๆ กันแล้ว ผลที่ได้นำมาเปรียบเทียบกันแสดงในตารางที่ 3สรุป   จากการผลการทดลองที่ได้พบว่าฟิล์มกันความร้อน V Kool VK30 มีความสามารถกันความร้อนได้สูงสุดเหนือกว่ายี่ห้ออื่นอย่างเห็นได้ชัด (ความต่างของอุณหภูมิภายนอกและภายในตู้ทดสอบ 13.86) แต่จากการสืบราคา ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งก็มีราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นๆ เช่นกัน และถึงแม้ว่าฟิล์มกันความร้อน  ยี่ห้อ Vox รุ่น Luxury 60 มีความสามารถในการกันความร้อนด้อยกว่ายี่ห้ออื่น แต่หากดูผลของตารางที่ 2 (ความสามารถการกรองแสงช่วงต่างๆ) เปรียบเทียบด้วยจะเห็นว่า Vox รุ่น Luxury 60 มีความใสกว่าทุกยี่ห้อ  สำหรับในกลุ่มที่ผลของการกันความร้อนใกล้เคียงกันได้แก่ Ultimate, Ceramic Original, Lamina, Smarttec และ 3M แต่หากพิจารณา ตารางที่ 2 และ 3 ควบคู่กัน จะพบว่าฟิล์มกันความร้อนยี่ห้อ Ultimate รุ่น UM15 จะมีความสามารถมากกว่า เนื่องจากแผ่นฟิล์มใสกว่า แสงผ่านมาได้มากกว่า อีกทั้งมีความสามารถในการต้านทานความร้อนได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากประสิทธิภาพตามผลทดสอบ ความพึงพอใจของผู้บริโภคก็มีความสำคัญ ก่อนพิจาณาเลือกซื้อควรเปรียบเทียบ ข้อมูลหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ราคา มุมมอง ทัศนวิสัย และความอับสัญญาณ GPS ด้วย 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 211 คนกรุงกับชีวิตหนี้

โครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ  นิตยสารฉลาดซื้อร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือนของคนกรุงเทพมหานคร พบ คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 77 มีหนี้สิน ร้อยละ 14 ปลอดภาระหนี้ และมีร้อยละ 8.5 ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองมีหนี้สินหรือไม่ โดยเป็นหนี้เกี่ยวกับการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นอันดับ 1 ร้อยละ 37.6 รองลงมาได้แก่ การกู้ซื้อรถยนต์ ร้อยละ 28.2 การกู้ยืมเงินจากหนี้นอกระบบ ร้อยละ 18.8 และการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคล ร้อยละ 17 ส่วนใหญ่เป็นหนี้ก่อน ปี 2561 ที่น่าสนใจคือ เหตุผลหรือความจำเป็นที่ต้องเป็นหนี้ พบว่า ร้อยละ 23.6 เป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายทั่วไป แหล่งเงินกู้และภาระหนี้  แหล่งเงินกู้อันดับ 1 คือ ธนาคารพาณิชย์ ร้อยละ 36.4 รองลงมาคือ ไฟแนนช์ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบหนี้คือ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 15.3 ยังต้องใช้บริการของคนปล่อยกู้(หนี้นอกระบบ) โดยร้อยละ 40 เป็นหนี้น้อยกว่า 100,000 บาท ร้อยละ 30 เป็นหนี้ในช่วง 1-5 แสนบาท และร้อยละ 17.4 เป็นหนี้ในช่วง 5 แสน – 1 ล้านบาท        สำหรับสภาพคล่องพบว่า ร้อยละ 53.4 เคยผิดนัดผ่อนชำระ และร้อยละ 34.4 ไม่เคย ความรู้เกี่ยวกับเรื่องหนี้   คนกรุงส่วนใหญ่ร้อยละ 67.5 จะทราบข้อมูลเรื่องอัตราดอกเบี้ยของการกู้ยืมเงิน ร้อยละ 52.3 ทราบว่ามีกฎหมายเรื่องทวงถามหนี้ และเคยถูกทวงถามหนี้ถึงร้อยละ 46.3 ในลักษณะของจดหมายมากที่สุด ร้อยละ 33.5 พูดจาไม่สุภาพ ร้อยละ 19.6 คิดดอกเบี้ยแพงเกินจริง ร้อยละ 15.4 ตามลำดับเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ   คนกรุงที่ตอบแบบสำรวจครั้งนี้ มีร้อยละ 22.8 ที่ก้าวไปถึงขั้นถูกดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.1 ไม่ไปถึงขั้นดังกล่าว และเมื่อสอบถามถึงมาตรการที่ทางรัฐดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ ไม่ว่าจะเป็น คลินิกแก้หนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย, สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง(สินเชื่อพิโก) และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย(นาโนไฟแนนซ์) ประมาณ ร้อยละ 40 จะทราบว่ามีแหล่งสินเชื่อที่เป็นมาตรการใหม่เหล่านี้ แต่จากทุกข้อที่ทำสำรวจว่าทราบหรือไม่ทราบ หากรวมร้อยละของผู้ที่ตอบว่า ไม่ทราบ กับที่ตอบว่า ไม่แน่ใจ ก็พอจะเห็นภาพรวมได้ว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ มีข้อมูลไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะตัดสินใจเข้าสู่มาตรการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ   โดยเฉพาะคลินิกแก้หนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของคุณชูชาติ บุญยงยศ  ในนิตยสารฉลาดซื้อฉบับที่ 209 พบว่า ไม่มีผู้บริโภคแม้แต่รายเดียวที่ผ่านเกณฑ์อันเข้มงวดซับซ้อนจนสามารถใช้คลินิกแก้หนี้ได้ นาโนไฟแนนซ์ คืออะไร   นาโนไฟแนนซ์ หรือชื่อเต็มๆ ว่า สินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพ คือ สินเชื่อเงินกู้สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นทะเบียนการค้า นาโนไฟแนนซ์ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าสินเชื่อแบบอื่นทั้งนี้ก็เพราะรัฐต้องการสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนนำเงินไปประกอบอาชีพ หรือต่อยอดกิจการ หรือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบซึ่งสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การปลดหนี้ได้ในที่สุด โดยลูกค้าแต่ละรายสามารถกู้เงินได้สูงสุด ไม่เกิน 100,000 บาท และอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี  จุดประสงค์ของโครงการนาโนไฟแนนซ์ คือ ภาครัฐต้องการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งปัจจุบันเกือบสิบล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่รายรับไม่พอกับรายจ่าย จึงต้องกู้หนี้มาใช้เพื่อการบริโภค และมูลหนี้ก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน จากข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพภายใต้กำกับ หรือ “นาโนไฟแนนซ์” พบว่า ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 มีจำนวนบัญชีสะสม 112,571 บัญชี เพิ่มขึ้น 32,255 บัญชี หรือ 40% จากไตรมาสที่ 1/2560 ส่วนสินเชื่อสะสมอยู่ที่ 3,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 937 ล้านบาท หรือ 43.7% ขณะที่ยอดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73 ล้านบาท หรือโต 197% เทียบจากไตรมาสแรกที่มีหนี้เสียสะสมเพียง 37 ล้านบาทเท่านั้น  ซึ่งเป็นสัญญาณที่ส่อเค้าว่า โครงการนี้อาจจะไปไม่รอดโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือน โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,171 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 24 - 28 สิงหาคม 2561

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 210 แฟบเล็ต 2018

แล้วก็ถึงวันที่โทรศัพท์มือถือถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้งเพื่อสนองการใช้งานใหม่ๆ ว่ากันว่าโทรศัพท์มือถือที่ ขนาดหน้าจอระหว่าง 5.5 ถึง 7 นิ้ว จะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นที่มาแรงที่สุดในปี 2019ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงขอนำเสนอผลทดสอบเปรียบเทียบ “แฟบเล็ต” ที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศได้ดำเนินการทดสอบมาตลอดตั้งแต่ต้นปี ด้วยข้อจำกัดด้านเนื้อที่เราจึงขอเลือกมาเฉพาะรุ่นที่คะแนนรวมสูงกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้คะแนนรวม 100 คิดจากคะแนนที่แบ่งออกเป็น 8 ด้านคือ- ตัวเครื่อง (ความหลากหลายในการใช้งาน ความสวยงาม ทนทาน ฯลฯ)      20 คะแนน - ความสะดวกในการใช้งาน         20 คะแนน- ประสิทธิภาพกล้อง                   20 คะแนน- ประสิทธิภาพการใช้งาน                         โทรศัพท์            10 คะแนน                        อินเทอร์เน็ต       10 คะแนน                        ฟังเพลง             10 คะแนน                         ส่งข้อความ        5 คะแนน                        นำทาง              5 คะแนน    สมาร์ตโฟนหน้าจอใหญ่กลุ่มนี้มีความจุแบตเตอรี่ระหว่าง 3,000 ถึง 4,000 mAh ทุกรุ่นมีระบบสแกนลายนิ้วมือ สนนราคาโดยประมาณระหว่าง 5,000 ถึง 30,000 บาท (จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2561)   จากการทดสอบเราพบว่าโทรศัพท์รุ่นที่ได้คะแนนสูงสุด (80 คะแนน) คือ Samsung Galaxy S9 ที่ราคา 27,900 บาท หากยังไม่ต้องการทุ่มทุนขนาดนั้น ลองดูรุ่นอื่นๆ ที่มีคะแนนใกล้เคียงกันในราคาต่ำกว่าเว็บไซต์ข่าวธุรกิจ Business Insider ระบุว่าร้อยละ 40 ของสมาร์ตโฟนที่ผลิตออกขายในปีที่ผ่านมาเป็นสมาร์ตโฟนชนิด “แฟบเล็ต” และในอีกสามปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59 ทั้งนี้มีข้อมูลการใช้ที่ระบุว่า โทรศัพท์หน้าจอใหญ่จะทำให้ผู้บริโภคเปิดใช้แอปพลิเคชันมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเราได้ง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ยังพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ใช้ “แฟบเล็ต” ใช้เวลากับแอปพลิเคชั่นต่างๆ นานกว่าผู้ใช้โทรศัพท์หน้าจอ 4 นิ้วประมาณร้อยละ 3.5

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 210 ประกันชีวิต+ประกันสุขภาพเจ้าไหนให้ผลประโยชน์มากกว่ากัน

จากแบบประกันชีวิตที่มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ในตลาด เช่น ประกันชีวิตเพื่อการออมทรัพย์ ประกันเพื่อการศึกษาบุตร ประกันเพื่อวัยเกษียณอายุ ประกันเพื่อการลงทุน และยังมีแบบอื่น ๆ อีกหลายประเภท แต่สำหรับบทความนี้จะศึกษาเฉพาะประกันชีวิตแบบออมทรัพย์หรือสะสมทรัพย์ และประกันสุขภาพ เท่านั้น“ฉลาดซื้อ” ฉบับนี้จึงขอยกตัวอย่างของบุคคลเพศชาย (นามสมมติ “นายธรรมดา ฉลาดซื้อ”) อายุ 35 ปี โสด ทำงานเป็นพนักงานในสำนักงานแห่งหนึ่ง ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นความเสี่ยงหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย มีความสนใจอยากเลือกซื้อประกันชีวิต แบบสะสมทรัพย์ ทุนประกันชีวิต (สัญญาหลัก) จำนวน 200,000 บาท มีระยะเวลาการคุ้มครองชีวิต 20 – 25 ปี และชำระเบี้ยประกันในช่วง 15 – 20 ปี พร้อมทั้งมีค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกรณีผู้ป่วยใน  และการชดเชยการขาดรายได้ที่พักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล โดยใช้ข้อมูลอัตราค่าห้องพักประเภทเตียงเดี่ยวประมาณ 3,000 บาท / วัน มาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อประกันชีวิต จากข้อมูลของ นายธรรมดา ข้างต้น ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลและเงื่อนไขหลักจากบริษัทประกันชีวิต จำนวนทั้งสิ้น 11 บริษัท มาแสดงไว้ในตารางที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการเลือกซื้อประกันชีวิตที่มา : ใบเสนอราคาจากตัวแทนประกันชีวิต ช่วงเดือน มิถุนายน  2561แต่สมมุติตอนนี้นายธรรมดา ฉลาดซื้อ มีอายุ 55 ปี นายธรรมดา จะต้องเสียเบี้ยประกันชีวิตเพิ่มขึ้นดังภาพด้านล่าง  แสดงให้เห็นว่าการทำประกันชีวิตนั้น ควรจะเริ่มทำเมื่ออายุน้อย ๆ เพราะว่าเบี้ยประกันชีวิตของสัญญาหลักจะไม่เพิ่มขึ้น แม้ว่าอายุจะเปลี่ยนแปลงไป ข้อสังเกต : เบี้ยประกันชีวิตของบริษัทส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของผู้ประกันชีวิตที่เพิ่มขึ้น แต่มีบริษัทประกันชีวิต 2 แห่ง ที่อัตราค่าเบี้ยประกันชีวิต อายุ 35 ปี กับ 55 ปี มีจำนวนเท่ากัน คือ ชำระเบี้ยประกันเท่ากันทุกช่วงอายุ ได้แก่ บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)จากตารางเปรียบเทียบข้อมูลการทำประกันชีวิต จะเห็นได้ว่าบริษัทประกันชีวิตแต่ละบริษัท มีข้อเสนอและเงื่อนไขหลักที่คล้ายคลึงกัน แต่มีเบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงผลตอบแทน (เงินคืนระหว่างสัญญาหรือเงินปันผล) ที่แตกต่างกันด้วย ด้วยเหตุนี้ในการพิจารณาว่าควรจะเลือกซื้อประกันชีวิตจากบริษัทประกันชีวิตไหนนั้น ฉลาดซื้อ จะใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ด้านการเงิน มาพิจารณาเลือกซื้อประกันชีวิตโดยคิดผลตอบแทนที่ได้รับว่าประกันชีวิตของบริษัทไหนน่าสนใจมากที่สุด จากข้อมูลตารางที่ 4  คือการใช้ค่า IRR (Internal Rate of Return) มาช่วยในการพิจารณา             ค่า IRR หมายถึง อัตราลดค่า (Discounted Rate) หรือ อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) ที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสด ที่คาดว่าจะต้องจ่ายในการลงทุนเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินการตลอดอายุสัญญา  ซึ่งค่า IRR สามารถคำนวณได้ตามสมการเมื่อ  n       =   จำนวนปีที่คุ้มครองในการทำประกันชีวิต         ESt   =   ผลตอบแทนรายปี ตั้งแต่ปลายปีที่  1 ถึง n         I0      =   เบี้ยประกันชีวิตที่ต้องชำระ         IRR   =   อัตราผลตอบแทนเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างง่ายๆ สรุปก็คือ IRR เป็นการคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน ที่เปอร์เซ็นต์มีค่าเป็นบวกมากเท่าใด แสดงว่าแบบประกันชีวิตนั้นๆ ให้ผลตอบแทนดีกว่าแบบที่ให้ค่าเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า ดังนั้น ค่า IRR ยิ่งมากยิ่งดี และไม่ควรติดลบ 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 210 การเลือกซื้อประกันสุขภาพ

 “ฉลาดซื้อ” ฉบับนี้จะแบ่งปันประสบการณ์ การเลือกซื้อประกันชีวิตควบคู่ประกันสุขภาพ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่พวกเราต้องพบเจอ มีอิทธิพลกระทบต่อสุขภาพร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม ยังรวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลที่แปลงเปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องรีบเร่ง ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว มีเวลาพักผ่อนน้อย  อาหารการกินไม่มีเวลาเลือกสรรมากนัก ส่วนเรื่องการออกกำลังกายแทบไม่ต้องพูดถึง ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ จึงนำไปสู่ภาวะการเจ็บป่วยที่ต้องพึ่งพาหมอหรือโรงพยาบาล ปัญหาที่ทุกท่านประสบเหมือนกันคือ ถ้าไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ ท่านจะต้องเดินทางให้ถึงโรงพยาบาลแต่เช้าตรู่ เพื่อรอรับบัตรคิวและรอคิวตรวจที่แสนจะยาวนาน โอกาสที่จะพูดคุยรายละเอียดของโรคกับแพทย์ที่รักษานั้นก็สั้นเต็มที  หรือถ้าต้องการรักษาโรงพยาบาลเอกชน ก็จะพบกับค่ารักษาที่แสนจะแพงเกินกว่าที่คนชั้นกลาง จะสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านั้นได้             แนวทางการแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาล อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การซื้อประกันสุขภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สามารถคาดเดาได้ให้กับบริษัทประกันชีวิต อย่างไรก็ตามการซื้อประกันสุขภาพกับบริษัทประกันชีวิต ท่านไม่อาจซื้อเฉพาะประกันสุขภาพอย่างเดียวได้ จะต้องซื้อสัญญาประกันชีวิต หรือที่เรียกว่าสัญญาหลัก เสียก่อน จึงจะสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมได้ แตกต่างจากการซื้อประกันอุบัติเหตุ ที่สามารถซื้อได้เลยโดยไม่ต้องซื้อประกันอย่างอื่นร่วมด้วย  ดังนั้น  “ฉลาดซื้อ” ฉบับนี้จึงขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อประกันให้กับท่านผู้อ่าน  บทความนี้จะศึกษาถึงราคาเบี้ยประกันชีวิต(สัญญาหลัก) และประกันสุขภาพ ของบริษัทประกันชีวิต ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด 11 ราย นับเป็นครึ่งหนึ่งของบริษัทประกันชีวิตที่มีอยู่ในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนการตลาดรวมจำนวน 94.30%     รวมถึงได้แสดงราคาค่าห้องพักรักษาพยาบาลประเภทเตียงเดี่ยว ของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพมหานครไว้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเป็นข้อมูลประกอบการเลือกตัดสินใจซื้ออัตราค่าห้องสำหรับการรักษากรณีเป็นผู้ป่วยในต้องพักค้างในโรงพยาบาล ตารางรายชื่อบริษัทประกันชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย จำนวน 22 บริษัท ตารางแสดงสัดส่วนการตลาดของบริษัทประกันชีวิตสูงสุด 11 รายแรก  คำนวณจากเบี้ยประกันรับรวม เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2561 คิดเป็นสัดส่วนทางการตลาด 94.30 %ส่วน 11 บริษัทประกันชีวิตที่เหลือ และไม่ได้แสดงในตาราง มีสัดส่วนทางการตลาดรวม คิดเป็น 5.70 % เท่านั้นที่มา : ข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทย ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2561ตารางอัตราค่าห้องพักประเภทเตียงเดี่ยวต่อคืน ของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพมหานคร ที่มา : สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า              หรือสามารถค้นหาอัตราค่าห้องพักรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนรายอื่นทั่วประเทศไทยได้จาก                 www.aia-delivery.com/15077383/อัตราค่าห้องโรงพยาบาลเบี้ยประกันชีวิต (สัญญาหลัก) ที่เราจ่ายให้กับบริษัทประกันชีวิตนั้น จะมีอัตราค่าเบี้ยประกันที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้คือ เพศ ช่วงอายุ และ อาชีพ  เพศหญิงหรือชายก็จะมีอัตราเบี้ยประกันที่ไม่เท่ากันแม้ว่าอายุจะเท่ากัน ยิ่งอายุมากขึ้น หรือทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคภัยหรืออุบัติเหตุได้ง่าย เบี้ยประกันชีวิตก็จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่มีอายุน้อย หรืออาชีพที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า             ประเภทของความเสี่ยงสำหรับบริษัทประกันชีวิต ส่วนใหญ่จะจัดกลุ่มอาชีพ ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้             กลุ่มที่ 1 : เป็นงานที่ทำในสำนักงาน ไม่มีสภาพแวดล้อมของการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น พนักงานบัญชี พนักงานธนาคาร ครู/อาจารย์ นักเรียน/นักศึกษา นักวิชาการ แพทย์ อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น             กลุ่มที่ 2 : เป็นงานที่ต้องติดต่อนอกสำนักงานเป็นครั้งคราว ไม่มีสภาพแวดล้อมของการเกิดอุบัติเหตุง่าย และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้แทนขาย พยาบาล เทคนิคการแพทย์ เจ้าของร้านขายของชำ เจ้าของร้านเสริมสวย วิศวกร นักข่าว ช่างภาพ เป็นต้น             กลุ่มที่ 3 : ผู้ปฏิบัติงานด้านช่าง คนงานฝีมือ ธุรกิจไม่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูง เช่น หัวหน้าคนงานก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างประปา เจ้าของโรงกลึง เจ้าของไร่ เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ เป็นต้น             กลุ่มที่ 4 : เป็นกลุ่มที่ต้องปฏิบัติการภาคสนาม มีความเสี่ยงในการเกิดโรคภัย และอุบัติเหตุสูง เช่น ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  กลุ่มนี้บริษัทประกันชีวิตบางแห่ง อาจจะไม่รับประกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงภัยสูงมาก เป็นต้น กรมธรรม์ประกันชีวิตในแต่ละฉบับจะมีเบี้ยประกันแบ่งแยกกันเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.      เบี้ยประกันชีวิต หรือเรียกว่าสัญญาหลัก เป็นเบี้ยประกันที่คุ้มครองชีวิตการจากไปก่อนเวลาอันสมควร หรือเกิดอันตราย ที่ทำให้ทุพพลภาพ เบี้ยประกันส่วนนี้เราจะได้รับคืนเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาเอาประกัน 2.      เบี้ยประกันสุขภาพที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า สัญญาเพิ่มเติมหรืออนุสัญญา คือสัญญาที่ระบุอัตราค่าห้องพักและค่ารักษาพยาบาลให้กับลูกค้าที่จะต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน ท่านจะซื้อเบี้ยประกันส่วนนี้ได้ บริษัทประกันจะบังคับให้ซื้อเบี้ยประกันชีวิตซึ่งเป็นสัญญาหลักก่อน บริษัทประกันจะไม่ขายเบี้ยประกันสุขภาพให้กับลูกค้าแบบเดี่ยว ๆ  เบี้ยประกันส่วนนี้จะเป็นเบี้ยที่ส่งรายปีและไม่ได้รับเงินส่วนนี้คืนเมื่อสัญญาประกันชีวิตสิ้นสุด และบริษัทประกันจะปรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นหรือลดลงทุก ๆ 5 ปี 3.      เบี้ยประกันหรือสัญญาเพิ่มเติมอื่น  ๆ เช่น สัญญาเพิ่มเติมการเกิดอุบัติเหตุ สัญญาเพิ่มเติมการคุ้มครองโรคร้ายแรง สัญญาค่าชดเชยรายวันที่ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (ค่าชดเชยการขาดรายได้) เบี้ยประกันส่วนนี้จะเป็นเบี้ยที่ส่งรายปีและไม่ได้รับคืนเมื่อสัญญาประกันชีวิตสิ้นสุดลง เช่นเดียวกับเบี้ยประกันสุขภาพ             เมื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทประกันชีวิต อัตราค่าห้องพักของโรงพยาบาล ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดเบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันชนิดต่างๆ ของบริษัทประกันแล้ว คราวนี้ถ้าท่านผู้อ่านเกิดสนใจอยากจะทำประกันชีวิตไว้เพื่อความมั่นคงในชีวิต จะต้องทำอย่างไรบ้าง?             เริ่มแรกท่านสามารถสอบถามข้อมูลที่สนใจได้จาก Call Center ของบริษัทเหล่านั้น เพื่อนัดหมายให้ตัวแทนติดต่อกลับและพูดคุยเรื่องผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต  หรือบางบริษัทจะขายผ่านธนาคารที่เป็นนายหน้า             สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ตัวแทนของบริษัทประกันจะเป็นคนให้ข้อมูลรายละเอียด เกี่ยวกับประเภทและเงื่อนไขการประกันได้ดีที่สุด เพราะว่าผลิตภัณฑ์แต่ละบริษัทมีมากมายหลากหลายชนิด รวมทั้งเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ผู้ทำประกันชีวิตจะต้องรู้หลายอย่าง อาทิเช่น แผนค่าใช้จ่ายการรักษา จำนวนปีที่คุ้มครอง การส่งเบี้ยประกัน การได้รับเงินปันผล หรือการได้รับเงินคืนระหว่างระยะเวลาที่กรมธรรม์มีผลบังคับ การเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลกรณีที่ต้องเข้าใช้บริการในโรงพยาบาล การได้รับเงินค่าเบี้ยประกันที่เราส่งเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาคืน รวมทั้งการใช้สิทธิในการนำเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีในแบบ ภงด. 90 หรือ ภงด. 91 ประจำปี เช่น เบี้ยประกันชีวิต (สัญญาหลัก) สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันสุขภาพ (สัญญาเพิ่มเติม) สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท แต่เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิตทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท เป็นต้น ผู้เขียนขอเน้นย้ำว่าการทำประกันชีวิต ท่านต้องอ่านและศึกษาข้อมูลในใบเสนอราคาโดยละเอียด สิ่งไหนที่ไม่เข้าใจ ให้รีบหาคำตอบจากตัวแทนของบริษัทประกัน เนื่องจากการประกันชีวิตอาศัยความซื่อสัตย์ของผู้เอาประกันที่จะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ การไม่เปิดเผยความจริงหรือแถลงข้อความเท็จที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา อาจเป็นเหตุให้บริษัทประกันชีวิตบอกล้างสัญญาในภายหลังได้ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อสินค้าทั่วไป ๆ ที่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประวัติข้อมูลของลูกค้า

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 209 “แชทเป็นพิษ”

 “เมื่อบุคคลใดเป็นลูกหนี้ของบุคคลอื่น ก็ย่อมมีหน้าที่จะต้องดำเนินการชำระหนี้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่หาช่องทางหลีกเลี่ยงจนก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ฝ่ายผู้อื่น” “แชทเป็นพิษ”โลกในยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตแทบทุกระดับของสังคม ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างใช้ช่องทางเทคโนโลยี ในการติดต่อและทำธุรกรรมกันอย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งเรื่องของการหยิบยืมเงินทองก็ใช้ช่องทางดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  เมื่อเร็วๆ นี้ มีการส่งต่อข้อมูลในโลกออนไลน์ “เรื่องการแชทขอกู้ยืมเงินเท่ากับการทำสัญญากู้ยืมเงิน” ซึ่งเปิดเผยข้อมูลโดยสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และมีหลักกฎหมายที่เข้ามาใช้พิจารณาได้จริงหรือไม่ โดยบทความนี้ขอนำเสนอข้อมูลต่อผู้อ่านให้สามารถเข้าใจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ดังนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นเรื่องที่จำเลยได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์เป็นเงินกว่าสามแสนบาท โดยมีการขอยืมเงินผ่านช่องทางแชทสนทนาในเฟซบุ๊กส่วนตัว แล้วมีการโอนเงินผ่านธนาคารให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยจึงนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและใส่รหัสส่วนตัว ทำรายการเบิกถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและกดสลิป ภายหลังจำเลยปฏิเสธไม่ชำระหนี้ โดยอ้างเหตุว่าฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก บัญญัติว่า “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” คดีนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงฟ้องไม่ได้”ศาลฎีกาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556 ได้นำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้ในการตัดสิน เมื่อพิจารณาจากเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้มีข้อความตอนหนึ่งที่ว่า “…การทำธุรกรรมในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการในการติดต่อสื่อสารที่อาศัยการพัฒนาการเทคโนโลยีทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมีความแตกต่างจากวิธีการทำธุรกรรม ซึ่งมีกฎหมายรองรับอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก อันส่งผลให้ต้องมีการรองรับสถานะทางกฎหมายของข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอกับการทำเป็นหนังสือ หรือหลักฐานเป็นหนังสือ การรับรองวิธีการส่งและรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้น่าเชื่อถือ และมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการทำธุรกรรมโดยวิธีการทั่วไปที่เคยปฏิบัติอยู่เดิม….” การใช้กฎหมายฉบับนี้มาใช้บังคับ  จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการพัฒนาการใช้และการตีความกฎหมายของไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจผ่านประเด็นสำคัญ ดังนี้ ประเด็นแรก “ฟ้องโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่” การที่จำเลยสมัครใจขอกู้ยืมเงินจากโจทก์กว่าสามแสนบาทในแชทสนทนาและตกลงปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด ถือเป็นการสมัครใจทำธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ดำเนินการโดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 4 มีผลใช้บังคับตามมาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า “ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ประกอบกับมาตรา 8 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว” จึงถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วประเด็นที่สอง “ฟ้องโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่” การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดดังกล่าวไปใช้เบิกถอนเงินสดรวม 8 ครั้ง ซึ่งการถอนเงินสดดังกล่าวจำเลยจะต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุในคู่มือการใช้บริการ ต้องใส่รหัสผ่าน 4 หลัก เลือกรายการถอนเงินจากบัญชีสินเชื่อเงินสด เลือกระยะเวลาการผ่อนชำระ 6 ถึง 36 เดือน ระบุจำนวนเงินที่ต้องการ (5,000 ถึง 20,000 บาท ต่อรายการ) และรับเงินสดพร้อมสลิปไว้เป็นหลักฐานซึ่งในสลิปจะปรากฏอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินในแต่ละครั้งอยู่ด้วย ถือเป็นอักษร อักขระ ตัวเลข ที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น จึงเป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย ตามมาตรา 3 และเมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานเป็นหนังสือตามประเด็นแรก และมาตรา 9 บัญญัติว่า   “ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน...” เมื่อโจทก์แสดงใบคู่มือการใช้บริการ อันเป็นหลักฐานที่รับฟังได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและส่งรหัสส่วนตัวเสมือนลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ประกอบทั้งจำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ รวม 11 รายการ โจทก์จึงมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยฝ่ายผู้ต้องรับผิดมาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรก ข้อต่อสู้จำเลยฟังไม่ขึ้น และบรรทัดฐานดังกล่าว เป็นที่มาของคำพิพากษาในเวลาต่อมาอีกฉบับหนึ่ง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 เป็นเรื่องที่โจทก์ประชดจำเลยโดยการปลดหนี้ให้ในแชทสนทนา ศาลก็นำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตีความว่าเป็นการปลดหนี้โดยได้ทำเป็นหนังสือแล้ว จึงมีผลเป็นการปลดหนี้ที่สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วจากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการตีความข้อความในแชทสนทนาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถือเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมส่วนรวมและเป็นการชี้แนะแก่ตัวลูกหนี้ด้วยว่า “เมื่อบุคคลใดเป็นลูกหนี้ของบุคคลอื่น ก็ย่อมมีหน้าที่จะต้องดำเนินการชำระหนี้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่หาช่องทางหลีกเลี่ยงจนก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ฝ่ายผู้อื่น” ถือเป็นคำพิพากษาที่พัฒนาการใช้กฎหมายได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในมิติของเทคโนโลยีอย่างเป็นธรรม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า1000 Point

ฉบับที่ 209 ผลิตภัณฑ์ลดเซลลูไลท์

ฉลาดซื้อฉบับนี้มีข่าวดีที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินมาฝากอีกเช่นเคย ล่าสุดสมาชิกองค์กรทดสอบระหว่างประเทศได้ร่วมกันทดสอบผลิตภัณฑ์เจลหรือครีมที่อ้างว่าใช้เพื่อลดเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้ม ทั้งหมด 13 แบรนด์ยอดนิยมในยุโรป ว่า “เห็นผล” ภายในหนึ่งเดือนตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ทีมทดสอบแบ่งสัดส่วนคะแนนออกเป็นสามด้าน ร้อยละ 70 ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่วัดได้โดยผู้เชี่ยวชาญ เช่นจำนวน และความลึกของรอยบุ๋ม (35) ความแตกต่างที่บันทึกได้ในภาพถ่ายอินฟราเรด (28)  และความแตกต่างของเส้นรอบวง ต้นขาก่อนและหลังการใช้ (7)   ร้อยละ 20 ความพึงพอใจของผู้ใช้ (เช่น กลิ่น เนื้อสัมผัส การซึมลงสู่ผิวหนัง)  ร้อยละ 10 ข้อมูลบนฉลาก (การแสดงข้อมูลที่ครบถ้วนและไม่อวดอ้างเกินจริง) อาสาสมัครที่เข้าร่วมทดสอบได้แก่ผู้หญิงอายุระหว่าง 18 – 50 ปี จำนวน 30 คน ที่มีลักษณะของผิวที่เหมาะแก่การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ (คัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง) อาสาสมัครเหล่านี้จะใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 28 วัน วันละสองครั้งเช้า-เย็น โดยใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและนวดเบาๆ จนซึมเข้าผิวหนัง เราเสียใจที่จะต้องบอกคุณว่า ครีมหรือเจลเหล่านี้ยังไม่สามารถช่วยลดเซลลูไลท์ได้ดีนัก แม้แต่ Collistar Crio-gel Anticellulite ที่ได้คะแนนรวมดีที่สุด ก็ได้ไปเพียง 49 จากคะแนนเต็ม 100 เท่านั้น ที่น่าสนใจคือแม้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะได้คะแนนประสิทธิภาพในระดับเฉลี่ย 2 ดาว แต่ในด้านความพึงพอใจของผู้ใช้กลับได้ไปถึง 4 ดาวเลยทีเดียวอยากรู้ว่ายี่ห้ออื่นมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับแบรนด์นี้สักกี่มากน้อย เชิญติดตามได้ในหน้าถัดไปค่าใช้จ่ายในการทดสอบอยู่ที่ประมาณ 3,300 ยูโร หรือประมาณ 128, 600 บาท ต่อหนึ่งตัวอย่าง (ยังไม่รวม ราคาผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ประมาณ 34 – 38 ขวด/หลอด สนนราคาก็มีตั้งแต่ประมาณ 300 ไปจนถึงเกือบ 2,000 บาท)  เงินมาจากไหน … เงินส่วนใหญ่มาจากค่าสมาชิกนิตยสารที่จัดพิมพ์โดยสมาชิกขององค์กร International  Consumer Research and Testing เพื่อนำเสนอผลทดสอบผลิตภัณฑ์/บริการให้ผู้บริโภคได้พิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ฉลาดซื้อก็เป็นสมาชิกองค์กรนี้เช่นกัน  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point