ฉบับที่ 154 อาหารใส่ปากและการคำนวณแคลอรี่

ฉบับที่แล้วผู้เขียนได้เขียนถึงอาหารที่ควรใส่บาตรให้พระสงฆ์ จากนั้นก็มานึกได้ว่า แล้วอาหารที่ควรใส่ปากเรานั้นน่าจะเป็นอย่างไรดี ความจริงประเด็นนี้หลายท่านคงพอนึกออกแล้ว และบางท่านได้กระทำมาเป็นเวลานานด้วย ในฉลาดซื้อฉบับนี้ผู้เขียนจึงเพียงหวังเพื่อกระตุ้นหรือเสนอทางเลือกใหม่ในการหาความรู้เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ เนื่องจากผู้เขียนได้ไปพบเว็บหนึ่งบนอินเตอร์เน็ตชื่อ www.nhs.uk NHS (National Health Service) เป็นองค์กรอิสระสังกัดกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ ตั้งขึ้นมาตามพระราชบัญญัติชื่อ Health and Social Care Act 2012 คำว่า “องค์กรอิสระ” นี้เรียกกันเป็นทางการว่า Non Departmental Public Bodies (NDPB) ซึ่งอังกฤษมีเป็นจำนวนมากทั้งใหญ่และเล็ก ทั้งระดับชาติถึงระดับท้องถิ่น องค์กรอิสระในอังกฤษนั้นรับผิดชอบงานที่ไม่เหมาะจะให้รัฐเป็นผู้กระทำการเอง หรือเพื่อเป็นการขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน สำหรับบ้านเรานั้นองค์กรอิสระที่มีลักษณะเดียวกันคือ “ไทยพีบีเอส” ความน่าสนใจของเว็บนี้คือ มีบทความซึ่งอ่านไม่ยากนัก(แต่จะลำบากสำหรับท่านที่มีอาการภาษาอังกฤษเป็นพิษ) หลายเรื่องซึ่งอาจตอบปัญหาที่ค้างคาใจผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรด้านโภชนาการได้ ที่จะกล่าวถึงในฉบับนี้คือ ในการกล่าวถึงอาหารที่ให้พลังงาน 100 แคลอรี ท่านผู้อ่านสามารถยกตัวอย่างได้หรือไม่ว่าได้แก่อะไร ปริมาณเท่าใดบ้าง ถ้าคำตอบคือ ไม่ ท่านน่าจะไปลองอ่านบทความเรื่อง What does 100 calories look like? ในบทความ What does 100 calories look like? นั้น กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องเข้าใจว่า แคลอรี(ซึ่งความหมายจริง ๆ ทางโภชนาการนั้นคือ กิโลแคลอรี) ซึ่งเป็นหน่วยวัดของพลังงานที่ได้จากอาหารนั้นจำเป็นอย่างไร เพราะถ้าท่านไม่สามารถประเมินได้ว่า การกินอาหารของท่านแต่ละมื้อนั้นท่านได้พลังงานสักเท่าไร โอกาสที่ท่านจะได้รับพลังงานจากอาหารเกินกว่าที่ต้องการและถูกนำไปสะสมในรูปไขมันโดยเฉพาะที่หน้าท้องก็มีมาก ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินเพื่อนบางคนที่พยายามดูแลสุขภาพตนเองพูดเป็นเชิงว่า “วันนี้กินอาหารมากเกินไปหน่อยเพราะมันอร่อยจนอดใจไม่ได้ เดี๋ยวต้องไปวิ่งเพื่อรีดไขมันออกบ้าง” โดยมีความหมายในเชิงว่า จะได้ไม่ต้องกังวลต่อการขึ้นของน้ำหนักตัว ซึ่งร้อยทั้งร้อยมักเอาออกได้ไม่หมด ยกเว้นเพื่อนผู้นั้นเป็นผู้ที่รักในการเล่นกีฬาแบบจริงจัง หลังจากได้ทราบความหมายของคำว่า แคลอรี จากบทความดังกล่าวแล้ว ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจมีอาการเหมือนผู้เขียนคือ ลืมคำจำกัดความนี้ได้ในทันทีที่ละสายตาไปอ่านบรรทัดต่อไป เพราะสำหรับผู้เขียนแล้วมันดูไม่มีความหมายอะไรนัก เพราะสิ่งที่อยากรู้นั้นอยู่ในตอนต่อไปของบทความ ข้อมูลหนึ่งที่นักโภชนาการ(ซึ่งผู้เขียนไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มนี้) มักบอกกับคนทั่วไปว่า ผู้หญิงควรได้รับพลังงานจากอาหารโดยเฉลี่ยต่อวันคือ 2000 แคลอรี ส่วนผู้ชายนั้นตัวเลขคือ 2500 แคลอรี ข้อมูลนี้ค่อนข้างหยาบมาก เพราะควรบอกเป็นจำนวนแคลอรีต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม เนื่องจากมนุษย์ไม่ว่าเพศใด น้ำหนักตัวควรเป็นไปตามความสูง เช่น สตรีสูง 100 เซนติเมตร ถ้าได้พลังงาน 2000 แคลอรี ก็ย่อมอ้วนได้ ต่างจากสตรีที่สูง 200 เซนติเมตรซึ่งจะดูผอมทันที อย่างไรก็ดี ตัวเลข 2000 และ 2500 ก็ยังเป็นที่นิยมของนักโภชนาการอยู่ดี ก่อนที่จะรู้ว่ากินอะไรจึงจะได้พลังงานที่เพียงพอในแต่ละวัน บทความดังกล่าวได้กล่าวถึงสัดส่วนของพลังงานที่คุณควรได้ในแต่ละวันว่า มื้อเช้าควรให้พลังงานร้อยละ 20 มื้อเที่ยงให้ร้อยละ 30 และมื้อค่ำให้อีกร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 20 นั้นอาจได้จากขนมนมเนยและเครื่องดื่ม ซึ่งก็ดูเป็นธรรมดี เพราะการห้ามมนุษย์กินขนมนั้นเป็นการทารุณจิตใจมาก นักโภชนาการไทยหลายคนนิยมห้ามในเรื่องนี้ จึงทำให้คำปรึกษาในเรื่องการจำกัดน้ำหนักต่อผู้เป็นโรคอ้วนล้มเหลว เพราะมันฝืนธรรมชาติของมนุษย์เกินไป เมื่ออ่านบทความนี้จบผู้เขียนเข้าใจเอาเองว่า สิ่งที่กล่าวในบทความนี้เป็นหลักการง่ายของ food exchange เพื่อให้เราเตือนตัวเองว่า เช้าวันนี้กินขนมมากเกินไปแล้ว ควรลดปริมาณอาหารในมื้ออื่นเพื่อให้ปริมาณพลังงานรวมในวันนั้นไม่เบี่ยงเบนไปจากค่าที่มีการแนะนำ บทความได้ยกตัวอย่างพร้อมรูปภาพปริมาณอาหารที่ให้พลังงาน 100 แคลอรี ซึ่งความรู้นี้เมื่อทำให้ง่ายแล้ว ประชาชนบางส่วนน่าจะใช้ประเมินปริมาณพลังงานที่ได้รับแต่ละมื้อ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมน้ำหนักตัว ส่วนข้อมูลในลักษณะเดียวกันที่เป็นภาษาไทยนั้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีใครสักคนทำไว้บ้างแล้ว แต่จากการเข้าเว็บเจ้าประจำที่มักดูคือ เว็บของสำนักโภชนาการ กรมอนามัยนั้น มีเอกสารให้ดูแต่เข้าใจยากเพราะมองไม่เห็นภาพ ตัวอย่างเช่น ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย ซึ่งสำหรับผู้เขียนแล้ว นึกภาพไม่ออกเลยเพราะเป็นตัวเลข ซึ่งต้องมาจากการนำเอาพลังงานจากที่ผู้บริโภคได้รับจากอาหารแต่ละชนิดมาบวกกัน อย่างไรก็ดีเมื่อเข้าไปค้นหาข้อมูลใน google โดยใช้คำว่า อาหารแลกเปลี่ยน (food exchange)  ผู้เขียนก็ได้พบข้อมูลที่มีการทำเป็นตารางว่า อาหารแต่ละชนิดในปริมาณหนึ่งนั้นให้พลังงานเท่าใด ซึ่งน่าจะพอทำให้กะได้ว่าท่านได้รับพลังงานสักเท่าใดในแต่ละมื้อ ท่านผู้อ่านเข้าไปดูตารางนั้นดูได้จาก www.bloggang.com/data/l/lovelydear/picture/1280891409.png ตัวอย่างปริมาณอาหารที่ให้พลังงาน 100 แคลอรี ได้จาก www.nhs.uk ที่น่าสนใจอีกเว็บคือ เว็บของคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งมีเอกสารชื่อ รายการอาหารแลกเปลี่ยน เขียนโดย อาจารย์ศรีสมัย วิบูลยานนท์ ซึ่งมีรูปภาพน่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้การกะระดับพลังงานที่ได้ในแต่ละมื้อเป็นไปอย่างสะดวกนัก ท่านผู้สนใจเข้าไปดูได้ที่ www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/news_files/12_44_1.pdf ความสามารถในการกะปริมาณพลังงานในอาหารที่บริโภคนั้น เป็นเรื่องน่าจะสำคัญมากในเรื่องสุขภาพของคนไทย ดังนั้นในการปรับปรุงระบบการศึกษาใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น น่าจะบรรจุเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้แล้วส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน เช่น การกะปริมาณพลังงานจานอาหารแต่ละมื้อก็จะดี //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 153 ตักบาตรให้ได้บุญ

ชาวพุทธส่วนใหญ่มักได้รับการปลูกฝังให้ทำบุญใส่บาตรเพื่อจะได้มีชาติหน้าที่ดี ทั้งที่ไม่เคยรู้เลยว่า ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนหรือไม่ แต่ต่างก็แอบหวังว่าชาติหน้าน่าจะได้เป็นคน โดยมีบุญที่เกิดจากการทำในชาตินี้ไปรอตอบสนอง ขนาดบางวัดมีการนำเอาเรื่องบุญมาคำนวณว่า ทำเท่าไรได้ขึ้นสวรรค์ชั้นใด ดังนั้นการทำบุญหวังผลจึงเกิดกันทั่วไป สำหรับเรื่องการใส่บาตรนั้น ผู้เขียนก็ทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่จังหวะเหมาะ วันหนึ่งในเดือนกันยายน 2556 (ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของการรับราชการของผู้เขียนแล้ว) ก็มีนักข่าวจากโทรทัศน์ช่องหนึ่ง สนใจสัมภาษณ์ผู้เขียนในเรื่องเกี่ยวกับอาหารสำหรับการใส่บาตร จึงทำให้ผู้เขียนต้องมานั่งสำรวจตัวเองว่า เวลาใส่บาตรผู้เขียนทำอย่างไร เท่าที่จำความมา ผู้เขียนมักใส่บาตรพร้อมกับภรรยาเป็นประจำ เพราะผู้หญิงมักเป็นคนคิดถึงบุญกรรม ชาติหน้า ชาติก่อน มากกว่าผู้ชาย ของใส่บาตรนั้นส่วนใหญ่แล้วมักใส่ข้าวสารอาหารแห้งเป็นประจำ โดยหวังว่าพระจะได้มีของไว้ฉันในวันที่มีคนใส่บาตรน้อยเช่น วันฝนพรำ แต่เมื่อถามว่าอาหารที่ใส่นั้นครบถ้วนทางโภชนาการหรือไม่ คำตอบก็เป็นอย่างที่เดากันได้ว่า ไม่น่าครบ ส่วนที่ขาดมักเป็นผักและผลไม้ ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า จะพยายามแก้ในสิ่งนี้ให้ได้   ก่อนให้สัมภาษณ์นักข่าวนั้นผู้เขียนได้เข้าไปตรวจดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่า ประเด็นเกี่ยวกับ พระ โภชนาการ และการใส่บาตร นั้นมีเว็บใดกล่าวถึงกันบ้าง ผลปรากฏว่ามีน้อยมาก ไม่กี่สิบเว็บ แต่ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีการกล่าวถึงชนิดของอาหารที่ควรใส่บาตรให้พระสงฆ์ เพื่อให้พระนั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะบางเว็บได้กล่าวถึงการที่พระสงฆ์มีสุขภาพไม่ค่อยดี มีโรคที่เกิดเนื่องจากความเสื่อมเช่น ความดันสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน ฯ เร็วกว่าคนธรรมดา ซึ่งสาเหตุนั้นหลายท่านคงเดาได้ว่า คนไทยใส่บาตรนั้นต่างพยายามใส่อาหารที่ตนคิดว่าอร่อยที่สุด (เผื่อชาติหน้า) โดยไม่ค่อยใส่ใจกับคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร จากการค้นหาข้อมูลทางโภชนาการว่า อาหารอะไรที่ควรใส่ในบาตรพระนั้น พบว่ามีหนังสืออิเล็คทรอนิค 2 เล่มมีข้อมูลดังกล่าว โดยเล่มแรกนั้นเป็นหนังสือที่เขียนโดย ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล และคณะ(ในช่วงที่อาจารย์ยังไม่เกษียณจากสถาบันโภชนาการ) ชื่อ“คู่มือการเลือกอาหารตักบาตรเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีแด่พระภิกษุสงฆ์” ทุกท่านสามารถเข้าไปอ่านได้ฟรีที่ http://www.inmu.mahidol. ac.th/th/ebook/Book/magazine5/index.html#/0  หนังสือเล่มนี้หนา 166 หน้า ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำบุญทำทานที่มีโภชนาการเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมทั้งโรคที่เกิดแก่พระสงฆ์เป็นประจำ ข้อมูลต่างๆ ในหนังสือของอาจารย์ประไพศรีและคณะนั้น ความจริงแล้วเป็นข้อมูลด้านโภชนาการที่คนไทยควรทราบ แต่ก็น่าประหลาดใจว่า เมื่อถามเด็กนักเรียนที่จบหลักสูตร(ที่ปรับแล้วปรับอีก) ของกระทรวงศึกษาเกือบทุกคนเกี่ยวกับความรู้ทางโภชนาการของอาหารที่กินทุกวัน คำตอบมักไม่เป็นเรื่องเป็นราว จนดูเหมือนไม่เคยเรียนมา นอกจากนี้ถ้าท่านผู้อ่านลองถามตนเองเกี่ยวกับความรู้ด้านโภชนาการของท่านแล้วรู้สึกว่า ไม่แน่ใจมันยังอยู่หรือไม่ ขอแนะนำให้ท่านเข้าไปอ่านหนังสือเล่มดังกล่าว แล้วสิ่งที่ตกหล่นหายไปอาจถูกกู้คืนมาได้ ยังมีหนังสืออีกเล่มชื่อ “แนวทางการตักบาตรให้ได้บุญ” ของ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดทำเพื่อให้ประชาชนได้อ่านบนจอคอมพิวเตอร์ หรือจะ download จาก http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/public01.php มาเก็บไว้อ่านยามว่าง หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมากเช่นกัน เพราะมีข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมในการตักบาตรทำบุญ แถมบอกด้วยว่าทำบุญอย่างไรจึงจะได้บุญมาก และมีเมนูอาหารที่ประสกสีกาควรเลือกมาประกอบเพื่อถวายให้พระสงฆ์มีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม หนังสือก็คือหนังสือ มักมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องอ่านหลายรอบกว่าจะจบ ดังนั้นสิ่งที่ควรกำหนดไว้ในใจเมื่อต้องการทำบุญตักบาตรนั้น ผู้เขียนได้บอกแก่นักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า ถ้าคิดว่าทำบุญอะไรแล้วจะได้อย่างนั้นในโลกหน้า ก็คงต้องเตรียมบุญให้ถูกหลักโภชนาการหน่อย หลักการคือ เวลาใส่บาตร ถ้าใส่ข้าวกล้องได้จะดีเลิศประเสริฐศรี เพราะนอกจากมีแป้งแล้ว ยังมีใยอาหาร วิตามินบีรวม วิตามินอี เบต้า-แคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระอีกมากมาย รวมทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวด้วย และบุญจะมากขึ้นถ้าใส่ข้าวกล้องข้าวหอมนิล ข้าวไรซ์เบอร์รี หรือข้าวเหนียวดำ (ซึ่งผู้เขียนเคยทำวิจัยพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวหลายชนิด) ในส่วนของอาหารโปรตีนซึ่งมักมาในรูปแกงของไทยนั้น พยายามเลี่ยงแกงกะทิ เพราะกะทินั้นเป็นไขมันที่อร่อยมาก กินแล้วหยุดยาก แต่ถ้าต้องการใส่แกงกะทิจริงแนะนำให้ท่านแบ่งใส่ถุงให้พระฉันเพียง 2-3 คำ หรือถ้าเปลี่ยนเป็นแกงป่าซึ่งมีสมุนไพรและเครื่องเทศมาก ใส่เท่าไรก็ไม่มีปัญหา โปรตีนในรูปเนื้อสัตว์ชุบแป้งทอดหรือทอดโดยไม่ชุบแป้งนั้น ควรใส่บาตรแต่น้อย เพราะเป็นอาหารที่อมน้ำมัน และทราบกันมานานแล้วว่า เนื้อสัตว์ที่ถูกทอดให้กรอบนั้นมักมีสารก่อมะเร็ง สารก่อมะเร็งในอาหารทอด(รวมถึงปิ้งย่างรมควัน) นั้นถ้ากินไม่มากนัก อวัยวะภายในของเราคือ ตับและไตก็คงสามารถทำลายทิ้งได้ โดยมีข้อแม้ว่าเซลล์ของอวัยวะที่ทำลายสารพิษนั้นต้องแข็งแรง ไม่ถูกทำลายด้วยเหล้าหรือบุหรี่เสียก่อน(ควันบุหรี่นั้นนอกจากไปปอดแล้วยังลงไปตับได้ด้วยการกลืนน้ำลายขณะสูบ) ประการสำคัญเราควรคำนึงว่า อาหารครบห้าหมู่หรือไม่ สำหรับคำแนะนำของผู้เขียนคือ ให้มื้ออาหารที่จะใส่บาตรนั้น มีหมู่ผักและผลไม้ดูแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง จากนั้นอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือมีอาหารแป้ง (ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือเผือกมัน) อยู่ครึ่งหนึ่ง(1 ใน 4 ของอาหารทั้งหมด) ส่วนที่เหลือก็เป็นเนื้อสัตว์ที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบจากการผัดหรือทอด ขณะที่มองภาพรวมของอาหารที่ใส่บาตร(หรือแม้ใส่ปากเราเองก็ตาม) ควรเห็นภาพว่า อาหารนั้นมีสีหลากหลาย คือ มีสีรุ้ง (ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง) เพื่อประกันว่า ได้องค์ประกอบของอาหารครบตามที่ร่างกายต้องการ ทั้งสารอาหารหลักคือ แป้ง โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่และใยอาหาร และองค์ประกอบรองคือ สารที่มีประโยชน์จากผัก ผลไม้และเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งไม่ช่วยในการซ่อมแซมร่างกาย แต่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายต่างๆ ประการสำคัญในการใส่บาตรอีกประการคือ พระควรได้เดินออกจากวัดมาบิณฑบาต เพื่อเป็นการออกกำลังกายของพระในทางอ้อม ยิ่งถ้าได้เดินสักวันละเป็นกิโลเมตรขึ้นไป สุขภาพพระก็น่าจะดี การนำภัตตาหารไปใส่บาตรที่วัดนั้น ควรกระทำเฉพาะกับพระที่อาพาธ มีอายุมาก หรือน้ำท่วมวัดแล้วเท่านั้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 152 รูป รส กลิ่น สี ในอาหารอุตสาหกรรม

ผู้เขียนดื่มกาแฟมาแต่เล็ก เนื่องจากเห็นผู้ใหญ่ดื่มกันก็ดื่มบ้าง ถามว่าติดไหม ตอบได้ว่าไม่ดื่มก็ได้ ถ้าวันนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่มีดื่ม ก็ไม่รู้สึกอะไร จึงเข้าใจว่าผู้เขียนไม่น่าถูกจัดว่าเป็นคนติดกาแฟ คำอธิบายง่าย ๆ สำหรับปรากฏการณ์นี้คือ ผู้เขียนน่าจะมีระบบการเปลี่ยนแปลงแคฟฟีอีนเพื่อขับออกจากร่างกายค่อนข้างเร็ว เพราะทุกครั้งที่ดื่มกาแฟหมดแก้ว จากนั้นไม่นานเกินรอก็ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะซึ่งเป็นการขับแคฟฟีอีนที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วพร้อมกับสารที่ให้กลิ่นของกาแฟออกจากร่างกายดังนั้นการดื่มกาแฟก่อนนอนจึงไม่เคยเป็นปัญหาต่อการนอนหลับของผู้เขียนเลย แถมกลับพบว่า วันใดที่รู้สึกเครียดหรือเหนื่อยมาก การได้ดื่มกาแฟสักนิดกลับทำให้หลับสบาย แคฟฟีอีนนั้นเป็นสารเคมีที่มีความสามารถในการกระตุ้นให้ผู้ดื่มกาแฟเกิดความสดชื่น ประสาทตื่นตัว ยิ่งถ้าอยู่ในร่างกายนานเท่าใด ร่างกายก็ตื่นตัวมากขึ้นเท่านั้นจนถึงนอนไม่หลับ ค่าครึ่งชีวิต (half-life) ของแคฟฟีอีนจาก Wikipedia คือ ประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า แคฟฟีอีนในแต่ละแก้วที่คนทั่วไปดื่มจะถูกขับออกทางปัสสาวะครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 5 ชั่วโมงจากนั้นที่เหลือก็จะถูกขับออกอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือเมื่อเวลาผ่านไปอีก 5 ชั่วโมง เรื่อยๆ จนอยู่ในระดับที่ไม่พอออกฤทธิ์ จึงต้องมีการเติมแคฟฟีอีนจากกาแฟแก้วต่อไป สำหรับพฤติกรรมในการดื่มกาแฟนั้น ผู้เขียนไม่นิยมดื่มกาแฟที่มีขายตามซุ้มหรือร้านต่างๆ ตามศูนย์การค้า เนื่องจากกาแฟที่ขายนั้นมักมีความเข้มข้น หวานและมันมากจนเสี่ยงต่อความอ้วน ที่สำคัญปริมาณแคฟฟีอีนที่สูงมากอาจเป็นอันตรายต่อหัวใจเป็นอย่างยิ่ง   เคยมีลูกศิษย์ซื้อกาแฟโบราณซึ่งทั้งเข้มข้นและหวานมันมาให้ดื่มในช่วงเที่ยง ซึ่งเป็นขณะที่ผู้เขียนกำลังจะไปเล่นแบดมินตัน ผลปรากฏว่า วันนั้นเมื่อเริ่มเล่นเกมส์ไปได้เพียงห้านาทีผู้เขียนก็ต้องหยุดเล่นทันทีเพราะรู้สึกตัวว่าหัวใจเต้นเร็วมาก และทำท่าจะไม่ยอมลดลงมาเต้นปรกติเลยแม้หยุดยืนพัก(ซึ่งปรกติแล้วกีฬาที่ต้องใช้แรงเป็นพัก ๆ นั้นเมื่อเกมส์หยุด อาการเต้นเร็วของหัวใจควรผ่อนลงเป็นปรกติ) เมื่อผู้เขียนถามตนเองว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็นึกได้ว่าเพิ่งดื่มกาแฟที่เข้มข้นไปราวครึ่งแก้วนั่นเอง บทเรียนนี้สอนว่า กาแฟนั้นมีประโยชน์ในการทำให้เราสดชื่นและช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยระหว่างการย่อยอาหาร แถมแคฟฟีอีน(ในขนาดที่พอเหมาะ) น่าจะเป็นเทอร์โมเจน (thermogen) ที่ช่วยในการใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ดีระหว่างการออกกำลังกาย(ถ้าไม่มีการออกกำลังกาย เทอร์โมเจนก็ไม่ทำงาน) แต่จะเป็นโทษแก่หัวใจถ้าดื่มอย่างเข้มข้นในขณะที่ร่างกายต้องออกแรงอย่างหนัก ชนิดของกาแฟที่ผู้เขียนดื่มประจำคือ ทรีอินวัน ซึ่งเป็นกาแฟปรุงสำเร็จที่สะดวกมากในการตัดปากซองเทลงแก้วแล้วเติมน้ำร้อน คนให้เข้ากันดื่มได้เลย ที่สำคัญกาแฟลักษณะนี้มีราคาถูกเป็นหนึ่งในสิบของกาแฟที่ขายตามซุ้มต่างๆ และมัก ไม่อร่อยเลย จึงทำให้สามารถดื่มได้ทุกยี่ห้อ ขึ้นกับว่ายี่ห้อใดถูกที่สุด ณ เวลาซื้อ จนวันหนึ่งก็ได้พบว่า กาแฟปรุงสำเร็จแบบทรีอินวันซองหนึ่งเมื่อเทน้ำร้อนใส่ลงไปแล้ว กลิ่นนั้นหอมขจรกระจายไปทั้งห้อง จนนักศึกษาที่เดินผ่านมาต้องถามว่า อาจารย์ดื่มกาแฟยี่ห้ออะไรจึงหอมได้สะใจขนาดนี้ ผู้เขียนก็บอกยี่ห้อไปแล้วสำทับด้วยว่า ซองละ 2 บาท 85 สตางค์เท่านั้นเอง ทุกคนที่ได้ยินก็รู้สึกทึ่งว่า ทำไมกาแฟราคาแบบโลว์เอ็นจึงมีกลิ่นหอมเท่ากาแฟไฮเอ็นได้ ผู้เขียนจึงฉุกใจหยิบซองใส่กาแฟในถังผงขึ้นมาดู ก็ถึงบางอ้อว่า ไม่หอมได้อย่างไรในเมื่อในกาแฟนั้นได้เติมกลิ่นกาแฟสังเคราะห์ลงไปด้วย กลิ่นกาแฟสังเคราะห์นั้นเป็นสารเจือปนในอาหารที่มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อเลียนแบบกลิ่นธรรมชาติของกาแฟ สารเคมีกลุ่มนี้มีมากมายเพื่อเลียนแบบกลิ่นธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการผลิตอาหารต่างๆ ทางอุตสาหกรรม ความรู้ทำนองนี้สามารถหาได้โดยอาศัย google ที่เราคุ้นกันดี ที่สำคัญกาแฟลดน้ำหนักที่ขายตามเน็ตหลายยี่ห้อก็ใช้สารเคมีเหล่านี้   ที่น่าตลกก็คือ เคยมีผู้ผลิตกาแฟดำที่ผู้ซื้อสามารถนำไปผสมน้ำแข็งทำเป็นโอวเลี้ยงได้ ส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมีของที่ทำงานของผู้เขียน แล้วพบว่าสินค้าชิ้นนั้นเป็นกาแฟดำที่ไม่มีแคฟฟีอีนเลย   ผู้เขียนเคยเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตอนเปิดห้าง เมื่อผ่านร้านขายกาแฟที่มีราคาระดับไฮเอ็น(แต่รสชาติที่ผู้เขียนเคยสัมผัสเพราะมีคนซื้อให้ลองชิม ก็ไม่ได้ดีเลิศกว่าทรีอินวันสักเท่าไร) ปรากฏว่ามีกลิ่นกาแฟหอมยั่วยวนมากมาเตะจมูก ทั้งที่เด็กประจำร้านเพิ่งเปิดประตูร้านและยังไม่ได้ต้มน้ำร้อนเลย ทั้งนี้เพราะร้านใช้สเปรย์กลิ่นกาแฟพ่นเพื่อให้ลูกค้าทราบว่ามีร้านกาแฟอยู่แถวนั้นนะ สิ่งที่เป็นประเด็นที่หวังให้ท่านผู้อ่านคิดก็คือ สินค้าอาหารที่ไม่ได้ผลิตเพื่อขายในระบบอุตสาหกรรม นั้น เป็นการขายจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่มีการขึ้นทะเบียนที่เป็นระบบ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถได้ข้อมูลจากปากผู้ผลิตโดยตรง(ถ้าถาม) แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักไม่สนใจ ยกตัวอย่างง่ายว่า ใครเคยถามผู้ขาย ขนมเค้ก ไอศครีม(โดยเฉพาะเชอร์เบ็ต) น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร ขนมปังสังขยา ขนมชั้น แม้แต่ขนมเปียกปูน (ที่ดำปี๋แต่ไม่มีกลิ่นถ่านไม้เลย) ว่าใช้สารเคมีทั้งหมดเลยหรือใช้สารเคมีผสมกับสารสกัดจากธรรมชาติบ้าง ทั้งที่ผู้ผลิตหรือแม่ค้านั้นควรมีป้ายแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเนื่องจากเป็นสินค้าซึ่งผลิตขายหน้าร้าน (ไม่จำเป็นต้องมีฉลาก) ท่านผู้อ่านคงเคยอมทอฟฟีที่มีกลิ่นและรสกาแฟแล้วสงสัยว่า ทำไมยังง่วงอยู่ คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ทอฟฟีหลายยี่ห้อนั้นใช้สารเคมีแต่งกลิ่นกาแฟผสมน้ำตาลทำเป็นทอฟฟีกาแฟ ยกเว้นทอฟฟีกาแฟบางยี่ห้อที่นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการอยู่ดึกรู้จักดีว่า อมเมื่อไรตาค้างเมื่อนั้น เพราะมีแคฟฟีอีนสังเคราะห์ในระดับสูง ที่น่าตลกก็คือ เคยมีผู้ผลิตกาแฟดำที่ผู้ซื้อสามารถนำไปผสมน้ำแข็งทำเป็นโอวเลี้ยงได้ ส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเคมีของที่ทำงานของผู้เขียน แล้วพบว่าสินค้าชิ้นนั้นเป็นกาแฟดำที่ไม่มีแคฟฟีอีนเลย การใช้สารเคมีในการผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรมนั้น นัยว่าเพื่อควบคุมการผลิตสินค้าให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนดได้ตามต้องการ ซึ่งต่างจากสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติซึ่งอาจมีการแปรเปลี่ยนของรสชาติได้ เนื่องจากวัตถุดิบมาจากคนละสวน หรือคนละไร่ ท่านผู้บริโภคจึงควรใช้วิจารณญานตัดสินใจเองว่า ต้องการกินสินค้าที่มีรสชาติมาตรฐานที่ทำจากสารเคมี(ซึ่งผู้ผลิตมักแจ้งที่ฉลากเพราะเป็นข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หรือสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติของชาวบ้านซึ่งอาจมีรสชาติแปรปรวนได้ในการผลิตวันต่อวันโดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยไม่จำเป็น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 151 นมจีนไม่จืดอีกรอบแล้ว

ผู้เขียนมักแนะนำนักศึกษาในการเลือกซื้อนมผงว่า น่าจะเป็นนมจากทวีปออสเตรเลียซึ่งรวมนิวซีแลนด์เข้าไปด้วย ทั้งนี้เพราะถ้าเป็นนมจากทางยุโรป ผู้เขียนยังมีความกังวลใจถึงการตกค้างของสารกัมมันตภาพรังสีที่ปนเปื้อนในอาหารวัว ตั้งแต่ครั้งที่โรงไฟฟ้าพลังปรมาณูเชอร์โนบิลของสหภาพโซเวียตแตกเมื่อปี ค.ศ. 1986 ส่วนนมจากสหรัฐอเมริกานั้น ผู้เขียนกังวลในราคาที่แพงกว่าคนอื่นเนื่องจากการเติมอะไรต่อมิอะไรลงไปจนอาจเกินจำเป็นต่อคนไทย แต่พอมาถึงวันนี้ วันซึ่งนมจากนิวซีแลนด์ก่อปัญหาดังที่หลายท่านได้ทราบข่าวแล้ว คำแนะนำเรื่องการเลือกซื้อนมผงที่เคยมั่นใจกลายเป็นความลังเลใจไปเสียแล้ว คงต้องแนะนำให้กินนมผงของไทยเสียกระมัง แต่ก็ยังมีคำถามว่า ในบ้านเรามีการอุตสาหกรรมผลิตนมผงที่ทันสมัยหรือไม่ ในปี 2008 คนจีนเคยเจอปัญหานมผงที่ใช้เลี้ยงทารกปนเปื้อนสารเมลามีน ซึ่งใส่ลงไปเพื่อหลอกผู้บริโภคว่า นมนั้นมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าที่เป็นจริง พอมาถึงปี 2013 นี้ คนจีนก็พบปัญหาอีกว่า ผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจำหน่ายโดยใช้วัตถุดิบจากนิวซีแลนด์นั้น ปนเปื้อนแบคทีเรียชื่อ คลอสตริเดียม บอททูลินัม ซึ่งสามารถสร้างสารพิษซึ่งจัดว่าเป็นสารพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรงที่สุดที่สิ่งมีชีวิตผลิตได้คือ สารบอททูลิน (botulin) หรือ บอททูลินัมทอกซิน (botulinum toxin) สารพิษบอททูลินนั้นมีผลต่อระบบประสาทสัตว์ชั้นสูง ทำให้ทุกอวัยวะของมนุษย์เป็นอัมพาต จนสุดท้ายปอดทำงานไม่ได้ ผู้เคราะห์ร้ายจะตายในเวลาอันสั้น มีผู้ประเมินว่า สารพิษชนิดนี้ปริมาณเท่ากับ 1 หัวเข็มหมุด สามารถฆ่าหนูถีบจักรได้ราว 1 ล้านตัว ดังนั้นเวลาทำการตรวจวัดปริมาณสารพิษนี้ จึงมักทำโดยการสกัดสารพิษออกมาแล้วทำให้เจือจางในความเข้มข้นที่พอเหมาะก่อนฉีดหนูถีบจักร จากนั้นก็คำนวณจำนวนหนูที่ตายและรายงานผลความร้ายแรงของสารพิษเป็น mouse unit การประกาศว่านมจีนมีปัญหานั้น เป็นผลเนื่องมาจากความรับผิดชอบเองของ Fonterra ซึ่งเป็นบริษัทผลิตนมเพื่อการส่งออกใหญ่ที่สุดในโลกของนิวซีแลนด์ ไม่ได้เป็นการพบเองของบริษัทนมจีน (หรือบริษัทนมในไทยบริษัทหนึ่ง ซึ่งได้เรียกคืนสินค้าบางชนิดของตนเองเช่นกัน) โดยเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวนั้นถูกตรวจพบเริ่มแรกในสินค้าที่เรียกว่า เวย์โปรตีน (whey protein) เวย์ (whey) คือ ส่วนของเหลวที่เป็นของเหลือของนมสดหลังจากการทำเนย (cheese) แล้ว ครั้งหนึ่งเคยถูกนำเอาไปเลี้ยงสัตว์ และพบว่าสัตว์เหล่านั้นมีการเจริญเติบโตดีมาก จึงมีการวิเคราะห์พบว่า ของเหลือนั้นมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงมากจนเชื่อกันว่า ร่างกายสามารถนำใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย อีกทั้งน่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายเพื่อต่อต้านการติดเชื้อ เป็นต้น (จริงไม่จริงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนะครับ) จึงได้มีการแยกโปรตีนออกมาขาย การที่บริษัท Fonterra ประกาศเองว่า เวย์โปรตีนราว 40 ตัน ที่ผลิตในช่วงเวลาหนึ่งนั้นมีการปนเปื้อนแบคทีเรียดังกล่าว และขอให้ลูกค้าที่ซื้อนำไปผลิตสินค้าอื่นคือ บริษัทผลิตอาหาร 3 แห่ง บริษัทผลิตเครื่องดื่ม 2 แห่ง และบริษัทผลิตอาหารสัตว์ 3 แห่ง เรียกสินค้ากลับคืนมาทำลาย นับว่าเป็นการล้อมคอกก่อนวัวหาย เพราะยอมทิ้งเงินค่าสินค้าไป ดีกว่าจะต้องถูกฟ้องร้องจากผู้บริโภคในอนาคต โดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในอาหารนมนั้น ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนโดยรวม (total plate count) และจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซินเจนและก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น Salmonella spp., Staphylococcus aureus, Bacillus cereus เป็นต้น ในบ้านเราการวิเคราะห์จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตาม พ.ร.บ. อาหาร (2522) ฉบับที่ 156 พ.ศ. 2537 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง มาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค พ.ศ. 2552 (ประกาศนี้ออกตาม พ.ร.บ. อาหาร 2522 เช่นกัน แต่ไม่มีการระบุว่าเป็นฉบับที่เท่าไร เข้าใจว่าเพราะเป็นประกาศกลางเพื่อแก้ไขข้อกำหนดในฉบับที่ต่าง ๆ จำนวน 33 ฉบับ ในประเด็นการปนเปื้อนของจุลินทรีย์) อย่างไรก็ดีไม่ได้มีการกำหนดให้วิเคราะห์จุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโตซึ่งมี คลอสตริเดียม บอททูลินัม เป็นสมาชิกอยู่เลย สาเหตุที่ต้องมีการวิเคราะห์แบคทีเรียชนิดก่อปัญหาร้ายแรงคือ คลอสตริเดียม บอททูลินัม นั้นทางบริษัทแจ้งแก่สื่อมวลชนว่า มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียระหว่างการผลิตเนื่องจากปัญหาความสะอาดของระบบท่อในการผลิตนมที่เมือง Waikato นิวซีแลนด์ ในเดือนมีนาคม แต่ปัญหายังไม่ได้เปิดเผยจนมีการตรวจพบแบคทีเรียดังกล่าวในเดือนกรกฏาคม การที่แบคทีเรียที่ต้องอยู่ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนจึงมีชีวิตได้ปนเปื้อนในท่อส่งนมนั้น น่าจะเกิดจากการที่แบคทีเรียนั้นเป็นชนิดที่สร้างสปอร์ได้และสปอร์นั้นคงลอยเข้าไปในท่อซึ่งมีนมค้างอยู่ ซึ่งเมื่อนมบางส่วนแห้งติดผิวท่อ โดยมีสปอร์อยู่ภายใต้คราบนม สภาวะขาดออกซิเจนจึงเกิดขึ้นส่งผลให้เชื้อเจริญขึ้นและสร้างสปอร์ได้อีก สารบอททูลินนี้เป็นสารพิษที่ทนความร้อน เชื้อคลอสตริเดียม บอททูลินัม สร้างสารพิษนี้ในตอนที่เจริญจากเป็นสปอร์ (ซึ่งเป็นสถานะภาพของเซลล์แบคทีเรียที่ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายได้ดี ถึงขนาดการใช้ความร้อนระดับอุตสาหกรรมอาหารก็ยังไม่สามารถทำลายได้หมด) แต่ในกรณีของเวย์โปรตีนของ Fonterra นี้อาจเป็นการวิเคราะห์พบสปอร์ของ คลอสตริเดียม บอททูลินัม ด้วย ซึ่งผลในลักษณะนี้ทำให้บริษัทนมที่ใช้วัตถุดิบจาก Fonterra ที่มีตัวแทนจำหน่ายในไทยต้องเรียกสินค้าคืน เพราะอาจกังวลว่า สปอร์ที่อาจปนเปื้อนในนมผงนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับ บอททูลิซึมในทารก (Infant botulism) ซึ่งต่างจาก บอททูลิซึมธรรมดา บอททูลิซึมธรรมดานั้นเกิดจากสารพิษบอททูลินที่แบคทีเรียขับออกมาอยู่ในอาหาร แล้วออกฤทธิ์เมื่อผู้เคราะห์ร้ายกินอาหารนั้นเข้าไป แต่บอททูลิซึมในทารกนั้น มักเกิดกับทารกที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน กินนมที่มีสปอร์ของเชื้อเข้าไป จากนั้นด้วยเหตุใดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ (เข้าใจกันว่าเชื้อแบคทีเรียธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ทารกมีไม่พอจะยับยั้งการเจริญของสปอร์หรือความเข้มข้นของน้ำดี (ซึ่งปรกติฆ่าเชื้อได้) น้อยเกินไป) สปอร์ของเชื้อจึงเจริญเป็นเซลล์ในทางเดินอาหารซึ่งไม่มีออกซิเจน เกิดการสร้างสารพิษซึ่งถูกดูดซึมจากลำไส้ใหญ่เข้าสู่ระบบโลหิต ทำให้ทารกตาย ดังนั้นการเรียกเก็บสินค้าคืนของบริษัทนมในไทยนั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แม้จะต้องทำลายสินค้าทิ้งทั้งหมด แต่ก็เป็นการป้องกันการเกิดปัญหาที่ร้ายแรงต่อทารกซึ่งถ้าเกิดขึ้น บริษัทจะเสียหายทั้งทางแพ่งและอาญา แบบว่าอาจต้องปิดบริษัทไปเลย  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 150 มรดกทางพันธุกรรม

ผู้เขียนไม่ค่อยสบายใจเมื่อมองไปข้างหน้าแล้วคาดได้ว่า ประเทศไทยอาจมีทรัพยากรมนุษย์ที่ลืมตาดูโลกในช่วงนี้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เป็นไปในลักษณะที่ควรเป็น ความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะผู้เขียนได้ดูคลิปที่ได้มาจาก YouTube เรื่อง the ghost in your genes คลิปดังกล่าวให้ความรู้ใหม่ว่า มรดกทางพันธุกรรมที่ส่งผ่านจากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลานนั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้การบงการจากยีน (ซึ่งอยู่บนโครโมโซม) เพียงประการเดียว แต่ยังขึ้นกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่นอาหารการกิน ความเป็นอยู่ในอดีต การต่อสู้และการก่อการร้าย ปัจจัยเหล่านี้ต่างแสดงอิทธิพลต่อการที่ลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละยีนจะแสดงออกหรือไม่ในรุ่นลูกหลาน ปัจจุบันเด็กไทยมีการสำส่อนในเรื่องเพศจนมีลูกเมื่ออายุ 10 ปี ขาดสัมมาคารวะ เป็นคนสร้างเกราะกำบังตัวเองเพื่อจะได้อยู่กับโลกไซเบอร์ ขึ้นรถไฟฟ้าก็แย่งที่นั่งโดยไม่เอื้อเฟื้อคนพิการหรือผู้อ่อนแอกว่า ซ้ำร้ายยังยอมรับในเรื่องคอรัปชั่นว่า ทำได้ถ้าตนเองได้รับส่วนแบ่งทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เคยปรากฏเมื่อสมัยผู้เขียนยังเป็นเด็ก The ghost in your genes นั้นเป็นสารคดีเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์อังกฤษที่ใฝ่ศึกษาว่า การส่งมรดกทางพันธุกรรมให้ลูกหลานนั้นเป็นไปอย่างเที่ยงตรงหรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันว่า การปิด-เปิดยีนเพื่อแสดงออกถึงลักษณะทางพันธุกรรมนั้น ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมที่เซลล์นั้นประสบ ยกตัวอย่างที่ท่านผู้อ่านอาจเคยประสบคือ การถ่ายท้องเมื่อกลับมาดื่มนมหลังจากเลิกดื่มไปนานแล้ว อาการถ่ายท้องนั้นเกิดเพราะเมื่อดื่มนมเข้าไปแล้วขาดเอนไซม์ แลคเตส ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสส่งผลให้น้ำตาลแลคโตสไม่ถูกย่อยจึงลงไปสู่ลำไส้ใหญ่ กลายเป็นอาหารของแบคทีเรียที่ย่อยน้ำตาลนี้ได้เป็นก๊าซที่ทำให้ท้องอืด ส่วนน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการหมักของแบคทีเรียรวมกันก็เพิ่มความดันออสโมติกทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นในลำไส้ใหญ่ จนทำให้อุจจาระเหลวเกิดอาการที่เรียกว่า ถ่ายท้อง การหยุดสร้างเอนไซม์แลคเตสเพื่อย่อยแลคโตสนั้นเกิดเพราะ เอนไซม์ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์มักถูกสร้างออกมาเพื่อตอบสนองกระตุ้นด้วยสิ่งมันจะทำการย่อย ดังนั้นใครก็ตามที่เลิกดื่มนมไปนานๆ ยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์แลคเตสก็จะถูกปิด เพราะขาดน้ำตาลแลคโตสไปกระตุ้นการทำงาน แต่ในบางกรณี การปิดเปิดนั้นอาจเป็นปรากฏการณ์ถาวรได้ โดยในคลิปดังกล่าวนั้น ผู้ทำการวิจัยชาวอังกฤษได้ไปทำการศึกษาร่วมกับนักวิจัยชาวสวีเดนในหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษกล่าวคือ เป็นหมู่บ้านที่สามารถรักษาข้อมูลความเป็นไปของแต่ละครอบครัวที่เป็นสมาชิกของหมู่บ้านได้อย่างดี สามารถสืบกลับไปในอดีตว่า บรรพบุรุษของแต่ละครอบครัวนั้นประสบสุขหรือทุกข์ภัยอย่างใด มีความเป็นอยู่ในด้านโรคภัยไข้เจ็บแบบใด และผลดังกล่าวนั้นถ่ายทอดไปเป็นมรดกทางสุขภาพแก่ลูกหลานอย่างไร สิ่งซึ่งน่าแปลกใจในเรื่องอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อการเกิดตัวอ่อนมนุษย์ก็คือ มีประเด็นว่า เด็กสองคนซึ่งมีบางส่วนของโครโมโซมแท่งเดียวกันและตำแหน่งเดียวกันขาดหายไป กลับเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ต่างกัน คำถามคือว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น (ปรากฏการณ์นี้ต่างจากกรณีที่เด็กซึ่งมีจำนวนโครโมโซมคู่ที่ 21 เป็น 3 แท่ง มีอาการดาว์นซินโดรมทุกคน) คำตอบนั้นยังไม่มี แต่ในคลิปสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นอิทธิพลของปัจจัยภายนอกต่อการแสดงออกของความผิดปรกติที่โครโมโซม ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ การเกิดโรคทางพันธุกรรมที่เกิดยากในภาวะธรรมชาตินั้นกลับเกิดได้ในเด็กหลอดแก้ว นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งในคลิปได้ตั้งประเด็นว่า การทำการปฏิสนธินอกมดลูก (IVF หรือ in vitro fertilization) นั้นอาจมีส่วนในการกระตุ้นให้โรคทางพันธุกรรมแสดงออกมา เนื่องจากปิดเปิดยีนบางตำแหน่ง ทั้งนี้เพราะมีการทดลองเลี้ยงตัวอ่อน (embryo) หนูในจานแก้วปรากฏว่า มีการปิดหรือเปิดยีนบางตำแหน่งต่างจากหนูที่โตในท้องแม่ ซึ่งปรากฏการนี้ได้ถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกด้วยเช่นกัน มีการศึกษาถึงผลที่ก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจอย่างร้ายแรงเช่น กรณี 911 ที่นิวยอร์กว่า มีผลต่อลูกของสตรีที่ประสบเห็นเหตุการณ์อย่างไร โดยนักวิจัยตั้งประเด็นว่า การเกิดเหตุร้ายช่วงการตั้งท้องเด็กนั้น ส่งผลต่อระดับสูงกว่าปรกติของฮอร์โมนเช่น คอร์ติโซน (cortisone ซึ่งจะหลั่งออกมาเมื่อมีความเครียด) ในเด็กที่โตขึ้น แม้ว่าเด็กจะคลอดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ดังนั้นนักวิจัยจึงยังติดตามดูต่อพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า สตรีที่ท้องในช่วงมีการวางระเบิดในจังหวัดชายแดนใต้นั้นคงมีแน่นอน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้ อย่างไรก็ดีในคลิปดังกล่าวนั้น ปัจจัยหลักที่นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าน่าจะสำคัญที่สุด ที่ทำหน่วยพันธุกรรมมีการทำงานที่เบี่ยงเบนไปก็คือ การได้รับอาหารและโภชนาการที่เปลี่ยนไป ซึ่งประเด็นนี้ในอดีตอาจขึ้นกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตร แต่ในปัจจุบันเราคงสามารถเห็นได้ว่า พฤติกรรมการบริโภคแบบเร่งด่วน การกินอาหารตามใจตน ไม่สนใจหลักการกินอาหารที่ถูกต้อง น่าจะมีผลลัพธ์เป็นมรดกที่ส่งต่อให้กับเด็กไทยที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ทั้งทางด้านสุขภาพและนิสัยใจคอ มีประเด็นหนึ่งจากคลิปที่น่าสนใจกล่าวว่า คุณภาพของเซลล์สืบพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นนั้น มีสภาวะแวดล้อมเป็นตัวกำหนดการแสดงออกของยีน หลังจากที่เซลล์สืบพันธุ์ชายและหญิงผสมกัน สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ เพราะปัจจุบันเราทราบดีกว่า แฝดแท้ (identical twin) นั้นถึงจะมียีนเหมือนกัน 100 % ถ้าถูกเลี้ยงดูอยู่ในสภาวะแวดล้อมต่างกัน เช่น กินอาหารต่างกัน ทำเลอยู่อาศัยต่างกัน มีอาชีพต่างกัน ใช้ชีวิตในรูปแบบต่างกัน ฯ สุดท้ายเมื่ออายุมากขึ้นเราสามารถมองเห็นความแตกต่างกันของรูปลักษณ์ภายนอกได้ชัดเจน (เรื่องประเภทนี้สามารถไปดูคลิปใน YouTube ได้โดยใช้คำค้นหาว่า epigenetic identical twins) ดังนั้นต่อให้แฝดแท้ชายทั้งสองคนไปแต่งงานกับแฝดแท้หญิงทั้งสองคน โอกาสที่ลูก (แม้เป็นเพศเดียวกันจากคู่แต่งงานแต่ละคู่) มีการทำงานของยีนที่ต่างกันย่อมเกิดได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมในช่วงการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ที่ต่างกันทำให้การปิดเปิดยีนต่างกัน รูปลักษณ์ นิสัยใจคอ สุขภาพ ฯลฯ จึงอาจต่างกันได้ ประเด็นเรื่องของผลเนื่องจากสิ่งแวดล้อมต่อคุณภาพของคนนี้ เป็นที่สนใจของหน่วยงานรัฐบาลในบางประเทศ ที่มุ่งหวังจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งควรจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพคนที่ออกมา ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ พลเมืองของประเทศเช่น ภูฏาน ซึ่งไม่เคยคิดจะแข่งขันในการเป็นอารยะเช่นเดียวกับประเทศอื่น น่าจะเป็นคนที่มีสุขภาพทั้งกายและใจดีกว่าพลเมืองของอาเซียน ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะพยายามแข่งขันกันเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งในอาเซียนตามคำขวัญที่พยายามคิดขึ้นมา

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 149 กาบ้า กับการมีสติในการซื้อสินค้า

ท่านเคยถามตนเองหรือไม่ว่า การซื้อสินค้าแต่ละชนิดนั้น อะไรคือปัจจัยสำคัญในการควักกระเป๋า สำหรับผู้เขียนแล้ว ความเชื่อมั่นในชื่อผู้ผลิต มีอิทธิพลมากแต่ไม่เสมอไป โดยเฉพาะสินค้าที่มีการทุ่มโฆษณาแล้ว มักทำให้การตัดสินใจซื้อยากขึ้น เพราะผู้เขียนค่อนข้างปักใจว่า สินค้ายิ่งโฆษณามากมักด้อยคุณภาพ เพราะโฆษณามักมากับความหลอกลวง ยิ่งถ้าใช้ดารานักแสดงด้วยแล้ว ความเชื่อมั่นยิ่งน้อย เพราะนักแสดงถูกสอนให้พูดตามบทแถมอาจไม่เคยใช้สินค้าชนิดที่รับโฆษณา ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ ราคา แม้เราถูกสอนไม่ให้คิดว่า ของถูกไม่ดีของดีต้องแพง แต่บางกรณี เช่น น้ำผลไม้ที่ขายในภาชนะบรรจุกล่องที่ระบุว่ามาจากโรงงานเดียวกันแต่ติดยี่ห้อสินค้าต่างกัน รสชาติก็มักต่างกันตามราคา ความแตกต่างของรสชาติน่าจะเกิดจาก โรงงานต้องผลิตตามคำสั่งของเจ้าของตราสินค้าที่ต้องการแค่สินค้าไปเติมให้เต็มชนิดของสินค้าที่ต้องการขาย โดยกำหนดคุณภาพของวัตถุดิบให้ถูกกว่า เพื่อควบคุมต้นทุนให้ขายได้ในราคาที่ย่อมเยากว่าสินค้ายี่ห้ออื่นผลคือ สินค้าชนิดเดียวกันมาจากโรงงานเดียวกันแต่ติดยี่ห้อต่างกันมีรสชาติที่ต่างกัน ผู้เขียนจึงมักซื้อสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยบริโภคแพงกว่า ทางออกสำหรับผู้เขียนคือ ซื้อสินค้าที่แพงกว่าเฉพาะเมื่อมีโปรโมชั่นในร้านสะดวกซื้อเช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งหรือสองแถมหนึ่งเท่านั้น เพราะช่วงโปรโมชันนั้น สินค้าที่เคยแพงกลับถูกกว่าสินค้าที่มีคุณภาพด้อยกว่า อย่างไรก็ดีในการซื้อสินค้าบางชนิด ผู้บริโภคหลายท่านยังซื้อย้ำความผิดพลาดแบบซ้ำซาก อาจเนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้วิธีโฆษณาแบบ ตรรกะเทียมในความคิด เช่น ทั้งผู้บริโภคและผู้จำหน่ายต่างเคยสัมผัสข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่า สารกาบ้า (gaba หรือ gamma aminobutyric acid) นั้นมีบทบาทในการทำให้สมองได้ผ่อนคลาย เพราะเป็นสารที่ยับยั้งการส่งกระแสประสาทสมองจึงทำให้คนได้สงบจิตใจในบางเวลา สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้ามองข้ามคือ ข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่า สารกาบ้าที่ทำให้สมองผ่อนคลายนั้นต้องถูกผลิตขึ้นเองจากกรดอะมิโนกลูตามิกในสมองจึงทำงานได้ ในขณะที่สารกาบ้าที่ได้จากการกินนั้นยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า ซึมผ่านระบบป้องกันอันตรายของสมองที่เรียกว่า blood-brain barrier ได้ในปริมาณที่มากพอจะออกฤทธิ์ทำให้สมองผ่อนคลาย จึงทำให้กาบ้าที่กินเข้าไปยังมีประโยชน์เพียงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่น่าประหลาดใจก็คือ มีการทำโฆษณาเครื่องดื่มชนิดหนึ่งผ่านโทรทัศน์ว่า เมื่อเจ้านายเห็นลูกน้องดื่มเครื่องดื่มที่เติมกาบ้าลงไปแล้วควบคุมสติได้ดีขึ้น มีความตื่นตัวในการทำงาน สมควรให้ไปดูแลกิจการในต่างประเทศ ซึ่งมันต่างกับสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า กาบ้าช่วยผ่อนคลายลดความเครียดของสมอง  ทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ตื่นตัวขึ้น   มีเว็บไซต์หนึ่งขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งรวมถึงกาบ้า ได้อ้างถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ชื่อ Denver Naturopathic Clinic ซึ่งกล่าวเป็นเชิงว่า ผลดีในการคลายเครียดเนื่องจากการได้รับกาบ้าในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ไม่ค่อยได้รับความสนใจศึกษา เนื่องมาจากอิทธิพลของบริษัทยาที่ผลิต ยาคลายเครียด หาทางไม่ให้มีการสนับสนุนการศึกษาในลักษณะนี้ สมมุติฐานดังกล่าวนี้ดูๆ ก็น่าสนใจศึกษาต่อว่าจริงหรือไม่ แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีกาบ้าสูง ช่วยหรือไม่ช่วย ให้คลายเครียดนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ความจริงก็คือ คนไทยพอจะรู้ว่าอาหารอะไรที่กินแล้วทำให้รู้สึกคลายเครียดได้ หรือบางอย่างแม้จะยังเครียดอยู่ก็หลับได้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างความรู้ที่พบได้ในเน็ทคือ การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงช่วยให้นอนหลับง่าย เพราะโปรตีนทั่วไปมีกรดอะมิโนชื่อ ทริปโตเฟน เป็นองค์ประกอบ หลังการย่อยโปรตีนในลำไส้เล็กแล้ว ทริปโตเฟนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่เลือดบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นอนุพันธ์ของทริปโตเฟนส่งตรงเข้าสู่สมอง แล้วเปลี่ยนเป็นสารเซราโตนินซึ่งช่วยให้หลับง่ายขึ้น จากความรู้ที่ว่า ทริปโตเฟนน่าจะช่วยให้คนหลับง่ายขึ้น มีหรือที่บริษัทซึ่งผลิตสารเคมีให้คนกินจะปล่อยให้ความรู้นี้ฝังตัวแค่ในตำรา เหล่าผู้มองเห็นโอกาสทองเหล่านี้จึงผลิตทริปโตเฟนหรืออนุพันธ์ของทริปโตเฟนออกมาขาย เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยในการนอนหลับ แล้วฝันร้ายของการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคือ ทริปโตเฟน ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1989 เมื่อบริษัท Showa Denko (ซึ่งล้มละลายไปแล้ว) ใช้แบคทีเรียที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมให้ผลิตทริปโตเฟนได้มากๆ ทำให้ราคาทริปโตเฟนถูกลง ซึ่งดูดีมากในทางอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายกลับพบว่า ลูกค้ากลุ่มใหญ่ราวพันห้าร้อยคนเกิดอาการผิดปรกติในการเคลื่อนไหวและอีกสามสิบเจ็ดคนหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากสาเหตุอะไรแน่ และวิบากกรรมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทริปโตเฟนก็ยังมีต่อไป แต่บังเอิญธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐอเมริกานั้นทรงอิทธิพลมาก ทริปโตเฟนจึงยังมีการขายได้ตามปรกติเพราะคนอเมริกันก็ไม่ต่างจากคนไทยในเรื่องการลืมเรื่องร้ายๆ ดังนั้นการที่มีโฆษณาสินค้าหลายชนิด ทั้งที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายใหญ่ และผู้ผลิตระดับท้องถิ่น กล่าวถึงประโยชน์ของกาบ้า(ที่เกิดตามธรรมชาติในสมอง) ช่วยในการผ่อนคลายสมอง เพื่อให้เกิดความสับสนกับสินค้าของตนที่มีกาบ้าเป็นองค์ประกอบว่า สินค้านั้นช่วยผ่อนคลายการทำงานของสมองได้เช่นกัน นับว่าเป็นความไม่ยุติธรรมต่อผู้บริโภคที่ขาดความสามารถในการหาความรู้ที่ถูกต้องของสารกาบ้า ปรากฏการณ์เช่นนี้ ผู้เขียนเขลาเกินกว่าจะทราบว่าเป็นหน้าที่ของใคร(ที่กินภาษีของประชาชน) จะดูแลในเรื่องนี้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 148 พ่อแม่รังแกฉัน

ชื่อเรื่องในฉบับนี้ผู้เขียนตั้งตามชื่อเรื่องสั้นที่แต่งโดยพระยาอุปกิตศิลปสาร ซึ่งกล่าวถึงเด็กชายคนหนึ่งมีพ่อแม่เป็นเศรษฐีและรักเขามาก ทำอะไรพ่อแม่ก็ชม แม้เรียนหนังสือพ่อแม่ก็หาครูที่ตามใจลูกมาสอนจนสุดท้ายลูกก็ไม่มีความรู้ มรดกที่พ่อแม่ให้ไว้ก็ถูกใช้เรียบจนกลายเป็นยาจก แต่เพราะบุญยังพอมีจึงมีคนช่วยสั่งสอนวิชาให้หากินได้ สุดท้ายก็สำนึกว่าที่ผ่านมานั้น พ่อแม่รังแกตนด้วยความรัก (ซึ่งปัจจุบันพ่อแม่แบบนี้มีมากจริง ๆ) อย่างไรก็ดีถ้าค้นคำว่า พ่อแม่รังแกฉัน ใน google จะไปตรงกับบทความที่ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนไว้ เมื่อ 29 มกราคม 2552 ณ.สถาบันวุมุตตยาลัย โดยเป็นบทความแนะนำการเลี้ยงดูลูกในเชิงว่า อย่าทำอะไรที่จะทำให้ลูกเลว 14 ข้อ ซึ่งมีข้อที่ 12 กล่าวว่า “พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนให้ลูกรู้จักสมบัติของผู้ดี ผลก็คือ เขากลายเป็นคนหยาบกระด้างทั้งทางกาย ทางใจ ใจคอโหดหินทมิฬชาติ ขาดความสุภาพอ่อนน้อม ขาดสัมมาคารวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักประมาณตน ครองตน ครองคน ครองงานไม่เป็น ไม่เห็นคุณค่าของระเบียบประเพณี กฎหมาย จรรยาจารีตของสังคม ไม่เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนของเพื่อนมนุษย์” จากข้อแนะนำของท่าน ว. นี้ผู้เขียนขออภิปรายต่อว่า อะไรที่เป็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเด็กมีแล้วทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่ดี โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่ง สมัยยังเล็กผู้ใหญ่มักสอนผู้เขียนว่า อย่าเอาขนมหวานให้หมากินเพราะมันจะดุ ซึ่งผู้เขียนก็พยายามหาคำอธิบายว่าเพราะอะไร คำอธิบายหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือ หมามันคงติดใจขนม หลังจากนั้นมันก็คงพยายามขอเรากิน พอไม่ได้กินมันอาจเกิดอารมณ์แบบว่า ของขึ้น เลยแสดงออกซึ่งอาการที่เราเรียกว่า ดุ ออกมา   มาถึงวันนี้หลังจากใช้เวลาหาคำตอบในเรื่องนี้มาตลอดชีวิต ผู้เขียนก็ได้อ่านบทความกึ่งวิชาการที่ชื่อว่า “Could sweets every day as kids make adults aggressive” ในเว็บ www.foodnavigator.com ซึ่งให้ข้อมูลว่า มีการศึกษาโดย Dr. Simon C. Moore และคณะ (Cardiff University, สหราชอาณาจักร) ที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในชื่อเรื่องว่า Confectionery consumption in childhood and adult violence ในวารสาร British Journal of Psychiatry เดือนตุลาคม ปี 2009 สรุปว่า การกินขนมหวานทุกวันตั้งแต่สมัยที่เป็นเด็กนั้นส่งผลให้เมื่อโตแล้วกลายเป็นคนมุทะลุดุดัน (aggressive) ผลงาน Dr. Moore และคณะเริ่มการศึกษาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 (เข้าใจว่าคงนานราว 30 ปี) โดยใช้อาสาสมัคร 17,415 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 5, 10, 16, 26, 30, 34 และ 42 ปี แล้วพบว่า ร้อยละ 69 ของอาสาสมัครที่เข้าร่วมอยู่ในการศึกษาแล้วก่อเหตุรุนแรงในชุมชนเมื่ออายุ 34 ปีนั้น ตอนอายุ 10 ปี เริ่มกินขนมหวาน (confectionary) ติดต่อมาทุกวัน เมื่อเทียบกับคนในยุคเดียวกันวัยเดียวกันที่เป็นคนสุภาพเรียบร้อย (ซึ่งคงไม่ค่อยได้กินขนม) จากการศึกษานี้ได้บ่งชี้ว่า การกินขนมทำให้เด็กนิสัยเสีย เพราะผู้ใหญ่มักเอาขนมเป็นปัจจัยในการควบคุมพฤติกรรมเกเรของเด็ก คล้ายเป็นการซื้อความเกเรของเด็กโดยไม่สอนเด็กว่า ความเกเรนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย เด็กจึงคงพฤติกรรมดังกล่าวไว้เพราะหวังกินขนมอีก ดังนั้นเมื่อโตขึ้นนิสัยเกเรเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการจึงติดตัวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ อีกปัจจัยหนึ่งที่ Dr. Moore และคณะสนใจคือ สารเจือปนในอาหารในขนมอาจเป็นสาเหตุของความเกเรของเด็ก โดยผู้วิจัยได้อ้างถึงงานวิจัยชื่อ Food additives and hyperactive behaviour in 3-year-old and 8/9-year-old children in the community: a randomised, double-blinded, placebo-controlled trial ซึ่งทำวิจัยโดย Dr. D. McCann และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อปี ค.ศ. 2007 โดย ผู้วิจัยได้ทำการหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการบริโภคสารเจือปนในอาหารต่อความเกเรของเด็ก แล้วสรุปผลการศึกษาว่า สีสังเคราะห์และ/หรือสารกันบูดคือ โซเดียมเบ็นโซเอท (เป็นสารกันบูดที่นิยมใช้ในบ้านเรามากที่สุดชนิดหนึ่ง) ในขนมที่เด็กกินนั้นอาจกระตุ้นอารมณ์ในการ”วีน”ต่อผู้อื่น ดังนั้นผู้เขียนจึงคิดว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่หน่วยราชการเช่น กระทรวงที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมและดูแลวัฒนาธรรมไทยออกมามองดูว่า เด็กของเรากินอะไรกันบ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กซึ่งยังเป็นไม้อ่อน (น่าจะพอ) ดัดได้ การกินขนมนั้นเป็นเหมือนรางวัลที่ผู้ใหญ่ให้แก่เด็ก ส่วนความใส่ใจในการเลือกซื้อขนมให้เด็กกินนั้นเป็นความเมตตากรุณาที่ผู้ใหญ่น่าจะมีต่อเด็ก สำหรับตัวผู้เขียนซึ่งเป็นอาจารย์ในสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์และความปลอดภัยของอาหาร นั้น มีโอกาสควบคุมการทำวิจัยเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาหลายคนที่ศึกษาเกี่ยวกับขนมไทย จึงคิดว่าน่าจะนำผลการศึกษาบางเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง จากข้อมูลเดิมที่เคยทำวิจัยมาก่อนว่า กล้วยนั้นมีประโยชน์ในด้านการต้านสารก่อมะเร็ง (โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า) จึงมีนักศึกษาคนหนึ่งทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการใช้แป้งข้าวกล้องงอก เพื่อทำเป็นขนมกล้วยเพราะคิดว่า จะได้ขนมกล้วยที่ดีมาก ๆ กลับปรากฏว่าแป้งจากข้าวกล้องงอกไม่ช่วยให้ขนมกล้วยนั้นมีฤทธิ์ต้านสารก่อมะเร็งดีขึ้น แต่สรุปได้ว่า ขนมกล้วยนั้นสามารถต้านสารก่อมะเร็งได้ด้วยตัวกล้วยเอง งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับขนมไทยหลายชนิดซึ่งบริโภคกันมาแต่โบราณ ซึ่งผลการศึกษาเป็นไปอย่างที่คิดกันแต่แรกก็คือ ขนมไทยซึ่งมักทำลายสุขภาพเพราะประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลเป็นหลัก มีคุณประโยชน์ในการต้านสารพิษนั้นค่อนข้างน้อยมาก อย่างไรก็ดีเราสามารถทำให้ขนมไทยกลายเป็นขนมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ไม่ยากนัก โดยการเติมสารสกัดจากสมุนไพรไทยบางชนิด (เช่น น้ำสกัดจากฝาง ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ทำน้ำยาอุทัย น้ำสกัดจากพืช ผัก ผลไม้ เช่น ใบเตย หัวผักกาดแดง สีจากข้าวเหนียวดำ น้ำดอกอัญชัน เป็นต้น) ลงไปในขนมไทยที่ไม่มีสี เช่น ขนมถ้วยฟู ขนมน้ำดอกไม้ หรือแม้แต่ขนมที่มีสีอยู่แล้วเช่น เปียกปูน ขนมชั้น บัวลอย ลูกชุบ วุ้นต่าง ๆ ฯลฯ นั้นถ้าพยายามใช้สีธรรมชาติ เราจะได้ขนมไทยที่มีทั้งความหอมอร่อยพร้อมไปกับประโยชน์ในการต้านสารพิษมากมายหลายชนิด (ที่เกิดขึ้นในการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง) ในชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นถ้าเราจะเริ่มใส่ใจให้เด็กได้กินขนมที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการและวัฒนธรรมบ้าง โอกาสที่เราจะได้เห็นคนที่มีความประพฤติดีเดินตามถนนมากกว่าคนประพฤติก้าวร้าวเดินในสภา คงไม่ถึงกับสิ้นหวังดังที่ผู้เขียนกำลังเป็นในปัจจุบันนี้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 147 กินดิน

มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตบนดาวโลกที่กินอาหารด้วยแรงขับสองประการคือ สัญชาติญาณเพื่อการอยู่รอด ซึ่งกินอาหารเพราะต้องการสารอาหาร เพื่อคงไว้ซึ่งการทำงานของอวัยวะภายใน แต่แรงขับที่สองนั้นเป็นการกินเพราะความอยากคือ กินในสิ่งที่ต้องมีการไขว่คว้าหามา ไม่ว่าด้วยตนเองหรือใช้พลังเงิน ความจริงแล้วสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะใหญ่เป็นช้างจนถึงเล็กเป็นนกก็มีการกินอาหารบางอย่างที่ดูไม่ได้เป็นอาหารปรกติ จนเหมือนเป็นการกินเพื่อความบันเทิง เช่น การกินดินโป่ง เพื่อให้ได้สารอาหารสำคัญที่สัตว์ป่าต้องการแต่มีน้อยในอาหารปรกติคือ เกลือ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบสรีรวิทยาของร่างกายสัตว์หลายชนิด ดินโป่งของสัตว์ป่านั้น ในวิกิพีเดีย (ไทย) อธิบายว่า เป็นแหล่งดินที่มีรสเค็มและละเอียด ซึ่งเกิดจากแร่ธาตุบางชนิด เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แร่ธาตุในโป่งประกอบไปด้วย โซเดียม แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี ซึ่งเป็นที่ต้องการของกระดูกและกล้ามเนื้อ แร่ธาตุเหล่านี้เป็นสิ่ง ซึ่งสัตว์ไม่สามารถหาทดแทนได้จากพืช ดังนั้นโป่งจึงเป็นแหล่งแร่ธาตุสำหรับสัตว์ป่าซึ่งกินพืชเป็นอาหาร ส่วนใหญ่พบโป่งได้มากในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และ ป่าดงดิบ จากมากไปน้อยตามลำดับ จะเห็นว่าการกินดินของสัตว์ป่านั้นเป็นการกินตามสัญชาติญาณ เพื่อทำให้ระบบภายในร่างกายมีการทำงานได้ตามปรกติ ดังนั้นการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงในเมืองโดยขาดความรู้เรื่องโภชนาการของอาหารสัตว์ป่านั้น จึงเป็นการทำร้ายสัตว์เพื่อความบันเทิงของมนุษย์โดยแท้   ท่านผู้อ่านที่มีอายุมากหน่อยคงเคยได้รับข่าวสารว่า คนไทยนั้นก็มีการกินดินกันมานานแล้ว นัยว่าเพื่อสนองความเปรี้ยวปาก เช่น คนเชียงใหม่เรียกดินที่นำมากินกันนั้นว่า “อิด หรือ อิบ” โดยเลือกดินเหนียวที่อยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 2 เมตร อาจได้จากการขุดบ่อน้ำ แล้วนำดินนั้นมาหั่นเป็นแผ่นบางๆขนาดฝ่ามือแล้วผึ่งให้แห้ง การกินนั้นอาจเป็นเพราะความชอบกลิ่นรสโดยส่วนตัว หรือในช่วงการแพ้ท้องซึ่งมักต้องการกินอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากพฤติกรรมการกินปรกติ รายละเอียดเรื่องนี้สามารถไปดูได้ที่ http://www.gotoknow.org/posts/130370 ส่วนที่เป็นข่าวในระบบสื่อสารมวลชนของไทยนั้นก็มีในราวปี 2528 ที่มีการทำข่าวว่า เด็กในอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ยากจนอดอยากจนต้องกินดินต่างข้าว ซึ่งสุดท้ายแล้วต้องมีการเฉลยกันว่า การกินดินของเด็กนั้นเป็นเรื่องปรกติของเด็กที่มีความอยากเฉพาะตัว ไม่ได้อดอยากไม่มีอะไรกินจนถึงกับต้องขุดดินกิน ที่สำคัญเรื่องของการกินดินนั้นสามารถค้นหาข้อมูลดูได้จากระบบอินเตอร์เน็ทซึ่งมีผู้ลงข้อมูลว่า การกินดินนั้นมีอยู่ทั่วโลก การกินดินเพราะแพ้ท้องนั้น มีปรากฏในวรรณคดีที่ผู้เขียนเรียนในสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาคือ ในหนังสือเรื่องราชาธิราชมีเรื่องเล่า กล่าวถึงมเหสีของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ซึ่งเป็นพม่าเจ้าเมืองอังวะทรงอยากเสวยดินเพราะแพ้ท้อง การที่อยากกินของแปลกนี้เนื่องมาจากพระราชโอรสที่เกิดในพระครรภ์นั้น ชาติก่อนคือ พ่อลาวแก่นท้าว เคยมีความแค้นเคืองกับพระเจ้าราชาธิราชเจ้ามอญแห่งเมืองหงสาวดี (ซึ่งเป็นทั้งพระราชบิดาและศัตรูของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องซึ่งเป็นพระราชบิดาในชาติต่อมา) ดังนั้นก่อนตายพ่อลาวแก่นท้าว จึงอธิษฐานต่อพระธาตุมุเตาว่า เกิดมาชาติหน้าจะขอแก้แค้นให้สำเร็จ แล้วด้วยความแค้นจัดเลยเผลออธิษฐานเรื่องที่กำหนดให้พระราชมารดาอยากกินดินกลางเมืองหงสาวดีด้วย แต่คงอธิษฐานดังไปหน่อย พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบเลยทรงอธิษฐานเกทับเลยว่า ขอให้พระองค์ชนะต่อศัตรูซึ่งเคยเป็นลูกตลอดไป ดังนั้นพอทางพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องส่งทูตไปขอดิน ทางพระเจ้าหงสาวดีเลยส่งดินที่ขุดจากส้วมกลางเมืองหงสาวดีไปให้เป็นของขวัญกินเล่น เด็กที่ออกมาเมื่อโตขึ้นเป็นมังรายกะยอชวารบทุกครั้งก็แพ้ทุกคราว นิยายเรื่องนี้สอนว่า เวลาอธิษฐานอะไร ต้องกล่าวในใจมิเช่นนั้นจะมีคนอธิษฐานแบบเกทับเราได้ มูลเหตุที่ผู้เขียนสนใจหาเกร็ดความรู้เรื่องการกินดินมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านนั้น เพราะวันหนึ่งได้ดูข่าวทั้งทางโทรทัศน์และหน้าเว็บไซต์กล่าวถึง ร้านอาหารญี่ปุ่น แหวกแนวนำ "ดิน" มาทำอาหาร โดยพ่อครัวของร้านอาหารชื่อ โทชิโอะ ทานาเบะ ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เคยทำอาหารฝรั่งเศสอยู่ถึง 20 ปีแล้วคงไม่รุ่งพอ จึงทดลองนำดินมาทำเป็นอาหารบริการลูกค้าที่ชอบของแปลก โดยพ่อครัวนายนี้ยืนยันว่า อาหารที่ทำมาจากดินมีประโยชน์มากมาย (แต่ไม่ได้บอกว่าใครยืนยันว่าประโยชน์นั้นเป็นจริง) ต่อคำถามว่าดินนั้นเอามาจากไหน พ่อครัวนายนี้กล่าวว่า ดินที่ทำเป็นอาหารได้นั้นต้องเป็นดินที่สะอาด และไม่มีสารเคมีปนเปื้อน โดยเขาได้เดินทางไปหาดินมาทำอาหารในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นตามภูเขา แต่ท้ายที่สุดก็พบว่า ดินที่ใช้ได้จริงๆ คือ ดินที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวดินจากเมืองคานุมะในจังหวัดโทชิกิ ซึ่งเป็นดินในระดับลึกจึงจะสะอาดพอที่จะสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ โดยเขามีตัวแทนคอยจัดหาดินสะอาดให้ทางร้านทุกวัน วันละ 1 กิโลกรัม เขาจึงมั่นใจได้ว่าดินที่ได้มาสะอาดไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค เมื่อได้ดินมาแล้วพ่อครัวท่านนี้จะจัดแจงร่อนดินเอาเศษทราย เศษหินแยกออกมา จากนั้นจึงนำดินมาเป็นส่วนผสม ตั้งแต่ในน้ำซุป นำมาผสมในอาหาร และปิดท้ายด้วยการราดดินบนเชอร์เบท สำหรับอาหารจานเด็ดของเขาคือ มันฝรั่งบดปั้นเป็นก้อนกลม มีเห็ดทรัฟเฟิลอยู่ตรงกลาง แล้วราดด้วยดิน   จากการพิเคราะห์คำอธิบายของพ่อครัวท่านนั้นแล้ว ไม่พบว่าตัวแทนจัดหาดินของเขาเคยเอาดินไปทำการตรวจวิเคราะห์เลยว่าดินมีสารพิษหรือไม่แต่อย่างไร   ถ้าท่านผู้อ่านลองใช้ Google หาข้อมูลเกี่ยวกับสารพิษในดินแล้ว จะพบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามันมีมากมายมหาศาล โดยบางครั้งสารพิษก็สามารถซึมเข้าไปสะสมอยู่ในพืชเช่น กรณีสารหนูจากดินสะสมในพืชผักผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ทั้งที่พืชและสัตว์นั้นต่างก็มีกระบวนการกำจัดสารพิษของตนเองแต่ก็ยังตกค้างก่อพิษร้ายให้มนุษย์ซึ่งเป็นโซ่ข้อสุดท้ายของห่วงโซ่อาหาร   ดังนั้นท่านผู้บริโภคผู้ใดที่ได้รับข่าวการนำดินมาปรุงอาหารของพ่อครัวชาวญี่ปุ่นนี้แล้ว พึงตั้งสติระลึกให้ได้ว่า คนญี่ปุ่นนั้นมีความละเมียดละไม พิถีพิถันในการสรรหาของกินหลายอย่างที่ชวนให้เกิดอาการสวิงสวายของลำไส้ เช่น การกินปลาปักเป้าดิบรวมทั้งสัตว์ทะเลไม่สุกอีกหลายเมนู   ท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคซึ่งมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีอยู่ คงตั้งอยู่บนความเป็นอยู่ที่พอเพียง เมื่อหิวก็กินอาหารเพียงเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เพื่อประกอบกรรมดีต่อสังคม ไม่ใช่มีชีวิตที่ตั้งหลักแต่จะกินเพื่อความสำราญของชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่ง โดยปราศจากคำสรรเสริญจากผู้อื่นเมื่อจากโลกนี้ไปเพราะประกอบแต่กรรมชั่วเช่น กินหิน กินปูน กินทราย กินเหล็กเส้น เป็นต้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 146 เรื่องของหัวใจ

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนค่อนข้างอิหลักอิเหลื่อ เพราะบางส่วนที่แพทย์ท่านนี้เสนอก็อาจเป็นจริงได้ เช่น ในเรื่องของการอักเสบเรื้อรังนั้นอาจเป็นสาเหตุของการตีบตันของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ แต่หลายส่วนก็ยังตั้งคำถามไว้เพราะไม่ค่อยมั่นใจ ผู้เขียนได้รับจดหมายเวียนจากเพื่อนในที่ทำงาน แนบบทความซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้วเรื่อง Heart Surgeon Speaks Out On What Really Causes Heart Disease โดยถามถึงความน่าเชื่อถือของบทความนี้ ซึ่งเมื่อตามหาตัวจริงของบทความปรากฏพบได้ในบางเว็บ เช่น http://www.sott.net/article/ 242516-Heart-Surgeon-Speaks-Out-On-What-Really-Causes-Heart-Disease หรือเข้าไปดูใน The Great Cholesterol Lie (http://thecholesterollie.com) ก็พบว่าศัลยแพทย์ที่เป็นต้นตอข่าวคือ Dr. Dwight Lundell อดีตหัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัดที่โรงพยาบาล Banner Heart Hospital เมือง Mesa รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกาข้อมูลที่เป็นข่าวนั้นมาจากหนังสือที่แพทย์ดังกล่าวเขียนเอง โดยมีประเด็นน่าสนใจว่า แม้ประชากรในสหรัฐอเมริกาโดยเฉลี่ย 25% กินยาลดไขมันกลุ่ม statin พร้อมกับการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวแล้วก็ตาม แต่ก็ยังปรากฏว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา 60 ปี นั้นมากที่สุดเป็นประวัติการ โดยสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน ในเรื่องการเกิดโรคหัวใจนั้น Dr. Dwight Lundell ตั้งสมมุติฐานว่า หากไม่มีการอักเสบเกิดขึ้นที่ส่วนใดในร่างกาย โคเลสเตอรอลจะไม่ตกตะกอนทำให้หลอดเลี้ยงหัวใจเลือดตีบ ดังนั้นการอักเสบจึงน่าจะเป็นต้นเหตุให้โคเลสเตอรอลกลายเป็นตะกรันจับยึดติดผนังภายในหลอดเลือด การอักเสบคือ กระบวนการปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย เพื่อต่อสู้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เช่น เชื้อโรค สารแปลกปลอมหรือสารพิษต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่กระบวนการอักเสบกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง มันก็คือ อันตรายที่แท้จริง ตัวการในอาหารที่น่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหาในกรณีนี้คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fats) ที่อยู่ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน โดยที่ไขมันพวกนี้เป็นต้นตอของอนุมูลอิสระได้ Dr. Dwight Lundell เสนอให้เลิกเชื่อว่า ไขมันอิ่มตัวทำให้เป็นโรคหัวใจโดยไขมันอิ่มตัวทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นและกล่าวหาว่า วงการแพทย์หลงผิดและเผยแพร่ความเชื่อว่า สาเหตุการเกิดอาการหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบนั้นเกิดจากโคเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวนั้น ทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสส่งเสริมน้ำมันพืชว่า ต้องเป็นไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6 บางชนิด ทั้งยังโหนกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหากที่เป็นของดีต่อสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ฝากชีวิตไว้กับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลาย ก่อนอื่นเราควรต้องทำความรู้จักกับ Dr. Dwight Lundell ผู้กล้าออกมาจุดกระแสค้านในเรื่องที่วงการแพทย์ทั่วไปยอมรับ จากบทความเรื่อง A Skeptical Look at Dwight Lundell, M.D. ใน www.quackwatch.com ซึ่งเขียนโดย Dr. Stephen Barrett กล่าวว่า หลังจากที่ Dr. Lundell จบแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอริโซนาในปี 1971 ก็ไปเป็นแพทย์ประจำบ้านในภาควิชาศัลยศาสตร์ทรวงอกของมหาวิทยาลัยเยล 2 ปี จากนั้นทำงานผ่าตัดหัวใจคนมาด้วยดีราว 5,000 ราย จนสุดท้ายก็เกษียณในปี 2004 และในปี 2007 ก็ได้เขียนหนังสือชื่อ The cure for heart disease ซึ่งร้านหนังสือออนไลน์คือ Amazon Books บอกว่าเป็นหนังสือที่แหวกแนวที่สุดในเรื่องโรคหัวใจ เพราะมีการแนะนำการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูง แป้งน้อย กินยาแอสไพรินขนาดต่ำเป็นประจำ กินน้ำมันปลาและ conjugated linoleic acid (หรือ CLA) เพื่อลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ Dr. Lundell นี้ได้ประสบวิบากกรรมในเรื่องการประกอบวิชาชีพศัลยแพทย์ในช่วงท้ายของชีวิต โดยในปี 2000 เขาถูกแพทยสภาของรัฐอริโซนาปรับเงิน $2,500 โดนคุมประพฤติ และให้ไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการทำบันทึกการรักษาผู้รับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ จากนั้นในปี 2003 แพทยสภาฯ ก็ยังกล่าวหาอีกว่า Dr. Lundell นั้นประเมินคนไข้ก่อนทำการรักษาไม่สมบูรณ์ และเหตุการณ์ก็มาซ้ำร้ายในปี 2004 ที่การบันทึกผลการรักษาคนไข้ไม่สมบูรณ์แบบของแพทย์ผู้นี้ถูกตรวจพบอีก จนสุดท้าย Dr. Lundell ก็ถูกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมในปี 2008 ที่สำคัญ Dr. Lundell ยังเจอปัญหาการถูกฟ้องล้มละลาย ปัญหาบัตรเครดิต และการแจ้งเท็จในการจ่ายภาษีประจำปีด้วย ข้อมูลที่เกี่ยวกับ Dr. Lundell นี้จะจริงเท็จเพียงใดผู้รับผิดชอบคือ Dr. Stephen Barrett ซึ่งเขียนไว้ในเว็บที่ระบุข้างต้น กลับมาที่ประเด็นคำแนะนำของ Dr. Lundell นั้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนค่อนข้างอิหลักอิเหลื่อ เพราะบางส่วนที่แพทย์ท่านนี้เสนอก็อาจเป็นจริงได้ เช่น ในเรื่องของการอักเสบเรื้อรังนั้นอาจเป็นสาเหตุของการตีบตันของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ แต่หลายส่วนก็ยังตั้งคำถามไว้เพราะไม่ค่อยมั่นใจ ผู้เขียนเคยพบบทความวิชาการเรื่องหนึ่งที่ตั้งสมมุติฐานว่า การขาดสารต้านอนุมูลอิสระนั้นเป็นหนึ่งของปัจจัยในการเกิดปัญหาหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน โดยอาศัยความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ว่า เลือดเป็นของเหลวที่มีองค์ประกอบต่างๆ ทั้งโปรตีน เม็ดเลือดและสารอื่นๆ ไหลไปตามหลอดเลือดในลักษณะที่พื้นที่หน้าตัดของไหลส่วนตรงกลางไปเร็วกว่าส่วนที่ติดด้านข้างของหลอดเลือด เนื่องจากผนังหลอดเลือดมีความต้านที่สูงกว่าบริเวณกลางหลอดเลือด ดังนั้นถ้าผนังหลอดเลือดขรุขระ โอกาสที่ไขมันและอื่นๆ ที่ลอยอยู่ในน้ำเลือดจะตกตะกอนเกาะที่ผนังหลอดเลือดได้ โอกาสที่ผนังหลอดเลือดจะขรุขระนั้น สาเหตุหนึ่งที่อาจเป็นได้คือ การที่ผนังของเซลล์ที่เรียงเป็นผนังหลอดเลือดนั้นเสียหายเนื่องจากองค์ประกอบที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid) ถูกอนุมูลอิสระทำลาย จะเกิดสภาพที่เรียกด้วยศัพท์ทางชีววิทยาการแพทย์ว่า พล๊าก (Plaque) ซึ่งมีสภาพขรุขระ ดังนั้นถ้าเรากินสารต้านอนุมูลอิสระมากพอ โอกาสเกิดพล๊ากก็น่าจะลดลง ด้วยเหตุนี้คำแนะนำในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดสภาพหลอดเลือดหัวใจตีบในปัจจุบันข้อหนึ่งคือ การบริโภคผักผลไม้ที่มีสีสด เพราะอาหารกลุ่มนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติสูง นอกจากนี้ยังมีบทความวิจัยเรื่อง Bilberry anthocyanin-rich extract alters expression of genes related to atherosclerosis development in aorta of apo E-deficient mice ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrition, Metabolism & Cardiovascular Diseases ชุดที่ 22 หน้า 70-80 ในปี 2012 ซึ่งมีการกล่าวว่า สารแอนโทไซยานินในผลบิลเบอรี่นั้น สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจผ่านหลายกระบวนการ สำหรับกระบวนการที่น่าสนใจในบทความดังกล่าวนั้นเสนอว่า แอนโทไซยานินสามารถกระตุ้นให้ยีนที่ทำงานเกี่ยวกับระบบการช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวผ่านรอยต่อระหว่างเซลล์ที่ประกอบเป็นผนังหลอดเลือดเข้าไปยังเนื้อเยื่อที่เป็นหลอดเลือด(เพื่อทำงานเมื่อเกิดการอักเสบ) ได้ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะถ้าระบบดังกล่าวทำงานได้ไม่ดี เซลล์เม็ดเลือดขาวจะเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือด(โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ) แล้วทำการจับไขมันต่างๆ รวมทั้งโคเลสเตอรอลที่ลอยตามกระแสเลือดจนเปลี่ยนกลายเป็น foam cell (เซลล์มีลักษณะบวมพองเต็มไปด้วยไขมัน) เกาะที่ผนังหลอดเลือดแล้วกลายเป็นพล๊ากในที่สุด จากตัวอย่างสมมุติฐานที่ผู้เขียนยกตัวอย่างให้เห็นนั้น ทำให้เห็นว่าหลักการที่ Dr. Lundell กล่าวถึงมีความน่าจะเป็นไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือ ความน่าเชื่อถือของตัว Dr. Lundell เอง จึงทำให้เกิดการโต้แย้งในสมมุติฐานดังกล่าวจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดีความรู้จากการศึกษาและวิจัยในปัจจุบันก็ยอมรับกันแล้วว่า การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระสูงจากอาหารธรรมดา(ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) นั้นช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากความเสื่อมเช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งได้เป็นอย่างดี ท่านผู้อ่านจึงควรปฏิบัติตามนี้ไปก่อน โดยไม่ต้องเสียเวลารอให้มีใครมาอธิบายถึงกระบวนการเชิงลึกว่าเป็นอย่างไร เพราะอาจสายเกินแก้  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 145 ไทยพีบีเอส ขายตรง และผู้บริโภค

  บางประเทศมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของผู้ขายตรงว่า เมื่อเอาสินค้าให้ผู้บริโภคทดลองใช้แล้ว ห้ามไปยุ่งกับผู้บริโภคเลยภายใน 15 วัน เพื่อให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณในการซื้อสินค้าว่า ควรซื้อหรือไม่   ผู้เขียนเป็นนักดูโทรทัศน์ที่ชอบสถานีไทยพีบีเอสมาก เพราะไม่มีโฆษณา ยกเว้นการแจ้งว่ามีรายการอะไรที่จะออกอากาศวันเวลาใด ซึ่งก็ดี เพราะหลายครั้งผู้เขียนก็จำไม่ได้ว่า บางรายการยังออกอากาศอยู่หรือไม่ เนื่องจากไทยพีบีเอสมักประพฤติตนประหลาดๆ ที่ย้ายบางรายการที่ผู้เขียนกำลังติดตามอยู่ดีๆ ไปออกอากาศเสียดึก ทำให้ไม่ได้ดูเพราะผู้เขียนต้องเข้านอนประมาณสี่ทุ่ม หรือบางที่ก็สลับวันโดยไม่ได้บอกเหตุผลที่ชัดเจน   แต่มีรายการหนึ่งของไทยพีบีเอสที่คนในครอบครัวลงความเห็นว่า น่ารำคาญมาก คือ รายการ เปิดบ้านไทยพีบีเอส ในวันเสาร์-อาทิตย์หลังข่าวค่ำ ที่ดูเป็นรายการสำหรับการแก้ตัวของสถานีเวลาที่ไทยพีบีเอสถูกผู้ชมทักท้วงถึงความไม่ถูกต้องของบางรายการ ซึ่งบางครั้งการแก้ตัวก็ฟังขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักจะทำให้คนในบ้านหงุดหงิด เช่น นานมาแล้วมีนักวิชาการด้านสัตววิทยาทักท้วงประมาณว่า มีรายการหนึ่งพูดถึงแมลงชนิดหนึ่งผิดไป เนื่องจากคนแปลบทพากษ์เข้าใจผิด จึงส่งจดหมายอธิบายความทางวิชาการให้เพื่อความถูกต้อง แต่คนของไทยพีบีเอสออกมาแก้ตัวแบบฟังแล้ว นักวิชาการส่วนใหญ่คงคิดเหมือนผู้เขียนว่า ปล่อยมันไปเถอะ และปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดหลายครั้ง จนทำให้คนในครอบครัวผู้เขียนตัดปัญหารำคาญใจไม่ดูรายการนี้ ย้ายไปดูช่องอื่นแล้วคำนวณเวลาว่า รายการเปิดบ้านไทยพีบีเอสจบหรือยังจึงกลับไปดูไทยพีบีเอสต่อ เนื่องจากชอบดูรายการ ทันโลก ของคุณชัยรัตน์ ถมยา   แต่เมื่อ 27 มกราคม 2556 นี้ที่ผู้เขียนกดรีโมทเปลี่ยนหนีรายการ เปิดบ้านไทยพีบีเอสไม่ทัน เลยรับฟังการแก้ตัวเกี่ยวกับการที่มีผู้ชมติชมไปยังไทยพีบีเอสว่า ไม่ควรเอาเรื่องเกี่ยวกับการขายตรงมาลบหลู่ เพราะกระเทือนใจผู้ประกอบอาชีพนี้เป็นอย่างยิ่ง   รายการที่ชาวขายตรงกล่าวถึงนั้นคือ ลูกไม้หลายหลายต้น ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งดูในภาพรวมแล้วค่อนข้างดี บ่อยครั้งที่ผู้เขียนหลงไปดูอยู่เหมือนกัน และสำหรับตอนที่ถูกชาวขายตรงอ้างถึงว่าลบหลู่วิชาชีพนั้น ผู้เขียนก็ดูผาดๆ คือ ไม่สนใจมากนัก แต่ในใจก็นึกชมคนผลิตรายการว่า เอาซะบ้างก็ดี เพราะในเรื่องนั้นเป็นการสอนให้เยาวชนรู้จักความแตกต่างระหว่าง การขายตรงและแชร์ลูกโซ่   ในรายการเปิดบ้านไทยพีบีเอสวันนั้น ผู้ชี้แจงได้พยายามอธิบายความว่า สองเรื่องนั้นมันต่างกัน โดยตีประเด็นตรงๆ ว่า แชร์ลูกโซ่นั้นเป็นการหลอกลวง เพราะผู้เข้าร่วมวงการนี้ต้องหาสมาชิกมาต่อยอดให้ได้ เนื่องจากเงินที่จ่ายให้สมาชิกเก่าจะมาจากสมาชิกใหม่ ถ้าขาดสมาชิกใหม่เมื่อใด แชร์จะล้มลงทันทีและทำให้สมาชิกใหม่แทบฆ่าตัวตายมานักต่อนักแล้ว   ส่วนการขายตรงนั้นเป็นธุรกิจขายสินค้า ซึ่งไม่ได้เปิดเป็นร้านจริงจังแต่มีความเป็นบริษัท มีสินค้าจริง ขึ้นแต่ว่าสินค้านั้นจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ดังนั้นคนขายตรงจึงมีหลายประเภทคละกัน คือ ทั้งดีและไม่ดีตามประเภทสินค้า ความรู้เกี่ยวกับการขายตรงและแชร์ลูกโซ่นั้น ท่านผู้อ่านสามารถหาความรู้ได้จาก ขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่ (www.youtube.com/watch?v= sxGYVcsuZ1Q) และ แชร์ลูกโซ่หลอกครูอีสาน (www.youtube.com/watch?v=Jub7sJRbNzg) ทำไมการขายตรงจึงยังเป็นที่รังเกียจของคนหลายคน เหตุผลหาได้ไม่ยากเพราะ ถ้าใครเจอคนที่มีอาชีพขายตรงแล้ว มักเจอปัญหาในลักษณะที่ว่า ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก จึงทำให้ในบางประเทศมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของผู้ขายตรงว่า เมื่อเอาสินค้าให้ผู้บริโภคทดลองใช้แล้ว ห้ามไปยุ่งกับผู้บริโภคเลยภายใน 15 วัน เพื่อให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณในการซื้อสินค้าว่า ควรซื้อหรือไม่ ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด กฎหมายนี้เป็นของประเทศมาเลเชีย   ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ขายตรงในปัจจุบันอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดปัญหาคือ การขายตรงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยผู้ขายเองก็ไม่รู้ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นจริง ๆ แล้ว กินดีหรือไม่ รู้แต่ว่า ถ้าขายได้ ก็ได้ค่านายหน้าเท่านั้นเอง ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่ผู้ทำหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหวั่นใจมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาล   ในสหรัฐอเมริกา ดร. Joan E. DaVanzo และคณะได้ทำรายงานเรื่อง The Economic Contribution of the Dietary Supplement Industry: Analyses of the Economic Benefits to the U.S. Economy ให้แก่ Natural Products Foundation’s Dietary Supplement Information Bureau (DSIB) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ค้ากำไรเมื่อ 7 พฤษภาคม  ปี 2009 ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นมีมูลค่าการค้าต่อปีมากกว่าสองหมื่นล้านเหรียญตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและโภชนาการที่ขายในสหรัฐอเมริกา โดยมีอัตราการเจริญเติบโตราวร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งเป็นคุณต่อสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา   ในรายงานฉบับเดียวกันได้ให้เหตุผลหลักๆ ว่าคนอเมริกันกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะมีความสนใจในสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน ลดความเสื่อมในการมองเห็น มีกระดูกแข็งแรง หรือป้องกันไม่ให้เด็กที่คลอดออกมาพิการ โดยคิดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นปลอดภัยกว่ายา อย่างไรก็ดี ในปี 2011 มูลค่าการค้าขายในประเทศของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ตกลงเหลือแค่ 5 พันกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งคงเป็นเพราะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาแย่กว่าเดิมมากนัก   สำหรับแนวทางในการบริโภคอาหารที่เหมาะสม หรือ Dietary Guidelines for Americans ที่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกันออกมาเมื่อปี 2010 นั้นไม่ถึงกับปฏิเสธผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสียทีเดียว เพียงแต่บอกว่า ในบางกรณีการกินอาหารที่มีเติมสารอาหารเฉพาะเพิ่มลงไปหรือกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด อาจจำเป็นในคนที่กินสารอาหารบางชนิดไม่มากเท่าที่ทางกระทรวงสาธารณสุขแนะนำ   ประเด็นสำคัญคือ สถานการณ์อย่างไรที่ใครสักคนจะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกิน เราจะพบว่าส่วนใหญ่ผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนี้กินมักตัดสินใจบนพื้นฐานการชักชวน แนะนำหรือโฆษณาทั้งสิ้น อาจมีส่วนน้อยที่ผู้บริโภคได้รับคำแนะนำจากบุคคลากรสาธารณสุข ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลังนี้ควรเป็นผู้บริโภคที่ได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและได้รับการซักถามถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารว่า อยู่ในสถานะที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่มนุษย์กินกัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด เช่น วิตามิน จึงถูกแนะนำ   การบริโภควิตามินในกลุ่มคนไทยที่บางครั้งก็ตอบไม่ได้ว่า กินเข้าไปทำไม เพราะส่วนใหญ่นักเรียน นักศึกษาจะรู้ว่าวิตามินมีประโยชน์ก็จากโฆษณาทางโทรทัศน์ที่บอกว่า แก้อาการผอมแห้งแรงน้อย ทำให้อยากอาหาร ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย   วิตามินนั้นทำงานในร่างกายเราในลักษณะเหมือนน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ กล่าวคือ ต้องมีอาหารเข้าไปในร่างกายก่อน วิตามินจึงทำงานร่วมกับเอนไซม์ในการทำให้อาหารนั้นเกิดประโยชน์ เช่น คาร์โบไฮเดรตและไขมันกลายเป็นพลังงาน โปรตีนถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนซึมเข้าร่างกายไปสู่เซลล์เฉพาะแล้วถูกสร้างขึ้นเป็นโปรตีนใหม่ที่ร่างกายต้องการ เป็นต้น ดังนั้นการกินวิตามินเข้าไปมาก ๆ แต่ขาดสารอาหาร การทำงานของวิตามินก็ไม่เกิดขึ้น   ดังนั้นจึงไม่เป็นการเกินเลยไปนักที่ บางรายการของไทยพีบีเอสจะให้ความรู้และการกล่าวเตือนให้ผู้บริโภคที่ขาดโอกาสมีความรู้เกี่ยวกับอาหารที่ถูกต้อง สามารถยั้งคิดได้เมื่อถูกชักชวนให้หาอาชีพเสริมซึ่งบางกรณีเป็นอาชีพที่ทำให้ให้เป็นที่รำคาญของบุคคลรอบข้างได้เช่นกัน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point