ฉบับที่ 167 หญิงท้องดื่มชาเขียว

  ชาเป็นเครื่องดื่มที่ผู้ใหญ่ห้ามผู้เขียนสมัยเป็นเด็กดื่ม นัยว่าเพื่อเลี่ยงอาการท้องผูก นอนไม่หลับ แต่พอมาถึงยุคสมัยนี้การดื่มชาของเด็กไทยดูจะไม่มีปัญหา เพราะเป็นการรับอิทธิพลที่ดูดีจากชาวญี่ปุ่น ซึ่งดื่มชาเขียวเป็นนิสัย สิ่งที่ต่างกันกับอดีตคือ ชาที่ผู้เขียนถูกห้ามดื่มนั้นเป็นชาจีนไม่ใช่ชาเขียว ชาจีนและชาเขียวนั้นมาจากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis วิธีการผลิตนั้นต่างกัน ตามความเข้าใจของผู้เขียนนั้น เมื่อใบชาถูกเก็บมาทิ้งไว้จะมีเอนไซม์ในใบชาออกมาย่อยสารธรรมชาติในใบให้เปลี่ยนไปพร้อมกับการหมักจากจุลินทรีย์ธรรมชาติ จนกลายเป็นสารที่ส่งกลิ่นของชาจีน(ซึ่งอาจรวมถึงชาฝรั่งและแขก) แต่ถ้าใบที่ถูกเก็บมาได้รับความร้อนพอประมาณตามวิธี ซึ่งคิดค้นในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นการทำให้เอนไซม์ในใบถูกทำลายไป ชานั้นจะคงสารตั้งต้น ซึ่งมีคาเทชินเป็นกลุ่มหลักไว้ พร้อมทั้งมีสีออกเขียวรวมทั้งกลิ่นที่ผู้เขียนไม่ใคร่ชอบ เพราะมันคาวคล้ายสาหร่าย(ต่างจากชาจีนที่สีออกน้ำตาลคล้ำและกลิ่นหอมชวนดื่ม) ดังนั้นสำหรับผู้เขียนแล้วชาจีนและชาฝรั่งใส่นมข้นหวาน จึงเป็นตัวเลือกแรกโดยทิ้งชาเขียวลงท่อระบายน้ำไป   มาในปัจจุบัน สืบเนื่องจากการศึกษาทางระบาดวิทยาด้านอาหารและมะเร็ง ได้ผลสรุปประการหนึ่งจากหลายประการว่า คนญี่ปุ่นอายุยืนและเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนชาติอื่นเพราะกินอาหารดีกว่า โดยมีชาเขียวเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในหลายปัจจัย อีกทั้งวัฒนธรรมเจป๊อบก็ได้เข้ารุกรานประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้นำวัฒนธรรมดื่มชาเขียวตามเข้าไปด้วย โดยอ้างว่าเป็นวัฒนธรรมเพื่อสุขภาพ   ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ชาเขียวเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่น่าจะทำให้คนญี่ปุ่นอายุยืนกว่าคนชาติอื่น แต่การดื่มชาเขียวนั้นไม่ใช่การดื่มน้ำล้างถุงชา(เติมน้ำตาล 12 ช้อน)ในขวดพลาสติก ซึ่งดื่มแล้วอย่าได้หวังเลยว่าอายุจะยืนยาว เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่ดื่มชา ซึ่งไม่ได้ใสแจ๋วแบบที่คนไทยดื่ม อีกทั้งต้องฝึกการฝึกสมาธิ ความมีระเบียบ ความอดทน และอื่นๆ ตลอดถึงการกินอาหารที่ออกเป็นธรรมชาติมีผักและธัญพืชสูง เป็นต้น   จากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มีการทำวิจัยที่ลึกซึ้ง ทำให้เราทราบว่าสารเคมีธรรมชาติสำคัญกลุ่ม คาเทชิน (catechin) นั้นมีศักยภาพในการลดความเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็ง ทั้งจากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผู้แสวงหาแนวทางในการขายสินค้าเพื่อสุขภาพจับประเด็นว่า น่าจะรวย ถ้าหันมาขายคาเทชินแก่ผู้รักสุขภาพซึ่งอยากตายช้า โดยมีบางส่วนของโฆษณาใน facebook ดังนี้ “ชาเขียวเป็นสมุนไพรซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย จัดเป็นยาอายุวัฒนะในเมืองจีนที่มีประวัติมายาวนานถึง4000ปี และจากการวิจัยโดยแพทย์ยุคนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าสารที่ดีที่มีอยู่ในชาเขียวนั้นคือ"คาเทชิน" และร่างกายหากได้รับสารคาเทชิน 700-800 mg เป็นประจำทุกวัน จะช่วยดูแลร่างกายได้หลักๆคือ ลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดและปรับความดันเลือดให้สมดุล บำรุงตับไต และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆเช่น โรคหัวใจ เบาหวาน สโตรค หลอดเลือดตีบ พาร์คินสัน อัลไซเมอร์ มะเร็ง และโรคอ้วน แต่การที่จะได้คาเทชิน700-800 mg นั้นต้องต้มชาเขียวร้อนถึง10 ลิตรเลยทีเดียว และของแถมที่มากับชาก็คือแทนนินที่ทำให้ท้องผูกและคาเฟอีนที่ทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดี เลือกดูแลสุขภาพตัวคุณเองแบบง่ายๆด้วยมูเกน สารสกัด"คาเทชิน"คุณภาพพรีเมี่ยมสั่งตรงจากญี่ปุ่น บรรจุแคปซูล ทานง่ายๆหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แคปซูล เป็นประจำ เหมาะทั้งทานบำรุง ป้องกัน และบรรเทา สินค้าเรานำเข้าจากญี่ปุ่น ราคาจึงอาจจะสูงไปหน่อย แต่คุณภาพสมราคาแน่นอน รับประกันว่าคุณภาพดีที่สุดในไทย สั่งตอนนี้มีโปรโมชั่นดีๆ มาเสนอP”   คาเทซิน คืออะไร  คาเทชินนั้นเป็นสารเคมีที่ใช้ในอาหารคนและอาหารสัตว์ ด้วยคุณสมบัติที่คาเทชินนั้นสามารถยับยั้งการออกซิไดส์ไขมันในอาหารโดยเฉพาะในเนื้อแดง สัตว์ปีกและปลา ปริมาณทั่วไปคือ ราวร้อยละ 0.3 ของเนื้อสัตว์เพื่อให้สามารถยับยั้งการออกซิไดส์ของไขมันที่แทรกในเนื้อสัตว์ได้ นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วลิสงและน้ำมันคาโนลา ก็มีการใช้คาเทชินเช่นกัน คาเทชินมีหลายชนิดที่สำคัญได้แก่ คาเทชิน เอปปิคาเทชิน และเอปปิคาเทชินแกลเลท สารเหล่านี้เมื่อถูกจำหน่ายในลักษณะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น มักถูกอวดอ้างคุณสมบัติในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ป้องกันการเกิดคราบฟัน หรือบำบัดอาการความดันสูง ความจริงการบริโภคชาเขียวเพื่อให้ได้คาเทชินนั้น ไม่ควรมีปัญหาอย่างไรเลยเพราะคนญี่ปุ่นดื่มกันมาจนจำความกันไม่ได้แล้ว แต่มันมามีปัญหาในยุคดิจิตอลนี้แหละที่มีการนำเอาคาเทชินมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวแล้วข้างบน ผู้เขียนเลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทดูว่าการได้รับคาเทชินเข้าไปในปริมาณสูงๆ นั้นก่อปัญหาทางสุขภาพบ้างหรือไม่ ผลปรากฏว่าโชคร้ายเพราะพบว่า มีบทความวิชาการเรื่องหนึ่งชื่อ Herbs and Supplements to Avoid During Pregnancy and Breastfeeding เขียนโดย Navarro-Peran และคณะเผยแพร่ที่ www.med.nyu.edu/content?ChunkIID=35536 ซึ่งอ้างข้อมูลจากงานวิจัยของตัว Navarro-Peran และทีมงาน ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสเปนและสหราชอาณาจักรเรื่อง The antifolate activity of tea catechins ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 ใน วารสาร Cancer Research ชุดที่ 65 หน้า 2059-2064 งานวิจัยนั้นกล่าวว่า สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมลูกคือ ชาเขียว เพราะการดื่มชาเขียวมากเกินไปก่อให้เกิดความผิดปรกติของทารกในท้อง เนื่องจากสารธรรมชาติในชาเขียวน่าจะไปรบกวนการทำงานของโฟเลตในทารกที่อยู่ในครรภ์ เพราะมีการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ใช้สารสกัดจากใบชาแล้วปรับให้มีความเข้มข้นเท่าที่ตรวจพบได้ในน้ำเลือดของคน พบว่าสารสกัดนั้นสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ dihydrofolate reductase (DHFR) ซึ่งในสภาวะปรกติถ้าไม่มีสารสกัดจากใบชาในเลือดหรือมีไม่มากนัก เอนไซม์นี้ทำหน้าที่เปลี่ยนโฟเลตที่กินเข้าไปให้อยู่ในรูปที่ร่างกายใช้ได้ ดังนั้นเมื่อกินคาเทชินแล้วการเปลี่ยนโฟเลตให้ใช้ได้ก็จะลดลง ผลที่ตามมาคือ เกิดปัญหาในการสร้างหน่วยพันธุกรรมใหม่ของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในท้องแม่ ความจริงผลของสารสกัดจากใบชา ซึ่งมีคาเทชินเป็นหลักต่อการเปลี่ยนแปลงโฟเลตนั้น ถ้าเกิดต่อเซลล์มะเร็งก็จะทำให้เซลล์มะเร็งชะลอการเจริญเติบโตได้ ซึ่งเป็นข้อดีที่ส่งผลให้การดื่มชานั้นได้รับการยอมรับว่าลดความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ แต่ในกรณีที่ผู้ดื่มตั้งครรภ์ ซึ่งทารกในครรภ์มารดานั้นมีอุปมาว่ามีความคล้ายกับก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ เนื่องจากมีการกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว(แต่ควบคุมได้) ประเด็นที่เซลล์เนื้อเยื่อทารกต่างจากเซลล์มะเร็งก็คือ เมื่อเซลล์แบ่งพอแล้ว จะมีการพัฒนาไปเป็นอวัยวะตามความเหมาะสมของเนื้อเยื่อนั้น ๆ ซึ่งเข้าใจว่าถูกควบคุมด้วยระบบฮอร์โมนของแม่ ดังนั้นจึงมีการตั้งสมมุติฐานว่าการดื่มชามากเกินไปในหญิงตั้งครรภ์นั้นจึงอาจส่งผลถึงการพัฒนาร่างกายของเด็กในท้อง เพราะโฟเลตที่แม่กินเข้าไปทำงานไม่เติมที่ ซึ่งอาจส่งผลถึงการตายคลอดของเด็กได้ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ การที่คาเทชินเป็นสารต้านออกซิเดชั่น(เหมือนสารอื่นๆ ที่มีการขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) โอกาสที่มันจะแสดงความเป็นสารกระตุ้นออกซิเดชั่น (prooxidation) เมื่อใช้ที่ความเข้มข้นสูงดังที่มีการโฆษณาในการแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีคาเทชินเป็นองค์ประกอบนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้มีการแสดงให้เห็นแล้วจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เฉพาะทางที่ได้รายงานว่า คาเทชิน โดยเฉพาะเอปปิแกลโลคาเทชินนั้นสามารถออกซิเดไซส์หน่วยพันธุกรรมของเซลล์ให้เสียหายได้ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในฮ่องกงแล้วตีพิมพ์ในวารสาร Free Radical Biology and Medicine ชุดที่ 43 หน้าที่ 519–527 .ในปี 2007 กล่าวว่า ในจำนวนคาเทชินที่อยู่ในใบชาทั้งหมดนั้น มีสารชื่อ เอปปิแกลโลคาเทชิน-3-แกลเลท ที่ถูกระบุว่า เมื่อให้สารนี้แก่แม่หนูที่กำลังท้องในความเข้มสูง ทำให้ตัวอ่อนของหนูทดลองหยุดพัฒนาอวัยวะบางส่วน ซึ่งเป็นข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้นว่า สารสกัดจากใบชาน่าจะมีผลต่อความสมบูรณ์ของตัวอ่อนมนุษย์ ดังนั้นถ้าท่านผู้บริโภค โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์มีความประสงค์จะเสพคาเทชินในขนาดสูงๆ เมื่อได้ทราบข้อมูลดังกล่าว ซึ่งแม้ไม่ใช่ผลการทดลองในคนก็ตาม แต่ก็มีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ ผู้เขียนก็ไม่คิดจะห้ามปรามแต่ประการใด เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการเสพสิ่งที่หน่วยงานราชการอนุญาตให้มีการขายแล้ว แต่สำหรับนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพแล้ว ประเด็นที่น่าติดตามคือ อุบัติการณ์ของเด็กที่ออกมาผิดปรกติหรือตายคลอดเนื่องจากแม่นิยมบริโภคสารอะไรๆ ในปริมาณสูงๆ นั้น น่าสนใจติดตามเป็นอย่างยิ่งโดย ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 166 นิวเคลียร์ อาหาร และผีเสื้อ

หลังจากเกษียณราชการแล้วผู้เขียนมีเวลาว่างมากขึ้น จึงนั่งคิดถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ผ่านไป วันหนึ่งก็คิดถึงนโยบายหนึ่งของรัฐบาลที่ลาออกก่อนถูกปฏิวัติว่า ต้องการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งได้รับการต้อนรับแบบว่าทั้งโขกทั้งสับจากวิญญูชน เนื่องจากเป็นโครงการใช้ภาษีซึ่งรีดจากประชาชนมหาศาล เพื่อตอบสนองความต้องการของคนขยุ้มมือหนึ่งในการนั่งรถไฟไปไหนเร็วๆ ทั้งที่ค่าเครื่องบินของสายการบินราคาประหยัดก็แพงกว่ารถทัวร์ไม่เท่าไรแล้ว ดังนั้นการปฏิวัติจึงทำให้โครงการนี้หยุดไปก่อน หลายท่านคงภาวนาให้รถไฟฟ้าความเร็วสูงอย่าเพิ่งกลับมาตอนนี้ แบบว่าขอให้กลับมาในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยแล้วกัน(เพราะในยุคนั้นอะไรๆ ก็ฟรี) เนื่องจากค่าโดยสารรถไฟฟ้าความเร็วสูงเช่นรถไฟหัวจรวดในญี่ปุ่นนั้นแพงมาก เมื่อราวยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยขึ้นรถสายชินคันเซนจากโตเกียวไปเมืองฮามะมะสึ จังหวัดชิสุโอกะ ระยะทางราว 210 กิโลเมตรนั้น ค่าโดยสารเที่ยวเดียวก็ปาเข้าไปเจ็ดพันกว่าบาทไทย ดังนั้นจึงต้องเป็นการขึ้นฟรีอย่างเดียว(แบบรถเมล์และรถไฟชั้นสาม)เท่านั้นกรรมกรและชาวนาจึงมีสิทธิขึ้นได้ โดยไม่ต้องฆ่าตัวตายเมื่อถึงปลายทาง สาเหตุของความแพงในค่าโดยสารนั้นคงเป็นเพราะต้นทุนการวางรางและตู้รถไฟสูงมาก ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยได้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูงแบบจริงจังหรือไม่ ผู้เขียนใช้การค้นหาทางอินเตอร์เน็ทพบเอกสาร (pdf file) 2 ชิ้นชื่อ “มาตรฐานสากลด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) กรณีศึกษา: รถไฟความเร็วสูง ตอนที่ 1 และตอนที่ 2” เขียนโดย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ แห่งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และรูปแบบเอกสารสวยดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนหาข้อมูลไม่พบในเอกสารของ ดร.ไกรสร คือ พลังงานไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นมาจากไหน เพราะโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่เรามีอยู่ก็ผลิตไฟฟ้าไม่พอใช้อยู่แล้ว ต้องซื้อไฟจากลาวมาใช้ จนถ้าวันใดลาวไม่ขายไฟให้เรา(เพราะลาวเองก็กำลังพัฒนาบ้านเมืองอย่างก้าวกระโดดโดยไม่กลัวคอหัก) คนไทยที่ชอบเดินห้างสรรพสินค้า ชอบความฟุ้งเฟ้อตอนค่ำคืน คงได้ลงแดงกันบ้าง   ด้วยความใคร่รู้ ผู้เขียนจึงต้องพึ่ง Professor Wikipedia ภาคภาษาไทยว่า รถไฟฟ้าความเร็วสูงได้พลังงานไฟฟ้ามาแหล่งใด ปรากฏข้อมูลสรุปได้ว่า มีน้อยมากที่รถไฟความเร็วสูงใช้เชื้อเพลิงดีเซลหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ โดยในประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่มีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ครอบคลุมมาก สัดส่วนใหญ่ของกระแสไฟฟ้ามาจากพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์นั้นดีร้ายเช่นใดมีคนวิเคราะห์และสรุปไว้มากมายแล้ว ข้อมูลที่ปรากฏนั้นขึ้นกับว่าคนสรุป ชอบหรือกลัวนิวเคลียร์ มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเยอรมันซึ่งพบได้ใน wikipedia หัวข้อ Nuclear power in Germany กล่าวว่า Merkel's government announced that it would close all of its nuclear power plants by 2022 ซึ่งหมายความว่า อีกไม่กี่ปีเยอรมันจะเป็นประเทศที่เลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์ (โดยหันไปใช้พลังงานทางเลือกเช่น กังหันลม โซลาร์เซลล์ เป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า) โดยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเพียงอนุสรณ์สถานทำไมคนเยอรมันจึงกลัวนิวเคลียร์ถึงขนาดบีบให้รัฐบาลสร้างแนวทางเลิกใช้นั้น ใน wikipedia ได้อธิบายไว้แล้ว โดยมีประเด็นหนึ่งที่พาดพิงถึงปัญหาของโรงไฟฟ้าปรมาณูของญี่ปุ่นที่โดนสึนามิถล่มแล้วยังแก้ไขไม่จบจนถึงวันนี้ ท่านผู้อ่านคงพอจำได้ว่า ในปี 2011 นั้นโรงไฟฟ้าปรมาณูฟูกูชิมะ ที่เมืองเซ็นได ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดมิยะงิ ประเทศญี่ปุ่นเกิดปัญหาในการควบคุมปฏิกิริยาของแท่งเชื้อเพลิงปฏิกรณ์หลังโดนสึนามิทำให้เกิดการรั่วไหลของสารรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยรอบวารสารออนไลน์ชื่อ sciencedaily ฉบับวันที่ 23 กันยายนปีนี้มีบทความชื่อ Food affected by Fukushima disaster harms animals, even at low-levels of radiation, study shows ซึ่งมีใจความว่าจริงอยู่แม้ว่าไม่มีความเสียหายถึงชีวิตของประชาชนแต่นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยริวกิว (Rukyus) จังหวัดโอกินะวะ (Okinawa) ก็ได้ติดตามตรวจสอบอันตรายที่กระทบต่อสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติบริเวณนั้น โดยศึกษาในผีเสื้อสายพันธุ์ pale grass blue butterflies (Zizeeria maha หรือ Pseudozizeeria maha ซึ่งมีชื่อภาษาไทยที่ค้นได้คือ ผีเสื้อเซลจุดป่าสูง) ที่กินใบไม้ที่เก็บจากเมืองรอบๆ โรงไฟฟ้าปฏิกรณ์ปรมาณูฟูกูชิมะ ผลงานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Evolutionary Biology ชุดที่ 14 หน้า 193 ปี 2014ที่จริงแล้วการศึกษาในลักษณะดังกล่าวนี้ได้เคยกระทำหลังการระเบิดไม่นานนัก พบว่าการให้ผีเสื้อกินใบไม้ในบริเวณที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีระดับสูงนั้นทำให้ผีเสื้อมีปัญหาทางสุขภาพ โดยผีเสื้อที่กินใบไม้ที่เก็บจากต้นที่อยู่ในรัศมี 20 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าซึ่งมีระดับรังสีเป็นพันๆ เบคเคอเรลต่อน้ำหนักใบไม้ 1 กิโลกรัม มีขนาดตัวเล็กและมีสัณฐานร่างกายโดยเฉพาะปีกที่ผิดปรกติ สำหรับการศึกษาครั้งล่าสุดในปี 2013 นั้น ได้ทดลองให้ผีเสื้อกินใบไม้ที่เก็บตั้งแต่ปี 2012 จากบริเวณที่มีการปนเปื้อนต่ำ 6 จุด ซึ่งอยู่ห่างจากตำแหน่งของโรงไฟฟ้า 59-1760 กิโลเมตร และพบว่าช่วงชีวิตของผีเสื้อนั้นต่างกันขึ้นกับว่าใบไม้นั้นมีการปนเปื้อนของธาตุกัมมันตรังสีซีเซียมเป็นเท่าใด (ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.2-161bq/kg) ศาสตราจารย์ โจจิ โอตากิ ซึ่งเป็นผู้ทำวิจัยหลักได้กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตในธรรมชาตินั้นได้รับอันตรายในระดับต่างๆ กันแม้ว่าอยู่ในบริเวณที่มีการปนเปื้อนรังสีระดับต่ำ ในการศึกษาเดียวกันนั้นมีภาคที่ 2 ซึ่งนักวิจัยได้เฝ้าสังเกตผีเสื้อรุ่นลูกและพบว่า ลูกผีเสื้อ(ได้จากพ่อแม่ ซึ่งกินใบไม้ปนเปื้อนสารรังสีระดับสูง)ที่ถูกเลี้ยงให้กินใบไม้ที่ไม่มีรังสีนั้น มีอวัยวะเกือบทุกอย่างเหมือนผีเสื้อธรรมดายกเว้นปีก ซึ่งเล็กกว่าผีเสื้อที่ได้จากพ่อแม่กลุ่มควบคุม(ที่ไม่ได้กินใบไม้ปนเปื้อนรังสี) ประเด็นที่น่าสนใจคือ ลูกผีเสื้อที่ได้จากพ่อแม่ที่กินใบไม้ปนเปื้อนรังสีและต้องกินใบไม้ปนเปื้อนรังสีด้วยนั้นมีความผิดปรกติในระดับที่สูงมากกว่า ซึ่งแสดงว่าอันตรายของสารรังสีที่ปนเปื้อนในอาหารสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถสืบต่อขยายผลไปได้ในรุ่นลูกหลานที่ยังกินอาหารปนเปื้อนต่อไป ดังนั้นวิธีลดอันตรายจากสารรังสีทำได้โดยไม่กินอาหารปนเปื้อนสารรังสี ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ซึ่งเราคงสร้างแน่ถ้ามีรถไฟฟ้าความเร็วสูง) ที่นำเสนอนั้น ก็เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักว่า การจะได้อะไรที่คิดว่าสุดดีนั้น อาจจำเป็นต้องแลกกับความเสี่ยงซึ่งสุดเลวอยู่เหมือนกัน เมืองไทยมีสึนามิมาแล้ว ดังนั้นถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูอยู่ใกล้ทะเล (ซึ่งนิยมทำกันเพราะสะดวกในเรื่องเกี่ยวกับน้ำที่ต้องใช้และอื่นๆ) ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นคงนอนตาไม่หลับกันแน่ (ยกเว้นจะเอาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทั้งหมดไปอาศัยอยู่แถวนั้นสักสิบปี) ที่สำคัญอาหารทั้งที่เป็นพืชหรือสัตว์ก็อาจเกิดปัญหาได้ถ้ามีความบกพร่องเกิดขึ้นดังที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ที่น่ากลัวสุดๆ ก็คือ เวลาเกิดปัญหาทางเทคนิคใดๆ ก็ตามในประเทศไทยนั้น เจ้าหน้าที่มักปกปิดจนกว่าปัญหามันเกินเลยถึงขั้น ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด จึงมีการออกมารับผิดแบบมีข้อแก้ตัวต่างๆ นานา จากนั้นเรื่องก็เงียบ ขาดคนซึ่งหน้าบางพอที่จะลาออกจากตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาด ไม่เหมือนนักบริหารของญี่ปุ่นและเกาหลีที่ อะไรนิดหน่อยก็ลาออกหรือฆ่าตัวตาย ซึ่งหลายคนในเมืองไทยคิดว่ามันโง่หน้าบางเองนี่หว่า

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 165 เมื่อเซเลบโกหก

ผู้เขียนตั้งใจไว้นานแล้วว่า วันหนึ่งจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าในประเทศไทย โดยจะมุ่งเน้นให้เห็นว่า ทำไมพวก เซเลบ (เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ย่อมาจากคำว่า celebrity ซึ่งหมายถึง คนที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมชมชอบของคนกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่ม ศัพท์คำนี้ส่วนใหญ่ใช้กับคนที่มีอาชีพแกล้งทำเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองเพื่อการบันทึกภาพไปออกโทรทัศน์หรือโรงภาพยนตร์ แต่ก็สามารถรวมถึงคนที่มีความสามารถอื่นๆ เช่น นักกีฬา นักร้อง แม้แต่นักการเมืองและ/หรือขอทานก็เป็นเซเลบได้ ถ้าเขาคนนั้นดูดีและประชาชนชื่นชอบ) ถึงยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อพูดเท็จแลกกับเงินในการรับจ้างโฆษณาสินค้าที่ชาตินี้ทั้งชาติเขาคงไม่ยอมใช้ เมื่อช่วงน้ำท่วมกรุงเทพปี 2554 นั้น มีการโฆษณารถยนต์อีโคคาร์ โดยเซเลบคนหนึ่ง(ซึ่งมีพฤติกรรมขายอาหารไร้สาระในยูทูป) ทั้งที่เมื่อดูพฤติกรรมเซเลบคนนี้ก็รู้ได้ว่า ในชีวิตประจำวันนั้นเขาคงต้องใช้รถแรงราคาหลายล้านบาทแน่ๆ นอกจากนั้นเมื่อนานมาแล้วมีดาราชายหน้ายาวคนหนึ่งเปิดตู้เย็นมีสินค้าที่เป็นเครื่องดื่ม(ซึ่งมีงานวิจัยว่า อาหารลักษณะนี้มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนระหว่างการผลิต) เต็มตู้และป่าวประกาศผ่านจอโทรทัศน์ว่า ดื่มเป็นประจำ หรือดาราหนังทำรายได้หลายร้อยล้านบาทจากภาพยนตร์กวนโอ๊ยออกมาบอกว่า เครื่องดื่มชนิดหนึ่งซึ่งรสชาติไม่เอาอ่าวนั้น สามารถทำให้สติปัญญาคนดีขึ้นมาได้ ที่แย่กว่านั้นก็คือ แม้แต่หมาแมวก็ถูกนำมาโฆษณาขายอาหารของสายพันธุ์ โดยผู้ชมไม่สามารถรู้ได้ว่า สัตว์ที่มาทำหน้าที่โฆษณานั้นถูกทารุณกรรม เพื่อให้แสดงออกถึงความชอบอาหารที่คนผลิต จึงมีการตั้งประเด็นว่า หมาแมวมันรู้สึกอร่อยจริงหรือเพราะถูกปล่อยให้อดอาหารมาหลายมื้อก่อนเข้าฉาก ยังมีโฆษณาสินค้าอีกมากมาย ทั้งที่เป็นอาหาร ผ้าซับประจำเดือนสตรี เสื้อชั้นนอก กางเกงชั้นใน เครื่องดื่มต่างๆ ที่บ่งชี้ถึงการขี้ปดของเซเลบหลายคน สำหรับถ้าท่านผู้อ่านที่สนใจอยากดูหน้าเซเลบขี้ปดเหล่านี้ ก็ไปดูได้ที่ www.adintrend.com จากนั้นเมื่อดูแล้ว ท่านลองถามตนเองสิว่า ท่านเชื่อคนที่มาเยินยอสินค้าที่ท่านเข้าไปดูหรือไม่ หรือว่าสักแต่ดูไปอย่างนั้นเองยังไงๆ ก็จะซื้อหรือจะไม่ซื้อสินค้ายี่ห้อนั้นเมื่อต้องการสินค้าประเภทนั้น แต่ที่สำคัญคือ เขาหรือหล่อนทั้งหลายทำไมถึงมีสิทธิมาโกหกท่านผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่การโกหกเพื่อให้คนเสียเงินนั้นน่าจะเป็นความผิดทางแพ่ง ขอนักกฎหมายช่วยอธิบายด้วยแล้วกัน   อย่างที่เกริ่นในตอนต้นแล้วว่า เรื่องเซเลบมาโม้ว่าสินค้าดีนั้น ผู้เขียนอยากเขียนเรื่องนี้มานานแต่ไม่มีใครชงประเด็นให้ จนกระทั่ง 19.00 น.ตรง ของวันที่ 12 กันยายน 2557 ผู้เขียนได้ดูข่าวจากสปริงนิวส์ ซึ่งรายงานข่าวที่ทำให้ตื่นเต้นว่า จีนแผ่นดินใหญ่นั้นกำลังทำร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค สาระสำคัญมีว่า “แต่นี้ไปเซเลบจะมีโทษทางแพ่งเมื่อโฆษณาสินค้าอะไรก็ตามที่ตนเองไม่เคยใช้มาก่อน” พอได้ยินข่าวนี้ผู้เขียนก็ได้รีบเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตเพื่อหาว่า ข่าวดังกล่าวนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง จาก google นั้นผู้เขียนก็พบรายงานข่าวดังกล่าวบ้างในหลายเว็บ แต่ที่น่าสนใจและให้รายละเอียดดีพอควรนั้นคือ เว็บ www.wantchinatimes.com ได้รายงานหัวข้อข่าว “Tougher laws to regulate star endorsements in China” ในวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2014 โดยมีเนื้อหาอ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์ Yangtse Evening News ที่นานจิงว่า ผู้บริหารของจีนแผ่นดินใหญ่ได้มองประเด็น การที่เซเลบต่างๆออกมาบอกผู้บริโภคว่า สินค้าของบริษัทที่ตนรับสตางค์ (ผ่านบริษัทครีเอตีฟทั้งหลาย) ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้โดยไม่เคยใช้สินค้านั้นเลยนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี สมควรทำร่างกฎหมายเพื่อแก้รัฐบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณาเสนอแก่ Standing Committee of the National People's Congress ครั้งที่ 10 (ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามันคือ การประชุมของสภาประชาชนแห่งชาติจีนหรือไม่) ร่างประกาศฉบับนี้ได้แก้ไขประเด็นที่สำคัญมากคือ เซเลบที่ไม่เคยใช้สินค้าไม่ควรเสนอหน้ามาบอกประชาชนว่า สินค้านั้นดีอย่างไร โดยจะมีการปรับเป็นเงิน 2-3 เท่า ของค่าจ้างที่ได้จากการโฆษณาสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเสียหายเนื่องจากความเข้าใจผิดในโฆษณานั้น ๆ มีคำอธิบายความหมายของการโฆษณาลวงกว้างๆในร่างประกาศว่า คือการโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ไม่มีขายจริง อ้างอิงคุณภาพเกินจริงเกี่ยวกับสินค้า(ซึ่งรวมถึงประเทศที่ผลิต ปริมาณสินค้า คุณสมบัติ ราคา ผู้ผลิต) วันหมดอายุ การขายประกอบรางวัล หรือการอ้างอิงข้อมูลปลอมทางวิทยาศาสตร์ ทางสถิติ การสำรวจ หรืออ้างถึงใครสักคนบอกว่าสินค้าหรือบริการนั้นสุดจะดีทั้งที่ไอ้หมอนั่นไม่เห็นจะน่าเชื่อถือ ทั้งนี้เพราะจำนวนการโฆษณาสั่วๆ ที่พบในประเทศจีนเมื่อปีที่แล้ว(2013) มีถึงราว 31,500 ชิ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มจากเดิมถึงร้อยละ 19.3 และที่น่าตกใจคือ หนึ่งในสามของโฆษณาดังกล่าวนี้มันเกี่ยวกับ ยา อาหาร และเครื่องมือทางการแพทย์ ที่สำคัญประการหนึ่งของร่างกฎหมายคือ มีการบัญญัติห้ามองค์กรหรือใครก็ตามส่งคำโฆษณาทางโทรศัพท์ไปหาผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน มือถือธรรมดา หรือมือถือที่ใช้นิ้วเขี่ยไปมา ทางจดหมายอิเล็กทรอนิค ถ้าผู้บริโภคไม่ได้ร้องขอหรือยินยอม ทั้งนี้เพราะปีที่แล้วมีการส่งโฆษณาไปรบกวนชาวจีนทั้งประเทศถึง 2 แสนล้านครั้ง (200 billion mobile advertisements) ซึ่งหมายความว่า มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นถึง 2 แสนล้านครั้งที่ผู้บริโภคต้องเสียเวลากดรับสาย (หรือกดปิดแบบผู้เขียนทำเป็นประจำ) โดยที่ข้อมูลไร้สาระนั้น เป็นการยกยอสินค้าทั่วไปเสียร้อยละ 65 และอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 15 ที่เหลือนั้นเป็นอะไรนั้นเว็บไม่ได้บอกไว้ ที่น่าสนใจอีกประเด็นสำหรับองค์กรที่รับภาษีบาปของไทยเพื่อนำมาใช้ในการบริหารงาน น่าจะลองพิจารณาเรื่องนี้ดูคือ ร่างประกาศนี้ห้ามการโฆษณายาเส้นและบุหรี่ทางวิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ไม่ว่าในรูปภาพและ/หรือเสียง ป้ายโฆษณาทุกชนิดในที่เป็นสาธารณะ หนังสืออิเล็กทรอนิค เครือข่ายโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ท ทั้งนี้เพราะมีคนจีนถึง 300 ล้านคนที่เป็นขี้ยาได้ตายไปด้วยโรคที่สมัครใจเป็นสิงห์อมควันนี้ถึงกว่าล้านศพต่อปี การปรับแก้กฎหมายนี้พ้องกับการที่มีดาราไต้หวันชื่อ Kai Ko หรือ Ko Chen-tung และดาราฮ่องกงลูกของแจ๊คกี้ ชาน คือ Jaycee Chan ถูกจับในข้อหาดูดกัญชา ซึ่งทำให้สินค้า 19 ชนิดที่ Kai Ko โฆษณาอยู่มีภาพพจน์ที่ไม่ดี เพราะคนโฆษณาเป็นคนไม่ดี สินค้าเลยถูกมองว่าไม่ดีตามไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของจีนท่านหนึ่งชื่อ Liu Kewi กล่าวว่า เซเลบจะเจ๊งทันทีถ้าโม้กับผู้บริโภคว่าตัวเองเคยใช้สินค้าชิ้นนั้นๆ มาแล้ว ทั้งที่ไม่เคยใช้จริง ที่น่าสนใจคือ เซเลบแต่ละคนที่ไม่รู้เรื่องการแพทย์จะไม่สามารถโฆษณาเกี่ยวกับการขายบริการทำหมันของโรงพยาบาล(บ้านเราคงต้องเป็นเรื่องอุ้มบุญ) และอื่นๆ ถ้าเขาเหล่านั้นไม่มีทักษะในสินค้านั้นๆ มีเว็บหนึ่งได้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า ถ้าเซเลบเป็นแมนทั้งแท่ง ก็ไม่ควรโฆษณาชุดชั้นในสตรี แต่ถ้าเขาได้ข้ามเพศหรือหวังจะข้ามเพศแล้วจะสามารถโฆษณาชุดชั้นในสตรี(ซึ่งน่าจะรวมถึงยาคุมกำเนิดของสตรีด้วย) ได้หรือไม่ เพราะเขาผู้ฉิงทั้งหลายได้ใช้สินค้านั้นๆ เป็นประจำ ประเด็นนี้คงต้องตีความกันต่อไปถ้ามีการผ่านกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 164 อาวุโส สูงวัย ไม่โอเค

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด เช่น วิตามิน เกลือแร่ นั้นมีประโยชน์ต่อผู้ที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร แต่สำหรับผู้ที่บริโภคอาหารได้สมบูรณ์ครบห้าหมู่(ซึ่งมักสูงวัยแล้ว) และมีสุขภาพปรกติ มักให้เหตุผลการกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้ว่า น่าจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น มะเร็ง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึ่งโดยสรุปแล้วทำให้เข้าใจว่า ทำให้ตายช้าลง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในภาพรวมแล้ว ทำกำไรมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ มูลค่าของยอดขายสินค้านี้ในสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 2014) ไม่ต่ำกว่าสองหมื่นล้านเหรียญดอลลาร์ ส่วนในเมืองไทยนั้นอย่าไปพูดถึงเลย เพราะมันมากพอที่มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งหนึ่งของไทยต้องเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาผลิตกำลังพลคนขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกไปให้บริการแก่สังคมคนหวังตายช้าหรือได้อะไรทางลัด เมื่อ 13 สิงหาคม 2014 ผู้เขียนได้อ่านรายงานข่าวเรื่อง Should We Take a Multivitamin? จากเว็บ www.care2.com ซึ่งกล่าวว่า หนึ่งในสามของชาวอเมริกันนิยมกินวิตามินรวมเป็นประจำ(ข้อมูลเดียวกันนี้ก็พบได้ในสหราชอาณาจักร) ทั้งที่มีคำถามว่า มันได้ประโยชน์ มีอันตราย หรือเสียเงินฟรี เนื่องจากมีผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพของสตรีสูงวัยในรัฐไอโอวาว่า การใช้วิตามินรวม(multivitamin) และแร่ธาตุบางชนิดในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตเร็วกว่าปรกติ ตัวรายงานนั้นชื่อว่า Dietary Supplements and Mortality Rate in Older Women ตีพิมพ์ใน Archives of Internal Medicine ฉบับประจำวันที่ 10 เดือนตุลาคม 2011   งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาทางระบาดวิทยานาน 19 ปี มีการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามกับ สว.สตรี 38,772 ท่านของรัฐไอโอวาที่มีอายุเฉลี่ย 61.6 ปี (ในปี ค.ศ. 1986) และสัมภาษณ์ซ้ำอีกในปี 1997 และ 2004 และได้สรุปผลว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ซึ่งรวมถึงวิตามินเช่น กรดโฟลิก เหล็กและทองแดง ฯ ของผู้บริโภคในวัยเกษียณซึ่งหวังจะมีสุขภาพดีในทางลัด กลับเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตในสว.สตรี ข้อมูลการศึกษานั้นกล่าวว่า ปี 1986 นั้นร้อยละ 62.7 ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างน้อย 1 ชนิด และเพิ่มเป็นร้อยละ 75.1 ในปี 1997 (ปีนี้เหลืออาสาสมัคร 29,230) และ 85.1 ในปี 2004  (ปีสุดท้ายนี้เหลืออาสาสมัคร 20,844 คน) ตามลำดับ สรุปแล้วมีอาสาสมัครหายไปสวรรค์ 15,594 คน คิดเป็นร้อยละของ 40.2% จากนั้นในปี 2004 ก็ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้อาสาสมัครชุดเก่า 19,124 คน ไปจบการศึกษาจริงในปี 2008 โดยเหลือผู้รอดตาย 16,690 คน แสดงว่าในช่วงปี 1986 ถึง 2004 คนอเมริกันกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นักวิจัยประเมินว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้มีผลอะไรที่เกี่ยวกับความตายของ สว.หญิง ยกเว้นกลุ่มวิตามินรวมและแร่ธาตุเช่น วิตามินบี 6 กรดโฟลิก วิตามินบี 12 เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสีและทองแดง นั้นที่มีความสัมพันธ์กับการไปสู่สัมปรายภพของผู้ถูกศึกษาเร็วขึ้น มีประเด็นที่ทำให้ใจชื้นหน่อยคือ ในการศึกษาพบว่า การเสริมแคลเซียมน่าจะช่วยให้ตายช้ากว่าปรกติหน่อยหนึ่ง ความจริงในประเด็นของโฟเลต วิตามินบี 6 วิตามิน บี 12 ซึ่งสามสหายนี้เป็นความหวังทางการแพทย์ว่า ควรจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะผิดปรกติของหัวใจได้ โดยเป็นวิตามินที่ช่วยลดปริมาณโฮโมซีสตีอีน (homocystein ซึ่งเป็นดัชนีของความเสี่ยงของโรคหัวใจ) ได้จริง แต่ปรากฏว่าความเสี่ยงต่อภาวะผิดปรกติของหัวใจไม่ได้ลดอย่างที่หวัง ผู้ทำวิจัยได้ยกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ แร่ธาตุที่ดูเหมือนยิ่งเสริมจะยิ่งทำให้ตายเร็วคือ เหล็ก ผู้ทำวิจัยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไม  แต่จากข้อมูลพื้นฐานด้านพิษวิทยาของเหล็กแล้วพบว่า เหล็กที่อยู่ในสภาวะอิสระในร่างกายเรา (ซึ่งผู้สูงอายุแล้วอาจสร้างโปรตีนเฟอไรติน (ferritin) มาจับกับอะตอมเหล็กน้อยลง) ถ้ามีมากเกินไปจะเป็นปัจจัยในการเพิ่มปริมาณอนุมูลอิสระให้สูงขึ้นตามหลักการทางเคมีที่เรียกว่า Fenton Reaction ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อหลายโรค ในกลุ่มประชาชนที่สูงอายุนี้ นอกจากการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่น่าพะวงคือ การกินอาหารสำเร็จรูปที่พยายามเติมสารอาหารบางประเภทลงไป เพื่อให้มีคุณค่าโภชนาการสูงเท่าอาหารก่อนปรุง แต่ก็มีที่เลยเถิดไปถึงการเติมแบบ “จัดหนัก” โดยผู้บริโภคไม่ได้รับรู้จากรสสัมผัส และแม้จะมีการติดฉลากโภชนาการ ผู้บริโภคก็มักไม่ได้อ่าน หรือถึงอ่านก็อาจไม่เข้าใจนัก สิ่งที่นักพิษวิทยาด้านโภชนาการกังวลคือ ปรกติสารอาหารอะไรที่ต้องใช้ในปริมาณสูงกว่าปรกตินั้น มักต้องมีการทำวิจัยอย่างลึกซึ้งถึงผลที่อาจเกิดขึ้น เช่น กรณีของโฟเลตและกรดโฟลิค ซึ่งจากชื่อนั้นดูว่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในความจริงเป็นคนละเรื่อง Dr. Donald Abrams อาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ได้กล่าวในคลิปของ YouTube (www.youtube.com/watch?v=zeZFcIbwCZg) ว่า เมื่อพูดถึงโฟเลตนั้น เราหมายถึงสารนั้นอยู่ในผักใบเขียวและอาหารอื่นๆ ส่วนกรดโฟลิคนั้นแสดงว่ามันเป็นสารสังเคราะห์ ซึ่งสามารถกินเกินได้ไม่ยาก ที่สำคัญก็คือ อาหารสำเร็จรูปที่มีการเติมอะไรต่อมิอะไรมากเกินไปนั้น ไม่เคยต้องถูกทดสอบว่า การเติมสารอาหารปริมาณสูงกว่าความต้องการนั้นมีอันตรายอย่างใดต่อผู้บริโภค เพราะมักเข้าใจกันง่าย ๆ ว่าสารอาหารนั้นไม่ควรมีโทษ ท่านผู้อ่านควรทราบว่า โฟเลต ซึ่งมนุษย์กินจากอาหารสารธรรมชาตินั้นอยู่ในรูปที่เชื่อมต่ออยู่กับสายโพลีกลูตาเมต ซึ่งมีขนาดใหญ่เล็กขึ้นกับชนิดแหล่งอาหาร สายโพลีกลูตาเมตนี้ถูกแยกออกที่ผิวของผนังลำไส้เล็กด้วยระบบเอนไซม์จำเพาะ เหลือเป็นโฟเลตโมโนกลูตาเมต (มีกลูตาเมตติดอยู่ 1 โมเลกุล) ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นจะเห็นว่า การนำเอาโพลีกลูตาเมตออกจากโฟเลตนั้นเป็นจุดกำหนด ปริมาณโฟเลตที่ร่างกายจะได้ใช้ (ซึ่งมีตัวเลขประมาณร้อยละ 25-50 ที่กินเข้าไป) ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นกรดโฟลิก การดูดซึมจะเป็นเกือบร้อยละ 100 เพราะกรดโฟลิกนั้นถูกสังเคราะห์ในรูปที่ไม่มีสายโพลีกลูตาเมตเชื่อมไว้ ท่านผู้สนใจอ่านข้อมูลนี้ได้จาก http://www.fao.org/docrep/004/y2809e/y2809e0a.htm ซึ่งองค์กรแห่งสหประชาตินี้ก็แสดงความกังวลอยู่เช่นกัน เป็นธรรมดาของชาวโลก งานวิจัยใดมีผู้สนใจมากก็มักมีผู้โต้แย้งอยู่เสมอ เช่น กล่าวว่าเป็นเพียงผลจากการเฝ้าสังเกตกลุ่มคนกลุ่มเดียว โดยไม่ได้ทำการศึกษาที่มีการแบ่งกลุ่มการทดลองที่ได้กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร(คือวิตามินรวมและแร่ธาตุ) และกลุ่มควบคุมซึ่งได้ยาหลอกเพื่อเปรียบเทียบว่ากลุ่มไหนอายุยืนกว่ากัน  ทำให้ยังสรุปไม่ได้ว่ากลุ่มที่ถูกศึกษานั้นกินวิตามินเพราะป่วยอยู่แล้วจึงตายเร็ว อย่างไรก็ดีได้มีงานวิจัยจริงๆ เรื่องหนึ่งชื่อ Multivitamins in the Prevention of Cardiovascular Disease in Men ซึ่งอยู่ในโครงการ Harvard Physicians’ Study II ในช่วงปี พ.ศ. 1997-2011 (และตีพิมพ์ใน JAMA. 2012; 308(17): 1751-1760)  ซึ่งมีการวางแผนวิจัยด้านระบาดวิทยาที่เป็นการศึกษาในแพทย์เพศชายแบบ randomized double blind ซึ่งหมายความว่า การศึกษานี้มีอาสาสมัครจำนวนนับ 14,641 คนที่ถูกเฝ้าสังเกตโดยไม่รู้ว่าตนได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มวิตามินรวม (7,317 คน ซึ่ง ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2011 เหลือมีชีวิต 5,924 คน ตาย 1,345 คน หายไป 48 คน) หรือยาหลอก (7,324 คน ซึ่ง ณ.วันที่ 1 มิถุนายน 2011 เหลือมีชีวิต 5,855 คน ตาย 1,412 คน หายไป 57 คน) จากเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ป้อนยา ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ไม่รู้ว่ายาที่ป้อนเป็นวิตามินรวมหรือยาหลอก (สรุปคือ ทั้งคนป้อนยาและคนรับยาต่างไม่รู้ว่าสิ่งที่ผ่านจากมือเข้าปากนั้นคืออะไร คนที่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นคือ กลุ่มคนที่รับผิดชอบโครงการเท่านั้น) ได้สรุปผลว่า การเสริมวิตามินนั้นไม่ได้มีผลอะไรต่อการที่อาสาสมัครจะหัวใจวาย สมองขาดเลือด หรือตายด้วยอาการอื่น แต่มีแนวโน้มได้ของแถมติดไม้ติดมือบ้างคือ อาการแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ บ้างท้องผูก บ้างท้องเสีย คลื่นไส้ หมดแรง ง่วงเหงาหาวนอน ผิวหนังเปลี่ยนสี และอาการปวดหัวไมเกรน ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็น สว. โดยธรรมชาติ ไม่ได้มีใครเลือกตั้งหรือแต่งตั้งแล้ว การจะกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ด้วยความตระหนักว่า ทำไมตนเองจึงกิน แต่ถ้าถามตัวเองแล้วไม่ได้คำตอบว่ากินไปทำไม ก็ย้อนกลับขึ้นไปอ่านบทความนี้อีกที น่าจะดีเหมือนกันนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 163 12 อาหารสำเร็จรูปที่ต้องระวัง

โดย : รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ  มหาวิทยาลัยมหิดล  ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่กับวลีที่นักวิชาการชอบพูดว่า กินแบบไหนก็เป็นแบบนั้น ผู้เขียนคิดว่า สำหรับคนที่มีวิถีชีวิตในสังคมที่วุ่นวาย ซึ่งต้องการประหยัดเวลา เพื่อให้ได้เขี่ยสมาร์ทโฟนติดตามข่าวร้อยแปดพันประการได้ทัน มักไม่ค่อยสนใจวลีนี้ เพราะเขาทั้งหลาย (They) นิยมบริโภคอาหารปรุงสำเร็จ ซึ่งเขาทั้งหลายจะได้ความหวานเป็นพิเศษและก็เสพติดรสชาติของไขมัน โดยไม่รู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว อาหารปรุงสำเร็จ “ถูกสร้างภาพ”  ให้เป็นอาหาร "สำหรับคนรุ่นใหม่" และอาหารเหล่านี้มีช่วงเวลา “ลด แลก แจก แถม” ตามหลักการโฆษณาสมัยใหม่ จนยากที่หลายคนจะต่อต้านและพร้อมที่จะลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมาภายหลังกินอาหารปรุงสำเร็จแล้วคือ สุขภาพของเขาทั้งหลาย ดังนั้นเว็บ http://www.fitnea.com จึงเตือนว่า ผู้ที่พัฒนาพฤติกรรมการบริโภคไปเป็นแบบอเมริกันแล้ว น่าจะทราบข้อมูลต่อไปนี้เพื่อใช้ในการตัดสินชะตากรรมของชีวิตของตนเอง   12 อาหารสำเร็จรูปที่ต้องระวัง 1.ไก่บดทอด (Chicken nuggets) เป็นอาหารที่ถูกคุณชี้เลือกเพื่อสนองความหิวตามร้านอาหารจานด่วน (เช่น ของตาลุงผู้พัน) โดยยอมรับสารเจือปนในอาหารปริมาณสูง เพราะมันเป็นอาหารที่ดูดี กรอบ เหลือง แม้ว่าเค็มด้วยเกลือและไขมันสูง และที่สำคัญถ้าท่านผู้อ่านเข้า YouTube แล้วพิมพ์คำว่า What Are Chicken Nuggets Made Of? แล้ว คุณอาจต้อง อึ้ง ทึ่ง เสียว ในทันใด 2.มันฝรั่งทอด (French Fries) ให้พลังงานสูงพร้อมข้อมูลวิทยาศาสตร์สุขภาพที่กล่าวว่า เมื่อคุณกินมันเข้าไป คุณกำลังเข้าไปทักทายกับโรคเบาหวานและโรคอ้วนโดยรู้ตัว คุณค่าทางโภชนาการของอาหารนี้ต่ำมาก แต่ถ้าคุณถึงภาวะที่รู้สึกว่าต้องการการกินมันฝรั่งทอดเหลือเกิน คุณควรทำเองด้วยการ “อบ” ไม่ใช่ทอดในน้ำมัน  3.ข้าวเกรียบมันฝรั่ง (Potato chips) ญาติสนิทของมันฝรั่งทอด ซึ่งดูคล้ายข้าวเกรียบไทย เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบเห็ด ฯ อาหารชนิดนี้ถูกระบุว่า ทำลายความพยายามของคนที่ลดน้ำหนักให้ย่อยยับลงมานักต่อนักแล้ว มันเพิ่มพลังงานและเกลือแกงพร้อมสารกันบูด เพราะโรงงานอาหารสำเร็จรูปได้เติมสารเจือปนต่างๆ เพื่อให้มันเป็นสินค้าที่มีลักษณะล่อตาผู้บริโภค หลังจากที่ถูกทอดในน้ำมันเดือดจนกลายเป็นอาหารอมน้ำมันสูงที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบและขาดใยอาหาร 4.น้ำอัดลม (Soda pop) เป็นตัวอย่างของอาหารที่เรียกว่า empty calories เพราะมันให้แต่พลังงานอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารอะไรเลย สุดจะเลวร้าย(ที่เราชอบดื่มจริงๆ ขณะเมื่อจะตายเพราะกระหายน้ำ) ความหวานของน้ำอัดลมมักได้จาก น้ำเชื่อมฟรักโตส(fructose syrup) ซึ่งดูเหมือนไม่มีอันตรายเพราะไม่ต้องการอินซูลินในการนำเข้าเซลล์ของร่างกาย แต่ด้วยสมมุติฐานของนักวิทยาศาสตร์บางท่านที่กล่าวว่า น้ำเชื่อมฟรักโตสที่เข้าสู่ตับอย่างรวดเร็วจะกระตุ้นกระบวนการสร้างไขมัน(lipogenesis) อย่างฉับพลันจนเกิดอาการที่ตับรับไม่ไหวที่เรียกว่า fatty liver ซึ่งในสัตว์ทดลองนั้นถ้าพบการที่ตับมีไขมันสะสมสูงเมื่อไร ก็หมายความว่าตับสัตว์นั้นพังแล้ว 5.ไส้กรอกฝรั่ง หมูแฮมและเบคอน (Fermented meat products) ซึ่งมีการเติมสารปรุงรสเช่น ผงชูรส เกลือดินประสิว และอื่น ๆ เนื่องจากอาหารเหล่ามักใช้วัตถุดิบคุณภาพรองจึงต้อง แต่งกลิ่น แต่งสี ให้เก็บแช่แข็งได้นานก่อนนำมาขายแก่ผู้บริโภค กระบวนการดังกล่าวนี้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเรามีกฎหมายที่ทำให้มันถูกต้อง อย่างไรก็ดีอาหารกลุ่มนี้ถูกยกย่องจากนักพิษวิทยาทั่วไปว่า มีสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนแน่นอน มากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้นเด็กและสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค สำหรับผู้ที่ประสงค์จะบริโภค ควรมีตับแข็งแรงเพื่อทำลายสารพิษนี้และบริโภคพร้อมกับผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 6.แฮมเบอร์เกอร์จานด่วน (Fast food hamburgers) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารก่อมะเร็งซึ่งเกิดจากการปิ้งย่างรมควันเนื้อสัตว์ ตลอดจนถึงความเสี่ยงต่อเบาหวานซึ่งมีการศึกษาทางระบาดวิทยาว่า ผู้หญิงที่กินแฮมเบอร์เกอร์มากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์มีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน 7.อาหารเช้าธัญพืช (Cereal) เป็นความสะดวกสบายของผู้ต้องการอาหารเช้าที่อยู่ในกล่องสวยงาม เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้น้ำตาลเพิ่มขึ้นจนเสี่ยงต่อเบาหวาน ดังนั้นถ้าต้องกินอาหารชนิดนี้ควรเพิ่มอาหารที่มีเส้นใยสูงเข้าไป หรือมองหาอาหารธัญพืชที่ให้ใยอาหารประมาณ 5 กรัม ขึ้นไป พร้อมทั้งอย่าเลือกชนิดที่มีรสหวานจัดนัก หรือจะให้ง่ายกว่านั้น กินข้าวเม่าไทยดีกว่า ถูกและปลอดภัยไร้สารพิษ 8.กราโนล่า (Granola bars) คือขนม(โคตร) หวานของฝรั่ง เป็นได้ทั้งอาหารเช้าธัญพืชหรือเมื่อเหงาปาก ส่วนประกอบมักมีข้าวโอ๊ต ถั่ว น้ำผึ้ง บางครั้งเพิ่มผลไม้แห้ง ลูกเกด หรืออินทผลัมลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหวานสุดๆ แล้วอบจนกรอบ ขนมนี้ให้พลังงานสูง น้ำหนักเบา เก็บได้นาน ใช้เป็นเสบียงระหว่างการเดินทางหรือระหว่างเกมกีฬาดีๆ เพราะให้พลังงานและอยู่ท้องพอสมควร ในบ้านเราสินค้านี้มักมีเด็กเล็กเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องพุ่งเข้าชน ขนมดังกล่าวมักถูกเติมน้ำเชื่อมฟรักโตสเพื่อความหวานจัด ที่ร้ายกว่านั้นในกระบวนการปรุงแต่งมักทำให้มันเป็นขนมที่มีโซเดียมและไขมันค่อนข้างสูง 9.ขนมอบต่าง ๆ (Store-bought cookies, crackers, cakes and muffins) ที่มีมากมายหลายชนิดซึ่งพบได้ในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ จัดเป็นอาหารทำลายสุขภาพซึ่งมักให้กันในช่วงวันหยุดเทศกาลเหมือนมีเจตนาร้ายซ่อนไว้ ขนมนี้ให้เกลือและน้ำตาลพร้อมทั้งไขมันทรานส์ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายต่อสุขภาพของหัวใจอย่างสุดๆ 10.เครื่องดื่ม (ในซอง) พร้อมชง และเครื่องดื่ม (ในขวด) พร้อมดื่ม เป็นเครื่องดื่มที่เตรียมได้ง่ายและราคาถูก เพราะมักทำจากวัตถุดิบราคาต่ำ จากนั้นจึงแต่งกลิ่น สี และรสชาติสังเคราะห์ด้วยสารเคมีเพื่อให้สินค้าดูดี ถ้าองค์ประกอบมีครีมเทียมด้วยก็จะได้ไขมันทรานซ์ ส่วนน้ำตาลนั้นก็อาจเป็นน้ำเชื่อมฟรักโตสซึ่งเมื่อบริโภคมากอาจเกิดปัญหาต่อสุขภาพตับ สินค้านี้ขายได้ด้วยเทคนิกทางการโฆษณาโดยแท้ ไม่เชื่อคุณลองวิเคราะห์ต้นทุนด้วยว่า อะไรคือต้นทุนหลักของสินค้านี้ 11.เนยเทียม (Margarine) เป็นทางเลือกที่ถูกนำมาใช้ในการเตรียมอาหารเช้าของคนไทยจน ๆ เนื่องจากเนยแท้หรือ butter มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ การกินขนมปังทาเนยเทียมจึงดูหรูสุดๆ แล้วสำหรับคนจน เนยเทียมนั้นทำจากน้ำมันพืชที่ถูกนำมาเติมอะตอมของไฮโดรเจนด้วยวิธีการทางเคมีเพื่อให้กลายเป็นไขมันอิ่มตัวที่แข็งพร้อมการแต่งกลิ่น สี และรสด้วยสารเคมีจนละม้ายคล้ายเนยจริง ข้อเสียหลักๆ เกี่ยวกับเนยเทียมคือ ไขมันทรานส์ ซึ่งมีการเชื่อมโยงสู่สุขภาพเลวของผู้บริโภค 12.ข้าวโพคคั่วในถุงไมโครเวฟ (Microwave popcorn) อาหารนี้เป็นที่นิยมของมนุษย์ผู้ไม่ชอบให้ปากว่างระหว่างชมโทรทัศน์ที่บ้าน นอกจากทำลายสุขภาพฟันแล้วยังทำให้คุณเสี่ยงต่อการรับสารไดอะเซ็ตติล ซึ่งเป็นกลิ่นรสเนยสังเคราะห์ที่สามารถทำลายปอดได้ ที่สำคัญสุดๆ คือ ถุงสำหรับใส่ข้าวโพดเพื่อนำไปรับความร้อนในไมโครเวฟนั้นมักถูกเคลือบด้วยสารเทฟลอน(Teflon) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ใช้เคลือบกระทะ nonstick ซึ่งเมื่อถูกความร้อนสูง ๆ จะสลายตัวให้กรด perfluorooctanoic (เปอร์-ฟลูออ-โร-ออค-ตะ-โนอิค) ซึ่งถูกสงสัยว่าก่อมะเร็ง แต่ที่แน่ ๆ ถ้าสารนี้เกิดจากการตั้งกระทะเคลือบเทฟลอนบนเตาจนร้อนแล้วไม่เติมอาหารลงไป เพราะแม่บ้านมัวแต่คอเอียงโทรศัพท์หรือเขี่ยสมาร์ทโฟนอยู่ นกแก้วที่แม่บ้านฝรั่งชอบเลี้ยงเป็นเพื่อนในครัวมักตายด้วยสารนี้ สนใจข่าวนี้สามารถอ่านได้โดยใช้ google แล้วพิมพ์ว่า Non-Stick Cookware Kills Another Parrot ผู้เขียนให้ข้อมูลแก่ท่านผู้อ่านแล้ว ก็สุดแต่ท่านจะไขว้คว้าเอาอาหารนี้มาทำลายสุขภาพกันตามหลักสำคัญที่บอกว่า ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 162 พฤติกรรมการกินที่ดี ช่วยคุณได้

รสนิยมในการกินอาหารของชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยดูแล้วน่าสงสาร เพราะกินแต่อาหารมีพลังงานและไขมันสูง อีกทั้งรสชาติอาหารก็ซ้ำซากอย่างที่เห็นในภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ด ขาดความประณีตและจินตนาการในการปรุงแต่ง ดังนั้นทุกครั้งที่เพื่อนชาวอเมริกัน(สมัยที่ผู้เขียนมีโอกาสไปเรียนในสหรัฐอเมริกา) ได้รับคำเชิญให้ร่วมงานกินอาหารของชาวเอเชียแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ปฏิเสธและตั้งตารอ Annie Tucker Morgan และ Divine Caroline จาก www.care2.com ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ  Healthy Diet Habits from Around the World ซึ่งเล่าถึงพฤติกรรมการกินอาหารที่ทั้งสองคนเชื่อว่า น่าจะช่วยให้สุขภาพของชาวอเมริกันที่ทำตามดีขึ้น ผู้เขียนจึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะปัจจุบันคนไทยหลายส่วนก็ใกล้จะเป็นชาวอเมริกันเข้าไปทุกขณะแล้ว พฤติกรรมแรกเป็นของคน “โปแลนด์” ซึ่งกินอาหารที่บ้านเป็นประจำ จึงกำหนดปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไปได้ ต่างจากเวลาไปกินอาหารนอกบ้าน ซึ่งอาหารแต่ละจานบางครั้งก็มากเกิน จนผู้บริโภคต้องยอมท้องแตกดีกว่าของเหลือ เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ชาว “แกมเบีย” ในอัฟริกาจึงเลือกกินถั่วหลากชนิด เป็นอาหารหลัก เพราะได้ทั้งโปรตีน แป้ง ไขมัน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ชาวแกมเบียเป็นกลุ่มชนที่มีอัตราการเป็นโรคอ้วนและมะเร็ง(ในภาพรวมทุกชนิด) ต่ำที่สุดในโลกชาติหนึ่ง   ถ้าถามหนุ่มอเมริกันว่า สาวชาติใดเซ็กซี่มากที่สุดในโลกในการเยื้องย่างร่างกาย คำตอบส่วนใหญ่มักยกให้ สาว “บราซิล” ซึ่งมีสไตล์การเต้นแซมบ้าที่เร้าใจ โดยไม่มีหน้าท้องมาขัดขวางการส่ายสะโพก แม้ว่าชาวบราซิเลียนกินอาหารที่มีแป้งค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นแป้งในรูปเมล็ดธัญพืชและถั่วทั้งเมล็ด ซึ่งมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Obesity Research สนับสนุนว่า อาหารแป้งในอาหารบราซิเลียนนั้นลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนถึงร้อยละ 14 เพราะมีใยอาหารและไขมันต่ำ ทั้งช่วยชะลอการเพิ่มความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดและทำให้อิ่มทน สำหรับอาหารที่มีเครื่องเทศสูงของ “ไทยและมาเลเซีย” สามารถทำให้คนอเมริกันหลั่งน้ำตามานักต่อนักด้วยความซาบซึ้งว่า ได้กินของดีที่ทำให้แสบร้อนตั้งแต่รากผมถึงปลายเท้า เพราะเครื่องเทศในอาหาร เช่น ขมิ้นซึ่งมีสารเคอร์คิวมิน (curcumin) ช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงานจากอาหาร ส่งผลให้กินช้าลงเพราะต้องคอยซดน้ำเปล่าล้างความเผ็ดร้อนและอิ่มก่อนที่ร่างกายจะถึงจุดอิ่มจริง ซึ่งต่างจากอาหารของชาวอเมริกัน ซึ่งมักทำให้รู้สึกอิ่มหลังจากกินเกินเข้าไปแล้ว เนื่องจากอาหารไขมันสูงมักทำให้เรารู้สึกอร่อยจนหยุดไม่อยู่ ปรัชญาการไม่พลาดอาหารเช้าของชาว “เยอรมัน” นั้น ดูขัดความรู้สึกว่ามันน่าจะทำให้อ้วน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่า อาหารเช้าช่วยให้น้ำหนักลดถ้าเริ่มอย่างถูกต้อง คือ มีไข่ ธัญพืชทั้งเมล็ดและผลไม้ เพื่อเปิดสวิทช์การใช้พลังงานในร่างกายและตอบสนองความต้องการของสมอง ซึ่งลดโอกาสการตะกายหาอาหารกิน (เกิน)ในช่วงสายเหมือนคนละเลยอาหารเช้า ที่มาแปลกแต่ดูเป็นประโยชน์มากคือ ความคิดของชาวดัชท์ใน “เนเธอร์แลนด์” เกี่ยวกับการขยับแข้งขยับขาก่อนกินอาหาร โดยชาวดัทช์มักถีบจักรยานเพื่อไปซื้ออาหารมากิน ต่างจากชาวอเมริกันที่นิยมระบบ Drive in เพื่อซื้ออาหารจานด่วนมานั่งคุดคู้กินในรถ ที่น่าสนใจคือ ในเนเธอร์แลนด์นั้นจำนวนจักรยานมีมากกว่าจำนวนพลเมืองเสียอีก และกว่าครึ่งของชาวดัทช์ใช้จักรยานในการเดินทางประจำวัน ซึ่งเผาผลาญพลังงานได้ราว 550 แคลอรีต่อชั่วโมง ผู้คนรอบทะเลเมดิเตอเรเนียน เช่น “กรีก” รวมทั้งชาวเอเชียมองเนื้อสัตว์เป็นเพียงส่วนเสริมของมื้ออาหารโดยให้ความสนใจกับพืชผักท้องถิ่น เช่น น้ำมันมะกอก มะเขือต่างๆ และมองหาโปรตีนที่มาจากถั่ว ซึ่งตรงกันข้ามกับความคิดแบบอเมริกันๆ ที่ให้เนื้อสัตว์และมันฝรั่งเป็นองค์ประกอบหลักของอาหารแต่ละมื้อ สำหรับเครื่องดื่มในมื้ออาหารนั้นชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้จักศีลข้อ 5 เรื่องห้ามดื่มสุรา เบียร์จึงขายดีมาก ต่างจากชาว “อัฟริกาใต้” ที่นิยมดื่มชาแดงรอยบอส (Rooibos) ซึ่งถูกสกัดจากใบและกิ่งของต้น แอสปาเลตัสลีเนียรีส (Aspalathus linearis) ซึ่งเป็นไม้พุ่มและขึ้นที่เดียวในโลกคือ อัฟริกาใต้ ชานี้มีความหอมและรสชาติดีพร้อมคาเท็คชิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ปราศจากคาเฟอีนและมีแทนนินต่ำ แต่ถ้าเป็นความยากลำบากในการหาชาดังกล่าว ไทยมีชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพมากมายหลายชนิด ที่ผู้เขียนขอแนะนำให้ชาวอเมริกันคือ ชามะตูม เพราะทั้งหอมและมีรสละมุน การปรับให้อาหารกลางวันเป็นมื้อหลักแทนอาหารค่ำตามพฤติกรรมการกินของ “ชาวยุโรปและเม็กซิโก” น่าจะดีกว่าการที่ชาวอเมริกันชอบยกเลิกมื้อเช้า กินกลางวันให้น้อยหน่อย เพื่อสงวนกระเพาะอาหารสำหรับมื้อเย็นพร้อมการสังสรรค์ จากนั้นก็ไปนอนเพื่อให้อาหารถูกย่อยกลายเป็นพลังงานสำหรับสร้างไขมันสะสมที่พุง สารคดีในโทรทัศน์บางเรื่องให้ความรู้เกี่ยวกับการกินอาหารของชาวยุโรปว่า มีความพิถีพิถันในการปรุงและตั้งราคาให้แพงเข้าไว้ จึงต้องกินแต่เพียงน้อย สุขภาพของคนที่กินอาหารตามแบบยุโรปจึงค่อนข้างดีกว่าคนที่กินอาหารแบบอเมริกัน ปัญหาของคนที่ชอบกินของอร่อยและลดน้ำหนักไม่ได้คือ กินเร็ว แบบว่าชอบออกกำลังแขนด้วยการยกช้อนส้อมด้วยความถี่สูง มีผู้ช่างสังเกตพบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 28 ได้พบหน้าคนในครอบครัวที่โต๊ะอาหารมื้อเย็น ในขณะที่ชาว “ฝรั่งเศส” ร้อยละ 92 กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นประจำในตอนค่ำ ซึ่งการกินอาหารพร้อมกันนั้นทำให้ต้องกินช้า (มิเช่นนั้นอาหารอาจติดคอเวลาพูดคุยกัน) นักสรีรวิทยากล่าวว่า ระหว่างการเคี้ยวข้าวให้แหลกในปากนั้น จะมีการย่อยแป้งด้วยเอนไซม์อมัยเลสจากน้ำลาย ก่อให้เกิดน้ำตาลกลูโคส ซึ่งถูกดูดซึมเข้าเลือดส่งไปยังสมองทำให้รู้สึกอิ่ม ซึ่งต่างจากคนที่กลืนข้าวโดยไม่เคี้ยวจะอิ่มช้ากว่า จึงกินได้มากกว่าและอ้วนกว่า การเพิ่มปลาและอาหารทะเลอื่นในมื้ออาหารมากขึ้นตามแบบพฤติกรรมการบริโภคของชาว “ญี่ปุ่นและดัทช์” นั้น ทำให้ผู้บริโภคได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกาสาม ซึ่งเชื่อกันว่ากระตุ้นการทำงานของสมองเด็ก ลดความเสี่ยงต่อปัญหาของเส้นเลือดหัวใจ และลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเพิ่มการสะสมของไขมันหน้าท้อง ที่สำคัญอาหารทะเลส่วนใหญ่เว้นปลาหมึกมีไขมันต่ำผู้บริโภคจึงมักกินกันได้เต็มที่ ลักษณะพิเศษชาวญี่ปุ่นซึ่งชาวอเมริกันค่อนข้างชื่นชมแกมอิจฉาคือ ไม่ค่อยอ้วนเมื่อแก่ โดยเฉพาะเมื่อชะแง้แลดูชาวโอกินาวา ซึ่งมีพฤติกรรมการกินแบบที่เรียกว่า ฮารา ฮาชิ บุ (hara hachi bu) ซึ่งหมายความว่า ให้หยุดกินเมื่อเริ่มอิ่ม เพราะถ้ารอให้รู้สึกอิ่มจริง กระเพาะจะขยายตัวเองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเดินออกจากโต๊ะอาหาร หลังจากจ่ายค่าอาหารแล้วอย่างเร็วโดยไม่อ้อยอิ่งเติมของหวาน นำไปสู่การมีดัชนีมวลกายที่ดูดี ชาวโอกินาวานั้นมีค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 21.5 ในขณะที่ชาวอเมริกันตัวเลขอยู่ที่ 28 ส่วนคนไทยก็ตัวใครตัวมันนะครับท่าน ที่เขียนให้อ่านนี้ก็เพียงหวังว่า ท่านผู้อ่านที่ฉลาดซื้อ จะสนใจหยิบยกเรื่องราวดี ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันบ้างไม่มากก็น้อย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 161 อยากท้อง อ่านตรงนี้

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ปีนี้ www.environmentalhealthnews.org ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งชื่อ “Miscarriage risk rises with BPA exposure, study finds” ซึ่งเราควรสนใจบ้างไม่มากก็น้อย เพราะในตอนสุดท้ายบทความได้สรุปว่า สตรีที่สัมผัสต่อบีพีเอ (bisphenol A หรือ BPA) ระดับสูงในช่วงเริ่มตั้งท้องจะมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรสูงขึ้นถึงร้อยละ 83 เมื่อเทียบกับผู้ไม่สัมผัส ข้อสรุปดังกล่าวได้จากการศึกษาที่คลินิกภาวะเจริญพันธุ์ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้อาสาสมัคร 115 นางซึ่งท้องแล้วไม่เกิน 4 อาทิตย์ พบว่าอาสาสมัครที่ระดับบีพีเอในเลือดยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งแท้งง่ายเท่านั้น รายงานการศึกษาใหม่นี้ได้เพิ่มหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นต่ำของสารเคมีที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนตและในกระป๋องบรรจุอาหาร ตลอดจนใบเสร็จรับเงินอย่างง่าย (แบบว่ารับได้จากสถานีเติมน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ) นั้นอาจมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ อาจารย์ในภาควิชาสูตินารีเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาสแตนฟอร์ดกลุ่มหนึ่ง (ณ เวลาที่ผู้เขียนกำลังเขียนต้นฉบับนี้) กำลังจะตีพิมพ์บทความเรื่อง Conjugated bisphenol A (BPA) in maternal serum in relation to miscarriage risk ในวารสารชื่อ Fertility and Sterility ซึ่งกล่าวประเด็นสำคัญหนึ่งว่า “คู่ผัวตัวเมียที่มีปัญหาในการมีลูกหรือผู้ที่แท้งใหม่ๆ ควรลดความเสี่ยงในการสัมผัสสารบีพีเอเพราะมันน่าจะเป็นสารที่มีผลลบต่อการพัฒนาของตัวอ่อนในท้องแม่”  อย่างไรก็ดี การศึกษาใหม่นี้ยังไม่ได้หมายความว่า บีพีเอก่อให้เกิดการแท้งลูก สิ่งที่ค้นพบนั้นอยู่บนฐานของการตรวจเลือดของหญิงแต่ละนางเพียง 1-2 ครั้งระหว่างท้อง และที่สำคัญคือ ยังต้องการอาสาสมัครอีกจำนวนมาก เมื่อมีการเผยแพร่ผลการศึกษานี้ก่อนการตีพิมพ์ในวารสารอย่างเป็นทางการ ก็มีสูตินารีแพทย์อีกท่านหนึ่งของศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ (University of Rochester’s Medical Center) ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้เสียกับโครงการวิจัยดังกล่าวให้ข้อสังเกตต่องานวิจัยนี้ว่า แม้ว่าการแท้งนั้นเกิดในอาสาสมัครถึง 68 คนจาก 115 คน (ซึ่งเป็นอัตราเสี่ยงประมาณ 3 เท่าของสาวอเมริกันทั่วไป) ก็ตาม แต่อาสาสมัครของโครงการนั้นเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการแท้งสูงอยู่แล้ว เพราะมิเช่นนั้นคงไม่มาที่คลินิกภาวะเจริญพันธุ์ให้เสียเวลา ดังนั้นความสัมพันธ์ของสารนี้กับการแท้ง อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ขยายไปถึงสาวๆ ทั่วไป  อย่างไรก็ดีแพทย์ท่านนี้ก็ได้กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นการแสดงหลักฐานที่ชัดเจนอีกหนึ่งชิ้นที่กล่าวว่า สารเคมีในสิ่งแวดล้อมนั้นอาจเป็นปัญหาต่อการตั้งครรภ์ได้ มีข้อมูลเชิงสมมุติฐานที่ผู้เขียนขอเสนอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาคือ มีสารธรรมชาติชนิดหนึ่งชื่อ เจ็นนิสตีน (genistein) ซึ่งเป็นสารไฟโตเคมิคอลในถั่วเหลือง ที่มีศักยภาพคล้ายสารเอสโตรเจน จึงสามารถจับกับตัวรับเอสโตรเจน (estrogen receptor) ของเซลล์ต่อมน้ำนมและเซลล์มดลูกได้ แต่ออกฤทธิ์น้อยกว่าเอสโตรเจนมาก ซึ่งผลที่ตามมาคือ เอสโตรเจนที่มีมากเกินพอในสาวๆ บางคน ไม่สามารถออกฤทธิ์ก่อให้เกิดอาการคัดหน้าอกและปวดมดลูกตอนมีประจำเดือน ซึ่งเราถือว่าเป็นผลดีของเจ็นนิสตีน ที่น่าสนใจคือ wikipedia ก็ได้ให้ข้อมูลว่า บีพีเอนั้นสังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นของทศวรรษ 1930 โดยนักชีวเคมีชาวอังกฤษชื่อ Edward Charles Dodds โดยมุ่งหวังให้เป็นเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) สังเคราะห์ แต่ปรากฏว่ามันมีฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติถึง 37,000 เท่า เขาจึงหันไปสังเคราะห์สารอีกตัวหนึ่งคือ diethylstilbestrol (DES) ซึ่งได้ผลสมใจเพราะมันออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน (และมีฤทธิ์แรงกว่า) จึงช่วยแก้แพ้ท้อง แต่มีผลข้างเคียงทำให้ลูกสาวของผู้กินยานี้เป็นมะเร็งที่อวัยวะเพศเมื่อเข้าสูวัยสาว สารนี้จึงถูกยกเลิกการนำมาใช้ ดังนั้นถ้าเราเชื่อในสมมุติฐานที่กล่าวว่า ขณะกำลังท้องระดับเอสโตรเจนของสาวๆ ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อไปกระตุ้นให้ตัวอ่อนในมดลูกมีการพัฒนาตามรูปแบบที่ควรเป็น(เอสโตรเจนมีศักยภาพในการกระตุ้นการแบ่งและพัฒนาเซลล์ของตัวอ่อนให้เจริญอย่างรวดเร็ว) แต่บีพีเอ (ซึ่งมีศักยภาพค่อนข้างต่ำมาก ๆ ที่จะออกฤทธิ์เป็นเอสโตรเจน) อาจแย่งที่ในการจับตัวกับตัวรับเอสโตรเจน ส่งผลให้เอสโตรเจนเข้าจับตัวกับเซลล์ตัวอ่อนน้อยลง ทำให้ตัวอ่อนในท้องแม่ไม่พัฒนาเท่าที่ควรจึงแท้ง(ปรกติผู้หญิงที่กำลังเริ่มท้องจะมีอาการแพ้ท้องมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าวันไหนเลิกแพ้ท้องให้ระแวงได้เลยว่า น่าจะแท้ง) สมมุติฐานคล้ายกันนี้มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการแล้ว แต่เป็นการศึกษาถึงผลการได้รับเจ็นนิสตีนในระดับสูงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสัตว์ทดลองว่าทำให้สัตว์ทดลองมีลูกน้อยลง และคล้ายกันกับการศึกษาทางระบาดวิทยาในผู้หญิงที่อยากท้องแต่กินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเพราะเป็นมังสวิรัติมักมีลูกยาก จึงมีการแนะนำว่า ช่วงเริ่มตั้งครรภ์ควรลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองลงบ้าง(กินโปรตีนจากพืชชนิดอื่นได้) จนแน่ใจว่าการตั้งครรภ์ไม่มีปัญหาแล้วจึงกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเท่าเดิมหรือรอจนกว่าจะคลอดเรียบร้อยปลอดภัย ที่น่าสนใจคือ ในปี ค.ศ. 2005 ได้มีการศึกษาเล็กๆ ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งพบว่า สตรี 45 นางที่เคยมีวิบากกรรมตั้งท้องไม่ถึง 3 เดือนแล้วแท้งอย่างน้อย 3 ครั้ง มีปริมาณบีพีเอในเลือดสูงเป็นสามเท่าของสตรี 32 คนที่ไม่เคยมีปัญหาระหว่างการตั้งท้อง พอผลการศึกษาออกมาดังนี้ โฆษกของสภานักเคมีอเมริกัน (American Chemistry Council) ก็อดรนทนไม่ได้ต้องออกมาเม้นต์ว่า “การศึกษานี้ยังมีข้อบกพร่องเหมือนกับการศึกษาอื่นๆ ที่พยายามตรวจวัดบีพีเอในเลือด ณ วันใดวันหนึ่งแล้วพยายามมโนว่าตัวเลขนี้มีความสัมพันธ์กับการแท้งลูก” ย้อนกลับไปที่สูตินารีแพทย์ของศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์อีกที เพราะเธอได้กล่าวต่อไปว่า ช่วงเวลาที่ทีมวิจัยที่ฮาร์วาร์ดเลือกตรวจเลือดนั้นอยู่ในช่วง 7 สัปดาห์แรกของการท้องซึ่งเป็นช่วงแห่งความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งต่อการแท้ง และที่สำคัญคือ คนอเมริกันนั้นราวร้อยละ 90 มีบีพีเออยู่ในเลือดเป็นปรกติวิสัยอยู่แล้ว (คงเพราะกินอาหารกระป๋องเป็นหลัก ตั้งแต่คนถึงหมาแมว) เรื่องราวที่ตอบโต้ไปมาเกี่ยวกับว่าบีพีเอปริมาณต่ำ ๆ นั้นทำอันตรายประชาชนหรือไม่นั้น ทาง อย. สหรัฐอเมริกกาก็ยังคงยืนหยัดว่า “บีพีเอที่ความเข้มข้นต่ำแบบที่คนอเมริกันกลืนลงท้องนั้นปลอดภัย” (คือหน่วยงานยังเอาอยู่) โดยอ้างรายงานชื่อ Toxicity evaluation of bisphenol A administered by gavage to Sprague-Dawley rats from gestation day 6 through postnatal day 90 ซึ่งศึกษาโดย ดร. Barry Delclos และคณะนักวิทยาศาสตร์ชาว อย. 12 คน ซึ่งตีพิมพ์ผลงานนี้ใน  Toxicological Sciences (ข่าวโดยละเอียดนั้นอ่านได้จาก www.environmentalhealthnews.org/ehs/news/2014/feb/bpa-low-doses) สำหรับในประเทศไทยนั้น ยังไม่เคยมีงานวิจัยการศึกษาปริมาณบีพีเอในเลือดพวกเราเลย จึงมีประเด็นว่า คนที่อยากท้องให้ตลอดรอดฝั่งนั้นควรทำอย่างไรในการลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสบีพีเอ(แม้ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์อเมริกันจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีปัญหา ๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง) ดังนั้นคำตอบสำหรับผู้ที่อยากมีลูกสักคนมันก็จะแสนยากนั้น คือ ต้องรู้ว่า บีพีเอนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง (แนะนำให้เข้าไปอ่านบทความของผู้เขียนเรื่อง บีพีเอแถมฟรี ในเว็บไซต์โลกสีเขียว www.greenworld.or.th คอลัมน์นักเขียนรับเชิญ) แล้วก็พยายามอย่าเอามันเข้าสู่ร่างกาย เพราะมันไม่ใช่สารจำเป็นต่อร่างกายแม้แต่นิดเดียว   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 160 มารู้จักน้ำเต้าหู้กันหน่อย

ผู้เขียนได้พบกระทู้ในเว็บพันทิปที่ตั้งขึ้นว่า “ตอนนี้งดมื้อเย็นเลยหันมากินน้ำเต้าหู้แทนค่ะแต่เป็นน้ำเต้าหู้ไม่เครื่องหวานน้อย ซื้อครั้งละ 5 ถุง ไม่รู้ว่าอ้วนไหม กินมา 2-3 เดือนแล้วค่ะ แต่น้ำหนักไม่เห็นลง มีแต่เพิ่ม 55555 ลูกสาวเรา 3 ขวบ ก็กินน้ำเต้าหู้กะเราบางวันกินที มากกว่า 2 ถุงเลย มีผลอะไรไหมค่ะ ลูกสาวเราเป็นเด็กทานเก่งมากว่า น้องค่อนข้างอวบ ๆ ไม่รู้ผลมาจากน้ำเต้าหู้ด้วยไหม” ในกระทู้นั้นก็มีคนเข้ามาให้ความเห็นว่า “นมถั่วเหลืองให้พลังงานสูงค่ะ ยิ่งเป็นน้ำเต้าหู้ข้างทาง ไม่รู้มีแค่น้ำนมถั่ว+น้ำ รึป่าว เห็นว่าบางเจ้าใส่แป้ง ใส่นมวัวเพิ่ม นอกจากนี้น้ำเต้าหู้ช่วยเพิ่มฮอร์โมนผู้หญิง ลูกคุณกินมาก อาจมีรูปร่างโตเป็นสาวไว มี ปจด.เร็ว” ทั้งคำถามและคำตอบในกระทู้นี้สรุปได้ว่า มีผู้สนใจเรื่อง น้ำเต้าหู้(หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองนั้นเอง) ซึ่งน่ายินดีมาก เพราะเป็นที่ยอมรับกันทางระบาดวิทยาแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองนั้นลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมและมดลูก ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยมีบอกในภาพยนตร์ไทยเรื่อง น้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ ที่ฉายเมื่อ พ.ศ. 2537 อย่างไรก็ดี มีบางประเด็นที่ทั้งผู้ตั้งกระทู้และผู้แสดงความเห็นนั้นอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่น้อยหน่อยคือ การกินน้ำเต้าหู้ ลดอาหารเย็น แล้วแต่น้ำหนักยังไม่ลด ประเด็นนี้ไม่ต้องประหลาดใจเพราะ การทำน้ำหนักขึ้น 1 กิโลกรัม นั้นใช้เวลาสบายๆ แค่อาทิตย์เดียว แต่การจะลดน้ำหนักสัก 1 ขีด หรือ 100 กรัมนั้น ครึ่งปียังทำได้ยากเลย   การลดอาหารมื้อเย็นนั้นบางครั้งทำให้เราสบายใจว่า ได้ตัดพลังงานทิ้งไปแล้ว จึงไม่ค่อยระวังในมื้อเช้า ที่สำคัญในการลดน้ำหนักนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดและทำได้ยากมากคือ การออกแรงเผาพลังงานทิ้ง ซึ่งต้องทำจนถึงขั้นที่ร่างกายดึงเอาไขมันที่สะสมอยู่ออกมา น้ำหนักจึงจะลด ดังนั้นการลดน้ำหนักนั้นจึงต้องศึกษาหาความรู้ว่าควรกินอย่างไร ลดอะไร เพิ่มอะไร ปฏิบัติตัวอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หาได้ไม่ยากเลยในเว็บไทย ๆ ขอฝากท่านผู้อ่านทำเป็นการบ้าน อีกประเด็นที่น่าสนในคือ ข้อมูลที่กังวลเกี่ยวกับการกินสารไฟโตเอสโตรเจนในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเกี่ยวกับความกังวลเรื่องได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนทำให้มี ปจด. (ประจำเดือน) มาก่อนเวลาอันควรของเด็กหญิงนั้น ไม่ควรกังวลแต่อย่างใด ถ้าเด็กคนนั้นกินอาหารมีใยอาหาร โดยเฉพาะเพ็คตินจากพืชตระกูลส้ม ฝรั่ง กล้วย แตงกวา ฯลฯ มากพอ เพราะเพ็คตินมีผลทางอ้อมในการยืดเวลาเริ่มการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งทำให้เริ่มมีประจำเดือน และไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลืองนั้นเป็นสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนค่อนข้างต่ำ ไฟโตเอสโตรเจนคือ สารจากพืชที่ออกฤทธิ์เป็นฮอร์โมนเพศหญิงคือ เอสโตรเจน จึงมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าเป็น Estrogen agonist คำว่า agonist นั้นหมายถึง สารที่มีฤทธิ์ต่อสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่ความเหมือนนั้นมีทั้งเหมือนแบบฤทธิ์มากกว่าและเหมือนแบบฤทธิ์น้อยกว่า สารที่เป็น Estrogen agonist แต่ออกฤทธิ์มากกว่าเอสโตรเจนในมนุษย์คือ ไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในกวาวเครือ ซึ่งมีประโยชน์ใช้เป็นยาแผนโบราณสำหรับหญิงและชายที่เข้าสู่วัยทอง (ถ้ารู้ขนาดใช้ที่เหมาะสม) โดยอาศัยฤทธิ์ที่คล้ายเอสโตรเจนธรรมชาติช่วยบรรเทาปัญหาของความรู้สึกภายในร่างกายซึ่งกำลังเปลี่ยนถ่ายจากวัยเจริญพันธุ์ไปสู่วัยชรา จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพได้จัดให้เอสโตรเจนในร่างกายผู้หญิงเป็น สารก่อมะเร็งธรรมชาติ (สนใจไปหาข้อมูลได้ที่ http://ntp.niehs.nih.gov) เพราะถ้าใครมีมากเกินความจำเป็น โอกาสเป็นมะเร็งเต้านม มดลูก และรังไข่จะสูงกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ส่วนในผู้ชายนั้นการใช้สารสกัดจากกวาวเครือมากๆ ทำให้ผู้ชายมีหน้าอกใหญ่คล้ายผู้หญิงได้ แต่โอกาสเป็นมะเร็งเท่าผู้หญิงหรือไม่นั้น ยังต้องรอการศึกษาต่อไป ส่วนสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนน้อยกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติ (เมื่อคิดต่อน้ำหนักสารบริสุทธิ์เท่ากัน) ที่น่าสนใจคือ เจ็นนิสตีน (genistine) ในถั่วเหลือง สารนี้จับกับบริเวณรับฮอร์โมนเอสโตรเจนบนผนังเซลล์ต่อมน้ำนม(mammary gland cell) และของมดลูกของผู้หญิงดีมาก แต่ออกฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติที่ผู้หญิงผลิตเอง ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นเมื่อสารนี้เข้าไปแย่งที่จับบนผนังเซลล์ ฤทธิ์ของเอสโตรเจนธรรมชาติจึงลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อผู้หญิงหลายคนในช่วงมีประจำเดือน ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ ว่า ปรกติเอสโตรเจนธรรมชาติมีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้เซลล์ที่มันเข้าไปจับเตรียมพร้อมที่จะแบ่งตัว กล่าวคือ ทำให้เซลล์ต่อมน้ำนมและมดลูกขยายใหญ่เตรียมแบ่งในช่วงผู้หญิงมีประจำเดือน (เพื่อรอการปฏิสนธิของตัวอ่อน ถ้ามี) สภาวะนี้จึงทำให้ผู้หญิงบางคนที่ร่างกายสร้างเอสโตรเจนออกมามากกว่าคนอื่น เกิดอาการคัดเต้านมและปวดมดลูกในช่วง 2-3 วันแรกที่มีประจำเดือนหรืออาจมีอาการล่วงหน้าก่อนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าให้ผู้ที่มีปัญหาปวดคัดเต้านมและปวดมดลูกช่วงเวลามีประจำเดือนได้กินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นประจำ เจ็นนิสตีนจะเข้าไปแย่งจับที่บริเวณรับของเอสโตรเจนที่เซลล์เป้าหมาย ทำให้เอสโตรเจนธรรมชาติออกฤทธิ์น้อยลง ที่สำคัญก็คือ การแย่งที่จับที่บริเวณรับของเซลล์ต่อมน้ำนมและมดลูกนี้เป็นการลดความเสี่ยงที่เซลล์ดังกล่าวจะถูกกระตุ้นให้กลายเป็นมะเร็งได้ ในกรณีที่ไม่มีการปฏิสนธิในมดลูก นอกจากเจ็นนิสตีนจะมีผลดีต่อผู้หญิงในเรื่องลดความเสี่ยงต่อมะเร็งแล้ว สารนี้ยังมีศักยภาพในการยับยั้งการสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งที่เกิดใหม่ด้วยซึ่งเป็น ผลดีผสมร้ายถ้ากินไม่เป็น ความหมายของการกินไม่เป็นคือ ไปกินเจ็นนิสตีนในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นการกินสารนี้เข้มข้นกว่าการกินจากผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหลายร้อยเท่า จึงอาจส่งผลให้ผู้หญิงมีลูกยาก มีสมมุติฐานกล่าวว่า ขณะที่ผู้หญิงมีตัวอ่อนอยู่ในมดลูก ตัวอ่อนนั้นมีศักยภาพคล้ายก้อนมะเร็งก้อนใหญ่ที่ร่างกายแม่ต้องสร้างเส้นเลือดเพื่อส่งอาหารไปเลี้ยงตัวอ่อนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านทางรก ดังนั้นถ้ากินเจ็นนิสตีนในปริมาณมาก การสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนอาจถูกขัดขวาง ที่สำคัญได้มีข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองแล้วว่า เจ็นนิสตีนปริมาณสูงทำให้สัตว์ทดลองมีลูกยากขึ้น จึงมีคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตั้งใจมีลูก ผู้หญิงอาจต้องลด(ไม่ได้หมายว่าหยุดเลย) การบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองจนกว่าเด็กจะคลอดหรืออย่างน้อยให้พ้นช่วงสามเดือนแรกไปก่อน และเมื่อใดที่ปลงใจว่าปิดโรงงานการผลิตทายาทแล้ว การบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นประจำน่าจะเป็นคำแนะนำที่ดีในการลดความเสี่ยงของมะเร็งของอวัยวะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 159 วิตามินอีกับมะเร็ง

ผู้เขียนได้รับข่าวงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ (มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง) ฟรีจากวารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติที่ใจกว้างมากฉบับหนึ่งเป็นประจำ ในข่าวประจำวันที่ 29 เดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้พบหัวข้อข่าวที่น่าสนใจว่า “Study suggests supplements such as vitamin E promote tumour growth.” ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่า มีการศึกษาพบว่าการเสริมวิตามินอีนั้นเป็นการสนับสนุนการเจริญของเนื้องอก เนื้อข่าวกล่าวว่า ในการทดลองให้หนู mouse(ซึ่งคล้ายหนูถีบจักรสีขาวที่มีขายที่สวนจตุจักร) กินสารต้านออกซิเดชั่น(ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกว่า สารต้านอนุมูลอิสระ) คือ วิตามินอี หรือ เอ็น-อะเซ็ตติลซิสตีอีน  (N-acetylcysteine (NAC)) แล้วกลับพบว่า เป็นการสนับสนุนการขยายขนาดของเนื้องอก ไม่ใช่ไปยับยั้งตามที่ตั้งสมมุติฐานไว้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science Translational Medicine ซึ่งคงไม่ถูกใจพระเดชพระคุณนับล้านคนที่กลืนเม็ดวิตามินอีในลักษณะอาหารเสริมเป็นประจำ ในสหรัฐอเมริกานั้นเคยมีการสำรวจว่า ผู้ใหญ่ราวร้อยละ 11 กินวิตามินอีเสริมในขนาด 400 IU หรือมากกว่า(ซึ่งขนาดที่นักวิชาการแนะนำว่า มนุษย์ธรรมดาควรได้รับจากอาหารคือ 22.4 IU) ด้วยความหวังว่าวิตามินอีและสารต้านออกซิเดชั่นอื่นๆ จะไปช่วยสกัดกั้นอนุมูลอิสระที่เป็นผลพลอยได้จากการใช้พลังงานและการทำงานในระบบภูมิต้านทานของร่างกาย(ส่วนใหญ่เป็นอนุมูลที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบที่มีความไวในการทำปฏิกิริยาชีวเคมีกับสารอื่นในเซลล์) ไม่ให้ไปทำอันตรายชีวโมเลกุลอื่นๆ ในเซลล์   เพราะบางครั้งเกิดมากเกินจำเป็น จนก่อความเสียหายแก่ดีเอ็นเอ (ตัวกำหนดการทำงานของเซลล์) ซึ่งความเสียหายนั้นอาจนำไปสู่การเกิดเนื้องอกและมะเร็ง   โดยปรกติแล้วเรามักคิดว่า สารต้านออกซิเดชั่นนั้นเป็นตัวลดการเกิดอันตรายในลักษณะนี้ได้ จึงนำไปสู่ธุรกิจการขายสารต้านออกซิเดชั่นต่าง ๆ เช่น วิตามินอี เบต้าแคโรทีน วิตามินซี สารสกัดจากใบไม้ เปลือกไม้ เปลือกผลไม้ เมล็ดพืช และอื่นๆ อีกมากมาย ให้แก่ผู้บริโภคที่ประเมินตนเอง(ตามคำแนะนำของผู้ขายสินค้า วิทยากรในรายการโทรทัศน์ดาวเทียมและฟรีทีวีต่างๆ) ว่ามีความเสี่ยงต่ออันตรายดังกล่าว รายงานการวิจัยใน 1994 เกี่ยวกับการที่เบต้าแคโรทีนไปส่งเสริมการเกิดมะเร็งปอดของอาสาสมัคร 29,133 คนที่เป็น สิงห์อมควันนั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงหลายครั้งในหลายโอกาสแล้ว เพราะข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นตำนานในการเรียนการสอนด้านระบาดวิทยาของโรคที่ไม่ติดต่อในมนุษย์ที่พบว่า การเสริมสารเคมีเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านระบบที่ไม่ใช่การกินจากอาหารแล้วส่งผลเสียได้เหมือนกัน ข่าวจาก Nature เล่าถึงกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเต็นเบอร์ก ประเทศสวีเดน (University of Gothenburg เขียนเป็นภาษาสวีดิชว่า  Göteborgs universitet) ที่พบว่า การให้สาร NAC แก่หนู mouse ที่ตัดแต่งพันธุกรรมให้เป็นมะเร็งปอดได้ง่ายนั้น แทนที่จะเป็นการไปลดการเกิดมะเร็งกลับเป็นการเพิ่มการเกิดมะเร็งถึง 3 เท่าของกลุ่มที่ไม่ได้รับสารนี้ ก่อนอื่นต้องเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบว่า NAC หรือ N-acetylcysteine นั้นเป็นยาที่ลดอาการไอจากเสลด ใช้ล้างพิษพาราเซตตามอลที่มากเกินไป แต่ปัจจุบันถูกขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะต้านการออกซิเดชั่นได้ดีกว่า L-Cysteine และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กลูตาไธโอนในร่างกาย จึงมีการโฆษณาขาย(โดยไม่ขออนุญาต อย.) ว่า กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน บำรุง และปกป้องเซลล์ตับจากสารพิษ ควบคุมการผลิตเม็ดสีเมลานินในร่างกาย รักษาแผลหลังผ่าตัดหรือแผลที่เกิดจากรอยไหม้ ปกป้องผิวจากการถูกรังสีเผาไหม้ และป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารเคมีในควันบุหรี่ ฯลฯ ดังนั้นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเต็นเบอร์ก จึงไปลบล้างคำโฆษณาเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งปอด ทั้งที่ความจริงแล้วถ้ากลูตาไธโอนเกิดขึ้นเองในร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว สารนี้จะเป็นสารที่ใช้จับสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย สิ่งที่น่าสนใจจาก Nature ต่อไปคือ คณะนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้ทำการวิจัยลึกลงไปอีกว่า การเสริมสารต้านออกซิเดชั่นคือ วิตามินอีให้แก่หนูในขนาดที่มากกว่าที่มนุษย์ควรได้รับในแต่ละวัน 5 ถึง 50 เท่า(ซึ่งปรกติถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ขายให้คนนั้นจะมากกว่า  4 ถึง 20 เท่า) นั้น ไปเสริมการเกิดมะเร็งที่ปอดถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับหนูในกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการเสริมสารต้านออกซิเดชั่น ที่หนักไปกว่านั้นคือ การเสริมสารต้านออกซิเดชั่นทั้งสองชนิดนั้น ทำให้หนูตายด้วยมะเร็งเร็วกว่าปรกติถึงสองเท่า ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในการศึกษาโดยใช้เซลล์มะเร็งปอดจากหนูหรือคนในห้องปฏิบัติการนั้น พบว่า สารต้านออกซิเดชั่นที่ผสมในอาหารเลี้ยงเซลล์กลับช่วยปกป้องหน่วยพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ให้เข้มแข็ง จึงทำให้ผู้วิจัยเข้าใจว่าสารต้านออกซิเดชั่นนั้นไปลดการทำงานของยีนที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบและทำลายดีเอ็นเอที่กลายพันธุ์ไปแล้วของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ดีเนื่องจากผลการศึกษานั้นเป็นการทำให้ห้องปฏิบัติการ ผู้ทำวิจัยจึงระบุในการแถลงข่าวว่า มันอาจยากที่จะแปลผลไปสู่มนุษย์ และที่สำคัญยีนมะเร็งของหนูที่ใช้ทดลองนั้นได้ถูกกระตุ้นให้ทำงานแล้ว(เนื่องจากหนูนั้นถูกตัดแต่งพันธุกรรมให้เป็นมะเร็งได้ง่าย) ซึ่งต่างกับมนุษย์ทั่วไปที่ยีนมะเร็งอาจอยู่สงบเป็นพรหมลูกฟักตลอดไป ถ้าไม่มีสารก่อมะเร็งไปกระตุ้นให้ตื่น ดังนั้นการทดลองของผู้วิจัย(จึงเหมือนเสียเปล่าเพราะ) ไม่ได้ระบุว่าสารต้านออกซิเดชั่นมีผลอะไรต่อคนที่มีสุขภาพดีทั่วไป แต่แนะให้สนใจถึงผลของสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจมีต่อสิงห์อมควันทั้งหลาย ซึ่งใครจะรู้ว่าขณะอมควันแล้วเกิดอาการหายใจไม่สะดวกเนื่องจากมีเมือกมากในปอดจึงต้องกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นสารต้านออกซิเดชั่น เช่น NAC เพื่อให้หายใจคล่องนั้น จะมีปรากฏการณ์เหมือนที่เกิดในหนูทดลองและเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงในห้องทดลองหรือไม่ ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเมือง Houston รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาคือ  University of Texas MD Anderson Cancer Center ได้กล่าวในการประชุมหนึ่งว่า สารต้านออกซิเดชั่นนั้นป้องกันการเกิดความเสียหายของดีเอ็นเอเนื่องจากอนุมูลอิสระได้ แต่ทันทีที่เกิดเซลล์มะเร็งแล้ว สารต้านอนุมูลอิสระน่าจะกลับทำงานปกป้องการถูกทำลายของเซลล์มะเร็งด้วยระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งประเด็นนี้ผู้บริโภคมักสับสนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่นักวิชาการควรแนะนำผู้บริโภคคือ สารต้านการออกซิเดชั่นนั้นมีประโยชน์ในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งได้ตราบที่ได้รับจากการกินอาหาร แต่เมื่อใดที่เริ่มมีเซลล์มะเร็งแล้ว การกินในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจไปส่งเสริมให้เซลล์มะเร็งอยู่รอดปลอดภัยจากการต่อสู้ของระบบทำลายสารพิษในร่างกายเรา   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 158 ผักจากทะเลของโต๊ะโตะจัง

สาหร่ายทะเลแห้ง เป็นสินค้าผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคนไทย(ยกเว้นผู้เขียนซึ่งไม่ใคร่ชอบกลิ่นทะเล แม้จะชอบอ่านหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง ก็ตาม) เพราะเป็นอาหารที่มีไอโอดีนและธาตุอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณสูง ที่นิยมกันสุดๆ คือ ปรุงเป็นแกงจืดสำหรับผู้ที่ชอบผักมีกลิ่นคาวและได้ผงชูรสธรรมชาติ หรือเป็นขนมกินเล่นแต่ได้ประโยชน์ สาหร่ายทะเลนั้นเป็นพืชขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่มีแสงแดดส่องถึง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามเม็ดสีภายในเซลล์ คือ สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีน้ำตาล และสาหร่ายสีเขียว คนส่วนใหญ่คุ้นกับสาหร่ายที่ฝรั่งเรียกว่า เคลป์ (kelp) ซึ่งเป็นสาหร่ายสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่และสูงมาก คนเอเชียที่อยู่ริมทะเลนั้นเก็บสาหร่ายกินกันเหมือนคนอยู่ชายขอบป่าเก็บผักหวานป่ากิน ชาวตะวันตกในอเมริกาและยุโรปเป็นกลุ่มคนท้ายๆ ที่เพิ่งตาสว่างเห็นว่าสาหร่ายทะเลมีประโยชน์ สาหร่ายเป็นแหล่งของโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์ (แต่คุณค่าด้อยกว่า) ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเป็นชาติแรกๆ ที่เห็นคุณค่าของสาหร่าย อาหารญี่ปุ่นและจีนมีเมนูอาหารที่ใช้สาหร่ายเป็นส่วนผสมมาก คนจีนเรียกสาหร่ายทะเลว่า “จีฉ่าย” นิยมปรุงเป็นแกงจืดใส่เต้าหู้หมูสับ มีสาหร่ายทะเลอีกรูปแบบหนึ่งที่ถูกตัดเป็นแผ่นบางรูปสี่เหลี่ยม บรรจุซองพลาสติก ซองละ 4-5 แผ่น เด็กๆ ชอบซื้อกินอาจด้วยชอบรสชาติที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ   สำหรับคุณค่าสารอาหารของสาหร่ายทะเลนั้นเคยมีผู้ศึกษาพบว่า ทั้งชนิดแผ่นกลมไม่ปรุงรส (จีฉ่าย) และชนิดปรุงรสบรรจุซองมี โปรตีนระหว่าง 10-40 กรัมต่อ 100 กรัม ใยอาหารตั้งแต่ 27-41 กรัมต่อ 100 กรัม (www.healthtodaythailand.net) มีไขมันและแป้งต่ำจึงให้พลังงานราว 366-382 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม ข้อมูลทางวิชาการที่พอเชื่อถือได้ (แต่ก็ต้องฟังหูไว้หูอย่าเชื่อจนงมงาย) กล่าวถึงประโยชน์ของสาหร่ายทะเลว่า การเติมสาหร่ายทะเลเข้าไปในอาหารสามารถชะลอหรือแก้ไขโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้การบริโภคสาหร่ายทะเลนั้นยังมีประโยชน์ในด้าน ขับโลหะหนักและสารรังสี (โดยอาศัยใยอาหารเป็นตัวขัดขวางการดูดซึม แต่ต้องไม่กินสาหร่ายทะเลจากจังหวัดฟูกูชิมะของญี่ปุ่น ซึ่งมีอุบัติเหตุโรงไฟฟ้าปรมาณูรั่วไหล) ขับสารพิษเช่น ไดออกซินและพีซีบีออกจากร่างกาย (เข้าใจว่าเพราะสาหร่ายทะเลคงดูดซึมสารพิษเหล่านี้ไว้ในปริมาณน้อยจึงกระตุ้นระบบทำลายสารพิษของผู้กินเข้าไปให้ตื่นตัว ดังนั้นข้อมูลว่าช่วยขับสารพิษจึงไม่น่าแปลกใจ และมีนักวิจัยญี่ปุ่นตีพิมพ์ใน Journal of Agriculture and Food Chemistry ชุดที่ 50 หน้าที่ 910-917 ในปี 2002 ว่า ใยอาหารในสาหร่ายทะเลช่วยจับสารพิษในทางเดินอาหารไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบโลหิตได้) ส่งเสริมระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง (เพราะสาหร่ายทะเลมักมีโปรตีน เบต้าแคโรทีน และสังกะสีซึ่งเป็นสามเสาหลักของระบบภูมิต้านทาน) ป้องกันคอหอยพอก (เพราะสาหร่ายทะเลเป็นแหล่งสะสมไอโอดีนซึ่งจำเป็นต่อการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน) ลดน้ำหนัก (เนื่องจากใยอาหารในมื้ออาหารลดปริมาณอาหารที่ให้พลังงานสูงจึงลดการสร้างไขมันในร่างกาย) จึงพบว่าคนเอเชียมักมีรูปร่างบางกว่าคนตะวันตก   ชาวตะวันตกนั้นมักกังวลกับความสะอาดของสาหร่ายทะเล อาจเนื่องจากเคยได้กลิ่นเหม็นเขียวออกเค็มที่หลอนหลังได้พบสาหร่ายเน่าทับซ้อนกันตามชายทะเลในฤดูร้อนช่วงน้ำลงตามชายหาด และมีข้อมูลการวิเคราะห์ปริมาณสารหนูในสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลซึ่งตีพิมพ์ใน Environmental Health Perspective ฉบับที่ 4 ของชุดที่ 115 หน้า 606-608 ในปี 2007 ที่สรุปว่าการกินสาหร่ายทะเลนั้นน่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ เกือบสิบปี (2548) มาแล้วเคยมีผู้ให้ข้อมูลว่า หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งได้ตรวจสอบสาหร่ายทะเลแห้งที่มีการปรุงแต่งรสและกลิ่นให้ถูกปากคนไทยมีสารแคดเมียมปนเปื้อนเกิน 2 มก./กก. ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่หลายประเทศกำหนดไว้ ดังที่กล่าวแล้วว่า สาหร่ายทะเลสามารถดูดซับสารเคมีที่อยู่ในทะเลได้ หากขึ้นในบริเวณมีขยะปนเปื้อน ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งโรงงานตามริมทะเลที่มีนิสัยมักง่ายทิ้งลงทะเล สาหร่ายก็ดูดซับสารเหล่านั้นเข้ามาไว้ในเซลล์ ทั่วไปแล้วสาหร่ายทะเลแห้งมีสารหนูประมาณ 30 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งกล่าวได้ยากว่าอันตรายหรือปลอดภัย ในเภสัชตำหรับของยุโรป (Europian Pharmacopia) ยอมให้สาหร่ายเคลป์ที่ใช้ทำยาแผนโบราณมีสารหนูปนเปื้อนได้ถึง 90 ส่วนในล้านส่วน เพราะสารหนูในสาหร่ายทะเลนั้นอยู่ในรูปสารหนูอินทรีย์ซึ่งพิษค่อนข้างต่ำ แม้คนไทยไม่ได้บริโภคสาหร่ายทะเลเป็นอาหารหลักเหมือนกับคน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือ จีน แต่เพื่อความปลอดภัยจึงมีผู้แนะนำในเน็ทว่า ให้กินสาหร่ายแห้งในปริมาณที่ไม่มากเกินปกติ ซึ่งกรณีสาหร่ายแห้งปรุงรสน่าจะไม่เกิน 1- 2 ซองต่อวัน และอย่ารับประทานติดต่อกันหลายวันนัก เพื่อลดโอกาสการสะสมของสารพิษที่อาจมี สำหรับผู้เขียนซึ่งเป็นแฟนพันธุทาง(คือดูบ้างไม่ดูบ้าง) ของเว็บพันทิปดอทคอมได้พบกระทู้ใน ห้องที่เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ ถามว่า “คือช่วงนี้ติดสาหร่ายทอดมากๆ ที่กินบ่อยมากๆ คือ ยี่ห้อXXXX  ค่ะ วันนึงประมาณ 3-4 ถุงใหญ่ค่ะ (ถุงนึงประมาณ 20 แผ่นมั้ง) ทำแบบนี้มาประมาณเดือนนึงละ จะมีอันตรายอะไรไหมคะ กลัวเรื่องเกลือเหมือนกันว่าจะมีโซเดียมเยอะ แต่ก็อร่อย แฮะๆ” มีผู้เข้ามาให้คำตอบประมาณว่า “พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ไขมันเยอะ อ้วน ผงชูรสเยอะมาก เกลือโซเดียมก็เยอะมาก ควรทำตามคำแนะนำข้างซอง บริโภคแต่น้อย ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” ที่น่าสนใจคือมีสาวหนึ่งกล่าวว่า “สาหร่ายปรุงรสพวกนี้มีโลหะหนักปนเปื้อนค่ะ พวกสารหนู แคดเมียม ตะกั่ว ขึ้นอยู่กับแหล่งเพาะเลี้ยง ถ้าใกล้แหล่งอุตสาหกรรม สาหร่ายก็จะดูดซับโลหะหนักเข้าไปมาก แต่จากการสุ่มตรวจพบในปริมาณไม่เยอะค่ะ เพราะส่วนใหญ่จะล้างก่อนเข้ากระบวนการ แต่ก็ไม่ควรทานเยอะ โลหะหนักพวกนี้มันสะสมในร่างกาย นานๆ เข้าก็เป็นอันตราย ยิ่งเด็กเล็กจะมีผลต่อพัฒนาการและสุขภาพค่ะ” (สาวท่านนี้คงเข้าใจผิดว่า สารพิษที่อยู่ในอาหารทะเลนั้นเหมือนธุลีดินที่ติดเสื้อผ้า) ที่น่ากังวลใจคือ มีข้อมูลกล่าวว่า “ระวังจะเจอสาหร่ายปลอมด้วยนะคะ เคยเห็นในกระทู้ไหนจำไม่ได้แล้ว พี่จีนเอาถุงก๊อบแก๊บมาตี ๆ ปั่น ๆ แล้วอัดมาเป็นสาหร่ายก๊อปเกรด A” ดังนั้นการบริโภคสาหร่ายทะเลย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ดีนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่เลวได้ถ้ามันมากเกินไปและบ่อยเกินไป เพราะพาราเซลซัสบิดาแห่งวิชาพิษวิทยาได้กล่าวว่า อะไร ๆ ก็ตามในโลกนี้มีทั้งข้อดีและข้อเลว ขึ้นกับปริมาณและความถี่ที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการเดินสายกลางในด้านการกินจึงเป็นข้อปฏิบัติที่ดีสำหับผู้บริโภค //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point