ฉบับที่ 174 เหมือนถูกลืม (ปฏิรูป)

เดือนที่เขียนบทความนี้คือ มิถุนายน 2558 ซึ่งเมื่อพลเมืองไทย (ตามความหมายที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใกล้คลอด) เปิดโทรทัศน์ดูข่าวไม่ว่าช่องไหน จะได้รับการรายงานข่าวซ้ำซากอยู่สามสี่ข่าวคือ การแก้ร่าง(ก่อนได้ใช้)รัฐธรรมนูญ การค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา บ่อนการพนันเสรี และคดียู(ถูก)ฟันสำหรับข่าวประเด็นหลังนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมันสื่อให้เห็นว่า คนไทยไม่เคยนำเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเลย เพราะพื้นฐานของการโกงเงินประชาชนส่วนใหญ่มักเป็นการหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเหล่าอาชญากรทำการชักจูง หว่านล้อม หรือกระตุ้นพลเมืองผู้ที่อยากลงทุนให้เกิดความต้องการด้านรายได้ หรือสร้างจิตวิทยาให้เกิดความคาดหวังหรือมีแรงจูงใจที่ผิดเช่น อยากรวยเร็ว มีรายได้สูงและสวัสดิการดี อยากมีบ้านหลังใหญ่และมีรถหรูขับถ้า (หลงผิดพอที่จะ) ร่วมลงทุนกับเหล่าอาชญากรเหล่านั้นในอดีตเรามีแชร์ค่าโง่อยู่หลายคดีเช่น แชร์แม่ชม้อย แชร์แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ เป็นต้น ซึ่งแชร์เหล่านี้ไม่เน้นการขายสินค้าหรือบริการ แต่จะมุ่งเน้นการหาสมาชิกใหม่เพื่อสร้างเครือข่ายหรือระดมทุนเพียงอย่างเดียว มีการจ่ายผลตอบแทนมากขึ้นเป็นเงาตามตัวตามจำนวนสมาชิกที่หามาได้ในทุกระดับชั้น ส่วนสินค้าที่อ้างถึงมักไม่มีการซื้อขายจริงหรือซื้อขายกันเพียงกระดาษ คดียูถูกฟันนั้นมีการออกหมายจับมากมายและกว้างขวางนัก ขนาดว่าแค่ไปรับงานเป็นพิธีกร หรือเป็นเซเลบเรียกความสนใจผู้คนในการประชาสัมพันธ์งานหรืออื่น ๆ ที่ปรกติมีการทำกันเป็นประจำ ต้องกลายเป็นข่าวว่า อาจพัวพันกับคดีนี้ ตัวอย่างเช่น www.thairath.co.th/content/500839 รายงานข่าวว่า ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการโทรทัศน์คนหนึ่งต้องเข้าให้ปากคำตำรวจในฐานะพยาน หลังพบหลักฐานร่วมเป็นพิธีกรภายในงานของเครือข่ายยูถูกฟัน ซึ่งพิธีกรดังกล่าวได้ให้ข้อมูลว่า มีดารานักแสดงตบเท้าเข้าร่วมงานคับคั่ง โดยตำรวจจะตรวจสอบสคริปต์ของพิธีกรที่ใช้ภายในงานเพื่อขยายผล หากพบหลักฐานว่ากระทำผิดจะขออนุมัติศาลออกหมายจับเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็ยังมีนักร้อง นักแสดง และอื่นๆ ที่ต้องถูกเรียกตัวไปให้ปากคำและอาจถูกตั้งข้อหาสนับสนุนการทำธุรกิจของยูถูกฟัน พูดง่าย ๆ คือ ไปช่วยโฆษณาทำให้คนถูกหลอกมากขึ้น ความจริงประเด็นการช่วยเหลือให้ประชาชนถูกหลอกโดยผู้มีชื่อเสียงหรือเซเลบนั้น เกิดมานานแล้ว ตั้งแต่เรามีโทรทัศน์ซึ่งแพร่สัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทั้งนี้เพราะการใช้โทรทัศน์ในกิจการชักชวนให้คนหันมาใช้สินค้าของผู้ประกอบการนั้น เป็นวิธีการที่ได้ผลมากที่สุดกับคนไทย (ซึ่งไม่รวมผู้เขียนเพราะไม่เคยดูโฆษณาเลย เนื่องจากโทรทัศน์ที่ซื้อมามีรีโมทรวมมาด้วย จึงสามารถหนีการหลอกลวงที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ได้ดี) ดังนั้นกรณีของเซเลบที่เข้าไปพัวพันคดียูถูกฟันนั้น ถ้าเกิดมีความผิด มันน่าจะเป็นกระตุ้นให้มีการเปิดใต้พรมปูพื้นประเทศนี้ออกมาให้เห็นว่า มีการกวาดฝุ่นไปซ่อนมานานแค่ไหนแล้ว เพราะการแนะนำสินค้าต่างๆ ของเซลเลบส่วนใหญ่นั้นมักโอ้อวดคุณภาพของสินค้า ซึ่งสินค้าบางกลุ่มเช่น อาหารและเครื่องสำอางนั้น พิสูจน์ให้เห็นจริงว่าได้ผลนั้น.....ยากมาก สำหรับท่านที่อ่านวารสารฉลาดซื้อเป็นประจำ อาจพอระลึกได้ว่า ในฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2557 นั้น ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่อง โฆษณากับศีลข้อสี่ ซึ่งมีข้อมูลที่อ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์ Yangtse Evening News ที่นานจิงว่า ผู้บริหารของจีนแผ่นดินใหญ่ได้มองประเด็นการที่เซเลบต่างๆ ออกมาบอกผู้บริโภคว่า สินค้าของบริษัทที่ตนรับสตางค์ (ผ่านบริษัทครีเอตีฟทั้งหลาย) ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ โดยไม่เคยใช้สินค้านั้นเลยนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี จึงสมควรทำร่างกฎหมายเพื่อแก้รัฐบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณาเสนอแก่ Standing Committee of the National People's Congress ครั้งที่ 10 เพื่อให้มีการลงโทษเซเลบที่ผิดศีลข้อสี่เมื่อสินค้านั้นก่อปัญหาประเด็นการผิดศีลข้อสี่ของเซเลบนั้น ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในลักษณะเดียวกันในประเทศอินเดีย โดยประเด็นนั้นเป็นข่าวเกี่ยวกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเริ่มจากปัญหาเกี่ยวกับสารปนเปื้อน จากนั้นจึงลามไปถึงเซเลบที่เป็นผู้รับโฆษณาบะหมี่รายนี้ www.scmp.com ได้รายงานหัวข้อข่าว India bans popular XXX instant noodles after finding excessive lead เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2012 และเว็บ news.sky.com ได้รายงานต่อมาในหัวข้อข่าว XXX Noodles Off Shelves Over Lead Scare โดยมีข้อมูลสรุปว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่เหมือน อย. ของไทยคือ The Food Safety and Standards Authority of India (FSSAI) ได้ตรวจพบว่า บะหมี่ดังกล่าวซึ่งขายดีมากในอินเดียมีตะกั่ว 17.2 พีพีเอ็ม (ในห่อเครื่องปรุง) เกินกำหนดมาตรฐาน (0.1-2.5 พีพีเอ็ม) ที่จำยอมให้มีได้ นอกจากนี้ยังพบว่าในห่อบะหมี่นั้นมีผงชูรสคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมทผสมอยู่ ทั้งที่ไม่ได้แจ้งไว้ในฉลากด้วย(ทางผู้ผลิตออกข่าวต่อมาว่า ไม่ได้มีการเติมผงชูรสลงไปในระหว่างการผลิต เหตุที่ตรวจพบคงเป็นผงชูรสตามธรรมชาติ ซึ่งพบได้ในองค์ประกอบของอาหาร) ทางหน่วยงานราชการจึงได้สั่งห้ามจำหน่ายและให้หยุดการผลิตทันที (แต่ผู้ผลิตก็ได้ออกข่าวอีกว่า เราจะกลับมาในไม่ช้าหลังจากได้จัดการปัญหาเสร็จ) ผลร้าย(ที่มีต่อบริษัทผู้ผลิต) นั้นค่อนข้างสำคัญ เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังกล่าวนั้นขายดีมานานกว่า 30 ปีแล้ว มีส่วนแบ่งของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงร้อยละ 80 และเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นที่พึ่งของคนไกลบ้านต่างๆ ทั้งนักเรียน นักศึกษา กรรมกร เป็นต้น เนื่องจากปรุงกินง่ายเสมือนแกะห่อโรตีเข้าปาก ที่สำคัญกว่าคือ หุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นเมืองบอมเบย์รูดลงไปถึงร้อยละ 10 ของมูลค่าเดิม ประเด็นหลังนี้น่าจะเจ็บแสบกว่าประเด็นแรกสำหรับผู้บริหารบริษัทและแล้วสิ่งที่ตามมาเนื่องจากผลที่บะหมี่นั้นขายดีเนื่องจากการโฆษณาดีเยี่ยมคือ ในเว็บ www.ft.com/cms ได้มีบทความเรื่อง Bollywood star in hot water over XXX noodle row ซึ่งมีเนื้อข่าวโดยสรุปว่า Ms. Madhuri Dixit ผู้มีอายุ 48 ปี และเป็น Bollywood stars (ในช่วงปี 1990) ที่รับจ๊อบโฆษณาสินค้าดังกล่าว กำลังถูกจับจ้องจากทางการว่า ควรรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าวนี้หรือไม่ เพราะคนอินเดียนั้นก็คงเหมือนคนในหลาย ๆ ประเทศที่ซื้อสินค้าตามคำแนะนำของดาราที่ตนชื่นชอบ (ซึ่งอาจไม่เคยกินหรือใช้สินค้านั้น) โดยแอบหวังว่าเมื่อใช้สินค้านั้นแล้วอาจมีสภาพเหมือนดารา (ทั้งร่างกาย จิตใจซึ่งน่าจะรวมถึงสติปัญญา) ข่าวในเน็ทกล่าวว่า ดาราสาวดังกล่าวคงมีความรู้สึกร้อนรุ่ม เหมือนตกลงไปในน้ำซุบบะหมี่ที่ เธอโฆษณาว่าดีเลิศประเสริฐศรีทางโภชนาการสำหรับเด็กเป็นแน่แท้จากข้อมูลดังกล่าวซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยที่มีในอินเตอร์เน็ทนั้น ผู้เขียนหวังเพียงแต่ว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปฏิรูป ซึ่งการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่ง ที่ถูกหยิบขึ้นมาจากใต้พรมเพื่อปัดฝุ่นให้มันถูกต้องเสียทีนั้น เรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าโดยใช้ผู้ที่ขาดความรู้และประสบการณ์ในสินค้าที่ตนทำการโฆษณาควรได้รับการเหลียวมองเสียที เพราะประเด็นดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคมากที่สุด(นะสารี) เนื่องจากมันถูกเห็นอยู่ในจอโทรทัศน์ซึ่งมีทั้งเสียงและภาพกล่าวกรอกหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่ทุกวัน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 173 ดื่มน้ำหวานในฤดูร้อน พึงระวัง

ฤดูร้อนนั้นเป็นฤดูที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนมากที่สุด เพราะนอกเหนือไปจากความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคในอาหารที่ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องที่สูงเกือบเท่าหรืออาจเกินอุณหภูมิของร่างกาย แล้ว เรายังมักดื่มของเหลวเพื่อลดความกระหาย เนื่องจากความร้อนในกายมากกว่าช่วงเวลาอื่นเช่น ในฤดูฝนหรือฤดูหนาวในการดื่มของเหลวนั้น ถ้าโชคดีเป็นน้ำเปล่าปัญหาก็ไม่เกิด แต่ปัญหาต่อสุขภาพจะเกิดถ้ามันเป็นน้ำที่มีความหวานจากน้ำตาลธรรมชาติ เพราะมันเป็นปัจจัยการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวในช่วงอากาศร้อน และประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความหวานในเครื่องดื่มคือ ถ้าชนิดของสารให้ความหวานตามธรรมชาติต่างกัน ผลที่เกิดขึ้นมันก็ต่างกันท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าน้ำตาล(ที่เขียนบนฉลากอาหาร) ที่ใช้ให้ความหวานในอาหารที่ผลิตทางอุตสาหกรรมนั้นคืออะไร คำตอบอาจง่ายสำหรับผู้ที่เรียนมาทางด้านอาหารและโภชนาการ แต่ผู้ที่จบสาขาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอาจไม่ทราบว่ามันอาจเป็น น้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้น (high fructose corn syrup หรือ HFCS) ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวโพดก่อนอื่นท่านผู้อ่านควรเข้าใจความแตกต่างในการใช้น้ำตาลฟรุกโตสกับคนที่มีอาการเบาหวาน และการใช้น้ำเชื่อมฟรุกโตสในอุตสาหกรรมอาหาร ว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกันฟรุกโตส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่พบได้ทั่วไปในอาหารตามธรรมชาติ พบมากในผลไม้และน้ำผึ้ง ฟรุกโตส เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งนิยมใช้ให้ความหวานของอาหารทางการแพทย์ชนิดที่ใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะฟรุกโตสถูกดูดซึมเข้าเซลล์โดยไม่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน(ไม่เหมือนน้ำตาลกลูโคส) ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานได้รับพลังงานในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้รู้สึกสดชื่น หายอ่อนเพลียอย่างรวดเร็ว ส่วนน้ำเชื่อมฟรุกโตสนั้น ก็มีองค์ประกอบเป็นน้ำตาลฟรุกโตสเช่นกัน แต่กรรมวิธีการผลิตนั้นเป็นการนำเอาแป้งข้าวโพด ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นโพลีเมอร์ของน้ำตาลกลูโคสต่อเรียงกันยาว จนกลายเป็นแป้งมาย่อยด้วยเอ็นไซม์อัลฟาอะมัยเลส (α-amylase) จนได้แป้งชนิดที่เป็น oligosaccharide ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นโพลีเมอร์ของกลูโคสสายสั้น ๆ ซึ่งต้องถูกย่อยต่อด้วยเอ็นไซม์กลูโคอะมัยเลส (Glucoamylase) ได้เป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วจึงเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลฟรุกโตส ด้วยเอ็นไซม์กลูโคสไอโซเมอเรส (glucose isomerase) ซึ่งผลที่ได้นั้นจะมีน้ำตาลฟรุกโตสและน้ำตาลกลูโคส ที่ไม่ถูกย่อยผสมกันด้วยอัตราส่วนเกือบ 1 ต่อ 1 น้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นทั่วไปมักมีปริมาณน้ำร้อยละ 24 ส่วนที่เหลือคือน้ำตาลวิธีการผลิตน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นด้วยตนเอง (DIY หรือ Do It Yourself) นั้นมีคำอธิบายไว้ใน www.bonappetit.com ภายใต้หัวข้อ Make Your Own High-Fructose Corn Syrup with Artist Maya Weinstein ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการที่ประกอบด้วยสารเคมีและเอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่สามารถใช้ผลิตในครัวที่บ้าน แต่ราคาก็คงไม่เบานักเพราะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ถ้าท่านผู้บริโภคต้องการน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นจริงอาจสั่งซื้อจากร้านค้าที่มีโฆษณาในเน็ทดีกว่า เพียงแต่คงต้องซื้อในปริมาณมากหน่อยเท่านั้น ประเด็นที่ควรตั้งเป็นคำถาม เมื่อมีการบริโภคอะไรมากไปจากเดิม เช่นในกรณีของน้ำเชื่อมฟรุกโตส คือ มันปลอดภัยหรือไม่ ทั้งนี้เพราะบนฉลากอาหารในต่างประเทศนั้น ต้องระบุการผสมน้ำเชื่อมฟรุกโตสในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชาเขียว ขนมอบ ขนมปัง ผลไม้กระป๋อง แยมและเยลลี่ต่างๆ ไม่ใช่แค่บอกว่ามีส่วนผสมเป็นน้ำตาล แล้วก็มโนเอาว่าเป็นน้ำตาลทรายหรือซูโครส (Sucrose) สาเหตุที่น้ำเชื่อมฟรุกโตสได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและรวดเร็วก็เพราะ ฟรุกโตสให้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 1.3 เท่า หวานนุ่มกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ เป็นน้ำเชื่อมใสไม่มีสี จึงไม่บดบังสีของอาหาร ดังนั้นเมื่อเทียบกับน้ำตาลทราย ซึ่งเมื่อใช้ในอาหารแล้วมักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ฟรุกโตสจึงคุ้มค่ากว่าในด้านราคาต้นทุนการผลิต และความสะดวกการที่ฟรุกโตสถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้โดยไร้กลไกการควบคุมนั้น อาจดีเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยารักษาโรคเบาหวานอยู่ และสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดี แต่การใช้ฟรุกโตสในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้การควบคุม ที่น่าสนใจคือ มีการสำรวจพบว่า ตั้งแต่วงการอุตสาหกรรมเริ่มนำน้ำเชื่อมฟรุกโตสมาใช้แทนน้ำตาลทรายก็พบว่า อัตราการเกิดโรคอ้วนก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานนั้นน้ำตาลในเลือดไม่สูงผิดปรกติ แต่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีผู้ตั้งสมมุติฐานว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสเป็นส่วนผสมติดต่อกันอาจเพิ่มความอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารอื่นได้ในปริมาณมากขึ้น แต่ที่หนักหนาคือ น้ำตาลฟรุกโตสอาจส่งผลให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น โดยเฉพาะไขมันชนิดแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-C) แถมพกด้วยภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งไม่เป็นผลดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนั้นการใช้ฟรุกโตสในระยะยาวยังทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ และความดันโลหิตสูง และที่น่าหนักใจคือ น้ำตาลฟรุกโตสยังถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งถูกสงสัยว่าอาจก่อให้เกิดภาวะไขมันเกาะตับ (Fatty Liver) โดยไม่รู้ตัวประเด็นปัญหาของฟรุกโตสต่อสุขภาพสิ่งมีชีวิตนั้น ล่าสุดได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ของ Nature (วารสารที่ถูกจัดว่ามีอิทธิพลในวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สุดเล่มหนึ่ง) คือ www.nature.com/scientificreports ซึ่งตีพิมพ์งานวิจัยของ Catarina Rendeiro และคณะ เรื่อง Fructose decreases physical activity and increases body fat without affecting hippocampal neurogenesis and learning relative to an isocaloric glucose diet เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2015ดอกเตอร์ Rendeiro และคณะได้ทดลองในหนู mouse โดยแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม ให้ได้อาหารที่มีสัดส่วนทุกอย่างเหมือนกันหมด (ซึ่งหมายความว่าได้พลังงานเท่ากันด้วย) สิ่งที่ต่างกันอย่างเดียวคือ แหล่งให้พลังงานในอาหารกลุ่มหนูทดลองหนึ่งนั้นเป็นฟรุกโตส(ซึ่งคำนวณว่าให้พลังงานร้อยละ 18 ของคาร์โบไฮเดรตซึ่งได้แก่ แป้งข้าวโพดและน้ำตาลทราย) ส่วนของอีกกลุ่มเป็นกลูโคส(ซึ่งให้พลังงานร้อยละ 18 ของแป้งข้าวโพดและน้ำตาลทรายเช่นกัน) จากการเลี้ยงหนูนาน 77 วัน พบว่า หนูที่กินอาหารผสมด้วยน้ำตาลฟรุกโตสนั้น มีน้ำหนักตัวมากกว่ากลุ่มที่กินอาหารผสมน้ำตาลกลูโคสอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมตับที่โตกว่า ซึ่งอาจเนื่องจากไขมันที่มาพอกเพิ่มเติม(ในทางวิทยาศาสตร์แล้วการที่ตับมีไขมันสะสมถือว่าตับเริ่มแย่แล้ว เนื่องจากไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้หมด)ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยเรียนวิชาชีวเคมีมาคงไม่ทราบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้ในสัตว์ทดลองคือ โดยทั่วไปแล้วน้ำตาลกลูโคสนั้น อาศัยฮอร์โมนอินซูลินในการนำเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อสันดาปให้พลังงานแก่เซลล์ ซึ่งต่างกับน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งถูกสันดาปเป็นส่วนใหญ่ที่เซลล์ตับ ดังนั้นพลังงานที่เกิดที่ตับจึงมีความเหลือเฟือจนน่าจะส่งผลทำให้เกิดการสร้างไขมันขึ้นมาได้ เพราะเมื่อใดที่อวัยวะใดของร่างกายมีพลังงานเหลือเฟือเซลล์ของอวัยวะนั้น จะเริ่มการสร้างไขมันขึ้นมาสะสมแทน เนื่องจากไขมันนั้นเป็นแหล่งสะสมพลังงานที่ใช้พื้นที่ในการเก็บน้อยกว่าแป้งกลัยโคเจน อีกประเด็นที่คณะวิจัยได้ค้นพบ และเชื่อว่าอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้หนูกลุ่มที่กินน้ำตาลฟรุกโตสมีปัญหาสุขภาพคือ หนูกลุ่มนี้มีการออกแรงทำกิจกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด(กล่าวโดยสรุปคือ ขี้เกียจมากขึ้น) ประเด็นนี้ถ้านำมาอุปมาอุปไมยถึงคนที่ออกกำลังกายเหนื่อย ๆ แล้วกลับบ้านกินน้ำอัดลม คงได้คำตอบเสียทีว่า ทำไมออกกำลังกายแทบตายน้ำหนักถึงลดบ้างไม่ลดบ้างดังนั้น....หลังจากเขียนบทความนี้แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนจะปฏิบัติเพื่อให้เป็นนิสัยคือ เมื่อรู้สึกเหนื่อยหลังการออกกำลังกายแล้ว ถ้ากระหายอยากดื่มน้ำอัดลม ก็จะดื่มพร้อมกับสร้างภาพลวงว่า สิ่งที่ดื่มเป็นสุราเหมาไถ กล่าวคือ จะรินน้ำอัดลมลงแก้วในปริมาณที่คอเหล้าเขาทำกัน เพื่อดื่มเพียงนิดหน่อยพอรู้รส (เพราะถ้าเป็นเหล้าเหมาไถมันจะแรงและแพง) นั่นเอง  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 172 แก่ยากอ้วนยากคือ ใคร

วันหนึ่งผู้เขียนได้เจอบทความในเว็บชื่อ 10 Reasons Japanese Women Don’t Get Old or Fat ซึ่งว่าไปแล้วมันน่าจะเป็นไปได้ เพราะมีใครบ้างจะต่อสู้กับความเสื่อมถอยของสังขารได้ เนื่องจากมันเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ว่า รูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์นั้นเป็นของไม่เที่ยง ขอให้ทุกท่านที่แต่งงานแล้วอย่างเปิดเผยตระหนักว่า ท่านจะได้สามีหรือภรรยาใหม่ทุกวัน โดยไม่ต้องจดทะเบียนใหม่ เพียงแต่ว่าท่านจะพอใจในความใหม่หรือไม่เท่านั้นมีข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับนักเขียนญี่ปุ่นท่านหนึ่งชื่อ นาโอมิ มอริยามา ซึ่งเขียนหนังสือชื่อ10 Reasons Japanese Women Don’t Get Old or Fat แม้ชื่อเรื่องดูจะโม้ไปหน่อย แต่เอาเถอะลองมาดูกันว่า สิ่งที่ปรากฏในเน็ต ซึ่งเป็นบทคัดย่อข้อมูลจากหนังสือนั้นจะสมจริงสมจังหรือไม่มอริยามาได้พาผู้อ่านเข้าไปในครัวของแม่เธอในประเทศญี่ปุ่น จากนั้นเธอก็เปิดเผยความลับของการมีชีวิตอยู่ทนแบบเป็นสุข ซึ่งมอริยามาอ้างว่าท่านผู้อ่านคงไม่ได้ยินจากแหล่งใดมาก่อน เพราะความลับนี้เป็นวัฒนธรรมการปฏิบัติตนของชาวญี่ปุ่นในการกินอาหารที่ทำให้อายุยืนพร้อมทั้งยังแข็งแรงและสุขภาพดีประการแรกอาหารต้มเคี่ยวของคนญี่ปุ่นนั้นใช้วัตถุดิบพื้นๆ และเหมือนกันทุกวันคือ ปลาต่างๆ ผักจากทะเล(คงเป็นพวกสาหร่าย) และผักต่างๆ ที่ปลูกบนบก ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าว ผลไม้ ชาเขียว ที่น่าสนใจคือ คนญี่ปุ่น(ประเภทแก่ตายช้าที่ไม่ใช่พวกคอตกเล่นเน็ต) นั้น นิยมปรุงอาหารเองทุกวัน โดยมีปลาย่าง ข้าวหนึ่งชาม ซุปผักต้มเปื่อย ซุปมิโซะ(มิโซะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่น หมักจากข้าว ข้าวบาร์เลย์หรือถั่วเหลืองกับเกลือแล้วหมักด้วยราชื่อ kojikin มักนำมาประกอบอาหาร ทำซุปโดยละลายมิโซะในน้ำ เติมผัก เต้าหู้ เห็ดหรือสาหร่าย หรือทำเป็นเครื่องจิ้มปรุงรส สำหรับอาหารประเภทเนื้อ ปลา หอยและผัก) โดยมีผลไม้หั่นเป็นของหวาน แล้วจึงล้างคอด้วยชาเขียวมีการคำนวณกันว่า กระเพาะของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นสุสานของปลาถึงร้อยละ 10 ที่ถูกจับได้ในโลกนี้ ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นน้ำหนักปลาต่อคนต่อปีแล้วคือ 150 ปอนด์หรือเกือบ 70 กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นราว 2 เท่าของอัตราเฉลี่ยการกินปลาของคนทั้งโลก ซึ่งทำให้เห็นได้ประการหนึ่งว่า คนญี่ปุ่นได้รับน้ำมันโอเมกา 3 มากกว่าคนอื่นจึงมีอายุยืนกว่าคนอื่น(ข้อมูลนี้มักใช้ในการโฆษณาขายน้ำมันโอเมกา 3..... กรุณาฟังหูไว้หู!!!!) ที่น่าสนใจและน่าทำตามมากคือ คนญี่ปุ่นที่อายุยืนนั้นกินผักตระกูลกระหล่ำเช่น บร็อคโคลี กระหล่ำปลี คะน้า กระหล่ำดอก และกระหล่ำดาว (Brussels sprouts) มากกว่าคนอเมริกันถึง 5 เท่า ที่น่าประทับใจคือ วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น สดและเป็นไปตามฤดูกาล(สำหรับผู้เขียนแล้ว บางครั้งมันสดจนน่ากลัว ดังที่เห็นได้ในหนังสารคดีเกี่ยวกับการกินอาหารของคนที่อยู่เอเชียตะวันออกคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มีการแล่เนื้อสิ่งมีชีวิตเป็นๆ เพื่อสนองตัณหาความอยากกินของสด) จนเหมือนกับแม่บ้านนั้นซื้อวัตถุดิบที่เพิ่งถูกใส่ในบรรจุภัณฑ์ได้เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถูกนำมาใช้เตรียมอาหารที่ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จและที่น่าประทับใจมากในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่อายุยืนคือ การกินอาหารแต่น้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการที่พบว่า ใครที่กินอาหารแค่พอมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรียกว่า Dietary restriction นั้นมักอายุยืน โดยกินอย่างช้าๆ ให้ลิ้นสัมผัสกับความอร่อยของอาหารที่กำลังถูกบดในปาก คนกินเร็วมักกินอาหารได้มากเพราะสมองสั่งการให้หยุดกินไม่ทันมือที่พุ้ยอาหารเข้าปาก สิ่งที่น่าทำตามที่สุดสำหรับผู้ที่อายุเริ่มขึ้นเลขสาม(ซึ่งเป็นวัยเริ่มสะสมไขมันที่พุง) คือ อย่าตักอาหารให้เต็มจาน อย่าตักอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าอย่างอื่น ตักน้อยๆ ก็พอ(ประเด็นนี้ทำให้เป็นข้อจำกัดมากในการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่า ต้องเอาให้คุ้มกับที่จ่าย) ที่น่ารำคาญใจคือ อาหารคนญี่ปุ่นมีการประดับประดาและปรุงแต่งน้อยมาก(ต่างจากอาหารไทยที่รสชาติต้องเต็มที่ ถูกใจพระเดชพระคุณ รวมทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งมักประจักษ์ความจริงว่า แม้แต่สุกี้ที่จืดชืดในญี่ปุ่น พอมาถึงเมืองไทยแล้วแซ่บได้หลายเด้อ)การปรุงอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ นั้น ว่าไปแล้วแทบจะไม่ได้ปรุงอะไรมากนัก เพราะอาหารส่วนใหญ่ไม่ว่าจะใช้ความร้อนแบบใด มักเป็นแบบที่รวดเร็ว(ซึ่งน่าจะเป็นการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและไม่เปิดโอกาสให้เกิดสารพิษ) ดังนั้นรสชาติส่วนใหญ่จะมาจากน้ำสต็อกที่เตรียมอย่างดี การกินข้าวทั้งเมล็ดเป็นแหล่งของอาหารคาร์โบไฮเดรตนั้น เป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างชาติตะวันออกและชาติตะวันตก ซึ่งน่าจะเป็นคำอธิบายว่าทำไมชาวตะวันตกจึงมักกินแป้งเกินกว่าที่ควรกิน เพราะแป้งกินง่ายกว่าและมากกว่าในช่วงเวลาเท่ากัน ดังนั้นคนอเมริกันที่เริ่มตระหนักกับความหมายนี้จึงหันมากินข้าวกล้อง 1-2 มื้อต่อวันแล้วปรัชญาการกินอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น มื้อเช้าสำคัญที่สุด มีองค์ประกอบสมบูรณ์ที่สุด โดยอย่างน้อยต้องมีชาเขียว ข้าวสวย ซุบมิโซะที่มีเต้าหู้กับต้นหอม สาหร่ายโนริชิ้นเล็กๆ และไข่เจียวแบบญี่ปุ่นหรือปลาชิ้นหนึ่ง สำหรับของหวานในปัจจุบัน(ซึ่งคนไทยมักพร่ำเพ้ออยากกินนัก) นั้น คนญี่ปุ่นที่มีสุขภาพดีอายุยืนมักมองข้ามไปเพราะมันไร้สาระ(เนื่องจากมีแต่แป้ง และดูเป็นขนมที่ดัดแปลงจากต่างชาติ) และไปรบกวนความอยากอาหารที่เป็นประโยชน์แทนสิ่งที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่งสำหรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่นคือ การออกกำลังกายทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้ โดยในปี 2004 นิตยสาร Time ได้มีบทความเรื่อง How to Live to Be 100 ได้กล่าวถึงการที่ชาวญี่ปุ่นมีสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่สมส่วน เพราะมีความตื่นตัวในการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันซึ่งรวมถึงการออกกำลังกาย รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การออกกำลังกายเช่น ทางจักรยานรอบเมือง(ซึ่งไม่มีมอเตอร์ไซต์หรือหาบเร่แผงลอยเข้าไปแจม) เส้นทางจ๊อคกิ้ง เส้นทางปีนเขา และการออกกำลังกายอื่นๆ ที่จะคลายความซึมเศร้า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่น ที่ทำงานหนัก (ซึ่งกำลังเข้ามาสู่ชีวิตของคนไทยบางกลุ่มแล้วและรัฐยังไม่ได้เตรียมทางออกให้สักเท่าไร)โดยสรุปแล้ว ข้ออวดอ้างที่ว่า สาวญี่ปุ่นแก่ยากอ้วนยากนั้น น่าจะจริง เพราะองค์ประกอบของอาหารนั้นเป็นไปในรูปแบบที่นักโภชนาการปัจจุบันพยายามนักหนาที่จะขอให้คนไทยทั่วไปกิน ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่สำเร็จยากหน่อยเพราะ การกินอะไรได้ตามใจคือไทยแท้   

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 171 ดื่มเพื่อตาย

วันหนึ่งของเดือนมีนาคม 2558 ผู้เขียนได้มีโอกาสชมข่าว Midday delivery ของช่อง 3 แฟมิลี ซึ่งมีรูปแบบการเล่าข่าวที่น่าสนใจ เพราะพิธีกรมีความคล่องตัวในการพูดและสอดแทรกความรู้ด้านภาษาอังกฤษและจีนตลอดเวลา ตอนหนึ่งของข่าวได้กล่าวถึงผู้เคราะห์ร้ายในต่างประเทศที่ดื่มเครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy drink) ซึ่งมีเหล้าผสมอยู่แล้วมีอาการหัวใจวายจนเกือบตาย ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์กับคาเฟอีนในกาแฟโบราณใส่น้ำแข็ง ซึ่งมีผู้หวังดีซื้อให้ดื่มระหว่างการเล่นแบดมินตัน โดยที่ผู้เขียนลืมไปว่ากาแฟโบราณที่ขายส่วนใหญ่นั้น ใช้ผงกาแฟชงน้ำร้อนในลักษณะที่ได้กาแฟที่มีความเข้มข้นสูง คาเฟอีนจึงมีมาก ดังนั้นเมื่อดื่มกาแฟขณะเล่นแบดมินตัน ซึ่งต้องใช้พลังงานสูง หมายความว่าหัวใจต้องสูบฉีดโลหิตอย่างแรง คาเฟอีนที่ได้จากการดื่มกาแฟจึงไปเสริมการเต้นของหัวใจของผู้เขียนให้สูงขึ้นกว่าที่เคยเป็น จนรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากทรวงอก สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือ นั่งพักเลิกเล่นแบดในวันนั้นไปเลย เพราะมิเช่นคงไม่ได้มานั่งเขียนบทความนี้แน่นอน เรื่องของเครื่องดื่มให้พลังงานนั้นเป็นประเด็นลำดับต้น ๆ ที่องค์กรเอกชนบางองค์กรสนใจในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อราว 30 ปีก่อน กาลเวลาผ่านไปปัญหาไม่ได้ถูกแก้สักเท่าไร แต่เรื่องราวนั้นค่อนข้างเงียบไป เพราะประเด็นที่องค์กรเอกชนต่อต้านคือ การใช้ฝาจุกชิงโชคมาเป็นการโฆษณานั้นดูจางไป เพราะผู้ประกอบการหันไปหารับประทานจนร่ำรวยจากการขายในต่างประเทศที่ไม่มีการต่อต้านการดื่มสินค้านี้ อย่างไรก็ดีกรรมกรที่ทำงานในบ้านเรานั้น ต่างก็กระดกเครื่องดื่มให้พลังงานทุกเช้าก่อนเริ่มงาน โดยให้เหตุผลว่าทำให้มีแรงและกระชุ่มกระชวยทำงานได้ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไร จึงลองซื้อมาดื่มดู ก็พบว่ากินโอวเลี้ยงดูจะต้องจริตของผู้เขียนมากกว่า จึงได้แต่คิดว่า กรรมใครกรรมมัน เพราะกรรมกรบางคน ถึงจะดื่มไม่เกินวันละสองขวดตามคำแนะนำก็ตาม แต่ก็ดื่มหลายยี่ห้อในวันเดียวกัน เลยได้เกินสองขวดโดยไม่เจตนา ครั้นมาพบข่าวที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มให้พลังงานผสมเหล้าในต่างประเทศเข้า จึงลองเข้าไปดูใน YouTube ว่ามีคลิปเรื่องประมาณนี้ด้วยหรือ ปรากฏว่าเพียบเลย โดยส่วนใหญ่เป็นคลิปห้ามปรามการดื่มเครื่องดื่มแบบที่ว่ากับเหล้า หรือดื่มเครื่องดื่มแบบที่มีการผสมเหล้าเข้าไปในกระป๋องเลย เนื่องจากก่ออันตรายต่อหัวใจ   คลิปแรกเป็นข่าวจากสหรัฐอเมริกาชื่อ Dangers of Alcoholic Energy Drinks ซึ่งมีเนื้อข่าวย่อ ๆ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของ อย. เริ่มกังวลการวางขายเครื่องดื่มให้พลังงาน(energy drink) ชนิดที่มีการผสมเหล้า(ซึ่งบางยี่ห้อเลวร้ายมากเพราะมีแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 12) ปะปนไปกับเครื่องดื่มให้พลังงานแบบเดิม จึงทำให้นักเรียนและนักศึกษามีโอกาสได้จิบแอลกอฮอล์ขณะนั่งเรียนหนังสือ นักข่าวได้เสนอว่าควรแยกการวางขายบนชั้นในร้านสะดวกซื้อให้ชัดเจน คลิปที่น่าสนใจซึ่งขอแนะนำให้เข้าชมเพราะเป็นต้นเรื่องของข่าวใน Midday delivery เผื่อมีใครจะสามารถจะสื่อสารข้อมูลนี้แก่คนไทยที่อาจมีการดื่มในลักษณะนี้แล้วคือ The Hidden Dangers Of Energy Drinks ซึ่งเอาขึ้น YouTube เมื่อ 29 ตุลาคม 2014 มีใจความย่อๆ ว่า ซาร่าและสเตฟานีได้เฉลิมฉลองการสอบเสร็จโดยไม่ได้คิดว่า เครื่องดื่มที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของ อย. ออสเตรเลีย (ซึ่งในคลิปบอกว่าเป็น premixed alcoholic energy drink) ที่พวกเขากำลังดื่มจะฆ่าพวกเขา เพราะไม่นานหลังจากที่ดื่มไปไม่กี่กระป๋อง (แต่คงเกิน 2 กระป๋องตามที่ฉลากระบุว่าไม่ควรเกิน) ซาร่าก็ตายอย่างน่าอนาถ ในขณะที่สเตฟานีโชคดีไม่เป็นไร นักข่าวของคลิปนี้ได้พาไปดูกระบวนการขายสินค้าชนิดนี้และสำรวจสิ่งที่เป็นส่วนผสม พร้อมการไปสัมภาษณ์นักวิชาการและแพทย์ถึงปัญหาที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มนี้เกินที่กำหนด ซึ่งมีสมมุติฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบของเครื่องดื่มประเภทนี้อาจไปเพิ่มเกล็ดเลือดทำให้เลือดข้นขึ้น จนเกิดการอุดตันในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ นักข่าวได้ลองทำการศึกษาเล็ก ๆ โดยให้มีการเจาะเลือดอาสาสมัครที่ดื่มเครื่องดื่มนี้แล้ววัดความหนืดของเลือดที่เจาะออกมาก็พบแนวโน้มว่าน่าจะสนับสนุนสมมุติฐาน คลิปต่อไปคือ Energy Drinks and Alcohol ซึ่งเป็นการเตือนผู้บริโภค (โดยเฉพาะวัยรุ่น) จากหน่วยงานราชการของอังกฤษมีใจความว่า การผสมเครื่องดื่มให้พลังงานกับเหล้านั้นอาจทำให้บางคนคิดว่าจะเมาน้อยลง แต่อัลกอฮอล์ยังออกฤทธิ์และก่อให้เกิดอุบัติเหตุในการขับขี่รถยนต์ จึงไม่ควรผสมเครื่องดื่มสองชนิดเข้าด้วยกัน (มีเครื่องดื่มในไทยบางชนิดที่ผสมสารชีวเคมีเช่น กลูตาไทโอน แล้วโฆษณาว่าทำให้ตื่นเช้าไม่เมาค้าง ซึ่งปัจจุบันทราบกันดีว่า กลูตาไทโอนถูกย่อยหมดในทางเดินอาหาร ไม่สามารถไปถึงตับเพื่อช่วยในการทำลายแอลกอฮอล์ได้....ผู้เขียน) คลิปที่น่าสนใจมากเพราะกล่าวตรง ๆ ว่า premixed alcoholic energy drink ควรถูกยกเลิกคือ  Why Mixing Alcohol And Caffeine Is So Bad  ในคลิปนี้กล่าวถึงการขายเครื่องดื่มให้พลังงานในบาร์เหล้า ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องผสมเหล้าในเครื่องดื่มนี้แน่ แม้ว่ามันจะวางขายแยกกัน โดยผู้ดื่มมักคิดว่า การทำเช่นนี้ทำให้ได้พลังงานพร้อมจะเมาได้จนสุดฤทธิ์สุดเดช ในคลิปยังกล่าวว่า มีรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการพบว่า การดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ทำให้โอกาสเกิดอาการใจสั่นไม่เป็นจังหวะถึง 6 เท่าและมือไม้สั่น หงุดหงิดฉุนเฉียว นอนไม่หลับ ถึง 4 เท่า ของคนปรกติที่ดวดเหล้าอย่างเดียว จากการสัมภาษณ์คนโง่เหล่านี้พบว่า เขาคิดว่าตนเองควรเมาน้อยลงจึงเทน้ำทองแดงลงคอมากขึ้น ที่สำคัญคาเฟอีนนั้นได้ทำให้ผู้ดื่มเมาฟุบช้ากว่าปรกติ จึงหยุดดื่มช้ากว่าเดิม ทำให้สามารถเพิ่มความเข้มข้นแอลกอฮอล์ในเลือดได้สูงขึ้น ส่วนคลิปสุดท้ายที่จะแนะนำให้ดูนั้น เหมาะสำหรับคนที่กินเงินเดือนที่ได้จากภาษีของคนไทยหลายกลุ่มช่วยกันดู เผื่อว่าจะมีอะไรสะกิดสมองให้คิดทำประโยชน์แก่ผู้จ่ายภาษีบ้าง คลิปนั้นชื่อ 16x9 - A Dangerous Mix: Energy drinks and booze ซึ่งเอาขึ้น YouTube เมื่อ 30 เมษายน 2012 และมีความยาวถึง 23.54 นาที คลิปนี้มีลักษณะที่เรียกว่าเป็น all in one คือ ดูคลิปนี้แล้วได้ทุกอย่างที่เป็นปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดจากการดื่มเครื่องผสมดังกล่าว ทั้งนี้เพราะมีข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เหยื่อผู้รอดตายจากการดื่มเครื่องดื่มผสมนี้ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเจ้าหน้าที่จาก อย. ของแคนาดา สิ่งที่น่ากระทำเป็นอย่างยิ่งคือ น่าจะให้บริษัทรับพากษ์หนังที่เรารู้จักกันดีจากหนังแผ่นต่างๆ ช่วยพากษ์คลิปนี้ (เพราะมี subtitle ซึ่งถึงแม้จะไม่ค่อยตรงนักก็ตามให้ดู) แล้วหน่วยงานที่เอาภาษีบาปไปใช้ในการคงอยู่ของหน่วยงานทำการเผยแพร่ในรูปซีดีแจกฟรีแก่โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนในยามที่เรากำลังปฏิรูปการศึกษาใหม่ เพื่อให้เด็กได้รู้ในสิ่งที่ทำให้เขาเอาตัวรอดได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ได้แต่... อะไรก็ไม่รู้.....ที่ไร้ประโยชน์จนเด็กบางคนเอาตัวไม่รอดดังเช่นทุกวันนี้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 170 หน้าร้อนแล้ว ดื่มอะไรดี

ผู้ที่ชอบดื่มน้ำอัดลมสีดำอาจไม่สบายใจนัก เพราะมีนักข่าวชื่อ Rachef Arthur รายงานใน www.beveragedaily.com เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2015 ว่า อาจารย์ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกินในสหรัฐอเมริกาชื่อ Keeve Nachman ออกมาให้ข่าวถึงความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็งของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากการดื่มน้ำอัดลมสีดำ พร้อมตั้งความหวังว่าหน่วยงานรัฐควรลดความเสี่ยงโดยการพิจารณากฎหมายลดการที่ผู้บริโภคได้รับสาร 4-methylimidazole ในน้ำอัดลมที่ใช้สีคาราเมลชนิดที่ 3 และชนิดที่ 4 จากข่าวดังกล่าวทำให้บริษัทขายน้ำดำยี่ห้อหนึ่งรีบออกมาตอบโต้ว่า ข้อมูลดังกล่าวนั้นล้าสมัยแล้ว เป็นเรื่องเก่าที่มีการพูดถึงมานานและก็จบไปแล้ว น้ำอัดลมสีดำนั้นไม่ปาราชิกแน่ ทั้งนี้เพราะสินค้าของบริษัทนั้นได้มาตรฐานระดับโลกตลอดเวลา ในรายงานวิจัยเรื่อง Caramel Color in Soft Drinks and Exposure to 4-Methylimidazole: A Quantitative Risk Assessment ของ Tyler J. S. Smith และคณะ จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกิน (มี Keeve Nachman ซึ่งเป็นผู้ให้ข่าวแก่สาธารณะข้างต้นร่วมเป็นผู้นิพนธ์ด้วย) ตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ชื่อ PLOS One  เมื่อวันที่ February 18, 2015  มีข้อมูลที่ได้จากการทำวิจัยว่า ผู้บริโภคในรัฐแคลิฟอร์เนียได้รับสารพิษ 4-methylimidazole นี้จากเครื่องดื่มน้ำดำในปริมาณซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพราะพบว่า ประชาชนในรัฐดังกล่าวได้รับสารพิษนี้เกิน 29 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งตามข้อบัญญัติของกฎหมายชื่อ California’s Proposition 65 law นั้น กำหนดว่าเครื่องดื่มที่ทำให้ประชาชนได้รับ 4-methylimidazole เกินกว่า 29 ไมโครกรัมต่อวัน (ซึ่งทำให้ความเสี่ยงของผู้บริโภคต่อการเป็นมะเร็งเกินกว่า 1 คนต่อ 100,000 คน) นั้นต้องติดฉลากเพื่อเตือนอันตราย เว็บของบริษัทขายสีคาราเมลเว็บหนึ่งกล่าวว่า สีคาราเมลนั้นเป็นสีที่ถูกใช้มากที่สุดในโลก เพราะเครื่องดื่มที่มีการดื่มมากที่สุดในโลกนั้นมีสีดำ จึงต้องใช้สีคาลาเมลแต่งสีให้น้ำนั้นดำตามมาตรฐานของสินค้านั้นๆ ตามข้อบัญญัติเกี่ยวกับสารเจือปนในอาหารของสหรัฐอเมริกานั้น สีคาราเมลเป็นของเหลวหรือของแข็งสีน้ำตาลเข้มซึ่งมักได้จากการให้ความร้อน(ที่ควบคุมอุณหภูมิได้)แก่น้ำเชื่อมทำจากน้ำตาลเด็กโตรส (อีกชื่อของกลูโคส)ที่ได้จากข้าวโพด แล้วได้คาราเมลที่อยู่ตัวและไม่เหนียวเกินไป ที่น่าสนใจคือ ในการผลิตนั้นยังมีการใช้ กรด ด่างหรือเกลือบางชนิดช่วยเร่งให้สารตั้งต้นเปลี่ยนเป็นสีคาราเมล สีคาราเมลถูกจัดให้เป็นสารเจือปนในอาหารที่ปลอดภัยมากในระดับ GRAS (generally recognized as safe) ทั้งนี้เพราะเป็นสารเจือปน 1 ใน 700 ชนิดที่ถูกจัดว่ามีความเป็นธรรมชาติ (เหมือนกับ คำแสด(annatto) เบต้าแคโรทีน และน้ำจากหัวบีท เป็นต้น) ที่ใช้กันมานานก่อนที่รัฐบัญญัติ U.S. Food Drug and Cosmetic Act มีผลในวันที่ 1 มกราคม 1958 ซึ่งหมายความว่า สารเหล่านี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบความเป็นพิษด้วยสัตว์ทดลอง เนื่องจากคนที่กินมันตั้งแต่ก่อนปี 1958 นั้นได้เป็นเสมือนเป็นสัตว์ทดลองไปเรียบร้อยแล้ว สีคาราเมลที่มีการขายเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารนั้นแบ่งเป็น 4 ชนิดคือ ชนิดที่ 1 (มีรหัสของอียูว่า E150a บนฉลากอาหาร) ได้จากการให้ความร้อนแก่คาร์โบไฮเดรตโดยอาจมีการใช้กรดหรือด่างที่มีการยอมให้ใช้ได้ในอาหารเป็นตัวช่วย แต่ไม่มีการใช้เกลือแอมโมเนียหรือเกลือซัลไฟต์ในการผลิต สีที่ได้นั้นมีประจุไฟฟ้าเป็นกลางหรือลบนิดหน่อย สีคาราเมลชนิดที่ 2 (มีรหัสเขียน E150b บนฉลากอาหาร) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า caustic sulfite caramel ดูตามชื่อแล้วท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่า ได้จากการให้ความร้อนแก่คาร์โบไฮเดรตโดยมีการเติมเกลือซัลไฟต์ลงไป สีที่ได้นั้นมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ สีคาราเมลชนิดที่ 3 (มีรหัสเขียน E150c หรือ ammonia caramel colors) ได้จากการให้ความร้อนแก่คาร์โบไฮเดรตโดยผสมหรือไม่ผสมกรดหรือด่างลงไปแต่ที่ผสมแน่ๆ คือ เกลือแอมโมเนีย ได้สีคาราเมลที่มีประจุไฟฟ้าเป็นบวก สีคาราเมลชนิดที่ 4 (มีรหัสเขียนE150d หรือ sulfite ammonia caramel colors) จากชื่อของสีท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่า ในการเตรียมนั้นมีการใช้ทั้งเกลือแอมโมเนียและเกลือซัลไฟต์ ทำให้ได้สีที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ สีคาราเมลชนิดนี้แหละที่มีการผลิตให้ผู้บริโภคกินมากที่สุด เพราะเป็นสีที่มีความเสถียรที่สุดและหนืดน้อยที่สุด สิ่งที่เป็นปัญหาของสีคาราเมล ซึ่งรู้กันมานานพอควรแล้วคือ ในการผลิตสีชนิดที่ 3 และ 4 ซึ่งมีการใช้เกลือแอมโมเนียนั้น ก่อให้เกิดสารปนเปื้อนชนิดหนึ่งคือ 4-methylimidazole หน่วยงาน National Toxicology Program (NTP) ของสหรัฐอเมริกาได้จัดให้สาร 4-methylimidazole เป็น "possibly carcinogenic to humans" ซึ่งหมายความว่า มีข้อมูลการก่อมะเร็งแล้วในสัตว์ทดลอง แต่ยังขาดข้อมูลระบาดวิทยาในคน โดยผลการศึกษาในการประเมินความเป็นพิษของ 4-methylimidazole ในหนู rat ซึ่งใช้เวลา 2 ปีนั้น ยังสรุปไม่ได้ถึงอันตรายในการก่อมะเร็ง แต่ข้อมูลจากศึกษาในหนู mouse ซึ่งใช้เวลา 2 ปีเช่นกันนั้นพบว่า สารนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีมีนักวิทยาศาสตร์บางคนได้ตั้งประเด็นว่า ผลการศึกษานั้นไม่น่าเชื่อถือเพราะการประเมินความเสี่ยงของสารเจือปนในอาหารนั้น มักใช้ปริมาณสารมากเกินกว่าที่มนุษย์จะได้รับจริงเช่น เป็นพันเท่าขึ้นไปของปริมาณที่จะมีการใช้ในอาหาร การโต้แย้งในลักษณะนี้กลายเป็นความเคยชินแล้วสำหรับนักพิษวิทยา เพราะผู้โต้แย้ง (ซึ่งมักมีผลประโยชน์ทับซ้อน) มักทำเป็นลืมไปว่า จำนวนประชากรในโลกตอนนี้มีกว่า 7000 ล้านคน ในขณะที่การศึกษาความเป็นพิษของสารเคมีทั่วไปนั้นใช้หนูทดลอง(ซึ่งมีสุขภาพดีและกินดีอยู่ดี)เพียงพันกว่าตัวถึงสองพันตัว  เพื่อรับบทบาทเป็นตัวแทนของมนุษย์กลุ่มที่อ่อนแอที่สุดซึ่งไวต่อการเป็นมะเร็ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ปริมาณสารในปริมาณที่สูงมากเพื่อให้ได้เห็นศักยภาพความเป็นพิษของสาร ซึ่งถ้าผลการทดลองไม่พบความเป็นพิษก็จะทำให้สบายใจได้ว่า ประชากรทั้งแข็งแรงและอ่อนแอไม่ต้องเสี่ยงมากนักต่อการเป็นมะเร็งเนื่องจากกินสารที่ถูกทดสอบ สำหรับผลการศึกษาที่ Keeve Nachman แถลงข่าวนั้นเป็นผลจากการวิเคราะห์ความเข้มข้นของ 4-methylimidazole ในน้ำอัดลม และนำไปคำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในผู้บริโภค ซึ่งพบว่าความเสี่ยงสูงกว่าที่ยอมรับได้คือ คำนวณได้ว่า ในผู้บริโภคล้านคนมีมากกว่าหนึ่งคนที่จะเป็นมะเร็งเนื่องจากการบริโภคสินค้าดังกล่าว ท่านผู้อ่านสามารถตามไปดูบทความวิจัยชื่อดังกล่าวได้โดยอาศัยอากู๋เกิ้ลช่วยพาไป ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาสรุปผลจากงานวิจัยของ Tyler J. S. Smith และคณะว่า ความเสี่ยงที่คำนวณได้ว่าการดื่มน้ำอัดลมที่ถูกศึกษาแล้วจะเป็นมะเร็งนั้น ผู้บริโภคต้องดื่มน้ำอัดลมถึง 1,000 กระป๋องต่อวัน ถึงจะได้ 4-methylimidazole ถึงระดับที่ก่อปัญหาได้ (ซึ่งคงไม่มีคนบ้าคนไหนดื่มได้) ซึ่งการสรุปนี้ว่าไปก็ถูกในแง่การเอาใจผู้ประกอบการแต่ผิดในแง่ที่ อย.มะกันอาจลืมคิดไปว่า แม้ว่าพลโลกส่วนใหญ่จะมีร่างกายแข็งแรงกำจัดสารพิษทิ้งได้ไม่ยาก แต่ก็มีส่วนน้อยที่อาจมีระบบกำจัดสารพิษในร่างกายไม่ดีอยู่บ้าง ที่น่าสนใจคือ ในปี 2011 รัฐบัญญัติ California’s Safe Drinking Water and Toxic Enforcement Act (Proposition 65) ได้เพิ่มสาร 4-methylimidazole เป็นสารก่อมะเร็งในบัญชีสารก่อมะเร็งเรียบร้อยโรงเรียนมะกันไปแล้ว ซึ่งทำให้กลุ่มโรงงานผู้ผลิตน้ำอัดลมน้ำดำจำใจต้องประกาศว่า จะลดความเข้มข้นของ 4-methylimidazole ในผลิตภัณฑ์ของตน (ซึ่งน่าจะหมายความว่าใช้สีน้อยลง) ข้อมูลที่นำเสนอนี้ ไม่ได้หมายความว่าต้องการก่อความกังวลให้แก่ผู้นิยมบริโภคน้ำอัดลมสีดำของบ้านเรา ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคคงไม่มีโอกาสทราบว่า สีคาราเมลที่ใช้ในเมืองไทยนั้นเป็นสีคาราเมลชนิดใด เมื่อไม่รู้และไม่มีทางรู้ก็อย่ากังวลไปเลย หาวิธีลดความเสี่ยงเอาเอง แบบว่าเมื่อผู้เขียนกระหายต้องการน้ำตาลหลังออกแรงก็ดื่มเฉพาะน้ำอัดลมชนิดน้ำใสเท่านั้น จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากกลิ่นและรสสังเคราะห์เท่านั้น (ความรู้ด้านพิษวิทยาสอนให้รู้ว่า เมื่อมีอะไรเข้าปากเรา ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่เท่านั้น)

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 169 อ้วนและกรรมพันธุ์

ห้องสวนลุมพินีของ pantip เป็นห้องที่คุยกันเกี่ยววิทยาศาสตร์การแพทย์รวมถึงอาหารและโภชนาการ วันหนึ่งมีสมาชิกท่านหนึ่งตั้งกระทู้ว่า “ทำไมอาหารแคลอรีเท่ากันจึงอ้วนไม่เท่ากันคะ? อยากทราบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ค่ะว่าทำไมกินอาหารแคลอรีรวมเท่ากัน สมมุติ 1.) กินแต่ผักผลไม้อย่างเดียว และ 2.) กินแต่เค้ก ขนมหวาน กินน้อยๆ แต่กินทั้งวันไม่กินข้าวเลยทั้งคู่ แม้แบบที่ 2 จะกินแคลอรีรวมน้อยกว่าแต่ก็อ้วนเร็วกว่ามาก ทั้งที่ออกกำลังกายด้วย สัดส่วนก็ไม่ลดมีแต่เพิ่มๆ กล้ามเนื้อก็แข็งแต่พุงก็มาเช่นกัน ในขณะที่คนแบบแรกผอมลงๆ เรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ออกกำลังเลย เพราะอะไรหรอคะ? อันนี้เกิดขึ้นกับเราเองค่ะ เลยสงสัย เพราะตอนแรกคิดว่าแค่กินแคลอรีไม่เกินก็เพียงพอแล้ว ปล.เรากินประมาณ 500-800 cal. กินมากกว่านี้ไม่ไหวจริงๆ รู้สึกตัวจะระเบิด เพราะปกติไม่ทานของผัด/ทอดค่ะ” ผู้เขียนคิดว่า เจ้าของกระทู้คนนี้ช่างคิดดี เพียงแต่ฐานความรู้ด้านอาหารและโภชนาการซึ่งต้องรวมถึงความรู้ด้านชีวเคมีที่เกี่ยวพันกับวิชาพันธุกรรมนั้นยังอ่อนอยู่ จึงตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาด้วยความใฝ่รู้ สิ่งสำคัญที่ต้องอธิบายก่อนอื่นคือ ตัวอย่างอาหารทั้งสองกรณีที่เจ้าของกระทู้ยกขึ้นมาให้พิจารณานั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ เพราะผักและผลไม้ให้สารอาหารที่เกี่ยวข้องต่อการดำรงชีวิตต่ำและไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีใยอาหารเป็นองค์ประกอบหลัก ยกเว้นในกรณีเป็น กล้วย หัวมัน หรือถั่ว ซึ่งให้สารอาหารเกือบครบ ดังนั้นตัวอย่างที่เจ้าของกระทู้ยกนั้นจำเป็นต้องระบุชนิดของผักผลไม้ด้วยว่าเป็นอะไรเพื่อให้สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีที่ 2 ว่ากินแต่ขนมหวานซึ่งก็ต้องบอกว่า ขนมอะไร จึงจะสามารถนำความรู้ที่เรียกว่า อาหารแลกเปลี่ยน (Food exchange) มาใช้ในการเปรียบเทียบระดับพลังงานที่ได้รับในแต่ละกรณี อีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นข้อติดขัดต่อความคิดคือ การทำให้มื้ออาหารสองมื้อที่ต่างกันของตำรับอาหารมีพลังงานเท่ากันนั้นยากมาก ทั้งนี้เพราะตารางอาหารที่นักวิชาการใช้นั้นในการทำอาหารแลกเปลี่ยนนั้น เป็นเพียงค่าเฉลี่ยที่ระบุว่าองค์ประกอบของอาหารเช่น กล้วยน้ำว้า หมูทอด ผักบุ้งจีน ฯลฯ ให้พลังงานเท่าใด ซึ่งตัวเลขที่ระบุย่อมเปลี่ยนไปตามแหล่งที่มาของตัวอย่างที่ถูกวิเคราะห์ ดังนั้นวิธีเดียวที่จะจัดให้มื้ออาหารสองมื้อมีคุณค่าโดยเฉพาะพลังงานเท่ากันได้นั้น ต้องใช้สารอาหารบริสุทธิ์ ดังที่ผู้เขียนเคยใช้ในการเลี้ยงสัตว์ทดลอง(ซึ่งไม่ต้องคำนึงถึงความอร่อย) มนุษย์ในโลกนี้มีเอกลักษณ์ของพันธุกรรมประจำตัวแต่ละคน แม้แต่ในแฝดเหมือนซึ่งเมื่อออกมาจากท้องแม่แล้วความเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากการแสดงออกทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในทางวิชาการใช้คำว่า Epigenetic factor ท่านผู้อ่านที่พอจะเข้าใจภาษาอังกฤษได้น่าจะลองเข้าไปดูคลิปต่างๆ ของเรื่องนี้ใน YouTube แล้วจะเห็นว่า เรื่องนี้น่าสนใจมาก ความอ้วนนั้นก็คล้ายสภาวะด้านสุขภาพอื่นๆ ของร่างกาย มันเป็นผลที่เกิดจากการแสดงร่วมกันของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ในกรณีของพันธุกรรมนั้นมันเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า Genetic polymorphism ซึ่งคำนี้หลายท่านที่ไม่คุ้นชินกับเรื่องของพันธุกรรมย่อมไม่เข้าใจความหมาย ทั้งที่มันเป็นเรื่องจำเป็นแล้วสำหรับยุคดิจิตอลนี้ คำว่า Genetic(พจนานุกรมมักแปลว่า ที่เกี่ยวกับพันธุกรรม) นั้นเกือบทุกท่านที่จบระดับปริญญาตรีคงเข้าใจแล้วว่า มันมีความเกี่ยวเนื่องกับสารดีเอ็นเอซึ่งอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งโดยรวมแล้วไม่มีใครมีดีเอ็นเอเหมือนกันเลย(ยกเว้นแฝดเหมือนที่เกิดจากไข่และอสุจิคู่เดียวกัน) ประเด็นนี้เองจึงส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า polymorphism ซึ่งมาจากคำว่า poly (หลาย) สมาสกับคำว่า morph(ในที่นี้น่าจะหมายถึง รูปแบบหรือสันฐาน) และ ism (ระบบ) เมื่อนำสามคำนี้มารวมกันแล้วน่าจะแปลว่า การเป็นไปได้หลายรูปแบบของการแสดงออกเนื่องจากยีนใดยีนหนึ่งในมนุษย์ ตัวอย่างคือ พันธุกรรมที่กำหนดเส้นผมว่าเป็นผมที่มีเส้นตรงหรือหยักศกนั้น เป็นเป็นกลุ่มของยีนที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่รวมตัวกันเป็นเส้นผม เวลาที่ยีนกลุ่มนี้ทำงานจะมีการแปลข้อมูลออกมาเป็นการเรียงตัวของกรดอะมิโน เพื่อให้ได้เป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของเส้นผม ดังนั้นความแตกต่างกันของข้อมูลพันธุกรรมบนยีน จึงทำให้คนที่มีผมหยักศกมีองค์ประกอบเส้นผมเป็นกรดอะมิโน Cysteine ซึ่งมีกำมะถันเป็นองค์ประกอบมากกว่าคนที่มีผมเป็นเส้นตรง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพันธุกรรมนั้นสำคัญมากต่อความเป็นตัวตนของมนุษย์แต่ละคน Wikipedia ได้ให้ข้อมูลว่า พันธุกรรมหรือยีนที่กำหนดความรู้สึกอยากอาหารและ/หรือควบคุมการเผาผลาญใช้งานสารอาหารนั้น เป็นปัจจัยกำหนดที่ทำให้ผลที่เกิดขึ้นในคนมากกว่าหนึ่งคนที่กินอาหารที่เหมือนกันทุกประการ(ถ้าทำได้) แสดงผลเรื่องความอ้วน-ผอมออกมาต่างกัน ขอยกตัวอย่าง การทำงานด้านชีวเคมีและสรีรวิทยาของการย่อยอาหารโดยใช้พื้นฐานที่ว่า ในการย่อยโปรตีนนั้นเกิดเนื่องจากการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด ที่หลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหารคือ เป็บซิน (pepsin) และจากตับอ่อนคือ ทริปซิน (trypsin) คัยโมทริปซิน (chymotrypsin) คาร์บอกซีเป็บติเดส (carboxypeptidase) เป็บติเดส (peptidase) เป็นต้น (อย่าซีเครียดถ้าท่านพบว่าคำเหล่านี้ไม่คุ้นหู) เวลาท่านผู้อ่านเห็นคำว่า เอนไซม์ นั้นท่านนึกถึงอะไร สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนผ่านวิชาชีวเคมีบางคนมักเข้าใจผิดคือ เอนไซม์ชนิดหนึ่งของคนๆ หนึ่งย่อมเหมือนกับเอนไซม์นั้นในอีกคนหนึ่งทุกประการโดยเฉพาะโครงสร้าง ที่มีกรดอะมิโนเรียงตัวกันเป็นตัวเอนไซม์ ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง ความจริงแล้วเวลาเรากล่าวถึงเอนไซม์แต่ละชนิดนั้น เป็นการกล่าวถึงความสามารถในการทำงานของเอนไซม์นั้น เช่นในกรณีของเป็บซิน เราหมายถึงความสามารถของโปรตีนที่หลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหารที่สามารถทำให้โปรตีน ที่อยู่ในกระเพาะอาหารขาดออกจากกันกลายเป็นสายโพลีเป็บไทด์ (wikipedia นิยามว่า เป็นสายของกรดอะมิโนที่ต่อกันไม่เกิน 50 หน่วย) หลายๆ สายเพื่อส่งต่อให้ไปถูกย่อยในลำไส้เล็กจนได้เป็นกรดอะมิโนอิสระ ซึ่งสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ความสามารถของเอนไซม์ในการย่อยอาหารของมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เพราะการกำหนดลำดับของกรดอะมิโนที่เรียงเป็นสายของเอนไซม์แต่ละชนิดนั้น ขึ้นกับลำดับของเบสต่างๆ บนดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าไม่มีใครซ้ำใครได้(ซึ่งเป็นเรื่องของ genetic polymorphism) โดยบางครั้งอาจต่างกันแค่หนึ่งตำแหน่ง ก็สามารถส่งผลให้การทำงานของเอนไซม์ชื่อเดียวกันมีระดับการทำงานต่างกันไป ทำไมลำดับของเบสบนดีเอ็นเอจึงสามารถกำหนดความสามารถในการทำงานของเอนไซม์ได้ คำอธิบายนั้นเป็นดังนี้คือ ลำดับของเบสที่แปลระหัสออกมาเป็นลำดับของกรดอะมิโนนั้นเป็นตัวกำหนดรูปร่างของโปรตีนที่ทำงานเป็นเอนไซม์ ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านว่า กรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนในร่างกายมนุษย์มีราว 20 ชนิดนั้นต่างมีรูปร่างสัณฐานต่างกัน และเมื่อกรดอะมิโนมาต่อกันเป็นสายโปรตีนนั้นมันจะมีการม้วนงอไปมา ด้วยเหตุที่ว่า กรดอะมิโนบางชนิดชอบสัมผัสน้ำ บางชนิดไม่ค่อยชอบ หรือบางชนิดสัมผัสไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อกรดอะมิโนต้องมาเรียงกันตามข้อบังคับของตำแหน่งของเบสบนดีเอ็นเอ จึงเกิดปรากฏการณ์ที่สายโปรตีนม้วนงอไปมาเพื่อให้สายโปรตีนอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายที่สุด โดยกรดอะมิโนที่ชอบน้ำได้สัมผัสน้ำส่วนกรดอะมิโนที่ไม่ชอบน้ำหลบเข้าไปอยู่ด้านในของโครงสร้างของโปรตีน จุดที่สำคัญที่สุดคือ บริเวณของเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสารชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่ง (ในกรณีการย่อยโปรตีนนั้นคือ การเปลี่ยนโปรตีนโมเลกุลใหญ่ไปเป็นสายเป็บไตด์สายสั้นๆ หลายสาย) นั้นลำดับของกรดอะมิโนในสายบริเวณนี้เป็นตัวกำหนดรูปร่างสามมิติเฉพาะซึ่งเป็นสิ่งกำหนดความสามารถในการทำงานของเอนไซม์นั้น ๆ สิ่งที่ได้กล่าวมานี้เพื่อแสดงให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพว่า การที่คนสองคนกินอาหารชนิดเดียวกันเท่าๆ กันกลับมีสุขภาพหรือการเจริญเติบโตซึ่งรวมไปถึงความอ้วนต่างกันนั้น เกิดเพราะความสามารถในการย่อยอาหารที่กินเข้าไปต่างกัน (เพราะเอนไซม์ที่มีชื่อเดียวกันสามารถมีรูปร่างต่างกันซึ่งส่งผลถึงการทำงาน) นั่นเอง นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้คนที่กินอาหารเหมือนกัน ได้ผลต่อสุขภาพต่างกัน ดังนั้นจึงไม่เกินเลยนักถ้าจะกล่าวว่า เรื่องของความอ้วนความผอมของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของกรรม คือ กรรมตามพันธุ์นั่นเอง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 168 มัดกล้ามนี้..ท่านได้แต่ใดมา

ทางบรรณาธิการฉลาดซื้อได้เปรยกับผู้เขียนว่า เดี๋ยวนี้มีการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาว่า เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับหนุ่มๆ ที่ต้องการเป็นที่ติดใจตรึงตาสาวด้วยมัดกล้าม ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันมีประโยชน์และความปลอดภัยเพียงใด ผู้เขียนจึงรับเรื่องมาพิจารณาดูว่ามันมีอะไรเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคควรระวังบ้าง แม้ว่าไปมันจะไม่มีประโยชน์ต่อ สว. อย่างผู้เขียนแล้วก็ตาม เมื่อเข้าไปค้นดูข้อมูลในเน็ตโดยอาศัย Google ก็พบบทความหนึ่งในเว็บ Kapook ชื่อ 12 อาหารสร้างกล้าม (Men's Health) เขียนโดย นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย เมื่อ 27 มีนาคม 2555 เวลา 18:03:15 ซึ่งใจความก็เป็นการแนะนำให้กินอาหารธรรมชาติบางชนิดที่ควรมีประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของหนุ่มๆ มีส่วนหนึ่งของบทความที่ต้องจริตของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่งคือ “อาหารเสริมต่างๆ มากมายอาจไม่ได้ผล แถมยังทำให้คุณเสียเงินไปเปล่าๆ เพราะถ้าคุณยังรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง อาหารเสริมราคาแพง ก็ไม่สามารถออกฤทธิ์ หรืออาจไม่ต่างอะไรกับการรับประทานแป้งเปล่าๆ ดังนั้นเพื่อให้ได้กล้ามเนื้อสมใจหล่อเลือกได้ในระยะยาวหรือถาวร คุณจำเป็นต้อง เลือกทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสม....................” จริงแล้วการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่ไม่เข้าใจหลักการของอาหารห้าหมู่ หรือถึงเข้าใจแต่เป็นคนรวยไม่รู้เรื่อง ในการหาข้อมูลผ่านฐานข้อมูล ScienceDirect ผู้เขียนได้พบบทความของ Tzu-Cheg Kao และคณะ เรื่อง Health Behaviors Associated With Use of Body Building, Weight Loss, and Performance Enhancing Supplements ตีพิมพ์ใน Annals of Epidemiology ชุดที่ 22 หน้าที่ 331–339 ในปี 2012 ซึ่งให้ข้อมูลว่า ไม่น่าประหลาดใจที่จากการสำรวจในปี 1999 ถึง 2000 พบว่าผู้ใหญ่อเมริกันอย่างน้อยร้อยละ 52 กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างน้อยหนึ่งชนิดขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่า เกินกว่าร้อยละ 50 ของนักกีฬา ทหาร และคนทั่วไป กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในทหารที่ฝึกอย่างหนักมีถึงร้อยละ 13 ที่กินครีเอตีน (creatine) และผลิตภัณฑ์ที่มีเอ็พฟีดรีน (ephedrine) เป็นประจำเพื่อปรับปรุงสมรรถนะทางร่างกาย   ในปี 2008 สถาบันทางการแพทย์(Institute of Medicine หรือ IOM) ได้รายงานถึงการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในทหารซึ่งส่งผลกระทบถึงความพร้อมในการปฏิบัติการทางทหารและสมรรถนะทางกาย สถาบันทางการแพทย์แนะนำว่ากระทรวงกลาโหม (Department of Defense) ควร 1) วางระบบติดตามตรวจสอบผลเสียที่อาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของทหารโดยรวม 2) ติดตามการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากกว่าหนึ่งชนิดของกำลังพล และ 3) ติดตามการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบหลายชนิดที่ไม่ทราบสัดส่วนแน่นอนผสมกัน ตัวอย่างปัญหาทางสุขภาพที่เกิดจาการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐอเมริกาคือ หัวใจเต้นผิดปรกติ ตัวร้อน กล้ามเนื้อสลายตัว(Rhabdomyolysis ซึ่งมีเซลล์กล้ามเนื้อหลุดเข้าสู่กระแสเลือด โดยเฉพาะถ้าเป็นโปรตีนของกล้ามเนื้อเช่น มัยโอกลอบิน(myoglobin) หลุดไปถึงไต อาจทำให้ไตวาย) หมดสติ ชัก สมองหยุดทำงานเนื่องจากขาดเลือด และเสียชีวิต โดยจำนวนผู้เคราะห์ร้ายในลักษณะนี้ไม่แน่ชัด แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาประเมินว่าน่าจะราวร้อยละ 1 ของปัญหาที่เกิดการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปัญหาทางสุขภาพนี้ค่อนข้างสำคัญเพราะ บุคลากรทางทหารนั้นมักต้องฝึกในสภาวะแวดล้อมที่คับขันสาหัสสากรรจ์ ซึ่งอาจเพิ่มความรุนแรงของปัญหาที่เกิดเนื่องจากการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นการลดความเสี่ยงในประเด็นนี้ จึงสำคัญต่อความพร้อมของกำลังพลของกองทัพ ในปี 1980 กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เริ่มโครงการสำรวจพฤติกรรมของกำลังพลที่ใช้สารต่างๆที่ไม่ใช่อาหารในกองทัพ จากนั้นในปี 2005 ก็มีการสำรวจถามถึงการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกำลังพล โดยเฉพาะการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมกล้ามเนื้อ (body building) ลดน้ำหนัก (weight loss) และเสริมสมรรถนะร่างกาย (performance enhancing) ในประเด็นต่อไปนี้คือ สาเหตุการใช้ ระดับที่ใช้ และแหล่งข้อมูลในการใช้ผลิตภัณฑ์ จากการสำรวจได้มีการรายงานว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐอเมริกามีการปนเปื้อนขององค์ประกอบที่ผู้บริโภคไม่รู้จัก ดังนั้นการที่กำลังพลของกองทัพหันมากินผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีผลต่อสุขภาพอาจส่งผลต่อความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ การสำรวจบอกว่า กำลังพล 1 ใน 4 กินผลิตภัณฑ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเป็นประจำโดยไม่ได้ใช้ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยในการตัดสินใจ นอกจากนี้การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นยังไปมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงอื่น ๆ ที่กำลังพลมีเป็นประจำอยู่แล้วคือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย การไม่สวมหมวกกันน็อค และที่น่าสนใจก็คือ มีข้อมูลว่า คนที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นมีแนวโน้มต่อการใช้สารกระตุ้นชนิดสเตียรอยด์(anabolic steroid) สูงกว่าคนทั่วไปถึงห้าเท่า โดยสรุปของรายงานกล่าวว่า การปนเปื้อนของสิ่งที่ไม่ต้องการและการปลอมปนในผลิตภัณฑ์นั้น เป็นสิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยของผู้ป่วย อีกทั้งการกินผลิตภัณฑ์มากกว่า 2 ชนิดขึ้นไปในกำลังพลร้อยละ 9 ของกองทัพนั้นน่าจะมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อสมรรถนะของกองทัพ และที่น่าสนใจคือ มีผู้รายงานว่ากว่าร้อยละ 30 ของนักกีฬามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานั้น ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถนะของร่างกาย รูปแบบของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกำลังพลในกองทัพนั้นยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2005 พบว่านาวิกโยธินอาจมีความเสี่ยงในการดื่มแอลกอฮอล์และอื่น ๆ มากเกินไป โดยความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นมีแนวโน้มว่าเกิดในชายอายุ 25 ปี ที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือน้อยกว่า มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าประมาณร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นปนเปื้อนด้วยสเตียรอยด์ที่ใช้เสริมสร้างกล้ามเนื้อ(anabolic steroid) ซึ่งสารเหล่านี้มักไม่ถูกแจ้งว่าเป็นองค์ประกอบในฉลาก ดังนั้นในการศึกษาถึงผลการที่ผู้บริโภคกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ จึงมักรายงานว่าผู้บริโภคมีอาการตับเป็นพิษ ภาวะทางจิตผิดปรกติ ความผิดปรกติของทางเดินอาหาร หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเสียชีวิต ซึ่งอาการเหล่านี้มักสัมพันธ์กับการใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก แม้ว่ามีบางการศึกษาพบว่าบางผลิตภัณฑ์นั้นมี ไซบูทรามีน (Sibutramine) และซินเนฟฟรีน (Synephrine) ซึ่งใช้ในกิจการลดน้ำหนัก หรือส่วนประกอบอื่นปนอยู่ ก็ยังพบว่าเพียงร้อยละ 36 ของนักกีฬาเยอรมันเท่านั้นที่กังวลในปัญหานี้ และไม่มีใครทราบว่ากำลังพลของทหารอเมริกันเท่าใดที่รู้คิดกังวลต่อการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือมีโครงการอะไรบ้างของผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประกันว่า องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นเป็นไปตามฉลากที่ติดไว้ โดยสรุปแล้ว มีการประมาณว่า หนึ่งในสี่ของกำลังพลของสหรัฐอเมริกาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งอาจมีผลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดพิษภัยต่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่(คิดว่า)เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผลิตภัณฑ์ที่(คิดว่า)เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานและ(คิดว่า)ลดน้ำหนัก เป็นความเสี่ยงของปัจเจกบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องต่อความพร้อมของกำลังพลในกองทัพ การปรับปรุงระบบรายงานความเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และปรับปรุงความรู้สำนึกของผู้ผลิตและใช้นั้นเป็นสองขั้นตอนที่สำคัญต่อการสร้างเสริมสุขภาพของสาธารณชนที่ควรขับเคลื่อนเพื่อยังไว้ซึ่งสุขภาพที่สมบูรณ์ของกำลังพล ความคิดดังกล่าวที่เล่ามานี้รับรองว่าอีกนานจึงจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 167 หญิงท้องดื่มชาเขียว

  ชาเป็นเครื่องดื่มที่ผู้ใหญ่ห้ามผู้เขียนสมัยเป็นเด็กดื่ม นัยว่าเพื่อเลี่ยงอาการท้องผูก นอนไม่หลับ แต่พอมาถึงยุคสมัยนี้การดื่มชาของเด็กไทยดูจะไม่มีปัญหา เพราะเป็นการรับอิทธิพลที่ดูดีจากชาวญี่ปุ่น ซึ่งดื่มชาเขียวเป็นนิสัย สิ่งที่ต่างกันกับอดีตคือ ชาที่ผู้เขียนถูกห้ามดื่มนั้นเป็นชาจีนไม่ใช่ชาเขียว ชาจีนและชาเขียวนั้นมาจากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis วิธีการผลิตนั้นต่างกัน ตามความเข้าใจของผู้เขียนนั้น เมื่อใบชาถูกเก็บมาทิ้งไว้จะมีเอนไซม์ในใบชาออกมาย่อยสารธรรมชาติในใบให้เปลี่ยนไปพร้อมกับการหมักจากจุลินทรีย์ธรรมชาติ จนกลายเป็นสารที่ส่งกลิ่นของชาจีน(ซึ่งอาจรวมถึงชาฝรั่งและแขก) แต่ถ้าใบที่ถูกเก็บมาได้รับความร้อนพอประมาณตามวิธี ซึ่งคิดค้นในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นการทำให้เอนไซม์ในใบถูกทำลายไป ชานั้นจะคงสารตั้งต้น ซึ่งมีคาเทชินเป็นกลุ่มหลักไว้ พร้อมทั้งมีสีออกเขียวรวมทั้งกลิ่นที่ผู้เขียนไม่ใคร่ชอบ เพราะมันคาวคล้ายสาหร่าย(ต่างจากชาจีนที่สีออกน้ำตาลคล้ำและกลิ่นหอมชวนดื่ม) ดังนั้นสำหรับผู้เขียนแล้วชาจีนและชาฝรั่งใส่นมข้นหวาน จึงเป็นตัวเลือกแรกโดยทิ้งชาเขียวลงท่อระบายน้ำไป   มาในปัจจุบัน สืบเนื่องจากการศึกษาทางระบาดวิทยาด้านอาหารและมะเร็ง ได้ผลสรุปประการหนึ่งจากหลายประการว่า คนญี่ปุ่นอายุยืนและเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนชาติอื่นเพราะกินอาหารดีกว่า โดยมีชาเขียวเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในหลายปัจจัย อีกทั้งวัฒนธรรมเจป๊อบก็ได้เข้ารุกรานประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้นำวัฒนธรรมดื่มชาเขียวตามเข้าไปด้วย โดยอ้างว่าเป็นวัฒนธรรมเพื่อสุขภาพ   ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ชาเขียวเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่น่าจะทำให้คนญี่ปุ่นอายุยืนกว่าคนชาติอื่น แต่การดื่มชาเขียวนั้นไม่ใช่การดื่มน้ำล้างถุงชา(เติมน้ำตาล 12 ช้อน)ในขวดพลาสติก ซึ่งดื่มแล้วอย่าได้หวังเลยว่าอายุจะยืนยาว เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วต้องเข้าใจวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่ดื่มชา ซึ่งไม่ได้ใสแจ๋วแบบที่คนไทยดื่ม อีกทั้งต้องฝึกการฝึกสมาธิ ความมีระเบียบ ความอดทน และอื่นๆ ตลอดถึงการกินอาหารที่ออกเป็นธรรมชาติมีผักและธัญพืชสูง เป็นต้น   จากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มีการทำวิจัยที่ลึกซึ้ง ทำให้เราทราบว่าสารเคมีธรรมชาติสำคัญกลุ่ม คาเทชิน (catechin) นั้นมีศักยภาพในการลดความเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็ง ทั้งจากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผู้แสวงหาแนวทางในการขายสินค้าเพื่อสุขภาพจับประเด็นว่า น่าจะรวย ถ้าหันมาขายคาเทชินแก่ผู้รักสุขภาพซึ่งอยากตายช้า โดยมีบางส่วนของโฆษณาใน facebook ดังนี้ “ชาเขียวเป็นสมุนไพรซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย จัดเป็นยาอายุวัฒนะในเมืองจีนที่มีประวัติมายาวนานถึง4000ปี และจากการวิจัยโดยแพทย์ยุคนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าสารที่ดีที่มีอยู่ในชาเขียวนั้นคือ"คาเทชิน" และร่างกายหากได้รับสารคาเทชิน 700-800 mg เป็นประจำทุกวัน จะช่วยดูแลร่างกายได้หลักๆคือ ลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดและปรับความดันเลือดให้สมดุล บำรุงตับไต และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆเช่น โรคหัวใจ เบาหวาน สโตรค หลอดเลือดตีบ พาร์คินสัน อัลไซเมอร์ มะเร็ง และโรคอ้วน แต่การที่จะได้คาเทชิน700-800 mg นั้นต้องต้มชาเขียวร้อนถึง10 ลิตรเลยทีเดียว และของแถมที่มากับชาก็คือแทนนินที่ทำให้ท้องผูกและคาเฟอีนที่ทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดี เลือกดูแลสุขภาพตัวคุณเองแบบง่ายๆด้วยมูเกน สารสกัด"คาเทชิน"คุณภาพพรีเมี่ยมสั่งตรงจากญี่ปุ่น บรรจุแคปซูล ทานง่ายๆหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แคปซูล เป็นประจำ เหมาะทั้งทานบำรุง ป้องกัน และบรรเทา สินค้าเรานำเข้าจากญี่ปุ่น ราคาจึงอาจจะสูงไปหน่อย แต่คุณภาพสมราคาแน่นอน รับประกันว่าคุณภาพดีที่สุดในไทย สั่งตอนนี้มีโปรโมชั่นดีๆ มาเสนอP”   คาเทซิน คืออะไร  คาเทชินนั้นเป็นสารเคมีที่ใช้ในอาหารคนและอาหารสัตว์ ด้วยคุณสมบัติที่คาเทชินนั้นสามารถยับยั้งการออกซิไดส์ไขมันในอาหารโดยเฉพาะในเนื้อแดง สัตว์ปีกและปลา ปริมาณทั่วไปคือ ราวร้อยละ 0.3 ของเนื้อสัตว์เพื่อให้สามารถยับยั้งการออกซิไดส์ของไขมันที่แทรกในเนื้อสัตว์ได้ นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วลิสงและน้ำมันคาโนลา ก็มีการใช้คาเทชินเช่นกัน คาเทชินมีหลายชนิดที่สำคัญได้แก่ คาเทชิน เอปปิคาเทชิน และเอปปิคาเทชินแกลเลท สารเหล่านี้เมื่อถูกจำหน่ายในลักษณะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น มักถูกอวดอ้างคุณสมบัติในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ป้องกันการเกิดคราบฟัน หรือบำบัดอาการความดันสูง ความจริงการบริโภคชาเขียวเพื่อให้ได้คาเทชินนั้น ไม่ควรมีปัญหาอย่างไรเลยเพราะคนญี่ปุ่นดื่มกันมาจนจำความกันไม่ได้แล้ว แต่มันมามีปัญหาในยุคดิจิตอลนี้แหละที่มีการนำเอาคาเทชินมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวแล้วข้างบน ผู้เขียนเลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทดูว่าการได้รับคาเทชินเข้าไปในปริมาณสูงๆ นั้นก่อปัญหาทางสุขภาพบ้างหรือไม่ ผลปรากฏว่าโชคร้ายเพราะพบว่า มีบทความวิชาการเรื่องหนึ่งชื่อ Herbs and Supplements to Avoid During Pregnancy and Breastfeeding เขียนโดย Navarro-Peran และคณะเผยแพร่ที่ www.med.nyu.edu/content?ChunkIID=35536 ซึ่งอ้างข้อมูลจากงานวิจัยของตัว Navarro-Peran และทีมงาน ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสเปนและสหราชอาณาจักรเรื่อง The antifolate activity of tea catechins ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 ใน วารสาร Cancer Research ชุดที่ 65 หน้า 2059-2064 งานวิจัยนั้นกล่าวว่า สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมลูกคือ ชาเขียว เพราะการดื่มชาเขียวมากเกินไปก่อให้เกิดความผิดปรกติของทารกในท้อง เนื่องจากสารธรรมชาติในชาเขียวน่าจะไปรบกวนการทำงานของโฟเลตในทารกที่อยู่ในครรภ์ เพราะมีการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ใช้สารสกัดจากใบชาแล้วปรับให้มีความเข้มข้นเท่าที่ตรวจพบได้ในน้ำเลือดของคน พบว่าสารสกัดนั้นสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ dihydrofolate reductase (DHFR) ซึ่งในสภาวะปรกติถ้าไม่มีสารสกัดจากใบชาในเลือดหรือมีไม่มากนัก เอนไซม์นี้ทำหน้าที่เปลี่ยนโฟเลตที่กินเข้าไปให้อยู่ในรูปที่ร่างกายใช้ได้ ดังนั้นเมื่อกินคาเทชินแล้วการเปลี่ยนโฟเลตให้ใช้ได้ก็จะลดลง ผลที่ตามมาคือ เกิดปัญหาในการสร้างหน่วยพันธุกรรมใหม่ของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในท้องแม่ ความจริงผลของสารสกัดจากใบชา ซึ่งมีคาเทชินเป็นหลักต่อการเปลี่ยนแปลงโฟเลตนั้น ถ้าเกิดต่อเซลล์มะเร็งก็จะทำให้เซลล์มะเร็งชะลอการเจริญเติบโตได้ ซึ่งเป็นข้อดีที่ส่งผลให้การดื่มชานั้นได้รับการยอมรับว่าลดความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ แต่ในกรณีที่ผู้ดื่มตั้งครรภ์ ซึ่งทารกในครรภ์มารดานั้นมีอุปมาว่ามีความคล้ายกับก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ เนื่องจากมีการกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว(แต่ควบคุมได้) ประเด็นที่เซลล์เนื้อเยื่อทารกต่างจากเซลล์มะเร็งก็คือ เมื่อเซลล์แบ่งพอแล้ว จะมีการพัฒนาไปเป็นอวัยวะตามความเหมาะสมของเนื้อเยื่อนั้น ๆ ซึ่งเข้าใจว่าถูกควบคุมด้วยระบบฮอร์โมนของแม่ ดังนั้นจึงมีการตั้งสมมุติฐานว่าการดื่มชามากเกินไปในหญิงตั้งครรภ์นั้นจึงอาจส่งผลถึงการพัฒนาร่างกายของเด็กในท้อง เพราะโฟเลตที่แม่กินเข้าไปทำงานไม่เติมที่ ซึ่งอาจส่งผลถึงการตายคลอดของเด็กได้ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ การที่คาเทชินเป็นสารต้านออกซิเดชั่น(เหมือนสารอื่นๆ ที่มีการขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) โอกาสที่มันจะแสดงความเป็นสารกระตุ้นออกซิเดชั่น (prooxidation) เมื่อใช้ที่ความเข้มข้นสูงดังที่มีการโฆษณาในการแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีคาเทชินเป็นองค์ประกอบนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้มีการแสดงให้เห็นแล้วจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เฉพาะทางที่ได้รายงานว่า คาเทชิน โดยเฉพาะเอปปิแกลโลคาเทชินนั้นสามารถออกซิเดไซส์หน่วยพันธุกรรมของเซลล์ให้เสียหายได้ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในฮ่องกงแล้วตีพิมพ์ในวารสาร Free Radical Biology and Medicine ชุดที่ 43 หน้าที่ 519–527 .ในปี 2007 กล่าวว่า ในจำนวนคาเทชินที่อยู่ในใบชาทั้งหมดนั้น มีสารชื่อ เอปปิแกลโลคาเทชิน-3-แกลเลท ที่ถูกระบุว่า เมื่อให้สารนี้แก่แม่หนูที่กำลังท้องในความเข้มสูง ทำให้ตัวอ่อนของหนูทดลองหยุดพัฒนาอวัยวะบางส่วน ซึ่งเป็นข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้นว่า สารสกัดจากใบชาน่าจะมีผลต่อความสมบูรณ์ของตัวอ่อนมนุษย์ ดังนั้นถ้าท่านผู้บริโภค โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์มีความประสงค์จะเสพคาเทชินในขนาดสูงๆ เมื่อได้ทราบข้อมูลดังกล่าว ซึ่งแม้ไม่ใช่ผลการทดลองในคนก็ตาม แต่ก็มีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ ผู้เขียนก็ไม่คิดจะห้ามปรามแต่ประการใด เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการเสพสิ่งที่หน่วยงานราชการอนุญาตให้มีการขายแล้ว แต่สำหรับนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพแล้ว ประเด็นที่น่าติดตามคือ อุบัติการณ์ของเด็กที่ออกมาผิดปรกติหรือตายคลอดเนื่องจากแม่นิยมบริโภคสารอะไรๆ ในปริมาณสูงๆ นั้น น่าสนใจติดตามเป็นอย่างยิ่งโดย ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 166 นิวเคลียร์ อาหาร และผีเสื้อ

หลังจากเกษียณราชการแล้วผู้เขียนมีเวลาว่างมากขึ้น จึงนั่งคิดถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ผ่านไป วันหนึ่งก็คิดถึงนโยบายหนึ่งของรัฐบาลที่ลาออกก่อนถูกปฏิวัติว่า ต้องการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งได้รับการต้อนรับแบบว่าทั้งโขกทั้งสับจากวิญญูชน เนื่องจากเป็นโครงการใช้ภาษีซึ่งรีดจากประชาชนมหาศาล เพื่อตอบสนองความต้องการของคนขยุ้มมือหนึ่งในการนั่งรถไฟไปไหนเร็วๆ ทั้งที่ค่าเครื่องบินของสายการบินราคาประหยัดก็แพงกว่ารถทัวร์ไม่เท่าไรแล้ว ดังนั้นการปฏิวัติจึงทำให้โครงการนี้หยุดไปก่อน หลายท่านคงภาวนาให้รถไฟฟ้าความเร็วสูงอย่าเพิ่งกลับมาตอนนี้ แบบว่าขอให้กลับมาในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยแล้วกัน(เพราะในยุคนั้นอะไรๆ ก็ฟรี) เนื่องจากค่าโดยสารรถไฟฟ้าความเร็วสูงเช่นรถไฟหัวจรวดในญี่ปุ่นนั้นแพงมาก เมื่อราวยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยขึ้นรถสายชินคันเซนจากโตเกียวไปเมืองฮามะมะสึ จังหวัดชิสุโอกะ ระยะทางราว 210 กิโลเมตรนั้น ค่าโดยสารเที่ยวเดียวก็ปาเข้าไปเจ็ดพันกว่าบาทไทย ดังนั้นจึงต้องเป็นการขึ้นฟรีอย่างเดียว(แบบรถเมล์และรถไฟชั้นสาม)เท่านั้นกรรมกรและชาวนาจึงมีสิทธิขึ้นได้ โดยไม่ต้องฆ่าตัวตายเมื่อถึงปลายทาง สาเหตุของความแพงในค่าโดยสารนั้นคงเป็นเพราะต้นทุนการวางรางและตู้รถไฟสูงมาก ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยได้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูงแบบจริงจังหรือไม่ ผู้เขียนใช้การค้นหาทางอินเตอร์เน็ทพบเอกสาร (pdf file) 2 ชิ้นชื่อ “มาตรฐานสากลด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) กรณีศึกษา: รถไฟความเร็วสูง ตอนที่ 1 และตอนที่ 2” เขียนโดย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ แห่งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และรูปแบบเอกสารสวยดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนหาข้อมูลไม่พบในเอกสารของ ดร.ไกรสร คือ พลังงานไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นมาจากไหน เพราะโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่เรามีอยู่ก็ผลิตไฟฟ้าไม่พอใช้อยู่แล้ว ต้องซื้อไฟจากลาวมาใช้ จนถ้าวันใดลาวไม่ขายไฟให้เรา(เพราะลาวเองก็กำลังพัฒนาบ้านเมืองอย่างก้าวกระโดดโดยไม่กลัวคอหัก) คนไทยที่ชอบเดินห้างสรรพสินค้า ชอบความฟุ้งเฟ้อตอนค่ำคืน คงได้ลงแดงกันบ้าง   ด้วยความใคร่รู้ ผู้เขียนจึงต้องพึ่ง Professor Wikipedia ภาคภาษาไทยว่า รถไฟฟ้าความเร็วสูงได้พลังงานไฟฟ้ามาแหล่งใด ปรากฏข้อมูลสรุปได้ว่า มีน้อยมากที่รถไฟความเร็วสูงใช้เชื้อเพลิงดีเซลหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ โดยในประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่มีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ครอบคลุมมาก สัดส่วนใหญ่ของกระแสไฟฟ้ามาจากพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์นั้นดีร้ายเช่นใดมีคนวิเคราะห์และสรุปไว้มากมายแล้ว ข้อมูลที่ปรากฏนั้นขึ้นกับว่าคนสรุป ชอบหรือกลัวนิวเคลียร์ มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเยอรมันซึ่งพบได้ใน wikipedia หัวข้อ Nuclear power in Germany กล่าวว่า Merkel's government announced that it would close all of its nuclear power plants by 2022 ซึ่งหมายความว่า อีกไม่กี่ปีเยอรมันจะเป็นประเทศที่เลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์ (โดยหันไปใช้พลังงานทางเลือกเช่น กังหันลม โซลาร์เซลล์ เป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า) โดยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเพียงอนุสรณ์สถานทำไมคนเยอรมันจึงกลัวนิวเคลียร์ถึงขนาดบีบให้รัฐบาลสร้างแนวทางเลิกใช้นั้น ใน wikipedia ได้อธิบายไว้แล้ว โดยมีประเด็นหนึ่งที่พาดพิงถึงปัญหาของโรงไฟฟ้าปรมาณูของญี่ปุ่นที่โดนสึนามิถล่มแล้วยังแก้ไขไม่จบจนถึงวันนี้ ท่านผู้อ่านคงพอจำได้ว่า ในปี 2011 นั้นโรงไฟฟ้าปรมาณูฟูกูชิมะ ที่เมืองเซ็นได ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดมิยะงิ ประเทศญี่ปุ่นเกิดปัญหาในการควบคุมปฏิกิริยาของแท่งเชื้อเพลิงปฏิกรณ์หลังโดนสึนามิทำให้เกิดการรั่วไหลของสารรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยรอบวารสารออนไลน์ชื่อ sciencedaily ฉบับวันที่ 23 กันยายนปีนี้มีบทความชื่อ Food affected by Fukushima disaster harms animals, even at low-levels of radiation, study shows ซึ่งมีใจความว่าจริงอยู่แม้ว่าไม่มีความเสียหายถึงชีวิตของประชาชนแต่นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยริวกิว (Rukyus) จังหวัดโอกินะวะ (Okinawa) ก็ได้ติดตามตรวจสอบอันตรายที่กระทบต่อสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติบริเวณนั้น โดยศึกษาในผีเสื้อสายพันธุ์ pale grass blue butterflies (Zizeeria maha หรือ Pseudozizeeria maha ซึ่งมีชื่อภาษาไทยที่ค้นได้คือ ผีเสื้อเซลจุดป่าสูง) ที่กินใบไม้ที่เก็บจากเมืองรอบๆ โรงไฟฟ้าปฏิกรณ์ปรมาณูฟูกูชิมะ ผลงานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Evolutionary Biology ชุดที่ 14 หน้า 193 ปี 2014ที่จริงแล้วการศึกษาในลักษณะดังกล่าวนี้ได้เคยกระทำหลังการระเบิดไม่นานนัก พบว่าการให้ผีเสื้อกินใบไม้ในบริเวณที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีระดับสูงนั้นทำให้ผีเสื้อมีปัญหาทางสุขภาพ โดยผีเสื้อที่กินใบไม้ที่เก็บจากต้นที่อยู่ในรัศมี 20 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าซึ่งมีระดับรังสีเป็นพันๆ เบคเคอเรลต่อน้ำหนักใบไม้ 1 กิโลกรัม มีขนาดตัวเล็กและมีสัณฐานร่างกายโดยเฉพาะปีกที่ผิดปรกติ สำหรับการศึกษาครั้งล่าสุดในปี 2013 นั้น ได้ทดลองให้ผีเสื้อกินใบไม้ที่เก็บตั้งแต่ปี 2012 จากบริเวณที่มีการปนเปื้อนต่ำ 6 จุด ซึ่งอยู่ห่างจากตำแหน่งของโรงไฟฟ้า 59-1760 กิโลเมตร และพบว่าช่วงชีวิตของผีเสื้อนั้นต่างกันขึ้นกับว่าใบไม้นั้นมีการปนเปื้อนของธาตุกัมมันตรังสีซีเซียมเป็นเท่าใด (ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.2-161bq/kg) ศาสตราจารย์ โจจิ โอตากิ ซึ่งเป็นผู้ทำวิจัยหลักได้กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตในธรรมชาตินั้นได้รับอันตรายในระดับต่างๆ กันแม้ว่าอยู่ในบริเวณที่มีการปนเปื้อนรังสีระดับต่ำ ในการศึกษาเดียวกันนั้นมีภาคที่ 2 ซึ่งนักวิจัยได้เฝ้าสังเกตผีเสื้อรุ่นลูกและพบว่า ลูกผีเสื้อ(ได้จากพ่อแม่ ซึ่งกินใบไม้ปนเปื้อนสารรังสีระดับสูง)ที่ถูกเลี้ยงให้กินใบไม้ที่ไม่มีรังสีนั้น มีอวัยวะเกือบทุกอย่างเหมือนผีเสื้อธรรมดายกเว้นปีก ซึ่งเล็กกว่าผีเสื้อที่ได้จากพ่อแม่กลุ่มควบคุม(ที่ไม่ได้กินใบไม้ปนเปื้อนรังสี) ประเด็นที่น่าสนใจคือ ลูกผีเสื้อที่ได้จากพ่อแม่ที่กินใบไม้ปนเปื้อนรังสีและต้องกินใบไม้ปนเปื้อนรังสีด้วยนั้นมีความผิดปรกติในระดับที่สูงมากกว่า ซึ่งแสดงว่าอันตรายของสารรังสีที่ปนเปื้อนในอาหารสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถสืบต่อขยายผลไปได้ในรุ่นลูกหลานที่ยังกินอาหารปนเปื้อนต่อไป ดังนั้นวิธีลดอันตรายจากสารรังสีทำได้โดยไม่กินอาหารปนเปื้อนสารรังสี ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ซึ่งเราคงสร้างแน่ถ้ามีรถไฟฟ้าความเร็วสูง) ที่นำเสนอนั้น ก็เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักว่า การจะได้อะไรที่คิดว่าสุดดีนั้น อาจจำเป็นต้องแลกกับความเสี่ยงซึ่งสุดเลวอยู่เหมือนกัน เมืองไทยมีสึนามิมาแล้ว ดังนั้นถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูอยู่ใกล้ทะเล (ซึ่งนิยมทำกันเพราะสะดวกในเรื่องเกี่ยวกับน้ำที่ต้องใช้และอื่นๆ) ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นคงนอนตาไม่หลับกันแน่ (ยกเว้นจะเอาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทั้งหมดไปอาศัยอยู่แถวนั้นสักสิบปี) ที่สำคัญอาหารทั้งที่เป็นพืชหรือสัตว์ก็อาจเกิดปัญหาได้ถ้ามีความบกพร่องเกิดขึ้นดังที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ที่น่ากลัวสุดๆ ก็คือ เวลาเกิดปัญหาทางเทคนิคใดๆ ก็ตามในประเทศไทยนั้น เจ้าหน้าที่มักปกปิดจนกว่าปัญหามันเกินเลยถึงขั้น ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด จึงมีการออกมารับผิดแบบมีข้อแก้ตัวต่างๆ นานา จากนั้นเรื่องก็เงียบ ขาดคนซึ่งหน้าบางพอที่จะลาออกจากตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาด ไม่เหมือนนักบริหารของญี่ปุ่นและเกาหลีที่ อะไรนิดหน่อยก็ลาออกหรือฆ่าตัวตาย ซึ่งหลายคนในเมืองไทยคิดว่ามันโง่หน้าบางเองนี่หว่า

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 165 เมื่อเซเลบโกหก

ผู้เขียนตั้งใจไว้นานแล้วว่า วันหนึ่งจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าในประเทศไทย โดยจะมุ่งเน้นให้เห็นว่า ทำไมพวก เซเลบ (เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ย่อมาจากคำว่า celebrity ซึ่งหมายถึง คนที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมชมชอบของคนกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่ม ศัพท์คำนี้ส่วนใหญ่ใช้กับคนที่มีอาชีพแกล้งทำเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองเพื่อการบันทึกภาพไปออกโทรทัศน์หรือโรงภาพยนตร์ แต่ก็สามารถรวมถึงคนที่มีความสามารถอื่นๆ เช่น นักกีฬา นักร้อง แม้แต่นักการเมืองและ/หรือขอทานก็เป็นเซเลบได้ ถ้าเขาคนนั้นดูดีและประชาชนชื่นชอบ) ถึงยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อพูดเท็จแลกกับเงินในการรับจ้างโฆษณาสินค้าที่ชาตินี้ทั้งชาติเขาคงไม่ยอมใช้ เมื่อช่วงน้ำท่วมกรุงเทพปี 2554 นั้น มีการโฆษณารถยนต์อีโคคาร์ โดยเซเลบคนหนึ่ง(ซึ่งมีพฤติกรรมขายอาหารไร้สาระในยูทูป) ทั้งที่เมื่อดูพฤติกรรมเซเลบคนนี้ก็รู้ได้ว่า ในชีวิตประจำวันนั้นเขาคงต้องใช้รถแรงราคาหลายล้านบาทแน่ๆ นอกจากนั้นเมื่อนานมาแล้วมีดาราชายหน้ายาวคนหนึ่งเปิดตู้เย็นมีสินค้าที่เป็นเครื่องดื่ม(ซึ่งมีงานวิจัยว่า อาหารลักษณะนี้มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนระหว่างการผลิต) เต็มตู้และป่าวประกาศผ่านจอโทรทัศน์ว่า ดื่มเป็นประจำ หรือดาราหนังทำรายได้หลายร้อยล้านบาทจากภาพยนตร์กวนโอ๊ยออกมาบอกว่า เครื่องดื่มชนิดหนึ่งซึ่งรสชาติไม่เอาอ่าวนั้น สามารถทำให้สติปัญญาคนดีขึ้นมาได้ ที่แย่กว่านั้นก็คือ แม้แต่หมาแมวก็ถูกนำมาโฆษณาขายอาหารของสายพันธุ์ โดยผู้ชมไม่สามารถรู้ได้ว่า สัตว์ที่มาทำหน้าที่โฆษณานั้นถูกทารุณกรรม เพื่อให้แสดงออกถึงความชอบอาหารที่คนผลิต จึงมีการตั้งประเด็นว่า หมาแมวมันรู้สึกอร่อยจริงหรือเพราะถูกปล่อยให้อดอาหารมาหลายมื้อก่อนเข้าฉาก ยังมีโฆษณาสินค้าอีกมากมาย ทั้งที่เป็นอาหาร ผ้าซับประจำเดือนสตรี เสื้อชั้นนอก กางเกงชั้นใน เครื่องดื่มต่างๆ ที่บ่งชี้ถึงการขี้ปดของเซเลบหลายคน สำหรับถ้าท่านผู้อ่านที่สนใจอยากดูหน้าเซเลบขี้ปดเหล่านี้ ก็ไปดูได้ที่ www.adintrend.com จากนั้นเมื่อดูแล้ว ท่านลองถามตนเองสิว่า ท่านเชื่อคนที่มาเยินยอสินค้าที่ท่านเข้าไปดูหรือไม่ หรือว่าสักแต่ดูไปอย่างนั้นเองยังไงๆ ก็จะซื้อหรือจะไม่ซื้อสินค้ายี่ห้อนั้นเมื่อต้องการสินค้าประเภทนั้น แต่ที่สำคัญคือ เขาหรือหล่อนทั้งหลายทำไมถึงมีสิทธิมาโกหกท่านผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่การโกหกเพื่อให้คนเสียเงินนั้นน่าจะเป็นความผิดทางแพ่ง ขอนักกฎหมายช่วยอธิบายด้วยแล้วกัน   อย่างที่เกริ่นในตอนต้นแล้วว่า เรื่องเซเลบมาโม้ว่าสินค้าดีนั้น ผู้เขียนอยากเขียนเรื่องนี้มานานแต่ไม่มีใครชงประเด็นให้ จนกระทั่ง 19.00 น.ตรง ของวันที่ 12 กันยายน 2557 ผู้เขียนได้ดูข่าวจากสปริงนิวส์ ซึ่งรายงานข่าวที่ทำให้ตื่นเต้นว่า จีนแผ่นดินใหญ่นั้นกำลังทำร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค สาระสำคัญมีว่า “แต่นี้ไปเซเลบจะมีโทษทางแพ่งเมื่อโฆษณาสินค้าอะไรก็ตามที่ตนเองไม่เคยใช้มาก่อน” พอได้ยินข่าวนี้ผู้เขียนก็ได้รีบเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตเพื่อหาว่า ข่าวดังกล่าวนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง จาก google นั้นผู้เขียนก็พบรายงานข่าวดังกล่าวบ้างในหลายเว็บ แต่ที่น่าสนใจและให้รายละเอียดดีพอควรนั้นคือ เว็บ www.wantchinatimes.com ได้รายงานหัวข้อข่าว “Tougher laws to regulate star endorsements in China” ในวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2014 โดยมีเนื้อหาอ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์ Yangtse Evening News ที่นานจิงว่า ผู้บริหารของจีนแผ่นดินใหญ่ได้มองประเด็น การที่เซเลบต่างๆออกมาบอกผู้บริโภคว่า สินค้าของบริษัทที่ตนรับสตางค์ (ผ่านบริษัทครีเอตีฟทั้งหลาย) ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้โดยไม่เคยใช้สินค้านั้นเลยนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี สมควรทำร่างกฎหมายเพื่อแก้รัฐบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณาเสนอแก่ Standing Committee of the National People's Congress ครั้งที่ 10 (ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามันคือ การประชุมของสภาประชาชนแห่งชาติจีนหรือไม่) ร่างประกาศฉบับนี้ได้แก้ไขประเด็นที่สำคัญมากคือ เซเลบที่ไม่เคยใช้สินค้าไม่ควรเสนอหน้ามาบอกประชาชนว่า สินค้านั้นดีอย่างไร โดยจะมีการปรับเป็นเงิน 2-3 เท่า ของค่าจ้างที่ได้จากการโฆษณาสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเสียหายเนื่องจากความเข้าใจผิดในโฆษณานั้น ๆ มีคำอธิบายความหมายของการโฆษณาลวงกว้างๆในร่างประกาศว่า คือการโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ไม่มีขายจริง อ้างอิงคุณภาพเกินจริงเกี่ยวกับสินค้า(ซึ่งรวมถึงประเทศที่ผลิต ปริมาณสินค้า คุณสมบัติ ราคา ผู้ผลิต) วันหมดอายุ การขายประกอบรางวัล หรือการอ้างอิงข้อมูลปลอมทางวิทยาศาสตร์ ทางสถิติ การสำรวจ หรืออ้างถึงใครสักคนบอกว่าสินค้าหรือบริการนั้นสุดจะดีทั้งที่ไอ้หมอนั่นไม่เห็นจะน่าเชื่อถือ ทั้งนี้เพราะจำนวนการโฆษณาสั่วๆ ที่พบในประเทศจีนเมื่อปีที่แล้ว(2013) มีถึงราว 31,500 ชิ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มจากเดิมถึงร้อยละ 19.3 และที่น่าตกใจคือ หนึ่งในสามของโฆษณาดังกล่าวนี้มันเกี่ยวกับ ยา อาหาร และเครื่องมือทางการแพทย์ ที่สำคัญประการหนึ่งของร่างกฎหมายคือ มีการบัญญัติห้ามองค์กรหรือใครก็ตามส่งคำโฆษณาทางโทรศัพท์ไปหาผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน มือถือธรรมดา หรือมือถือที่ใช้นิ้วเขี่ยไปมา ทางจดหมายอิเล็กทรอนิค ถ้าผู้บริโภคไม่ได้ร้องขอหรือยินยอม ทั้งนี้เพราะปีที่แล้วมีการส่งโฆษณาไปรบกวนชาวจีนทั้งประเทศถึง 2 แสนล้านครั้ง (200 billion mobile advertisements) ซึ่งหมายความว่า มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นถึง 2 แสนล้านครั้งที่ผู้บริโภคต้องเสียเวลากดรับสาย (หรือกดปิดแบบผู้เขียนทำเป็นประจำ) โดยที่ข้อมูลไร้สาระนั้น เป็นการยกยอสินค้าทั่วไปเสียร้อยละ 65 และอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 15 ที่เหลือนั้นเป็นอะไรนั้นเว็บไม่ได้บอกไว้ ที่น่าสนใจอีกประเด็นสำหรับองค์กรที่รับภาษีบาปของไทยเพื่อนำมาใช้ในการบริหารงาน น่าจะลองพิจารณาเรื่องนี้ดูคือ ร่างประกาศนี้ห้ามการโฆษณายาเส้นและบุหรี่ทางวิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ไม่ว่าในรูปภาพและ/หรือเสียง ป้ายโฆษณาทุกชนิดในที่เป็นสาธารณะ หนังสืออิเล็กทรอนิค เครือข่ายโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ท ทั้งนี้เพราะมีคนจีนถึง 300 ล้านคนที่เป็นขี้ยาได้ตายไปด้วยโรคที่สมัครใจเป็นสิงห์อมควันนี้ถึงกว่าล้านศพต่อปี การปรับแก้กฎหมายนี้พ้องกับการที่มีดาราไต้หวันชื่อ Kai Ko หรือ Ko Chen-tung และดาราฮ่องกงลูกของแจ๊คกี้ ชาน คือ Jaycee Chan ถูกจับในข้อหาดูดกัญชา ซึ่งทำให้สินค้า 19 ชนิดที่ Kai Ko โฆษณาอยู่มีภาพพจน์ที่ไม่ดี เพราะคนโฆษณาเป็นคนไม่ดี สินค้าเลยถูกมองว่าไม่ดีตามไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของจีนท่านหนึ่งชื่อ Liu Kewi กล่าวว่า เซเลบจะเจ๊งทันทีถ้าโม้กับผู้บริโภคว่าตัวเองเคยใช้สินค้าชิ้นนั้นๆ มาแล้ว ทั้งที่ไม่เคยใช้จริง ที่น่าสนใจคือ เซเลบแต่ละคนที่ไม่รู้เรื่องการแพทย์จะไม่สามารถโฆษณาเกี่ยวกับการขายบริการทำหมันของโรงพยาบาล(บ้านเราคงต้องเป็นเรื่องอุ้มบุญ) และอื่นๆ ถ้าเขาเหล่านั้นไม่มีทักษะในสินค้านั้นๆ มีเว็บหนึ่งได้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า ถ้าเซเลบเป็นแมนทั้งแท่ง ก็ไม่ควรโฆษณาชุดชั้นในสตรี แต่ถ้าเขาได้ข้ามเพศหรือหวังจะข้ามเพศแล้วจะสามารถโฆษณาชุดชั้นในสตรี(ซึ่งน่าจะรวมถึงยาคุมกำเนิดของสตรีด้วย) ได้หรือไม่ เพราะเขาผู้ฉิงทั้งหลายได้ใช้สินค้านั้นๆ เป็นประจำ ประเด็นนี้คงต้องตีความกันต่อไปถ้ามีการผ่านกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point