ฉบับที่ 180 อย่าวางใจ “ธรรมชาติ” บนฉลากอาหาร

ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสเดินตามห้างสรรพสินค้าใหญ่หน่อยอาจเคยสงสัยว่า สินค้าที่มีวิตามินขนาดสูงๆ หรือเป็นสารสกัดจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาตินั้น ถูกนำมาวางขายบนหิ้งในห้างได้อย่างไร มันปลอดภัยแล้วหรือ ผู้เขียนเคยพบคลิปใน YouTube ให้ข้อมูลว่า ครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันปัจจุบันนั้น ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งรวมถึงสารสกัดจากใบแปะก๊วยและรากวาเลอเรี่ยนมากินเอง โดยไม่ได้ปรึกษาผู้รู้เช่น แพทย์ เภสัชกร หรือนักโภชนาการ สารสกัดจากใบแปะก๊วย(Ginkgo Biloba extract) เป็นสารสกัดที่ใช้ลดความเสี่ยงหรือแก้ปัญหาอาการความจำเสื่อม แต่สารสกัดนี้ไม่ได้ช่วยให้ความจำดีขึ้นในคนปรกติ กล่าวคือ ฉลาดหรือโง่เพียงใดก็เป็นได้แค่นั้น การกินสารสกัดนี้เองอาจก่อปัญหาถ้าต้องเข้ารับการผ่าตัด เพราะสารนี้ทำให้เลือดหยุดไหลช้าจนอาจถึงตายได้) ส่วนสารสกัดจากรากวาเลอเรี่ยน (valerian root extract) นั้น การแพทย์ทางเลือกใช้ช่วยแก้ปัญหาหลับยาก แต่อาจมีผลข้างเคียงในการทำลายตับเมื่อกินมากไป ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำในการใช้สารสกัดเหล่านี้ว่า ให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่รู้จริง ท่านผู้อ่านจึงควรถามตนเองในเรื่องความจำเป็น และสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ก่อนซื้อมาบริโภคทุกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญที่มักเกิดขึ้นกับบางท่านคือ จะถามใครหรือหาข้อมูลได้จากที่ไหน มีข้อสังเกตว่า ผู้ขายสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติต่างๆ มักกล่าวอ้างแบบปากต่อปากถึงสรรพคุณของสินค้าว่า มีฤทธิ์ในการบำบัดอาการหรือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเพราะเป็นสินค้าจากธรรมชาติ ประเด็นที่น่าสนใจคือ คำว่า ธรรมชาติ นั้นไม่ได้หมายความหรือแปลว่า ปลอดภัย แค่ดูตัวหนังสือที่ใช้เขียนก็เห็นความต่างแล้ว ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านลองเข้าไปดูคลิปของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เรื่อง ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ปลอดภัยกว่าสารเคมีจริงหรือ ใน YouTube ( ลิงค์ยูทูปกดดูได้ )ก็คงเข้าใจได้ดีขึ้น ตัวอย่างที่คนอเมริกันซาบซึ้งใจดีเกี่ยวกับคำว่าธรรมชาติคือ การใช้สมุนไพรจีนชื่อ มาฮวง (Ma Huang ซึ่งรู้จักกันทั่วโลกในชื่อ Ephedra โดยมีชื่อเล่นว่า yellow horse) ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก แต่สุดท้ายปรากฏว่า ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงคือ เพิ่มความดันโลหิตให้สูงกว่าปรกติพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น (ซึ่งทั้งสองอาการนี้นำไปสู่อาการหัวใจวาย) ก่อปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกจึงทำให้ถูกห้ามใช้อย่างเด็ดขาดในสตรีมีครรภ์ ข้อมูลจาก Wikipedia กล่าวว่า อย.มะกันได้ห้ามขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารอัลคาลอยด์ซึ่งเป็นสารสำคัญในมาฮวงชื่อ อีฟีดรีน (ephedrine alkaloids) ตั้งแต่ปี 2004 แต่ไม่ได้ห้ามการขายมาฮวงหรือสารสกัดจากมาฮวงที่มีอีฟีดรีนไม่มากเกินปริมาณที่ อย.กำหนด ในรัฐยูทาห์มีการชงชาที่ใช้ใบมาฮวงแทนใบชาจีนเพราะไม่มีคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารห้ามกินในศาสนานี้ จึงมีผู้เรียกชานี้ว่า Mormon tea จากตัวอย่างความหมายของคำว่า “ธรรมชาติ” ที่ยกให้เห็นเกี่ยวกับมาฮวงในสหรัฐอเมริกานั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อคำนี้ปรากฏบนฉลากผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะบนฉลากอาหารนั้น มัก เป็นคำที่ดูไร้สาระ ในความนึกคิดของชาวอเมริกันที่มีการศึกษาดี ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของสหรัฐอเมริกาจึงได้เริ่มขยับที่จะทำให้คำๆ นี้มีความหมายเป็นเรื่องราวเสียที ดังปรากฏในบทความชื่อ FDA Wants You to Define ‘Natural’ on Food Labels ซึ่งปรากฏในเว็บ www.care2.com เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2015 ใจความสำคัญในบทความนั้นกล่าวว่า องค์กรเอกชนในสหรัฐอเมริกาได้พยายามรวบรวมข้อเสนอแนะจากสาธารณะชน เพื่อขอ(กดดัน)ให้ อย.กำหนดความหมายที่ชัดเจนหรือห้ามการใช้คำๆ นี้บนฉลากอาหาร ประจวบกับทางหน่วยงานนี้ได้ถูกศาลของรัฐบาลกลางขอร้องให้ข้อแนะนำเพื่อการตัดสินคดีว่า สินค้าที่มีวัตถุดิบที่เป็นจีเอ็มโอ หรือใช้น้ำเชื่อมฟรัคโตสที่ทำจากข้าวโพดนั้น ใช้คำว่าธรรมชาติได้หรือไม่ โดยทั่วไปแล้วนักการตลาดที่ไร้เดียงสาในความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ มักมโนว่า ธรรมชาตินั้นมีความหมายเกี่ยวข้องเพียงสีธรรมชาติหรืออะไรประมาณนั้น ซึ่งบางครั้งการมโนแบบนี้ก็ได้กลายเป็นภาพลวงที่มักเกิดได้กับผู้ซื้อสินค้า(นักช็อป)มืออาชีพ จากรายงานการสำรวจของ Consumer Reports ในบทความเรื่อง Say no to 'natural' on food labels (โดย Deborah Pike Olsen ซึ่งถูกตีพิมพ์เมื่อ 16 มิถุนายน 2014 ใน www.consumerreports.org) กล่าวว่า กว่าร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถาม 1000 คน พยายามมองหาคำว่าธรรมชาติบนฉลากเมื่อต้องการซื้ออาหารสำเร็จรูป โดยที่สองในสามตีความสินค้าที่มีคำว่าธรรมชาติหมายถึงสินค้านั้นไม่มีองค์ประกอบที่เป็นสิ่งสังเคราะห์ ยาฆ่าแมลง และจีเอ็มโอ ในการสำรวจเดียวกันนั้นยังพบว่า 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นควรให้ติดฉลากอาหารที่มีองค์ประกอบที่เป็นจีเอ็มโอตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยที่กว่า 3 ใน 4 กล่าวว่าเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับประชาชนที่ต้องหลีกเลี่ยงองค์ประกอบอาหารที่มาจากจีเอ็มโอ ในขณะที่ประเด็นนี้ทาง อย.มะกันไม่ได้รู้สึกร้อนรู้สึกหนาวในการจะบังคับให้มีการติดฉลากหรือสร้างมาตรฐานความปลอดภัย พฤติกรรมของ อย.มะกันเกี่ยวกับจีเอ็มโอนั้นเป็นที่สงสัยกันมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถเข้าไปดูบทความเรื่อง Monsanto Controls both the White House and the US Congress ที่ www.globalresearch.ca/monsanto-controls-both-the-white-house-and-the-us-congress/5336422 แล้วใช้วิจารณญานของแต่ละบุคคลคิดเองว่ามันเป็นอย่างไร สำหรับประเด็นความหมายของคำว่า ธรรมชาติ สำหรับ อย.มะกันแล้ว มันมีอะไรมากกว่าที่มนุษย์ธรรมดาคิด กล่าวคือ อย.ได้พิจารณาว่า คำๆ นี้น่าจะหมายถึง การไม่มีของเทียมหรือสารสังเคราะห์(ซึ่งรวมถึงสีที่ใช้ใส่ในอาหาร โดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มาของสี ทำให้น่าจะหมายความว่า แม้แต่แตงโมที่ถูกเอาสีจากกระเจี๊ยบทาให้ดูแดงฉ่ำกว่าเดิม แตงโมนั้นก็ไม่เรียกว่าเป็นอาหารธรรมชาติแล้ว) เป็นองค์ประกอบหรือถูกเติมลงไปในอาหารนั้น อย่างไรก็ดี ความหมายของธรรมชาติที่ อย.มะกันมองนั้น ไม่เกี่ยวกับกระบวนการผลิตว่าใช้หรือไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช หรือขั้นตอนการผลิตใช้หรือไม่ใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อ หรือการฉายรังสี อีกทั้ง อย.มะกันก็ไม่ได้มองคำว่า ธรรมชาติ นั้นมีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณค่าทางโภชนาการหรือสิ่งที่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้นในปัจจุบัน อย.มะกันจึงพยายามมองหาผู้ร่วมอุดมการมาช่วยคิดว่า มันถึงเวลาแล้วในการกำหนดความหมายที่แน่นอนของคำว่า ธรรมชาติ และควรกำหนดด้วยวิธีใด อีกทั้งหน่วยงานนี้ก็ยังต้องการความเห็นว่า การใช้คำว่าธรรมชาติบนฉลากอาหารนั้นควรเป็นอย่างไรด้วย ความเห็นของผู้สนใจ(ชาวอเมริกัน)นั้นสามารถส่งให้ อย.มะกันได้ตั้งแต่ 12 พฤศจิกายน 2015 ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2016 ซึ่งหลังจากนั้นก็คงรอกันอีกนานพอควรกว่าจะได้ข้อสรุปออกมาเป็นเรื่องเป็นราวให้ อย.ประเทศอื่นได้สำเนาไปใช้กัน  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 179 ฟังหูไว้หู เรื่องไวรัสสู้มะเร็ง

วันหนึ่งไม่นานมานี้เอง ผู้เขียนได้อ่านบทความในวารสารออนไลน์ Nature เกี่ยวกับวิวัฒนาการในการบำบัดมะเร็งด้วยไวรัส ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่เคยทราบมาก่อน และคิดว่ามันเป็นประเด็นที่เข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้นทุกที น่าจะนำมาคุยให้ท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นชินต่อการหาข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพรู้ไว้พอสังเขป เผื่อจำเป็นต้องตัดสินใจในประเด็นดังกล่าว บทความที่ผู้เขียนอ่านชื่อ Cancer-fighting viruses near market ตีพิมพ์ใน Nature ชุดที่ 526 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2015 ใจความสำคัญที่น่าสนใจคือ ได้มีการวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์ไวรัสชื่อ เฮอร์ปีสซิมเพล็ก (herpes simplex virus) ด้วยกระบวนการทางวิศวพันธุกรรม จนสามารถทำให้ไวรัสทำลายเซลล์มะเร็งและช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของผู้ป่วยให้ทำลายเซลล์มะเร็งได้ด้วย เชื้อไวรัสชนิดเฮอร์ปีสซิมเพล็ก นั้น ข้อมูลจากอินเตอร์ทั่วไประบุว่า มันเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อเริมที่ผิวหนัง ริมฝีปาก และอวัยวะเพศ และอาจก่อการติดเชื้อที่ส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในผู้ป่วยที่อ่อนแอ ลักษณะผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อของเฮอร์ปีสซิมเพล็กจะคล้ายกันไม่ว่าเกิดที่ไหนของร่างกาย โดยเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ บนผิวหนังที่อักเสบแดง บทความในวารสาร Nature นั้นระบุว่า ในการปรับปรุงทางพันธุกรรมของ ไวรัสเฮอร์ปีสซิมเพล็ก ชื่อ talimogene laherparepvec (T-VEC) เพื่อใช้บำบัดมะเร็งชนิดเมลาโนมา (ซึ่ง Wikipedia อธิบายว่า เกิดจากเซลล์เมลาโนซัยต์ ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารสีเมลานินที่พบใต้ผิวหนัง ตา หู ทางเดินอาหาร เยื่อหุ้มสมอง และเยื่อบุช่องปากและอวัยวะเพศ มะเร็งที่เกิดจากเซลล์นี้ถือว่าเป็นมะเร็งผิวหนังที่พบน้อยราวร้อยละ 4 ของมะเร็วผิวหนังทั้งหมด แต่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ 75 ของมะเร็งผิวหนังทั้งหมด)นั้น ได้รับการยอมรับจากคณะที่ปรึกษาของ European Medicines Agency และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เมื่อเดือนเมษายน 2015 นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาก็ได้ให้สัญญาณว่า มีแนวโน้มในการยอมรับกระบวนการบำบัดมะเร็งดังกล่าวภายในช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนนี้ (ดูจากบทความเรื่อง FDA Panel Gives Thumbs-Up To Amgen's Virus-Based Melanoma Drug เมื่อ 29 เมษายน 2015 ใน www.forbes.com) ซึ่งต่อมาใน Wikipedia มีข้อมูลว่า US.FDA ได้ยอมรับไปแล้วในเดือนตุลาคม 2015 โดยยานี้มีชื่อการค้าว่า “Imlygic” หลักการบำบัดมะเร็งด้วยไวรัสนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะโดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ไวรัสนั้นเป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่ไม่ดี นำโรคต่างๆ (รวมทั้งมะเร็งบางชนิด)มาสู่คน แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น มีการใช้ไวรัสเป็นพาหะในการนำชิ้นส่วนดีเอ็นเอส่วนที่นักวิจัยสนใจเข้าสู่แบคทีเรีย เพื่อให้แบคทีเรียช่วยเพิ่มปริมาณชิ้นดีเอ็นเอนั้นพร้อมไปกับการเพิ่มปริมาณแบคทีเรีย และยังสามารถใช้ไวรัสบางชนิดควบคุมหรือต้านทานการก่อโรคในพืช เช่น มะละกอ ยาสูบ พริก ตลอดจนนำไวรัสไปศึกษาทดลองในวงการแพทย์เพื่อบำบัดโรคดังที่ยกตัวอย่างในบทความนี้ โดยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไวรัสบางชนิดเข้าทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งแบบจำเพาะ โดยหลังจากได้เพิ่มจำนวนไวรัสใหม่ในเซลล์มะเร็งที่เป็นเจ้าบ้านแล้วก็ทำให้เซลล์มะเร็งแตกออก โดยไม่ก่อปัญหากับเซลล์ปรกติอื่น ๆ  จากเว็บ Wikipedia ได้ให้ข้อมูลว่า ความรู้นี้เริ่มมีตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีไวรัสบางชนิดลดจำนวนเซลล์มะเร็งปากมดลูก Burkitt lymphoma และ Hodgkin lymphoma ได้ แต่สมัยนั้นยังมีข้อจำกัดว่า บางครั้งร่างกายก็สร้างระบบทำลายไวรัสที่ถูกศึกษา จึงทำให้เทคนิคการบำบัดนี้ยังไม่แพร่หลาย อีกทั้งต้องทำการฉีดไวรัสเข้าสู่บริเวณที่เป็นมะเร็งโดยตรง ไม่สามารถฉีดเข้าสู่กระแสเลือดได้ ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการบำบัดมะเร็งด้วยไวรัสนี้ เราสามารถค้นหาได้โดยใช้ Google ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้ทราบว่า ใน www.pantip.com นั้นเคยมีผู้ตั้งกระทู้ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน กล่าวคือในวันที่ 2 กันยายน 2556 เวลา 17:46 น. มีผู้ตั้งกระทู้ว่า “มีใครเคยไปรักษามะเร็งที่กวางโจว ป. จีน บ้างไหมคะ อยากทราบประสบการณ์ค่ะ” รายละเอียดของกระทู้คือ “กำลังจะตัดสินใจไปรักษาเพราะอ่านในอินเตอร์เนตว่ามีศูนย์รักษามะเร็งแผนใหม่ 2 แห่งที่มีชื่อเสียง และมีเทคนิคใหม่ๆ ที่ได้ผล จขกท.เป็นมะเร็งปอดขั้นสาม หมอที่จังหวัดแนะนำให้ผ่าตัดปอดซ้าย และทำคีโมปอดขวา จากที่เคยเห็นเพื่อนต้องตายไปจากวิธีเดียวกันนี้ ทำให้กลัว เพราะเทคนิคการรักษาและคีโมมีผลข้างเคียงมาก ขณะที่ในกวางโจวใช้เทคนิค ใหม่ๆ และผลข้างเคียงน้อย (ตามที่รพ.โฆษณา) จึงใคร่จะทราบว่า เพื่อนๆ ที่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ไปรักษามาจากกวางโจว พอจะให้คำแนะนำแก่ดิฉันได้บ้าง  โปรดตอบด้วยนะคะ เพราะวันนี้ไปอัพเดทมะเร็งมา ใน 90 วัน ก้อนเนื้อในปอดโตขึ้นจนเห็นได้ชัดเจนค่ะ คุณหมอแจ้งว่าควรรีบผ่าตัดด่วนค่ะ” ในความเป็นจริงแล้ว เคยมีแพทย์ท่านหนึ่งเข้าไปโพสต์ให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวก่อนหน้าเมื่อ 11 เมษายน 2556 เวลา 19:45 น. ในกระทู้ชื่อ “หมอมะเร็งอยากบอก ตอน การรักษามะเร็งด้วยไวรัส.....ข้อเท็จจริง....บิดเบือน....หรือหลอกลวง” แพทย์ผู้โพสต์ข้อมูลในกระทู้นั้น ได้เกริ่นไว้ตอนหนึ่งว่า ได้รับการปรึกษาจากคนไข้คนหนึ่งถึงเรื่อง การบำบัดมะเร็งด้วยไวรัสของโรงพยาบาลฟูด้า กวางโจว ประเทศจีน จากนั้นแพทย์ท่านนี้ก็ได้ให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานของกระบวนการ โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการใช้ไวรัสในประเทศจีนประมาณว่า ได้มีการศึกษาในคนโดยฉีดไวรัสเข้าตัวก้อนมะเร็งโดยตรง โดยเปรียบเทียบระหว่างการให้การบำบัดด้วยยาอย่างเดียวหรือยาร่วมกับการให้ไวรัส ซึ่งพบว่าในขั้นตอนการศึกษาที่ 1 นั้นคนไข้ทนต่อการรับไวรัสได้ดี แล้วในขั้นตอนที่ 2 แสดงให้เห็นว่าก้อนมะเร็งยุบลง แต่ในขั้นตอนที่ 3 ซึ่งศึกษาในคนไข้มะเร็งชนิด Squamous Cell Carcinoma ที่คอและศีรษะหรือหลอดอาหารนั้นกลับไม่สามารถบำบัดให้หายขาด…..เป็นต้น อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในตอนต้นของบทความที่ผู้เขียนได้เอ่ยว่า ดูเหมือนประเทศทางตะวันตกได้เตรียมที่จะรับรองการบำบัดมะเร็งบางชนิดด้วยวิธีดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนจึงขอให้ข้อมูลที่ท่านอาจสนใจจากบทความชื่อ Oncolytic viruses for cancer therapy (ปรากฏในวารสาร OncoImmunology ชุดที่ 2 ฉบับที่ 6 ประจำเดือนมิถุนายน 2013 ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บ www.landesbioscience.com) ซึ่งกล่าวว่า ปัจจุบันกำลังมีการวิจัยในคนไข้เพื่อบำบัด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งผิวหนัง เนื้องอกสมอง มะเร็งปอด มะเร็งปอดชนิดเมโสเธลิโอมาซึ่งมักเกิดจากใยหิน มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด มัลติเพิล มัยอิโลมา มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น โดยใช้ไวรัสเฉพาะชนิดของแต่ละมะเร็ง ข้อมูลดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ คนไข้ที่เป็นมะเร็งอาจมีอายุยืนยาวขึ้นหลังจากได้ จ่ายค่าบำบัดมะเร็งในราคาที่เหมาะสม กับเทคโนโลยีการแพทย์ทันสมัย ซึ่งคงเป็นไปได้สำหรับ คนที่มีสตางค์เหมาะสม เท่านั้น ส่วนคนที่ทำงานมีรายได้ชนเดือนบ้างไม่ชนเดือนบ้าง คงต้องใช้วิจารณญาณให้จงหนักว่า จะพยายามทำให้คนที่ท่านรักหรือตัวท่านเองอยู่ได้นานขึ้นสักระยะหนึ่งแล้วเป็นหนี้หัวโต หรือจากโลกนี้ไปเพื่อเกิดใหม่ในที่ที่อาจดีกว่า เพราะอย่างไรๆ ทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้นหมายเหตุ: บทความนี้ใช้คำว่า “บำบัด” เมื่อต้องการหมายความว่า ทำให้โรคนั้นหมดไป ยกเว้นข้อความซึ่งคัดลอกมาจากอินเตอร์เน็ทซึ่งใช้คำผิดๆ ว่า “รักษา” ซึ่งคำๆ นี้หมายความว่า คงอยู่ไม่สูญหาย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 178 พ.ร.บ. จัดการบุหรี่

ผู้เขียนชอบอ่านข่าวของสำนักข่าวอิศรา (ผ่านเข้าทางเว็บ kapook) เพราะเป็นข่าวที่ตรงไปตรงมา (น่าจะ) ไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นหลายครั้งจึงนำประเด็นด้านสุขภาพที่ถูกรายงานมาขยายความเพื่อเพิ่มความชัดเจนแก่ผู้อ่านในฉลาดซื้อมีหัวข้อข่าวหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจคือ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2558 ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งได้จัดงานแถลงข่าว “ร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ คุ้มครองสุขภาพหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพ”(ปรากฏในเว็บสำนักข่าวอิศราเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2558) โดยหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ด้วยกล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบมีประเด็นบกพร่องทางกฎหมายหลายประการ รวมทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงพาณิชย์และสิทธิเสรีภาพ จากนั้นอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งร่วมในโครงการได้เพิ่มเติมว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชน (ซึ่งน่าจะหมายถึงผู้ผลิตและขายบุหรี่) ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ถูกลิดรอนเกินความจำเป็นเช่น การใช้มาตรการซองเรียบ (Plain Packaging) นั้นจำกัดสิทธิของผู้เป็นเจ้าของอย่างหนึ่งในการประกอบอาชีพ เพราะปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้มีคำเตือนและภาพแสดงถึงโทษและคำเตือนไว้ 2 อย่าง คือ พื้นที่ด้านข้างร้อยละ 60 และด้านหน้าด้านหลังร้อยละ 85 จึงเห็นว่าพื้นที่เครื่องหมายการค้าอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ไม่มีความดึงดูดความสนใจต่อผู้บริโภค ไม่เป็นผลต่อการโฆษณา จึงเสนอให้ทบทวนในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเลิกข้อห้ามการแบ่งขาย (เป็นมวนของ) ผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพราะแม้เป็นการสกัดกั้นการซื้อบุหรี่ให้ยากขึ้นของเยาวชน (ซึ่งน่าจะ) มีเงินน้อยจึงต้องใช้วิธีการแบ่งซื้อ แต่ผู้ที่กำลังจะเลิกสูบบุหรี่หรือด้านของผู้ที่มีรายได้น้อยกลับต้องถูกจำกัดให้ซื้อเป็นซองเท่านั้น จากการแถลงข่าวนี้ ทำให้อาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ต้องออกมายืนยันแก่สาธารณชนว่า ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่ได้จำกัดหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศว่า รัฐสามารถออกมาตรการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนได้ ถ้าเป็นการจำกัดสิทธิที่ได้สัดส่วนจำเป็นและไม่เลือกปฏิบัติ (ปรากฏในเว็บสำนักข่าวอิศราเมื่อเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2558) ผู้เชี่ยวชาญกฏหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้จากจุฬาฯ กล่าวต่ออีกว่า อนุสัญญาควบคุมยาสูบนั้น องค์การอนามัยโลกระบุว่าบุหรี่เป็นสินค้าเสพติด มีสารพิษถึง 250 ชนิด และมีสารก่อมะเร็งถึง 70 ชนิด (ตามคำประกาศของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ดูรายละเอียดได้จาก Harms of Cigarette Smoking and Health Benefits of Quitting ที่ www.cancer.gov) ซึ่งทำให้ครึ่งหนึ่งของผู้ติดบุหรี่เสียชีวิตก่อนเวลาอันควรปีละ 6 ล้านคน ซึ่งรวมถึงคนไทยปีละ 5 หมื่นกว่าคนที่ตายเร็วกว่าที่ควรเป็นถึง 12 ปี และก่อนตายต้องป่วยหนักเป็นเวลา 2 ปี และผลาญเงินภาษีที่เก็บจากคนไทยทุกคนไปรักษาคนพวกนี้ 52,000 ล้านบาท โดยบริษัทบุหรี่มีกำไรในประเทศไทยเพียงปีละ 10,000 ล้านบาท ในการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 14 ที่โรงแรมข้างทางรถไฟสายหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร (ข่าวปรากฏในเว็บสำนักข่าวอิศราเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2558) มีอาจารย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยติดชายทะเลแห่งหนึ่ง ทำการวิจัยแล้วระบุเหตุผลที่ชาวไร่เลือกปลูกยาสูบว่า เพราะมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกันราคาและให้โควตา (?????) จึงทำให้ครอบครัวมีรายได้ดีกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น ในขณะที่มุมมองการทำวิจัยของอาจารย์ดังกล่าวเห็นว่า ใบยาสูบคือวิถีชีวิตช่วยสร้างรายได้ของครอบครัวเกษตรกร แต่ก็เป็นสิ่งทำร้ายสุขภาพคนอื่นและเป็นต้นกำเนิดอบายมุข ที่จริงผลกระทบต่อชาวไร่ในการทำไร่ยาสูบในทางตรงก็มีคือ การได้รับสารนิโคตินระหว่างเก็บเกี่ยวจนปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แต่ชาวไร่ยาสูบมักมองอาการเหล่านี้เป็นเรื่องจิ๊บ ๆ และมั่นใจว่าสุขภาพของตนเองยังแข็งแรงอยู่ (ได้ใช้เงินจากการทำบาปทางอ้อม) สำหรับมาตรการในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบนั้น ปรากฏว่าเกษตรกรร้อยละ 82 ยืนยันจะปลูกใบยาสูบต่อไป เพราะรัฐบาลยังส่งเสริมผ่านคำแนะนำและประกันราคา และเป็นไปได้ยากที่จะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ยกเว้นว่ามันจะสร้างรายได้เทียบเท่า อย่างไรก็ดียังมีข่าวดีปนเศร้าคือ มีสาเหตุที่ทำให้การปลูกยาสูบลดลง แต่ไม่ใช่มาจากการบังคับใช้กฎหมาย กลับมาจากการไร้ผู้สืบทอดอาชีพเพราะเกษตรกรเริ่มแก่และสุขภาพแย่ลง จึงเป็นแนวทางในการจำกัดพื้นที่เพาะปลูกใบยาสูบได้ตามวิบากกรรม นอกจากนี้ในการประชุมดังกล่าวได้มีข้าราชการจาก สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า รัฐกำลังสนใจส่งเสริมการปลูกอ้อยเป็นพืชทดแทนยาสูบ เพราะตลาดในปี 2569 น่าจะมีความต้องการอ้อยถึง 200 ล้านตัน โดยปัจจุบันเราผลิตได้เพียง 100 ตัน อย่างไรก็ดีไม่มีข่าวว่าชาวไร่สนใจหรือไม่ เมื่อเขียนมาถึงตอนนี้ผู้เขียนก็รู้สึกว่า ยาสูบมันค่อนข้างสำคัญต่อชีวิตของคนหลายคน (ที่ไม่ได้มีจริตในการดำรงชีพแบบผู้เขียน) ดังนั้นการสูบยามันน่าจะมีอะไรที่บ่งว่าเป็นประโยชน์บ้าง จากการใช้ Google ผู้เขียนได้พบบทความเรื่อง 5 Health Benefits of Smoking เขียนโดย Christopher Wanjek ใน www.livescience.com ซึ่งพยายามจับแพะชนแกะว่า การสูบบุหรี่นั้นน่าจะมีประโยชน์ดังนี้ การสูบบุหรี่ช่วยประหยัดเงินและลดความเสี่ยงในการต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่า ซึ่งเป็นรายงานผลการวิจัยในวารสาร Arthritis & Rheumatism (ในข่าวไม่ได้ระบุปีที่พิมพ์) โดยนักวิจัยแห่ง University of Adelaide ในออสเตรเลียรายงานว่า อาจเพราะคนที่สูบบุหรี่มักไม่ไปวิ่งออกกำลังกายจึงลดความเสี่ยงต่อการที่เข่าเกิดอันตราย และเพราะคนติดบุหรี่มักมีน้ำหนักต่ำ (จะอธิบายต่อไปว่าทำไม) ปัญหาเข่ารับน้ำหนักร่างกายเกินจำเป็นจึงไม่มี การสูบบุหรี่น่าจะลดความเสี่ยงต่อโรค Parkinson's disease (กลุ่มอาการมือสั่นและเคลื่อนไหวลำบาก อาจเพราะสมองไม่สามารถสร้างสารโดปามีนได้พอ) โดยในปี 2007 นักวิจัยจากฮาร์วาร์ดได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร Neurology ว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีอาการนี้ต่ำกว่าคนไม่สูบ และผลนี้จะน้อยลงถ้าหยุดสูบบุหรี่ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ทำวิจัยได้สารภาพว่า ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ เพราะไม่ปรากฏว่านักสูบได้ตายเร็วกว่าคนปรกติ (ทั้งที่มันน่าจะใช่) จนไม่เกิดอาการนี้ นอกจากนี้ในปี 2010 วารสารเล่มเดียวกันก็ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่แสดงว่า คนที่ยิ่งสูบบุหรี่นานเท่าใดและ (ซ้ำร้ายกว่านั้น) จำนวนการสูบต่อวันยิ่งมากมวนเท่าไร โอกาสมีอาการนี้ยิ่งน้อยลงเท่านั้น การสูบบุหรี่ทำให้ไม่อ้วน เพราะนิโคตินในควันบุหรี่ลดความอยากอาหาร ดังนั้นจึงมักพบว่า ใครก็ตามที่อดบุหรี่ได้มักมีน้ำหนักเพิ่ม อาจเพราะกินอาหารอร่อยขึ้น ดังนั้นตั้งแต่ปี 1920 เป็นต้นมาบริษัทค้าบุหรี่จึงมุ่งที่จะจัดการกับสตรีที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยหลักการดังกล่าว ซึ่งก็ดูเหมือนว่าประสบความสำเร็จด้วยดี นอกจากนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลแห่งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวในบทความที่ลงพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2011 ว่า จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า การสูบบุหรี่ลดความอยากอาหารโดยไปมีผลต่อการทำงานของฮิบโปแคมปัสของสมอง อย่างไรก็ดีผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีแพทย์ท่านใดไร้สติพอที่จะใช้หลักการนี้ในการรักษาคนไข้น้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการตายด้วยอาการหัวใจวาย เพราะคนไข้ที่สูบบุหรี่มักตายยาก (เหมือนมัจจุราชไม่ประสงค์) และเมื่อทำบอลลูนถ่างเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจก็ทำง่ายกว่า โดยมีคำอธิบายที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับนักคือ คนสูบบุหรี่มักเกิดอาการหัวใจวายในวัยหนุ่มเร็วกว่าคนทั่วไปถึง 10 ปี ระบบต่างๆ จึงยังพอแข็งแรงทำให้ง่ายต่อการช่วยชีวิต การสูบบุหรี่ทำให้ยาลดการอุดตันในเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจชื่อ clopidogrel ทำงานดีขึ้น ข้อสรุปนี้ได้จาการทำวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (ตีพิมพ์ในวารสาร Thrombosis Research เมื่อเดือนสิงหาคม 2005) ข่าวนี้ไม่น่าประหลาดใจนักเพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่วนใหญ่เป็นสารกระตุ้นการทำงานของระบบเอนไซม์ที่กระตุ้นยาชนิดนี้ (จากโครงสร้างโมเลกุลที่ยังไม่ทำงานให้ทำงาน)ได้ดีขึ้นกว่าในคนไม่สูบบุหรี่ เหมือนสารพิษจากอาหารปิ้งย่างรมควันในปริมาณน้อย ๆ ก็กระตุ้นให้ระบบเอนไซม์ทำลายสารพิษในตับทำงานดีขึ้นได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 177 กัญชากับ...อาหารรสเด็ด

การเกษียณจากราชการมาอยู่บ้านขณะที่เมืองไทยมีโทรทัศน์ดิจิตอล นับว่าเป็นโอกาสดีที่ผู้เขียนไม่ต้องจมอยู่กับรายการโทรทัศน์ของ 6 สถานี ซึ่งไม่ค่อยพัฒนา ดังนั้น ณ วันนี้ผู้เขียนได้ดูข่าวคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าจากหลายสถานี มีสารคดีให้ดูมากขึ้น แถมด้วยหนังดังจากต่างประเทศ ราวปลายปีที่แล้วได้มีรายการข่าวภาคกลางวันของช่อง 3 SD ซึ่งมีพิธีกรรุ่นใหม่ทำข่าวภาษาไทยปนการสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเป็นการหลีกหนีความจำเจของรสชาติข่าว แต่สุดท้ายรายการดีในวันธรรมดาก็ต้องยุติลง เข้าใจว่ามีปัญหาเกี่ยวกับผู้สนับสนุนรายการอย่างไรก็ตามผู้เขียนจำได้ว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2557 ได้มีข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับ กัญชา (ซึ่งคนไทยบางกลุ่มให้ความสนใจอย่างมากที่จะทำการรณรงค์ให้สถานภาพของกัญชาในสังคมไทยเปลี่ยนไป) สำหรับเนื้อข่าวซึ่งสามารถดูได้ใน www.youtube.com/watch?v=B8KJA1xIhFU นั้น พิธีกรได้คุยถึงข่าวเกี่ยวการผสมกัญชาลงไปในผลิตภัณฑ์อาหารในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา โดยสิ่งที่น่าตกใจในเนื้อข่าว คือ มีการผสมกัญชาลงในขนมเด็กเช่น เจลลี อมยิ้ม ยาอม ซึ่งสินค้าเหล่านี้ผลิตและขายได้เฉพาะในโคโลราโดเท่านั้น กัญชาเป็นพืชที่มีใบที่สวยงาม ผู้ใหญ่และครูหลายท่านของผู้เขียนสอนว่า กัญชาเป็นสิ่งที่ไม่ดี เมื่อสูบแล้วจะเมา มีอาการหลอน เหมือนคนบ้า แต่เมื่อเอากัญชาใส่ลงแกงเผ็ดแล้วเขาว่ามันจะอร่อยกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งอาจต้องกินอาหารตามร้านอาหารในบางมื้อ หลายท่านอาจนึกไม่ถึงว่าท่านอาจได้เสพกัญชาโดยไม่ได้เจตนา เพียงแค่ท่านเลือกร้านอาหารที่ถูกขนานนามว่า อร่อยสุดๆ ในบทความที่มีการเผยแพร่ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งไทยและอังกฤษ ต่างก็จัดให้กัญชาเป็นยาเสพติด ดังนั้นใครก็ตามที่คิดว่ามันไม่ใช่ก็คงต้องเหนื่อยหน่อยที่จะพิสูจน์ ช่วงปี พ.ศ. 2520 ถึง 2525(ซึ่งผู้เขียนไปเรียนทางด้านพิษวิทยาที่สหรัฐอเมริกานั้น) กัญชาก็เป็นแหล่งของสารธรรมชาติกลุ่มแคนนาบินอยด์(cannabinoids) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชนิดที่เมื่อใช้นานเกินไปกลับออกฤทธิ์เป็นยาเสพติดระดับไม่รุนแรงนัก มวลชนอเมริกันจึงมีการนำมาใช้ในทางผิดๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียด การมีโอกาสได้สัมผัสความเป็นอยู่ของคนอเมริกันวัยหนุ่มสาวนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจับกระแสได้คือ คนที่มาจากเมืองใหญ่เพื่อมาเรียนในเมืองเล็กมักถวิลหาถึงกัญชาเป็นประจำ ดังนั้นทุกปลายสัปดาห์ที่มีการตรวจความสะอาดของห้องในหอพักของมหาวิทยาลัย สิ่งที่มักพบคือกัญชาแห้ง และบางครั้งถึงขั้นพบต้นกัญชา ซึ่งเหล่านักศึกษาทำเนียนว่าปลูกเป็นไม้ประดับข้างหน้าต่างรวมๆ ไปกับพืชอื่นๆ เพื่อแสดงความเป็นคนรักธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ควรประหลาดใจที่ลูกหลานของท่านที่ไปเรียนจบจากสหรัฐอเมริกาแล้วติดกัญชากลับมา ในช่วงที่ผู้เขียนเตรียมตัวกลับมาทำงานที่เมืองไทยนั้น ข่าวทางโทรทัศน์ข่าวหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนยังจำได้ก็คือ มีแนวโน้มในการใช้กัญชาเพื่อผ่อนคลายผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงก่อนสิ้นชีวิตในรัฐโคโลราโด อย่างไรก็ดีผู้เขียนก็ไม่ได้ติดตามข่าวนี้นักเพราะไม่ใช้ประเด็นที่สนใจ จนเมื่อในปี 2012 ก็ได้ข่าวว่า ประชาชนในรัฐโคโลราโดและรัฐวอชิงตันของสหรัฐอเมริกา ได้ลงคะแนนเสียงให้กัญชาเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมายในการมีหรือปลูก จากนั้นในปี 2014 จึงอนุญาตการขายในปริมาณน้อยตามใบสั่งแพทย์แก่ผู้ที่อายุเกิน 21 ปี ในขณะที่อีก 20 รัฐอนุญาตยอมให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่สำหรับกฎหมายระดับประเทศ (Federal Law) นั้นยังคงห้ามคนทั่วไปใช้แบบเสรีในเกือบทุกรัฐ ประเด็นการสูบกัญชานั้น ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า กัญชาเป็นยาเสพติดที่ต้องทำให้เป็นควันก่อนเพื่อสูบเหมือนบุหรี่ ดังนั้นที่ใดมีควันที่นั่นย่อมมีสารก่อมะเร็งกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน(หรือพีเอเอช) เช่นเดียวกับที่พบในบุหรี่ พร้อมทั้งสารพิษกลุ่มไนโตรซามีนและกลุ่มอัลดีไฮด์ ซึ่งโดยเบ็ดเสร็จแล้วกล่าวกันว่า มีสารก่อมะเร็งอย่างน้อย 50 ชนิดขึ้นไป เป็นของแถมแก่นักสูบ ข่าวคราวการใช้กัญชานั้นพบได้ไม่ยากนัก เช่น จากการชมภาพยนตร์หรือแม้แต่ข่าวทางโทรทัศน์ของต่างประเทศ ดังนั้นผู้เขียนจึงตระหนักว่า กัญชานั้นอยู่ในสังคมของมนุษย์ตลอดมา โดยเฉพาะในสังคมนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งอยู่ในวัยที่อยากลองเพื่อสนองความต้องการของฮอร์โมนที่กำลังปั่นป่วน ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีข่าวผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของบางประเทศต้องประกาศถอนตัว เพราะมีหลักฐานว่าเคยถูกจับข้อหาสูบกัญชาสมัยเมื่อยังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา นี่แสดงว่าสังคมของบางประเทศ ซึ่งประชาชนมีหลักยึดของจิตวิญญาณว่า เสรีชนทำชั่วส่วนตัวนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าจะเป็นตัวแทนหรือผู้นำต้อง มีประวัติที่สะอาดโปร่งใสหาความผิดไม่ได้ ซึ่งหลักยึดในกระบวนการเลือกนักการเมืองมาเป็นตัวแทนประชาชนแบบนี้ ไม่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่ตกกระป๋องไปแล้ว ดังนั้นถ้าร่างใหม่จะมีเรื่องนี้ก็จะเป็นพระคุณเป็นอย่างสูงแก่ประเทศเรา ในเว็บของ Wikipedia นั้นได้ให้ข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับกัญชาว่า กัญชานั้นมีผลทั้งทางร่างกายและจิตใจเช่น ทำให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข(แบบที่วัยรุ่นเรียกว่า high) เกิดอาการผ่อนคลาย และที่น่าสนใจคือ ทำให้อยากอาหาร โดยมีอาการแถมแก่ผู้เสพคือ ความจำระยะสั้นลดลง ปากแห้ง(กระหายน้ำ จึงมีข้อสังเกตว่า ถ้าไปกินอาหารที่ไหนแล้วหิวน้ำมาก ทั้งที่อาหารไม่ได้เค็มเลย ท่านอาจเจอกัญชาเข้าแล้ว) นอกจากนี้อาจมีอาการงุ่มง่าม สะเปะสะปะ ตาแดง และหวาดระแวงหรือขี้กังวล โดยของแถมที่ได้นี้จะหายไปภายใน 2-6 ชั่วโมง ข้อดีของกัญชาในด้านการแพทย์นั้นคือ ลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในคนไข้ที่ได้รับยาบำบัดมะเร็ง(ไม่ใช่ว่ากัญชาบำบัดมะเร็งนะครับ สามารถดูข้อมูลนี้ต่อได้ที่ American Cancer Society หรือ www.cancer.org ซึ่งเป็นองค์กรหลักเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งของสหรัฐอเมริกา) กระตุ้นความอยากอาหารในคนไข้โรคเอดส์ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังและอาการชักกระตุก แต่ถ้าใช้ไปนานๆ อาจเกิดอาการความจำเสื่อมหรือจิตเภทในบางคน แหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นวิชาการนักในอินเตอร์เน็ทคือ www.pantip.com ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับกัญชาในอาหาร (ที่เราท่านอาจพบได้ด้วยตนเอง) เช่น “.....ก๋วยเตี๋ยวใส่กัญชานั้นมีแน่นอน เพราะในคลองบางกอกน้อยเมื่อก่อนจะมีก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อยอยู่เจ้านึงขาย ในคลองชื่อนายหลอ ผมเป็นลูกค้าจนสนิทกัน เขาเลยบอกว่าเขา ใช้ต้นกัญชามาทุบๆ ให้แตกแล้วห่อด้วยใบเตยกันคนเห็น แล้วเอาลวดมัดก่อนจะหย่อนลงในหม้อน้ำซุป ที่มีทั้งเนื้อเปื่อย เครื่องใน กระดูกวัว และห่อเครื่องเทศอื่นๆ อีก แต่ก่อนมีแหล่งซื้อกัญชาอยู่แถวๆ วัดชัยพฤกษ์น่ะครับ 30 กว่าปีแล้วนะ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ……” “.......ตอนไปเข้าค่ายอาสาฯ เพื่อนๆ แกงป่าเป็ดแบบแห้งห่อไปด้วย ทานกันตอนเย็นๆ ทั้งเหนื่อยและหิว เลยเอาแกงเป็ดมาคลุกข้าวสวยกินอร่อยสุดๆ ผลก็คือ หัวเราะกันตั้งแต่ตอนเย็นถึงตีสามค่ะ หัวเราะจนตกจากเก้าอี้รอบกองไฟ หงายหลังแล้วยังหัวเราะต่ออีก ตื่นมาเจ็บซี่โครงเหมือนโดนซ้อม มารู้ทีหลังว่าเพื่อนมันใส่กัญชาในเครื่องแกง ไม่โกรธมันเลยค่ะ อร่อยดีอีกต่างหาก หัวเราะมันส์ดีเหมือนกัน…..” นอกจากนี้ในเว็บของหลายประเทศนั้นก็อธิบายแบบชัดเจนถึงการทำอาหารและขนมที่มีกัญชาเป็นองค์ประกอบ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าอาหารและขนมนั้นอร่อยมากกว่าเดิม โดยอาศัยฤทธิ์ของกัญชาไปเพิ่มความรู้สึกอยากอาหาร ในขณะที่อาหารที่กินนั้นรสชาติไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างไร ตัวอย่างที่น่าสนใจในอินเตอร์เน็ท(แต่ไม่ควรเข้าไปลอกเรียนแบบ) เกี่ยวกับอาหารใส่กัญชาคือ การทำ Cannabutter หรือเนยกัญชา เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบของอาหาร ทั้งนี้เพราะสารออกฤทธิ์ในกัญชานั้นสกัดได้ดีด้วยไขมัน ดังนั้นขนมจากฝรั่งที่ว่าอร่อยสุดๆ นั้น เราควรใส่เครื่องหมายคำถามแล้วว่าทำไม เห็นได้ว่าโอกาสที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับกัญชาโดยไม่เจตนานั้น ไม่ยากนักทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยการสัมผัสจากอาหารที่อาจได้รับการขึ้นชื่อลือชาว่า รสเด็ด โดยขายสินค้าอาจไม่คิดว่าผู้บริโภคอาจได้รับอันตรายจากฤทธิ์ของกัญชา เช่น การเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถหรือใช้เครื่องยนต์จากอาการหลอนระหว่างที่กัญชาออกฤทธิ์ หรือความผ่อนคลายของสาวรุ่นที่ได้กัญชาโดยไม่รู้ตัวในสถานที่อโคจร ข้อสังเกตว่าอาหารใส่กัญชาหรือไม่คือ มันอร่อยมาก ถูกปากเป๊ะๆ ไม่ต้องปรุงเพิ่ม แต่เมื่อกินมากหน่อยอาจมีอาการใจสั่น (เพราะกัญชาบีบหัวใจของบางคน) ตามด้วยการกระหายน้ำ แต่ที่ชัด ๆ คือ กินเเล้วรู้สึกรื่นเริงครึกครื้นกว่าปกติ เเบบเห็นอะไรจะขำง่ายไปหมด ดังนั้นข่าวคราวที่จะมีการใช้กัญชาแบบที่หลายคนเข้าใจว่าเสรีนั้น คงต้องผ่านการกลั่นกรองถึงผลได้และผลเสีย ซึ่งรวมไปถึงการควบคุมที่ดีต่างไปจากการใช้สารเสพติดอื่นคือ เหล้าและบุหรี่ ซึ่งประชาชนใช้กันแบบสะเปะสะปะ เกิดคดีความและอุบัติเหตุได้ทุกวัน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 176 หวานเว่อร์ อัลไซเมอร์ถามหา

ผู้เขียนเป็นสมาชิกของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทันสมัยสุดๆ เพราะเป็นกลุ่มชนที่นำพาชาติเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบประเทศร่ำรวยอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา เยอรมนี แต่ก็มีความกังวลอยู่ เพราะเคยได้ยินคำกล่าวต่อๆ กันมาว่า เมื่อแก่ตัวก็จะหลงๆ ลืมๆ ไปตามวัย ดังนั้นผู้เขียนจึงพยายามถามตัวเองว่า ลืมอะไรบ้างไหมในชีวิตนี้ ซึ่งได้คำตอบว่า ลืมไปเยอะ แต่โชคดีที่ยังไม่เคยลืมว่า เมื่อเช้ากินข้าวกับอะไร อาบน้ำหรือยัง บ้านอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นคำถามเพื่อตรวจสอบการเป็น อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ด้วยความสนใจเกี่ยวกับอัลไซเมอร์ วันหนึ่งผู้เขียนก็ได้พบข้อมูลในเว็บ www.mercola.com กล่าวถึงสมมุติฐานว่า สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการอัลไซเมอร์ คือ พฤติกรรมการกินที่ไม่ดี โดยเฉพาะการกินหวาน ดังนั้นจึงคิดว่าสมาชิกวารสารฉลาดซื้อน่าจะทราบเรื่องนี้ไว้บ้าง สาเหตุของอัลไซเมอร์นั้นค่อนข้างสับสน เนื่องจากไม่มีสัญญาณเตือนจากร่างกาย ดูต่างจากเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งเมื่อรู้หลังตรวจเลือดแล้วมักย้อนคิดกลับไปได้ว่า เกิดเนื่องจากการกินหวานมากไป อย่างไรก็ดีนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพก็ได้พบสัญญาณที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมการกินหวานน่าจะเกี่ยวพันกับอาการอัลไซเมอร์ เพราะอาการของโรคนี้ใช้กระบวนการเดียวกับการเกิดอาการเบาหวานประเภทที่ 2 จนเริ่มมีนักวิชาการบางคนเรียกอาการอัลไซเมอร์ว่าเป็น เบาหวานประเภทที่ 3 ในแวดวงวิชาการเกี่ยวกับสมองกล่าวว่า มีนักวิจัยชื่อ S.M. De La Monte จากมหาวิทยาลัย Brown Universtiy ในเมือง Providence รัฐ Rhode Island ได้ตีพิมพ์ผลงานเรื่อง Metabolic derangements mediate cognitive impairment and Alzheimer's disease: role of peripheral insulin-resistance diseases ในวารสาร Panminerva Medica เมื่อปี 2012 ว่าสามารถทำให้หนูทดลองสายพันธุ์ Long Evans มีอาการทางสมองเหมือนเป็นอัลไซเมอร์ (ได้แก่ การกำหนดทิศทางไม่ถูก สับสน ไม่สามารถเรียนรู้และจำได้) โดยใช้ N-nitrosodiethylamine (ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนที่มีอยู่ในอาหารเนื้อหมัก) ฉีดเข้าไปรบกวนระบบการทำงานของอินซูลินในสมองหนู จนเกิดการต้านอินซูลินของเซลล์ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันของการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 สิ่งที่เป็นความรู้ใหม่ต่อผู้เขียนคือ นอกจากอินซูลินถูกสร้างได้ในตับอ่อนแล้ว สมองก็ยังสร้างอินซูลินได้เอง(ความรู้นี้พบในปี 2005) ซึ่งถ้าคิดตามหลักการทางชีวเคมีแล้ว มันก็เป็นสิ่งจำเป็นมากที่สมองต้องสร้างอินซูลินไว้ใช้เอง(น่าจะเพื่อใช้ร่วมกับอินซูลินในเลือดที่สร้างจากตับอ่อนและสำรองเผื่อตับอ่อนสร้างได้น้อยลง) ทั้งนี้เพราะสมองเป็นอวัยวะที่กล่าวได้ว่า ขาดน้ำตาลกลูโคสไม่ได้เลย เมื่อใดก็ตามที่สมองขาดน้ำตาลนี้ สมองจะไร้พลังงาน ซึ่งจำเป็นต่อการสื่อประสาทในการคิด การสั่งการของระบบประสาทส่วนกลาง และการขาดน้ำตาลนั้น ก็คงนำไปสู่การตายของเซลล์สมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการความจำเสื่อมนั่นเอง แม้ว่าน้ำตาลจะสำคัญต่อการทำงานของสมอง แต่การกินน้ำตาลมากเกินไปนั้น กลับก่อให้เกิดการเหนี่ยวนำอาการต้านอินซูลินของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีผลแค่ทำให้เป็นเบาหวานประเภท 2 อย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการอัลไซเมอร์ของท่านด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยของ Z. Arvanitakis แห่งศูนย์วิจัยการแพทย์ของมหาวิทยาลัย Rush University ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เรื่อง Diabetes mellitus and risk of Alzheimer disease and decline in cognitive function ตีพิมพ์ใน Archives in Neurology ชุดที่ 61 ปี 2004 งานวิจัยนี้ทำการศึกษานานถึง 9 ปี ในอาสาสมัคร(อายุมากกว่า 55 ปี) ซึ่งเป็นนักบวชนิกายคาทอลิก(ทั้งบาเตอร์และแม่ชี) แล้วพบว่า อาการเบาหวานนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ถึงร้อยละ 65 จึงสันนิษฐานว่า การกินหวานทำให้มีอาการต้านอินซูลินที่เพิ่มการเกิด brain plaque(กลุ่มชิ้นส่วนของโปรตีนที่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อเซลล์ประสาทในสมอง) ซึ่งบ่งชี้การเกิดอัลไซเมอร์ ผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อการดูแลสุขภาพบางคน อาจเป็นคนชอบกินหวาน แต่พยายามเลี่ยงน้ำตาลทรายหรือซูโครส ซึ่งถูกย่อยให้เป็น กลูโคส ชนิดที่ต้องใช้อินซูลินในการนำเข้าสู่เซลล์ จึงเลี่ยงไปกินอาหารที่ใช้น้ำตาลฟรัคโตส(รวมทั้งผู้บริโภคที่ไม่ได้ตั้งใจจะกินน้ำตาลฟรัคโตส แต่ไปซื้อสินค้าอาหารที่ผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งนิยมใช้น้ำตาลฟรัคโตสในการผลิต) ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้ไม่ต้องใช้อินซูลินในการนำเข้าสู่เซลล์ โดยหวังว่าจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความเข้าใจนี้ถือว่า ค่อนข้างผิด ท่านผู้อ่านคงพอจำได้ว่า ในฉลาดซื้อฉบับที่ผ่านมา ผู้เขียนได้กระตุ้นเตือนให้ผู้บริโภคระวังอาหารที่มีองค์ประกอบเป็น น้ำเชื่อมฟรัคโตส ซึ่งปัจจุบันนี้มีข้อกังวลกันว่า ใครก็ตามที่กินเกินวันละ 25 กรัม จะเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น เพราะฟรัคโตสเองสามารถทำให้การควบคุมระดับของอินซูลินเพี้ยนไปเช่นเดียวกับน้ำตาลกลูโคส เรื่องนี้จริงๆ มันก็น่าประหลาดใจอยู่เพราะว่า น้ำตาลฟรัคโตสนั้นมีค่า glycemic index ต่ำ แต่ก็ได้มีการทดลองพบว่า น้ำตาลนี้ลดความสามารถในการเข้าจับกับบริเวณรับของอินซูลินบนผนังเซลล์ ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดคือ กลูโคส สูงขึ้นช้า ๆ โดยผู้บริโภคมิได้สังเกต นอกเหนือไปกว่านั้น การกินอาหารที่มีสารอาหารชนิดหนึ่งสูงเป็นพิเศษ แต่ชนิดอื่นต่ำมากหรือไม่มีเลยนั้น ก่อให้เกิดอันตรายต่อสมองได้ โดยมีผู้ตั้งสมมุติฐานว่า น้ำตาลฟรัคโตสมีบทบาทในการรวนระบบความอยากกินอาหารที่ควบคุมโดยสมอง(brain's craving mechanism) จนสุดท้ายท่านจะหิวมากขึ้นและกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นเรื่อย ๆ สมมุติฐานข้างต้นนี้ได้ถูกพิสูจน์ในการทดลองที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียเมืองลอสแอนเจลีส โดยนักวิจัยของภาควิชา Integrative Biology and Physiology ชื่อ R. Agrawal และ F. Gomez-Pinilla  ได้ทำการเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีน้ำตาลฟรัคโตสสูงแต่ขาดไขมันโอเมกา 3 (ซึ่งสูตรอาหารเลี้ยงหนูนี้เทียบเคียงได้กับอาหารสุดโปรดของชาวอเมริกัน และชาวโลกอื่น ๆ ด้วย) แล้วพบว่า หนูเกิดการต้านอินซูลินและมีการทำงานของสมองเสื่อมลง งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Physiology ชุดที่ 590 ปี 2012 นอกจากปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะที่ตับของท่านกำลังสาละวนต่อการใช้น้ำตาลฟรัคโตสเป็นแหล่งพลังงานนั้น สิ่งที่ตับจะลืมทำก็คือ การผลิตโคเลสเตอรอล ซึ่งแม้ว่าเราจะค่อนข้างกลัวไขมันชนิดนี้มานานแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วโคเลสเตอรอลนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญมากของสมอง(เราจึงเรียกว่า มันสมอง เพราะสมองมีไขมันสูง) จนในข้อแนะนำการกินอาหารปี 2015 หรือ Dietary guideline 2015 ของอเมริกันที่กำลังจะคลอดเร็วๆ นี้ได้ปรับเปลี่ยนคำแนะนำหนึ่งว่า เราไม่จำเป็นต้องกังวลในการกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอล เช่น ไข่แดงแล้ว จากข้อมูลที่เล่าให้ฟังนี้ ท่านผู้อ่านคงเลิกสงสัยว่า ทำไมเด็กนักเรียนของเราที่ตื่นแล้วไปโรงเรียนสาย โดยไม่กินข้าวเช้า จึงมีอาการอัลไซเมอร์อ่อนๆ ส่งผลให้ความรู้ที่คุณครูพยายามเคี้ยวและป้อนใส่สมองเด็กนั้น ไร้ประโยชน์ จนเมื่อเด็กเหล่านี้หลุดเข้าไปถึงขั้นมหาวิทยาลัย แล้วจบออกมาเป็นบัณฑิตไร้สาระ จากนั้นเมื่อถึงวันที่พลเมืองอาวุโสต่างๆ ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้เกษียณอายุเพื่อให้บัณฑิตไร้สาระเหล่านี้เข้าทำงานแทน แล้วอนาคตของประเทศจะเป็นเช่นไร ผู้เขียนจะพยายามไม่เป็นอัลไซเมอร์เพื่อรอดูความเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 175 น้ำ....ไม่ธรรมดา

ความกังวลเกี่ยวกับการที่หน้าแล้งต่อหน้าฝนปีนี้ คนเมืองกรุงอาจขาดน้ำประปาได้หมดไปแล้ว เพราะผู้ว่าการประปานครหลวงออกมายืนยันว่า คนเมืองหลวงจะมีน้ำใช้แบบสบายต่อไปอีกปี (ส่วนปีหน้าค่อยว่ากันใหม่ แบบว่าคิดถึงอนาคตทีละช็อต) แล้วผู้เขียนก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นข่าวเรื่อง “เตือนแชร์ดื่มน้ำรวด 2 ลิตร แพทย์ชี้อันตราย-เสี่ยงสูง !!” ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ของมติชน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เวลา 08:40:47 น.เนื้อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ข้อมูลแนะนำวิธีดูแลสุขภาพมากมาย ซึ่งบางอย่างมีความแปลกประหลาดเช่น ล่าสุดมีการระบุว่า "ดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อยลิตรครึ่ง หรือมากกว่านั้นจะส่งผลดีต่อร่างกาย โดยในช่วงแรกอาจจะเริ่มจากทีละนิดก่อน เช่น ดื่มน้ำอุ่น 1 ลิตรครึ่ง ภายใน 1 ชั่วโมง (ให้ดื่มรวดเดียวหมดภายใน 2-3 อึดใจ) โดยน้ำอุ่นจะส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ น้ำจะเข้าไปชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกายออก เพื่อให้ทำงานได้ตามปกติ ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำอุ่นช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือด ส่งผลดีต่อโรคเกาต์ ความดัน คอเลสเตอรอล" จากประเด็นดังกล่าวนักข่าวมติชนได้สัมภาษณ์อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวประมาณว่า ผู้บริโภคไม่ควรเชื่อข้อมูลเหล่านี้ เพราะการดื่มน้ำนั้นควรขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแต่ละคน และการดื่มน้ำนั้นไม่น่าเกี่ยวกับการรักษาโรค เพราะคุณสมบัติของน้ำต่อร่างกายคือ หล่อเลี้ยงเซลล์และปรับสมดุลของร่างกาย โดยในคนปรกติหากดื่มน้ำมากๆ ไตก็จะทำงานและขับออกมาในรูปปัสสาวะมาก แต่ผู้ที่เป็นโรคไตต้องระวังอาจทำให้เกิดอาการบวมน้ำ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจอาจหัวใจวายได้เช่นกัน นอกจากนี้ในข่าวเดียวกันยังบอกอีกว่า อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขก็ได้กล่าวว่า การดื่มน้ำมากถึง 2 ลิตร ในครั้งเดียวคงทำให้จุกมากกว่าจะช่วยรักษา มะเร็ง วัณโรค เพราะดูเกินจริงกว่าการบอกว่า ดื่มน้ำช่วยให้ระบบขับถ่ายดีซึ่งน่าจะถูกต้องกว่า นอกเหนือจากความกลัวดังกล่าวข้างต้นแล้ว คนทั่วไปยังมีความกลัวกันอีกว่า น้ำดื่มอาจไม่สะอาดพอสำหรับร่างกาย เพราะข่าวการปนเปื้อนของระบบน้ำประปาที่มีการแตกรั่วจนน้ำใต้ดินเข้าปนเปื้อน หรือการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาได้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้พบว่า หลายๆ บ้านมีเครื่องกรองน้ำ ทั้งที่เป็นเครื่องที่กรองน้ำประปาให้สะอาดขึ้น แต่บางครั้งกลับเป็นเครื่องที่กรองน้ำแล้วได้น้ำที่ปนเปื้อนมากกว่าเดิม เช่น เครื่องกรองน้ำผ่านหินภูเขาไฟจากบางประเทศ ที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นแค่ตัวอย่างความตระหนกในระดับธรรมดา แต่มีความตระหนกในระดับวิลิสมาหราที่บางคนต้องการ น้ำดื่มที่เป็นอะไรมากกว่าน้ำธรรมดา โดยเฉพาะคนมีสตางค์และพอมีความรู้ทางเคมีของน้ำบ้าง กลับต้องการน้ำมหัศจรรย์ระดับโมเลกุล เพื่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ในร่างกายตน ความมหัศจรรย์ของน้ำนั้นที่มีการมโน แบบหลากหลายละลานตาบนเน็ทนานพอควรแล้ว ดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำท่านผู้อ่านไปหาความรู้เพิ่มเติมจากเว็บที่หลายท่านคงคุ้นเคยดี เพราะเป็นเว็บที่ให้ข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงการถูกหลอกให้เสียเงิน เว็บนั้นคือ www.quackwatch.com เรื่องเกี่ยวกับน้ำ...ไม่ธรรมดานั้น ใน www.quackwatch.com มีบทความซึ่งจะพาท่านทะลุผ่านมิติไปยังเว็บอื่น ๆ เพื่อให้ได้ทราบว่า “จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง ที่จะกินเงินจากท่าน” โดยบทความนั้นชื่อ Index of Water-Related Frauds and Quackery บทความนี้สั้นมากๆ เพราะมีแค่ข้อมูลที่จะทำให้ท่านสามารถก้าวต่อไปถึงเว็บไซต์อื่น ที่นำเอาน้ำที่อ้างว่าไม่ธรรมดามาหลอกลวงเอาสตางค์จากผู้บริโภค เว็บที่ผู้เขียนสนใจชื่อ www.chem1.com/CQ/clusqk.html ของศาสตราจารย์ด้านเคมีท่านหนึ่งที่เกษียณอายุแล้วแต่มีความรู้สึกว่า การหลอกหากินเกี่ยวกับน้ำนั้นมันน่าสมเพศ จนต้องออกมาแถลงความจริงที่ประชาชนควรทราบในเว็บดังกล่าวนั้นกล่าวถึงคำ ๆ หนึ่งคือ Cluster water ซึ่งคำว่า cluster นั้น Cambridge Advanced Learner’s Dictionary ให้ความหมายว่า a group of similar things that are close together, sometimes surrounding something ซึ่งถ้าพูดเป็นไทยแบบเข้าใจง่าย ๆ น่าจะหมายถึง การที่โมเลกุลของน้ำมารวมอยู่เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างซับซ้อน ในขณะที่อาจารย์สอนเคมีพื้นฐานได้สอนว่า โมเลกุลของน้ำในสภาวะปรกติที่เป็นของเหลวนั้นจะมีพันธะที่เรียกว่า พันธะไฮโดรเจน (hydrogen bonding) ต่อโมเลกุลของน้ำเข้าเป็นสาย ซึ่งมีความหมายต่างจากน้ำที่เรียกว่า cluster water ซึ่งเป็นคำบัญญัติโดย Doctor Masuro Emoto หนึ่งในสุดยอดของผู้คิดค้นวิจัยเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience) ที่ Wikipedia บันทึกประวัติความเป็นมาและผลงานเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้สนใจเข้าไปอ่าน การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับ cluster water นั้นน่าทึ่งอึ้งเสียวเพราะบอกว่า น้ำนั้นเสมือนมีจิตวิญญาณ น้ำที่มาจากแหล่งต่างกันสามารถมีผลึกรูปแบบต่างกันเมื่อดูจากกล้องจุลทรรศน์ โดยอาจเป็นผลึกเหมือนหิมะหรือผลึกรูปแบบอื่น ๆ และเมื่อผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น การให้น้ำได้ฟังเพลง การบรรยายที่ดี (น่าจะหมายถึงการฟังเทศน์เพื่อนิพพานที่เป็นอัตตา) หรือแม้แต่ (น้ำได้) เห็นภาพที่กำหนดไว้ ซึ่งพูดแบบตรงไปตรงมาคือ ปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นผู้นี้คิดว่า น้ำนั้นมีจิตวิญญาณรับรู้สิ่งที่ดีเลวจากสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นถ้าเราได้ดื่มน้ำที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่ดี ร่างกายก็จะดีด้วย และน้ำที่ว่านี้สามารถบำบัดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ ซึ่งถ้าเป็นจริงโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ก็ควรถูกปิดเพื่อความประหยัด แล้วนำงบประมาณไปใช้เรื่องอื่นที่สำคัญของประเทศ (ความคิดเรื่องน้ำประหลาดนี้อาจเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ใครใคร่เชื่อก็เชื่อเถอะ เพราะมันคงไม่ต่างไปจากการกราบไหว้เห็ดรูปพญานาคเพื่อขอหวย) ในเรื่องของ cluster water นั้น มีเรื่องที่เหลือเชื่อเกิดขึ้นคือ มีชายคนหนึ่งได้ทำการจดลิขสิทธิ์เครื่องผลิต cluster water ซึ่งอ้างว่าน้ำที่ได้จากเครื่องมีลักษณะการเรียงโมเลกุลเป็นวงเกาะติดสารอินทรีย์ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางได้แก่ โปรตีน สายกรดอะมิโน (น่าจะหมายถึงเป็บไตด์) สารสกัดจากว่านหางจระเข้และอื่น ๆ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ทำให้ดูน่าเชื่อถือว่า เป็นน้ำชนิดที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ปรับปรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ท่านผู้สนใจอ่านรายละเอียดได้ในเรื่อง How is Clustered Water™ made? สามารถอ่านได้จากเว็บ www.chem1.com/CQ/clusterpats.html โดยขอให้ยึดกาลามสูตร 10 ของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งด้วยนอกจากนี้ยังมีการเสนอน้ำที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ (Perfect water) แก่ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้ายี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องปรับสภาพน้ำของบริษัทหนึ่งในสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้อ้างว่าสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของน้ำเพื่อทำให้พลังงานของน้ำเปลี่ยนไป จนสามารถขจัดความทรงจำที่เป็นพิษ (toxic memory) ได้ อีกทั้งน้ำที่ถูกเปลี่ยนโครงสร้างไปแล้วนั้นสามารถทำให้เซลล์ได้น้ำนิ่ม (soft water) ซึ่งผู้เขียนก็นึกไม่ออกว่าน้ำนี้เป็นอย่างไรเว็บดังกล่าวข้างต้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรรมวิธีผลิตน้ำชนิดพิเศษซึ่งดูแปลกดี โดยเริ่มต้นจากการเอาน้ำไปต้มจนได้ไอน้ำ แล้วนำไอน้ำไปผ่านสนามแม่เหล็กจนไอนั้นกลั่นตัวเป็นหยดน้ำที่อุณหภูมิมากกว่า 0 องศาเซลเซียสภายใต้แสงอินฟราเรดไปจนถึงแสงอัลตร้าไวโอเล็ท ก็จะได้น้ำวิเศษสมปรารถนาคำโฆษณาสินค้าที่เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างน้ำในลักษณะต่างๆ นั้นมักเหมือนกันคือ น้ำที่ผ่านเครื่องมือจะทำให้สภาพร่างกายกลับคืนสู่สภาพที่ดีเหมือนยังหนุ่มสาวผลเสียเนื่องจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (เรื่องนี้น่าสนใจเพราะทุกท่านนั้นต่างก็อยู่ในสนามพลังอะไรต่อมิอะไร ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ มือถือ ตลอดจนถึงสนามแม่เหล็กจากสายไฟฟ้าแรงสูงที่ผ่านกลางหมู่บ้าน ดังนั้นอาจมีใครสักคนที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปเป็นข้ออ้างในการชวนให้ท่านผู้อ่านซื้อสินค้าประเภทนี้) เพิ่มระบบภูมิต้านทาน ทำให้ผิวกลับสู่สภาพเต่งตึง (โดยอุปกรณ์มีลักษณะเป็นฝักบัวอาบน้ำ) เป็นต้น ท่านที่สนใจคิดว่าทนอ่านข้อความลักษณะนี้ได้สามารถไปที่ www.thewellnessenterprise.com ซึ่งคงต้องตัดสินเองว่าเชื่อได้หรือไม่ ที่ซ้ำร้ายคือ ยังมีน้ำอีกหลายชนิดเช่น photonic structured water, ultra-hydrating super liquid, MRET water, hexagonal water, Energized Vibrational Healing Water และอื่น ๆ อีกสุดจะพรรณนา กำลังดาหน้าเข้ามาหาท่านในอนาคต  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 174 เหมือนถูกลืม (ปฏิรูป)

เดือนที่เขียนบทความนี้คือ มิถุนายน 2558 ซึ่งเมื่อพลเมืองไทย (ตามความหมายที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใกล้คลอด) เปิดโทรทัศน์ดูข่าวไม่ว่าช่องไหน จะได้รับการรายงานข่าวซ้ำซากอยู่สามสี่ข่าวคือ การแก้ร่าง(ก่อนได้ใช้)รัฐธรรมนูญ การค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา บ่อนการพนันเสรี และคดียู(ถูก)ฟันสำหรับข่าวประเด็นหลังนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมันสื่อให้เห็นว่า คนไทยไม่เคยนำเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเลย เพราะพื้นฐานของการโกงเงินประชาชนส่วนใหญ่มักเป็นการหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเหล่าอาชญากรทำการชักจูง หว่านล้อม หรือกระตุ้นพลเมืองผู้ที่อยากลงทุนให้เกิดความต้องการด้านรายได้ หรือสร้างจิตวิทยาให้เกิดความคาดหวังหรือมีแรงจูงใจที่ผิดเช่น อยากรวยเร็ว มีรายได้สูงและสวัสดิการดี อยากมีบ้านหลังใหญ่และมีรถหรูขับถ้า (หลงผิดพอที่จะ) ร่วมลงทุนกับเหล่าอาชญากรเหล่านั้นในอดีตเรามีแชร์ค่าโง่อยู่หลายคดีเช่น แชร์แม่ชม้อย แชร์แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ เป็นต้น ซึ่งแชร์เหล่านี้ไม่เน้นการขายสินค้าหรือบริการ แต่จะมุ่งเน้นการหาสมาชิกใหม่เพื่อสร้างเครือข่ายหรือระดมทุนเพียงอย่างเดียว มีการจ่ายผลตอบแทนมากขึ้นเป็นเงาตามตัวตามจำนวนสมาชิกที่หามาได้ในทุกระดับชั้น ส่วนสินค้าที่อ้างถึงมักไม่มีการซื้อขายจริงหรือซื้อขายกันเพียงกระดาษ คดียูถูกฟันนั้นมีการออกหมายจับมากมายและกว้างขวางนัก ขนาดว่าแค่ไปรับงานเป็นพิธีกร หรือเป็นเซเลบเรียกความสนใจผู้คนในการประชาสัมพันธ์งานหรืออื่น ๆ ที่ปรกติมีการทำกันเป็นประจำ ต้องกลายเป็นข่าวว่า อาจพัวพันกับคดีนี้ ตัวอย่างเช่น www.thairath.co.th/content/500839 รายงานข่าวว่า ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการโทรทัศน์คนหนึ่งต้องเข้าให้ปากคำตำรวจในฐานะพยาน หลังพบหลักฐานร่วมเป็นพิธีกรภายในงานของเครือข่ายยูถูกฟัน ซึ่งพิธีกรดังกล่าวได้ให้ข้อมูลว่า มีดารานักแสดงตบเท้าเข้าร่วมงานคับคั่ง โดยตำรวจจะตรวจสอบสคริปต์ของพิธีกรที่ใช้ภายในงานเพื่อขยายผล หากพบหลักฐานว่ากระทำผิดจะขออนุมัติศาลออกหมายจับเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็ยังมีนักร้อง นักแสดง และอื่นๆ ที่ต้องถูกเรียกตัวไปให้ปากคำและอาจถูกตั้งข้อหาสนับสนุนการทำธุรกิจของยูถูกฟัน พูดง่าย ๆ คือ ไปช่วยโฆษณาทำให้คนถูกหลอกมากขึ้น ความจริงประเด็นการช่วยเหลือให้ประชาชนถูกหลอกโดยผู้มีชื่อเสียงหรือเซเลบนั้น เกิดมานานแล้ว ตั้งแต่เรามีโทรทัศน์ซึ่งแพร่สัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทั้งนี้เพราะการใช้โทรทัศน์ในกิจการชักชวนให้คนหันมาใช้สินค้าของผู้ประกอบการนั้น เป็นวิธีการที่ได้ผลมากที่สุดกับคนไทย (ซึ่งไม่รวมผู้เขียนเพราะไม่เคยดูโฆษณาเลย เนื่องจากโทรทัศน์ที่ซื้อมามีรีโมทรวมมาด้วย จึงสามารถหนีการหลอกลวงที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ได้ดี) ดังนั้นกรณีของเซเลบที่เข้าไปพัวพันคดียูถูกฟันนั้น ถ้าเกิดมีความผิด มันน่าจะเป็นกระตุ้นให้มีการเปิดใต้พรมปูพื้นประเทศนี้ออกมาให้เห็นว่า มีการกวาดฝุ่นไปซ่อนมานานแค่ไหนแล้ว เพราะการแนะนำสินค้าต่างๆ ของเซลเลบส่วนใหญ่นั้นมักโอ้อวดคุณภาพของสินค้า ซึ่งสินค้าบางกลุ่มเช่น อาหารและเครื่องสำอางนั้น พิสูจน์ให้เห็นจริงว่าได้ผลนั้น.....ยากมาก สำหรับท่านที่อ่านวารสารฉลาดซื้อเป็นประจำ อาจพอระลึกได้ว่า ในฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2557 นั้น ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่อง โฆษณากับศีลข้อสี่ ซึ่งมีข้อมูลที่อ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์ Yangtse Evening News ที่นานจิงว่า ผู้บริหารของจีนแผ่นดินใหญ่ได้มองประเด็นการที่เซเลบต่างๆ ออกมาบอกผู้บริโภคว่า สินค้าของบริษัทที่ตนรับสตางค์ (ผ่านบริษัทครีเอตีฟทั้งหลาย) ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ โดยไม่เคยใช้สินค้านั้นเลยนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี จึงสมควรทำร่างกฎหมายเพื่อแก้รัฐบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณาเสนอแก่ Standing Committee of the National People's Congress ครั้งที่ 10 เพื่อให้มีการลงโทษเซเลบที่ผิดศีลข้อสี่เมื่อสินค้านั้นก่อปัญหาประเด็นการผิดศีลข้อสี่ของเซเลบนั้น ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในลักษณะเดียวกันในประเทศอินเดีย โดยประเด็นนั้นเป็นข่าวเกี่ยวกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเริ่มจากปัญหาเกี่ยวกับสารปนเปื้อน จากนั้นจึงลามไปถึงเซเลบที่เป็นผู้รับโฆษณาบะหมี่รายนี้ www.scmp.com ได้รายงานหัวข้อข่าว India bans popular XXX instant noodles after finding excessive lead เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2012 และเว็บ news.sky.com ได้รายงานต่อมาในหัวข้อข่าว XXX Noodles Off Shelves Over Lead Scare โดยมีข้อมูลสรุปว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่เหมือน อย. ของไทยคือ The Food Safety and Standards Authority of India (FSSAI) ได้ตรวจพบว่า บะหมี่ดังกล่าวซึ่งขายดีมากในอินเดียมีตะกั่ว 17.2 พีพีเอ็ม (ในห่อเครื่องปรุง) เกินกำหนดมาตรฐาน (0.1-2.5 พีพีเอ็ม) ที่จำยอมให้มีได้ นอกจากนี้ยังพบว่าในห่อบะหมี่นั้นมีผงชูรสคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมทผสมอยู่ ทั้งที่ไม่ได้แจ้งไว้ในฉลากด้วย(ทางผู้ผลิตออกข่าวต่อมาว่า ไม่ได้มีการเติมผงชูรสลงไปในระหว่างการผลิต เหตุที่ตรวจพบคงเป็นผงชูรสตามธรรมชาติ ซึ่งพบได้ในองค์ประกอบของอาหาร) ทางหน่วยงานราชการจึงได้สั่งห้ามจำหน่ายและให้หยุดการผลิตทันที (แต่ผู้ผลิตก็ได้ออกข่าวอีกว่า เราจะกลับมาในไม่ช้าหลังจากได้จัดการปัญหาเสร็จ) ผลร้าย(ที่มีต่อบริษัทผู้ผลิต) นั้นค่อนข้างสำคัญ เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังกล่าวนั้นขายดีมานานกว่า 30 ปีแล้ว มีส่วนแบ่งของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงร้อยละ 80 และเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นที่พึ่งของคนไกลบ้านต่างๆ ทั้งนักเรียน นักศึกษา กรรมกร เป็นต้น เนื่องจากปรุงกินง่ายเสมือนแกะห่อโรตีเข้าปาก ที่สำคัญกว่าคือ หุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นเมืองบอมเบย์รูดลงไปถึงร้อยละ 10 ของมูลค่าเดิม ประเด็นหลังนี้น่าจะเจ็บแสบกว่าประเด็นแรกสำหรับผู้บริหารบริษัทและแล้วสิ่งที่ตามมาเนื่องจากผลที่บะหมี่นั้นขายดีเนื่องจากการโฆษณาดีเยี่ยมคือ ในเว็บ www.ft.com/cms ได้มีบทความเรื่อง Bollywood star in hot water over XXX noodle row ซึ่งมีเนื้อข่าวโดยสรุปว่า Ms. Madhuri Dixit ผู้มีอายุ 48 ปี และเป็น Bollywood stars (ในช่วงปี 1990) ที่รับจ๊อบโฆษณาสินค้าดังกล่าว กำลังถูกจับจ้องจากทางการว่า ควรรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าวนี้หรือไม่ เพราะคนอินเดียนั้นก็คงเหมือนคนในหลาย ๆ ประเทศที่ซื้อสินค้าตามคำแนะนำของดาราที่ตนชื่นชอบ (ซึ่งอาจไม่เคยกินหรือใช้สินค้านั้น) โดยแอบหวังว่าเมื่อใช้สินค้านั้นแล้วอาจมีสภาพเหมือนดารา (ทั้งร่างกาย จิตใจซึ่งน่าจะรวมถึงสติปัญญา) ข่าวในเน็ทกล่าวว่า ดาราสาวดังกล่าวคงมีความรู้สึกร้อนรุ่ม เหมือนตกลงไปในน้ำซุบบะหมี่ที่ เธอโฆษณาว่าดีเลิศประเสริฐศรีทางโภชนาการสำหรับเด็กเป็นแน่แท้จากข้อมูลดังกล่าวซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยที่มีในอินเตอร์เน็ทนั้น ผู้เขียนหวังเพียงแต่ว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปฏิรูป ซึ่งการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่ง ที่ถูกหยิบขึ้นมาจากใต้พรมเพื่อปัดฝุ่นให้มันถูกต้องเสียทีนั้น เรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าโดยใช้ผู้ที่ขาดความรู้และประสบการณ์ในสินค้าที่ตนทำการโฆษณาควรได้รับการเหลียวมองเสียที เพราะประเด็นดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคมากที่สุด(นะสารี) เนื่องจากมันถูกเห็นอยู่ในจอโทรทัศน์ซึ่งมีทั้งเสียงและภาพกล่าวกรอกหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่ทุกวัน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 173 ดื่มน้ำหวานในฤดูร้อน พึงระวัง

ฤดูร้อนนั้นเป็นฤดูที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนมากที่สุด เพราะนอกเหนือไปจากความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคในอาหารที่ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องที่สูงเกือบเท่าหรืออาจเกินอุณหภูมิของร่างกาย แล้ว เรายังมักดื่มของเหลวเพื่อลดความกระหาย เนื่องจากความร้อนในกายมากกว่าช่วงเวลาอื่นเช่น ในฤดูฝนหรือฤดูหนาวในการดื่มของเหลวนั้น ถ้าโชคดีเป็นน้ำเปล่าปัญหาก็ไม่เกิด แต่ปัญหาต่อสุขภาพจะเกิดถ้ามันเป็นน้ำที่มีความหวานจากน้ำตาลธรรมชาติ เพราะมันเป็นปัจจัยการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวในช่วงอากาศร้อน และประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความหวานในเครื่องดื่มคือ ถ้าชนิดของสารให้ความหวานตามธรรมชาติต่างกัน ผลที่เกิดขึ้นมันก็ต่างกันท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าน้ำตาล(ที่เขียนบนฉลากอาหาร) ที่ใช้ให้ความหวานในอาหารที่ผลิตทางอุตสาหกรรมนั้นคืออะไร คำตอบอาจง่ายสำหรับผู้ที่เรียนมาทางด้านอาหารและโภชนาการ แต่ผู้ที่จบสาขาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอาจไม่ทราบว่ามันอาจเป็น น้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้น (high fructose corn syrup หรือ HFCS) ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวโพดก่อนอื่นท่านผู้อ่านควรเข้าใจความแตกต่างในการใช้น้ำตาลฟรุกโตสกับคนที่มีอาการเบาหวาน และการใช้น้ำเชื่อมฟรุกโตสในอุตสาหกรรมอาหาร ว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกันฟรุกโตส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่พบได้ทั่วไปในอาหารตามธรรมชาติ พบมากในผลไม้และน้ำผึ้ง ฟรุกโตส เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งนิยมใช้ให้ความหวานของอาหารทางการแพทย์ชนิดที่ใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะฟรุกโตสถูกดูดซึมเข้าเซลล์โดยไม่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน(ไม่เหมือนน้ำตาลกลูโคส) ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานได้รับพลังงานในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้รู้สึกสดชื่น หายอ่อนเพลียอย่างรวดเร็ว ส่วนน้ำเชื่อมฟรุกโตสนั้น ก็มีองค์ประกอบเป็นน้ำตาลฟรุกโตสเช่นกัน แต่กรรมวิธีการผลิตนั้นเป็นการนำเอาแป้งข้าวโพด ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นโพลีเมอร์ของน้ำตาลกลูโคสต่อเรียงกันยาว จนกลายเป็นแป้งมาย่อยด้วยเอ็นไซม์อัลฟาอะมัยเลส (α-amylase) จนได้แป้งชนิดที่เป็น oligosaccharide ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นโพลีเมอร์ของกลูโคสสายสั้น ๆ ซึ่งต้องถูกย่อยต่อด้วยเอ็นไซม์กลูโคอะมัยเลส (Glucoamylase) ได้เป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วจึงเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลฟรุกโตส ด้วยเอ็นไซม์กลูโคสไอโซเมอเรส (glucose isomerase) ซึ่งผลที่ได้นั้นจะมีน้ำตาลฟรุกโตสและน้ำตาลกลูโคส ที่ไม่ถูกย่อยผสมกันด้วยอัตราส่วนเกือบ 1 ต่อ 1 น้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นทั่วไปมักมีปริมาณน้ำร้อยละ 24 ส่วนที่เหลือคือน้ำตาลวิธีการผลิตน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นด้วยตนเอง (DIY หรือ Do It Yourself) นั้นมีคำอธิบายไว้ใน www.bonappetit.com ภายใต้หัวข้อ Make Your Own High-Fructose Corn Syrup with Artist Maya Weinstein ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการที่ประกอบด้วยสารเคมีและเอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่สามารถใช้ผลิตในครัวที่บ้าน แต่ราคาก็คงไม่เบานักเพราะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ถ้าท่านผู้บริโภคต้องการน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นจริงอาจสั่งซื้อจากร้านค้าที่มีโฆษณาในเน็ทดีกว่า เพียงแต่คงต้องซื้อในปริมาณมากหน่อยเท่านั้น ประเด็นที่ควรตั้งเป็นคำถาม เมื่อมีการบริโภคอะไรมากไปจากเดิม เช่นในกรณีของน้ำเชื่อมฟรุกโตส คือ มันปลอดภัยหรือไม่ ทั้งนี้เพราะบนฉลากอาหารในต่างประเทศนั้น ต้องระบุการผสมน้ำเชื่อมฟรุกโตสในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชาเขียว ขนมอบ ขนมปัง ผลไม้กระป๋อง แยมและเยลลี่ต่างๆ ไม่ใช่แค่บอกว่ามีส่วนผสมเป็นน้ำตาล แล้วก็มโนเอาว่าเป็นน้ำตาลทรายหรือซูโครส (Sucrose) สาเหตุที่น้ำเชื่อมฟรุกโตสได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและรวดเร็วก็เพราะ ฟรุกโตสให้ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 1.3 เท่า หวานนุ่มกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ เป็นน้ำเชื่อมใสไม่มีสี จึงไม่บดบังสีของอาหาร ดังนั้นเมื่อเทียบกับน้ำตาลทราย ซึ่งเมื่อใช้ในอาหารแล้วมักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ฟรุกโตสจึงคุ้มค่ากว่าในด้านราคาต้นทุนการผลิต และความสะดวกการที่ฟรุกโตสถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้โดยไร้กลไกการควบคุมนั้น อาจดีเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยารักษาโรคเบาหวานอยู่ และสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดี แต่การใช้ฟรุกโตสในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้การควบคุม ที่น่าสนใจคือ มีการสำรวจพบว่า ตั้งแต่วงการอุตสาหกรรมเริ่มนำน้ำเชื่อมฟรุกโตสมาใช้แทนน้ำตาลทรายก็พบว่า อัตราการเกิดโรคอ้วนก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานนั้นน้ำตาลในเลือดไม่สูงผิดปรกติ แต่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีผู้ตั้งสมมุติฐานว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสเป็นส่วนผสมติดต่อกันอาจเพิ่มความอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารอื่นได้ในปริมาณมากขึ้น แต่ที่หนักหนาคือ น้ำตาลฟรุกโตสอาจส่งผลให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น โดยเฉพาะไขมันชนิดแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-C) แถมพกด้วยภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งไม่เป็นผลดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนั้นการใช้ฟรุกโตสในระยะยาวยังทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ และความดันโลหิตสูง และที่น่าหนักใจคือ น้ำตาลฟรุกโตสยังถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งถูกสงสัยว่าอาจก่อให้เกิดภาวะไขมันเกาะตับ (Fatty Liver) โดยไม่รู้ตัวประเด็นปัญหาของฟรุกโตสต่อสุขภาพสิ่งมีชีวิตนั้น ล่าสุดได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ของ Nature (วารสารที่ถูกจัดว่ามีอิทธิพลในวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สุดเล่มหนึ่ง) คือ www.nature.com/scientificreports ซึ่งตีพิมพ์งานวิจัยของ Catarina Rendeiro และคณะ เรื่อง Fructose decreases physical activity and increases body fat without affecting hippocampal neurogenesis and learning relative to an isocaloric glucose diet เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2015ดอกเตอร์ Rendeiro และคณะได้ทดลองในหนู mouse โดยแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม ให้ได้อาหารที่มีสัดส่วนทุกอย่างเหมือนกันหมด (ซึ่งหมายความว่าได้พลังงานเท่ากันด้วย) สิ่งที่ต่างกันอย่างเดียวคือ แหล่งให้พลังงานในอาหารกลุ่มหนูทดลองหนึ่งนั้นเป็นฟรุกโตส(ซึ่งคำนวณว่าให้พลังงานร้อยละ 18 ของคาร์โบไฮเดรตซึ่งได้แก่ แป้งข้าวโพดและน้ำตาลทราย) ส่วนของอีกกลุ่มเป็นกลูโคส(ซึ่งให้พลังงานร้อยละ 18 ของแป้งข้าวโพดและน้ำตาลทรายเช่นกัน) จากการเลี้ยงหนูนาน 77 วัน พบว่า หนูที่กินอาหารผสมด้วยน้ำตาลฟรุกโตสนั้น มีน้ำหนักตัวมากกว่ากลุ่มที่กินอาหารผสมน้ำตาลกลูโคสอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมตับที่โตกว่า ซึ่งอาจเนื่องจากไขมันที่มาพอกเพิ่มเติม(ในทางวิทยาศาสตร์แล้วการที่ตับมีไขมันสะสมถือว่าตับเริ่มแย่แล้ว เนื่องจากไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้หมด)ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยเรียนวิชาชีวเคมีมาคงไม่ทราบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้ในสัตว์ทดลองคือ โดยทั่วไปแล้วน้ำตาลกลูโคสนั้น อาศัยฮอร์โมนอินซูลินในการนำเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อสันดาปให้พลังงานแก่เซลล์ ซึ่งต่างกับน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งถูกสันดาปเป็นส่วนใหญ่ที่เซลล์ตับ ดังนั้นพลังงานที่เกิดที่ตับจึงมีความเหลือเฟือจนน่าจะส่งผลทำให้เกิดการสร้างไขมันขึ้นมาได้ เพราะเมื่อใดที่อวัยวะใดของร่างกายมีพลังงานเหลือเฟือเซลล์ของอวัยวะนั้น จะเริ่มการสร้างไขมันขึ้นมาสะสมแทน เนื่องจากไขมันนั้นเป็นแหล่งสะสมพลังงานที่ใช้พื้นที่ในการเก็บน้อยกว่าแป้งกลัยโคเจน อีกประเด็นที่คณะวิจัยได้ค้นพบ และเชื่อว่าอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้หนูกลุ่มที่กินน้ำตาลฟรุกโตสมีปัญหาสุขภาพคือ หนูกลุ่มนี้มีการออกแรงทำกิจกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด(กล่าวโดยสรุปคือ ขี้เกียจมากขึ้น) ประเด็นนี้ถ้านำมาอุปมาอุปไมยถึงคนที่ออกกำลังกายเหนื่อย ๆ แล้วกลับบ้านกินน้ำอัดลม คงได้คำตอบเสียทีว่า ทำไมออกกำลังกายแทบตายน้ำหนักถึงลดบ้างไม่ลดบ้างดังนั้น....หลังจากเขียนบทความนี้แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนจะปฏิบัติเพื่อให้เป็นนิสัยคือ เมื่อรู้สึกเหนื่อยหลังการออกกำลังกายแล้ว ถ้ากระหายอยากดื่มน้ำอัดลม ก็จะดื่มพร้อมกับสร้างภาพลวงว่า สิ่งที่ดื่มเป็นสุราเหมาไถ กล่าวคือ จะรินน้ำอัดลมลงแก้วในปริมาณที่คอเหล้าเขาทำกัน เพื่อดื่มเพียงนิดหน่อยพอรู้รส (เพราะถ้าเป็นเหล้าเหมาไถมันจะแรงและแพง) นั่นเอง  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 172 แก่ยากอ้วนยากคือ ใคร

วันหนึ่งผู้เขียนได้เจอบทความในเว็บชื่อ 10 Reasons Japanese Women Don’t Get Old or Fat ซึ่งว่าไปแล้วมันน่าจะเป็นไปได้ เพราะมีใครบ้างจะต่อสู้กับความเสื่อมถอยของสังขารได้ เนื่องจากมันเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ว่า รูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์นั้นเป็นของไม่เที่ยง ขอให้ทุกท่านที่แต่งงานแล้วอย่างเปิดเผยตระหนักว่า ท่านจะได้สามีหรือภรรยาใหม่ทุกวัน โดยไม่ต้องจดทะเบียนใหม่ เพียงแต่ว่าท่านจะพอใจในความใหม่หรือไม่เท่านั้นมีข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับนักเขียนญี่ปุ่นท่านหนึ่งชื่อ นาโอมิ มอริยามา ซึ่งเขียนหนังสือชื่อ10 Reasons Japanese Women Don’t Get Old or Fat แม้ชื่อเรื่องดูจะโม้ไปหน่อย แต่เอาเถอะลองมาดูกันว่า สิ่งที่ปรากฏในเน็ต ซึ่งเป็นบทคัดย่อข้อมูลจากหนังสือนั้นจะสมจริงสมจังหรือไม่มอริยามาได้พาผู้อ่านเข้าไปในครัวของแม่เธอในประเทศญี่ปุ่น จากนั้นเธอก็เปิดเผยความลับของการมีชีวิตอยู่ทนแบบเป็นสุข ซึ่งมอริยามาอ้างว่าท่านผู้อ่านคงไม่ได้ยินจากแหล่งใดมาก่อน เพราะความลับนี้เป็นวัฒนธรรมการปฏิบัติตนของชาวญี่ปุ่นในการกินอาหารที่ทำให้อายุยืนพร้อมทั้งยังแข็งแรงและสุขภาพดีประการแรกอาหารต้มเคี่ยวของคนญี่ปุ่นนั้นใช้วัตถุดิบพื้นๆ และเหมือนกันทุกวันคือ ปลาต่างๆ ผักจากทะเล(คงเป็นพวกสาหร่าย) และผักต่างๆ ที่ปลูกบนบก ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าว ผลไม้ ชาเขียว ที่น่าสนใจคือ คนญี่ปุ่น(ประเภทแก่ตายช้าที่ไม่ใช่พวกคอตกเล่นเน็ต) นั้น นิยมปรุงอาหารเองทุกวัน โดยมีปลาย่าง ข้าวหนึ่งชาม ซุปผักต้มเปื่อย ซุปมิโซะ(มิโซะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่น หมักจากข้าว ข้าวบาร์เลย์หรือถั่วเหลืองกับเกลือแล้วหมักด้วยราชื่อ kojikin มักนำมาประกอบอาหาร ทำซุปโดยละลายมิโซะในน้ำ เติมผัก เต้าหู้ เห็ดหรือสาหร่าย หรือทำเป็นเครื่องจิ้มปรุงรส สำหรับอาหารประเภทเนื้อ ปลา หอยและผัก) โดยมีผลไม้หั่นเป็นของหวาน แล้วจึงล้างคอด้วยชาเขียวมีการคำนวณกันว่า กระเพาะของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นสุสานของปลาถึงร้อยละ 10 ที่ถูกจับได้ในโลกนี้ ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นน้ำหนักปลาต่อคนต่อปีแล้วคือ 150 ปอนด์หรือเกือบ 70 กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นราว 2 เท่าของอัตราเฉลี่ยการกินปลาของคนทั้งโลก ซึ่งทำให้เห็นได้ประการหนึ่งว่า คนญี่ปุ่นได้รับน้ำมันโอเมกา 3 มากกว่าคนอื่นจึงมีอายุยืนกว่าคนอื่น(ข้อมูลนี้มักใช้ในการโฆษณาขายน้ำมันโอเมกา 3..... กรุณาฟังหูไว้หู!!!!) ที่น่าสนใจและน่าทำตามมากคือ คนญี่ปุ่นที่อายุยืนนั้นกินผักตระกูลกระหล่ำเช่น บร็อคโคลี กระหล่ำปลี คะน้า กระหล่ำดอก และกระหล่ำดาว (Brussels sprouts) มากกว่าคนอเมริกันถึง 5 เท่า ที่น่าประทับใจคือ วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น สดและเป็นไปตามฤดูกาล(สำหรับผู้เขียนแล้ว บางครั้งมันสดจนน่ากลัว ดังที่เห็นได้ในหนังสารคดีเกี่ยวกับการกินอาหารของคนที่อยู่เอเชียตะวันออกคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มีการแล่เนื้อสิ่งมีชีวิตเป็นๆ เพื่อสนองตัณหาความอยากกินของสด) จนเหมือนกับแม่บ้านนั้นซื้อวัตถุดิบที่เพิ่งถูกใส่ในบรรจุภัณฑ์ได้เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถูกนำมาใช้เตรียมอาหารที่ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จและที่น่าประทับใจมากในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่อายุยืนคือ การกินอาหารแต่น้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการที่พบว่า ใครที่กินอาหารแค่พอมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรียกว่า Dietary restriction นั้นมักอายุยืน โดยกินอย่างช้าๆ ให้ลิ้นสัมผัสกับความอร่อยของอาหารที่กำลังถูกบดในปาก คนกินเร็วมักกินอาหารได้มากเพราะสมองสั่งการให้หยุดกินไม่ทันมือที่พุ้ยอาหารเข้าปาก สิ่งที่น่าทำตามที่สุดสำหรับผู้ที่อายุเริ่มขึ้นเลขสาม(ซึ่งเป็นวัยเริ่มสะสมไขมันที่พุง) คือ อย่าตักอาหารให้เต็มจาน อย่าตักอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าอย่างอื่น ตักน้อยๆ ก็พอ(ประเด็นนี้ทำให้เป็นข้อจำกัดมากในการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่า ต้องเอาให้คุ้มกับที่จ่าย) ที่น่ารำคาญใจคือ อาหารคนญี่ปุ่นมีการประดับประดาและปรุงแต่งน้อยมาก(ต่างจากอาหารไทยที่รสชาติต้องเต็มที่ ถูกใจพระเดชพระคุณ รวมทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งมักประจักษ์ความจริงว่า แม้แต่สุกี้ที่จืดชืดในญี่ปุ่น พอมาถึงเมืองไทยแล้วแซ่บได้หลายเด้อ)การปรุงอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ นั้น ว่าไปแล้วแทบจะไม่ได้ปรุงอะไรมากนัก เพราะอาหารส่วนใหญ่ไม่ว่าจะใช้ความร้อนแบบใด มักเป็นแบบที่รวดเร็ว(ซึ่งน่าจะเป็นการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและไม่เปิดโอกาสให้เกิดสารพิษ) ดังนั้นรสชาติส่วนใหญ่จะมาจากน้ำสต็อกที่เตรียมอย่างดี การกินข้าวทั้งเมล็ดเป็นแหล่งของอาหารคาร์โบไฮเดรตนั้น เป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างชาติตะวันออกและชาติตะวันตก ซึ่งน่าจะเป็นคำอธิบายว่าทำไมชาวตะวันตกจึงมักกินแป้งเกินกว่าที่ควรกิน เพราะแป้งกินง่ายกว่าและมากกว่าในช่วงเวลาเท่ากัน ดังนั้นคนอเมริกันที่เริ่มตระหนักกับความหมายนี้จึงหันมากินข้าวกล้อง 1-2 มื้อต่อวันแล้วปรัชญาการกินอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น มื้อเช้าสำคัญที่สุด มีองค์ประกอบสมบูรณ์ที่สุด โดยอย่างน้อยต้องมีชาเขียว ข้าวสวย ซุบมิโซะที่มีเต้าหู้กับต้นหอม สาหร่ายโนริชิ้นเล็กๆ และไข่เจียวแบบญี่ปุ่นหรือปลาชิ้นหนึ่ง สำหรับของหวานในปัจจุบัน(ซึ่งคนไทยมักพร่ำเพ้ออยากกินนัก) นั้น คนญี่ปุ่นที่มีสุขภาพดีอายุยืนมักมองข้ามไปเพราะมันไร้สาระ(เนื่องจากมีแต่แป้ง และดูเป็นขนมที่ดัดแปลงจากต่างชาติ) และไปรบกวนความอยากอาหารที่เป็นประโยชน์แทนสิ่งที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่งสำหรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่นคือ การออกกำลังกายทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้ โดยในปี 2004 นิตยสาร Time ได้มีบทความเรื่อง How to Live to Be 100 ได้กล่าวถึงการที่ชาวญี่ปุ่นมีสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่สมส่วน เพราะมีความตื่นตัวในการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันซึ่งรวมถึงการออกกำลังกาย รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การออกกำลังกายเช่น ทางจักรยานรอบเมือง(ซึ่งไม่มีมอเตอร์ไซต์หรือหาบเร่แผงลอยเข้าไปแจม) เส้นทางจ๊อคกิ้ง เส้นทางปีนเขา และการออกกำลังกายอื่นๆ ที่จะคลายความซึมเศร้า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่น ที่ทำงานหนัก (ซึ่งกำลังเข้ามาสู่ชีวิตของคนไทยบางกลุ่มแล้วและรัฐยังไม่ได้เตรียมทางออกให้สักเท่าไร)โดยสรุปแล้ว ข้ออวดอ้างที่ว่า สาวญี่ปุ่นแก่ยากอ้วนยากนั้น น่าจะจริง เพราะองค์ประกอบของอาหารนั้นเป็นไปในรูปแบบที่นักโภชนาการปัจจุบันพยายามนักหนาที่จะขอให้คนไทยทั่วไปกิน ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่สำเร็จยากหน่อยเพราะ การกินอะไรได้ตามใจคือไทยแท้   

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 171 ดื่มเพื่อตาย

วันหนึ่งของเดือนมีนาคม 2558 ผู้เขียนได้มีโอกาสชมข่าว Midday delivery ของช่อง 3 แฟมิลี ซึ่งมีรูปแบบการเล่าข่าวที่น่าสนใจ เพราะพิธีกรมีความคล่องตัวในการพูดและสอดแทรกความรู้ด้านภาษาอังกฤษและจีนตลอดเวลา ตอนหนึ่งของข่าวได้กล่าวถึงผู้เคราะห์ร้ายในต่างประเทศที่ดื่มเครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy drink) ซึ่งมีเหล้าผสมอยู่แล้วมีอาการหัวใจวายจนเกือบตาย ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์กับคาเฟอีนในกาแฟโบราณใส่น้ำแข็ง ซึ่งมีผู้หวังดีซื้อให้ดื่มระหว่างการเล่นแบดมินตัน โดยที่ผู้เขียนลืมไปว่ากาแฟโบราณที่ขายส่วนใหญ่นั้น ใช้ผงกาแฟชงน้ำร้อนในลักษณะที่ได้กาแฟที่มีความเข้มข้นสูง คาเฟอีนจึงมีมาก ดังนั้นเมื่อดื่มกาแฟขณะเล่นแบดมินตัน ซึ่งต้องใช้พลังงานสูง หมายความว่าหัวใจต้องสูบฉีดโลหิตอย่างแรง คาเฟอีนที่ได้จากการดื่มกาแฟจึงไปเสริมการเต้นของหัวใจของผู้เขียนให้สูงขึ้นกว่าที่เคยเป็น จนรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากทรวงอก สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือ นั่งพักเลิกเล่นแบดในวันนั้นไปเลย เพราะมิเช่นคงไม่ได้มานั่งเขียนบทความนี้แน่นอน เรื่องของเครื่องดื่มให้พลังงานนั้นเป็นประเด็นลำดับต้น ๆ ที่องค์กรเอกชนบางองค์กรสนใจในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อราว 30 ปีก่อน กาลเวลาผ่านไปปัญหาไม่ได้ถูกแก้สักเท่าไร แต่เรื่องราวนั้นค่อนข้างเงียบไป เพราะประเด็นที่องค์กรเอกชนต่อต้านคือ การใช้ฝาจุกชิงโชคมาเป็นการโฆษณานั้นดูจางไป เพราะผู้ประกอบการหันไปหารับประทานจนร่ำรวยจากการขายในต่างประเทศที่ไม่มีการต่อต้านการดื่มสินค้านี้ อย่างไรก็ดีกรรมกรที่ทำงานในบ้านเรานั้น ต่างก็กระดกเครื่องดื่มให้พลังงานทุกเช้าก่อนเริ่มงาน โดยให้เหตุผลว่าทำให้มีแรงและกระชุ่มกระชวยทำงานได้ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไร จึงลองซื้อมาดื่มดู ก็พบว่ากินโอวเลี้ยงดูจะต้องจริตของผู้เขียนมากกว่า จึงได้แต่คิดว่า กรรมใครกรรมมัน เพราะกรรมกรบางคน ถึงจะดื่มไม่เกินวันละสองขวดตามคำแนะนำก็ตาม แต่ก็ดื่มหลายยี่ห้อในวันเดียวกัน เลยได้เกินสองขวดโดยไม่เจตนา ครั้นมาพบข่าวที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มให้พลังงานผสมเหล้าในต่างประเทศเข้า จึงลองเข้าไปดูใน YouTube ว่ามีคลิปเรื่องประมาณนี้ด้วยหรือ ปรากฏว่าเพียบเลย โดยส่วนใหญ่เป็นคลิปห้ามปรามการดื่มเครื่องดื่มแบบที่ว่ากับเหล้า หรือดื่มเครื่องดื่มแบบที่มีการผสมเหล้าเข้าไปในกระป๋องเลย เนื่องจากก่ออันตรายต่อหัวใจ   คลิปแรกเป็นข่าวจากสหรัฐอเมริกาชื่อ Dangers of Alcoholic Energy Drinks ซึ่งมีเนื้อข่าวย่อ ๆ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของ อย. เริ่มกังวลการวางขายเครื่องดื่มให้พลังงาน(energy drink) ชนิดที่มีการผสมเหล้า(ซึ่งบางยี่ห้อเลวร้ายมากเพราะมีแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 12) ปะปนไปกับเครื่องดื่มให้พลังงานแบบเดิม จึงทำให้นักเรียนและนักศึกษามีโอกาสได้จิบแอลกอฮอล์ขณะนั่งเรียนหนังสือ นักข่าวได้เสนอว่าควรแยกการวางขายบนชั้นในร้านสะดวกซื้อให้ชัดเจน คลิปที่น่าสนใจซึ่งขอแนะนำให้เข้าชมเพราะเป็นต้นเรื่องของข่าวใน Midday delivery เผื่อมีใครจะสามารถจะสื่อสารข้อมูลนี้แก่คนไทยที่อาจมีการดื่มในลักษณะนี้แล้วคือ The Hidden Dangers Of Energy Drinks ซึ่งเอาขึ้น YouTube เมื่อ 29 ตุลาคม 2014 มีใจความย่อๆ ว่า ซาร่าและสเตฟานีได้เฉลิมฉลองการสอบเสร็จโดยไม่ได้คิดว่า เครื่องดื่มที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของ อย. ออสเตรเลีย (ซึ่งในคลิปบอกว่าเป็น premixed alcoholic energy drink) ที่พวกเขากำลังดื่มจะฆ่าพวกเขา เพราะไม่นานหลังจากที่ดื่มไปไม่กี่กระป๋อง (แต่คงเกิน 2 กระป๋องตามที่ฉลากระบุว่าไม่ควรเกิน) ซาร่าก็ตายอย่างน่าอนาถ ในขณะที่สเตฟานีโชคดีไม่เป็นไร นักข่าวของคลิปนี้ได้พาไปดูกระบวนการขายสินค้าชนิดนี้และสำรวจสิ่งที่เป็นส่วนผสม พร้อมการไปสัมภาษณ์นักวิชาการและแพทย์ถึงปัญหาที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มนี้เกินที่กำหนด ซึ่งมีสมมุติฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบของเครื่องดื่มประเภทนี้อาจไปเพิ่มเกล็ดเลือดทำให้เลือดข้นขึ้น จนเกิดการอุดตันในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ นักข่าวได้ลองทำการศึกษาเล็ก ๆ โดยให้มีการเจาะเลือดอาสาสมัครที่ดื่มเครื่องดื่มนี้แล้ววัดความหนืดของเลือดที่เจาะออกมาก็พบแนวโน้มว่าน่าจะสนับสนุนสมมุติฐาน คลิปต่อไปคือ Energy Drinks and Alcohol ซึ่งเป็นการเตือนผู้บริโภค (โดยเฉพาะวัยรุ่น) จากหน่วยงานราชการของอังกฤษมีใจความว่า การผสมเครื่องดื่มให้พลังงานกับเหล้านั้นอาจทำให้บางคนคิดว่าจะเมาน้อยลง แต่อัลกอฮอล์ยังออกฤทธิ์และก่อให้เกิดอุบัติเหตุในการขับขี่รถยนต์ จึงไม่ควรผสมเครื่องดื่มสองชนิดเข้าด้วยกัน (มีเครื่องดื่มในไทยบางชนิดที่ผสมสารชีวเคมีเช่น กลูตาไทโอน แล้วโฆษณาว่าทำให้ตื่นเช้าไม่เมาค้าง ซึ่งปัจจุบันทราบกันดีว่า กลูตาไทโอนถูกย่อยหมดในทางเดินอาหาร ไม่สามารถไปถึงตับเพื่อช่วยในการทำลายแอลกอฮอล์ได้....ผู้เขียน) คลิปที่น่าสนใจมากเพราะกล่าวตรง ๆ ว่า premixed alcoholic energy drink ควรถูกยกเลิกคือ  Why Mixing Alcohol And Caffeine Is So Bad  ในคลิปนี้กล่าวถึงการขายเครื่องดื่มให้พลังงานในบาร์เหล้า ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องผสมเหล้าในเครื่องดื่มนี้แน่ แม้ว่ามันจะวางขายแยกกัน โดยผู้ดื่มมักคิดว่า การทำเช่นนี้ทำให้ได้พลังงานพร้อมจะเมาได้จนสุดฤทธิ์สุดเดช ในคลิปยังกล่าวว่า มีรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการพบว่า การดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ทำให้โอกาสเกิดอาการใจสั่นไม่เป็นจังหวะถึง 6 เท่าและมือไม้สั่น หงุดหงิดฉุนเฉียว นอนไม่หลับ ถึง 4 เท่า ของคนปรกติที่ดวดเหล้าอย่างเดียว จากการสัมภาษณ์คนโง่เหล่านี้พบว่า เขาคิดว่าตนเองควรเมาน้อยลงจึงเทน้ำทองแดงลงคอมากขึ้น ที่สำคัญคาเฟอีนนั้นได้ทำให้ผู้ดื่มเมาฟุบช้ากว่าปรกติ จึงหยุดดื่มช้ากว่าเดิม ทำให้สามารถเพิ่มความเข้มข้นแอลกอฮอล์ในเลือดได้สูงขึ้น ส่วนคลิปสุดท้ายที่จะแนะนำให้ดูนั้น เหมาะสำหรับคนที่กินเงินเดือนที่ได้จากภาษีของคนไทยหลายกลุ่มช่วยกันดู เผื่อว่าจะมีอะไรสะกิดสมองให้คิดทำประโยชน์แก่ผู้จ่ายภาษีบ้าง คลิปนั้นชื่อ 16x9 - A Dangerous Mix: Energy drinks and booze ซึ่งเอาขึ้น YouTube เมื่อ 30 เมษายน 2012 และมีความยาวถึง 23.54 นาที คลิปนี้มีลักษณะที่เรียกว่าเป็น all in one คือ ดูคลิปนี้แล้วได้ทุกอย่างที่เป็นปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดจากการดื่มเครื่องผสมดังกล่าว ทั้งนี้เพราะมีข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เหยื่อผู้รอดตายจากการดื่มเครื่องดื่มผสมนี้ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเจ้าหน้าที่จาก อย. ของแคนาดา สิ่งที่น่ากระทำเป็นอย่างยิ่งคือ น่าจะให้บริษัทรับพากษ์หนังที่เรารู้จักกันดีจากหนังแผ่นต่างๆ ช่วยพากษ์คลิปนี้ (เพราะมี subtitle ซึ่งถึงแม้จะไม่ค่อยตรงนักก็ตามให้ดู) แล้วหน่วยงานที่เอาภาษีบาปไปใช้ในการคงอยู่ของหน่วยงานทำการเผยแพร่ในรูปซีดีแจกฟรีแก่โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนในยามที่เรากำลังปฏิรูปการศึกษาใหม่ เพื่อให้เด็กได้รู้ในสิ่งที่ทำให้เขาเอาตัวรอดได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ได้แต่... อะไรก็ไม่รู้.....ที่ไร้ประโยชน์จนเด็กบางคนเอาตัวไม่รอดดังเช่นทุกวันนี้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point