ฉบับที่ 171 รู้เท่าทันเซลล์บำบัดหรือสเต็มเซลล์บำบัด ตอนที่ 2

ทางการแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดหรือเซลล์บำบัดที่เป็นการรักษามาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันคือ การปลูกถ่ายไขกระดูก หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด  ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาโรคไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งชนิดเฉียบพลันและและเรื้อรัง  โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย  โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ตลอดจนโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น                  การใช้เซลล์บำบัดในโรคเลือดนั้นต้องหาไขกระดูกที่เข้ากันได้ เช่น การปลูกถ่ายเซลล์บำบัดรักษาธาลัสซีเมียในเด็กจะได้ผลดีกว่าผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากการรักษาไขกระดูกจะต้องมีการให้ยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งธาลัสซีเมียในปัจจุบันนี้รักษาด้วยยาจะได้ผลดีกว่าการใช้เซลล์บำบัด             สำหรับมะเร็งในเลือด  การรักษาด้วยเซลล์บำบัดไม่ใช่ว่าใช้เซลล์ต้นกำเนิดไปฆ่ามะเร็ง แต่ต้องใช้ยาไปทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดในร่างกายก่อน แล้วจึงปลูกระบบเลือดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด  ทางการแพทย์จะใช้เซลล์ผู้อื่นมากกว่าเซลล์ของผู้ป่วยเพราะอาจมีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายอยู่ทำให้หวนกลับมาเป็นมะเร็งใหม่ได้อีก  อย่างไรก็ตามต้องเป็นเซลล์ของผู้อื่นที่เข้ากันกับผู้ป่วยได้   ความเชื่อที่ผิดๆ                      ประชาชนมักจะมีความเข้าใจที่ผิดว่า เมื่อเซลล์ต้นกำเนิดสามารถไปรักษาหรือแบ่งตัวแทนที่เซลล์ที่ชำรุดเสียหายได้ ก็เพียงแค่ฉีดเซลล์ต้นกำเนิดไปตามเส้นเลือด เซลล์ต้นกำเนิดนั้นๆ ก็จะไปสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เซลล์หรืออวัยวะที่เสียหายไป             ประชาชนมักจะถูกการโฆษณาชวนเชื่อจากธุรกิจสุขภาพให้หลงเข้าใจผิดว่า การฉีดเซลล์ต้นกำเนิดเข้าไปในเส้นเลือด เซลล์จะวิ่งไปหาอวัยวะที่บาดเจ็บเอง  เซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกบางชนิดมีการวิ่งไปอวัยวะที่บาดเจ็บจริง แต่เมื่อไปถึงแล้วเซลล์ต้นกำเนิดจะทำการซ่อมแซมหรือแบ่งตัวแทนที่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่  แต่ที่แน่ๆ เซลล์จากเลือดและไขกระดูกหรือไขมันไม่กลายไปเป็นเซลล์สมอง เซลล์หัวใจ หรือเซลล์อื่นๆ แน่นอน จากข้อมูลในโดยทั่วไปในสัตว์ทดลอง เซลล์ต้นกำเนิดที่ฉีดเข้าไปมักหายจากร่างกายภายใน 24-48 ชั่วโมง            ปัจจุบันเริ่มพบเซลล์ต้นกำเนิดในหลายอวัยวะ เซลล์ต้นกำเนิดของอวัยวะนั้นสามารถนำมาสร้างเซลล์ของอวัยวะนั้นได้ในหลอดทดลอง  แต่การนำไปใช้รักษาอวัยวะนั้นๆ ยังต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไปจนกว่าจะเห็นผลที่ชัดเจน เช่น เซลล์ต้นกำเนิดของสมอง แม้ฉีดเข้าไปในสมองก็ยากที่จะกลายเป็นเซลล์ประสาทชนิดที่ต้องการ ในบริเวณที่เหมาะสม และสามารถส่งรากประสาทไปเชื่อมกับเซลล์ประสาทที่อยู่ในสมองและไขสันหลังอย่างถูกต้อง    การทำธุรกิจเก็บรักษาเซลล์เลือดจากรกหรือสายสะดือทารก             ทั่วโลกมีธุรกิจเอกชนที่เสนอบริการการเก็บรักษาเลือดจากรกและสายสะดือทารกไว้ตลอดชีวิตเพื่อใช้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรคทางเลือดและโรคอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ในประเทศไทยก็มีการขายบริการเช่นนี้ตามโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง  คำถามก็คือ เลือดเหล่านี้ใช้ในการรักษาโรคของเด็กหรือคนในครอบครัวในอนาคตได้จริงหรือไม่?             ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 สมาคมผู้บริจาคไขกระดูกโลก (The World Marrow Donor Association) ได้ประกาศนโยบายการใช้เลือดจากรกและสายสะดือว่า “ห้ามใช้เลือดจากรกและสายสะดือตนเองในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก ทั้งนี้เพราะภาวะก่อนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดขึ้นก่อนการคลอด เลือดดังกล่าวจึงมีความบกพร่องทางพันธุกรรมเหมือนผู้บริจาคเลือดและไม่ควรใช้รักษาโรคทางพันธุกรรม”           คงต้องติดตามต่อในฉบับหน้าครับ                                

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 170 รู้เท่าทันเซลล์บำบัดหรือสเต็มเซลล์ ตอนที่ 1

ความเชื่อเรื่องสเต็มเซลล์นั้นมีมาเกือบร้อยปี แต่ยังไม่มีรูปธรรมจริงรองรับ  จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1968 เกิดความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยรายแรกของโลกโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก  จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักวิจัยและแพทย์จำนวนมากศึกษาวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์  โดยหวังว่า จะนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ประโยชน์ในการรักษาและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่เกิดความเสื่อม โรค และสาเหตุอื่นๆ ปัจจุบัน มีการโฆษณาทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งจากแพทย์และผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ เกี่ยวกับการใช้สเต็มเซลล์หรือเซลล์บำบัดในการรักษาโรคเรื้อรังและไม่มีทางรักษา เช่น มะเร็ง อัมพาตอัมพฤกษ์ สมองเสื่อม ไตวาย จนกระทั่งการต้านความแก่ เสริมความงาม จนแทบจะกล่าวได้ว่า เซลล์บำบัดนั้นรักษาได้ทุกโรค และสามารถทำให้กลับมาเป็นหนุ่มสาวได้อีกครั้ง  บางคนเมื่อไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชน ทางโรงพยาบาลก็จะชักชวนให้เก็บรกหรือเลือดในรกไว้ โดยจะมีบริษัทเอกชนที่จะเก็บและแช่แข็งสเต็มเซลล์ไว้เป็นเวลานานตลอดอายุขัยของลูกเลย เรามารู้เท่าทันสเต็มเซลล์หรือเซลล์บำบัดกัน แต่เนื่องจากมีรายละเอียดและความซับซ้อน จึงขอทำความเข้าใจเป็นตอนๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย ที่มาของการใช้สเต็มเซลล์ในการบำบัดโรค ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่า ไข่ของผู้หญิงที่ได้รับการผสมกับอสุจิของผู้ชาย เรียกว่า ตัวอ่อน หรือ embryo จะทำการแบ่งตัวเป็น 16 เซลล์ เรียกว่า morula เซลล์เหล่านี้มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกเซลล์  สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ได้ทุกชนิดในร่างกาย และสามารถแบ่งเซลล์ได้ไม่จำกัด  หลังจากนั้นประมาณวันที่ห้าถึงเจ็ด ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตและกลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่า blastoma ซึ่งจะแบ่งเป็นชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน ซึ่งจะเติบโตเป็นส่วนต่างๆ หรืออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย   การที่เซลล์ตัวอ่อนในระยะแรกที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่สามารถเติบโตไปเป็นเซลล์ต่างๆ หรืออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย จึงเป็นที่มาความเชื่อในการนำเอาเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) ในระยะที่เป็นตัวอ่อน หรือ เซลล์ต้นกำเนิดของผู้ใหญ่มาสร้างทดแทนเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เสื่อมหรือเป็นโรคต่างๆ ความเชื่อเรื่องสเต็มเซลล์นั้นมีมาเกือบร้อยปี แต่ยังไม่มีรูปธรรมจริงรองรับ  จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1968 เกิดความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยรายแรกของโลกโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก  จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักวิจัยและแพทย์จำนวนมากศึกษาวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์  โดยหวังว่า จะนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ประโยชน์ในการรักษาและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่เกิดความเสื่อม โรค และสาเหตุอื่นๆ ประเภทของสเต็มเซลล์ สเต็มเซลล์แบ่งได้หลายประเภทตามระยะเวลาของพัฒนาการ  เราอาจแบ่งหลักๆ ได้ 4 ประเภท ได้แก่  มาจากตัวอ่อน  มาจากทารกในครรภ์มารดา  มาจากทารกแรกคลอด  และมาจากผู้ใหญ่ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมีศักยภาพที่สูงกว่าสเต็มเซลล์จากผู้ใหญ่   แต่มีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยของตัวอ่อนและปัญหาด้านจริยธรรมในกรณีที่ต้องมีการทำลายตัวอ่อน  ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง การเกิดภูมิต้านทานเนื้อเยื่อ  เนื่องจากกระบวนการเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด อาจต้องใช้เซลล์ของสัตว์เป็นเซลล์พี่เลี้ยง  ซึ่งนอกจากมีผลต่อปฏิกิริยาของภูมิต้านทานแล้ว ยังอาจมีการติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้อีกด้วย ส่วนสเต็มเซลล์ที่ได้จากผู้ใหญ่นั้นเป็นเซลล์ที่ได้จากระบบเลือด ผิวหนัง ไขมัน ไขกระดูก และเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่เจริญเติบโตเต็มที่ของสัตว์หรือมนุษย์  เซลล์เหล่านี้สามารถแบ่งตัวทดแทนเซลล์ที่ตายหรือถูกทำลาย  สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ตั้งต้นที่จะพัฒนาไปเป็นเซลล์จำเพาะต่างๆ ได้  อย่างไรก็ตาม สเต็มเซลล์ประเภทนี้ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ได้แก่ ปริมาณของเซลล์ต้นกำเนิดอาจไม่มากพอ อาจเกิดอันตราย เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อเซลล์แปลกปลอมเมื่อปลูกถ่ายให้ผู้อื่น  ดังนั้นสเต็มเซลล์ชนิดนี้ที่มีการใช้กันแพร่หลาย จะเป็นการใช้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูกเพื่อรักษาโรคทางระบบเลือดเป็นหลัก ฉบับหน้า ติดตามการใช้สเต็มเซลล์ทางการแพทย์ว่าใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 169 รู้เท่าทันการทำบ้านให้ปลอดเชื้อโรค

ฉบับนี้ขอนำเรื่องเบาๆ มาเล่าสู่กันฟัง  เพราะจะได้พักสายตาและพักสมองจากบทความต่างๆ ที่เต็มแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระ  นอกจากนี้ ก็ใกล้วันสงกรานต์ ซึ่งแทบทุกบ้านก็จะทำความสะอาดบ้านและสรงน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน  จึงถือโอกาสนี้นำเรื่องการทำบ้านให้ปลอดเชื้อโรคที่อ่านจากเว็บไซต์ webmed ซึ่งมีความรู้ที่มีประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้ 1. เครื่องซักผ้าอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า เครื่องซักผ้าเป็นที่ที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค  แต่เครื่องซักผ้าที่สกปรกอาจเป็นแหล่งที่เก็บและแพร่เชื้อโรคได้  โดยเฉพาะแบคทีเรีย และไวรัส เพราะเชื้อโรคต่างๆ จากการซักผ้านั้นสามารถตกค้างอยู่ตามซอกมุม และส่วนต่างๆ ของเครื่องซักผ้า  นอกจากนี้ การซักผ้า ยังทำให้เครื่องเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา  จึงเป็นที่เพาะเชื้อราได้เป็นอย่างดี ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าสัปดาห์ละครั้ง ด้วยการใช้น้ำยาฟอกขาวที่ใช้ฟอกขาวผ้า  1 ถ้วย ใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า แล้วก็เปิดเครื่องซักผ้าให้ทำงานตามปกติโดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้า  แค่นี้ก็จะทำให้เครื่องซักผ้าสะอาดได้  2. ทำความสะอาดจุดที่มือสัมผัสมากหรือบ่อยๆ บริเวณที่มือจับหรือสัมผัส จะเป็นแหล่งที่เกิดเชื้อโรคได้ง่าย  ได้แก่ โทรศัพท์ รีโมทโทรทัศน์ รีโมทเครื่องปรับอากาศ  โต๊ะกาแฟทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ลูกบิดประตู  ราวเกาะ  สวิตซ์ไฟ และอื่นๆ ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาด  น้ำยาล้างจาน  แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด  3. แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค  โทรศัพท์มือถือบริเวณเหล่านี้เป็นบริเวณที่เราใช้งาน ใช้มือสัมผัสมากที่สุด  จึงควรทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ  หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็ด  หรือจะใช้ลูกยางบีบลมไล่ฝุ่นแล้วเช็ดด้วยผ้าอีกที  และต้องเช็ดหน้าจอให้สะอาด เพราะเดี๋ยวนี้โทรศัพท์เป็นระบบสัมผัส ที่สำคัญ เมื่อมีใครยืมใช้อุปกรณ์เหล่านี้ของเรา  ต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากถูกยืมไปใช้  4. ทำความสะอาดอ่างล้างจาน อ่างล้างจานเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้มากในบ้าน  จึงควรทำความสะอาดอ่างล้างจานทุกครั้งหลังการใช้งาน  ที่สำคัญ ฟองน้ำและวัสดุทำความสะอาดจานชามนั้นจะสะสมเชื้อโรคและไขมันต่างๆ ไว้ในฟองน้ำ จึงต้องทำความสะอาดทุกวันหลังเลิกใช้งาน เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไล และซัลโมเนลลา การทำความสะอาดฟองน้ำล้างจานทำได้โดยล้างด้วยสบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อทุกวัน  หรือแช่ฟองน้ำให้เปียกแล้วนำเข้าในไมโครเวฟ เปิดไมโครเวฟนาน 2 นาที  น้ำจะร้อนเป็นการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดไปพร้อมๆ กัน  ถ้าไม่มีไมโครเวฟ ก็ต้มน้ำให้เดือด แล้วแช่ฟองน้ำด้วยน้ำร้อน ทิ้งไว้จนเย็นแล้วบีบเอาน้ำออก 5. กดชักโครกให้ถูกวิธี คนส่วนใหญ่เมื่อกดชักโครกมักจะไม่ปิดฝาครอบ  การไม่ปิดฝาครอบเวลากดน้ำ  จะเป็นการทำให้เกิดการกระจายของอุจจาระ ปัสสาวะจากโถส้วมฟุ้งกระจายไปทั่วในห้องน้ำได้  ควรทำความสะอาดโถส้วมทุกสัปดาห์  6. การทำน้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำได้ง่ายๆ และราคาถูก  โดย ใช้ น้ำส้มสายชู 1 ส่วน  น้ำเปล่า  9  ส่วนผสมกัน  แล้วบรรจุในขวดที่ฉีดน้ำเป็นฝอย    ใช้ฉีดตามอ่างล้างหน้าหน้า ชักโครก ห้องน้ำ  อ่างล้างจาน  และฉีดได้ทุกที่ที่ต้องการทำความสะอาด  น้ำยานี้จะช่วยชะล้างไขมันได้ดีอีกด้วย  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 168 รู้เท่าทันการกินอาหารตามหมู่เลือด ตอนที่ 2

หมู่เลือดเกิดจากอะไร หมู่เลือดเป็นการแยกแยะเลือดเป็นหมวดหมู่ ปัจจุบันมีระบบหมู่โลหิตมากกว่า 40 ระบบ ระบบหมู่เลือดที่สำคัญ ระบบเอบีโอ (ABO System) และ ระบบอาร์เอช (Rh System) โดยจำแนกตามแอนติเจนที่อยู่บนเม็ดเลือดแดง การค้นพบหมู่เลือดระบบนี้เริ่มในปีค.ศ. 1900 โดย คาร์ลแลนด์ สไตเนอร์ และได้สรุปว่า เลือดคนแบ่งเป็น 3 หมู่ได้แก่ A, B และ O  ต่อมาในปีค.ศ. 1902 วอนเคอ คาสติโล และสเตอลิ ได้ค้นพบหมู่เลือดที่ 4 คือ AB คัดจาก http://th.wikipedia.org/wiki/หมู่โลหิต   ทฤษฎีการกินอาหารตามหมู่เลือดมีที่มาจากไหน ทฤษฎีการกินอาหารตามหมู่เลือดของ ปีเตอร์ เจ. ดี’อดาโม ซึ่งเขียนหนังสือชื่อ  Eat Right for Your Type  นั้น มีแพทย์และนักวิชาการจำนวนมากออกมาคัดค้าน เพราะไม่มีหลักฐานหรืองานวิชาการรองรับเลย  บางคนถึงกับบอกว่า หนังสือของเขานั้นเป็นเหมือนเทพนิยายขายฝัน แต่เนื่องจากแนวความคิดของเขาส่งอิทธิพลต่อประชาชนจำนวนมาก และเกิดกระแสการปฏิบัติการกินอาหารตามหมู่เลือดอย่างกว้างขวางเมื่อสิบกว่าปีก่อนในต่างประเทศ  และอาจเป็นกระแสที่ทำให้ธุรกิจสุขภาพทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยจับแนวความคิดนี้มาทำเป็นธุรกิจบริการด้านสุขภาพและการอบรมต่างๆ ได้ จึงควรทบทวนว่ามีหลักฐานวิชาการรองรับหรือไม่   การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับการกินอาหารตามหมู่เลือด ในวารสาร  American Journal of Clinical Nutrition 2013; 98(1): 99-104 ได้ตีพิมพ์การทบทวนวรรณกรรมหัวข้อ  Blood type diets lack supporting evidence: a systematic review โดย  Cusack L, De Buck E, Compernolle V, Vandekerckhove P.  โดยทำการค้นหาอย่างเป็นระบบเพื่อตอบคำถามว่า ในมนุษย์ที่แบ่งกลุ่มตามหมู่เลือด การปฏิบัติตามอาหารเฉพาะช่วยปรับปรุงสุขภาพและ/หรือลดความเสี่ยงของโรคเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ยึดหรือปฏิบัติด้านอาหารหรือไม่?  ทำการค้นหาใน The Cochrane Library, MEDLINE, and Embase อย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่า  มีบทความ 16 บทที่ถูกจัดออกมาจากบทความทั้งหมด 1,415 บทความที่คัดกรองมา  มีเพียงบทความเดียวเท่านั้นที่พิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การคัดเลือก  บทความดังกล่าวศึกษาความผันแปรระหว่างการตอบสนองระหว่างโคเลสเตอรอล LDL ของหมู่เลือดต่างๆ ในระบบ MNS ต่ออาหารไขมันต่ำ  อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้ตอบคำถามที่ต้องการ  ไม่พบการศึกษาที่แสดงถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากการกินอาหารตามหมู่เลือดเลย ผลสรุปของการศึกษานี้คือ ยังไม่มีหลักฐานในขณะนี้ที่จะยืนยันการอ้างถึงผลดีต่อสุขภาพของอาหารตามหมู่เลือด  ถ้าต้องการหลักฐานสนับสนุน  จำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ของสุขภาพระหว่างผู้ที่กินอาหารตามหมู่เลือด(กลุ่มทดลอง) กับผู้ที่กินอาหารตามมาตรฐาน(กลุ่มควบคุม) ในประชากรที่มีกลุ่มเลือดต่างๆ เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีการเสนอแนวคิด ทฤษฎีใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ตัวใหม่  ออกสู่ประชาชน ผู้บริโภค และตลาดสุขภาพ  โดยที่อาจยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ  ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อ  ซึ่งไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังมีปรากฎการณ์ให้เห็นเป็นประจำ ก็คงต้องกลับมาที่กาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษ หรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 167 รู้เท่าทันการกินอาหารตามหมู่เลือด ตอนที่ 1

ในช่วงหลายปีมานี้ มีการชักชวนให้กินอาหารตามหมู่เลือดหรือกรุ๊ปเลือดกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยอ้างว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและเป็นการลดน้ำหนัก ทำให้ร่างกายสวยงาม  การกินอาหารตามหมู่เลือดดีจริงหรือไม่ เกิดประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างหรือเปล่า  มีรากฐานความเชื่อหรือความรู้จากแหล่งใด?  เรามารู้เท่าทันกันเถอะ ที่มาของความเชื่ออาหารตามหมู่เลือดนั้น กล่าวอ้างว่า ช่วยลดน้ำหนักและทำให้สุขภาพดีขึ้น  ความเชื่อนี้เกิดจากนักธรรมชาติบำบัดชื่อ ปีเตอร์ เจ. ดี’อดาโม  เขาอ้างว่า อาหารที่เรากินจะทำปฏิกิริยากับหมู่เลือด  ถ้าเรากินอาหารที่เหมาะกับหมู่เลือด ร่างกายจะย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เราจะน้ำหนักลดลง มีพลังงานมากขึ้น และช่วยป้องกันโรคได้ ดี’อดาโมเขียนหนังสื่อชื่อ Eat Right for Your Type ได้ยืนยันว่า เลคติน(โปรตีนที่จับกับคาร์โบไฮเดรต    เลคตินทำให้จดจำเซลล์ คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนได้ นอกจากนี้ยังสามารถจับตัวกับแบคทีเรียและไวรัส)   ซึ่งทำปฏิกิริยาแตกต่างกันกับแอนติเจนตามหมู่เลือดแต่ละหมู่นั้น อาจไม่เข้ากันและเป็นอันตราย  ดังนั้นการเลือกอาหารที่เหมาะกับหมู่เลือด A, AB, B และ O  จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดปฏิกิริยาที่เกิดจากเลคตินเหล่านี้ อาหารตามหมู่เลือดของปีเตอร์ เจ. ดี’อดาโมหมู่เลือด O ดี’อดาโมอธิบายว่าเป็น พวกนักล่า เขาแนะนำให้คนหมู่เลือดนี้กินอาหารที่มีโปรตีนสูง  เขาอ้างว่าหมู่เลือดนี้เป็นหมู่เลือดที่เป็นหมู่เลือดแรก เกิดขึ้นเมื่อ 30,000 ปีก่อน แม้ว่างานวิจัยจะบ่งชี้ว่า หมู่เลือด A เป็นหมู่เลือดที่เก่าแก่ที่สุด  อาหารโปรตีนสูงได้แก่ เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ปลาและผัก  ธัญพืช ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากนมเล็กน้อย  นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายอย่างเพื่อช่วยอาหารท้องเสียและอื่นๆ ซึ่งคนหมู่เลือด O มักจะมีปัญหา หมู่เลือด A ดี’อดาโมเรียกหมู่เลือดนี้ว่า เกษตรกรหรือผู้เพาะปลูก เขาเชื่อว่าหมู่เลือดนี้เกิดขึ้นหลังจากการเกิดเกษตรกรรมขึ้นเมื่อ 20,000 ปีก่อน  เขาแนะนำให้คนหมู่เลือดนี้กินอาหารที่เน้นผักและปราศจากเนื้อแดง  อาหารที่ใกล้เคียงกับมังสวิรัติ อาหารสำหรับหมู่เลือดนี้ ไม่มีเนื้อสัตว์ ให้กินผักและผลไม้  ถั่วและถั่วที่มีไขมันและโปรตีนสูง และธัญพืชที่ไม่ขัดสี  ถ้าเป็นไปได้ ควรเป็นอินทรีย์และสด  คนหมู่เลือด A จะมีระบบภูมิคุ้มกันไว หมู่เลือด B ดี’อดาโมเรียกหมู่เลือดนี้ว่า ชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งประมาณการว่าหมู่เลือดนี้เกิดเมื่อ 10,000 ปีก่อน  เขากล่าวว่า คนหมู่เลือดนี้จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและระบบย่อยอาหารที่ยืดหยุ่น  เขาอ้างว่าคนหมู่เลือดนี้เป็นคนหมู่เลือดเดียวที่สามารถเติบโตได้ดีจากผลิตภัณฑ์นม  ซึ่งค่อนข้างตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงว่า หมู่เลือดนี้มักจะมาจากเอเชีย (โดยเฉพาะจีน หรืออินเดีย)  การแพ้นมพบได้มากที่สุดในชาวเอเชีย อเมริกาใต้ แอฟริกา และพบน้อยที่สุดในกลุ่มที่มาจากยุโรปเหนือหรืออินเดียตอนตะวันตกเฉียงเหนือ อาหารสำหรับหมู่เลือดนี้   ให้หลีกเลี่ยงข้าวโพด ข้าวสาลี บัควีท เลนทิล มะเขือเทศ ถั่วลันเตา และงา  เนื้อไก่อาจก่อปัญหา ควรกินผักใบเขียว ไข่ เนื้อบางประเภท และนมไขมันต่ำ หมู่เลือด AB ดี’อดาโมเรียกหมู่เลือดนี้ว่า คนลึกลับ และเชื่อว่าเป็นหมู่เลือดที่วิวัฒนาการใหม่ล่าสุด และเกิดขึ้นไม่เกิน 1,000 ปีก่อน  อาหารสำหรับคนหมู่เลือดนี้ ให้กินระหว่างหมู่เลือด A และ B อาหารสำหรับหมู่เลือดนี้ ได้แก่ เต้าหู้ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม และผักสีเขียว  คนหมู่เลือด AB  มีกรดในกระเพาะอาหารน้อย  ควรหลีกเลี่ยงกาเฟอีน แอลกอฮอล์ เนื้อรมควัน ฉบับหน้า โปรดติดตามอ่านว่า มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันความเชื่อนี้หรือไม่ อย่างไร 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 166 รู้เท่าทันวิตามินซีกับไข้หวัดธรรมดา

ฤดูหนาวเริ่มมาถึงแล้ว เด็กๆ ผู้สูงอายุ แม้กระทั่งคนหนุ่มสาวมีโอกาสที่จะเป็นไข้หวัดธรรมดาได้ง่าย  มีคนถามกันมากว่า การกินวิตามินซีขนาดสูงจะช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัดธรรมดาได้หรือไม่  จึงลองสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ของ Cochrane (ซึ่งเป็นเครือข่ายอิสระของบุคลากรด้านสุขภาพ นักวิจัย ผู้ป่วยและอื่นๆ ที่ร่วมกันทำหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ    Cochrane เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ มีเครือข่ายกว่า 120 ประเทศที่ทำงานร่วมกันเพื่อผลิตสารสนเทศทางด้านสุขภาพที่เชื่อมั่นได้และเข้าถึง โดยปราศจากการสนับสนุนจากธุรกิจและองค์กรอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน)  ในการทบทวนของ Cochrane เกี่ยวกับวิตามินซีในการป้องกันและรักษาไข้หวัดธรรมดา มีเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงขอนำมาเสนอดังต่อไปนี้ ไข้หวัดธรรมดาเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยที่ทำให้เด็กต้องขาดเรียน ผู้ใหญ่ต้องขาดงาน ที่สำคัญคือผู้สูงอายุนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  มีไวรัสกว่า 200 ชนิดที่ทำให้เกิดไข้หวัดธรรมดา มีอาการต่างๆ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ และอาจมีอาการปวดศีรษะ ไข้ ตาแดง  อาการของไข้หวัดนั้นแตกต่างกันตามแต่ละคน และแต่ละชนิดของไข้หวัด  เนื่องจากไข้หวัดธรรมดานั้นเกิดจากเชื้อไวรัส การกินยาปฏิชีวนะจึงไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นจึงมีการหาวิธีการรักษาทางเลือกอื่นๆ อย่างมากมาย มีการนำวิตามินซีมาใช้ในการรักษาภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจ ตั้งแต่มีการแยกสารวิตามินซีออกมาได้ในทศวรรษค.ศ. 1930  ต่อมาในทศวรรษค.ศ. 1970 เกิดความนิยมในการใช้วิตามินซีในการรักษาไข้หวัดธรรมดาอย่างมากมายเมื่อ ลีนัส พอลลิ่ง ซึ่งได้รับรางวัลโนเบิล สรุปผลจากการทดลองใช้วิตามินซีแบบมีกลุ่มควบคุมว่า วิตามินซีสามารถป้องกันและบรรเทาไข้หวัดธรรมดาได้  หลังจากนั้นมีการทำการศึกษาทดลองตามมากว่า 20 การศึกษา  วิตามินซีจึงถูกขายและใช้เป็นสารป้องกันและรักษาไข้หวัดอย่างแพร่หลาย   การทบทวนนี้จำกัดเฉพาะการศึกษาทดลองใช้วิตามินซีขนาด 0.2 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าการกินวิตามินซีสม่ำเสมอไม่มีผลกระทบต่ออุบัติการณ์ของไข้หวัดธรรมดาในประชากรทั่วไป โดยทบทวนจากการศึกษาเปรียบเทียบจำนวน 29 รายงาน ครอบคลุมประชากร 11,306 ราย  อย่างไรก็ตาม การกินเสริมเป็นประจำมีผลพอควรแต่ชัดเจนในการลดระยะเวลาการเป็นไข้หวัดธรรมดา จากฐานการศึกษาเปรียบเทียบ 31 รายงานและมีการเกิดไข้หวัดธรรมดา 9,745 ครั้ง   การทดลอง 5 รายงาน ในประชากร 598 รายที่ออกกำลังกายระยะสั้นอย่างหนัก (ได้แก่ นักวิ่งมาราธอน นักเล่นสกี)  พบว่า วิตามินซีลดความเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่ลงครึ่งหนึ่ง  แต่ไม่มีการรายงานเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวิตามินซี   การทดลองให้วิตามินซีในขนาดสูงเพื่อเป็นการรักษา โดยเริ่มให้เมื่อเกิดอาการ พบว่า ไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาในการเป็น หรือความรุนแรงของไข้หวัดธรรมดา  อย่างไรก็ตาม มีการทำการทดลองเพียงสองสามรายงานเท่านั้น และไม่มีการศึกษาในเด็ก แม้ว่าผลกระทบในการป้องกันไข้หวัดธรรมดาในเด็กจะมีมากกว่าวัยอื่น  มีการทดลองขนาดใหญ่หนึ่งการทดลองในผู้ใหญ่ รายงานผลดีในการให้วิตามินซี 8 กรัมซึ่งเป็นขนาดในการรักษาเมื่อเริ่มเกิดอาการ  และมีการทดลอง 2 รายงานที่ให้กินวิตามินซีเสริมเพื่อการรักษาเป็นเวลา 5 วัน และพบว่าเกิดประโยฃน์  มีความจำเป็นที่จะต้องทำการทดลองเพิ่มขึ้นเพื่อตัดสินบทบาทในการรักษาไข้หวัดธรรมดาที่เป็นไปได้ของวิตามินซี ซึ่งจะต้องให้ทันทีเมื่อเกิดอาการ ดูเพิ่มเติมใน: http://summaries.cochrane.org/CD000980/ARI_vitamin-c-for-preventing-and-treating-the-common-cold#sthash.NdamaOV4.dpuf  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 165 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 5

ประเด็นข้อโต้แย้งของการแพทย์แผนปัจจุบันโดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม จากศิริราชพยาบาล และนักวิทยาศาสตร์ที่เขียนบทความวิชาการออกมาโต้แย้งทางสื่อต่างๆ  โดยบอกว่า การล้างพิษตับเพื่อการขับนิ่วในท่อน้ำดีนั้น ไม่มีความเป็นไปได้ในทางการแพทย์ และชี้แจงว่า ก้อนนิ่วสีเขียวและสีต่างๆ ที่ถ่ายออกมานั้น เกิดจากไขมัน(น้ำมันมะกอก) ทำปฏิกิริยากับน้ำดีซึ่งเป็นด่าง ทำให้จับเป็นก้อนเหมือนกับกระบวนการทำสบู่ ก้อนเหล่านี้จะลอยน้ำ  ส่วนนิ่วในถุงน้ำดีนั้นจะเป็นก้อนแข็งและจมน้ำ  ไม่มีทางที่จะขับออกมาได้จากการล้างพิษตับ ต่อมาก็มีการโต้แย้งจากฝ่ายที่นิยมการล้างพิษตับว่า กระบวนการเกิดสบู่นั้น ต้องใช้ด่างที่มีค่า pH 14  ในน้ำดีนั้นมีค่า pH เพียง 7.5-8.8 เท่านั้น  ไม่สามารถเกิดสบู่ได้ และเรียกร้องให้ทำการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า กระบวนการเกิดก้อนนิ่วนั้น เกิดจากกระบวนการทำสบู่หรือไม่ ผู้เขียนพยายามค้นหาบทความทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ พบว่ามีงานวิจัยที่ตีพิมพ์จำนวนมาก ที่น่าสนใจ เป็นบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet : volume 365, Issue 9468, p. 1388. วันที่ 16 April 2005. เรื่อง Could these be gallstone?  สรุปสาระสำคัญดังนี้ เมื่อตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าก้อนนิ่วที่ผู้ป่วยถ่ายออกมาจากการล้างพิษตับไม่มีลักษณะเป็นผลึก หลอมละลายเป็นของเหลวสีเขียวในอุณหภูมิ 40 องศาเซนติเกรด  และไม่มีโคเลสเตอรอล น้ำดี หรือแคลเซียม  ก้อนอุจจาระเหล่านี้ประกอบด้วยกรดไขมันประมาณร้อยละ 75 ได้ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อผสมกรดโอเลอิก(ส่วนประกอบหลักของน้ำมันมะกอก) กับน้ำมะนาวในปริมาณเท่าๆ กัน แล้วเติมโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ปริมาณเล็กน้อย จะทำให้เกิดก้อนสีขาว กึ่งแข็ง จำนวนมาก  เมื่อปล่อยให้แห้งในอุณหภูมิห้อง ก้อนเหล่านี้จะค่อนข้างแข็ง คณะผู้วิจัยจึงสรุปว่า “ก้อนนิ่ว” สีเขียวเหล่านี้ เกิดจากปฏิกิริยาของน้ำย่อยไขมันในกระเพาะอาหาร (gastric lipase) รวมตัวกับ tricylglycerols (ในน้ำมันมะกอก)  ปฏิกิริยานี้เกิดจากกระบวนการเกิดสบู่ทำให้เกิด potassium carboxylates  หรือ “นิ่วสบู่” คณะผู้วิจัยได้แสดงให้เห็นว่า “การขับนิ่วในถุงน้ำดี” หรือ “การทำความสะอาดตับ” ที่มีอยู่มากมายในเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมากนั้น เป็นเพียงแค่ความเชื่อ  และการอวดอ้างโดยบางคนนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิด คณะผู้วิจัยขอยืนยันว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด สรุปเพื่อให้รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ก. การล้างพิษในร่างกาย รวมถึงการล้างพิษตับนั้น มีอยู่ในการแพทย์ดั้งเดิมทั้งตะวันตกและตะวันออก  ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ข. การล้างพิษตับ หรือการขับนิ่วในถุงน้ำดีนั้น มีการประยุกต์และต่อยอดไปตามศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมและความเชื่อของแต่ละวัฒนธรรม  แต่โดยหลักแล้ว ก็ใช้หลักของการขับถ่าย ระบาย สิ่งที่เชื่อว่ามีพิษ และทำให้ร่างกายไม่สบายนั้นออกไป ค. นิ่วที่ขับถ่ายออกมานั้น ไม่ใช่นิ่วที่เป็นนิ่วแข็งในถุงน้ำดีที่ก่อปัญหาให้เกิดการอุดตันท่อน้ำดี  จึงควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ตรงกัน  และไม่ควรนำไปอวดอ้างสรรพคุณและประโยชน์ของการล้างพิษตับ ง. นิ่วที่เกิดขึ้น อาจเรียกว่าเป็น “นิ่วสบู่”  ซึ่งเชื่อว่ายังคงมีข้อสงสัยอยู่บ้าง  ทางที่ดีที่สุด ควรที่สถาบันทางวิทยาศาสตร์ในไทยที่เป็นกลาง จะใช้หลักการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่า น้ำมันมะกอก โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (ยาระบาย) ที่ใช้ในการล้างพิษตับนั้น ก่อให้เกิดก้อนนิ่วสบู่ได้หรือไม่  ซึ่งการพิสูจน์นั้นเป็นเรื่องง่าย   สุดท้าย ผู้เขียนขอออกตัวว่าเขียนขึ้นจากการศึกษา การเข้าประชุมวิชาการ และการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ  จึงอาจยังไม่สมบูรณ์และไม่รอบด้าน  คงต้องขอให้ผู้ที่มีความรู้ช่วยกันทำให้กระจ่างแจ้งเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 164 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 4

ประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับการล้างพิษตับว่า มีประโยชน์หรือเป็นการหลอกลวงนั้น  ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การขับนิ่วในถุงน้ำดี ฝ่ายที่สนับสนุนและเห็นก้อนนิ่วออกมาจำนวนมากในอุจจาระก็ยืนยันว่านิ่วถูกขับออกมาจำนวนมาก  อีกฝ่ายหนึ่งที่คัดค้านก็บอกว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ก้อนที่ถ่ายออกมานั้นไม่ใช่นิ่วน้ำดี แต่เป็นกระบวนการจับตัวไขมันกับด่างเกิดเป็นก้อนเหมือนสบู่ ประเด็นเรื่องนี้เกิดการถกเถียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  เราลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเท่าที่จะมีข้อมูลที่หาได้ นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร จากข้อมูลสุขภาพของมูลนิธิหมอชาวบ้าน กล่าวว่า  ถุงน้ำดี มีหน้าที่เก็บสะสมน้ำดีที่ตับสร้าง ไว้ใช้ประโยชน์ในการย่อยอาหารไขมัน น้ำดีประกอบด้วยสารโคเลสเตอรอล กรดน้ำดี สารฟอสโฟไลปิด และสารอื่นๆ ในบางคนสารเคมีเหล่านี้จะมีสัดส่วนที่ไม่สมดุลกัน เป็นเหตุให้ตกผลึกจนจับตัวเป็นก้อนนิ่วขึ้นได้ ก้อนนิ่วอาจมีขนาดเท่าเม็ดทรายจนถึงลูกปิงปองจำนวนอาจมีเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ บางคนอาจมีก้อนนิ่วขนาดเม็ดทรายเป็น 100 เม็ดก็ได้ ในรายที่มีอาการปวดท้องจากนิ่วน้ำดี จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด หากปล่อยทิ้งไว้อาจมีโรคแทรกซ้อนตามมาได้ นิ่วในถุงน้ำดี(gallstone หรือ cholelithiasis) เกิดจากมีการตกตะกอนของโคเลสเตรอลและเม็ดสีในน้ำดีจับตัวกัน เนื่องจากมีโคเลสเตอรอลมากเกินไป หรือถุงน้ำดีไม่สามารถขับตะกอนเหล่านี้ออกหมด (เกิดจากถุงน้ำดีไม่หดตัว หรือหดตัวได้น้อย น้ำดีจึงคั่งในถุงน้ำดี) ก็จะค่อยๆ จับตัวเป็นก้อน เกิดเป็นก้อนนิ่วขึ้น  ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินที่พยายามลดน้ำหนักร่างกายอย่างรวดเร็วมักจะเกิดนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วถุงน้ำดีอาจแบ่งตามลักษณะได้ 2 ประเภท คือ นิ่วโคเลสเตอรอล มักจะมีสีเขียวเหลือง พบได้ประมาณร้อยละ 80 ของนิ่วถุงน้ำดีทั้งหมด  อีกประเภทได้แก่ นิ่วเม็ดสีน้ำดี มีขนาดเล็กกว่าและมีสีคล้ำกว่าจากสีของบิลิรูบิน นิ่วในถุงน้ำดีจะเป็นผลึก อาจมีขนาดเล็กเหมือนเม็ดทรายจนถึงขนาดเท่ากับลูกกอล์ฟ  อาจแข็งหรืออ่อน เรียบหรือขรุขระ  เราอาจมีนิ่วในถุงน้ำดีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดก็ได้   องค์ประกอบทางเคมีของนิ่วในถุงน้ำดี โดยรวมนิ่วในถุงน้ำดีประกอบด้วยโคเลสเตอรอล โคเลสเตอรอลจะมีสีขาวอมเหลือง เป็นไขมัน ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์  นิ่วในถุงน้ำดีแม้ว่าจะมีโคเลสเตอรอลเป็นหลัก(ร้อยละ 70-95) แต่ก็ยังมีเม็ดสีของน้ำดีผสมอยู่ด้วย  บางก้อนอาจมีโปรตีน(ร้อยละ 5-30 เป็นเม็ดสีและโปรตีน)  นิ่วในถุงน้ำดีอาจมีโปรตีน(มิวโคโปรตีน) ซึ่งจะทำให้ก้อนนิ่วน้ำดีมีลักษณะแข็ง  เฉพาะก้อนนิ่วที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนตปริมาณมากจะทำให้ก้อนนิ่วมีความแข็ง อย่างไรก็ตาม ก้อนนิ่วน้ำดีที่แข็งนั้นพบได้น้อย  แต่คนส่วนมากเข้าใจว่า ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีมีลักษณะแข็งและเป็นเหมือนก้อนหินนั้นเป็นเพราะว่า ในหลายร้อยปีที่ผ่านมา ก้อนนิ่วที่แข็งเป็นเหมือนหินปูนนั้นมักจะทำให้เกิดการอุดตันท่อน้ำดี  ทำให้เกิดความเจ็บปวด  และนำไปสู่การผ่าตัดเพื่อเอานิ่วออก  ดังนั้นคนทั่วไปจึงเข้าใจว่า นิ่วในถุงน้ำดีนั้นมีลักษณะแข็งเป็นก้อนหินปูน เนื่องจากก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้มากกว่านิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่แข็ง  นอกจากนี้ ก้อนนิ่วที่มีหินปูนจะตรวจพบได้ง่ายด้วยการเอ็กซเรย์ โดยสรุปแล้ว ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่เป็นนิ่วไขมันหรือโคเลสเตอรอล และมีส่วนประกอบของเม็ดสีหรือน้ำดี  บางก้อนอาจมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนทำให้มีลักษณะแข็งขึ้น  นิ่วที่เป็นก้อนแข็งเพราะมีหินปูนจะมีน้อยกว่านิ่วที่เป็นไขมันแต่ก่อให้เกิดอาการปวดได้มากกว่า สีของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่มีสีเขียว แต่อาจพบได้หลายสี ตั้งแต่ ขาว เหลือง แดง น้ำตาล เขียว ฟ้า ดำ หน้ากระดาษไม่พออีกแล้ว คงต้องขอต่อฉบับหน้า ซึ่งน่าจะสรุปเรื่องนี้ได้ระดับหนึ่ง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 163 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 3

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า เรื่องการล้างพิษตับนั้นมีความเห็นที่แตกต่างกันมาก พวกหนึ่งซึ่งมีทั้งแพทย์ ผู้รักสุขภาพ และผู้ที่ผ่านประสบการณ์การล้างพิษตับต่างเห็นว่าการล้างพิษตับนั้นมีประโยชน์ ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน  ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งก็มีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกันออกมาคัดค้านว่าเป็นเรื่องหลอกลวงและไม่มีทางที่จะขับนิ่วในท่อน้ำดีได้ ในฉบับนี้ เราลองมาฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์ตรงและเกิดผลเชิงประจักษ์จากการล้างพิษตับ และในฉบับหน้าจะนำความเห็นของผู้ที่เห็นตรงกันข้ามมาลงให้ผู้อ่านรับฟัง กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้จัดเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 ในหัวข้อเกี่ยวกับการล้างพิษตับ  และได้เชิญนายแพทย์ผู้มีประสบการณ์ตรง 3 ท่านในการล้างพิษตับทั้งกับตนเองและผู้อื่น  และได้เชิญแพทย์ฝ่ายที่มีความเห็นคัดค้านมาร่วมด้วย แต่ไม่สามารถมาร่วมได้ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลจากด้านที่เห็นว่ามีประโยชน์เป็นหลัก นอกจากนี้มีนักวิชาการเข้าร่วมการประชุมประมาณสามสิบคนซึ่งได้ร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมด้วย โดยสรุป ความคิดเห็นเกี่ยวกับการล้างพิษตับมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การล้างพิษตับมีประโยชน์หรือมีผลดีหรือไม่? แพทย์ทั้งสามท่านเห็นว่ามีผลดีอย่างแน่นอน ทั้งจากการทบทวนเอกสารวิชาการและประสบการณ์เชิงประจักษ์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น 2. ทำไมจึงเกิดกระแสนิยมการล้างพิษตับอย่างมาก ทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย? เกิดจากแนวโน้มคนพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพมากขึ้น  อิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่สื่อสารกันอย่างแพร่หลาย  มีชุมชนมังสวิรัติที่เป็นผู้นำการล้างพิษตับ  และสุดท้ายที่สำคัญคือ ผลดีที่เกิดขึ้นจากการล้างพิษตับ เพราะถ้าไม่เกิดผลดีแล้ว ความนิยมก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง 3. การล้างพิษตับเหมาะกับผู้ใด หรือปัญหาสุขภาพอะไร? เป็นประโยชน์กับผู้ที่อ้วน ไขมันสะสมที่ตับ ไขมันในเลือดสูง  ตับอักเสบจากการกินยาลดไขมัน 4. การล้างพิษตับไม่ควรหรือห้ามทำในผู้ป่วยแบบใด หรือปัญหาสุขภาพใด? ผู้ที่เป็นมะเร็งเพราะจะมีสุขภาพอ่อนแอ  ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป เพราะไม่สามารถหลุดออกมาและอาจเกิดอาการปวด  ก่อนการล้างพิษตับจึงควรทำอัลตร้าซาวด์ก่อนว่ามีนิ่วหรือไม่ 5. ข้อควรระวังในการส่งเสริมการล้างพิษตับ ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมการล้างพิษตับอย่างกว้างขวางและหลากหลาย  มีการอวดอ้างสรรพคุณอย่างมากมาย สามารถรักษาได้แทบทุกโรคตั้งแต่ การขับนิ่วในถุงน้ำดี การรักษามะเร็ง และโรคอื่นๆ  ซึ่งจะเป็นการทำให้ประชาชนสับสนและไม่เชื่อถือ  ดังนั้นจึงต้องไม่อวดอ้างสรรพคุณมากเกินจริง  และไม่ควรอ้างว่าการล้างพิษตับสามารถขับนิ่วในท่อน้ำดีได้ เพราะนิ่วที่เกิดขึ้นจากการล้างพิษตับนั้นไม่ใช่นิ่วในถุงน้ำดีของการแพทย์แผนปัจจุบัน ทำให้เกิดการโต้แย้งจากแพทย์ที่ไม่เห็นด้วย 6. การล้างพิษตับนั้นควรมีการกำหนดมาตรฐานและความปลอดภัยหรือไม่? การล้างพิษตับนั้นมีหลากหลายรูปแบบและวิธีการ จึงควรมีมาตรฐานโดยยึดหลักวิชาการทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้รับบริการ  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจในการเลือกใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ ฉบับหน้าเรามาดูข้อมูลของฝ่ายที่เห็นว่าการล้างพิษตับเป็นการหลอกลวงประชาชน  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 162 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 นี้ขออธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของตับเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่า ตับทำหน้าที่อะไร  สารพิษอะไรบ้างที่ตับทำลาย และตับสร้างหรือผลิตสารอะไร ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อชีวิต ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสารเคมีจำนวนมาก (หลายร้อยชนิด) ที่จำเป็นต่อร่างกาย  ในขณะเดียวกันตับก็เป็นต่อมที่ผลิตและหลั่งสารเคมีที่ร่างกายนำไปใช้   ตับทำหน้าที่อะไรบ้าง การย่อยอาหาร ตับมีบทบาทสำคัญในกระบวนการย่อยอาหารด้วยการผลิตน้ำดี  น้ำดีประกอบด้วย น้ำ เกลือ โคเลสเตอรอล และสีของดี  เซลล์ตับ (hepatocytes) ผลิตน้ำดีและส่งไปตามท่อน้ำดีไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี  เมื่ออาหารที่มีไขมันมาถึงบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น เซลล์ที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจะปล่อยฮอร์โมนออกมาเพื่อกระตุ้นให้ถุงน้ำดีปล่อยน้ำดีออกมาย่อยไขมัน ทำให้ไขมันแตกตัวเล็กลงและถูกย่อยได้ง่าย บิลิรูบิน (bilirubin) ในน้ำดีเป็นผลิตผลจากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุและถูกตับย่อยสลาย  ธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงที่ถูกย่อยไม่สามารถนำไปใช้ใหม่ได้ จึงถูกเปลี่ยนไปเป็นบิลิรูบินและอยู่ในน้ำดีเพื่อที่จะถูกขับออกจากร่างกาย  บิลิรูบินทำให้น้ำดีมีสีเขียว  แบคทีเรียในลำไส้จะเปลี่ยนบิลิรูบินไปเป็นสเตอร์โคบิลิน (stercobilin) ซึ่งสีน้ำตาล  ทำให้อุจจาระมีสีน้ำตาล   เมแทบอลิซึม เซลล์ตับทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับเมแทบอลิซึมของร่างกาย  เนื่องจากเลือดทั้งหมดที่มาจากระบบการย่อยอาหารจะไหลผ่านทางหลอดเลือดดำที่เข้าตับ ตับจึงทำหน้าที่ในการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนให้เป็นสารชีววิทยาที่มีประโยชน์ ระบบย่อยอาหารจะย่อย “คาร์โบไฮเดรต” ให้เป็นกลูโคส ซึ่งเซลล์จะนำไปใช้เป็นพลังงาน  เลือดที่ไหลเข้าตับจะมากไปด้วยกลูโคส เซลล์ตับจะดูดซึมกลูโคสและเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ตับสามารถเก็บกลูโคสได้ในปริมาณมาก และปล่อยออกมาได้อย่างรวดเร็วในระหว่างมื้ออาหาร  ทำให้ร่างกายสามารถรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดได้ การย่อย “กรดไขมัน” กรดไขมันในเลือดจะถูกเซลล์ตับดูดซึมและย่อยสลาย เพื่อไปสร้างพลังงาน  ไขมันบางส่วนจะถูกเซลล์ตับเปลี่ยนไปเป็นกลูโคส  นอกจากนี้ เซลล์ตับยังสร้างไขมัน เช่น โคเลสเตอรอล และส่วนประกอบไขมันอื่นๆ ซึ่งถูกเซลล์อื่นทั่วร่างกายนำไปใช้  โคเลสเตอรอลจำนวนมากที่สร้างขึ้นจากเซลล์ตับจะถูกกำจัดออกจากร่างกายในรูปของส่วนประกอบของน้ำดี การย่อย “โปรตีน” โปรตีนจากอาหารจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน ก่อนที่จะส่งผ่านเข้าหลอดเลือดดำที่เข้าตับ  กรดอะมิโนจะถูกย่อยสลายที่ตับก่อนจึงจะนำไปใช้สร้างพลังงานได้  เซลล์ตับจะเอากลุ่มเอมีนออกจากกรดอะมิโนและเปลี่ยนไปเป็นแอมโมเนียและยูเรียในที่สุด  ยูเรียเป็นพิษน้อยกว่าแอมโมเนียและขับถ่ายออกทางปัสสาวะได้  กรดอะมิโนส่วนที่เหลือ(หลังจากเอากลุ่มเอมีนออก) จะแตกตัวไปเป็นพลังงานหรือกลับไปเป็นกลูโคสใหม่ การกำจัดความเป็นพิษ เอนไซม์ในเซลล์ตับจะย่อยสลายสารที่เป็นพิษต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ และยา ให้เป็นสารที่ไม่เป็นอันตราย  ตับยังย่อยสลายฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายและขจัดออกจากกระแสเลือด เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของฮอร์โมนในเลือด การเก็บสารต่างๆ ตับทำหน้าที่ เก็บสารอาหารสำคัญ วิตามิน และเกลือแร่ จำนวนมากที่มาจากเลือดที่เข้าตับ  ตับเก็บสะสมกลูโคสในรูปไกลโคเจน กรดไขมันจากไตรกลีเซอไรด์ที่ถูกย่อย  และยังเก็บวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมากได้แก่ วิตามิน A, D, E, K, B12  และ เหล็กกับทองแดง การผลิต ตับสร้างส่วนประกอบโปรตีนที่สำคัญของพลาสม่า ได้แก่ โปรตีนที่เป็นปัจจัยให้เลือดแข็งตัว  โปรตีนอัลบูมินซึ่งจำเป็นในการรักษาสภาวะของเหลวในระบบไหลเวียนเลือด ภูมิคุ้มกัน ตับยังทำหน้าที่เสมือนอวัยวะของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยผ่านการทำงานของคุปเฟอร์เซลล์ (Kupffer cells)  คุปเฟอร์เซลล์จะจับและย่อยแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ เม็ดเลือดที่ฉีกขาด และซากเซลล์ต่างๆ   จากหน้าที่ของตับในการขจัดสารที่เป็นพิษ การย่อยสลายโปรตีนและเกิดแอมโมเนียและยูเรีย การเก็บสะสมสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะ ไกลโคเจน กรดไขมันในตับ  จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า ตับมีการสะสมสารพิษต่างๆ ต่อตับและร่างกายไว้จำนวนมาก  การล้างพิษตับจะช่วยให้ตับปราศจากหรือลดสารพิษในตับได้ ติดตาม ตอน 3 ในฉบับหน้า    

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point