ฉบับที่ 167 รู้เท่าทันการกินอาหารตามหมู่เลือด ตอนที่ 1

ในช่วงหลายปีมานี้ มีการชักชวนให้กินอาหารตามหมู่เลือดหรือกรุ๊ปเลือดกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยอ้างว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและเป็นการลดน้ำหนัก ทำให้ร่างกายสวยงาม  การกินอาหารตามหมู่เลือดดีจริงหรือไม่ เกิดประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างหรือเปล่า  มีรากฐานความเชื่อหรือความรู้จากแหล่งใด?  เรามารู้เท่าทันกันเถอะ ที่มาของความเชื่ออาหารตามหมู่เลือดนั้น กล่าวอ้างว่า ช่วยลดน้ำหนักและทำให้สุขภาพดีขึ้น  ความเชื่อนี้เกิดจากนักธรรมชาติบำบัดชื่อ ปีเตอร์ เจ. ดี’อดาโม  เขาอ้างว่า อาหารที่เรากินจะทำปฏิกิริยากับหมู่เลือด  ถ้าเรากินอาหารที่เหมาะกับหมู่เลือด ร่างกายจะย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เราจะน้ำหนักลดลง มีพลังงานมากขึ้น และช่วยป้องกันโรคได้ ดี’อดาโมเขียนหนังสื่อชื่อ Eat Right for Your Type ได้ยืนยันว่า เลคติน(โปรตีนที่จับกับคาร์โบไฮเดรต    เลคตินทำให้จดจำเซลล์ คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนได้ นอกจากนี้ยังสามารถจับตัวกับแบคทีเรียและไวรัส)   ซึ่งทำปฏิกิริยาแตกต่างกันกับแอนติเจนตามหมู่เลือดแต่ละหมู่นั้น อาจไม่เข้ากันและเป็นอันตราย  ดังนั้นการเลือกอาหารที่เหมาะกับหมู่เลือด A, AB, B และ O  จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดปฏิกิริยาที่เกิดจากเลคตินเหล่านี้ อาหารตามหมู่เลือดของปีเตอร์ เจ. ดี’อดาโมหมู่เลือด O ดี’อดาโมอธิบายว่าเป็น พวกนักล่า เขาแนะนำให้คนหมู่เลือดนี้กินอาหารที่มีโปรตีนสูง  เขาอ้างว่าหมู่เลือดนี้เป็นหมู่เลือดที่เป็นหมู่เลือดแรก เกิดขึ้นเมื่อ 30,000 ปีก่อน แม้ว่างานวิจัยจะบ่งชี้ว่า หมู่เลือด A เป็นหมู่เลือดที่เก่าแก่ที่สุด  อาหารโปรตีนสูงได้แก่ เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ปลาและผัก  ธัญพืช ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากนมเล็กน้อย  นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายอย่างเพื่อช่วยอาหารท้องเสียและอื่นๆ ซึ่งคนหมู่เลือด O มักจะมีปัญหา หมู่เลือด A ดี’อดาโมเรียกหมู่เลือดนี้ว่า เกษตรกรหรือผู้เพาะปลูก เขาเชื่อว่าหมู่เลือดนี้เกิดขึ้นหลังจากการเกิดเกษตรกรรมขึ้นเมื่อ 20,000 ปีก่อน  เขาแนะนำให้คนหมู่เลือดนี้กินอาหารที่เน้นผักและปราศจากเนื้อแดง  อาหารที่ใกล้เคียงกับมังสวิรัติ อาหารสำหรับหมู่เลือดนี้ ไม่มีเนื้อสัตว์ ให้กินผักและผลไม้  ถั่วและถั่วที่มีไขมันและโปรตีนสูง และธัญพืชที่ไม่ขัดสี  ถ้าเป็นไปได้ ควรเป็นอินทรีย์และสด  คนหมู่เลือด A จะมีระบบภูมิคุ้มกันไว หมู่เลือด B ดี’อดาโมเรียกหมู่เลือดนี้ว่า ชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งประมาณการว่าหมู่เลือดนี้เกิดเมื่อ 10,000 ปีก่อน  เขากล่าวว่า คนหมู่เลือดนี้จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและระบบย่อยอาหารที่ยืดหยุ่น  เขาอ้างว่าคนหมู่เลือดนี้เป็นคนหมู่เลือดเดียวที่สามารถเติบโตได้ดีจากผลิตภัณฑ์นม  ซึ่งค่อนข้างตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงว่า หมู่เลือดนี้มักจะมาจากเอเชีย (โดยเฉพาะจีน หรืออินเดีย)  การแพ้นมพบได้มากที่สุดในชาวเอเชีย อเมริกาใต้ แอฟริกา และพบน้อยที่สุดในกลุ่มที่มาจากยุโรปเหนือหรืออินเดียตอนตะวันตกเฉียงเหนือ อาหารสำหรับหมู่เลือดนี้   ให้หลีกเลี่ยงข้าวโพด ข้าวสาลี บัควีท เลนทิล มะเขือเทศ ถั่วลันเตา และงา  เนื้อไก่อาจก่อปัญหา ควรกินผักใบเขียว ไข่ เนื้อบางประเภท และนมไขมันต่ำ หมู่เลือด AB ดี’อดาโมเรียกหมู่เลือดนี้ว่า คนลึกลับ และเชื่อว่าเป็นหมู่เลือดที่วิวัฒนาการใหม่ล่าสุด และเกิดขึ้นไม่เกิน 1,000 ปีก่อน  อาหารสำหรับคนหมู่เลือดนี้ ให้กินระหว่างหมู่เลือด A และ B อาหารสำหรับหมู่เลือดนี้ ได้แก่ เต้าหู้ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม และผักสีเขียว  คนหมู่เลือด AB  มีกรดในกระเพาะอาหารน้อย  ควรหลีกเลี่ยงกาเฟอีน แอลกอฮอล์ เนื้อรมควัน ฉบับหน้า โปรดติดตามอ่านว่า มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันความเชื่อนี้หรือไม่ อย่างไร 

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 166 รู้เท่าทันวิตามินซีกับไข้หวัดธรรมดา

ฤดูหนาวเริ่มมาถึงแล้ว เด็กๆ ผู้สูงอายุ แม้กระทั่งคนหนุ่มสาวมีโอกาสที่จะเป็นไข้หวัดธรรมดาได้ง่าย  มีคนถามกันมากว่า การกินวิตามินซีขนาดสูงจะช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัดธรรมดาได้หรือไม่  จึงลองสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ของ Cochrane (ซึ่งเป็นเครือข่ายอิสระของบุคลากรด้านสุขภาพ นักวิจัย ผู้ป่วยและอื่นๆ ที่ร่วมกันทำหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ    Cochrane เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ มีเครือข่ายกว่า 120 ประเทศที่ทำงานร่วมกันเพื่อผลิตสารสนเทศทางด้านสุขภาพที่เชื่อมั่นได้และเข้าถึง โดยปราศจากการสนับสนุนจากธุรกิจและองค์กรอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน)  ในการทบทวนของ Cochrane เกี่ยวกับวิตามินซีในการป้องกันและรักษาไข้หวัดธรรมดา มีเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงขอนำมาเสนอดังต่อไปนี้ ไข้หวัดธรรมดาเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยที่ทำให้เด็กต้องขาดเรียน ผู้ใหญ่ต้องขาดงาน ที่สำคัญคือผู้สูงอายุนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  มีไวรัสกว่า 200 ชนิดที่ทำให้เกิดไข้หวัดธรรมดา มีอาการต่างๆ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ และอาจมีอาการปวดศีรษะ ไข้ ตาแดง  อาการของไข้หวัดนั้นแตกต่างกันตามแต่ละคน และแต่ละชนิดของไข้หวัด  เนื่องจากไข้หวัดธรรมดานั้นเกิดจากเชื้อไวรัส การกินยาปฏิชีวนะจึงไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นจึงมีการหาวิธีการรักษาทางเลือกอื่นๆ อย่างมากมาย มีการนำวิตามินซีมาใช้ในการรักษาภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจ ตั้งแต่มีการแยกสารวิตามินซีออกมาได้ในทศวรรษค.ศ. 1930  ต่อมาในทศวรรษค.ศ. 1970 เกิดความนิยมในการใช้วิตามินซีในการรักษาไข้หวัดธรรมดาอย่างมากมายเมื่อ ลีนัส พอลลิ่ง ซึ่งได้รับรางวัลโนเบิล สรุปผลจากการทดลองใช้วิตามินซีแบบมีกลุ่มควบคุมว่า วิตามินซีสามารถป้องกันและบรรเทาไข้หวัดธรรมดาได้  หลังจากนั้นมีการทำการศึกษาทดลองตามมากว่า 20 การศึกษา  วิตามินซีจึงถูกขายและใช้เป็นสารป้องกันและรักษาไข้หวัดอย่างแพร่หลาย   การทบทวนนี้จำกัดเฉพาะการศึกษาทดลองใช้วิตามินซีขนาด 0.2 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าการกินวิตามินซีสม่ำเสมอไม่มีผลกระทบต่ออุบัติการณ์ของไข้หวัดธรรมดาในประชากรทั่วไป โดยทบทวนจากการศึกษาเปรียบเทียบจำนวน 29 รายงาน ครอบคลุมประชากร 11,306 ราย  อย่างไรก็ตาม การกินเสริมเป็นประจำมีผลพอควรแต่ชัดเจนในการลดระยะเวลาการเป็นไข้หวัดธรรมดา จากฐานการศึกษาเปรียบเทียบ 31 รายงานและมีการเกิดไข้หวัดธรรมดา 9,745 ครั้ง   การทดลอง 5 รายงาน ในประชากร 598 รายที่ออกกำลังกายระยะสั้นอย่างหนัก (ได้แก่ นักวิ่งมาราธอน นักเล่นสกี)  พบว่า วิตามินซีลดความเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่ลงครึ่งหนึ่ง  แต่ไม่มีการรายงานเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวิตามินซี   การทดลองให้วิตามินซีในขนาดสูงเพื่อเป็นการรักษา โดยเริ่มให้เมื่อเกิดอาการ พบว่า ไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาในการเป็น หรือความรุนแรงของไข้หวัดธรรมดา  อย่างไรก็ตาม มีการทำการทดลองเพียงสองสามรายงานเท่านั้น และไม่มีการศึกษาในเด็ก แม้ว่าผลกระทบในการป้องกันไข้หวัดธรรมดาในเด็กจะมีมากกว่าวัยอื่น  มีการทดลองขนาดใหญ่หนึ่งการทดลองในผู้ใหญ่ รายงานผลดีในการให้วิตามินซี 8 กรัมซึ่งเป็นขนาดในการรักษาเมื่อเริ่มเกิดอาการ  และมีการทดลอง 2 รายงานที่ให้กินวิตามินซีเสริมเพื่อการรักษาเป็นเวลา 5 วัน และพบว่าเกิดประโยฃน์  มีความจำเป็นที่จะต้องทำการทดลองเพิ่มขึ้นเพื่อตัดสินบทบาทในการรักษาไข้หวัดธรรมดาที่เป็นไปได้ของวิตามินซี ซึ่งจะต้องให้ทันทีเมื่อเกิดอาการ ดูเพิ่มเติมใน: http://summaries.cochrane.org/CD000980/ARI_vitamin-c-for-preventing-and-treating-the-common-cold#sthash.NdamaOV4.dpuf  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 165 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 5

ประเด็นข้อโต้แย้งของการแพทย์แผนปัจจุบันโดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม จากศิริราชพยาบาล และนักวิทยาศาสตร์ที่เขียนบทความวิชาการออกมาโต้แย้งทางสื่อต่างๆ  โดยบอกว่า การล้างพิษตับเพื่อการขับนิ่วในท่อน้ำดีนั้น ไม่มีความเป็นไปได้ในทางการแพทย์ และชี้แจงว่า ก้อนนิ่วสีเขียวและสีต่างๆ ที่ถ่ายออกมานั้น เกิดจากไขมัน(น้ำมันมะกอก) ทำปฏิกิริยากับน้ำดีซึ่งเป็นด่าง ทำให้จับเป็นก้อนเหมือนกับกระบวนการทำสบู่ ก้อนเหล่านี้จะลอยน้ำ  ส่วนนิ่วในถุงน้ำดีนั้นจะเป็นก้อนแข็งและจมน้ำ  ไม่มีทางที่จะขับออกมาได้จากการล้างพิษตับ ต่อมาก็มีการโต้แย้งจากฝ่ายที่นิยมการล้างพิษตับว่า กระบวนการเกิดสบู่นั้น ต้องใช้ด่างที่มีค่า pH 14  ในน้ำดีนั้นมีค่า pH เพียง 7.5-8.8 เท่านั้น  ไม่สามารถเกิดสบู่ได้ และเรียกร้องให้ทำการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า กระบวนการเกิดก้อนนิ่วนั้น เกิดจากกระบวนการทำสบู่หรือไม่ ผู้เขียนพยายามค้นหาบทความทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ พบว่ามีงานวิจัยที่ตีพิมพ์จำนวนมาก ที่น่าสนใจ เป็นบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet : volume 365, Issue 9468, p. 1388. วันที่ 16 April 2005. เรื่อง Could these be gallstone?  สรุปสาระสำคัญดังนี้ เมื่อตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าก้อนนิ่วที่ผู้ป่วยถ่ายออกมาจากการล้างพิษตับไม่มีลักษณะเป็นผลึก หลอมละลายเป็นของเหลวสีเขียวในอุณหภูมิ 40 องศาเซนติเกรด  และไม่มีโคเลสเตอรอล น้ำดี หรือแคลเซียม  ก้อนอุจจาระเหล่านี้ประกอบด้วยกรดไขมันประมาณร้อยละ 75 ได้ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อผสมกรดโอเลอิก(ส่วนประกอบหลักของน้ำมันมะกอก) กับน้ำมะนาวในปริมาณเท่าๆ กัน แล้วเติมโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ปริมาณเล็กน้อย จะทำให้เกิดก้อนสีขาว กึ่งแข็ง จำนวนมาก  เมื่อปล่อยให้แห้งในอุณหภูมิห้อง ก้อนเหล่านี้จะค่อนข้างแข็ง คณะผู้วิจัยจึงสรุปว่า “ก้อนนิ่ว” สีเขียวเหล่านี้ เกิดจากปฏิกิริยาของน้ำย่อยไขมันในกระเพาะอาหาร (gastric lipase) รวมตัวกับ tricylglycerols (ในน้ำมันมะกอก)  ปฏิกิริยานี้เกิดจากกระบวนการเกิดสบู่ทำให้เกิด potassium carboxylates  หรือ “นิ่วสบู่” คณะผู้วิจัยได้แสดงให้เห็นว่า “การขับนิ่วในถุงน้ำดี” หรือ “การทำความสะอาดตับ” ที่มีอยู่มากมายในเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมากนั้น เป็นเพียงแค่ความเชื่อ  และการอวดอ้างโดยบางคนนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิด คณะผู้วิจัยขอยืนยันว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด สรุปเพื่อให้รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ก. การล้างพิษในร่างกาย รวมถึงการล้างพิษตับนั้น มีอยู่ในการแพทย์ดั้งเดิมทั้งตะวันตกและตะวันออก  ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ข. การล้างพิษตับ หรือการขับนิ่วในถุงน้ำดีนั้น มีการประยุกต์และต่อยอดไปตามศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมและความเชื่อของแต่ละวัฒนธรรม  แต่โดยหลักแล้ว ก็ใช้หลักของการขับถ่าย ระบาย สิ่งที่เชื่อว่ามีพิษ และทำให้ร่างกายไม่สบายนั้นออกไป ค. นิ่วที่ขับถ่ายออกมานั้น ไม่ใช่นิ่วที่เป็นนิ่วแข็งในถุงน้ำดีที่ก่อปัญหาให้เกิดการอุดตันท่อน้ำดี  จึงควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ตรงกัน  และไม่ควรนำไปอวดอ้างสรรพคุณและประโยชน์ของการล้างพิษตับ ง. นิ่วที่เกิดขึ้น อาจเรียกว่าเป็น “นิ่วสบู่”  ซึ่งเชื่อว่ายังคงมีข้อสงสัยอยู่บ้าง  ทางที่ดีที่สุด ควรที่สถาบันทางวิทยาศาสตร์ในไทยที่เป็นกลาง จะใช้หลักการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่า น้ำมันมะกอก โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (ยาระบาย) ที่ใช้ในการล้างพิษตับนั้น ก่อให้เกิดก้อนนิ่วสบู่ได้หรือไม่  ซึ่งการพิสูจน์นั้นเป็นเรื่องง่าย   สุดท้าย ผู้เขียนขอออกตัวว่าเขียนขึ้นจากการศึกษา การเข้าประชุมวิชาการ และการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ  จึงอาจยังไม่สมบูรณ์และไม่รอบด้าน  คงต้องขอให้ผู้ที่มีความรู้ช่วยกันทำให้กระจ่างแจ้งเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 164 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 4

ประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับการล้างพิษตับว่า มีประโยชน์หรือเป็นการหลอกลวงนั้น  ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การขับนิ่วในถุงน้ำดี ฝ่ายที่สนับสนุนและเห็นก้อนนิ่วออกมาจำนวนมากในอุจจาระก็ยืนยันว่านิ่วถูกขับออกมาจำนวนมาก  อีกฝ่ายหนึ่งที่คัดค้านก็บอกว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ก้อนที่ถ่ายออกมานั้นไม่ใช่นิ่วน้ำดี แต่เป็นกระบวนการจับตัวไขมันกับด่างเกิดเป็นก้อนเหมือนสบู่ ประเด็นเรื่องนี้เกิดการถกเถียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  เราลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเท่าที่จะมีข้อมูลที่หาได้ นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร จากข้อมูลสุขภาพของมูลนิธิหมอชาวบ้าน กล่าวว่า  ถุงน้ำดี มีหน้าที่เก็บสะสมน้ำดีที่ตับสร้าง ไว้ใช้ประโยชน์ในการย่อยอาหารไขมัน น้ำดีประกอบด้วยสารโคเลสเตอรอล กรดน้ำดี สารฟอสโฟไลปิด และสารอื่นๆ ในบางคนสารเคมีเหล่านี้จะมีสัดส่วนที่ไม่สมดุลกัน เป็นเหตุให้ตกผลึกจนจับตัวเป็นก้อนนิ่วขึ้นได้ ก้อนนิ่วอาจมีขนาดเท่าเม็ดทรายจนถึงลูกปิงปองจำนวนอาจมีเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ บางคนอาจมีก้อนนิ่วขนาดเม็ดทรายเป็น 100 เม็ดก็ได้ ในรายที่มีอาการปวดท้องจากนิ่วน้ำดี จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด หากปล่อยทิ้งไว้อาจมีโรคแทรกซ้อนตามมาได้ นิ่วในถุงน้ำดี(gallstone หรือ cholelithiasis) เกิดจากมีการตกตะกอนของโคเลสเตรอลและเม็ดสีในน้ำดีจับตัวกัน เนื่องจากมีโคเลสเตอรอลมากเกินไป หรือถุงน้ำดีไม่สามารถขับตะกอนเหล่านี้ออกหมด (เกิดจากถุงน้ำดีไม่หดตัว หรือหดตัวได้น้อย น้ำดีจึงคั่งในถุงน้ำดี) ก็จะค่อยๆ จับตัวเป็นก้อน เกิดเป็นก้อนนิ่วขึ้น  ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินที่พยายามลดน้ำหนักร่างกายอย่างรวดเร็วมักจะเกิดนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วถุงน้ำดีอาจแบ่งตามลักษณะได้ 2 ประเภท คือ นิ่วโคเลสเตอรอล มักจะมีสีเขียวเหลือง พบได้ประมาณร้อยละ 80 ของนิ่วถุงน้ำดีทั้งหมด  อีกประเภทได้แก่ นิ่วเม็ดสีน้ำดี มีขนาดเล็กกว่าและมีสีคล้ำกว่าจากสีของบิลิรูบิน นิ่วในถุงน้ำดีจะเป็นผลึก อาจมีขนาดเล็กเหมือนเม็ดทรายจนถึงขนาดเท่ากับลูกกอล์ฟ  อาจแข็งหรืออ่อน เรียบหรือขรุขระ  เราอาจมีนิ่วในถุงน้ำดีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดก็ได้   องค์ประกอบทางเคมีของนิ่วในถุงน้ำดี โดยรวมนิ่วในถุงน้ำดีประกอบด้วยโคเลสเตอรอล โคเลสเตอรอลจะมีสีขาวอมเหลือง เป็นไขมัน ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์  นิ่วในถุงน้ำดีแม้ว่าจะมีโคเลสเตอรอลเป็นหลัก(ร้อยละ 70-95) แต่ก็ยังมีเม็ดสีของน้ำดีผสมอยู่ด้วย  บางก้อนอาจมีโปรตีน(ร้อยละ 5-30 เป็นเม็ดสีและโปรตีน)  นิ่วในถุงน้ำดีอาจมีโปรตีน(มิวโคโปรตีน) ซึ่งจะทำให้ก้อนนิ่วน้ำดีมีลักษณะแข็ง  เฉพาะก้อนนิ่วที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนตปริมาณมากจะทำให้ก้อนนิ่วมีความแข็ง อย่างไรก็ตาม ก้อนนิ่วน้ำดีที่แข็งนั้นพบได้น้อย  แต่คนส่วนมากเข้าใจว่า ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีมีลักษณะแข็งและเป็นเหมือนก้อนหินนั้นเป็นเพราะว่า ในหลายร้อยปีที่ผ่านมา ก้อนนิ่วที่แข็งเป็นเหมือนหินปูนนั้นมักจะทำให้เกิดการอุดตันท่อน้ำดี  ทำให้เกิดความเจ็บปวด  และนำไปสู่การผ่าตัดเพื่อเอานิ่วออก  ดังนั้นคนทั่วไปจึงเข้าใจว่า นิ่วในถุงน้ำดีนั้นมีลักษณะแข็งเป็นก้อนหินปูน เนื่องจากก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้มากกว่านิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่แข็ง  นอกจากนี้ ก้อนนิ่วที่มีหินปูนจะตรวจพบได้ง่ายด้วยการเอ็กซเรย์ โดยสรุปแล้ว ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่เป็นนิ่วไขมันหรือโคเลสเตอรอล และมีส่วนประกอบของเม็ดสีหรือน้ำดี  บางก้อนอาจมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนทำให้มีลักษณะแข็งขึ้น  นิ่วที่เป็นก้อนแข็งเพราะมีหินปูนจะมีน้อยกว่านิ่วที่เป็นไขมันแต่ก่อให้เกิดอาการปวดได้มากกว่า สีของนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่มีสีเขียว แต่อาจพบได้หลายสี ตั้งแต่ ขาว เหลือง แดง น้ำตาล เขียว ฟ้า ดำ หน้ากระดาษไม่พออีกแล้ว คงต้องขอต่อฉบับหน้า ซึ่งน่าจะสรุปเรื่องนี้ได้ระดับหนึ่ง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 163 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 3

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า เรื่องการล้างพิษตับนั้นมีความเห็นที่แตกต่างกันมาก พวกหนึ่งซึ่งมีทั้งแพทย์ ผู้รักสุขภาพ และผู้ที่ผ่านประสบการณ์การล้างพิษตับต่างเห็นว่าการล้างพิษตับนั้นมีประโยชน์ ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน  ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งก็มีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกันออกมาคัดค้านว่าเป็นเรื่องหลอกลวงและไม่มีทางที่จะขับนิ่วในท่อน้ำดีได้ ในฉบับนี้ เราลองมาฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์ตรงและเกิดผลเชิงประจักษ์จากการล้างพิษตับ และในฉบับหน้าจะนำความเห็นของผู้ที่เห็นตรงกันข้ามมาลงให้ผู้อ่านรับฟัง กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้จัดเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 ในหัวข้อเกี่ยวกับการล้างพิษตับ  และได้เชิญนายแพทย์ผู้มีประสบการณ์ตรง 3 ท่านในการล้างพิษตับทั้งกับตนเองและผู้อื่น  และได้เชิญแพทย์ฝ่ายที่มีความเห็นคัดค้านมาร่วมด้วย แต่ไม่สามารถมาร่วมได้ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลจากด้านที่เห็นว่ามีประโยชน์เป็นหลัก นอกจากนี้มีนักวิชาการเข้าร่วมการประชุมประมาณสามสิบคนซึ่งได้ร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมด้วย โดยสรุป ความคิดเห็นเกี่ยวกับการล้างพิษตับมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การล้างพิษตับมีประโยชน์หรือมีผลดีหรือไม่? แพทย์ทั้งสามท่านเห็นว่ามีผลดีอย่างแน่นอน ทั้งจากการทบทวนเอกสารวิชาการและประสบการณ์เชิงประจักษ์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น 2. ทำไมจึงเกิดกระแสนิยมการล้างพิษตับอย่างมาก ทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย? เกิดจากแนวโน้มคนพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพมากขึ้น  อิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่สื่อสารกันอย่างแพร่หลาย  มีชุมชนมังสวิรัติที่เป็นผู้นำการล้างพิษตับ  และสุดท้ายที่สำคัญคือ ผลดีที่เกิดขึ้นจากการล้างพิษตับ เพราะถ้าไม่เกิดผลดีแล้ว ความนิยมก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง 3. การล้างพิษตับเหมาะกับผู้ใด หรือปัญหาสุขภาพอะไร? เป็นประโยชน์กับผู้ที่อ้วน ไขมันสะสมที่ตับ ไขมันในเลือดสูง  ตับอักเสบจากการกินยาลดไขมัน 4. การล้างพิษตับไม่ควรหรือห้ามทำในผู้ป่วยแบบใด หรือปัญหาสุขภาพใด? ผู้ที่เป็นมะเร็งเพราะจะมีสุขภาพอ่อนแอ  ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป เพราะไม่สามารถหลุดออกมาและอาจเกิดอาการปวด  ก่อนการล้างพิษตับจึงควรทำอัลตร้าซาวด์ก่อนว่ามีนิ่วหรือไม่ 5. ข้อควรระวังในการส่งเสริมการล้างพิษตับ ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมการล้างพิษตับอย่างกว้างขวางและหลากหลาย  มีการอวดอ้างสรรพคุณอย่างมากมาย สามารถรักษาได้แทบทุกโรคตั้งแต่ การขับนิ่วในถุงน้ำดี การรักษามะเร็ง และโรคอื่นๆ  ซึ่งจะเป็นการทำให้ประชาชนสับสนและไม่เชื่อถือ  ดังนั้นจึงต้องไม่อวดอ้างสรรพคุณมากเกินจริง  และไม่ควรอ้างว่าการล้างพิษตับสามารถขับนิ่วในท่อน้ำดีได้ เพราะนิ่วที่เกิดขึ้นจากการล้างพิษตับนั้นไม่ใช่นิ่วในถุงน้ำดีของการแพทย์แผนปัจจุบัน ทำให้เกิดการโต้แย้งจากแพทย์ที่ไม่เห็นด้วย 6. การล้างพิษตับนั้นควรมีการกำหนดมาตรฐานและความปลอดภัยหรือไม่? การล้างพิษตับนั้นมีหลากหลายรูปแบบและวิธีการ จึงควรมีมาตรฐานโดยยึดหลักวิชาการทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้รับบริการ  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจในการเลือกใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ ฉบับหน้าเรามาดูข้อมูลของฝ่ายที่เห็นว่าการล้างพิษตับเป็นการหลอกลวงประชาชน  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 162 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 นี้ขออธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของตับเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่า ตับทำหน้าที่อะไร  สารพิษอะไรบ้างที่ตับทำลาย และตับสร้างหรือผลิตสารอะไร ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อชีวิต ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสารเคมีจำนวนมาก (หลายร้อยชนิด) ที่จำเป็นต่อร่างกาย  ในขณะเดียวกันตับก็เป็นต่อมที่ผลิตและหลั่งสารเคมีที่ร่างกายนำไปใช้   ตับทำหน้าที่อะไรบ้าง การย่อยอาหาร ตับมีบทบาทสำคัญในกระบวนการย่อยอาหารด้วยการผลิตน้ำดี  น้ำดีประกอบด้วย น้ำ เกลือ โคเลสเตอรอล และสีของดี  เซลล์ตับ (hepatocytes) ผลิตน้ำดีและส่งไปตามท่อน้ำดีไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี  เมื่ออาหารที่มีไขมันมาถึงบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น เซลล์ที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจะปล่อยฮอร์โมนออกมาเพื่อกระตุ้นให้ถุงน้ำดีปล่อยน้ำดีออกมาย่อยไขมัน ทำให้ไขมันแตกตัวเล็กลงและถูกย่อยได้ง่าย บิลิรูบิน (bilirubin) ในน้ำดีเป็นผลิตผลจากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุและถูกตับย่อยสลาย  ธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงที่ถูกย่อยไม่สามารถนำไปใช้ใหม่ได้ จึงถูกเปลี่ยนไปเป็นบิลิรูบินและอยู่ในน้ำดีเพื่อที่จะถูกขับออกจากร่างกาย  บิลิรูบินทำให้น้ำดีมีสีเขียว  แบคทีเรียในลำไส้จะเปลี่ยนบิลิรูบินไปเป็นสเตอร์โคบิลิน (stercobilin) ซึ่งสีน้ำตาล  ทำให้อุจจาระมีสีน้ำตาล   เมแทบอลิซึม เซลล์ตับทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับเมแทบอลิซึมของร่างกาย  เนื่องจากเลือดทั้งหมดที่มาจากระบบการย่อยอาหารจะไหลผ่านทางหลอดเลือดดำที่เข้าตับ ตับจึงทำหน้าที่ในการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนให้เป็นสารชีววิทยาที่มีประโยชน์ ระบบย่อยอาหารจะย่อย “คาร์โบไฮเดรต” ให้เป็นกลูโคส ซึ่งเซลล์จะนำไปใช้เป็นพลังงาน  เลือดที่ไหลเข้าตับจะมากไปด้วยกลูโคส เซลล์ตับจะดูดซึมกลูโคสและเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ตับสามารถเก็บกลูโคสได้ในปริมาณมาก และปล่อยออกมาได้อย่างรวดเร็วในระหว่างมื้ออาหาร  ทำให้ร่างกายสามารถรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดได้ การย่อย “กรดไขมัน” กรดไขมันในเลือดจะถูกเซลล์ตับดูดซึมและย่อยสลาย เพื่อไปสร้างพลังงาน  ไขมันบางส่วนจะถูกเซลล์ตับเปลี่ยนไปเป็นกลูโคส  นอกจากนี้ เซลล์ตับยังสร้างไขมัน เช่น โคเลสเตอรอล และส่วนประกอบไขมันอื่นๆ ซึ่งถูกเซลล์อื่นทั่วร่างกายนำไปใช้  โคเลสเตอรอลจำนวนมากที่สร้างขึ้นจากเซลล์ตับจะถูกกำจัดออกจากร่างกายในรูปของส่วนประกอบของน้ำดี การย่อย “โปรตีน” โปรตีนจากอาหารจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน ก่อนที่จะส่งผ่านเข้าหลอดเลือดดำที่เข้าตับ  กรดอะมิโนจะถูกย่อยสลายที่ตับก่อนจึงจะนำไปใช้สร้างพลังงานได้  เซลล์ตับจะเอากลุ่มเอมีนออกจากกรดอะมิโนและเปลี่ยนไปเป็นแอมโมเนียและยูเรียในที่สุด  ยูเรียเป็นพิษน้อยกว่าแอมโมเนียและขับถ่ายออกทางปัสสาวะได้  กรดอะมิโนส่วนที่เหลือ(หลังจากเอากลุ่มเอมีนออก) จะแตกตัวไปเป็นพลังงานหรือกลับไปเป็นกลูโคสใหม่ การกำจัดความเป็นพิษ เอนไซม์ในเซลล์ตับจะย่อยสลายสารที่เป็นพิษต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ และยา ให้เป็นสารที่ไม่เป็นอันตราย  ตับยังย่อยสลายฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายและขจัดออกจากกระแสเลือด เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของฮอร์โมนในเลือด การเก็บสารต่างๆ ตับทำหน้าที่ เก็บสารอาหารสำคัญ วิตามิน และเกลือแร่ จำนวนมากที่มาจากเลือดที่เข้าตับ  ตับเก็บสะสมกลูโคสในรูปไกลโคเจน กรดไขมันจากไตรกลีเซอไรด์ที่ถูกย่อย  และยังเก็บวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมากได้แก่ วิตามิน A, D, E, K, B12  และ เหล็กกับทองแดง การผลิต ตับสร้างส่วนประกอบโปรตีนที่สำคัญของพลาสม่า ได้แก่ โปรตีนที่เป็นปัจจัยให้เลือดแข็งตัว  โปรตีนอัลบูมินซึ่งจำเป็นในการรักษาสภาวะของเหลวในระบบไหลเวียนเลือด ภูมิคุ้มกัน ตับยังทำหน้าที่เสมือนอวัยวะของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยผ่านการทำงานของคุปเฟอร์เซลล์ (Kupffer cells)  คุปเฟอร์เซลล์จะจับและย่อยแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ เม็ดเลือดที่ฉีกขาด และซากเซลล์ต่างๆ   จากหน้าที่ของตับในการขจัดสารที่เป็นพิษ การย่อยสลายโปรตีนและเกิดแอมโมเนียและยูเรีย การเก็บสะสมสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะ ไกลโคเจน กรดไขมันในตับ  จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า ตับมีการสะสมสารพิษต่างๆ ต่อตับและร่างกายไว้จำนวนมาก  การล้างพิษตับจะช่วยให้ตับปราศจากหรือลดสารพิษในตับได้ ติดตาม ตอน 3 ในฉบับหน้า    

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 161 รู้เท่าทันการล้างพิษตับ ตอนที่ 1

ความนิยมในการล้างพิษตับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็เกิดความนิยมในการล้างพิษตับอย่างมากมายเช่นเดียวกัน โดยถือว่าเป็นการแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่ง  การล้างพิษตับเกิดประโยชน์จริงหรือไม่  มีโทษหรืออันตรายหรือเปล่า เราคงเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งฝ่ายที่เห็นว่ามีประโยชน์มากมาย ทำให้ตับดีขึ้น มีการถ่ายเป็นนิ่วออกมาจำนวนมาก และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบรรดาหมอและนักวิชาการที่ออกมาคัดค้านและอธิบายว่านิ่วที่ถ่ายออกมาเกิดจากอะไร  เราลองมารู้เท่าทันเกี่ยวกับเรื่องนี้ แนวคิดเรื่องการล้างพิษ ความเชื่อหรือทฤษฎีเรื่องร่างกายมีสารพิษตกค้างมีมานานหลายพันปี  สารพิษในสมัยโบราณนั้นหมายถึงอาหารการกิน เหล้า ยาสูบ น้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะอาหารเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก(อย่าลืมว่าในสมัยโบราณไม่มีตู้เย็น และเชื้อเพลิงที่ดีพอ)  อาหารที่กำลังกลายเป็นอุจจาระหรือในทางพุทธศาสนาเรียกว่า อาหารเก่า(กรีสัง) นั้นเกิดจากการย่อยอาหารใหม่และนำไปใช้เป็นพลังงานและซ่อมเสริมส่วนต่างๆ ของร่างกาย  อาหารที่เหลือจะกลายเป็นอาหารเก่า มีการเน่าเปื่อยและเป็นสิ่งปฏิกูล  จึงเชื่อว่ามีสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายและเป็นเมือกเกาะอยู่กับผนังลำไส้ถ้าไม่ขับถ่ายออกมาหรือมีการตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่  ดังนั้นการสวนล้างเพื่อทำความสะอาดลำไส้ใหญ่จึงเป็นวิธีการในการทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ เพื่อล้างสิ่งปฏิกูลหรือซากอุจจาระที่ติดอยู่กับผนังลำไส้ใหญ่เพื่อไม่ให้ปล่อยสิ่งที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นต้นกำเนิดของการสวนล้างลำไส้ที่แพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้ สารพิษที่ว่า ก่อให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่  การอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ น้ำหนักเพิ่มขึ้น ไม่มีแรง   การสวนล้างลำไส้ (ใหญ่) การรักษาด้วยการสวนล้างลำไส้(ใหญ่) มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ในอินเดีย และในอีกหลายๆ เมืองโบราณ  ในสหรัฐอเมริกาเกิดความนิยมตั้งแต่ทศวรรษ ค.ศ. 1920 และ 1930  แต่เนื่องจากขาดทฤษฎีทางการแพทย์สนับสนุนจึงเริ่มเสื่อมความนิยมไป  จนเมื่อเร็วๆ นี้ การสวนล้างโดยใช้ น้ำชา เอ็นไซม์ หรือล้างด้วยน้ำ เริ่มกลับมานิยมอีกครั้ง   การสวนล้างลำไส้ดีหรือไม่? คำตอบก็คือ  ยังหาข้อยุติไม่ได้ ทั้งนี้เพราะนักวิจัยยังไม่ได้ทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไป การสวนล้างลำไส้อาจทำได้ 2 ทาง คือ การกินสารต่างๆ ที่ไปทำความสะอาดทางปาก และอีกทางหนึ่งคือทางทวารหนัก  ทั้งสองทางมีเป้าหมายเดียวกันคือ การไปขับอาหารและสิ่งตกค้างต่างๆ ในลำไส้ใหญ่  สารที่ใช้สวนล้างลำไส้ในประเทศต่างๆ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา  สารเหล่านี้ได้แก่  น้ำยาสวนทวารหนัก ยาระบาย ชาสมุนไพร เอนไซม์ และ แมกนีเซียม รวมทั้งการใช้น้ำ น้ำผลไม้ กาแฟ และอื่นๆ อีกมากมาย  เนื่องจากมีการประยุกต์ไปตามการใช้ของบุคคลและกลุ่มต่างๆ อย่างกว้างขวาง   การล้างพิษตับ การล้างพิษตับที่กำลังโด่งดังอยู่ในเมืองไทยและต่างประเทศในขณะนี้  ก็มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า สารพิษต่างๆ กำลังมีผลกระทบต่อร่างกายของเรา  สารพิษเหล่านี้เป็นได้ตั้งแต่ สารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตราย  สารเคมีกำจัดศัตรูพืช  หมอกควัน และอื่นๆ เช่น  แอลกอฮอล์ กาเฟอีน ยา เครื่องปรุงรสอาหารต่างๆ น้ำตาล น้ำที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นต้น  และเชื่อว่าร่างกายสะสมสารพิษเหล่านี้ไว้ในทางเดินอาหาร ต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งในผิวหนังและเส้นผม  ทำให้เกิดอาการ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และ โรคเรื้อรังต่างๆ ความเชื่อเรื่องสารพิษในร่างกายจึงเป็นที่มาของแนวทางการใช้อาหารเพื่อล้างพิษ ตั้งแต่การอดอาหารเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับสารพิษเพิ่ม และค่อยกินอาหารที่ปลอดจากสารพิษเข้าไปแทน  วิธีการต่างๆ มีได้ตั้งแต่ การกินอาหารเหลวประมาณวันสองวัน หลังจากนั้นเริ่มกินข้าวกล้อง ผลไม้ ผักที่นึ่งหรือต้ม  และค่อยเพิ่มอาหารอื่นมากขึ้น  นอกจากนี้ยังมีวิธีการอีกหลากหลายตามลีลาชีวิตของแต่ละประเทศและวัฒนธรรม การสวนล้างลำไส้และการใช้อาหารธรรมชาติเพื่อขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงเป็นแนวความคิดสำคัญที่ก่อรูปและพัฒนามากลายเป็น การล้างพิษตับที่เป็นที่นิยมและถกเถียงกันทั่วโลกในปัจจุบันนี้       //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 160 รู้เท่าทันอายุยืนยาว 100 ปี ตอนที่ 3

บทเรียนแห่งการมีอายุยืนยาวถึงหนึ่งร้อยปี อีก 4 บทเรียน มีดังนี้ บทเรียนที่ 5  เข้าเกียร์ต่ำ ใช้ชีวิตให้ช้าลง ผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีจะมีกระแสแห่งความสงบสันติแผ่ซ่านออกจากตัว ส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายของพวกเขาเชื่องช้าลงโดยธรรมชาติเมื่อสูงวัยขึ้น  ผลที่ได้จากการปรับชีวิตให้ช้าลงทำให้เกิดความเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับสุขภาวะที่ดีเลิศ  การใช้ชีวิตที่ช้าลงสัมพันธ์กับบทเรียนอื่นๆ ด้วย ได้แก่ กินอาหารที่ถูกต้อง เห็นคุณค่าของเพื่อน หาเวลาในการสำรวจจิตวิญญาณของตนอง ให้ความสำคัญกับครอบครัว สร้างเป้าหมายให้ชีวิต วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่ การลดเสียงรบกวน โดยลดเวลาดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ และท่องอินเตอร์เน็ตลงให้เหลือน้อยที่สุด  การถึงที่หมายก่อนเวลานัด ทำให้ลดความเครียดจากการจราจร การหลงทาง เพื่อให้คุณทำตัวช้าลงและสามารถจดจ่อในงานหรือการประชุมได้  การนั่งสมาธิ โดยกำหนดเวลานั่งสมาธิให้เป็นประจำ บทเรียนที่ 6 มีส่วนร่วม เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มศาสนาที่นับถือ  คนสุขภาพดีที่มีอายุเกิน 100 ปี ทุกแห่งมีศรัทธาในศาสนา พวกเขาทุกกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสนาที่เข้มแข็งพฤติกรรมง่ายๆ ของการกราบไหว้บูชานับเป็นหนึ่งในพฤติกรรมทรงประสิทธิภาพแฝง อันอาจเพิ่มโอกาสให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นมากได้อีกหลายปี   งานวิจัยต่างๆ แสดงผลว่า การเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาแม้เพียงเดือนละครั้ง อาจมีผลต่ออายุขัยของคนผู้นั้น วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่  การเข้าร่วมของกลุ่มศาสนาที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น  การศึกษาหรือปฏิบัติแนวทางใหม่ที่มีผลให้จิตใจสงบลงและมีกัลยาณมิตร เช่น กลุ่มปฏิบัติธรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครให้กับกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ  การจัดตารางเวลาสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงต่อเนื่อง 8 สัปดาห์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าว โดยไม่ต้องคิดหรือคาดหวังผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น บทเรียนที่ 7 คนที่เรารัก มาอันดับแรก ผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปี ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก  ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยหน้าที่ต่อครอบครัว ประเพณี และให้ความสำคัญที่จะอยู่ด้วยกัน  เมื่อพวกเขาอายุครบ 100 ปี ความทุ่มเทมาตลอดชีวิตก็ผลิดอกออกผล  ลูกหลานต่างตอบแทนความรักความห่วงใยของพวกเขา  ลูกๆ จะดูแลพ่อแม่ และอยู่ร่วมกัน  งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่กับลูกหลานเป็นโรคน้อยกว่า ได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า มีความเครียดน้อยกว่า วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่  การใกล้ชิดกันมากขึ้น การอาศัยในบ้านที่มีขนาดเล็กลงช่วยให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ผูกพันกันและใช้เวลาร่วมกันได้ง่ายกว่า  การสร้างประเพณีของครอบครัว เช่น การกินอาหารด้วยกันทั้งครอบครัวอย่างน้อยวันละหนึ่งมื้อ(หรือสัปดาห์ละหนึ่งมื้อ) และสุดท้าย ครอบครัวต้องมาก่อน บทเรียนที่ 8 อยู่ในกลุ่มชนที่ถูกต้อง การอยู่ในกลุ่มคน ชุมชน หรือหมู่บ้านที่เห็นคุณค่าของการมีสุขภาพและการมีอายุยืน จะช่วยเสริมการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมการมีอายุยืน  การเชื่อมโยงทางสังคมเป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมของผู้มีอายุยืนยาว คนที่มีสังคมกว้างขวางกว่า จะมีชีวิตยืนยาวกว่า วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่  การค้นหากลุ่มกัลยาณมิตร หาคนที่มีพฤติกรรมที่ดีและคล้ายคลึงกัน  การทำตนให้เป็นที่รักและน่าคบหา  ผูมีอายุยืนยาวไม่มีใครเป็นคนขี้บ่นน่าเบื่อ  และใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับกลุ่มกัลยาณมิตร อย่างน้อยวันละ 30 นาที  โดยมาพบปะพูดคุย กินอาหารด้วยกัน ออกกำลังกายด้วยกัน   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 159 รู้เท่าทันอายุยืนยาว 100 ปี ตอนที่ 2

จากการสำรวจหาดินแดนที่มีการกระจุกตัวของผู้ที่มีอายุเกินหนึ่งร้อยปีทั่วโลก พบว่ามีอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ เกาะโอกินาวาในญี่ปุ่น  เกาะซาร์ดิเนียในอิตาลี คอสตาริกาในอเมริกากลาง  และสุดท้ายชุมชนเซเว่นเดย์แอ๊ดเวนตีสในลอสแองเจลิส อเมริกา  ซึ่งหมายถึงดินแดนที่มีผู้มีอายุเกินหนึ่งร้อยปีอยู่กันหนาแน่นกว่าที่อื่นใดในโลก แดน บุทเนอร์ นักเขียนและนักค้นคว้าจากนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ได้ทำการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบในพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง  ลงหาข้อมูลในพื้นที่จริง นำมาวิเคราะห์และหาข้อสรุปของแต่ละพื้นที่ ก่อนนำมาสรุปเป็นภาพรวมของเหตุปัจจัยร่วมที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวกว่า 100 ปีอย่างมีสุขภาพดี  และได้สรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ไม่ยาก บทเรียนแห่งการมีอายุยืนยาวถึงหนึ่งร้อยปี มีดังนี้ บทเรียนที่ 1 เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ มีความกระตือรือร้นโดยไม่ต้องคิดหรือบังคับ  ผู้มีอายุเกินร้อยปีจะทำกิจกรรมเบาๆ ไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว  เช่น ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ทำไร่ กิจวัตรประจำวันที่ดีคือการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกาย การทรงตัว และการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง  ซึ่งจริงๆ แล้ว การเดิน การทำสวน การทำงานบ้าน เป็นกิจกรรมที่ผสมผสานทุกอย่างได้เป็นอย่างดี วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่ การละความสะดวกสบาย  ใช้ชีวิตให้สนุก เคลื่อนไหวมากๆ  เดินเป็นประจำ การชวนเพื่อนไปเที่ยว การทำสวน การฝึกโยคะ ไทเก๊ก ฤๅษีดัดตน เป็นต้น   บทเรียนที่ 2 ฮารา ฮาจิ บู เป็นการตัดแคลอรีจากอาหารลงร้อยละ 20 อย่างง่ายๆ  ผู้เฒ่าชาวโอกินาวาจะพึมพำภาษิตของขงจื้อ “ฮารา ฮาจิ บู” ก่อนลงมือกินอาหารเพื่อคอยเตือนสติให้หยุดก่อนอิ่ม หรืออิ่มประมาณร้อยละ 80  ทำให้เป็นการลดแคลอรีจากอาหารได้ทุกๆ มื้อ วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่  การตักอาหารให้อยู่ในจานเดียวแล้วกินเพียงแค่นั้น  การจัดอาหารให้ดูใหญ่ขึ้น ใช้ภาชนะเล็กลง ชั่งน้ำหนักตัวทุกวัน กินให้ช้าลงโดยการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและนานขึ้น  กินอาหารมื้อเช้าให้มากกว่ามื้ออื่นๆ บทเรียนที่ 3 กินผักให้มาก หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป ผู้มีอายุเกินร้อยปีกินอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป  หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ยกเว้นโอกาสพิเศษซึ่งไม่บ่อยครั้ง  ผู้เป็นมังสวิรัติจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์  ถั่ว ธัญพืชและผักสวนครัวเป็นอาหารหลักของผู้มีอายุเกินร้อยปี วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่  กินผัก 4-6 ชนิด ทุกวัน  ลดเนื้อสัตว์  จัดวางผัก ผลไม้ให้เด่นเข้าไว้บนโต๊ะอาหาร  กินถั่วฝัก โดยเฉพาะถั่วเหลือง เต้าหู้  กินถั่วเปลือกแข็งทุกวัน โดยมีของขบเคี้ยวเป็นถั่ว บทเรียนที่ 4 มีจุดมุ่งหมายเดี๋ยวนี้ ผู้มีอายุเกินร้อยปีจะมีความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพราะมีจุดมุ่งหมายของชีวิต  ผู้ที่มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนคือมีบางสิ่งที่มีความหมายรอให้ตื่นขึ้นมาทำตอนเช้า จะมีชีวิตยืนยาวกว่าและคงความหลักแหลมทางจิตใจได้มากกว่าผู้ที่ขาดเป้าหมายชีวิต เป้าหมายชีวิตอาจเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเช่น ดูแลให้ลูกหลานเติบโตด้วยดี หรืองาน และงานอดิเรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความทุ่มเทจริงจังกับงานนั้นๆ วิธีปฏิบัติง่ายๆ ได้แก่  การเขียนเป้าหมายชีวิต  การหาเพื่อนหรือกัลยาณมิตร  การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  การปฏิบัติธรรม เป็นต้น โปรดติดตามฉบับหน้า อีก 4 บทเรียนนะครับ   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 158 รู้เท่าทันอายุยืนยาว 100 ปี ตอนที่ 1

การอยากมีอายุยืนยาวเป็นความใฝ่ฝันของคนทั่วโลกและทุกยุคสมัย  เพราะชีวิตคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์  ในประวัติศาสตร์แต่โบราณมีความพยายามในการแสวงหา “ยาอายุวัฒนะ” มาตลอด ตั้งแต่ยุคการเล่นแร่แปรธาตุใน ค.ศ. 500 - 1500  นักเคมีสนใจการเล่นแร่แปรธาตุให้เป็นทองคำแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเริ่มมาสนใจค้นหายาอายุวัฒนะที่ใช้รักษาโรค และเริ่มสนใจอย่างมากในปี ค.ศ. 1500 - 1600 จนเกิดตำนานหรือความเชื่อเรื่อง น้ำพุแห่งความเป็นหนุ่มสาว (Fountain of Youth) ขึ้น ใครก็ตามที่ได้ลงไปอาบและดื่มน้ำพุแห่งความเป็นหนุ่มสาวนี้ก็จะกลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง  ความเชื่อเรื่องน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นี้มีอิทธิพลไปทั่วทุกมุมโลก ในหลายศาสนาและหลายลัทธิความเชื่อ  เราจะเห็นความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ในอินเดีย อินโดนีเซีย และในไทย ที่มักจะมีบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในวัด หรือในป่าเขา เมื่อดื่มกินแล้ว โรคร้ายต่างๆ ก็จะหายไป เป็นต้น ในเอเชียเองมีความพยายามค้นหายาอายุวัฒนะเช่นเดียวกัน  ที่มีเรื่องเล่าโด่งดังก็คือ เรื่องของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งพระองค์เกิดความกลัวว่าจะตายเร็วไป ทำให้ปณิธานที่จะสืบสานนโยบายการรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นยังไม่ลุล่วง  การแสวงหายาอายุวัฒนะของจิ๋นซีฮ่องเต้จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมาจากคำบอกเล่าของเหล่าอำมาตย์หรือที่ปรึกษาว่ายาอายุวัฒนะอยู่ที่โพ้นทะเล จิ๋นซีฮ่องเต้จึงส่งเด็ก 500 คน ผู้ใหญ่ 500 คน และคนแก่ 500 คน ออกเดินทางสู่ทะเลทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นปากทางของแม่น้ำฮวงโหที่ไหลออกสู่ทะเล แต่ก็ไม่เคยมีใครได้กลับมา เหตุที่ต้องส่งเด็กไปด้วย เพราะต้องใช้เวลาในการแสวงหายาอายุวัฒนะนาน หากเอาผู้สูงอายุไปแม้จะมีประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ต้องตาย ดังนั้น จึงต้องมีเด็กเพื่อคอยสืบต่อให้ได้สามชั่วอายุคน นี่เป็นที่มาของการแสวงหายาอายุวัฒนะ และเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อมาอันยาวนาน   ในคัมภีร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านก็มีการบันทึกตำรายาอายุวัฒนะไว้เป็นจำนวนมาก  แต่ละตำรับก็แตกต่างกันไปตามความรู้ ความเชื่อ และสมุนไพรที่หาได้ในท้องถิ่นนั้นๆ การแสวงหายาอายุวัฒนะที่จะทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมโดยที่ยังมีสุขภาพดีนั้น ยังคงสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้  ที่น่าสนใจและน่าเชื่อถือได้มากที่สุดคือ การค้นหาแหล่งที่มีผู้ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกนี้ว่ามีที่ไหนบ้าง และค้นหาวิธีการที่พวกเขาเหล่านี้ปฏิบัติจนทำให้มีอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป  นี่น่าจะเป็นอายุวัฒนะที่แท้จริงและเชื่อถือได้ แดน บุทเนอร์ นักเขียนสารคดีของนิตยสารจีโอกราฟิก ได้ทำการค้นหาดินแดนที่มีการกระจุกตัวของผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปี หนาแน่นหรือมากกว่าปรกติโดยที่ผู้มีอายุเกินร้อยเหล่านี้มีสุขภาพดีและยังทำงานหรือกิจกรรมต่างเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ดินแดนแห่งอายุวัฒนะในโลกนี้มีเพียง 4 แห่ง ได้แก่ เกาะโอกินาวาในญี่ปุ่น  คอสตาริกาในอเมริกากลาง  เกาะซาร์ดิเนียในอิตาลี  และกลุ่มเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสในโลมาลินดา ลอสแอนเจลิส ผู้เขียนได้ทำการศึกษาว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ดินแดนเหล่านี้มีผู้มีอายุเกินร้อยปีหนาแน่นและได้สรุปออกมาเป็นคำแนะนำในการปฏิบัติสำหรับทุกคนเพื่อทำให้ทุกคนสามารถมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมได้อีกหลายปีอย่างมีสุขภาพดี  ถึงแม้จะไม่รับประกันว่าจะมีอายุยืนยาวได้ถึง 100 ปีก็ตาม  ติดตามต่อในฉบับหน้าครับ     //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point