ฉบับที่ 117 ขายตรงแบบไทย ๆ กับ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

กรณี ร้องเรียนที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ จากปัญหาการขายตรง ที่สำคัญได้แก่ การขายตรงที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ขายตรงหลายชั้น ซึ่งผิดกฎหมาย นอกนั้นมักจะเป็นปัญหาสินค้าที่ได้รับไม่มีคุณภาพ ไม่เหมือนกับที่โฆษณาในทีวี สินค้าชำรุดบกพร่อง สินค้าราคาแพงมากกว่าท้องตลาดทั้งที่ตอนโฆษณาดูเหมือนราคาถูก มีของแถมมากมาย ผู้ บริโภคเรา ๆ ขาดความรู้ว่ามีสิทธิอะไรบ้างจากธุรกิจขายตรง เช่นไม่พอใจสินค้าสามารถคืนเงินได้ภายใน 7 วัน เพราะยังไม่ถือว่าเป็นการซื้อสินค้า ภาระในการส่งคืนสินค้าเป็นของผู้ขาย สุดท้ายเป็นปัญหาการให้บริการลูกค้าหลังการขายทั้งการคืนของ การคืนเงิน การเยียวยาความเสียหายให้กับลูกค้า เช่น หากสั่งซื้อสินค้ามักจะได้รับของภายใน 3 วัน และจ่ายเงินทันที แต่เมื่อคืนสินค้ามีเงื่อนไขคืนเงินล่าช้ายาวนานถึง 45 วันก็ นับเป็นธุรกิจขายตรงแบบไทย ๆ ที่มีปัญหากันมากในปัจจุบัน นอกเหนือจากประสิทธิภาพหรือคุณภาพของสินค้าเทคโนโลยีใหม่ที่ผู้บริโภครู้ได้ ลำบากว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ สินค้าที่มีเรื่องร้องเรียนมาก  เช่น อุปกรณ์ออกกำลังกาย(ไม่แข็งแรง) เครื่องดักหนู(ประสิทธิภาพ) อุปกรณ์ทำความสะอาด การขายตรงประกันภัยทางโทรศัพท์หลัก สำคัญของธุรกิจขายตรงคือ การลดต้นทุนการจัดจำหน่าย เพราะไม่มีร้านค้า แต่ผู้บริโภคก็ไม่มีโอกาสจับต้องสินค้า และในอนาคตการขายตรงจะถูกพัฒนาควบคู่กับระบบเทคโนโลยีมากขึ้นทั้งผ่านระบบ โทรศัพท์มือถือ ที่จะเห็นทั้งข้อความและรูป เรียกว่าขายตรงถึงตัวกันเลยทีเดียว โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดโทรทัศน์ หรือใบแนะนำสินค้าขายตรงสุด ท้ายขอให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อนประสบปัญหาน้ำท่วมทุกคน บางคนบอกว่า บ้านหายไปกับสายน้ำ  และไม่ไหลกลับ วัด กุฏิแม่ชีหายไปกับสายน้ำเช่นเดียวกัน หลายคนไม่มีบ้านอยู่ บ้านจมน้ำ เรือกสวนไร่นา เสียหายมากมาย จากเหตุน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย  ทั้งภาคอีสานและภาคกลาง และกำลังประสบปัญหาในภาคใต้ แต่ได้เห็นน้ำใจงามมากมายกว่าสายน้ำเข้าช่วยเหลือ ท่ามกลางชีวิตทุกชีวิตที่เหลือต้องดำเนินต่อไปฉลาดซื้อและทีมของมูลนิธิ ฯ ทั้งหมด จะย้ายกลับไปทำงาน ณ อาคารสำนักงานเดิม ซอยวัฒนโยธิน ภายในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 116 (โปรดฟังอีกครั้ง) กฎหมายช่วยเยียวยา ไม่ได้ช่วยฟ้อง

การสนับสนุนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยต่อกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหาย ได้ทำให้กลุ่มแพทย์ที่คัดค้านโกรธและเลือกใช้วิธีฟาดหัวฟาดหาง เช่น การตั้งคำถามต่อผู้พูดว่า เป็นการออกมาพูดเองของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือเป็นมติของคณะแพทย์รามาธิบดี การพูดส่อเสียด ศาสตราจารย์นายแพทย์วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ การรุมกินโต๊ะนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน (แต่เผอิญเป็นโต๊ะเหล็กเลยปากหักไปตาม ๆ กัน) การข่มขู่จะถอดถอนแพทย์ที่ออกมาสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์วิชัย นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ส่วนภาคประชาชนก็ได้รับรางวัลไปตามๆ กัน เช่น เอาเงินภาษีมาให้ผู้ผลักดันกฎหมายไปไปบริหารกองทุน มีผลประโยชน์แอบแฝง หรือแบบไม่ตรงไปตรงมา(ทั้งที่มีภาคประชาชน 3 คนจากจำนวนกรรมการ 17 คน และสำนักงานบริหารอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข) เช่น เขียนด่าในเว็บไซต์ โทรศัพท์มาด่าที่บ้าน ขณะออกรายการโทรทัศน์ สนับสนุนกลุ่มประชาชนให้คัดค้านภาคประชาชนกันเอง เขียนป้ายด่าว่า หลอกผู้ติดเชื้อยังไม่พอจะมาหลอกผู้ป่วยต่อ เป็นต้น เรียกว่า ทำทุกวิถีทางทั้งที่ลับและที่แจ้ง นับไล่เรียงตั้งแต่การล็อบบี้นักการเมือง สื่อมวลชน นอกรอบหรือเป็นทางการ การใช้เครือข่ายทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เครือข่ายผู้ป่วยที่เคยดูแลมีบุญคุณกัน น่าเสียดายที่พลังเหล่านี้ หากนำไปใช้ในทางที่ดีคงได้ประโยชน์มหาศาล แต่หากจะแยกแยะกลุ่มคัดค้านคงพอไล่เรียงได้ประมาณนี้ กลุ่มแรกผิดหวังเรื่องค่าตอบแทนที่กระทรวงสาธารณสุขให้เงินเดือนแพทย์ชนบทใกล้เคียงกับรพ.ศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป(ลึกๆ กลุ่มนี้เห็นด้วยกับกฎหมายเพราะเชื่อว่าช่วยหมอไม่ให้ถูกฟ้องแต่ก็มาอยู่ในกลุ่มวงคัดค้านเลยลำบาก) กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มแค้นฝังหุ่นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ว่าอะไรก็คัดค้านหมดเพราะต้องการล้มระบบหลักประกันแถมไม่ชอบ NGO ทั้งจากเรื่องคอรัปชั่นในกระทรวงสาธารณสุขในอดีต หลักประกันสุขภาพ การหลอกลวงกรณี ยา V1 สำหรับผู้ติดเชื้อ กลุ่มที่สามนับว่าใหญ่และมีอิทธิพลมากคือ กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่แอบข้างหลังในช่วงแรก และเปิดเผยตัวว่า  ให้ขยายมาตรา 41 (เพราะรพ.เอกชนจะได้ไม่ต้องจ่ายสมทบ) หรือเครือข่ายแพทย์รพ.รัฐที่ปัจจุบันทำนอกเวลารพ.เอกชน หรือแพทย์ที่มีคลินิกเอกชนของตนเอง ซึ่งกลุ่มนี้ขณะนี้เร่งผลักดันความร่วมมือรัฐและเอกชนในการให้เจ้าหน้าที่รัฐไปทำงานในรพ.เอกชนในเวลาราชการ(คิดได้ไง) ที่สรุปได้อย่างนี้เพราะร่างกฎหมายผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุขของทีมนี้ เขียนไว้ไม่รวมสถานพยาบาลเอกชน แถมจริงหรือไม่ที่ผู้นำทีมวอคเอ้าท์ในวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา เป็นกรรมแพทยสมาคมที่เป็นเนื้อเดียวกันกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน  รองผู้อำนวยการรพ.บำรุงราษฎร์ หรือนายกสมาคมไทยคลินิกเอกชน นอกเหนือจากกลุ่มแค้นฝังหุ่น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 115 Easy Pass ผ่านทางอัตโนมัติ

ข้อมูลของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีผู้ใช้ทางพิเศษสมัครใช้บัตร Easy Pass หรือระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ แล้วกว่า 110,000 บัตร ยังไม่นับรวมปัจจุบันที่เพิ่งจะเปิดให้บริการจำหน่ายบัตรเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา และให้บริการค่อนข้างเต็มรูปแบบโดยเฉพาะระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีทั้งคนบ่นและร้องเรียนแบบเป็นทางการจำนวนไม่น้อย เรื่อง Easy Pass ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ว่า ทำให้รถติดเนื่องจากระบบ Easy Pass มีบริการไม่เพียงพอและล่าช้า ทำให้รถยนต์ส่วนมากยังต้องใช้ช่องจ่ายเงินสดทำให้เป็นปัญหาการจราจรของด่าน ชำระเงินแทบทุกแห่ง รองลงมาเป็นปัญหาเรื่องการเก็บค่ามัดจำบัตร Easy Pass จำนวน 1,000 บาทที่แพงเกินไปไม่สมเหตุผลต้นทุนของบัตร รวมถึงปัญหาเงินสำรองขั้นต่ำในการใช้บัตร Easy Pass ที่ต้องมีมูลค่าสูงถึง 200 บาท ประการสุดท้ายหลังจากมีระบบนี้ การทางพิเศษ ฯ ได้ยกเลิก ระบบคูปอง 45 บาท และ 55 บาท ซึ่งใช้แทนเงินสด ทำให้ผู้ใช้ทางต้องเตรียมเงินสดให้พอดี หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเสียเวลารอเงินทอน ทำให้ใช้เวลาหรือล่าช้าเพิ่มขึ้น ซึ่งแทนที่จะค่อย ๆ เลิกใช้ระบบคูปองหลังจากที่รถจำนวนมากติดตั้งระบบอัตโนมัติแล้ว หรือสามารถมีอุปกรณ์บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอและรวดเร็ว หลายคนเปรียบเทียบบัตร Easy Pass กับบัตรรถโดยสารไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน ว่าน่าจะใช้ระบบแม่เหล็กในการอ่านบัตรแบบเดียวกัน ขณะที่บัตรรถไฟฟ้ามีค่ามัดจำบัตรเพียง 30 บาท แต่ บัตร Easy Pass สำหรับติดหน้ากระจกรถราคา 1,000 บาท และบัตรเติมเงิน (Smart pass) มีราคาขั้นต่ำ 200 บาท ก็นับว่าเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคอยู่ดี ขอ ให้คณะกรรมการและผู้ว่าการทางพิเศษ ฯ ปรับปรุงปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นและโปรดให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เป็นลูกค้าชั้นดีโดยไม่ต้องร้องขอ หรือลุกขึ้นมาฟ้องร้อง หรือเห็นว่าขณะนี้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกเพราะโทลเวย์ก็ราคามหาโหด คนประท้วงไม่ขึ้น จะทำอย่างไรก็ได้ หนีเสือปะจระเข้จริง ๆ ขออนุญาตแนะนำให้สมาชิกฉลาดซื้อได้รู้จัก พ.ท. ทวีสิน รักกตัญญู ที่เป็นผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจรในฐานะประธานกรรมการการทางพิเศษ ฯ และคณะกรรมการ ทั้งหมด ได้แก่ นายวินัย วิทวัสการเวช, นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์, น.ส. วลัยรัตน์ ศรีอรุณ, นายภูมิใจ อัตตะนันทน์, พลตำรวจเอก จุมพล มั่นหมาย, นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์, นายอรรถพล ใหญ่สว่าง, นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, พล.ต.ต จักรทิพย์ ชัยจินดา และพ.ท. ทวีสิน รักกตัญญู ฉลาดซื้อขอร่วมแสดงคดีความยินดีกับผู้ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยใช้พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคจำนวน 169 รายในปี รอบ 2 ปี ของการทดสอบการใช้กฎหมายเพื่อการคุ้มครองตนเอง และเพื่อให้ผู้ที่กังวลว่ามีการฟ้องร้องแพทย์มาก ก็อยากให้สบายใจ ว่า เฉพาะของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมีคดีฟ้องร้องโรงพยาบาลเพียง 6 รายเท่านั้น จาก 169 ราย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 112-113 ควันหลงฟุตบอลโลก

ก่อนที่จะชวนคุยเรื่องฟุตบอลโลก สารีและทีมมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคทุกคน ขอขอบพระคุณทุกท่าน และหน่วยงานต่างๆ ที่ให้กำลังใจ การช่วยเหลืออุปกรณ์สำนักงานและการให้ใช้อาคารสำนักงานฟรี ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงอาคารสำนักงานมูลนิธิฯ ที่ได้รับผลกระทบถูกเพลิงไหม้จากเหตุการณ์ชุมนุมและการจลาจลเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการปรับปรุงอาคารไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท  ปัจจุบันมูลนิธิ ฯ ได้รับบริจาคจำนวน 3 ล้านกว่าบาท อาคารหลังนี้ขนาด  1000 ตารางเมตร เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์   ให้มูลนิธิฯ เช่าใช้ประโยชน์ระยะยาว 30 ปี ในราคา 8,000 บาทต่อเดือน โดยการประสานงานของอดีตท่านนายกอานันท์ ปันยารชุน และยังได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยระดมทุนในการปรับปรุงอาคารนี้เมื่อสองปีที่แล้วโดยใช้งบประมาณ 6 ล้านบาททั้งจากการระดมทุนและเงินสะสมของมูลนิธิ ฯไม่น้อยกว่า 17 ปี กำลังใจและการช่วยเหลือที่ได้รับ เป็นทั้งพลังและแรงผลักดันให้มูลนิธิฯ ต้องเดินหน้าอย่างเข้มแข็งและต่อสู้เรื่องคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน หวังว่าในอนาคตจะได้รับการสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน มาถึงเรื่องฟุตบอลโลก สิ่งทำให้ผิดหวังไม่ใช่การแข่งที่ไม่สนุก แต่การใช้สิทธิของเอกชนรุกรานบ้านเรือนที่ดูฟรีทีวีปกติ ทำให้คนไม่น้อยกว่า 1 ล้านครอบครัวที่มีจานดาวเทียมสีดำ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ต้องมีเพราะดูทีวีปกติไม่ได้ ไม่ว่าบ้านอยู่ใกล้ตึกสูง อับสัญญาณ หรืออยู่อาศัยในอาคารชุดที่เขาจัดมีให้บริการ การละเมิดสิทธิผู้บริโภคครั้งนี้ มีเพียงคำอธิบายจากบริษัทอาร์เอส ว่า เป็นข้อตกลงกับฟีฟ่าไว้อย่างนั้น ไม่อย่างนั้นบริษัทจะถูกปรับ ผู้ถูกตัดสัญญาณไม่เคยเห็นสัญญา ไม่เคยรับทราบว่าจะถูกปรับเท่าใด การเสนอข่าวเรื่องนี้มีเพียงสองสามวัน แต่ไม่มีใครถามว่า บริษัทมีสิทธิอะไรในการไปทำสัญญาแล้วทำให้คนไม่น้อยกว่า 1 ล้านครอบครัวเสียเวลา เสียหายต้องซื้อหนวดกุ้งเพื่อดูทีวีและแถมไม่ชัด นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจในการเก็บเงินจากร้านค้า ร้านอาหารที่มีการเปิดฟุตบอลโลกร้านละประมาณ 10,000 บาท ต่อหนึ่งเดือนที่มีฟุตบอลโลก ซึ่งมีเกือบ 2,000 ร้าน ร้านค้าส่วนใหญ่ก็จำยอม จ่ายเงินให้ เพราะไม่ต้องการเกิดปัญหาเรื่องตามจับ ข่มขู่ ทั้งๆ ที่เป็นการเปิดทีวีปกติที่ไม่ใช่เทปซีดีเฉพาะหรือดนตรีเพลงของบริษัทใด แถมยังได้เงินค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดจากแต่ละช่อง ส่วนแบ่งโฆษณาจากฟรีทีวีในช่วงที่ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแต่ละนัดอีกมากมายมหาศาล นี่เป็นเพียงผลประโยชน์เบื้องต้นที่ได้เห็นและบริษัทคุยให้ฟังว่าประมาณ 600 ล้านบาทเท่านั้นเอง เรื่องนี้ถูกตั้งคำถามน้อยมาก และเป็นเหตุให้ไม่ยอมเปิดเผยสัญญาที่ทำไว้กับฟีฟ่า แต่สามารถรุกรานสิทธิของคนเล็กคนน้อยได้เต็มบ้านเต็มเมือง กรณีนี้น่าจะมีการดำเนินการเพื่อเป็นบทเรียนให้กับผู้ที่จะได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในอีก 4 ปีข้างหน้า(ก็อาร์เอสอีกนั่นแหละ) มากๆ  ใครเป็นสมาชิกจานดำ ขอให้ช่วยกันคิดปฏิบัติการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอีกรอบฉลาดซื้อ ฉบับที่แล้วได้เปิดเผยผลการสำรวจการเข้าถึงความรู้กับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ประเทศไทยติดอันดับ 10 ประเทศรั้งท้าย ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 114 หมอเทวดาภาคสอง

หมอเทวดาภาคสอง "หมอไม่อ่านหรือหมอไม่ฟังคนอื่น" คงจำได้ว่าเคยเขียนถึงหมอฮัวโต๋ ซึ่งเป็นหมอคนแรกในประวัติศาสตร์จีนที่ รักษาคนไข้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์วางยาสลบให้กับคนไข้ และพอคนไข้สลบไป หมอฮัวโต๋ก็จะจัดการผ่าตัดทันที นับว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการแพทย์ในปัจจุบันก็ว่าได้ หากเปรียบเทียบหมอฮัวโต๋ กับหมอในเมืองไทย ก็คงเป็นแพทย์แผนปัจจุบันแต่น่าแปลกใจ ที่หมอปัจจุบันถูกทำให้กลัวโดยยังไม่รู้ ความจริง ถูกหลอกให้เชื่อทั้งที่ไม่เป็นความจริง ใครจะคิดว่าเกิดขึ้นกับแพทย์ การคัดค้านเพื่อให้ถอนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขออกจากการพิจารณาของรัฐสภา โดยแนวทางการคัดค้านเริ่มจากการทำให้กลัวว่าจะถูกฟ้อง แม้ว่าโดยหลักการแล้ว การฟ้องร้องทางคดีอาญาจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ ด้วยเป็นสิทธิทางกฎหมายของทุกคน     แต่การค้านเรื่องนี้ก็ไม่สำเร็จ เพราะมาตรา45 กำหนดให้กรณีผู้ให้บริการถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาท หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดศาลสามารถนำข้อเท็จจริงต่างๆ ของจำเลยเกี่ยวกับประวัติพฤติการณ์แห่งคดี มาตรฐานทางวิชาชีพ การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การรู้สำนึกในความผิด การทำสัญญาประนีประนอมตามกฎหมายฯ มาพิจารณาประกอบ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดหรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้  จะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวได้พยายามป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบแต่ด้วยหลักการแก้ปัญหาเชิงบวก ไม่เพ่งโทษที่บุคคลเน้นความร่วมมือ และให้ความช่วยเหลือเยียวยากับผู้ที่เป็นเหยื่อความผิดพลาดของระบบ กฎหมายการชดเชยฯ จะเป็นระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้เสียหายฯ ไม่ว่าผู้ป่วยหรือญาติ หันหน้าเข้าหากัน แทนการเผชิญหน้า เพราะโดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏทั่วไปก็คือ การฟ้องร้องตามกฎหมายเป็นเรื่องที่  ชาวบ้านธรรมดาเข้าถึงได้ยาก "เพราะยุ่งยาก"  "เสียเวลานาน" และ "ได้ไม่คุ้มเสีย" ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ "เน้นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย ไม่เพ่งโทษบุคคลที่เกี่ยวข้อง" และ "ใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นครู" เมื่อใช้การขู่ว่าจะถูกฟ้องไม่สำเร็จ ก็กลับมาใช้เหตุผลองค์ประกอบกรรมการที่ไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพ  "ทั้งที่" มีอยู่ถึง5 คนในร่างกฎหมายมาตรา 7 และจำนวน 2 คนในคณะอนุกรรมการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นในมาตรา 12จากจำนวน 5คนทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข (ดูรายละเอียดกฎหมายได้จาก http://library2.parliament.go.th/giventake/content_hr/d051253-05.pdf) หลังจากนั้นก็บอกว่าควรขยายกลไกการช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ดูแล คนไข้บัตรทอง 47 ล้านคน (ผู้นำกลุ่มนี้เคยใส่ปลอกแขนดำคัดค้านมาตรา 41 เพราะบอกว่าจะฟ้องหมอมากขึ้น แต่ก็พบว่าไม่เป็นจริง) และที่สำคัญต้องเริ่มต้นแก้กฎหมายใหม่เข้าคณะรัฐมนตรี ไปกฤษฎีกาอีกประมาณ 11 เดือน ที่แพทยสภาแพทยสมาคม สมาคมคลินิกเอกชน มีส่วนร่วมมาโดยตลอดเห็นชอบโดยครม.อีกรอบ ก่อนเข้าสภา   "ที่เล่าอย่างนี้" อยากให้ "ช่วยกันคิด" ว่าสาเหตุของเรื่องนี้เป็นเพราะหมอ  "ไม่ทำตามกาลามสูตร ไม่อ่านกฎหมาย" แต่เชื่อจากการ ที่กลุ่มหมอด้วยกัน "เล่าให้ฟัง".... ถูกแพทยสภาที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนหลอกเพราะไม่อยากร่วมจ่าย หรือเต็มใจให้หลอก ผิดหวังเรื่องค่าตอบแทนแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ที่ได้น้อยกว่าโรงพยาบาลชุมชน หรือไม่ฟังคนอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ หรือมาจากสาเหตุทั้งหมดที่พูดมา...

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 111 GMOs Turn Around ผู้บริโภคตัดสินใจอย่างไร

ภาคธุรกิจการเกษตรจากหลายกลุ่ม ได้เข้าพบอดีตนายกอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่ององค์การอิสระสิ่งแวดล้อม เพื่อยื่นหนังสือขอให้พิจารณาถอดถอน โครงการที่ 18 “การทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับวัตถุดิบ การผลิตอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรม (GMO)” ออกจากบัญชีประเภทกิจการที่อาจก่อผลกระทบอย่างรุนแรงตาม ม.67 วรรค 2 แถมขู่ไว้ว่าหากยังไม่มีการถอดถอนหรือ เปลี่ยนแปลงใดๆทางกลุ่มจะดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อศาลปกครองต่อไป ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เห็นจะเป็นว่า หากปล่อยให้ โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับ วัตถุดิบการผลิตอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับ GMO (genetically modified) ไม่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(EIA)และสุขภาพ(HIA) ซึ่งแทนที่จะทำให้เกิดความชัดเจนทั้งสองฝ่าย จะทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งกับเกษตรกร ชุมชน ผู้บริโภค และโอกาสที่โครงการเหล่านี้ จะหลุดลอด ปนเปื้อนกับพืชทั่วไป ย่อมเป็นไปได้ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันมาแล้วกรณีการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอในหลายจังหวัด การอ้างว่า จีเอ็มโอ ปลอดภัย และไม่ต้องศึกษาผลกระทบดูจะฟังไม่ขึ้น เพราะความปลอดภัยของ GMO หากจะเถียงกัน คงจะไม่จบ เพราะยืนคนละมุมชัดเจน ต่างฝ่ายต่างมีข้อมูล บริษัทก็ทำงานวิจัยของตนเอง ถึงแม้จะมีนักวิชาการ (รับจ้าง) รับประกันเรื่องความปลอดภัย ว่าใช้สารเคมีน้อยลง แต่นักวิชาการอีกกลุ่มยืนยันการใช้สารเคมีไม่ลดลง แถมผูกขาดการใช้สารเคมีของบริษัทตนเองอีกต่างหาก ฟังอย่างนี้แล้วผู้บริโภคคงไม่กล้ายอมรับว่าปลอดภัยจริง เพราะทำไมบริษัทใหญ่ ๆ ถึงมีนโยบายไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอในยุโรป นี่ยังไม่นับรวมถึงปัญหาการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ระบบทรัพย์สินทางปัญญา การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังไม่มีใครกล้าตอบเรื่องนี้ แม้แต่ล่าสุดต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา องค์กรผู้บริโภค (Consumers Union) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กดดัน รัฐบาลโอบามาให้ยอมรับหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ  (CODEX) และเรื่องนี้มีคนอเมริกาสนับสนุนมากถึง 110,000 คน http://www.consumersunion.org/pdf/Codex-comm-ltr-0410.pdf.  นอกจากโอกาสในการปนเปื้อนหากไม่ทำการศึกษาให้ดีแล้ว ย่อมส่งผลต่อทางเลือกของผู้บริโภคที่น่าจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ รวมทั้งละเมิดสิทธิในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง และสิทธิในการเลือกซื้อ ทำไมบริษัทธุรกิจการเกษตรเหล่านี้ จึงกลัวการทำ  HIA และ EIA ตามมาตรา 67 วรรค 2 แต่เลือกใช้การล๊อบบี้ จ้างนักวิชาการ มาตรการข่มขู่ หากแน่จริงและคิดว่าทำตามมาตรฐานสากลแล้วจะกลัวอะไรกับการทำ HIA หรือ EIA หรือที่แท้ไม่แน่จริงอย่างราคาคุย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 110 ก้าวให้พ้นความขัดแย้งและผลประโยชน์ทางการเมือง

ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าที่คิด เพราะไม่ว่าใครจะพูดจะเสนออะไรก็จะถูกจับเข้าพวกทั้งฝ่ายตัวเองและอีกฝ่ายโดยไม่สนใจเนื้อหาสาระ ข้อเท็จจริงที่กำลังคุยกัน หรือต่างอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นของตนเอง เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายผู้ติดเชื้อ และเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ได้มีโอกาสเรียกร้องร่วมกันให้กระทรวงสาธารณสุข ปรับปรุงร่างกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายฉบับเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระจากระทรวงสาธารณสุข เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลในสังกัดของตนเองเกือบพันแห่ง วันที่รณรงค์ร่วมกัน ได้มีผู้ร่วมกิจกรรมต่างดึงมือตบและตีนตบออกมาจากระเป๋าของตนเอง สะท้อนความร่วมมือของประชาชนที่พร้อมจะดำเนินการร่วมกันเมื่อเป็นปัญหาของประชาชน เราต่างเชื่อว่า ปัญหาของประชาชนที่แท้จริงไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีแบ่งฝ่าย แต่รอการแก้ไขปัญหา เพราะขณะที่กรุงเทพ ฯ กำลังเลือดตกยางออก จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ปรากฏข่าวชาวบ้านประท้วงการสร้างถนนผ่านที่ทำกิน ปัญหามาบตะพุดยังไม่มีทางออก องค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระยังไม่เกิด ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นทางนโยบายที่เข้มข้นในอดีตของรัฐบาลทักษิณ ปัญหาคอรัปชั่นในปัจจุบัน ปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะของนายทุน การเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนและทำให้รัฐเสียหายมากมายและเป็นภาระผู้บริโภค โอกาสของคนจนในทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การแทรกแซงสื่อ ปัญหาหลายมาตรฐานแม้แต่เรื่องพื้นฐานของประชาชน เช่น การรักษาพยาบาล ต่างเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เป็นต้น แต่เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึก และประชาชนที่เป็นเพียงหมากทางการเมืองอย่างเราต้องอดทนและร่วมมือกันแก้และหาทางออกจากสิ่งเหล่านี้ และอาจจะไม่ได้มาจากคำตอบของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นเพียงวาทะกรรมและการช่วงชิงผลประโยชน์การนำในทางการเมือง และเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองล้วน ๆ ดังนั้นผู้บริโภคต้องเชื่อมั่นในพลังของตนเองที่จะร่วมกันอย่างเข้มแข็งในการปฏิรูประบบและกลไกทางการเมือง ระบบภาษี ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบสวัสดิการทางสังคม ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 109 ถึงเวลามีองค์การอิสระผู้บริโภค

มีโอกาสไปประชุมที่เชียงใหม่ เรื่ององค์การอิสระผู้บริโภค ก้าวใหม่ของประชาชนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีผู้บริโภค แจ้งเบาะแสความร้ายกาจของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ และเอาใบปลิวประกาศของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ มาให้เป็นของขวัญในโอกาสไปร่วมงาน ประกาศของการไฟฟ้าฯ ฉบับนี้ เป็นประกาศเกี่ยวกับกรณีการชำระเงินค่าไฟฟ้าเกินกำหนดระยะเวลาการไฟฟ้า ฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชำระเกินกำหนดตามขนาดมิเตอร์ดังนี้ มิเตอร์แรงต่ำ 1 เฟส จำนวนเงิน   107.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)มิเตอร์แรงต่ำ 3 เฟส จำนวนเงิน  160.50 บาทจึงแจ้งมาเพื่อทราบ ... การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ การประกาศเก็บค่าธรรมเนียม 107-160.50 บาทของการไฟฟ้าสามารถทำได้โดยไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของใคร เพียงแต่ส่งใบปลิวที่เห็นกันบ้างไม่เห็นบ้าง แต่ถือว่าเป็นการแจ้งให้ผู้ใช้ไฟได้รับทราบ ดูจะไม่แตกต่างต่างจากบริษัทดอนเมืองโทลล์เวย์ที่สามารถขึ้นราคาจาก 55 บาท เป็น 85 บาทเกือบ เป็นการขึ้นราคาเกือบ 50% ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากกรมทางหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(หรือหน่วยงานต่าง ๆ ) จะประกาศบังคับใช้อะไรก็ได้ โดยไม่มีกระบวนการรับฟังความเห็น และไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 61 ได้รับรองสิทธิเรื่องนี้ไว้ให้มีองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อนโยบาย กฎหมาย กฎ และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภคของหน่วยงาน เพื่อให้ทุกคนร่วมกันเคารพสิทธิผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญ ขอถือโอกาสชักชวนให้สมาชิกและผู้อ่านนิตยสารฉลาดซื้อ ช่วยกันโทรศัพท์สายตรง ส่งเสียงถึงผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายอดิศร เกียรติโชควิวัฒน์  (0-2589-3439) หรือจดหมาย โทรสารคัดค้านการออกประกาศฉบับนี้ (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เลขที่ 200 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ 10900 เบอร์โทรศัพท์ 02 589 0100-1 PEA callcenter 1129 /โทรสาร 02 589 4850-1) เพื่อแจ้งผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าควรทำหน้าที่ของตนเองไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้สำนักงานการไฟฟ้าจังหวัดต่างๆ ออกประกาศที่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค เนื่องจาก สคบ. บังคับการไฟฟ้าให้แจ้งผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 7 วันหากจะตัดไฟฟ้า แต่เมื่อมีประกาศฉบับนี้หากเลยกำหนดจ่ายเงินก็จะได้เงินค่าปรับทันที โดยไม่ต้องแจ้งผู้บริโภคตามข้อบังคับของ สคบ. นอกจากนี้ควรแจ้งผู้ว่าการไฟฟ้าฯ ควรปรับปรุงการสนับสนุนการจ่ายค่าบริการการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่สนับสนุนค่าบริการเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าที่จ่ายโดยหักบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต (แถมได้ลด 1.5 %) แต่ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ต้องรับภาระจ่ายค่าบริการ ณ จุดบริการชำระเงินและบางครั้งมากกว่าค่าไฟฟ้า หากรวมค่ารถโดยสาร ค่าเดินทางที่จะต้องมาจ่ายค่าไฟฟ้ากันในปัจจุบันจากเดิมที่มีบุคลากรจากการไฟฟ้าไปเก็บค่าไฟฟ้าถึงบ้าน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 108 ถึงเวลาแพทยสภาต้องมีคนนอก

ฟังเหตุผลของแพทยสภาที่รับรองหลักสูตรแพทยศาสตร์ ภาษาอังกฤษ อย่างเป็นเอกฉันท์โดยเห็นว่าเป็นหลักสูตรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบต่อการผลิตแพทย์ในหลักสูตรปกติ แล้วชวนให้หงุดหงิด เพราะไม่ว่าใช้สมองด้านไหนคิดก็จะต้องยอมรับว่ากระทบต่อการผลิตแพทย์ในหลักสูตรปกติแน่นอน เพราะอาจารย์หมอไม่ได้เพิ่มขึ้น ทุกอย่างเท่าเดิม แต่มีคนเรียนมากขึ้นแถมยังกำหนดให้ได้เรียนกับอาจารย์ตั้งแต่ระดับรองศาสตราจารย์ขึ้นไป นอกเหนือแน่ๆ คือคนที่เรียนต้องรวยเท่านั้น เพราะใช้เงินไม่น้อยกว่า 7 ล้านบาทในการเรียนแพทย์หลักสูตรนี้ ดังเหตุผลของอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขที่เขียนอีเมล์มาหาในเรื่องนี้ว่า “แม้แต่หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ ก็ทำให้ลูกคนรวยได้เปรียบคนอื่นมากขึ้นไปอีก เพราะคนรวยเท่านั้นที่จะเรียน รร.อินเตอร์ได้ พอมาสอบเข้าเรียนแพทย์ก็ไม่ต้องแข่งกันมากเหมือนหลักสูตรตามปกติเหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ ที่เปิดไปแล้ว แม้จะระบุว่าต้องใช้ทุน เป็นคนไทย แต่ไม่ทราบหรือว่าตอนเรียนเสียค่าใช้จ่ายเป็นล้านต่อปี จะยอมใช้ทุนอีกสี่แสนนั้นเรื่องเล็กไม่ใช่หรือ หลังจากนั้นก็ไปทำงานรพ.เอกชนเพื่อโกยเงินต่อไป ทำเป็นไม่รู้หรือเปล่า แล้วภายหน้าไม่ทำให้แพทย์มีสองกลุ่ม คือแพทย์ลูกคนรวยและแพทย์ทั่วไป จะบอกว่าไม่ทำให้การผลิตแพทย์ปกติถูกกระทบก็ไม่น่าเชื่อ เพราะอาจารย์แพทย์มีจำกัด” แถมต่อท้ายมาว่า “ไม่อยากพูดเรื่องนี้อีกแล้ว” ต้องถามว่า แพทยสภาไม่รู้จริงหรือแกล้งไม่รู้แต่หากเป็นสำนวนของศาลก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่แพทยสภาต้องรู้หรือควรรู้ แต่หากพิจารณารูปตอนแถลงข่าวเรื่องนี้ก็จะไม่แปลกใจ เพราะในนั้นมีเพียงสองคนจากจำนวนเก้าคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ผู้บริหารหรือมีหุ้นจำนวนมากในโรงพยาบาลเอกชน ทำให้สัดส่วนกรรมการแพทยสภาในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการมีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ไปเป็นกรรมการมากขึ้น เช่น ประเทศนิวซีแลนด์แคนาดา อินโดนีเซีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย ไอซ์แลนด์ มาลาวี และประเทศอังกฤษ มีบุคคลภายนอกมากถึง 50% เช่นเดียวกับสิงคโปร์ เพราะการตัดสินใจของแพทยสภา เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสังคมกระทบต่อสาธารณะ เกี่ยวข้องกับบริการสาธารณสุขที่เป็นบริการจำเป็นพื้นฐานของทุกคน ดังนั้นจึงต้องโปร่งใส มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง และมีผู้มีส่วนได้เสียร่วมพิจารณา เพราะการผลิตแพทย์หลักสูตรภาษาอังกฤษนี้ หากพูดกันใช้ชัดๆก็เหมือนการเตรียมการตอบสนองโรงพยาบาลเอกชนที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของอาเซียน(Medical Hub) นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 107 ขออภัยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

คณะบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ ขอขอบคุณสมาชิกที่ท้วงติงมาด้วยมิตรภาพ ถึงบทความที่กระทบต่อสิทธิผู้ป่วยในฉลาดซื้อฉบับที่ผ่านมา การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ คงจำกันได้ เมื่อแพทยสภาออกมาตรการให้แพทย์สามารถปฏิเสธไม่ดูแลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน ฉลาดซื้อได้มีส่วนร่วมในการคัดค้าน เพราะเราเห็นว่า สิทธิผู้ป่วย ที่เป็นผู้บริโภค เป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรให้การเคารพ คณะบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อและผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราขอแสดงความรับผิดชอบและขออภัยผู้อ่านทุกท่าน ทั้งนี้ผู้เขียนได้ตัดสินใจยุติการเขีย­­­­­­นบทความในนิตยสารฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ ขอขอบคุณสมาชิกที่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของนิตยสารด้วยกัน   บรรณาธิการ

อ่านเพิ่มเติม >