ฉบับที่ 151 ใช้ประเด็น หาทางออกปัญหาบ้านเมืองร่วมกัน

การชุมนุมของกลุ่มผู้ป่วย กลุ่มเกษตรกร เครือข่ายงดเหล้า กลุ่มผู้บริโภค ภาคประชาสังคมและกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ วอชช์) ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายนที่ผ่านมา ถือว่า ประสบความสำเร็จ ในการสร้างความตื่นตัวและการรับรู้ของสาธารณะเรื่องเขตการค้าเสรี และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ว่า ผลต่องบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพ ที่จะต้องจ่ายค่ายาแพงขึ้น ยาแพงขึ้นเพราะผูกขาดข้อมูลยา และผลกระทบต่อเกษตรกรเพราะผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ทำให้เสียหายมากถึง 189,000 -252,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้มากกว่า การนำเสนอมูลค่าความเสียหายและผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภคที่ต้องใช้ยา คือความเข้าใจของกลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมือง สะท้อนได้จากคำให้สัมภาษณ์ของดาบชิต หรือพิชิต ตามูล ในประชาไทออนไลน์ ที่มองการเคลื่อนไหวของประชาชน ว่า “....มองว่าทุกรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องเพื่อไทย ผิด เราต้องท้วงติง ถูก เราก็สนับสนุนพรรคไหนก็ได้ที่มาบริหารประเทศ ทุกรัฐบาลในนามของคนเสื้อแดง หรือเสื้อสีไหนก็ตาม หรือใครก็ตาม ถ้าเราเน้นเรื่องประชาธิปไตย ใครก็ตามมันต้องตรวจสอบได้...” เพราะก่อนหน้านั้น การชุมนุมจับตาการเจรจาเอฟทีเอ กังวลความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ เพราะเคยเกิดกรณีการเคลื่อนไหวต่อต้านการจัดกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุมผู้นำเรื่องน้ำโลก หรือการปะทะกับกลุ่มหน้ากากขาว ในช่วงเดือนมิถุนายน   หรือมุมมองที่ว่า “...ส่วนตัวก็มองว่า หนึ่ง ประโยชน์ร่วมเกิดกับชุมชนไหม ในการขับเคลื่อนแต่ละเรื่อง อย่างชาวนา ออกมาเรียกร้องเรื่องจำนำข้าวคราวที่แล้ว เราเห็นด้วย เราก็ไป เรื่องไหนที่ว่าเราไม่เห็นด้วย ก็แค่ว่าเราไม่ไปแค่นั้นเอง ถามว่าจะไปขัดขวางเขาไหม ก็ไม่ การเคลื่อนไหวทุกเรื่องเกี่ยวกับมวลชน คำว่าประชาธิปไตยที่เราพูดกัน มันต้องมีพื้นที่ให้ในการแสดงออกของทุกกลุ่ม ไม่ว่ากลุ่มทำมาหากิน กลุ่มเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ มันต้องมีพื้นที่ให้เขา เพื่อที่จะสื่อถึงรัฐบาลให้ได้ ถามว่าให้เขาไปนั่งเรียกร้องอยู่ในบ้าน ก็คงไม่มีใครได้ยิน...” ประเด็นเขตการค้าเสรี ที่เรามีการดำเนินการกลับหลายประเทศ ไม่ว่ากับสหภายุโรป สหรัฐอเมริกาในรูปแบบทีพีพี(TPP) คงเป็นรูปธรรมนึงที่จะสามารถใช้ทำความเข้าใจต่อสาธารณะทุกกลุ่ม และหากความเข้าใจของสาธารณะมากพอก็จะทำให้สามารถหยุดการเจรจาที่ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อระบบสุขภาพความมั่นคงด้านอาหารระยะยาวของประเทศได้ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยากหากทุกฝ่ายยังมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องสภาผู้แทนราษฎรที่เราต้องให้อำนาจในการเจรจา เรื่องสี เราไม่ต้องไปยุ่ง เราไม่เกี่ยว พวกนี้ล้มรัฐบาล แต่จะเป็นประโยชน์มากกับความขัดแย้งในสังคมไทย หากทุกฝ่าย ใช้ประโยชน์ ใช้ประเด็นจากปัญหาความทุกข์ของคนหาทางออกของสังคมในปัจจุบันที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะกรณีการขึ้นราคา LPG การสร้างเขื่อนแม่วงศ์ ประเด็นเล็กๆ เหล่านี้ อาจจะทำให้เราสามารถออกจากปัญหาความขัดแย้งที่มียาวนานกว่า 7 ปี ที่ติดกรอบ ติดหล่ม ติดรูปแบบเดียวในการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน และถึงตอนนั้น เราจะได้ช่วยกันทำให้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของมหาชน  ในการเปิดเผยข้อมูล กล้านำเสนอเรื่องราว เปิดเผยความจริง ไม่ว่าของใคร ทำให้สังคมได้เรียนรู้ ถกเถียง แม้จะชอบ ไม่ชอบ และแก้ปัญหาไปพร้อมกัน แทนสังคมที่จะก้าวไปสู่การใช้พวกพ้อง ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจผูกขาด ธุรกิจข้ามชาติ ที่นำสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 150 สองเด้งที่ไม่มีเหตุผลและผู้บริโภคยอมไม่ได้

เด้งที่หนึ่ง การขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในวันที่ 1 กันยายนนี้  เพิ่มทุกเดือน  เดือนละ 50 สตางค์ หรือ 6 บาท จะทำให้ราคาก๊าซจากถังละ 300 บาทที่ซื้อตามบ้านในปัจจุบัน จะกลายเป็น 400 บาทในที่สุด เด้งที่สอง การขึ้นราคาทางด่วนเพิ่มอีก 5 บาท เป็น 50 บาทในวันที่ 5 กันยายน นี้ ทางออกในการสร้างความเป็นธรรมของกรณีก๊าซแอลพีจี (LPG) ง่ายมาก เพียงจัดการเก็บเงินจากธุรกิจปิโตรเคมีเข้ากองทุนน้ำมันในอัตรา 12.55 บาทต่อกิโลกรัมเช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะปัจจุบันธุรกิจปิโตรเคมีจ่ายเพียง 1 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้กองทุนน้ำมัน ฯ มีเงินเพิ่มขึ้นถึงปีละ 30,000 ล้านบาท หากคิดจากปริมาณการใช้ในปี 2555 และจะทำให้หนี้กองทุนน้ำมันฯ หมดไป ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี อีกทั้งสามารถยุติการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากผู้ใช้น้ำมันได้อีกด้วย ทางออกที่สอง ปรับลดอัตราค่าผ่านท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ค่าผ่านท่อในปัจจุบันคำนวณมาจากเกณฑ์ที่กำหนดให้ ปตท. ได้รับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในการวางท่อ (IRROE) สูงเกินไปถึงร้อยละ 18 สำหรับท่อเก่าซึ่งกำหนดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และร้อยละ12.5 สำหรับท่อใหม่ที่กำหนดขึ้นมาในปี พ.ศ.  2551 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ได้ลดลงมากจากร้อยละ 10 ในปี พ.ศ. 2539  เป็นเพียงร้อยละ1.2 ในปี พ.ศ. 2555 และการลงทุนในการวางท่อของ ปตท. ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพราะผูกขาดกิจการขนส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในประเทศ   ทางออกที่สามกำหนดราคาเนื้อก๊าซที่จำหน่ายให้กับผู้ซื้อทุกรายเป็นอัตราเดียวกัน  ในปัจจุบันมีการเลือกปฎิบัติในการกำหนดราคาเนื้อก๊าซ  โดยมีการจำหน่ายก๊าซจากอ่าวไทยให้แก่โรงแยกก๊าซของ ปตท. ในอัตรา 220 บาท/ล้านบีทียู ในขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และ ผู้บริโภคต้องซื้อก๊าซจากพม่าในราคา 274 บาท/ล้านบีทียู ซึ่งสูงกว่าราคาเนื้อก๊าซจากอ่าวไทยประมาณร้อยละ 25  ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นสมบัติของประชาชนไทยทุกคน  จึงไม่ควรที่จะให้อภิสิทธิแก่กลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง  หากมีการนำราคาเนื้อก๊าซจากทั้งสองแห่งมาเฉลี่ย  ราคาจำหน่ายปลีกของก๊าซที่ผู้บริโภคต้องแบกรับจะลดลง ส่วนเรื่องค่าผ่านทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาได้โดยใช้เงื่อนไขสัญญา ข้อที่  12.2 ซึ่งบริษัทบีอีซีแอล มีหน้าที่ ในการทำให้การจราจรไหลเวียนได้อย่างสะดวกและปลอดภัย   ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่บริษัททำไม่ได้จากจำนวนรถที่มีมากกว่าล้านเที่ยวต่อวัน  หรือการทางพิเศษจะลดผลตอบแทนของตนเองที่มีเพิ่มขึ้นทุกปี หรือลดโบนัสของพนักงานลงบ้างคงเป็นไร เราต้องพลังผู้บริโภคและเสียงจากสื่อมวลชนสนับสนุน //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 149 ผู้บริโภคมีพลังไม่น้อยกว่าองค์กรผู้บริโภค

สมาชิกฉลาดซื้อ หรือแฟนพันธุ์แท้มูลนิธิคงไม่ประหลาดใจที่เราเปิดเผยข้อมูลการทดสอบเรื่องข้าวสารถุงเพราะเป็นเรื่องปกติในการทำหน้าที่ของมูลนิธิที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง  และการยืนยันไม่เปิดเผยห้องทดลองก็ถือเป็นเรื่องปกติอีกเช่นกัน แถมครั้งนี้ห้องทดลองแอบกระซิบบอกว่า ขนาดเราไม่บอกชื่อเขายังแย่ แต่สิ่งที่รับไม่ได้ คงเป็นท่าทีของหน่วยงานที่ต่างออกมาดูถูกดูแคลนว่ามูลนิธิทั้งสองทดสอบหลังบ้านบ้าง หรือการออกมาอ้างว่าไม่ต้องกังวลถึงแม้เกินก็สามารถล้างให้ออกได้หรือหุงก็หายไปแล้ว  แต่การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการตรวจพบอินออร์แกนนิกส์เมธิลโบรไมล์ในระดับโมเลกุลไม่ใช่ที่เปลือกข้าวสารและที่สำคัญมาตรฐานตกค้างของเมธิลโบรไมด์ ที่ตั้งไว้ 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเป็นมาตรฐานข้าวสารไม่ใช่มาตรฐานของข้าวที่หุงเสร็จแล้ว  การตรวจสอบสินค้าและเผยแพร่เพื่อการตอบสนองต่อสิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นแนวทางการทำงานขององค์กรผู้บริโภคมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่โด่งดังจากการนำรถยนต์ทดสอบด้วยกันชนแล้วดำเนินการเปิดเผยว่า ยี่ห้อไหนชนแล้วคนที่นั่งในรถยังปลอดภัย  หรือคนในประเทศอังกฤษรู้จักองค์กรผู้บริโภคที่อังกฤษ(Consumers Association)  ผ่านการทดสอบเครื่องซักผ้า จนทำให้องค์กรผู้บริโภคต้องออกแบบสปอตโฆษณาที่สร้างความฮือฮามาก ว่า “WHICH?...ไม่ใช่แค่เครื่องซักผ้า”นิตยสาร WHICH? เป็นของสมาคมผู้บริโภคอังกฤษ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่าหนึ่งล้านคน ถือเป็นองค์กรผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา มีเจ้าหน้าที่ทำงานไม่น้อยกว่า 400 คน Which? เชื่อว่า จะต้องสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีพลังไม่น้อยกว่าองค์กรผู้บริโภค ในการลุกขึ้นมาจัดการปัญหาในชีวิตประจำวัน  นิตยสารฉบับนี้มีการทดสอบผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 2,600 ชิ้นต่อปี มีการผลิตคู่มือ และนิตยสารเฉพาะด้าน เช่น การทำสวน การเงิน สุขภาพ เป็นต้น และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนมาก นิตยสารฉลาดซื้อก็มีเป้าหมายและความคาดหวังที่ไม่แตกต่างกัน เพื่อความเป็นอิสระในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคและพลังของผู้บริโภคในการกำหนดแบบแผนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการ หวังว่าจะช่วยกันสนับสนุนให้ทุกคนเป็นผู้บริโภคที่มีพลังไม่น้อยไปกว่าองค์กรผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 148 บริการ 10 โต๊ะ

จั่วหัวแบบนี้อย่าเข้าใจผิดว่า กำลังจะคุยเรื่องคุณภาพอาหารโต๊ะจีน หรือมูลนิธิจะระดมทุนด้วยการจัดโต๊ะจีนเพื่อหางบประมาณในการสนับสนุนการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค หากเดาก็คงผิด บริการ 12 โต๊ะ เริ่มต้นจากโต๊ะที่ 1  ฝ่ายประชาสัมพันธ์ขององค์กรที่ใครไปใครมาต้องเข้าไปสอบถามว่าหากจะมารับเงินคืนจะต้องทำอย่างไร โต๊ะนี้ก็ให้คำแนะนำว่า คุณต้องเขียนคำร้อง เขียนคำร้องเสร็จแล้วไปโต๊ะที่สอง โต๊ะนี้ใช้เวลาไม่มากขึ้นอยู่กับความฉลาดว่าจะเข้าใจแบบคำร้องในช่องต่างๆ ที่จะต้องเขียนหรือไม่ โต๊ะนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้บริโภค โต๊ะที่ 2 ยื่นคำร้องของโต๊ะที่ 1 ในตระกร้า เจ้าหน้าที่บอกว่าให้รอก่อน รอเรียกชื่อ นั่งรอ รับโทรศัพท์รอ อ่านอีเมล์ ดูเฟสบุกส์ อ่านไลน์ ไปหลายรอบประมาณ 20 นาที สุดท้ายก็ได้แฟ้มข้อมูลของตัวเอง เจ้าหน้าที่บอกไปโต๊ะที่ 3 ไปพบนิติกรชั้นสอง โต๊ะที่ 3 ไม่ต้องรอ เจ้าหน้าที่เพียงชี้ไปพบนิติกร นิติกรเปิดแฟ้ม เซ็นต์รับรองบนเอกสารในหน้าแรก และบอกว่าไปโต๊ะที่ 4 เพื่อคิดเงินว่าต้องคืนเท่าไหร่(โต๊ะนี้อยู่ชั้น 1)   โต๊ะที่ 4 รับเอกสารแล้วบอกให้นั่งรอจะเรียกชื่อ เอกสารถูกส่งไปโต๊ะที่ 5 คราวนี้โต๊ะนี้มีเรื่องสนุกหลายอย่าง หลังจากใช้เวลาไปประมาณ 30 นาทีก็ชะโงกหน้าเข้าไปถามว่าคิดเงินเสร็จแล้วยัง เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ก็ตะโกนว่า เอ๊า...ใครคิดเงินของคุณสารี ก็เห็นว่ามีคนยกมือ พร้อมน้องที่ตะโกนให้กำลังใจว่าเขากำลังคิดอยู่ รอหน่อยนะ ได้ยินคำตอบดังนั้นก็สบายใจนั่งรอ ใช้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านประกาศทุกอย่างของสำนักงาน เดินนับคนที่ใช้บริการในสำนักงานนี้ รอไปอีกจนประมาณ 11.15 น. ก็ทำหน้าใหม่เดินเข้าไปอีกรอบพร้อมบอกเจ้าหน้าที่ที่นั่งโต๊ะที่  6  อีกคนด้วยเสียงเบาว่า ต้องไปประชุมไม่รู้คิดเงินเสร็จแล้วยัง อ้าว ! คุณยื่นให้ใคร คุณยื่นแล้วเหรอ ใครคิดเงิน ตอนนี้เงียบ ไม่มียกมือ จะทำยังไงหลักฐานก็ไม่มี น้องที่ช่วยตะโกนก็ไม่ช่วยซะแล้ว ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ใกล้กัน เลยเปลี่ยนเสียงที่เบาเป็นบอกว่าทำไมคุณไม่มีระบบได้ขนาดนี้ขอพบผู้บริหารหน่อย เขาบอกว่าผู้บริหารไปประชุม สุดท้ายหลังจากเถียงอยู่นานก็พบว่าแฟ้มถูกเอาไปวางไว้เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรที่โต๊ะที่ 7 ก็มีเจ้าหน้าที่นำไปคิดเงินให้ ใช้เวลาคิดเงินจริงๆ ไม่ถึง 3 นาที หลังจากคิดเสร็จ ส่งโต๊ะที่ 8 เจ้าหน้าที่บอกให้เขียนคำร้องขอรับเงิน และเอาไปให้นิติกรที่ชั้นสอง (โต๊ะที่ 9) เพื่อรับรองว่าต้องจ่ายเงินตามที่คิดเงินแล้วพี่ลงไปรับตังค์ที่โต๊ะที่ 10 นะ ชั้น 1 ลงมาชั้น 1 เขาบอกเซ็นรับเช็ค 2,398 บาท เงินที่เหลือจากการดำเนินการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โต๊ะที่ 10 ได้ปะทะสังสรรค์อีกเล็กน้อย ว่า เอ๊ะทั้งหมด 9 โต๊ะทำไมไม่ให้อยู่โต๊ะเดียว เขาบอกอย่างนี้แหละพี่ต้องทำใจระบบราชการ ลองเดากันเข้ามาว่าบริการ 10 โต๊ะที่เล่าสู่กันฟังเป็นของหน่วยงานใดที่ห่วยได้ใจขนาดนี้  ใครทายถูกรับบัตรกู่เจิงไปชมฟรี 1 ใบราคา 1,000 บาท และหากใครไม่ได้บัตรฟรีก็รบกวนช่วยสนับสนุนคอนเสิร์ตจันทร์กลางฟ้าทิพยสังคีตเครื่องสายจีน บรรเลงโดยนักดนตรีฝีมือชั้นครู อาจารย์หลี่หยางและอาจารย์หลี่ฮุยที่กรุณาจัดคอนเสิร์ตระดมทุนให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในวันที่ 5-8 สิงหาคมนี้ เวลา 19.30 น. ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอเล็ก)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 147 441 บาท บทเรียนชีวิต

ข่าวการเสียชีวิตของพี่น้องสองคนที่จังหวัดพิษณุโลกเนื่องจากแม่ค้างค่าไฟฟ้า 441บาท ได้เกิดผลสะเทือนกับหลายคน ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายยกเว้นค่าไฟให้กับคนที่ใช้ไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน และไม่ใช่ครัวเรือน ที่ใช้ไฟในการประกอบธุรกิจการค้า แต่นโยบายเหล่านี้มีเพียงมาตรการยึดตัวเลขการใช้ไฟขั้นต่ำแทนที่จะพิจารณาการใช้ไฟฟ้าของผู้มีรายได้น้อยอย่างจริงจัง เห็นได้จากเมื่อไม่มีเงินชำระค่าไฟก็ถูกตัดไฟ จนต้องใช้เทียนไขอ่านหนังสือจนเป็นเหตุถึงแก่ชีวิตของเด็กประถมและมัธยมสองคน ปกติการไฟฟ้ากำหนดให้ชำระค่าไฟฟ้าภายใน 7 วัน หากรวมวันในการแจ้งเตือนอีก 3 วันเป็น 10 วัน ตามที่ สคบ.กำหนดไว้ สามารถยืดเวลาอีก 3 วัน รวมระยะเวลา 13 วัน   จากการข้อมูลของหัวหน้าแผนกบัญชีและประเมินผล(ฝ่ายตัดกระแสไฟฟ้า) กล่าวว่า พนักงานของบริษัทที่ประมูลงานตัดกระแสไฟฟ้า ไม่ได้ไปเตือน ทั้งๆที่มีเงื่อนไขว่า การงดจ่ายไฟจะต้องให้ผู้ใช้บริการรับทราบก่อน แม้ว่า พนักงานจะได้รับค่าตัดรายละ 40 บาทก็ตาม หากเจ้าของบ้านไม่ยินยอม สามารถเรียกหนังสือคำร้องขอผ่อนผันไปอีก 1 วัน เพื่องดจ่ายไฟฟ้าก็ได้ และนำหลักฐานดังกล่าว มาแสดงต่อการไฟฟ้า กรณีหลังนี้บริษัทเอกชนจะได้รับเงินเพียง 20 บาทต่อราย การกำหนดให้บริษัทเอกชน ที่รับเหมาประมูลจากการไฟฟ้า มีรายได้ที่สูงกว่าจากการตัดไฟรายละ 40 บาทต่อหลัง มากกว่าการยื่นเอกสารผ่อนผันชำระหนี้ เพียง 20 บาทต่อหลัง ย่อมจูงใจให้เกิดการตัดกระแสไฟฟ้ากับผู้ที่ค้างชำระทันที แทนการผ่อนผัน สิทธิที่จะได้รับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต(THE RIGHT TO ACCESS) อันได้แก่ อาหาร น้ำ ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษาในระดับสากล ถือเป็นสิทธิผู้บริโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญทำให้บางประเทศ เช่นประเทศฝรั่งเศส มีการออกกฎหมายห้ามตัดน้ำตัดไฟ เพราะถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค การค้างชำระค่าไฟฟ้าให้ดำเนินการทวงหนี้เช่นเดียวกับหนี้ทางแพ่งทั่วไป การยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีนี้ เห็นทีจะต้องช่วยกันผลักดันให้ยกเลิกมาตรการตัดไฟฟ้า ย่อมจะป้องกันปัญหาและป้องกันความเสียหายที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต หรือมีการคิดดอกเบี้ยกับลูกค้าที่ไม่พร้อมชำระ อาจผ่อนชำระ 6 เดือนจึงค่อยตัดไฟฟ้า หวังว่าคณะกรรมการการไฟฟ้าภูมิภาค คณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง ที่รับผิดชอบให้บริการไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จะหาแนวทางหรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะมีมาตรการเรื่องนี้อย่างชัดเจนนอกเหนือจากการยกเลิก 107 บาทในกรณีที่ไม่ได้มีการตัดไฟ ไม่สามารถเก็บได้ ขออนุญาตแจ้งข่าวสมาชิกฉลาดซื้อและผู้อ่านทุกท่าน เดือนสิงหาคมนี้จะมีการจัดคอนเสิร์ต ‘เบิกอรุณ : ทิพยสังคีตเครื่องสายจีน’ โดยจะจัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หอประชุมเล็ก  ในค่ำวันจันทร์ที่ 5 ถึงวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม ศกนี้ เวลา 19.30 น. รวม 4 คืน 4 รอบ  รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด  มอบให้แก่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 146 มุขเดิมๆ แบ่งแยกแล้วปกครอง

  นับเป็นปรากฏการณ์หลายครั้งของการเคลื่อนไหวรณรงค์ของกลุ่มองค์กรผู้บริโภค หลังจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ยื่นหนังสือ กสทช. เรียกร้องให้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ทบทวนมติที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการ กำหนดวันหมดอายุบัตรเติมเงินได้ใหม่เป็นเวลา 30 วัน เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มผู้บริโภคในนามสมาพันธ์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคแห่งประเทศไทย มาให้กำลังใจและขอบคุณที่กทค.กำหนดวันหมดอายุ 30 วัน ถือว่าเหมาะสมแล้ว และได้ทำเช่นเดียวกันกับการคัดค้านเงื่อนไขการประมูลระบบ 3 จีเมื่อปีที่แล้ว   หรืออีกกรณีที่บริษัทปตท. ให้สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย รับจัดเวทีชำแหละราคาพลังงานไทย 4 ภูมิภาค ครั้ง 1 อุดรธานี ครั้งที่ 2 เชียงราย ครั้งที่ 3 หาดใหญ่ และครั้งที่ 4 กทม. เกิดขึ้นหลังจากการให้ข้อมูลในสังคมออนไลน์และรณรงค์อย่างต่อเนื่องด้วยการขี่จักรยานไม่ให้ขึ้นราคาก๊าซ LPG ของกรรมาธิการธรรมาภิบาล ฯ วุฒิสภา กลุ่มกูสู้โกง และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงโครงสร้างราคาก๊าซในประเทศให้เป็นธรรมกับผู้บริโภคและหยุดสนับสนุนธุรกิจปิโตรเคมี   แม้แต่เรื่องใกล้ตัวอีกเรื่องการห้ามใช้แร่ใยหินในประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรี ที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีความพยายามให้ทำงานวิจัยใหม่ว่าแร่ใยหินไม่เป็นอันตราย หรือท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการทบทวนมติของตนเองว่ายังไม่มีหลักฐานการตายของคนในประเทศไทย   คิดในแง่ดีคงเป็นเพราะกลุ่มผู้บริโภค นักวิชาการ หรือกลุ่มต่างๆ ทำงานเรื่องนั้นได้ประสบความสำเร็จ จนยากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะคัดค้านหรือตอบข้อเท็จจริงให้สังคมคลายข้อสงสัยหรืออธิบายให้สาธารณะเข้าใจ แต่ง่ายกว่าที่จะเอากลุ่มผู้บริโภค(ที่ไม่ได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง) จัดม็อบสนับสนุนถือช่อดอกไม้หรือป้ายชมเชยว่า ไม่ได้มีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเดียว   เหมือนกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ประสบความสำเร็จมาแล้วในการใช้ยุทธศาสตร์แยกมวลชนที่คัดค้านและสนับสนุน ทำให้สามารถทำโครงการขนาดใหญ่ การสร้างเขื่อน หรือจัดการความขัดแย้งอีกจำนวนมากในสังคมไทย   ช่วยกันรณรงค์ให้ใช้หลักฐานหรือ Evidence หรือข้อมูลในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาของบ้านเมือง ไม่ใช่ป้ายสีป้ายกลุ่ม ยึดถือข้อมูล ยึดถือความจริง ยึดถือความถูกต้อง เพื่อกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ   แต่ท่ามกลางความสับสนหรือนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว จนละเลยการมีกระบวนการที่ดี การมีตัวแทนผู้บริโภคในการให้ความเห็น การมีส่วนร่วมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค(มาตรา 61) เวลานี้ ผู้บริโภคเป็นกำลังสำคัญในการคุ้มครองตนเอง การใช้สิทธิ การยึดหลักป้องกันไว้ก่อน เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 145 ยุคมือถือ 100 ล้านเลขหมาย

  ช่วงวันสิทธิผู้บริโภคสากลในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่มุ่งหวังให้สร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคเดี๋ยวนี้  กลับได้รับรู้ความทุกข์ยากของผู้คนที่ไม่ควรมีและควรจะหมดไปในยุคที่เรามีมือถือใช้กันมากถึง 100 ล้านเลขหมาย ภาพชายหนุ่มพิการต้องหอบเครื่องนอนเท่าที่จำเป็นแบบพอเพียง มานอนค้างโรงพยาบาลด้วยเหตุที่โรงพยาบาลเริ่มแจกบัตรคิวพบแพทย์ตั้งแต่ตี 5 หากไม่มานอนค้างก็อาจจะไม่ได้พบแพทย์ในวันนั้น ทำให้นึกย้อนไปในยุค 2525 ที่ต้องจองคิวโรงพยาบาลด้วยรองเท้าและหลายแห่งยังต้องทำแบบนั้นในปัจจุบัน หรือแม้แต่มีธุรกิจหอพักเพื่อให้ผู้ป่วยมาเช่านอนก่อนพบแพทย์ในบางจังหวัดของภาคอีสาน   ทำให้นึกย้อนไปถึงเรื่องหนึ่งที่คนไข้ของอำเภอกระบุรี ต้องนั่งรถสองแถวไปประมาณ 50 กิโลเมตรเพื่อไปพบหมอตาในจังหวัด แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็ได้รับการแจ้งว่า จำนวนผู้ป่วยตรวจตา 50 คนวันนี้เต็มแล้ว คิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจหาที่นอนในจังหวัดระนองถึงแม้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายหากไม่มีญาติ แถมต้องมีเงินค่าโรงแรม   ทั้งสองเรื่องกำลังเกิดในยุคที่เรามีโทรศัพท์มือถือ 100 ล้านเลขหมาย การนัดพบแพทย์เป็นการบริหารจัดการที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญมาก สามารถยกหูจ่ายขั้นต่ำนาทีละ 99 สตางค์หากได้คุยคงไม่เกิน 3 บาทก็สามารถนัดไปพบแพทย์ได้เลย แล้วทำไมกลไกการนัดเพื่อพบแพทย์จึงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้   หรือแม้แต่การใช้โทรคมนาคมเพื่อสอบถามข้อมูลผู้เชี่ยวชาญผู้ประกอบวิชาชีพ ว่าอาการที่เป็นจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลหรือไม่ หากจำเป็นก็นัดพบแพทย์เลย แต่หากไม่จำเป็นก็ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนว่าจะต้องจัดการชีวิต ดูแลตัวเอง อย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา และหากมีอาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล ทำเพียงการสื่อสารเท่านี้ก็จะลดจำนวนคนไปโรงพยาบาลได้อีกมากไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 เพราะคนส่วนใหญ่ไปโรงพยาบาลจากโรคที่รักษาตนเองได้ เห็นอย่างนี้แล้วอยากให้ชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพ หรือแพทยสภา ลุกมาทำเรื่องนี้เพราะการปกป้องแพทย์ ควรช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรให้แพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพทำงานน้อยลง ทำให้คนไข้ไปโรงพยาบาลน้อยลง ทำงานกันน้อยลงทุกคน มีความสุขในการทำงานกันมากขึ้น อยากเห็นเรื่องเล็กๆ แบบนี้ทำสำเร็จในเมืองไทยและคงจะทำได้ไม่ยาก หากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเห็นความทุกข์ยากของผู้คน   หากเราติดตามสถานการณ์บ้านเมืองเราจะเห็นว่า อำนาจต่อรองของภาคธุรกิจสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสังคมที่ซับซ้อนผ่านรูปธรรมที่เห็นจากการยืนยันทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับยุโรปที่จะต้องยอมแลกให้มีการคุ้มครองสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต คุ้มครองข้อมูลยาเหมือนยอมให้มีการขยายอายุสิทธิบัตร(TRIP+) ถึงแม้ในข้อตกลงจะไม่เขียนตรงไปตรงมาแบบนี้ เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษในการขายไก่กุ้งอาหารทะเล   มีคนบอกว่า คนที่ติดอันดับของนิตยสารฟอร์ปนัดนายกรัฐมนตรีทานข้าวได้ตลอดเวลา แต่กลุ่มผู้บริโภคยังไม่เคยพบนายกรัฐมนตรีเลยเกือบสองปีที่ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 ทั้งที่ต้องการให้นายกช่วยทำคลอดกฎหมายมาตรา 61 องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมานาน  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 144 บริการเสริมโทรศัพท์มือถือ

หลายคนมักจะโกรธแค้นหรือไม่ค่อยทนกับปัญหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร หรือคนขายของขายของแพงช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือแม้แต่ปัญหาการขายกุหลาบราคาแพงในช่วงพิเศษวาเลนไทน์ หรือเป็นเดือดเป็นร้อนกับคนขายกล้วยแขกตามสี่แยก ที่ควรจะต้องจัดการให้เด็ดขาดทั้งคนซื้อและคนขาย หรือหากจะทันสมัยก็ตุ๊กตาเฟอร์บี้ ที่เราถูกหลอกถูกโกงกันทุกวัน   อาจจะเป็นเพราะเรารู้สึกว่าเรามีอำนาจมากกว่าคนเหล่านั้น แต่ทำไมปัญหานี้ยังเกิดขึ้นอยู่ได้ตลอดเวลา และต่อเนื่อง เราอยากช่วยให้จัดการให้ได้เพื่อไม่ให้เป็นปัญหา พูดแบบนี้เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าเข้าข้างคนฉวยโอกาสขายของแพง หรือแท็กซี่ที่ควรจะมีน้ำใจมากกว่านี้ หรือคนขายของที่ควรอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง และรวมถึงปัญหาอันตรายต่อคนขายกล้วยแขกจากรถยนต์   คงไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้น แต่เชื่อว่าเรายังมีปัญหาสำคัญอีกมาก และโดยเฉพาะสิ่งที่ใกล้ตัวที่เอาเปรียบกันเมื่อมองการหลอกในการซื้อขายตุ๊กตาเฟอร์บี้ เปรียบเทียบกับบริการออกกำลังกายของแคลิฟอเนียร์ไม่ว้าว และที่หลอกกันเป็นล่ำเป็นสัน ทุกวี่ทุกวันที่สำคัญคือโทรศัพท์มือถือ ที่มีให้แก้ไม่เว้นแต่ละวัน ยกตัวอย่างปัญหาในอดีตที่คนส่วนใหญ่จะรำคาญที่นั่งประชุมก็จะมีเสียงส่งเอสเอ็มเอส(SMS) มาถึงตลอดเวลา แต่เราก็สามารถแก้ปัญหาได้โดยลบทิ้งปัญหาเหล่านั้นก็จะหมดไป แต่ปัจจุบันหลายคนที่ไม่ได้สนใจกับค่าใช้จ่ายรายเดือนของโทรศัพท์ หรือเติมเงินเข้าไปในระบบแล้วไมได้ดูก็จะคิดว่าเราใช้โทรศัพท์มากเงินก็เลยหมดเร็ว และคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริง   บางวันมีเสียงโทรศัพท์สายเรียกเข้า ก็คิดว่าเป็นเพื่อนโทรศัพท์มา แต่เมื่อกดรับโทรศัพท์ ก็ปรากฎว่า เป็นเสียงพูดอัตโนมัติให้เสี่ยงโชค ดูหมอ ดูดวง ทายผลฟุตบอล เล่นเกมส์ คนทั้งหมดเมื่อเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ก็กดโทรศัพท์ทิ้ง จะมีน้อยรายมากที่อดทนฟังจนจบการให้ข้อมูล ใครจะคิดว่าการกดโทรศัพท์ทิ้งจะเป็นการรับสมัครสมาชิกบริการเสริมเหล่านั้น อัตโนมัติ หรือการส่ง SMS มาถึงตัวแจ้งว่าจะได้รับโทรฟรี 50 บาทหากกดโทรศัพท์ไปที่ *... แต่เมื่อกดไปกลายเป็นสมัครสมาชิกทันที หรือการทำการตลาดกันตรงๆ ว่าซิมเหล่านี้ฟรี แต่ยังไม่ทันไร ส่งใบทวงหนี้ไปบ้าน   การทำธุรกิจที่เผื่อผู้บริโภคหน้าบาง หรือครอบครัวที่คิดว่าเป็นหนี้สินกันจริง หรือเผื่อใครจะโลภและหลงเชื่อ หรือกลุ่มที่ไม่เคยตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงิน หรือคิดว่าเราเป็นคนผิดพลาดเอง อาจจะใช้โทรศัพท์มากไป หรือยุ่งซะจนไม่สามารถจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ ที่แน่ๆ จะกลายเป็นเหยื่อของผู้ประกอบการโทรคมนาคมไปในทันที   นักวิชาการความมั่นคงของอวกาศในกิจการโทรคมนาคม ให้ข้อมูลว่า การส่ง SMS หรือ ส่งข้อความเสียงไปถึงผู้บริโภคนี้แต่ละวันทำกันไม่น้อยกว่า 1 ล้านเลขหมาย แต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายกันคนละ 37 บาท กลายเป็น 37 ล้านบาทต่อวัน หรือเดือนละ 1,110 ล้านบาททันที หรือการเผลอไปโหลดเพลง ภาพ จากทีวีดาวเทียมที่คิดว่าโหลดครั้งเดียวก็จ่ายครั้งเดียว แต่ในทางความเป็นจริงเขาใจดีส่งมาให้ทุกวัน แทนที่จะเสีย 6 บาทต่อเพลงก็กลายเป็นรายจ่ายทุกวันวันละ 6 บาท คนนึง 180 บาท ต่อเดือนและมีคนดูทีวีดาวเทียมอีกจำนวนมากที่กำลังทดลองสิ่งเหล่านี้   นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทำให้ยุ่งยากในการคิดค่าโทรศัพท์เหมาจ่ายรายเดือนที่มักจะคิดรอบบิลที่ไม่ตรงไปตรงมา ใครจะคิดบ้างว่า ใช้เพคเกจ 1800 นาที 30 วัน 149 บาท ใช้โทรศัพท์ไป 780 นาที 5 วัน จะถูกเรียกเก็บเงิน 478 บาทผู้บริโภคส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า หากคิด 149 บาทจะไม่ว่าเลย เพราะถือว่าเป็นรอบบิลที่ไม่ตรงกัน แต่คิดมามากถึง 478 บาทแบบนี้ต้องสู้กันซักตั้ง   ที่ยกตัวอย่างหลายเรื่องราวบริการเสริมรูปแบบใหม่ ๆ ของโทรศัพท์มือถือ จะช่วยให้มองเรื่องกุหลาบวาเลนไทน์ คนขับแท็กซี่ คนขายกล้วยแขก เป็นเรื่องน่ารักไปเลย หรือการมีอาชีพดีกว่า ต้องไปวิ่งราวหรือช่วยขนยาบ้า แต่สิ่งเหล่านี้จะลดความรุนแรงหรือดีขึ้นแน่นอนหากเรามีกลไกมาตรา 61 องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุน หรือแม้แต่ระบบราชการ ก็ต้องช่วยกันผลักดันองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในนโยบายและมาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น (Pro consumer policy VS Pro business policy)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 143 เปลี่ยนกรุงเทพ ฯ เพื่อผู้บริโภค

คนรักษ์อนุสาวรีย์ชัย เป็นการรวมตัวกันของบุคคล หน่วยงานที่อยู่อาศัย บุคลากรที่ทำงานบริเวณอนุสาวรีย์ชัย ตั้งแต่โรงพยาบาลราชวิถี โบสถ์บ้านเซเวียร์ สมาคมบำเพ็ญประโยชน์ เดอะเน็ตเวิร์ค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน เซ็นจูรี่ คลินิกเพชรา ร้านคอมพิวเตอร์สยาม ก๋วยเตียวเรือพระนคร นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงอีกจำนวนนึง สิ่งที่น่าสนใจของอนุสาวรีย์ชัย คงหนีไม่พ้นความสะดวกสบายที่เราสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้จากจุดนี้ เดินทางไปจังหวัดใกล้เคียงมีท่ารถตู้ที่สามารถขึ้นได้ทุกมุมอนุสาวรีย์ชัย ปัญหาที่ตามมาเมื่อมีคนเดินทาง ย่อมคู่กับการค้าขาย อยากจะได้อะไร ทั้งของใช้ของกิน ของย่าง ของปิ้ง ผัด ต้ม หรือทอด มีให้เลือกได้หมด จนคนเดินถนนต้องไปเดินเลนที่สอง หรือคนขึ้นรถเมล์ต้องรอรถเมล์บนถนน   ปัญหาสำคัญสี่ห้าอย่างถูกนำมาพูดคุยทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการเกือบ 20 ครั้ง เช่น การปรับปรุงเกาะรอบอนุสาวรีย์ชัย ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการการใช้งานของอนุสาวรีย์ชัยที่เป็นเมืองเดินทางไม่ใช่ปรับปรุงเพื่อการขายของกินของใช้ถาวร การอยู่ร่วมกันของร้านค้า คนขายของบนทางเท้า คนเดินถนน คนขึ้นรถเมล์ รถตู้ หรือปัญหารถตู้ที่จอดผิดกฎหมายเย้ยบริษัทขนส่งจากทุกเส้นทางของประเทศรอบเกาะอนุสาวรีย์ชัย คนเสียชีวิตจากรถฉุกเฉินไม่สามารถเข้าโรงพยาบาลได้จากการจราจรที่ติดขัด รถที่จอดขวางหน้าโรงพยาบาล โบสถ์ หรือรถตู้ปิดถนนแทบทุกซอยในอนุสาวรีย์ชัย ยังไม่นับรวมปัญหาความปลอดภัยและความสะอาด สิ่งที่น่าสนใจของคนรักอนุสาวรีย์ชัย คือไม่รอให้ผู้ว่ากทม. ปลัดกทม. เข้ามาจัดการปัญหาแต่ขอมีส่วนร่วมกับกทม.ในการจัดการอนุสาวรีย์ชัย การนัดพบผู้ว่ากทม. รองผู้ว่ากทม. ที่ปรึกษาผู้ว่ากทม. เขตราชเทวี สำนักจราจรและขนส่ง(สจส.) อธิบดีกรมการขนส่ง ขสมก. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย สถานีตำรวจพญาไท ดินแดงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ   การเลือกตั้งมักจะคู่กับการขายฝันของผู้ว่า ไม่ว่าจะอาสามาทำ(รับใช้)อะไรให้กับคนกรุงเทพ ฯ หรือเลือกผมหากต้องการใช้ผม ผมยินดีรับใช้คนกรุงเทพ ฯ เปลี่ยนแปลงกรุงเทพ ฯ ร่วมมือกับรัฐบาลแบบไร้รอยต่อ น่าจะตอกย้ำความเชื่อเดิม ว่า เรารอให้ผู้ว่าจัดการ ปัญหาหลายอย่างจึงเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากขึ้นไปทุกวัน ผู้บริโภคต้องยอมจำนน คนเดินถนนถูกร้านค้าชิงพื้นที่ทางเท้า ปัญหารถตู้ยืน ปัญหารถติดทั่วกรุงเทพมหานคร เพราะเรารอให้มีคนมาแก้ปัญหา กรุงเทพมหานครมี 50 เขต หากทุกเขตรอให้ผู้ว่าจัดการหรือมารับใช้ 4 ปีก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และก็น่าเสียดายที่ยังไม่เห็นนโยบายผู้ว่ากทม. ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนในแต่ละเขต หรือแม้แต่มีนโยบายใหม่ๆ เช่น ปฏิรูปกฎหมายและหน่วยงานในกรุงเทพมหานคร การจัดการเมืองและงบประมาณแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้คนร่วมตัดสินใจว่าเขาอยากให้ชุมชนหรือเมืองของเขามีหน้าตาอย่างไร ภาพลักษณ์หน้าตาของอนุสาวรีย์ชัย ควรจะเป็นอย่างไร  เป็นหมอชิต 2 สายใต้ 2 เอกมัย 2 หรือเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีก๋วยเตี๋ยวเรือแสนอร่อย สะอาด กินแล้วท้องไม่เสีย แถมใครอยู่ที่ไหนก็มีสิทธิโหวตและรักอนุสาวรีย์ชัยได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 142 ปีแห่งการใช้สิทธิและการตรวจสอบ

หลายวันก่อนได้รับคำแนะนำจากผู้สื่อข่าวที่ใกล้ชิดว่า ทำอย่างไรให้เรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA หรือการทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเซีย-เศรษฐกิจ TPP มีข้อมูลผลกระทบเรื่องอื่นเพิ่มเติมและมีคนกลุ่มใหม่ออกมาให้ข้อมูล เพราะปัญหาเรื่องยาที่จะทำให้เราต้องจ่ายเงินเพิ่มปีละ 80,000 ล้านบาทต่อปีดูจะไม่ได้รับความสนใจ ทั้งๆ ที่เป็นเงินที่มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการทำระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  หรือปัญหาเรื่องสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ก็ เป็นคนกลุ่มเดิม ขออภัยนะที่ต้องบอกว่าเคยเป็นกลุ่มคนที่คัดค้านคุณทักษิณ แล้วกลุ่มนี้เป็นใคร กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือที่รู้จักกันเอฟทีเอวอทช์ FTA Watch เป็นความร่วมมือในการทำงานของหลายกลุ่มทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ และเครือข่ายต่างๆ และได้ทำการศึกษา ทำงานวิจัยมานาน จนสามารถทำให้เห็นว่า การเจรจาการค้าเสรีมีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะต่อการเข้าถึงยา บริการสุขภาพ เกษตรกร การเงินการธนาคาร การลงทุน การเข้าถึงความรู้ การใช้ทรัพยากรหรือกำลังคนของรัฐในการปกป้องทรัพย์สินเอกชน หรือแม้แต่การแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ ที่ทำให้ขาดความสมดุลระหว่างเจ้าของสิทธิกับสิทธิของผู้บริโภค หรือสาธารณะ หรือแม้แต่มูลค่าความเสียหายต่องบประมาณที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศ เช่นกรณีของยาจำเป็นหรือข้อที่พึงระวังในการเจรจา   การคิดแบบเหมาโหลสำหรับกลุ่มที่ตรวจสอบการทำงานหรือเห็นต่างจากรัฐบาล และโดยเฉพาะกับทุกประเด็นร้อน กำลังจะเป็นประเด็นอันตรายกับรัฐบาลเอง เหมือนอย่างที่มีผู้สื่อข่าวออกมาเล่นงานกลุ่มติดตาม กสทช. NBTC Watch ว่าผิดพลาด และทำให้เกิดความเสียหาย แต่ขณะที่ไม่สนใจว่า การรับเงินของสื่อส่งผลต่อการตรวจสอบหรือเสนอข่าวในทางบวกหรือลบต่อหน่วยงาน กสทช.อย่างไร และข้อมูลที่กลุ่ม NBTC Watch ใช้ก็เป็นข้อมูลของ กสทช. และไม่ได้ทำข้อมูลขึ้นเอง ถึงแม้รัฐบาลอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม แต่หากสื่อที่สนับสนุนหรือกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล มองทุกเรื่องที่กลุ่มคนตรวจสอบเป็นพวกตรงกันข้าม เป็นสลิ่ม แทนการมองเนื้อหาสาระ จะยิ่งทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาหรือถกเถียงหาความจริง แต่กลายเป็นความขัดแย้งกับรัฐบาลแทน เพราะหากมองเรื่องพลังงานเป็นตัวอย่างที่ดี ทุกคนต้องใช้น้ำมัน ใช้ก๊าซ เอ็นจีวีและแอลพีจี ไม่ทางใดทางนึง หากเรามีกิจการพลังงานที่ไม่โปร่งใส หน่วยงานรัฐไม่ทำหน้าที่กำกับดูแล ผูกขาด เอื้อประโยชน์ย่อมไม่เป็นผลดีกับใคร และทำให้ปัญหาแอลพีจีที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคา แทนที่จะได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางกลายเป็นเรื่องของคนที่ไม่หวังดีไม่ต้องทำอะไร สุดท้ายขอส่งความสุขปีใหม่มายังสมาชิกและผู้อ่านฉลาดซื้อทุกคน หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่งดงามและเป็นปีที่มีความหวังกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะเกิดกลไกใหม่ที่เป็นความหวัง องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ตามรัฐธรรมมาตรา 61 ที่ไม่ใช่ทั้งหน่วยงานรัฐและเอ็นจีโอ สนใจดูว่าต่างอย่างไรได้จาก www.consumerthai.org

อ่านเพิ่มเติม >