ฉบับที่ 169 ถึงเวลาจัดการชาเขียว

การทำการตลาดแบบชิงโชคแถมพก ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการขายสินค้ากลุ่มอาหารเป็นอย่างดี เห็นได้จากปรากฎการณ์การแจกรถเบนซ์ รางวัลเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ของชาเขียวอิชิตัน จนผู้บริโภคไม่มั่นใจว่าจะดื่มชาหรือเสี่ยงโชค ทางออกที่ชะงัด ในการแก้ปัญหาชาเขียวโฆษณาแบบชิงโชคแถมพก มีสี่ประการที่สำคัญ หนึ่ง ต้องทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลให้มากที่สุด ว่ายี่ห้อไหนบ้างที่มีน้ำตาลมากสุด โดยต้องสังเกตปริมาณน้ำตาลข้างขวด จากการสำรวจ 32 ยี่ห้อ พบว่า มีจำนวน 24 ยี่ห้อ ที่มีน้ำตาลตั้งแต่ระดับ 6 ช้อนชาสูงถึง 18.12 ช้อนชา มีเพียง 8 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 6 ช้อนชา เพราะจะทำให้สติของผู้บริโภคกลับคืนมาว่านอกจากไม่ได้รถเบนซ์แล้ว ยังจะได้เบาหวานแถมมาด้วย เรียกว่าหากดื่มชาที่มีน้ำตาล 18 ช้อน ต้องหยุดกินน้ำตาลไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยปกติคนเราไม่ควรกินน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน สอง ต้องทำให้มาตรการในการควบคุมสินค้ากลุ่มนี้ใกล้เคียงกับสินค้ากลุ่มอื่นๆ หากเปรียบเทียบคงเป็นเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน  ซึ่งมีกติกาหลายอย่างในการกำกับการโฆษณา เช่น ห้ามโฆษณาชิงโชค แถมพก มีคำเตือนทุกครั้งในการโฆษณา “ห้ามดื่มเกินวันละ2 ขวด” ฉลากข้างขวดต้องมีการระบุคำเตือน “เด็กสตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภค” แต่ขณะที่สินค้ากลุ่มชาเขียวโฆษณาได้อย่างอิสระเสรีรวมทั้งชิงโชคและแถมพก เพียงแต่ต้องขออนุญาตเท่านั้น ซึ่งหากมีการแจกรางวัลจริงก็สามารถโฆษณาได้ สาม น่าจะถึงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องมีมาตรการฉลากไฟจราจร(เขียวเหลืองแดง) สำหรับอาหาร ซึ่งพบว่า ทุกๆ ปีจะมีคนเสียชีวิตสูงถึง 11 ล้านคนทั่วโลก และยังมีปัญหาอ้วนหรือน้ำหนักเกินมากถึง 4,000 ล้านคน การมีฉลากนี้จะช่วยทำให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง และส่งเสริมให้ธุรกิจปรับตัวทำสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น   มาตรการสุดท้าย เป็นมาตรการทางภาษีที่ควรจะต้องริเริ่มเก็บภาษีน้ำตาล ซึ่งในวาระการปฏิรูปครั้งนี้ หากสามารถทำได้จริง การบริโภคน้ำตาลของประชาชนก็จะลดลงและมีส่วนช่วยในการลดภาวะโรคอ้วน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยที่พบว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มเป็น 3 เท่า และจากการเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ ประเทศไทยเป็นผู้บริโภคน้ำตาลสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากโรคอ้วนแล้ว น้ำตาลยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ เช่น หัวใจวายมากขึ้นด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 167 เมื่อ layman ชนะผู้เชี่ยวชาญรอบที่ 21

มติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เรื่องการให้ชะลอการสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ถูกใจสาธารณชนไม่น้อยไปกว่ามติของสปช.ที่ให้กสทช. สั่งให้บริษัทคิดค่าโทรศัพท์ ตามจริงเป็นวินาทีโดยไม่ปัดเศษเป็นนาที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคประหยัดเงินไปได้มากกว่า 43,000 ล้านบาทต่อปี เหตุผลในการให้สัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้นคือ ปริมาณสำรองพลังงานปิโตรเลียมโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยมีน้อย และกำลังจะหมดไป ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ต้องนำเข้าพลังงานทุกประเภท ทั้งที่ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องหมดอายุสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมในปี พ.ศ. 2565 หรืออีก 7 ปีจากนี้ ซึ่งจำนวนปีที่เหลือนี้ได้ถูกนำมาใช้ในลักษณะให้ดูเหมือนว่า ประเทศไทยใกล้จะไม่มีพลังงานใช้แล้วหากไม่เร่งเปิดสัมปทานต่อไป เพราะปริมาณก๊าซที่มีอยู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอายุของสัญญาสัมปทาน เป็นเพียงประเด็นสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 1 ที่รัฐบาลให้กับบริษัทยูโนแคลหรือเชฟรอนในปัจจุบันในแหล่งเอราวัณ และที่ให้กับบริษัท ปตท.สผ.ในแหล่งบงกช ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ตั้งแต่ปี 2514 กำลังจะหมดสัญญาสัมปทาน หากไม่รีบดำเนินการจะทำให้ราคาพลังงานสูงเพราะต้องซื้อจากต่างประเทศ แต่โดยข้อเท็จจริง ราคาพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสัมปทานพลังงานที่ได้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายใช้ราคาพลังงานตามกลไกตลาดโลกแถมมีต้นทุนเทียมในกรณีราคาน้ำมัน เช่น ค่าขนส่งน้ำมันทั้งที่ไม่มีการขนส่งจริง หรือในกรณีก๊าซธรรมชาติ เราใช้ก๊าซธรรมชาติ 16.10 บาทต่อกิโลกรัมขณะที่ราคาในตลาดโลกเพียง 14 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น เช่น เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบให้ ปตท. ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับบริษัท Qatar Liquefied Gas Company Limited ประเทศกาตาร์ ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี อายุสัญญา 20 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 โดยเป็นสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกของประเทศไทย ดังนั้นถึงแม้การสัมปทานครั้งนี้ เราจะได้ก๊าซธรรมชาติมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ย่อมส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศน้อย เนื่องจากโครงสร้างราคาต้องรวมค่าใช้จ่ายซื้อก๊าซ 2 ล้านตันต่อปีที่ทำสัญญาล่วงหน้าไปแล้ว 20 ปีของปตท. เหมือนกับรูปแบบใช้หรือไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take or Pay)   โจทย์สำคัญในการปฏิรูปกิจการพลังงาน จึงต้องทำให้เกิดกลไกใหม่หรือองค์กรบริหารกิจการพลังงานรูปแบบใหม่ที่ลดผลประโยชน์ขัดแย้งในกลุ่มข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผูกขาดพลังงาน โดยเป็นกลไกที่มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514  ให้มีเรื่องเหล่านี้ และรวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ในกิจการพลังงาน นอกจากนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญ มีแนวทางที่อาจจะกำหนดให้ทรัพยากรพลังงานเป็นสมบัติของชาติและประชาชน หากเร่งเดินหน้าสัมปทานครั้งนี้ซึ่งเป็นเวลานานถึง 29-39 ปี ก็จะไม่มีความหมายใดๆ เพราะทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกบริหารจัดการไปหมดแล้ว การทำให้เรื่องพลังงานเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องผู้เชี่ยวชาญ เป็นมายาคติที่ทำให้คนเชื่อถือนักวิชาการพลังงาน ทั้งที่เรื่องนี้เต็มไปด้วยผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของทุนบางกลุ่มเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 166 แด่เธอและครอบครัว

ข่าวศาลฎีกา มีคำสั่งไม่รับฎีกา ของคุณปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาด้วยเหตุ ไม่แนบคำร้องขออนุญาตฎีกาไปด้วย สร้างความผิดหวังกับความไม่เป็นธรรมจากปัญหาทางเทคนิคกฎหมาย เแปลกใจกับบทบาทเจ้าหน้าที่ศาล ทนาย และคนที่แวดล้อมเรื่องนี้ทั้งหลาย ว่าเมื่อฎีกาไปถึงศาล ไม่มีใครทักท้วงทนายเลยหรือว่าต้องแนบคำร้องด้วย ที่สำคัญเมื่อรู้ว่าไม่ได้ยื่นคำร้อง ก็ทิ้งเวลาเนิ่นนานจนแก้ไขไม่ทันการ จนแพ้เพราะปัญหาเทคนิคไม่ใช่แพ้เพราะข้อเท็จจริงหรือเนื้อหาของเรื่องราว คุณปรียนันท์ เป็นนักสู้เพื่อผู้ป่วยคนสำคัญ ปัจจุบันเป็นประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่เริ่มต่อสู้จากเรื่องของลูกตัวเอง จนเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยและครอบครัวผู้เสียหายปีละหลายร้อยคน ทุกๆ วันต้องเปิดโทรศัพท์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่าจะมีผู้เสียหายหรือผู้เดือดร้อนโทรศัพท์มาตอนไหน ทั้งคำปรึกษาและกำลังใจกับทุกคน ความหวังสูงสุดของเธอ นอกเหนือจากความเป็นธรรมต่อลูกชายจากศาลยุติธรรม ซึ่งขณะนี้เป็นหมันจากเทคนิคของกระบวนการยุติธรรม คงจะเป็นการมีกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุขในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้ได้รอการพิจารณารับหลักในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 5 ปี ด้วยมีกลุ่มแพทย์จำนวนไม่กี่คนที่ยังคัดค้านอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีเหตุผล กฎหมายมีหลักการอย่างน้อยสามส่วนที่สำคัญ คือการให้ความคุ้มครองด้วยการเยียวยาผู้เสียหายที่เทียบเท่าการฟ้องคดีทั้งผู้ให้และผู้รับบริการสาธารณสุข ประการที่สองลดการฟ้องร้องผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ เพราะเชื่อว่าไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพคนใดที่ต้องการหรือมีเจตนาให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือพิการจากการรักษา แต่ยังมีปัญหาจากระบบบริการอีกมาก เช่น อุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอ ไม่สะอาด ความเชี่ยวชาญของแพทย์ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ  และสุดท้ายมีระบบในการนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการของโรงพยาบาลและหน่วยบริการต่าง ๆ   หวังว่า กระบวนการยุติธรรมที่ตีบตันและจำกัดด้วยเทคนิค จะเป็นแรงส่งให้กฎหมายฉบับนี้ประสบความสำเร็จ และมอบเป็นของขวัญกับผู้ป่วยและครอบครัวคุณปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ที่ต่อสู้ด้วยชีวิตของลูกและครอบครัวมามากกว่า 20 ปี สำหรับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ถือเป็นความสำเร็จที่ทำได้เร็ว (Quick win) และช่วยเพิ่มความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสาธารณสุข หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทั้งสังคมไทย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 165 บทบรรณาธิการ

สปช. เดินหน้าแล้ว...ทวงสิทธิจัดตั้ง กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เราจะเดินให้สุดทางเพื่อเป็นผลงานฝากไว้กับประชาชน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 163 การพัฒนาที่ต้องทบทวน

ไปประเทศอังกฤษเที่ยวนี้ เช่นเคยไม่พ้นภารกิจประชุมกรรมการสหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers  International) ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรผู้บริโภค 250 องค์กรใน 115 ประเทศทั่วโลก เป็นการประชุมวางแผนงานเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ขององค์กรอีก 5 ปี ว่าจะมีบทบาทอย่างไรในทศวรรษที่ 21 การประชุมครั้งนี้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า จะทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาหลายมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติได้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น การปฏิบัติของธนาคารที่มีสาขาทั่วโลกแต่คุ้มครองผู้บริโภคแตกต่างกัน หรือบริษัทอาหารไม่ยอมทำฉลากที่เข้าใจง่ายโดยใช้สีสัญญาณไฟจราจรในประเทศเยอรมนี ประเทศไทย และอีกหลายประเทศ แต่ทำเต็มที่ในประเทศอังกฤษ หรือมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ในยุโรปที่เข้มงวดกับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ยังผจญกับปัญหาความไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ปัญหาชีวิตที่ไม่เท่ากันของผู้บริโภค ท้าทายองค์กรผู้บริโภคทั่วโลก ว่าจะปรับตัวทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไรให้มีพลัง การประกาศเพียงอย่างเดียวว่า เราจะให้มี One Ban All Ban Policy ในประเทศอาเซียนหรือทั่วโลกไม่มีความหมายหากทำไม่ได้จริง พลังของผู้บริโภคจะช่วยสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร นอกจากเรื่องใหญ่ ยังได้เจอสิ่งเล็กแต่เป็นเรื่องใหญ่ของผู้บริโภคทุกคน เพราะเกี่ยวข้องกับกระเป๋าผู้บริโภค คือปัญหาความไม่เป็นธรรมเรื่องราคาสินค้า เช่น ขนมปังปอนด์ขนาดใหญ่น้ำหนักมากกว่าบ้านเรา 2 ปอนด์ ราคาเพียง 50 บาท กาแฟที่ราคาพอๆ กับบ้านเรา กางเกงชั้นในผ้าฝ้ายอย่างดีที่บ้านเรา ราคาเกือบ 80 บาท  แต่ที่โน่นราคาเพียง 50 บาท ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบขององค์กรผู้บริโภคในเบลเยี่ยมที่พบว่า คนบราซิลต้องซื้อรถที่ผลิตในประเทศราคาแพง และคุณภาพแย่กว่ารถของตนเองที่ขายในยุโรป ทำให้คิดถึงรถญี่ปุ่นทุกยี่ห้อที่เราผลิตในประเทศไทย ว่าทั้งคุณภาพและราคารถเป็นแบบเดียวกันกับบราซิลหรือไม่ หรือที่พูดกันอย่างกว้างขวางและรณรงค์กันมากแต่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือเรื่องราคาน้ำมัน ที่เราใช้น้ำมันราคาสิงคโปร์บวก แต่ส่งออกในราคาสิงคโปร์ลบ  หรือเรามีต้นทุนเทียมอยู่ในราคาน้ำมันและสินค้าจำนวนมากในปัจจุบัน ในเมืองใหญ่ๆ ยังได้เห็นถนนที่มีเพียงสองเล็นเล็กๆ มีรถโดยสารสาธารณะที่ให้บริการตรงเวลา ฟุตบาทกว้างให้เดิน ทางจักรยาน และต้นไม้ เราคงไม่ต้องฝัน ถ้าอยากเห็นในกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ เห็นทีจะต้องช่วยกันคิดและทำร่วมกันทำ ก่อนมีถนนสี่เลนเต็มทั่วประเทศ ข้ามถนนต้องใช้สะพานลอยกันทุกจังหวัด ใกล้ปีใหม่ ฉลาดซื้อก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง สมาชิกและคนอ่าน แฟนฉลาดซื้อต้องการให้เราปรับตัวอย่างไร ช่วยกันแจ้งเข้ามา เพราะสังคม ประเทศ โลกเปลี่ยนทุกวัน แต่เราเปลี่ยนไปเพื่ออะไร ช่วยกันหาความหมายและสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 162 กฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงิน

องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคทำท่าจะเป็นหมันเมื่อเจอกฎเหล็กของคสช. ที่มีต่อสนช. ว่า กฎหมายที่สนช. มีสิทธิในการพิจารณาจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน หากย้อนไปพิจารณากฎหมาย 43 ฉบับที่ค้างท่อรอพิจารณา ซึ่งไม่มีร่างกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผ้บริโภค และทั้ง 43 ฉบับก็เกี่ยวข้องกับการเงินทั้งนั้น แต่สนช. บางคนก็ให้ข้อมูลว่า การเงินที่พูดถึงเป็นการเงินที่กำหนดไว้ในกฎหมายปกติ แต่ไม่ใช่การเงินที่เป็นอิสระ เป็นกองทุน ที่รัฐสภาไม่มีอำนาจในการอนุมัติวงเงิน ต้องจ่ายโดยไม่มีอำนาจใดๆ เป็นอิสระคล้ายๆ กับองค์การอิสระทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือไทยพีบีเอส ฟังดูแล้วเหมือนกับองค์การอิสระจะมีงบประมาณระดับพันล้านหรือหมื่นล้านบาทในการทำงาน แต่การกันเงิน 3 บาทต่อหัวประชากร ที่ถูกกำหนดไว้ในองค์การอิสระ หากคิดเป็นงบประมาณ ประมาณ  190 ล้านบาทต่อปี(บางคนบอกว่าน้อยกว่ามูลค่าห้องน้ำในรัฐสภาแห่งใหม่) การกันเงินเป็นเพียงหลักการเรื่องความอิสระขององค์กรนี้ในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค และมีหลักประกันให้กับองค์กรว่า สามารถทำงานได้ไม่ว่ารัฐบาลจะชอบหรือไม่ชอบองค์กรนี้ ใดยต้องให้เงินองค์กรเพื่อผู้บริโภคนี้ขั้นต่ำ 190 ล้านบาทซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงิน 2.4 แสนล้านที่เป็นงบประมาณแผ่นดิน หรือหากเทียบกับเม็ดเงินของกสทช. ที่วางแผนแจกกล่องดิจิตอลในตอนแรก 25,000 ล้านบาท   เรื่องการเงินเป็นอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่งแต่อุปสรรคที่สำคัญกว่า คงเป็นปัญหาจากหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ที่ไม่ยอมเสนอกฎหมายฉบับนี้ แถมให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษว่า กฎหมายฉบับนี้ซ้ำซ้อนกับสคบ. 80% หากเป็นจริงคงไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ 2550 เพราะองค์การนี้ทำหน้าที่ให้ความเห็นหรือเสนอนโยบาย มาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องคดี และตรวจสอบการทำงานของสคบ. ว่าสามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร หากจะซ้ำซ้อนก็คงมีเพียงการสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้กับผู้บริโภค ซึ่งยิ่งทำกันมากยิ่งเกิดประโยชน์กับการคุ้มครองผู้บริโภค การปฏิรูปครั้งนี้จะไม่ถึงฝั่ง หากไม่มีการสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มเครื่องมือให้กับประชาชน ต้องจัดทำกฎหมายที่ให้อำนาจประชาชน ดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ต่างเฝ้ารอมามากกว่า  16 ปี ประเทศนี้ไม่ได้ขาดแคลนเงิน แต่ขาดคนที่มีวิสัยทัศน์ที่ต้องการแก้ปัญหาประเทศมากกว่าอำนาจของตนเอง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 161 ขยายเวลาบริการคลื่น 1800 ผลประโยชน์ตกเอกชน

การต่ออายุมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 ของ บริษัท ไวร์เลส คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (บริษัท ทรู มูฟ จำกัด)และ บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (GSM1800) รอบสองโดยคสช. ทำให้บริษัทได้ประโยชน์ ขณะที่ผู้บริโภคอาจเจอปัญหาคุณภาพบริการ แถมรัฐต้องควักเนื้อเพิ่มให้แก่ การสื่อสารแห่งประเทศไทย(CAT) ที่ขาดทุน ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าของกสทช. ทำให้ไม่สามารถประมูลคลื่น 1800 MHz ได้ทันภายในเวลาที่กำหนด จนต้องออกประกาศขยายเวลาให้บริการ 1 ปี แต่ดูท่าว่าจะไม่แล้วเสร็จอยู่ดี จึงทำให้ไม่สามารถประมูลคลื่นได้ทันอีกคำรบ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 8,600 ล้านบาท(ต่อปี) มาจากรายได้ที่ บริษัททรูฯ เคยจ่ายให้กับ CAT ในปี 2554 โดยบริษัททรูฯ ได้รายงานการเงินของปี 2556 ว่า ขาดทุนและยังไม่มีการจ่ายเงินใด ๆ หลังออกประกาศขยายการให้บริการมาเกือบครบหนึ่งปีในวันที่ 15 กันยายนนี้ และหากคสช. ขยายไปอีก 1 ปีเป็นสองปีโดยไม่แก้ไขประกาศฉบับนี้ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายไม่น้อยกว่า 17,200 ล้านบาท ยังไม่นับว่าหากนำคลื่นนี้ประมูลได้ทันย่อมได้ประโยชน์อีกมาก ลองคิดดู เงินก้อนใหญ่นี้สามารถซื้อรถเมล์แอร์ในกรุงเทพฯ แบบชานต่ำสำหรับทุกคนได้เลย รวมถึงขยายไปซื้อรถเมล์ทั่วประเทศได้มากถึง 3,500 คัน ยังไม่นับรวมความเสียหายที่ไม่อาจนับเป็นมูลค่าได้ คือ ในความคิดของกสทช.บางท่านที่ได้เสนอทางออกปัญหา กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ โดยเขียนว่าประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องค่าตอบแทนของกสทช. รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ว่า มาจากภาษีประชาชน ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นการหักมาจากเก็บค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบการ(ต่างหาก) ทว่าค่าธรรมเนียมย่อมเป็นรายได้ประเภทหนึ่งที่ควรเป็นของรัฐมิใช่หรือ เพียงแต่กฎหมายเขียนให้ กสทช.ได้ใช้เงินก้อนนี้  ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากภาษีประเภทหนึ่ง และแน่นอนย่อมไม่ใช่เงินของผู้ประกอบการหรือผู้ถือหุ้นอย่างแน่นอน หรือหากคิดไปก็เป็นเงินของผู้บริโภคที่หยอดกระปุกจ่ายค่าโทรศัพท์กันนั่นเอง หรือกสทช.บางท่าน ช่วงชิงเสนอแก้ไขกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 เพื่อยกเลิกการประมูลคลื่น ทั้งๆ ที่การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคมด้วยการประมูลเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับระดับสากลว่า จะเป็นหลักประกันว่า คลื่นความถี่จะถูกจัดสรรไปอยู่ในมือของผู้ที่มีศักยภาพในการใช้ทรัพยากรของชาติดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด ช่วยจำกัดการใช้ดุลพินิจในการจัดสรรคลื่นความถี่ ลดความเสี่ยงของการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง งานนี้ ท่าทางคนเสนอยังฝันร้ายกลัวความผิดที่รอการเช็คบิลจากปปช. ของผู้ออกแบบการประมูล กรณีการประมูลคลื่น 3 G ที่เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันและเป็นปัญหาการฮั้วประมูลหรือเปล่า??   //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 160 คูปองต้องไม่เกิน 690 บาท

หลายคนเข้าใจผิดว่า องค์กรผู้บริโภคเพี้ยนหรือหรือเปล่า ทำไมต้องค้าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ (กสท.). ที่เพิ่มมูลค่าคูปองดิจิตอลจาก 690 บาท  เป็น 1,000 บาท เพราะผู้บริโภคน่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากมูลค่าคูปองที่เพิ่มขึ้น ต้องบอกว่า นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้ว ผู้บริโภค ยังเสียประโยชน์ และมีภาระต่อกระเป๋าสตังค์ของตัวเองจากราคากล่องที่ปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นในท้องตลาด ข้อเท็จจริงต้นทุนราคากล่องรับสัญญาณไม่ถึง 500 บาท จากข้อมูลล่าสุดของบริษัทอาร์เอส ในการขอรับการเยียวยาจากกสทช.ในกรณีถ่ายทอดฟุตบอลโลก มีต้นทุนเพียง 475 บาทเท่านั้น สอดคล้องกับการศึกษาขององค์กรผู้บริโภคที่พบต้นทุนเพียง 403 บาท ผลต่างที่มากว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้สินค้าในท้องตลาดสูงเกินจริงเป็นภาระแก่ผู้บริโภค และเกิดกำไรจำนวนมหาศาลขึ้น ทำให้ดึงดูดบรรดาพ่อค้าหัวใสทั้งหลายให้เข้ามาแสวงหาประโยชน์ ใช้เทคนิคการขายเพื่อสำรวจความต้องการคูปองล่วงหน้า บางรายแถมเก็บสำเนาบัตรประชาชนผู้บริโภคไปด้วย มีการตั้งบริษัทใหม่ ๆ ขึ้นมาดำเนินการ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกสทช. ที่สำคัญไปมากกว่านั้น การมีมูลค่าคูปอง 1,000 บาท ทำให้ต้องใช้เงินมากถึง 25,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีเช่นนี้ ไม่ต่างจากโครงการจำนำข้าว เพราะเมื่อราคาคูปองแพงขึ้น แทนที่ผู้บริโภค จะได้เงินทอน กลับกลายเป็นทำให้ราคากล่องในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้น แถมผู้บริโภคยังต้องรับภาระในการจ่ายเงินเพิ่มเติมการแจกคูปองครั้งนี้ และทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านบาท   เงิน 10,000 ล้านบาท สามารถให้นักศึกษากู้ยืมเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 800,000 ราย  หรือทำโครงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ได้มากกว่า 13 ปีเพราะใช้เงินเพียงปีละ 950 ล้านบาทเท่านั้น สามารถทำกิจกรรมสาธารณะอีกได้มากมาย หรือแม้แต่เป็นกองทุนในการทำทีวีดิจิตอลเพื่อบริการสาธารณะ ได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ที่สำคัญ สิ่งที่ผู้บริโภคอย่าเงราต้องรู้ คือ ใครที่ดูโทรทัศน์ในปัจจุบันผ่านระบบดาวเทียม ผ่านระบบเคเบิ้ลทีวีที่บอกรับสมาชิก เป็นระบบดิจจิตอลอยู่แล้ว อาจจะต้องดำเนินการเพียง การปรับหรือรีเซ็ตใหม่เท่านั้นเอง มีเพียงู้บริโภคที่รับชมโทรทัศฯ ผ่านระบบเสาอากาศที่จะต้องการกล่องเพื่อแปลงสัญญณจากระบบดิจิตอลไปเป็นระบบอนาล็อก รวมทั้งการทำเรื่องนี้ จะค่อยเปลี่ยนผ่านในระยะเวลา 3-4 ปี และกระจายไปในจังหวัดต่าง ๆ โดยในปัจจุบันมีการออกอากาศเพียงกรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลาเท่านั้น จังหวัดอื่นๆ ถึงแม้จะมีกล่องก็ไม่สามารถดูได้เพรายังไม่มีโครงข่ายไปทั่วถึง รวมทั้งใครที่ผู้นำชุมชนให้นำสำเนาบัตรไปแลกกล่องจะได้เท่าทัน   //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 159 ปีนัง มาเลเซีย... “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” กระบอกเสียงของผู้บริโภคคนเล็กคนน้อย

ปี พ.ศ. 2513 เกิดองค์กรผู้บริโภคในเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย คือ Consumer Association of Penang(CAP) โดยยึดหลักการในการให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมของผู้บริโภค(value for people)  มากกว่าทางเลือกของผู้บริโภค และได้ทำหนังสือพิมพ์สำหรับผู้บริโภคถึง 4 ภาษาชื่อว่า Utusan Konsumer มียอดจำหน่ายในอดีตไม่น้อยกว่า 100,000 เล่ม CAP ให้ความสำคัญกับการเป็นกระบอกเสียงของคนเล็กคนน้อย นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่าไปแล้ว CAP เป็นภาพฝันของคนทำงานคุ้มครองผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย เพราะงานสร้างความตื่นตัวผู้บริโภคในโรงเรียนเริ่มต้นตั้งแต่การตั้งคำถามสำคัญว่า “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” CAP มีรูปแบบการสาธิตที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย บอกชื่อยี่ห้อสินค้าว่ามีปริมาณน้ำตาลเท่าใด ตั้งแต่หนึ่งช้อนชาถึงสิบสี่ช้อนชา   CAP มีภารกิจที่หลากหลาย โดยเฉพาะความสำเร็จในการสร้างความตื่นตัวของชุมชนในการปกป้องสิทธิของตนเอง การต่อสู้เพื่อราคาสินค้าที่ยุติธรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี แต่ภารกิจหลักขององค์กร คือ การดูแลสิทธิของผู้บริโภคในทุกความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย การดูแลสุขภาพอนามัย บริการขนส่งสาธารณะ การศึกษา และสภาพแวดล้อมที่สะอาด CAP มีกิจกรรมสำคัญหลายประการ อาทิ การทำงานกับสื่อมวลชน งานวิจัยในประเด็นเฉพาะ เช่น สุขภาพและโภชนาการ อาหารและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ยา ความต้องการขั้นพื้นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาจากบริการสุขภาพ สินค้าทั่วไป การเงิน สิทธิ แรงงาน การโฆษณาที่ผิดจรรยาบรรณ วัฒนธรรมและวิถีชีวิต และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเพศหญิงและยังทำงานร่วมชุมชนในชนบท เช่น กลุ่มแรงงาน ชาวสวน ชาวประมง ชุมชนแออัด เพื่อช่วยให้ชุมชนเข้าใจปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา นอกจากนี้ยังให้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในหลายประเด็น เช่น อาหาร โภชนาการและสุขภาพ โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ทั้งกลุ่มนักศึกษา ครู ผู้หญิงและกลุ่มเยาวชน รวมทั้งองค์กรทางศาสนา โดยจัดการสัมมนา อบรม และจัดนิทรรศการ รวมทั้งแข่งขันเล่นละครในเรื่องที่ผู้บริโภคสนใจ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนในโรงเรียนอย่างมาก และยังวางนโยบายในการตั้งชมรมผู้บริโภคในโรงเรียนกว่า 200 แห่ง ทั้งในปีนังและรัฐอื่นๆ ส่วนการรับเรื่องร้องเรียน ก็จัดการกับข้อร้องเรียนจากประชาชนในทุกปัญหา เช่น สินค้าและบริการที่มีคุณภาพไม่ดี สารเคมีเจือปนในอาหาร โดยแต่ละปีมีข้อร้องเรียนประมาณ 3,000-4,000 กรณี ในส่วนกฎหมาย ก็จัดการกรณีที่ประชาชนและชุมชนต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยทำงาน อย่างใกล้ชิดทั้งการรับเรื่องร้องเรียน และให้คำปรึกษาทางกฎหมายต่อผู้บริโภค และตรวจสอบกฎหมายที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค บทเรียนการทำงานขององค์กรผู้บริโภค น่าจะทำให้เห็นถึงความเข้มแข็งของกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียนในอนาคต //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 158 ต้องลงมือทำ ถึงจะปฏิรูปได้จริง

ถึงแม้กสทช. จะแจกคูปองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 690 บาท เป็น 1,000 บาท เราทุกคนควรจะดีใจ แต่กรณีนี้ต้องบอกว่า ดีใจไม่ได้เพราะนั่นหมายความว่า เราช่วยสนับสนุนให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ เพราะคูปองราคาใบละ 1,000 บาท หากแจกให้กับครอบครัวจำนวน 22 ล้านครัวเรือน เราจะใช้งบประมาณสูงถึง 22,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนกล่องรับสัญญาณที่มีกำไร มีราคาเพียง 512 ล้านบาท(16 เหรียญสหรัฐ) การต่อรองราคากล่องจากจำนวน 22 ล้านครัวเรือน ย่อมมีอิทธิพลพอที่จะทำให้ราคาลดลงไปได้มากกว่า 500 บาทแน่นอน นั่นหมายความว่าหากคูปอง 1,000 บาทเดินหน้า ประเทศจะสูญเสียเงินไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท จากข้อมูลการสำรวจราคากล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลของนิตยสารฉลาดซื้อ เมื่อ 15 วันที่ผ่านมา พบว่า มีการจำหน่ายกล่องในราคาต่ำสุด 690 บาท แต่ผลการสำรวจครั้งที่สองเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาพบว่า ราคากล่องตั้งต้นที่ 1,290 บาท ไม่มีกล่องราคา690 บาทจำหน่ายในท้องตลาดสะท้อนปัญหาการขึ้นราคาคูปองกลับสร้างภาระให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ต่ำสุดก็พอ ๆ กับค่าแรงขั้นต่ำ   ยังไม่นับรวม การใช้เงินสูงถึง 22,000 ล้านบาท ครั้งนี้ ขัดต่อประกาศของตนเอง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 ข้อ 10.2 ที่กำหนดให้กสทช. สามารถใช้เงินจากเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของราคาตั้งต้น จำนวน15,190 ล้านบาท การที่กสท. มีมติให้คูปองสามารถแลกกล่องรับสัญญาณดาวเทียมได้ด้วย แต่กล่องดาวเทียมสามารถดูทีวีดิจิตอลได้เพียง 36 ช่อง ทั้ง ๆ ที่มีแผนดำเนินการจำนวน 48 ช่อง ซึ่งอาจจะขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่สำคัญย่อมสร้างภาระให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพราะหากนำคูปองไปแลกซื้อกล่องดาวเทียม หากต้องการดูทีวีชุมชน ทำให้ต้องซื้อกล่องรับสัญญาณภาคพื้นดิน ( Set Top Box ) อีกครั้ง หรือซื้อทีวีที่รองรับระบบดิจิตอล จึงเป็นภาระแก่ผู้บริโภคอย่างมาก อีกหนึ่งรูปธรรมความล้มเหลวของการทำงานในสายตาผู้บริโภค คงไม่พ้นขั้นตอนการดำเนินงานที่ผิดพลาด การโหมแรงโฆษณาของทุกสถานีในปัจจุบัน ทำให้เกิดความต้องการของผู้บริโภคในการรับชมทีวีในระบบดิจิตอล ผู้ประกอบการกล่องย่อมมีโอกาสขายกล่องได้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนที่ทุกคนจะได้รับกล่องฟรี การปฏิรูปที่คนจำนวนมากต้องการเห็น หรือแม้แต่ปัญหาคอรัปชั่นที่ทุกส่วนให้ความสำคัญ นำเสนอกันมากมายว่าทำอย่างไรจะจัดการให้หมดไปจากสังคมไทย เป็นเพียง ลมปาก ความฝันของคนบางส่วนเท่านั้นเองหรือ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันกลับเป็นโอกาสให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้อย่างเงียบกริบ //

อ่านเพิ่มเติม >