ฉบับที่ 180 ผู้บริโภคทั่วโลกกดดันบริษัทฟาสต์ฟู้ด ยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยใช้ยาปฏิชีวนะ

ผู้บริโภคทั่วโลกร่วมมือกันกดดัน 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดของโลก ทั้งแม็คโดนัลส์ เคเอฟซี และซับเวย์ ยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยมีการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะทั่วโลกได้มาก ในวันที่ 15 มีนาคมซึ่งเป็นวันสิทธิผู้บริโภคสากล50% ของยาปฏิชีวนะทั่วโลก ถูกใช้ในทางการเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อและการเจ็บป่วยเล็กน้อยซึ่งเคยรักษาได้ในอดีต นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข เผยปัจจุบันปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากขึ้น ทั้งการใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินความจำเป็น โดยมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และมีการติดเชื้อชนิดที่ดื้อยาปฏิชีวนะปีละกว่า 100,000 คน มีผู้ป่วยติดเชื้อชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะ 5 ชนิด เสียชีวิต 38,481 ราย แซงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มูลค่าสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละกว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้ยาปฏิชีวนะตัวเก่าที่เคยใช้ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผู้ป่วยบางรายต้องเปลี่ยนใช้ยาตัวใหม่ซึ่งมีราคาแพงมาก เชื้อดื้อยาบางชนิดไม่มียารักษาที่มีประสิทธิผลดีและปลอดภัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้นและโอกาสเสียชีวิตสูง ผลเสียต่อไปหากเชื้อชนิดนี้แพร่ไปสู่ผู้ป่วยรายอื่นและเกิดการระบาดในชุมชน จะมีผลทำให้โรคติดต่อที่เคยควบคุมได้กลับมาระบาดมากขึ้น นอกจากนี้ เชื้อดื้อยายังสามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมดื้อยาไปสู่เชื้อสายพันธุ์อื่น ทำให้ปัญหาการดื้อยาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น นิตยสารฉลาดซื้อ เชิญชวนผู้บริโภคร่วมปฏิบัติการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ สอบถามความจำเป็นทุกครั้งจากแพทย์ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ และร่วมรณรงค์เรียกร้องให้ทั้งสามบริษัทฟาสต์ฟู้ด ยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการเลี้ยงโดยใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมมือรณรงค์กันง่าย ๆ ด้วยการด้วยการโพสต์รูปตัวเองขณะถือป้าย “ยุติการใช้ยาปฏิชีวนะในเมนูอาหารของเรา #‎AntibioticsOfftheMenu‬ ลงในเฟสบุ้ค และติดแฮชแท็ก #AntibioticsOfftheMenu

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 179 ถอยหลังหรือก้าวหน้า..ข้อเสนอสภาวิชาชีพสุขภาพ

ความร่วมมือของ 7 สภาวิชาชีพในการประกาศจุดยืนไม่ล้มบัตรทอง ให้คนยากไร้คนด้อยโอกาสมีโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น ได้รับการดูแลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องการให้คนรวยร่วมจ่ายเงินเพื่อความยั่งยืน และต้องไม่ล้มละลายจากความเจ็บป่วย ลงนามกันโดยนายกของสภาวิชาชีพอย่างถ้วนหน้า มีบางวิชาชีพแจ้งว่าการลงชื่อดังกล่าวไม่มีการปรึกษาหารือในสภาวิชาชีพแต่ประการใด ไม่แน่ใจว่าเป็นทั้งหมดไหมช่วยกันตรวจสอบด่วน!!! เป็นคำแถลงที่ดูเหมือนดีและอาจจะมีหลายคนหลงเห็นด้วย เพราะถ้ามีเงินก็ควรจ่ายบ้างและคนจนก็ไม่ควรต้องจ่าย เพื่อความเป็นธรรม แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบก็จะพบว่าข้อเสนอนี้ เป็นระบบบริการสุขภาพที่มีในประเทศไทยก่อนปี พ.ศ. 2544 หลังจากนั้นเรามีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 โดยคนจนในประเทศไทยมีระบบสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ส่วนคนรวยก็จ่ายเงินเต็มจำนวนค่ารักษาพยาบาล แต่โดยข้อเท็จจริงคนจน ผู้ยากไร้ คนด้อยโอกาสจำนวนมากไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะไม่มีเงิน ถึงแม้หลายครั้งอาจจะขอสงเคราะห์ได้ พิจารณาได้จากข้อมูลผู้ป่วยที่ไปใช้บริการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น จากปี 2544 กับปัจจุบัน เพราะมั่นใจว่ามีสิทธิในการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือหลายคนคงยังจำภาพข่าวคนจนที่ถูกควักเลนส์ตาคืนหลังจากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าเล็นส์ตาราคา 4,500 บาทได้ครบจำนวน หรือความครอบคลุมสิทธิการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่ทำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมากในปัจจุบัน การเขียนเรื่องนี้ไม่ได้เกิดอารมณ์หมั่นไส้ โกรธแค้น โกรธเคืองสภาวิชาชีพ แต่คิดว่าข้อเสนอดังกล่าวย้อนยุคเกินไปจนไม่อาจจะรับได้ พูดว่าไม่ล้มระบบหลักประกัน แต่ข้อเสนอทำให้ระบบหลักประกันกลายเป็นระบบคนจน ไม่ใช่สิทธิของทุกคนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จุดที่สภาวิชาชีพและภาคประชาชนควรจะต้องช่วยกันคิดคือทำอย่างไรให้ระบบยั่งยืนโดยประชาชนไม่ต้องร่วมจ่ายที่หน่วยบริการ เพราะการร่วมจ่ายที่หน่วยบริการ ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติในการให้บริการ หลายมาตรฐานในการรักษาพยาบาล ใครมีสตางค์ก็สามารถจ่ายเงินเพื่อการรักษาและใช้อุปกรณ์ที่ดีขึ้น แต่การใช้อุปกรณ์และการรักษาที่ดีขึ้นต้องไม่ลืมว่าเป็นความต้องการของทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย เราต่างต้องการบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานมีคุณภาพกันถ้วนหน้า เราไม่ต้องการโรงพยาบาลที่มีห้องยาเฉพาะบัตรทองประกันสังคมและห้องยาข้าราชการ รวมทั้งยากและใช้เงินมาก ในการวัดความจนของคนในประเทศนี้ว่าอยู่ที่ไหน อย่างไร ทั้งที่ทุกคนควรได้สิทธินี้เท่ากัน ถึงแม้ใครจะจ่ายเงินมากขึ้นก็ควรได้การรักษาที่เท่ากัน งานนี้ต้องขอแรงผู้ประกอบวิชาชีพนอกสภาวิชาชีพที่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมในบริการสุขภาพ  ช่วยกันคิดทำข้อเสนอการเพิ่มงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประโยชน์ของทุกคนที่เท่ากันไม่ใช่ยึดติดกับความเชื่อเรื่องคนทุกคนไม่เท่ากัน บริการสุขภาพไม่ใช่การเลือกซื้อรถ ใครมีเงินก็เลือกซื้อรถได้ตามชอบใจ ใครมีเงินมากก็ได้รับการรักษามาก หรือคิดเพียงแค่หากตัดงบประมาณบัตรทองจะช่วยชาวสวนยาง ชาวนา เพราะทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องทำ และรัฐมีหน้าที่เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ลดสิทธิพิเศษของทุน เก็บภาษีตลาดหลักทรัพย์จากการขายที่มีกำไร ลดกำไรของโรงพยาบาลเอกชน เลิกซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ สร้างถนนให้มีคุณภาพ เลิกใช้เงินซ่อมถนนทุกปี ลดเปอร์เซ็นต์คอรัปชั่น จะทำให้สามารถรับประกันรายได้ของชาวนาและชาวสวนยางและมีงบประมาณให้ใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มากทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 178 เลิกสนับสนุนอาหารจีเอ็มโอ

การรณรงค์คัดค้าน(หยุด)การปล่อยผีจีเอ็มโอภายใต้กฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศชัดแจ้งว่า ท่านไม่ได้ต้องการให้ปลูกจีเอ็มโอในประเทศ และได้มีมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ ให้ส่งกฎหมายฉบับนี้คืนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ แต่ต้องบอกว่า ใครมีโอกาสอ่านกฎหมายฉบับนี้คงเห็นได้ชัดว่า กฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้พืชจีเอ็มโอมีโอกาสปลูกทดลองในระดับไร่นาและปลูกเพื่อการค้า ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันอนุญาตให้ทดลองในแปลงที่ปิด เพราะไม่ต้องการให้ปนเปื้อนในพืชดังเดิมและไม่ให้ปลูกเพื่อการค้า จุดเปลี่ยนจีเอ็มโอ มีความสำคัญต่อการผลิตและความมั่นคงอาหารของประเทศ หลายคนบอกว่า ผู้บริโภคไม่เดือดร้อนนะ เพราะยังมีทางเลือกจะเลือกกินหรือไม่กินจีเอ็มโอก็ได้ หากคิดสั้นๆ ก็คงจะถูกต้อง เพราะในช่วงแรกที่พืชท้องถิ่นยังไม่ถูกทำลายหรือปนเปื้อน กลายพันธุ์ ก็ยังมีทางเลือกเหมือนในปัจจุบัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีเพียงข้าวโพดจีเอ็มโอ คงจะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปนเปื้อน ข้ามสายพันธุ์ ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว ข้าวโพดข้าวก่ำ ข้าวโพดแปดแถวโพธาราม ข้าวโพดเทียน ข้าวโพดตักหงาย ก็จะหายไป หรือแม้แต่ข้าวโพดจีเอ็มโอที่ทุ่มตลาดแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี ตอนนั้นผู้บริโภคอย่างเราก็ไม่มีทางเลือกในการบริโภคกันแล้ว เหมือนที่ส้มแสนอร่อยของเมืองไทยหายไป ต้องรอปลูกอีกหลายปีกว่าจะได้ทานกันอีกรอบ แต่จีเอ็มโอมาแล้ว น่าจะกลับตัวยากกว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยจีนแน่นอน ทำให้เห็นการลงแขกจากกลุ่มคนที่หลากหลายออกมาช่วยกัน บางคนหิ้วตระกร้าผัก อุ้มห่าน นำอาหารอินทรีย์มาประชัน และเสนอให้เห็นทางออกของเมืองไทยท่ามกลางสายตาคับแคบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ต้องพูดถึงความไม่ปลอดภัยอาหารจีเอ็มโอที่ไม่มีใครกล้ารับประกัน นักวิทยาศาสตร์ยังเถียงกันไม่จบจนทุกวันนี้ หลักป้องกันไว้ก่อนย่อมปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค มาตรการเบื้องต้นที่ต้องทำทันที คงเป็นการปรับปรุงมาตรการฉลากที่ไม่ทันปัญหาอาหารจีเอ็มโอ ที่อยู่ในเมืองไทย โดยต้องกำหนดให้ฉลากอาหารครอบคลุมอาหารทุกชนิด นอกเหนือถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ข้าวโพดและผลิตภัณฑ์จากข้าวโพด ควรรวมอาหารและผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอที่มีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่ง มะละกอ แป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี มะเขือเทศ แซลมอน และต้องให้มีฉลากหากตรวจพบโปรตีนที่เป็นผลจากการดัดแปรพันธุกรรม ปัญหาตัวเล็กของฉลากจีเอ็มโอ ควรให้มีรูปสัญญลักษณ์จีเอ็มโอที่เห็นได้ง่ายชัดเจนในฉลากเช่นเดียวกับฉลากในประเทศบราซิลที่มีสัญญลักษณ์ตัวอักษรที(T)ในรูปสามเหลี่ยมสีเหลือง ส่วนอาหารของบริษัทใดในกลุ่มนี้ ที่ไม่มีจีเอ็มโอก็ควรอนุญาตให้สามารถแจ้งบนฉลากเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกได้เช่นกัน และสนับสนุนกันให้ชัดเจนเพื่อรักษาความหลากหลายและความมั่นคงของอาหาร พลังของผู้บริโภคสำคัญ ช่วยกันแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าพลังในการไม่ซื้อของเราสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการผลิตและจำหน่ายพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย ฉลาดซื้อจะอาสาเป็นแกนกลางในการเปิดเผยสินค้าที่ใช้วัตถุดิบและปนเปื้อนจีเอ็มโอในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 176 ผลประโยชน์ทับซ้อน

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ถูกดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ กล่าวหาว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่รับเงินรับเงินสสส. หรือสปสช.แล้วออกมาปกป้องการใช้เงินผิดประเภทของสสส. หรือสปสช. ขอเล่าให้สมาชิกฉลาดซื้อได้รับทราบ บอกผ่านไปถึงคุณอานนท์ว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็เหมือนกับองค์กรอื่นๆอีกมากกว่า 40,000 องค์กร ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสสส. โดยผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆ ที่สสส. กำหนด เราไม่ได้มีสิทธิพิเศษในการได้รับเงิน และสสส. ก็คงไม่ค่อยยินดีนักที่พวกเราเป็นผู้ตรวจสอบรัฐบาลทุกรัฐบาล แต่โครงการที่ทำเกิดประโยชน์ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้านที่สำคัญ ผลงานที่ผ่านมาน่าจะพอช่วยยืนยันเช่น มูลนิธิฯ ทำให้กสทช.ประหยัดเงินได้มากถึง 7,000 ล้านบาทในการแจกคูปองดิจิตอล ชนะคดีศาลปกครองกลางในการขึ้นค่าผ่านทางของบริษัทดอนเมืองโทลเวย์ ทำให้รัฐน่าจะได้เงินคืนจากบริษัทไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท ที่สำคัญมูลนิธิได้สร้างความตื่นตัวให้ผู้บริโภคคนเล็กคนน้อยให้ลุกขึ้นมาคุ้มครองตนเองโดยแต่ละปีสามารถช่วยเหลือผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิให้ได้รับการเยียวยาไม่น้อยกว่า 10,000 คนหากคิดเป็นเงินไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท รณรงค์ยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค เรื่องอาหาร รถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัย มาตรฐานการคุ้มครองในด้านต่างๆ ฯลฯ หรือชนะคดีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการแปรรูปปตท.ที่ปตท.ต้องคืนทรัพย์สิน ไม่น้อยกว่า 16,000 ล้านบาทในอดีต หลักการของระบบการเงินการคลังเพื่อสังคม และหลักการการดูแลสุขภาพในมิติที่กว้าง การมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้บริโภคที่จะทำให้เกิดสุขภาวะอย่างยั่งยืน เป็นหลักคิดสากล เป็นการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง หากต้องปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานเพื่อความโปรงใส มีประสิทธิภาพ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ต้องเป็นกลไกที่มีอิสระและความคล่องตัว เพราะทุกคนเห็นการทำงานภาครัฐมาแล้วรู้จุดแข็งจุดอ่อน มามาก ระบบทางเลือกแบบ สสส. และ TPBS จึงเกิดขึ้นมา มูลนิธิฯ สนับสนุนการตรวจสอบ แถมเราทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ อย่างเข้มข้นมาโดยตลอด การตรวจสอบเป็นมาตรการจำเป็นที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลสตง.อย่างเป็นระบบและเที่ยงธรรม ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกตรวจสอบอย่างเสมอหน้า เพราะสังคมต้องการการปฏิรูประบบราชการ และปฏิรูปองค์กรอิสระต่างๆ กันอย่างถ้วนหน้า แต่ปัญหาสำคัญของการตรวจสอบบ้านเรา หากไม่ใช่พวกเรามีความเสี่ยงที่ผิดแน่นอน แต่ถ้าเป็นพวกกันเองทุจริตก็ไม่มีปัญหา งานคอรัปชั่นประเทศนี้เลยไม่ไปไหนเพราะทุกคนต่างต้องหาพวกหรือเส้นสายไว้ก่อนก็จะปลอดภัยดังนั้น หากเรื่องนี้ถูกตั้งธงและจ้างตัวละครเอาไว้เล่นตามบท ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องลุกขึ้นมา

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 175 โปรดทำหน้าที่ด่วน

ข้อเรียกร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง ให้บริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ โทลเวย์  เก็บค่าผ่านทาง ที่ 55 บาทไม่ได้เกินเลยจากคำพิพากษา  เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีที่อนุญาตให้แก้ไขสัญญาสัมปทานในการขึ้นราคาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น  เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน ทั้งสร้างภาระให้กับผู้ใช้ทางเกินสมควรและไม่เหมาะสม ดังนั้นการขึ้นค่าผ่านทางย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย พร้อมให้บริษัทคืนเงินขั้นต่ำ จำนวน4,121,056,540.00 บาทคดีนี้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และพวกรวม 21 ราย ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง  บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด มหาชน   กรมทางหลวง ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 เมษายน 2549 และวันที่ 10 เมษายน 2550 ให้เพิกถอนการแก้ไขสัญญาสัมปทานฉบับที่ 3 รวมทั้งมีคำสั่งให้กรมทางหลวงคิดค่าผ่านทางที่เป็นธรรมคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ชัดเจนใน 3 ประเด็น ว่า สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จากกรณีการเก็บค่าผ่านทางที่ไม่เป็นธรรม สองมติคณะรัฐมนตรีทั้งรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ วันที่ 11 เมษายน 2549 และวันที่ 10 เมษายน 2550 ตามลำดับไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะใช้ข้อมูลการขาดทุนของบริษัทที่ไม่ถูกต้อง ยกเลิกผลประโยชน์ตอบแทนรัฐให้แก่เอกชน ขยายระยะเวลาสัมปทานจากเดิม  25 ปี เป็น 45 ปี ยอมให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐ กำหนดราคาล่วงหน้า ขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต  ทำให้รัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย มติครม.ทั้งสองครั้งจึงม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ทำให้บันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง ฉบับที่ 3/2550 วันที่ 12 กันยายน 2550 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งสัญญาสัมปทานที่เป็นการให้บริการสาธารณะเป็นสัญญาทางปกครอง  การแก้ไขสัญญาที่จำกัดอำนาจรัฐที่มีตามกฎหมาย ในการกำหนดอัตราค่าผ่านทางจะทำมิได้  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญมากต่อทั้งกรมทางหลวง และกระทรวงคมนาคม ที่ต้องแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐปล่อยละเลย ไม่ทำหน้าที่อีก    

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 174 อย่าให้ซ้ำรอยเดิม

เห็นแผนการประมูลคลื่นความถี่ 4G ของกสทช. แล้ว ปวดหัว เพราะทำท่าจะเข้าตำราเดิมในการประมูล 3G ที่ผ่านมา เพราะราคาตั้งต้นประมูลเพิ่มเพียง 0.32% ของคลื่น 3G ราคาตั้งต้นที่กำหนด 13,920 ล้านบาทต่อคลื่นความถี่ 1 ชุด (2 x 15 MHz) ของคลื่นระบบ 1800 MHz อนุญาตให้ใช้คลื่นนาน 15 ปี หรือเพียง 928 ล้านบาทต่อปี จากประมูล 3G เดิมที่ราคา 925 ล้านบาทต่อปีมากขึ้นเพียง 3 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นเองปัญหาสำคัญในการประมูลคราวที่แล้ว คือ บริษัทประมูลคลื่นไปใช้งานในราคาต่ำ แต่ผู้บริโภคใช้บริการราคาแพงเท่าเดิม ความเร็ว 3G ต่ำไม่เร็วจริง คุณภาพบริการโดยรวมไม่ดีขึ้น ร้องเรียนยาก รอสายนาน เสาโทรคมนาคมเต็มบ้านเต็มเมือง ทั้งๆ ที่กสทช.มีกติกาให้ลดราคา 15% รับประกันความเร็วไว้ 345 กิโลบิทส์ต่อวินาที(kbps) สายร้องเรียนโทรฟรี หรือให้มีกติกาการใช้เสาโทรคมนาคมร่วมกันปัญหาราคาประมูลที่ได้จำนวน  41,625 ล้านบาท จากราคาตั้งต้น 40,500 ล้านบาท เพิ่มเพียง 2.7% เพราะมี 3 บริษัทเข้าร่วมประมูลเท่ากับจำนวนคลื่นจำนวน 3 ชุด ยังคงพอจำภาพประมูลคลื่น 3G ที่เคาะเพียง 7 ครั้งกันได้ดี ว่า บริษัทดีแทคและบริษัท ทรู ไม่ได้เคาะราคาประมูลเพิ่มเลยทำให้ได้คลื่นไปใช้ในราคาตั้งต้นที่ 13,500 ล้านบาทต่อ 15 ปี หรือราคา 900 ล้านบาทต่อปี ยกเว้นบริษัทเอไอเอส ที่เคาะเพิ่มอีก 1,225 ล้านบาท ทำให้ได้คลื่นไปในราคา 14,625 ล้านบาท หรือราคา 975 ล้านบาทต่อปีถึงแม้เที่ยวนี้ในการประมูล 4G จะมีการกำหนดกติกาสองชั้นในแต่ละคลื่น กรณีมีคนประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับชุดคลื่น (ใบอนุญาต) จะมีการตั้งต้นที่ราคา 100% ของราคาประเมิน แต่ถ้ามีจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลมากกว่าชุดคลื่นราคาตั้งต้นจะเริ่มที่ 70% ในคลื่น1800 MHz หรือราคาเริ่มต้นเพียง 13,920 ล้านบาทต่อ 15 ปี ซึ่งเป็นราคาที่เพิ่มเพียง 0.32 % ความคาดหวังที่ต้องการเห็นหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประมูลคลื่น 4 G ในครั้งนี้ ต้องกำหนดให้ครบถ้วน สมบูรณ์ บังคับได้จริง ไม่ว่าจะเป็นราคาตั้งต้นที่ประเทศได้ประโยชน์ ความเร็วที่คนหูหนวกสามารถใช้งานได้จริงปกติความเร็วในระบบ 4G จะมากกว่า 3G จำนวน 10 เท่า ความเร็วที่รับประกันควรจะเพิ่มเป็น 3.5 Mbps ไม่ใช่กำหนดไว้ 345 kbps จึงถือได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ต่ำมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับความเร็วมาตรฐานของบริการ 4G ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps รวมทั้งปัญหาเรื่องเสาโทรคมนาคมที่มีความขัดแย้งทั่วประเทศ ก็ควรกำหนดไม่ให้ตั้งในพื้นที่อ่อนไหว เช่น โรงเรียนโรงพยาบาลและชุมชนหรือหากจำเป็นก็ควรห่างไม่น้อยกว่า 400 -1,000 เมตร ส่วนราคาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภคก็ควรลดไปตามสัดส่วนของ3G อย่างเป็นระบบและควรเริ่มระบบการคิดค่าโทรศัพท์ตามการใช้งานจริงหรือไม่ปัดเศษวินาทีหากการประมูลครั้งนี้ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ให้ดีในใบอนุญาต ก็น่าจะเจอปัญหาซ้ำรอยเดิม คงต้องถามไว้ก่อนว่าใครจะรับผิดชอบ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 173 อยู่ในสายเลือด

มางานคุ้มครองผู้บริโภคที่จังหวัดอุบลราชธานี และจำเป็นต้องใช้บริการรถเช่า เพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเป็นเพื่อนนักเรียนปริญญาตรี ได้ให้คำแนะนำว่า ไปเช่ารถใช้งานแถวบ้าน เพราะบริษัทรถยนต์เช่าอยู่อาคารของบ้านเพื่อน ได้รับคำตอบว่ามีรถเช่าราคาประมาณ 1,069 บาท รวมประกันภัยชั้น 1  ใช้ได้ภายใน 24  ชั่วโมง หากเกิน 24  ชั่วโมง คิดชั่วโมงละ 100 บาท เกินสามชั่วโมง คิดอัตราเพิ่มอีก 1 วัน ไม่ถึง 15 นาที รถเช่าก็มาจอดรอหน้าบ้านเพื่อน รอทำสัญญา ซึ่งเราสามารถคืนรถเช่าได้ที่สนามบิน นับเป็นบริการที่สะดวก สบาย ยังไม่นับรวมบริการที่ลดราคา หากใช้บริการกับสายการบินที่มีบริการเช่ารถยนต์กับบางบริษัทอยู่ด้วย แต่ไม่ว่าจะเช่ารถขับด้วยวิธีไหน เราต้องไม่ลืมตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ด้วยก็แล้วกัน สิ่งแรก ที่ผู้บริโภครถเช่าในเมืองไทยต้องมี คือความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เพราะสัญญาเช่ารถนั้น มันมีแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่มีสัญญาฉบับภาษาไทยเลย เมื่อถามหาสัญญาเช่าภาษาไทยไม่มีให้บริการ ถามว่า คนเช่าส่วนใหญ่เป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ได้คำตอบว่าคนไทยมากกว่า(อ้าว ยังไง) ดังนั้นคงไม่ใช่ปัญหาคนไทยไม่เช่ารถแน่นอน ประการที่สอง รถที่นำมาให้เช่า ถูกให้ข้อมูลว่า เป็นรถที่มีบริการประกันภัยชั้น 1 เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาคนเช่าไม่ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อสอบถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุจะคุ้มครองยังไง ก็บอกว่าคุ้มครองรถ รถถูกขีดข่วน ชน ผู้เช่าขับไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ส่วนคนขับและผู้โดยสาร รับผิดชอบยังไง พยายามถามซ้ำหลายรอบก็ตอบคำถามไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ก็ได้ โดยราคาค่าเช่ารถยนต์จะถูกไปอีกประมาณ 200 กว่าบาท เพียงผู้เช่าต้องค้ำประกัน 20,000 บาท และต้องจ่ายขั้นต้นประมาณ 4,000 บาทหากเกิดอุบัติเหตุ หากมีประกันภัยชั้นหนึ่งค้ำประกันเพียง 10,000 บาท เมื่อขอดูสัญญาประกันภัยชั้น 1 ของรถยนต์ กลายเป็น(แค่)สัญญาพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือประกันภัยภาคบังคับที่รถยนต์ทุกคันต้องทำ (บุคคลที่สาม) เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า เราทำประกันภัยชั้น 1 ทุกคัน ไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยมีใครถามเขาแบบนี้มาเลยในการทำงานหลายปี มีรอยขีดข่วนผู้เช่าก็ไม่รับผิดชอบอะไร เกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เลยทำให้ตัดสินใจ ไม่เช่ารถ แต่ไม่มีเวลามากนัก จึงยังไม่ได้ตรวจสอบของทุกบริษัทในจังหวัดอุบลราชธานี ผู้อ่านฉลาดซื้อที่อยู่จังหวัดอื่นๆ ลองช่วยกันให้ข้อมูลมาหน่อยนะว่าจังหวัดต่างๆ ที่มีสนามบิน หรือมีบริการรถเช่าขับเอง มีสัญญาภาษาไทยมีสัญญาเรื่องการทำประกันภัยชั้น 1 ให้ผู้บริโภคตรวจสอบ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่คำรับประกันของพนักงานให้เช่ารถคงไม่สามารถรับประกันได้ ถึงแม้คำโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเพราะสายเลือดผู้บริโภคแท้ๆ เลยต้องเช่ารถตู้ใช้บริการแทนที่จะได้เช่ารถยนต์ใช้งาน แต่ก็ถือว่าได้คนขับรถแถมมา สบายกว่าเดิมอีกนะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 172 บทบรรณาธิการ

สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณสุภาพ คลี่ขจาย นักสื่อสารมวลชน ที่มีบทบาททางการเมืองด้วย ได้สัมภาษณ์สอบถามเรื่องความก้าวหน้าของกฎหมายปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ตอบคุณสุภาพไปว่า มีความคืบหน้าน้อยมาก กฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะส่งให้คณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่จนบัดนี้กฎหมายยังนอนอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คุณสุภาพได้ตังคำถามว่า ทำไมไม่ออกมาโวยวายบอกให้คนอื่นได้รับรู้ ได้ตอบคุณสุภาพไปว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกฎหมาย NGOs เป็นกฎหมายองค์กรผู้บริโภค หากโวยวายมาก เขาก็จะบอกว่า เราทำเพราะอยากมีตำแหน่งในกฎหมายฉบับนี้ NGOs กำลังสร้างอำนาจของตนเองกฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยน(คานงัด)ที่สำคัญของผู้บริโภค แต่เดิมที่ผู้บริโภคต้องรอให้คนอื่นมาช่วยเหลือ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคมีเพื่อน เป็นการเพิ่มพลังและอำนาจต่อรองให้กับผู้บริโภค มีแล้วจะมีประโยชน์อะไรกับผู้บริโภค ประโยชน์มากสุดคงทำให้ผู้บริโภค มีความสามารถเท่าทันการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โฆษณาในทีวีที่หลอกเราได้ทุกวัน มีที่พึ่งเมื่อเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิกับผู้บริโภค ปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหากับผู้บริโภค ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอยากใช้สิทธิ เพราะเราส่งเสริมให้ใช้สิทธิ แต่พบว่า เมื่อใช้สิทธิแล้วยาก หลายคนไปทุกหน่วยงาน ใช้เวลาตั้งแต่เป็นเดือนยันหลายปี องค์การนี้จะช่วยทำให้กลไกต่าง ๆ ทำงานและทำหน้าที่ของตนเองได้มากขึ้น บางคนร้องเรียนหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคใช้เวลานานถึง 92 วันแล้วยังไม่แล้วเสร็จในขั้นตอนการไกล่ไกลี่ย? บางคนร้องเรียนว่า ช่วยฟ้องคดีอยู่ 4 ปี แต่แพ้คดีเพราะไม่ใช่คดีผู้บริโภค คงเป็นตัวอย่างส่วนน้อยของความทุกข์ของผู้บริโภคที่ใช้สิทธิในปัจจุบัน การเพิ่มแต้มต่อให้ผู้บริโภคสำคัญในยุคที่รัฐเข้มแข็ง และสนับสนุนภาคธุรกิจเป็นหลักในทิศทางการพัฒนา การปฏิรูปในปัจจุบัน ต้องเพิ่มแต้มต่อหรืออำนาจต่อรองให้ผู้บริโภคเหมือนที่จอห์นเอฟเคเนดี้บอกว่า หากสหรัฐอเมริกาจะเป็นมหาอำนาจต้องเพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้บริโภคและทำให้สิทธิของคนผิวดำทัดเทียมกับคนผิวขาว กฎหมายฉบับนี้ที่ไม่เกิดเพราะมีคนบอกว่า ภาครัฐและธุรกิจไม่อยากให้เกิด ย่อมสะท้อนว่ากฎหมายฉบับนี้ดี และจะเป็นพลังและแต้มต่อให้ผู้บริโภคในอนาคตแน่นอน 17 ปีที่ผ่านมา หากกฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันในต่างประเทศ ป่านนี้คงได้ตั้งชื่อว่าเป็นกฎหมายของสารีไปแล้ว(อิๆ)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 171 ถึงเวลา ? ยุติการขยายตัวร้านสะดวกซื้อในชุมชน

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ ป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดการค้าโดยพ่อค้าคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างมีระบบ และคำนึงถึงความเป็นธรรมในการควบคุมให้ผู้ประกอบการค้าด้วยกัน ไม่เอาเปรียบกันเอง หากไม่ควบคุมผู้ประกอบการค้าให้ดี ในที่สุดผู้บริโภคจะได้รับความเดือดร้อนมาก ถ้าเป็นการผูกขาดสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต กฎหมายจึงต้องป้องกันไว้ก่อน มีโอกาสไปรับฟังปัญหาผู้บริโภคในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ได้รับทราบปัญหาของผู้ประกอบการไปด้วย ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับผู้บริโภค โดยเฉพาะปัญหาการปิดกิจการของร้านอาหารตามสั่ง จากผลกระทบของร้านสะดวกซื้อที่เปิดฝั่งตรงข้าม หากเราไม่ได้เป็นลูกสาว หรือคนในครอบครัวร้านสะดวกซื้อ เราก็ไม่มีโอกาสได้รับรู้ปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้น และมีความทุกข์อย่างไร  แต่หากผู้บริโภควิเคราะห์ให้ดี จะเห็นได้ว่า การปิดกิจการของร้านอาหารตามสั่งย่อมมีผลต่อร้านขายผัก ขายปลา ขายหมู ขายของในตลาดอีกมากมาย และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับเกษตรกรที่ปลูกผัก หรือคนที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เหมือนบทเรียนผลกระทบจากส้มจีนที่ทำให้ส้มเขียวหวาน ส้มบางมด ส้มรังสิต ส้มโชกุน ส้มฝาง ล้มหายตายจาก ส้มในประเทศราคาแพงแถมไม่มีคุณภาพ ไม่อร่อยในปัจจุบัน ระบบการผลิตอาหารที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทขนาดใหญ่ ถึงแม้บางครั้งจะทำให้อาหารมีราคาถูก เพราะต้นทุนที่แตกต่างกัน เช่น ต้นทุนในการทำข้าวผัด บะหมี่เกี๊ยวที่แตกต่างกัน ถึงแม้ร้านเล็กๆ ต่างจะปรับตัวใช้การเพิ่มประสิทธิภาพ ดำเนินการในระบบเฟรนไชส์ แต่ก็ไม่สามารถสู้ต้นทุนที่แตกต่างกัน หรือการแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนไข่ หมู ไก่ ข้าวในราคาที่ต่ำกว่า เหมือนการชกมวยที่ใช้นักมวยคนละรุ่นมาชกแข่งขันกันย่อมไม่มีสู้กันได้ หากมีแต่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ย่อมจำกัดทางเลือกของผู้บริโภคไปโดยปริยาย เพราะถึงแม้เราจะสนใจ ให้ความสำคัญหรือต้องการอาหารที่หลากหลาย ก็ยากที่จะมีให้บริโภค เพราะอาหารที่มีมักจะกลายเป็นอาหารที่ต้องได้กำไร สามารถทำได้ในระบบขนาดใหญ่ ทางเลือกของอาหารหรือความมั่นคงของอาหารของผู้บริโภคก็อยู่ในกำมือของผู้ผลิตขนาดใหญ่ เช่น การผูกขาดสินค้าเกษตรที่มีให้เห็นในหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ไก่  ไข่ ปลาบางชนิด ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคที่หลากหลายหรือแม้แต่ท้ายที่สุดส่งผลต่อวิถีการบริโภคของผู้บริโภคอย่างเรา ดังที่วิจัยของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยบริโภคแอปเปิ้ล เป็นลำดับต้นมากกว่าผลฝรั่งมาหลายปี

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 170 มีเพียงสคบ. ไม่เห็นด้วย ทำไมพลเมืองอย่างเราต้องยอม

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกโฆษณาว่า พลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งภาครัฐที่หวงอำนาจก็จะบอกว่าไม่ชอบเลยมากไป ส่วนคนในภาคประชาชนบางส่วนก็บอกว่าจะจริงหรือ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสินค้าหรือฉลากสินค้าที่เข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง ก็ต้องบอกว่า ในหมวดสิทธิเสรีภาพมีความก้าวหน้ามากขึ้นจริง เช่นกลไกการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อในการเสนอกฎหมายของประชาชน ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหลักการกฎหมายของสปช. รัฐบาลจะพิจารณาทันที รวดเร็ว ไม่เกิน 20 วัน แต่จนบัดนี้ยังไม่เห็นร่างกฎหมายหลุดรอดจากมือคณะรัฐมนตรีไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เหตุผลที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรีเพราะ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีความเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ว่า มีความซ้ำซ้อนกับอำนาจของสคบ. ทำให้สคบ. มีเจ้านายเพิ่ม ไม่มีความจำเป็น ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความซ้ำซ้อนเลย เพราะองค์การนี้ทำหน้าที่เหมือนสปช. เช่น การเสนอให้คิดค่าโทรศัพท์ไม่ปัดเศษวินาทีเป็นนาที สามารถตรวจสอบกสทช. ต่อเนื่องได้ว่า ทำไมไม่บังคับใช้การคิดค่าโทรศัพท์ตามที่ใช้จริงซะที แต่ไม่ได้มีหน้าที่ปรับบริษัทโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนั่นเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ หรือการที่สปช. ช่วยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยไม่ใช่ลดดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียว เพราะสคบ. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ คงไม่กล้าเถียงรัฐมนตรีคลังแน่นอน แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกเตะสกัด โดนวางกรวยยางสามสี่ชั้น ขัดแข้งขัดขาอยู่อย่างเต็มที่ ท่ามกลางการทำหน้าที่กันไปวันๆ ไม่เต็มที่ ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนอย่างเราได้รู้สึกอุ่นใจ มั่นใจว่าได้รับการคุ้มครอง   หากเทียบเคียงด้วยการเสนอกฎหมายนี้แล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ และเกิดมีประชาชนเข้าชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอกฎหมาย กฎหมายจะถูกพิจารณาในขั้นแรกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะถูกนำส่งนายกรัฐมนตรีเพราะเกี่ยวข้องกับการเงิน(ให้มีการสนับสนุนที่เป็นอิสระ 3 บาทต่อประชากร) และนายกรัฐมนตรีจต้องพิจารณาภายใน 30 วัน หากไม่แล้วเสร็จถือว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะสามารถผ่านขั้นตอนรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และหากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ่วม โดยทุกขั้นตอน ต้องมีสัดส่วนของผู้เสนอกฎหมายไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ แต่หลังจากออกมายังกรรมาธิการร่วม สิ่งที่กรรมการยกร่างหลงลืมไปคือ ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมายของทั้งสองสภา เพราะจากบทเรียนของกฎหมายองค์การอิสระฯ ในอดีต คือหลังจากผ่านกรรมาธิการร่วมแล้ว วุฒิสภา นำไปพิจารณาเห็นชอบทันที ส่วนสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการตั้งวาระ ไม่มีการพิจารณา จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาและเกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ข้อดีอีกประการหนึ่งในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ คือ คงเป็นสิทธิของผู้เสนอกฎหมาย เพราะหากสุดท้ายกฎหมายที่เข้าชื่อกันมาไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อมีสิทธิร้องขอให้ทำประชามติกฎหมายฉบับนั้นได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกโฆษณาว่า พลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งภาครัฐที่หวงอำนาจก็จะบอกว่าไม่ชอบเลยมากไป ส่วนคนในภาคประชาชนบางส่วนก็บอกว่าจะจริงหรือ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสินค้าหรือฉลากสินค้าที่เข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง ก็ต้องบอกว่า ในหมวดสิทธิเสรีภาพมีความก้าวหน้ามากขึ้นจริง เช่นกลไกการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อในการเสนอกฎหมายของประชาชน ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหลักการกฎหมายของสปช. รัฐบาลจะพิจารณาทันที รวดเร็ว ไม่เกิน 20 วัน แต่จนบัดนี้ยังไม่เห็นร่างกฎหมายหลุดรอดจากมือคณะรัฐมนตรีไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เหตุผลที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรีเพราะ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีความเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ว่า มีความซ้ำซ้อนกับอำนาจของสคบ. ทำให้สคบ. มีเจ้านายเพิ่ม ไม่มีความจำเป็น ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความซ้ำซ้อนเลย เพราะองค์การนี้ทำหน้าที่เหมือนสปช. เช่น การเสนอให้คิดค่าโทรศัพท์ไม่ปัดเศษวินาทีเป็นนาที สามารถตรวจสอบกสทช. ต่อเนื่องได้ว่า ทำไมไม่บังคับใช้การคิดค่าโทรศัพท์ตามที่ใช้จริงซะที แต่ไม่ได้มีหน้าที่ปรับบริษัทโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนั่นเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ หรือการที่สปช. ช่วยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยไม่ใช่ลดดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียว เพราะสคบ. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ คงไม่กล้าเถียงรัฐมนตรีคลังแน่นอน แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกเตะสกัด โดนวางกรวยยางสามสี่ชั้น ขัดแข้งขัดขาอยู่อย่างเต็มที่ ท่ามกลางการทำหน้าที่กันไปวันๆ ไม่เต็มที่ ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนอย่างเราได้รู้สึกอุ่นใจ มั่นใจว่าได้รับการคุ้มครอง หากเทียบเคียงด้วยการเสนอกฎหมายนี้แล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ และเกิดมีประชาชนเข้าชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอกฎหมาย กฎหมายจะถูกพิจารณาในขั้นแรกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะถูกนำส่งนายกรัฐมนตรีเพราะเกี่ยวข้องกับการเงิน(ให้มีการสนับสนุนที่เป็นอิสระ 3 บาทต่อประชากร) และนายกรัฐมนตรีจต้องพิจารณาภายใน 30 วัน หากไม่แล้วเสร็จถือว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะสามารถผ่านขั้นตอนรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และหากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ่วม โดยทุกขั้นตอน ต้องมีสัดส่วนของผู้เสนอกฎหมายไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ แต่หลังจากออกมายังกรรมาธิการร่วม สิ่งที่กรรมการยกร่างหลงลืมไปคือ ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมายของทั้งสองสภา เพราะจากบทเรียนของกฎหมายองค์การอิสระฯ ในอดีต คือหลังจากผ่านกรรมาธิการร่วมแล้ว วุฒิสภา นำไปพิจารณาเห็นชอบทันที ส่วนสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการตั้งวาระ ไม่มีการพิจารณา จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาและเกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ข้อดีอีกประการหนึ่งในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ คือ คงเป็นสิทธิของผู้เสนอกฎหมาย เพราะหากสุดท้ายกฎหมายที่เข้าชื่อกันมาไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อมีสิทธิร้องขอให้ทำประชามติกฎหมายฉบับนั้นได้

อ่านเพิ่มเติม >