ฉบับที่ 107 นาโนเทคโนโลยี : โอกาสหรือความเสี่ยง (ตอน 1)

นาโนเทคโนโลยีถือว่าเป็นเทคโนโลยี ในอนาคตที่สำคัญ อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากมนุษย์ได้นำมาใช้งานตั้งแต่เมื่อหลายทศวรรษก่อนในผลิตภัณฑ์เคลือบ เงาและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาถึงแม้ว่าในตอนนั้นมันจะไม่ได้ใช้ชื่อนี้ก็ตาม ปัจจุบันนาโนเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่กำหนดไว้ในหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องสำอาง อาหารและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้มีโอกาสรับรู้เลย และปัจจุบันนี้ยังไม่มีข้อกำหนดว่าต้องมีการติดฉลากแสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์นาโน บทความในคราวนี้จึงขออธิบายความรู้และความไม่รู้ ที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี ที่มีผลต่อชีวิตของผู้บริโภคกระแสหลักในบ้านเราครับ โดยขออนุญาตนำข้อมูลจาก สถาบันประเมินความเสี่ยงแห่งของสหพันธรัฐ เยอรมนี (Federal Institute for Risk Assessment) มาลงในคอลัมน์นี้ครับ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และผู้บริโภคเชื่อว่าการใช้งานวัสดุนาโนจะนำไปสู่การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก่อให้เกิดคำถามว่าผลิตภัณฑ์นาโนใหม่ๆ เหล่านี้จะนำความเสี่ยงที่ยังไม่รู้มาสู่มนุษย์หรือไม่ อนุภาคนาโนบางชนิดที่ปรากฎอยู่ในรูปแบบที่ไม่เกาะเกี่ยวกัน (unbound form) อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพบางประการได้ การวิจัยเรื่องความเสี่ยงของนาโนเทคโนโลยี ในบริบทนี้ทางสถาบันประเมินความเสี่ยง ให้ความสนใจเรื่องปฏิกิริยาต่อต้านอนุภาคนาโนที่อาจเกิดขึ้นได้ในร่างกายมนุษย์ ถึงแม้ว่าพบวัสดุนาโนในผลิตภัณฑ์หลายประเภทจะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประชากรเยอรมันเกินกว่าครึ่งหนึ่งแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้เลย ประโยชน์ของมันหรือความเสี่ยงที่เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นบทความนี้ จะตอบคำถามในประเด็นที่สำคัญ สำหรับนาโนเทคโนโลยี1 “นาโน” มีขนาดเล็กแค่ไหน ?“นาโน” มาจากภาษากรีก หมายความว่าคนแคระ “นาโน” เป็นคำศัพท์ที่ใช้สำหรับเศษส่วนพันล้านของเมตร (= 1 นาโนเมตร)อนุภาคนาโนหมายถึงอะไร ?อนุภาคนาโนคืออนุภาคที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 100 นาโนเมตร (nm) เนื่องจากอนุภาคนาโนขนาดเล็กเหล่านี้มีสมบัติทางกายภาพ แตกต่างจากอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าในวัสดุประเภทเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้มันน่าสนใจสำหรับการนำไปใช้งานที่หลากหลาย แต่ทว่า ในขณะเดียวกันความเล็กของอนุภาคนาโนก็สามารถนำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านของร่างกายมนุษย์ได้   สถาบันประเมินความเสี่ยง เกี่ยวข้องอย่างไรในการวิจัยเรื่องความเสี่ยงของนาโนเทคโนโลยี ?สถาบัน (FRA) ร่วมมือกับสถาบันกลางความปลอดภัยและสุขภาพในสถานที่ทำงาน (Federal Institute for Occupatioanl Safety and Health) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมกลาง (Federal Environment Agency) ได้พัฒนากลยุทธ์ในการวิจัยเพื่อแยกแยะความเสี่ยงที่เป็นไปได้จากนาโนเทคโนโลยี จุดประสงค์ของ กลยุทธ์การวิจัยนี้คือจัดโครงสร้างในเรื่องสาขาการวิจัย เพื่อพัฒนาวิธีการในการวัดผลและแยกแยะอนุภาคนาโน เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการได้รับอนุภาคและผลกระทบที่เป็นพิษหรือผลกระทบที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการทดสอบความเสี่ยงและกลยุทธ์ในการตรวจสอบ ในขณะเดียวกัน (FRA) จะทำการสำรวจผู้เชี่ยวชาญในสาขานาโนเทคโนโลยี เป้าหมายคือแยกแยะวัสดุนาโนที่กำลังถูกใช้หรืออาจจะถูกใช้ เพื่อจัดกลุ่มพวกมันตามการนำไปใช้งานและเพื่อร่างข้อสรุปเกี่ยวกับการที่ผู้บริโภคได้รับอนุภาคจากข้อมูลเหล่านั้น จากพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ที่มีเรื่องการได้รับสารและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น (FRA) ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ แยกประเภทการใช้งานตามระดับความเสี่ยงที่เป็นไปได้และพัฒนากลยุทธ์สำหรับทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลงที่สุด ในตอนที่ 2 ฉบับหน้าจะตอบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผลิตภัณฑ์จากนาโนเทคโนโลยีครับ   ข้อมูลอ้างอิง1 Frequently Ask Question on Nanotechnology, Federal Institute for Risk Assessment, 2006   นาโนเทคโนโลยีหมายถึงอะไร ?นาโนเทคโนโลยีเป็นศัพท์ทั่วไปที่ใช้เรียกเทคโนโลยีกว้างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในวิทยาศาสตร์ตามธรรมชาติหลายประเภท เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และการแพทย์ ที่จริงแล้วมันจะถูกต้องมากกว่าถ้าจะเรียกว่ากลุ่มของนาโนเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการวิจัยในเรื่องกระบวนการประมวลผลและการผลิตโครงสร้างและวัสดุที่ด้านอย่างน้อยหนึ่งด้านมีขนาดเล็กกว่า 100 นาโนเมตร (nm)  วัสดุนาโนมีโครงสร้าง “รูปทรงจุด” (อนุภาคนาโน แคปซูลนาโน กลุ่มก้อนหรือกลุ่มโมเลกุล) โครงสร้าง “เส้นตรง” (เส้นใยนาโน หลอดนาโน เสื้อร่มนาโน) และการเคลือบที่บางมาก โครงสร้างกลับรูป (รู) ก็อยู่ในประเภทนี้ด้วย เนื่องจากมีความเป็นไปได้ในการนำนาโนเทคโนโลยีมาพัฒนาโครงสร้าง เทคนิค และระบบที่มีคุณสมบัติและการทำงานแบบใหม่ จึงเพิ่มความน่าสนใจในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ วิทยาศาสตร์และผู้บริโภค โดยหวังว่าศักยภาพนี้จะนำไปสู่การใช้งานที่มีประโยชน์ เช่น หุ่นยนต์ เทคโนโลยีรับรู้ความรู้สึก วิศวกรรมกระบวนการ ชีวเทคโนโลยี และการแพทย์ รวมไปถึงการพัฒนาต่อไปในอนาคตเกี่ยวกับอาหาร ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค และเครื่องสำอาง ฐานข้อมูลของผลิตภัณฑ์นาโนที่อยู่ในท้องตลาด ณ ปั¬¬¬จจุบันนี้สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.nanotechproject.org/44/consumer-nanotechnology ฐานข้อมูล “คลังผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ใช้นาโนเทคโนโลยี” เป็นโครงการของ Woodrow Wilson International Centre for Scholars. จะทราบได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นมีวัสดุนาโนอยู่รึเปล่า ?ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีวัสดุนาโนหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีข้อกำหนดว่าต้องติดฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์นาโน ผู้บริโภคสามารถรู้ถึงการใช้วัสดุนาโนได้ก็ต่อเมื่อผู้ผลิตทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของพวกเขาโดยการอ้างถึงนาโนเทคโนโลยี แต่การโฆษณาผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีอนุภาคนาโนหรือวัสดุนาโนอยู่จริงหรือไม่ ผู้บริโภครู้อะไรบ้างเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี ?ถึงแม้ว่าจะมีวัสดุใหม่ๆ ที่ผลิตโดยการใช้นาโนเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค คนจำนวนมากไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับอะไร ตามที่มีการสำรวจมา คนเยอรมัน 50% ไม่รู้เลยว่าคำย่อที่เรียกว่า “นาโน” นั้นหมายถึงอะไร คนที่ได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี มักจะมองเทคโนโลยีในทางบวกและชี้ไปที่ประโยชน์ของมัน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคส่วนมากอยากให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยการใช้นาโนเทคโนโลยีมีการติดฉลากอย่างชัดเจน  นาโนเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทไหนแล้วบ้าง ?ขณะนี้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ซึ่งมีส่วนประกอบที่ผลิตด้วยนาโนเทคโนโลยีแล้ว ได้แก่ เครื่องสำอาง อาหารหรือสิ่งทอ ตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์นาโนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขนาดในระดับนาโนคือสิ่งเดียวที่จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการที่จะผลิตวัตถุที่มีสมบัติใหม่อย่างสิ้นเชิง เช่น สีรถยนต์ที่ทนต่อรอยขูดขีด เน็คไทที่กันฝุ่น หรือผลิตภัณฑ์กันแดดที่ปกป้องแสงยูวีได้ดีขึ้น  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 106 ของขวัญไอทีรับปีเสือยิ้ม

ปีใหม่นี้ หากคุณอยากซื้ออุปกรณ์ไอทีดีๆ สักชิ้นเพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเองหรือคนที่คุณรัก แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออุปกรณ์อะไร ยี่ห้อหรือรุ่นไหนเพื่อจะให้ “คุ้ม” กับเงินและมี “ค่า” กับผู้รับที่สุด ฉลาดซื้อฉบับนี้ยินดีนำเสนอตัวเลือกเด็ดๆ ที่คัดสรรมาแล้วผลทดสอบตลอดปีให้คุณ   สำหรับใครที่ชอบท่องโลกไซเบอร์เราขอแนะนำ แอปเปิ้ล “iPhone 3GS” โทรศัพท์ที่ให้คุณมากกว่าดีไซน์เก๋ เพราะมาพร้อมระบบดาวเทียมค้นหาตำแหน่งรองรับโปรแกรม Google Maps และเข็มทิศดิจิตอล กล้องดิจิตอล 3 ล้านพิกเซลที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว ใช้งานอินเตอร์เน็ต Full HTML รับ-ส่งข้อความอีเมล์ เอาใจคนชอบฟังเพลงด้วยเครื่องเล่นเพลง iPod รองรับชุดหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. ที่สำคัญคือมีความทนทานและมีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน(แบตเตอรี่)ในระดับดีมาก นอกจากนี้ยังรองรับระบบ 3G ที่กำลังเริ่มใช้ในเมืองไทย แต่เพราะมีกล้องหลังตัวเดียวจึงอาจใช้งาน video call ได้ยากสักหน่อย 16GB 24,500 บาท และ32GB 28,500 บาท “โนเกีย N97” คงถูกใจผู้รักการฟังเพลงและการส่งเอสเอ็มเอสเป็นชีวิตจิตใจ เพราะได้คะแนนในด้านนี้ไปถึง 5 ดาว แถมยังได้คะแนนเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับดีมาก มาพร้อมจอสัมผัส TFT-LCD 16 ล้านสี - 360 x 640 พิกเซล (3.5") แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด QWERTY เครื่องเล่นเพลงรองรับไฟล์เสียง MP3, AAC, eAAC, eAAC+, WMA กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวและกล้องตัวที่ 2 รองรับระบบ video call ราคา 23,730 บาท มอบความปรารถนาดีให้คนที่คุณรัก“โทรไม่ถือ”ขณะขับรถ ด้วยอุปกรณ์บลูทูธ “Jabra BT500v” ได้คะแนนความสบายในการสวมใส่และการใช้โดยทั่วไปในระดับดีมาก สนทนาต่อเนื่องได้ 12 ชั่วโมง และเปิดรอรับสายได้นาน 300 ชั่วโมง สามารถโทรออกด้วยเสียง โทรออกเบอร์โทรล่าสุด ปฏิเสธสาย พักสาย รับสายเรียกซ้อน ระยะรับสัญญาณ 10 เมตร น้ำหนัก 19.4 กรัม ราคา 2,490 บาท ส่วนผู้ที่อยากใช้บลูทูธมากกว่าการโทรออกหรือรับสาย หูฟังสเตอริโอ “โซนี่ อีริคสัน HBH-DS970” จะตอบสนองความต้องการของคุณ บลูทูธที่สามารถฟังเพลงด้วยปลั๊กสองหู เรียกดูเพลงได้ และมีรีโมตควบคุมระดับเสียงเพลง ส่วนฟังก์ชั่นการโทรก็ไม่น้อยหน้า มีระบบการโทรด้วยเสียง การจัดการสายที่สอง โทรซ้ำและแสดงหมายเลขผู้โทรเข้า สนทนาต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง เปิดเครื่องรอสายได้ 300 ชั่วโมง น้ำหนัก 29.6 กรัม ราคา 4,590 บาท อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจซื้อบลูทูธอย่าลืมตรวจสอบว่าอุปกรณ์รุ่นนั้นๆ สามารถใช้กับโทรศัพท์ของคุณได้หรือไม่ และหาโอกาสทดลองใส่ดูว่าสบายหูไหม ไม่เช่นนั้นหากอุปกรณ์ดีแค่ไหน หากใช้ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนนี่ มีประโยชน์กับคนขี้เหงาแน่นอน ด้วยเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลขนาดเล็กที่สุดในโลก “Apple iPod Shuffle” ไปที่ไหนก็ไม่เหงาเพราะมีเสียงเพลงเป็นเพื่อน ได้คะแนนความสะดวกในการพกพาถึง 5 คะแนน คุณภาพเสียงอยู่ในระดับดี พร้อมฟังก์ชั่น VoiceOver สำหรับบอกชื่อเพลงและชื่อศิลปิน (เสียอย่างเดียวคือมันยังไม่พูดภาษาไทย) เล่นเพลงต่อเนื่องได้นาน 12 ชั่วโมงต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง น้ำหนักเพียง 9 กรัม ราคา 2,800 บาทแต่หากใครชอบสะสมเพลงโปรด ขอแนะนำ “Apple iPod classic 160GB hard disk” เครื่องเล่นเพลง MP4 ที่จุ???เพลง???ได้???สูงสุด?? 40,000 ??เพลง?? ??ให้คุณภาพเสียงระดับดี เล่นเพลงต่อเนื่อง?? 46.5 ??ชั่วโมง???และ???ชมวิดี???โอ?? 7 ??ชั่วโมง พร้อมจอแสดงผลสีขนาด?? 2.5 ??นิ้ว น้ำหนัก 137 กรัม ราคา 10,200 บาท “Samsung YP-Q2” เครื่องเล่นเพลงสารพัดประโยชน์ เพราะมีทั้งฟังก์ชั่น วิทยุ FM เล่นเกม บันทึกเสียง และบันทึกจากเสียงวิทยุ หน้าจอขนาด 2.4 นิ้วสำหรับดูภาพและคลิปวิดีโอ มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในระดับดีมาก เล่นเพลงต่อเนื่องได้ 53.5 ชั่วโมง น้ำหนัก 58 กรัม ราคา 3,490 บาท คุณภาพเสียงที่ดีนอกจากจะมาจากเครื่องเล่นเพลงที่ดีแล้ว ยังมาจากหูฟังที่มีคุณภาพด้วย “Beyerdynamic DTX800” ให้คุณภาพเสียงดีเลิศในระดับ 5 ดาวในราคาที่ต่ำกว่าหูฟังยี่ห้ออื่นๆ กว่าครึ่ง ตอบสนองความถี่ 10 Hz-22 kHz ได้คะแนนปราศจากเสียงรบกวนจากสายหรือตัวเครื่องในระดับดีมาก น้ำหนักรวมสาย 290 กรัม ราคา 4,373 บาท  หากงบประมาณไม่เกิน 1,000 บาท แต่ต้องการหูฟังคุณภาพสูง “Sennheiser HD 201” ราคาเพียง 990 บาท แต่ได้คุณภาพเสียง ความทนทาน ความสะดวกในการใช้งานและความสบายในการสวมใส่ถึง 4 ดาว ตอบสนองความถี่ 21 Hz-18 kHz น้ำหนักรวมสาย 188 กรัม เตรียมเก็บภาพประทับใจตลอดปีขาลด้วยกล้องวิดีโอ “Canon Legria HF200” ระบบบันทึกภาพแฟลชเมมโมรี่ เลนส์วีดีโอ HD ออพติคอลซูม 15 เท่า ให้ภาพความละเอียดสูงแบบ Full HD คุณภาพภาพเคลื่อนไหวในระดับดีมาก ฟังก์ชั่น Dual Shot สามารถบันทึกภาพนิ่งที่ความละเอียด 3.3 ล้านพิกเซล และบันทึกภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งในขณะเดียวกันที่ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ราคา 29,900 บาท จิ๋วแต่แจ๋วต้องตัวนี้ “Canon Legria FS200” กล้องวิดีโอที่มาพร้อมฟังก์ชั่นซูมออฟติคอลถึง 37 เท่าและระบบป้องกันภาพสั่นไหว ได้คะแนนระยะเวลาในการบันทึกภาพในระดับดีมาก เพราะบันทึกภาพได้นานสูงสุดถึง 3.5 ชั่วโมงต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง น้ำหนัก 279 กรัมราคา 12,900 บาท ฉลาดซื้อหวังว่าคุณคงจะได้ไอเดียในการเลือกซื้ออุปกรณ์ไอทีที่คุณภาพดีและเหมาะสมกับการใช้งานให้เป็นของขวัญแด่คนที่คุณรัก เพราะการพิถีพิถันในการเลือกซื้อ เลือกใช้ นอกจากผู้ใช้จะได้ประโยชน์แล้วยังส่งผลดีต่อธรรมชาติด้วย เพราะหมายความว่าคุณจะสามารถใช้อุปกรณ์นั้นๆได้นานก่อนจะทิ้งให้เป็นภาระกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 105 รถเข็นเด็ก: อันตรายจากสารเคมีที่แอบแฝง

โดย ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ประธานอนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสินค้าและบริการรายการข่าวหลายช่องได้นำเสนอข่าวอุบัติเหตุสุดช็อคที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย กรณีที่รถเข็นเด็กไถลจากชานชาลาและคว่ำลงในรางรถไฟจังหวะเดียวกับที่รถไฟวิ่งเข้าชานชาลาพอดี เดชะบุญเด็กน้อยไม่เป็นอะไรมากนอกจากหัวโน เนื่องจากคุณแม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยไว้ทำให้เด็กไม่กระเด็นหลุดออกมานอกรถเข็นขณะโดนกระแทก (ตามข่าววันที่ 16 ตุลาคม 2552)  ไม่ว่าคุณแม่คนดังกล่าวจะเลือกใช้รถเข็นเด็กยี่ห้ออะไร แต่ถือว่ารถเข็นยี่ห้อดังกล่าวใช้ได้ครับ เพราะมีความแข็งแรงมากพอจนสามารถป้องกันเด็กจากอุบัติเหตร้ายแรงได้ พูดถึงเรื่องของรถเข็นเด็ก ในเยอรมนีก็ให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เป็นอย่างมาก มีการทดสอบสินค้าประเภทนี้เฉลี่ยแล้วปีละครั้ง แต่ละครั้งที่ทดสอบก็จะพบข้อบกพร่องมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งทางผู้ทดสอบก็จะแจ้งให้ผู้ผลิตรับทราบ ซึ่งผู้ผลิตของเยอรมนีเองก็ไม่เคยเพิกเฉย และไม่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับผลการทดสอบเลยสักครั้ง ทั้งๆ ที่มาตรฐานอุตสาหกรรมการผลิตของเยอรมนีเองก็ขึ้นชื่อว่ามีมาตรการควบคุมและบังคับอย่างเข้มข้น สำหรับเมืองไทยของเรานั้น หากมีการร้องเรียนหรือการแจ้งข้อมูลจากผู้บริโภค/สื่อสารมวลชน ผู้ประกอบการและผู้ผลิตควรมีมาตรการรับผิดชอบหากพบข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ หากเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งผู้ซื้อซื้อไปไม่เกิน 7 วัน แล้วพบว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถใช้ได้ เกิดข้อบกพร่องเสียหายซึ่งมาจากการผลิต ก็ควรจะเปลี่ยนสินค้าอันใหม่ให้เลย หลายครั้งที่ผู้เขียนมีประสบการณ์จากเพื่อนฝูง พี่น้องมาปรารภเกี่ยวกับการซื้อสินค้ามาใช้ไม่นานแล้วพบว่าสินค้าดังกล่าวไม่สมบูรณ์ ชิ้นส่วนบางอย่างเสียโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ซื้อเองต้องการจะเปลี่ยนสินค้าเป็นชิ้นใหม่แต่ผู้ขายไม่สามารถเปลี่ยนได้ ทำได้แค่เพียงส่งซ่อมและแก้ไขให้เท่านั้น บางกรณีอ้างว่า ไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ได้ เนื่องจากผู้ซื้อไม่ได้ซื้อเงินสด (ใช้บริการผ่อนชำระ 0% ทำให้เสียสิทธิ!!!) ซึ่งการเปลี่ยนสินค้าให้แบบไม่มีเงื่อนไขคงไม่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปิดกิจการเพราะโอกาสเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ (หากเกิดขึ้นหลายๆ ครั้ง สินค้าชิ้นนั้นควรได้รับการตรวจสอบ เพราะอาจจะผลิตไม่ได้มาตรฐานจริงๆ) ลองติดตามดูข่าวคราวเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในบ้านเรายังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าวเลยครับ แต่เรื่องลักษณะนี้ก็มีเกิดขึ้นในสังคมอยู่เป็นประจำ สำหรับผมนั้นก็จะนำข่าวเหล่านี้มาเสนอให้เพื่อนสมาชิกทราบเป็นระยะๆ ครับ และหวังว่าการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจะมีผลต่อความรับผิดขอบของผู้ผลิตในเมืองไทย ตามมาตรฐานสากล สมกับที่ได้ตรามาตรฐาน ISO ซึ่งผู้ผลิตบ้านเราพยายามทำหรือหาวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งมาตรฐานนี้ สำหรับมาตรฐานของฝรั่งที่ไม่ได้ออกเป็น ISO แต่เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ผลิตคือ การรับผิดชอบสินค้าที่ผลิตขึ้นและพบข้อบกพร่อง โดยการรับเปลี่ยนสินค้าแบบไม่มีเงื่อนไข และหากผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขจริยธรรมแบบฝรั่งด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อไหร่ คงต้องดูกันต่อไปครับ กลับมาเรื่องของเราดีกว่า ฉบับนี้ผมนำเรื่องผลการทดสอบรถเข็นเด็กของนิตยสาร Test เยอรมนี ฉบับเดือนกันยายน 2552 มานำเสนอครับ ผลการทดสอบพบสารเคมีอันตรายในรถเข็นเด็กถึง 10 ยี่ห้อ จากจำนวนยี่ห้อที่นำมาทดสอบทั้งหมด 14 ยี่ห้อ ชิ้นส่วนที่มีการตรวจพบสารเคมีอันตราย ได้แก่ บริเวณที่จับ (Handle) เข็มขัดนิรภัย เบาะคลุม และที่กันฝน ชิ้นส่วนดังกล่าวมีปริมาณสารเคมีประเภท Plasticizer หรือ Phatalate และ สารเคมีประเภท Polycyclic Aromatic Hydro Carbon (PAHC) สารเคมีกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง และทำให้เป็นหมันได้ สารเคมีดังกล่าวถูกตรวจพบในกลุ่มสินค้าหลายอย่าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและเด็กอ่อน (baby article) ได้แก่ เก้าอี้เสริมของเด็ก เก้าอี้หัดเดิน และเครื่องเขียน เป็นต้น ในการทดสอบครั้งนี้ยังพบสารเคมีอันตรายชนิดอื่นด้วย อาทิ Chlorinated paraffin, สารป้องกันการติดไฟ (flame retardant) สารเคมีกลุ่ม Organozine กลุ่ม Phenol และFormaldehyde ผลการทดสอบสะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตยังไม่ตระหนักถึงอันตรายที่หลบซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ ถึงแม้ว่าสารเคมีที่กล่าวมานี้จะไม่ทำให้เกิดอันตรายแบบปัจจุบันทันด่วน แต่หากสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย ก็จะเกิดการสะสม สามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเด็กในอนาคตได้ ดังนั้น ผู้ผลิตควรต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐาน เพื่อให้ปลอดภัยจากสารเคมีอันตรายทั้งหลายเหล่านี้ สำหรับยี่ห้อที่ตรวจพบสารเคมีอันตรายดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถดูได้จากข้อมูลที่เรานำมาลง และหากพบสินค้ายี่ห้อดังกล่าวมีวางจำหน่ายในประเทศไทย ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่เลือกมาใช้งานและแจ้งมายังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคด้วยนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 103 Electro smog มีผลต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์?

จากที่เราได้ทำการทดสอบเตาแม่เหล็กไฟฟ้าและวัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็ก ซึ่งพบว่ามีค่าสูงมาก ประเด็นดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคหลายท่านสนใจว่า สนามแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง ขอขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะ อิเลคโตรสมอก (Electrosmog) เพื่อไขข้อข้องใจของทุกๆ ท่านนะครับ หวังว่าจะสามารถช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านทราบถึงภาวะความเสี่ยงเมื่ออยู่ภายใต้สนามแม่เหล็ก และจะได้หลีกเลี่ยงสำหรับประเด็นดังกล่าว นักวิชาการทั่วโลกก็ให้ความสนใจและมีการทำการศึกษาวิจัยอยู่ หากมีรายงานความคืบหน้าของผลการวิจัยในเรื่องนี้ ก็จะนำมาเล่าให้ฟังอีกเป็นระยะๆ นะครับ คำว่า อิเลคโตรสมอก (Electro smog) เป็นศัพท์ที่ได้มีการกล่าวอ้างถึงไว้ตั้งแต่ปี 1980 เป็นคำใช้เรียก สนามไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายของสิ่งมีชีวิต สำหรับคำว่า smog มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษสองคำมาผสมกัน คือ smoke (ควัน) กับ fog (หมอก) มาจากปรากฏการณ์ของอากาศที่เป็นมลภาวะ ซึ่งมนุษย์เราเริ่มเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคอุตสาหกรรม หากเกิดปรากฏการณ์ smog ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็แสดงว่า สภาพของอากาศนั้นแย่มากและเป็นพิษต่อมนุษย์ด้วยผลกระทบจากการอยู่ภายใต้สนามไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีคลื่นความถี่ต่างกัน จะมีอาการแตกต่างกันออกไป เป็นต้นว่า ภายใต้สนามไฟฟ้าหรือคลื่นแม่เหล็กที่มีคลื่นความถี่ต่ำ อาจทำให้มีการระคายเคืองหรือคันที่ผิวหนัง เพราะคลื่นแม่เหล็กสามารถวิ่งผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ และหากความเข้มข้นของคลื่นสูงจะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทและเซลล์กล้ามเนื้อ ให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น การเพิ่มของอุณหภูมิขึ้นอยู่กับค่าที่เรียกว่า อัตราการดูดซึมจำเพาะ (Specific Absorption Rate: SAR) ถ้าวัตถุใดมีค่า SAR น้อย หากอยู่ภายใต้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีอุณหภูมิต่ำในประเทศเยอรมนีมีกฎหมายควบคุมมลภาวะ (26. BImSchV, Verordnung zur Durchführung des Bundes Immissionsschutzgesetz- Federal Pollution Protection Laws) โดยมีการควบคุมความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ค่าความเข้มข้นที่มากที่สุดไม่ควรจะเกินค่า marginal value (marginal value = ค่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็ก ซึ่งทดสอบแล้วว่าไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์)โดยทั่วไปแล้วขณะที่เราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ของคลื่นไฟฟ้าต่ำ และค่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กไม่สูงมากนัก โดยอยู่ต่ำกว่า 100 ไมโครเทสลา ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เครื่องเป่าผมและเครื่องโกนหนวด เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กสูง แต่เนื่องจากเราใช้งานเป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่มีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ สำหรับค่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน สามารถตรวจสอบได้จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กขึ้นอยู่กับ ระยะห่างระหว่างร่างกายมนุษย์กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ยิ่งอยู่ไกล ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กก็จะลดลงตารางที่ 1 ค่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กที่เกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ค่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่ระยะต่างๆ (ไมโครเทสลา mT) อุปกรณ์ 3 cm 30 cm 1 m วิทยุ (แบบพกกพา) 16-56 1 < 0.01 โทรทัศน์ 2.5- 50 0.04- 2 0.01- 0.15 คอมพิวเตอร์ 0.5- 30 < 0.01 ไม่ระบุ เตาไมโครเวฟ 73- 200 4- 8 0.25- 0.6 เตาไฟฟ้า 1- 50 0.15- 0.5 0.01- 0.04 เครื่องล้างจาน 3.5- 20 0.6- 3 0.07- 0.3 ตู้เย็น 0.5- 1.7 0.01- 0.25 < 0.01 เตารีด 8- 30 0.12- 0.3 0.01- 0.03 เครื่องซักผ้า 0.8- 50 0.15- 3 0.01- 0.15 เครื่องดูดฝุ่น 200- 800 2- 20 0.13- 2 ดรายเป่าผม 6- 2,000 0.01- 7 0.01- 0.3 เครื่องโกนหนวด 15- 5,000 0.08- 9 0.01- 0.3 หลอดไฟฟลูออเสเซนต์ 40- 400 0.5- 2 0.02- 0.25 สว่านไฟฟ้า 400- 800 2- 3.5 0.08- 0.2 ที่มา Radiation Protection Commission of Federal Republic of Germany, 1997เตาไมโครเวฟ มีการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงออกมา เพื่อทำให้อาหารร้อน โดยปกติแล้วหน้าต่างของเตาไมโครเวฟจะมีตัวกำบังทำให้รังสีไม่รั่วไหลออกมาจากเตาได้แหล่งกำเนิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง ภายในบ้านคือ โทรศัพท์ไร้สาย (cordless telephone) ขณะที่เรากำลังใช้โทรศัพท์ไร้สายนั้น ตัวฐานของโทรศัพท์จะปล่อยคลื่นสนามแม่เหล็กออกมา ตลอดเวลา เช่นเดียวกับ Baby phone  ก็จะปล่อยสนามแม่เหล็กออกมาได้เช่นกัน (Baby phone  เป็นเครื่องมือรับส่งสัญญาณ คุณพ่อคุณแม่ชาวเยอรมันนิยมใช้เครื่องมีนี้อย่างแพร่หลาย โดยวางเครื่องดังกล่าวไว้ในห้องของลูก เพื่อใช้ฟังเสียงทารกน้อยว่าตื่นหรือหลับ  ช่วยให้พ่อแม่ทำกิจกรรมอื่นๆ ภายในบ้านได้ ไม่ต้องเฝ้าลูกตลอดเวลา) Bluetooth เป็นเครื่องมือที่เชื่อมต่อสัญญาณในระยะสั้นๆ อยู่ในเครื่องมือสื่อสารอิเลคโทรนิคส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุค แลปทอป ปาล์มทอป ออร์กาไนเซอร์  พริ้นเตอร์ และสแกนเนอร์  ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กที่เกิดจาก Bluetooth มีความเข้มข้นน้อยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเป็นพิเศษ โทรศัพท์มือถือ ที่ใช้ในเยอรมันต้องผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการกำกับดูแลมลพิษจากการปลดปล่อยรังสี (Strahlenschutzkommission) ซึ่งผู้บริโภคสามารถสังเกตได้จาก ฉลากน้ำเงิน Der blaue Engelในประเทศเยอรมนีมักมีการโฆษณาเกี่ยวกับวัสดุที่สามารถป้องกันสนามแม่เหล็กได้ (Magnetic field protection shield) ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ โดยจะต่อสายดินพ่วงเข้าไปด้วย ข้อเท็จจริงคือวัสดุดังกล่าวสามารถป้องกันได้เฉพาะสนามไฟฟ้าความถี่ต่ำเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันสนามแม่เหล็กได้ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันรังสีแห่งชาติ (The federal office for radiation protection) ออกมาเตือนประชาชนไม่ให้ใช้วิธีการดังกล่าวในการป้องกันสนามแม่เหล็ก TIPS: วิธีป้องกันและหลีกเลี่ยง Electro smog1. ควรเดินสายไฟโดยฝังลงไปในผนังให้ลึกพอสมควร 2.หากไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ควรถอดปลั๊กไฟออกไม่ควรปล่อยให้อยู่ใน mode standby โดยเฉพาะทีวี และเครื่องเล่นสเตอริโอ เนื่องจากจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเครื่องตลอดเวลาทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้3. มาตรการการป้องกันสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะในห้องนอน และห้องของเด็กทารก ไม่ควรตั้งนาฬิกาปลุกที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ หรือวางโทรศัพท์ไร้สายไว้บนหัวเตียง 4. ไม่ควรให้เด็กเล็กอยู่ใกล้เตาไมโครเวฟขณะกำลังใช้งาน5. หลีกเลี่ยงการใช้ Babyphone ที่มีการส่งสัญญาณตลอดเวลาและติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณให้ไกลจากตัวเด็ก นอกจากนี้ ควรใช้ Babyphone ที่ใช้พลังงานจากถ่านไฟฉาย เพื่อหลีกเลี่ยง สภาวะสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ6. หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานานๆ ควรรอสัญญาณให้คู่สายรับสัญญาณก่อนที่จะนำโทรศัพท์ไปแนบหู ใช้ Head set หรือส่ง SMS แทนการคุยทางโทรศัพท์ ขณะอยู่ที่บ้านควรใช้โทรศัพท์บ้านแทน วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการอยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 102 มีอะไรอยู่บนไข่ ในยุโรป

ช่วง ฉลาด ช้อปดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค บทความฉบับนี้ เกิดจากความซุกซน ของคนชอบกินไข่ บวกกับเรื่องไข่ไก่ปลอมจากเมืองจีน เลยมีเรื่องของไข่ในยุโรปมาฝากครับ ตอนที่ผมเรียนอยู่ในเยอรมนีนั้น ก็มักจะซื้อไข่เก็บไว้ทำอาหารรับประทาน ซึ่งเป็นไข่ไก่ บรรจุอยู่ในกล่องอยู่ 10 ฟอง (คนยุโรปไม่ค่อยรับประทานไข่เป็ด) อาจจะเป็นสีขาว หรือ สีน้ำตาลก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเดินตลาด แล้วเจอไข่สีขาวๆ ฟองโตๆ ให้เราคิดไว้ก่อนเลยว่า เป็นไข่ไก่ คนยุโรปเขาเป็นคนละเอียด แม้แต่ไข่ ซึ่งตามสามัญสำนึกของเรา มันก็ไม่น่าจะไปยุ่งอะไรกับมันมากนัก เขาก็จัดการให้มันพูดกับผู้บริโภคได้ วิธีการก็คือ กำหนดหมายเลขลงบนไข่ โดยตัวเลขจะมีความหมายดังนี้   หมายเลขตัวแรก หมายถึง ไข่ที่ได้จากการเลี้ยงโดยวิธีต่างๆ คือ0 เป็นไข่ที่ได้จากการเลี้ยงแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Ecology Products 1 ไข่ที่ได้จากการเลี้ยงปล่อย (ในทุ่ง) (Free range egg)2 ไข่ที่ได้จากการเลี้ยงในกรงกว้าง แต่มีบริเวณให้ไก่เดินและบิน ได้บ้าง3 ไข่ที่ได้จากการเลี้ยงในกรงแคบ ซึ่งจัดว่าเป็นการเลี้ยงไก่ ที่จัดว่า ทรมานสัตว์ เนื่องจากไก่ไม่สามารถเดินไปไหนได้เลย นอกจากนอนอุดอู้อยู่ในกรง เพื่อการวางไข่เท่านั้น   หมายเลขโค้ดถัดมา จะบอกถึงประเทศ ? เป็นแหล่งที่มาของไข่ เช่น AT ประเทศออสเตรีย BE ประเทศเบลเยียม DE หมายถึงประเทศเยอรมนี NL ประเทศเนเธอร์แลนด์หมายเลขโค้ด7 หลัก ซึ่งจะบ่งบอกถึงฟาร์มที่ผลิตไข่ โดยหมายเลขสองหลักแรก จะ เป็นรหัสที่ระบุว่ามาจากมลรัฐใด (ประเทศเยอรมนี แบ่งการปกครองออก เป็น 16 รัฐ) สำหรับข้อกำหนดในเรื่องนี้ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ ปี 2004 เพื่อให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของไข่ที่เป็นอาหารหลัก สามารถเลือกบริโภคได้ตรงตามรสนิยม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการไม่สนับสนุนการทรมานสัตว์ ซึ่งทางยุโรปมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ที่เข้มงวด และเพื่อเป็นการป้องกัน ผู้บริโภคที่สูงอายุ จากการติดเชื้ออาหารเป็นพิษ อันมีสาเหตุจากการบริโภคไข่ไก่ โดยเฉพาะหากไข่ไก่ไม่สุก การติดหมายเลขบนไข่นั้น จะช่วยให้ผู้บริโภค สามารถเลือกไข่อย่างมั่นใจได้ว่ามาจากฟาร์มเลี้ยงที่ปลอดภัย แต่การที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในตลาดบ้านเรานั้น ยังอาจเป็นเรื่องของอนาคตครับ เพราะยังมีเรื่องเร่งด่วนพื้นฐานอีกหลายเรื่อง เช่น ตารางการเดินรถโดยสารประจำทาง ที่บอกเวลาของรถแต่ละสาย ที่ป้ายรถเมล์ที่จะต้องมีการปรับปรุงขนานใหญ่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบและสามารถเลือกได้อย่างอิสระจริงๆ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

เป้สะพายหลังสำหรับเด็กเล็ก:การฝึกและวิธีการสะพายที่ถูกต้อง

ช่วงฉลาดช้อปดร.ไพบูลย์ ช่วงทองมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภคถึงวันเปิดเทอมใหม่ เด็กๆ ก็ต้องสะพายเป้ใส่ของไปโรงเรียน เด็กเล็กๆ บางคนสะพายเป้ใบใหญ่กว่าตัวมาก แถมยังแบกสัมภาระมหึมาไปโรงเรียนทุกวัน ซึ่งการแบกน้ำหนักมากๆ มีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้ปกครองทุกคนต้องให้ความสนใจในการเลือกเป้สำหรับบรรจุข้าวของต่างๆ ของลูกน้อยเป็นพิเศษ  ในบางกรณีผู้ปกครองจำเป็นต้องเลือกใช้เป้ของโรงเรียน ซึ่งอาจยังไม่ได้คำนึงถึงการยศาสตร์ ในการออกแบบสำหรับเด็กเล็กเท่าไรนัก วิธีการหนึ่งที่ผู้ปกครองสามารถทำได้คือ การฝึกเด็กให้สะพายเป้ให้ถูกต้องนั่นเอง วันนี้ผมขอนำวิธีการฝึกสะพายเป้ให้ถูกต้องตามหลักการทางออร์โธเปดิกส์มาฝาก ซึ่งหากเด็กสามารถสะพายเป้ได้อย่างถูกต้อง จะส่งผลต่อชีวิตของเด็กในอนาคตเองเลยทีเดียว เพราะการสะพายเป้ที่ไม่ถูกต้องนั้นจะทำให้มีผลกระทบต่อกระดูกสันหลังของเด็ก เพราะกระดูกสันหลังของเด็กในวัยนี้ยังไม่แข็งแรง เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย และอาจนำไปสู่การเจริญเติบโตที่ผิดรูปร่างได้หากต้องรับน้ำหนักมากเกินไปน้ำหนักของเป้พ่อแม่ผู้ปกครองควรแนะนำให้เด็กจัดกระเป๋าทุกวัน และควรจัดกระเป๋าโดยใส่ของที่ต้องการใช้วันต่อวัน เพื่อป้องกันมิให้เด็กแบกน้ำหนักมากเกินไป เมื่อใส่ของลงไปแล้วไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10- 12 % ของน้ำหนักตัวเด็ก นอกจากนี้ควรจัดสิ่งของต่างๆ ให้น้ำหนักกระจายอย่างสม่ำเสมอตามสายสะพายทั้งสองข้าง อย่าให้ข้างใดข้างหนึ่งหนักเกินไป ในการจัดของลงในเป้นั้น ถ้าเป็นหนังสือที่มีน้ำหนักมาก ควรใส่ลงให้แนบชิดบริเวณหลังและไหล่ของเด็ก ของที่มีน้ำหนักเบาๆ เช่น สมุดหรือกล่องดินสอควรใส่บริเวณด้านหน้าของเป้ ตามรูปที่ 1การฝึกการยืนการฝึกการยืนจะช่วยให้ร่างกายของเด็กรับน้ำหนักได้ดีขึ้น วิธีการคือ แยกปลายเท้าออกจากกันเล็กน้อย ปล่อยเข่าตามสบายไม่เกร็ง และลำตัวตั้งตรง (รูปที่ 2) พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือครูควรฝึกการยืนร่วมกันกับเด็ก เพื่อให้เด็กเข้าใจและสามารถนำไปปฎิบัติได้จริง การสะพายเป้การสะพายเป้ที่ถูกต้อง คือ การสะพายบนไหล่ทั้งสองข้าง ไม่ควรสะพายเป้ด้วยไหล่ข้างใดข้างหนึ่ง เด็กๆ ต้องฝึกให้ชินกับการสะพายด้วยไหล่ทั้งสองข้าง ขนาดของเป้ก็มีความสำคัญเช่นกัน เป้ที่เหมาะสมควรมีขนาดแนบพอดีกับหลังเด็กและความยาวของเป้ไม่ควรเกินเอวด้านล่างของเด็ก ด้านหลังของเป้ต้องแนบกับแผ่นหลังของเด็ก (รูปที่ 2)  เมื่อเด็กจะหิ้วหรือวางเป้ลง ควรใช้โต๊ะ เก้าอี้ ช่วยซึ่งจะป้องกันกระดูกสันหลังของเด็กให้ปลอดภัยได้มากกว่าการต้องก้มหรือโค้งตัวลงไป ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักกดทับที่กระดูกสันหลังสูงมาก เพราะฉะนั้นทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ควรหาโต๊ะที่เหมาะกับความสูงของเด็ก เพื่อให้เด็กสะพายเป้หรือวางเป้ลง (รูป ที่ 3) เมื่อเด็กสะพายเป้ ควรใช้มือทั้งสองช่วยประคองน้ำหนักด้วย และเมื่อเด็กเจอสิ่งกีดขวางหรือ เดินขึ้นบันได ควรโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อให้รักษาสมดุลในการเดินและป้องกันไม่ให้เด็กหกล้มอีกด้วย (รูปที่ 4) การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเด็กการฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้ในการสะพายให้แข็งแรง สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้เด็กขณะสะพายเป้ได้ วิธีการฝึกที่ดีอย่างหนึ่งคือ การให้เด็กได้เดินเล่นบ้างหลังจากที่ต้องนั่งเรียนเป็นเวลานานๆ การเดินจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อท้อง หลัง และก้นแข็งแรง นอกจากนี้ ก็ยังมีท่าฝึกเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น รูปที่ 5 เป็นท่าที่ฝึกให้เด็กรักษาสมดุล และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก้นและกล้ามเนื้อขา รูปที่ 6 ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณหลัง   และรูปที่ 7 แสดงการฝึกความแข็งแรงของกล้ามท้อง   TIP! เคล็ดลับที่สำคัญในการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง คือ ทั้งพ่อแม่ หรือ คุณครู ควรร่วมฝึกกับเด็กด้วย วิธีนี้จะช่วยให้เด็กจดจำได้เร็วขึ้นและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง (ที่มา วารสาร Test ฉบับเดือนสิงหาคม 2008)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 98 หลอดไฟประหยัดพลังงาน

ช่วงฉลาดช้อปดร.ไพบูลย์ ช่วงทองมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค  ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมาครับ ความแตกแยกทางความคิดในสังคมไทยเกือบกลายมาเป็นสงครามกลางเมือง แต่ยังโชคดีที่ไม่มีการสูญเสียชีวิตประชาชนมากเหมือนกับการขัดแย้งในอดีต นับว่าเป็นวิวัฒนาการของสังคมไทยที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันนี้ขอเล่าเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับหลอดไฟประหยัดพลังงาน ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร ตลอดจนประเภทของหลอดไฟ และการเลือกหลอดไฟให้เหมาะกับการใช้งานภายในบ้าน ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคทุกคนในการเลือกซื้อหลอดไฟฟ้าครั้งต่อไปครับ หลักการทำงานของหลอดประหยัดพลังงาน (หลอดตะเกียบ)หลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงานโดยทั่วไปใช้กับความต่างศักย์ ขนาด 230 โวลต์ เมื่อกดสวิตช์เพื่อเปิดไฟ ความต่างศักย์ที่สตาร์เตอร์ (Starter) จุดติดอยู่ระหว่าง 250 โวลต์- 450 โวลต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้า (Glow discharge) เมื่อกระแสไฟไหลผ่านวงจรผ่านขั้วบวกและขั้วลบที่มีแท่งโลหะ (Bimetal) ต่อเชื่อมอยู่ เมื่อกระแสไฟไหผ่านขั้วทั้งสองแล้ว จะเกิดการไหลของกระแสไฟภายใต้ความต่างศักย์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ขดลวดที่ทำมาจากโลหะทังสเตนปล่อยอิเลคตรอนวิ่งไปชนกับอะตอมของก๊าซในหลอดไฟ (Impact ionization) ทำให้อะตอมของก๊าซเกิดปฎิกริยาไอออนไนเซชัน (เกิดเป็นอนุภาคของก๊าซที่มีขั้ว) เมื่ออนุภาคที่มีขั้วดังกล่าววิ่งไปชนกับสารเรืองแสง (Luminescent substance) ก็จะเกิดเป็นสเปคตรัมหรือแสง ที่เรามองเห็นนั่นเอง อายุการใช้งานจากผลการทดสอบของนิตยสาร TEST ของเยอรมันนี สามารถบอกได้เลยว่า หลอดตะเกียบมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหลอดไส้ โดยมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 6,000 – 15,000 ชั่วโมง ขณะที่หลอดไส้มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1,000 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังพบว่า ความสว่างของหลอดไฟจะลดลงตามอายุการใช้งานที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 15- 40 % (เป็นสินค้าที่น่าทดสอบเปรียบเทียบเป็นอย่างมาก นอกจากการประหยัดไฟฟ้าแล้ว ความสว่างที่ลดลงตามอายุการใช้งานของแต่ละยี่ห้อนั้นเป็นอย่างไร)อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานจริงมักจะน้อยกว่าตามที่ฉลากบอกไว้ รวมไปถึงรายละเอียดอื่น เช่น กำลังไฟฟ้าด้วย (ไม่ทราบว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายติดฉลากลวงหรือไม่ เนื่องจากในต่างประเทศ เช่น เยอรมนีการติดฉลากไม่ตรงตามความเป็นจริงถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค นอกจากเรื่องการติดฉลากลวงแล้ว ยังมีเรื่องบรรจุลวงด้วย ซึ่งหากบรรรจุสินค้าโดยใช้หีบห่อที่มีขนาดใหญ่กว่าสินค้ามากๆ เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้ามีขนาดใหญ่ สำหรับปัญหาเรื่องการบรรจุลวงนี้ ไม่มีกฏหมายรองรับ แต่แสดงให้เห็นถึงคุณธรรม จริยธรรมและการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ)หลอดประหยัดไฟช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม?ในเชิงอนุรักษ์ทรัพยากร เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างหลอดธรรมดากับหลอดประหยัดพลังงาน หลอดประหยัดพลังงานสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 80 % หมายความว่า การใช้พลังงานไฟฟ้าของหลอดประหยัดไฟ 1 หลอดเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของหลอดไส้ 5 หลอด โดยที่ความสว่างของหลอดไฟเท่ากัน สาเหตุที่หลอดประหยัดไฟใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไฟแบบไส้ เพราะหลอดประหยัดไฟสามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสงสว่างได้มากถึง 25 % ขณะที่หลอดไฟแบบไส้จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสงสว่างได้เพียง 5 % พลังงานที่สูญเสียจะเปลี่ยนเป็นความร้อนประเภทของหลอดไฟประหยัดพลังงานหลอดประเภท Warm white แสงที่ได้จากหลอดไฟประเภทนี้เป็นสีขาว ซึ่งเป็นสีหรือแสงจากสารเรืองแสง อุณหภูมิของสี (Color temperature) มีค่า 2,700 เคลวิน อุณหภูมิของสีเป็นตัวที่บอกถึงอัตราของสีที่ผสมในแสงไฟ แสงสีน้ำเงินเป็นแสงที่มีค่า Color temperature สูง และแสงสีแดงมีค่า Color temperature ต่ำ ค่า Color temperature นี้สามารถดูได้จากกล่องบรรจุ สำหรับหลอดไฟประเภท Warm white เหมาะจะใช้ในห้องนอนและห้องนั่งเล่น เป็นที่ชื่นชอบของคนที่อยู่ในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ยุโรป และอเมริกาเหนือ เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่นและไม่สว่างจ้าเกินไป หลอดประเภท Day light ให้แสงไฟที่คล้ายกับแสงแดดธรรมชาติ ค่า Color temperature ของหลอด ไฟประเภทนี้มากกว่า 5,000 เคลวิน คนที่อยู่ในภูมิภาคที่อบอุ่น เช่น คนแถวยุโรปใต้ รวมทั้งคนไทยมักนิยมใช้หลอดไฟประเภทนี้ ข้อดีของหลอดไฟประเภทนี้คือ ใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงสว่างในห้องหรือบนโต๊ะทำงานได้ดีกว่า เพราะให้แสงสว่างที่ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติมากที่สุด มีผลต่อการทำงานของมนุษย์คือ ทำให้มนุษย์ทำงานได้ดี และทำให้ไม่ง่วง การจัดการขยะที่เกิดจากหลอดประหยัดไฟเมื่อหลอดไฟสิ้นอายุการใช้งานแล้ว วิธีการกำจัดหรือจัดการกับขยะประเภทนี้ ไม่ควรทิ้งรวมกับขยะปกติ เนื่องจากหลอดไฟประหยัดพลังงานมีสารปรอทเคลือบเป็นสารเรืองแสงที่หลอดด้านใน โดยเฉลี่ยสูงถึง 7 มิลลิกรัม ปรอทเป็นโลหะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต หากสารปรอทไปปนเปื้อนกับน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำหรับบริโภคอุปโภคของประชาชน  การกำจัดและจัดการขยะที่เป็นพิษควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรหามาตรการและวิธีการจัดการตลอดจนให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกกับประชาชน อย่างเช่นประชาชนในยุโรป เขาตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการจัดการขยะที่เป็นพิษ ไม่ใช่เพราะว่ามีกฎหมายบังคับในเรื่องดังกล่าว แต่เกิดจากความรู้สึกสำนึกในด้านการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประชาชนให้ความร่วมมือในเรื่องการแยกขยะที่เป็นพิษ โดยการนำไปคืนให้กับผู้ผลิต ผู้ขาย ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้ขายก็ต้องรับผิดชอบในการกำจัดขยะพิเศษนี้อีกทีหนึ่ง ภายใต้การควบคุมดูแลของภาครัฐและการจับตามองหรือเฝ้าระวังขององค์กรภาคประชาชน แหล่งข้อมูลอ้างอิง[1] เวปไซต์ http://www.energiespar-lampen.de[2] วารสาร Test NO. 3 March, 2008

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 97 ช้อปนม(สด) แบบเยอรมัน

ช่วง ฉลาด ช้อปดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภคบทความในคราวนี้ขอให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนมสดที่เป็นข่าวอื้อฉาวกรณีนมโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพและอาจจะเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วยนั้น ซึ่งมีหลายๆ องค์กรเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ (แต่ยังหาคนรับผิดชอบไม่ได้) เลยขอเกาะกระแสเรื่องนม หาข้อมูลมาเพิ่มเติมในประเด็นของตัวสินค้าที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อนมสดได้บ้าง  การแบ่งประเภทของนมนมดิบ เป็นนมที่ได้จากการรีดและผ่านกรรมวิธีการกรอง เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำ ทำให้สามารถเก็บรักษาวิตามินและกรดไขมันธรรมชาติ ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 3.8- 4.2 % นมดิบจะจำหน่ายให้แก่โรงงานเพื่อผลิตเป็นนมสดต่อไป และจะถูกควบคุมคุณภาพและมาตรฐานอย่างเข้มงวด (ของเยอรมันนะครับ) นมดิบเป็นนมที่มีคุณค่าสูงที่สุด แต่นมดิบจะมีจุลินทรีย์ก่อโรคปนเปื้อนอยู่ในนมดิบด้วยเช่นกัน จึงไม่ควรดื่มนมสดจากเต้าหรือนมดิบ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะนำนมดิบมาบริโภคได้จึงต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อน อย่างไรก็ตามผู้บริโภคควรทราบว่า นมที่ผ่านความร้อนแล้วนั้นคุณค่าจะยิ่งลดลงไป ยิ่งถ้าความร้อนสูงมากเท่าไร คุณค่าของนมจะลดลงมากเท่านั้น ดังนั้นในกระบวนการผลิตนมสด อาจใช้ความร้อนที่สูงมากแต่จะใช้เวลาที่สั้นมากๆ เช่นกัน  ในทางกลับกัน หากใช้ความร้อนที่น้อยเกินไป อาจจะไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียก่อโรคบางชนิดได้ ดังนั้นการใช้ความร้อนที่ต่ำแม้ว่าจะเป็นผลดีต่อคุณภาพของน้ำนม แต่ต้องใช้เวลาต้มที่นานขึ้น นมที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ คือนมที่ฆ่าเชื้อแล้วโดยวิธีการผ่านความร้อนที่อุณหภูมิระหว่าง 72- 75 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15- 30 วินาที นมประเภทนี้คือนมที่บรรจุในถุงหรือขวดพลาสติก หรือกล่องแบบมีฝาเกลียวปิด กระบวนการพาสเจอร์ไรซ์สามารถกำจัดจุลินทรีย์ที่อาจก่อให้เกิดโรคต่อผู้บริโภคได้ นมสดพาสเจอร์ไรซ์สามารถเก็บรักษาภายใต้อุณหภูมิต่ำได้นานถึง 8 วัน แต่ข้อเสียของกระบวนการนี้คือคุณค่านมจะลดลงไป วิตามินที่อยู่ในน้ำนมจะสูญเสียไปถึง 10 % ส่วนนมสดที่อยู่ในหม้อต้มขายตามรถเข็นหรือ ร้านนมสดต่างๆ นั้น จะมีคุณค่ามากกว่าเนื่องจากจะใช้ความร้อนในระดับที่ต่ำแต่เป็นเวลานาน (ต้มไปเรื่อยๆ)  นมประเภท ESL: Extended Shelf Life เป็นนมที่มีรสชาติเหมือนกับนมพาสเจอร์ไรซ์ และมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับนมพลาสเจอร์ไรซ์ แต่สามารถเก็บได้นานกว่าถึง 3 อาทิตย์ กระบวนการผลิตนมชนิดนี้ คือให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 127 องศาเซลเซียสนาน 2-3 วินาที นมประเภทนี้เรียกว่า นมยืนหรือนมยาวก็ได้ เพราะมีอายุในการเก็บรักษายาวนาน (long life fresh milk) นม ยูเอชที (UHT: Ultra High Temperature) เป็นนมที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะผ่านความร้อนสูงที่อุณหภูมิ 135 องศาเซลเซียส ใช้เวลาสั้นมากคือ 1-2 วินาทีเท่านั้น นมยูเอชทีเป็นนมที่บรรจุกล่องวางขายทั่วไป ซึ่งจะสามารถเก็บได้โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็นเป็นเวลานาน แต่นมประเภทนี้จะมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่านมประเภทอื่นที่ได้กล่าวมาในที่นี้เนื่องจากผ่านความร้อนสูงมากกระบวนการโฮโมจีไนเซชัน (Homogenization) นมสดทุกประเภทที่กล่าวมาแล้วจะผ่านกระบวนการนี้ เพื่อให้ไขมันที่อยู่ในน้ำนมกระจายตัวออกไปทั่วๆ โดยจะอัดน้ำนมผ่านหัวฉีดเล็กๆ จนทำให้ไขมันแตกตัวเป็นก้อนกลมเล็กๆ และด้วยวิธีการนี้ทำให้นมไม่จับตัวเป็นครีมที่ผิว แต่มีสมาคมผู้ค้านมบางรายในประเทศเยอรมันนีที่ตระหนักถึงสุขภาพของผู้บริโภคมักปฏิเสธกระบวนการนี้ เพราะการไปเปลี่ยนสภาพการกระจายตัวของไขมันและโปรตีนในนม ซึ่งอาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้จากการบริโภคนม น้ำนมจากวัวในทุ่งหญ้า (Milk form grazing cattle) ถือว่าเป็นนมชั้นดี ตามค่านิยมของชาวยุโรปที่มีวัฒนธรรมการบริโภคนมมายาวนาน เป็นน้ำนมที่รีดได้จากวัวที่เลี้ยงตามทุ่งหญ้าธรรมชาติ และถ้าติดยี่ห้อว่าเป็น Alpen Milk (นมที่ได้จากเทือกเขาแอลป์) ก็จะเป็นนมสดระดับไฮโซทีเดียว (ผมเคยลองดื่มดูแล้วรสชาติก็ใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักจากนมสดทั่วไปในตลาด) แต่ปัจจุบันนี้วัวส่วนมากไม่ได้กินแต่หญ้าอ่อนอย่างเดียว เกษตรกรมักให้กินอาหารเสริมและข้าวโพด ซึ่งไปกระตุ้นให้แม่วัวผลิตน้ำนมปริมาณมากขึ้น แน่นอนว่าการผลิตนมด้วยวิธีให้อาหารเสริมนี้ มีผลต่อคุณภาพของน้ำนมเช่นกัน นมโรงเรียนกรณีของนมโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานและคุณภาพนั้น สมควรที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ อย่างน้อยที่สุดเจ้าของหรือผู้ผลิตและจำหน่ายนมจะต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นให้สังคมรับทราบ เพราะพระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้แล้วนะครับ (ที่มา: วารสาร Test ฉบับ 11 ปี 2007)  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 96 ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีอันตราย และบทบาทของภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค (2)

ช่วง ฉลาด ช้อปดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค บทความในฉบับนี้ มาว่ากันต่อเรื่องผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีอันตราย ปนเปื้อนซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันแทบทุกวัน ดูว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้าน มีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่เราควรระมัดระวัง  ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายจานชามที่ทำมาจากพลาสติก จานชามประเภทนี้จะพบสาร Bisphenol A สารเคมีตัวนี้มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และจะทำให้เกิดความผิดปรกติทางพฤติกรรม (Behavioral disorder) อีกด้วย สารตัวนี้สามารถปนเข้ามากับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป หากใช้ภาชนะพลาสติกที่มีสารดังกล่าวอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติก โดยใช้ภาชนะที่ทำจากกระเบื้อง เซรามิกส์ หรือแก้วแทนพลาสติกคลุมโต๊ะรับประทานอาหารที่ทำจาก พีวีซี (PVC: Poly Vinyl Chloride) สินค้าตัวนี้มีสารพลาสติไซเซอร์ (Plastisizer) ผสมอยู่ด้วย อันตรายของสารเคมีดังกล่าว คือ อาจก่อให้เกิดมะเร็งต่อมลูกหมากและทำให้ปริมาณของเชื้ออสุจิลดลงครีมทาผิวและโลชั่น ต้องระวังที่มีส่วนผสมของพลาสติไซเซอร์ (Plastisizer) และกลิ่นมัสค์สังเคราะห์ (Musk Fragrance) ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นและเกิดอาการคันจากการแพ้ได้ เวลาเลือกซื้อครีมทาผิวควรอ่านที่ฉลากดูว่าส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์มีสารเคมีเหล่านี้อยู่หรือไม่ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากสารเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้ บทบาทของภาครัฐในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อความปลอดภัยจากสารเคมีฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงตัวอย่างองค์กรเอกชนและบทบาทในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในยุโรปไปแล้ว ฉบับนี้ ขอยกตัวอย่างบทบาทภาครัฐโดยเฉพาะของสหภาพยุโรปในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคกันบ้าง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า สหภาพยุโรป (EU) มีคณะกรรมการที่ดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะนโยบายด้านการใช้สารเคมีในการผลิตสินค้า ที่ปัจจุบันมีสารเคมีที่ใช้ประมาณ 70,000 ชนิด และกว่า 70% ของสารเคมีนั้น ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์ แต่กลับไม่มีข้อมูลในด้านผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งสารเคมีดังกล่าว มีการตรวจพบในเสื้อผ้าจากใยสังเคราะห์ จอคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือทางการแพทย์ ดังที่เคยเขียนเล่าให้เพื่อนๆ สมาชิกทราบไปแล้ว สาเหตุที่ทางกรรมการดูแลทางด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (EU commissioner for consumer protection) และองค์กรภาคประชาชนต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากตามสถิติ พบว่าคู่สามีภรรยามากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถมีบุตรได้เพราะได้รับสารเคมีอันตราย ที่มีผลต่อระบบการสืบพันธุ์ ทำให้ระบบการสืบพันธุ์บกพร่อง มีเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น คนงานในยุโรปกว่า 23% ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะเกิดจากการทำงานในโรงงานที่มีสารเคมีอันตรายเป็นเวลานาน จึงต้องหามาตรการในการป้องกันปัญหาดังกล่าว นโยบายการควบคุมสารเคมีอันตราย (REACH)ขณะนี้สหภาพยุโรปจะผลักดันมาตรการที่สำคัญ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจาณาร่างกฎหมายที่จะออกบังคับใช้ คือ การบันทึกเก็บข้อมูล (Registration) การตรวจสอบ (Evaluation) และการออกใบอนุญาต (Authorization of Chemicals) ซึ่งมีชื่อย่อว่า REACH โดยภายในระยะเวลา 10 ปี สหภาพยุโรปจะทำการศึกษาสารเคมีกว่า 30,000 ชนิด ว่ามีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะหาสารเคมีทดแทนสารเคมีที่เป็นอันตราย หรือสามารถจัดการและควบคุมการใช้สารเคมีเหล่านี้ได้ดีขึ้น เนื้อหาสาระของ REACH คือ สารเคมีต้องถูกตรวจและทดสอบถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะออกสู่ตลาด และถ้าสารเคมีใดก็ตามที่วางอยู่ในตลาดแล้ว ก็สามารถทำการทดสอบย้อนกลับไปได้อีกด้วย หากผู้ผลิตสารเคมีละเลยในการกระทำตามมาตรการดังกล่าว จะโดนอาญัติสินค้าไม่ให้จำหน่าย นอกจากนี้ในปี 2009 ผู้ผลิตและผู้ขายจะต้องให้ข้อมูลกับลูกค้า ว่าสินค้าของผู้ผลิตนั้นมีสารเคมีที่เป็นพิษ ปนเปื้อนหรือผสมมาในสินค้าหรือเปล่า ซึ่งผู้ผลิตจะต้องตอบและให้ข้อมูลกับลูกค้าภายใน 45 วัน โดยถือเป็นบริการของผู้ผลิตและไม่สามารถไปเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากลูกค้าได้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ในด้านความปลอดภัยจากสารเคมี และจากมาตรการนี้จะมีผลทำให้งบประมาณทางด้านการสาธารณสุข โดยเฉพาะงบประมาณที่ใช้ในการเยียวยารักษาคนป่วย และผู้บริโภค ลดลง จากการประมาณของสหภาพยุโรป เมื่อมาตรการ REACH ออกเป็นกฏหมายบังคับใช้แล้วจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 50,000 ล้านยูโร ภายในระยะเวลา 30 ปี แต่ที่สำคัญก็คือ สุขภาพและสวัสดิภาพภาพของประชาชนในยุโรปที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้นั้น จะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล และกฏหมายนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ขายที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปด้วย เพราะสินค้าที่จะนำไปขายในยุโรปทุกชนิดจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม >