ฉบับที่ 179 Documentary Club เรานำหนังสารคดีทั่วโลกมาฉายเพื่อทุกคนที่รักหนังสารคดี

ถ้าถามคอหนังทางเลือก หนึ่งคนที่คอหนังนึกถึง ต้องเป็น “ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Bioscope และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Documentary Club” หลังจาก ภาพยนตร์สารคดี เรื่อง  "Finding Vivian Maier : คลี่ปริศนาภาพถ่ายวิเวียน ไมเออร์" ออกฉายเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อเกือบปลายปี 2557  Documentary Club ได้รับการตอบรับจากคนดูจำนวนมาก ซึ่งคุณธิดาเล่าให้ฉลาดซื้อฟังว่า หลังจากที่เริ่มโปรเจ็คท์เดือนสิงหาคม 2557 และฉายหนังตอนเดือนพฤศจิกายน  มาถึงตอนนี้ก็ปีกว่า ในแง่ของผลตอบรับมันก็ไปไกลกว่าคิดไว้ เพราะตอนแรกคิดว่าคนดูแค่ 10 คน 500 คน คือพยายามบริหารให้ก้อนคนดูมันอยู่แค่นั้นแต่ว่าตอนนี้คนดูเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้ามองในเชิงความมั่นคงนี่เล็กมากๆ แต่ถ้าเป็นสเกลของหนังที่เข้าโรงเดียวรวมทั้งหมดแค่สิบกว่ารอบถือว่าตอบโจทย์ ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นนั้นมันค่อนข้างจะต่างกัน เห็นได้ชัดคือพอเราเอาหนังใหม่มาเมื่อประชาสัมพันธ์ออกไป ก็จะมีฐานคนดูจำนวนมากประมาณหนึ่งที่พร้อมจะเข้ามาดู โดยที่เราไม่ต้องบิ้วท์คนดูใหม่จากศูนย์แล้วก็เหมือนเป็นฐานที่ช่วยให้หนังมันมีตลาดประมาณหนึ่ง แต่หน้าที่ของเราก็คือทำอย่างไรให้เรื่องมันขยายตลาดกว้างออกไปมากกว่านั้นและค่อยๆ สร้างกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ  ฉะนั้นหลังจากทำมาปีกว่าสิ่งที่พูดได้เลยว่า เป็นความสำเร็จ คือมันมีกลุ่มคนดูที่ยอมรับการเข้าฉายของหนังสารคดี อย่างน้อยที่สุดคือคนเหล่านี้ไม่ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมเขาจะต้องมาเสียเงินเท่ากับที่เขาดูสตาร์วอร์ส ทำไมเขาต้องมาดูสารคดี เขาสามารถรู้สึกได้ว่าถ้ามันเป็นเรื่องที่เขาชอบเขาก็พร้อมจะดู ไม่ได้รู้สึกว่าสารคดีต้องดูฟรี เราคิดว่าเราพาคนดูไปด้วยกัน พาข้ามความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ การเริ่มต้นของการตั้ง Documentary Club เนื่องจากก่อนที่จะมาทำ Documentary Club นั้นเคยทำงานอยู่ที่หนังสือ Bioscope ซึ่งเป็นหนังสือที่พูดถึงหนังทางเลือก แล้วเราก็ติดตามความเคลื่อนไหวของหนังต่างประเทศแล้วก็รู้สึกว่าทำไมแม้แต่ในตลาดอเมริกา ซึ่งมีโมเดลคล้ายๆ กับตลาดเมืองไทยมาก แล้วคนไทยก็รับเอาวิธีคิดการผลิตภาพยนตร์แบบอเมริกา คือการทำร่วมกับสตูดิโอ แล้วก็นึกถึงเมนสตรีม แต่อเมริกาเองก็ยังมีทางเลือกในเชิงความหลากหลายของหนัง เครือข่ายโรงหนังก็ยังมีหลายแบบเพื่อที่จะตอบสนองพฤติกรรมคนดูหลายๆ แบบและโดยธุรกิจของฮอลลีวูดเองก็พยายามหล่อเลี้ยงหนังทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กเพราะทุกอย่างขับเคลื่อนเป็นฟันเฟือง ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวน้อยก็ต้องมีที่ยืนเพราะว่าต้องหมุนไปด้วยกันในเชิงธุรกิจ แต่บ้านเราไม่มีแบบนี้ นับวันความหลากหลายของหนังมันยิ่งน้อยลง หนังเล็กเข้ามาก็ขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ คนทำหนังอิสระไทยนั้นโอกาสคืนทุนน้อยมากเพราะมันไม่มีเอาท์เล็ทที่หล่อเลี้ยงให้เขาอยู่กับคนดูเพื่อสร้างวัฒนธรรมการดู เพราะฉะนั้นไม่มีใครช่วยเรื่องพวกนี้ และอีกแง่หนึ่งโดยส่วนตัวชอบดูหนังสารคดีก็รู้สึกว่า หนังประเภทนี้ไม่เคยมีพื้นที่ในบ้านเราเลยจะถูกจัดเป็นอินดี้ของอินดี้อีกที ดังนั้นจึงรู้สึกว่ามันน่าลอง อยากจะลองสร้างตลาดอันนี้ขึ้นมาก็นึกถึงทางเลือกอีกทางหนึ่งของคนกรุงขึ้นมา  ขั้นตอนการหาหนัง การซื้อเข้ามาเป็นอย่างไรบ้างDocumentary Club นั้นเกิดจากการระดมทุนขึ้นมาเพราะหนึ่งคือเราไม่มีทุนและสองเรามีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรื่องแบบนี้เราคนเดียวผลักดันมันคงไม่สำเร็จ ถ้าจะผลักดันมันต้องอาศัยแรงสนับสนุนของคนที่คิดคล้ายๆ กันแต่เราก็เหมือนเราชูธงว่าเราออกหน้า ดังนั้นพอเราโยนไอเดียลงไปนั้นก็พบว่ามันก็มีคนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับการทดลองทำอะไรแบบนี้ เขาก็ช่วยเหลือในการระดมทุนทำให้มีทุนในการทำแต่ว่าสิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการหาพื้นที่ให้กับมัน จริงๆ แล้วเราไม่ได้มีความเชื่อในการเอาหนังเข้าโรงเพียงอย่างเดียว แต่ว่าถ้ามันมีช่องทางอื่นที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่ได้และคนดูได้ดูโดยไม่ต้องเข้าหาโรงนั้นเป็นทางเลือกที่ดี  แต่ว่าในระบบตลาดมันก็ยังต้องใช้โรงเพื่อผลทางรายได้หรือว่าผลทางประชาสัมพันธ์อะไรก็ตาม และสองคือรู้สึกว่าหนังสารคดีมันไม่มีพื้นที่ในทางธุรกิจเลยเราจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่า มันมีตลาดด้วยการเข้าสู่ตลาดเพื่อให้มีที่ยืนในเชิงการตลาดที่เขาทำกันอยู่จริงๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำเมื่อเริ่มต้นโปรเจ็คท์ก็คือการคุยกับโรงว่าให้เปิดพื้นที่ซึ่งตอนที่ไปฉายครั้งแรกก็คุยทั้ง 2 เครือแต่ว่าเครือหนึ่งไม่เอาเพราะว่าไม่มีความเชื่อในหนังอะไรแบบนี้เลย ในขณะที่เครือ SF นั้นเขายังอยากที่จะทดลองสร้างตลาดเฉพาะเพราะเขาคงมองว่ามันก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ของเขาแตกต่างจากคู่แข่ง ก็โชคดีที่พอไปคุยแล้วเขาให้ลองดูแต่แน่นอนสิ่งที่เราต้องทำคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าทำแล้วมันอยู่ได้จริงๆ มันมีคนดู มีรายได้กลับมา เขาพอใจ เราพอใจ คนดูแฮปปี้ นั่นคือสิ่งที่ต้องพิสูจน์มาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ผ่านมาการเลือกหนังเลือกอย่างไร ต้องทำรีเสิร์ทก่อนไหมคงไม่ขนาดนั้นแต่ว่าเบื้องต้นคือเลือกจากความชอบเพราะว่าจริงๆ เราก็ไม่ได้เป็นแบบข้างใดข้างหนึ่งมาก เราไม่ได้ตลาดสุดขั้วและเราก็ไม่ได้ฮาร์ดคอร์มากเลยรู้สึกว่าถ้าเรื่องนี้มันมาทำงานกับเราก็เชื่อว่ามันมีคนดูที่รู้สึกแบบเดียวกับเป้าหมายช่วงต้นนั้นก็เน้นเลือกหนังที่มันมีความสนุกอยู่ ไม่ถึงขนาดดูแล้วต้องเครียดมากหรือว่าหลับเพราะมันน่าเบื่อสุดๆ ก็เลือกหนังที่คนดูแล้วน่าจะมีความบันเทิงอยู่ในความเป็นหนังสารคดีของมันอะไรแบบนี้ ส่วนที่สองคือเลือกประเด็นที่มันค่อนข้างหลากหลาย เบื้องต้นก็เลือกประเด็นทีคิดว่าคนต้องสนใจเรื่องแบบนี้อยู่ จริงๆ สิ่งนี้ตอนเริ่มต้นเราก็ไม่รู้ เริ่มต้นเรื่องแรกที่ฉายคือเรื่อง Finding Vivian Maier ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวการถ่ายภาพสตรีท ตอนนั้นก็นึกแค่ว่าหนังมันดัง ใจเราดูแล้วรู้สึกสนุกก็คิดแค่นั้น แต่พอตอนเริ่มเอาเข้ามาโปรโมท เริ่มฉายก็พบว่ามันมีประเด็นอื่นที่มากกว่านั้น เช่นคนที่มีความคลั่งไคล้เรื่องการถ่ายภาพ คนที่มีความคลั่งไคล้ของวิถีชีวิตของตัวละครแบบนี้ เรารู้สึกเลยว่าที่จริงหนังสารคดีแต่ละเรื่องนั้นมีประเด็นที่มันสัมผัสกับคนในหลายๆ แบบหรือสัมผัสกับไลฟ์สไตล์หลายๆ แบบเพราะฉะนั้นสิ่งที่สังเกตได้จากตอนที่เอา Finding Vivian Maier มาฉายก็เลยสังเกตเรื่องแบบนี้มากขึ้น หนังเรื่องนี้มีไลฟ์สไตล์ตรงกับคนกลุ่มไหน หาหนังที่มันตอบสนองคนหลายๆ กลุ่มประมาณนี้โรงฉายสนับสนุนอย่างไรบ้าง เขาจัดโรงฉายให้เราอย่างไรมีทั้ง 2 แบบคือจากที่คุยแล้วมันเป็นหนังแบบ Exclusive SF ในแง่ของสาขานั้นเขาจะล็อกไว้เลยว่า Positioning ของหนัง Exclusive นั้นเขาต้องการให้ปักหลักอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เพราะเขาอาจต้องการสร้างแบรนด์ให้สาขานั้นเป็นแบบนั้นและเขาก็อาจจะมองว่าโดยตำแหน่งอยู่ใจกลางเมือง บางทีก็มาจากเราด้วยที่คิดว่าบางทีหนังเรื่องหนึ่งอาจจะไม่กว้างมาก กลุ่มอาจจะแคบหน่อยก็อาจจะไม่ต้องเปิดโรงกว้างให้เรานะเพราะว่าทั้งเราและเขาความต้องการอย่างหนึ่งของโรงหนัง คือถึงแม้ว่าหนังเราจะเป็นหนังเล็ก ยอดรายได้ต่ำเมื่อเทียบกับหนังปกติแต่ว่าสิ่งที่เป็นความสุขของโรง คือการเห็นว่าทุกรอบมันไม่ได้เสียเปล่า ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่าหนังเรื่องนี้กว้างได้ เรื่องนี้ไม่ต้องกว้าง บางครั้งก็คือมาจากเราที่อยากเอาโรงขนาดเล็กๆ พอเพราะภาพที่อยากเห็นคือมีคนเยอะทุกรอบ โรงก็จะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เพราะการฉายทีหนึ่งมีคนดู 5 คน 10 คนมันสิ้นเปลืองผลของการฉายที่ผ่านมานี่คือเป็นที่น่าพอใจไหมค่อนข้างดี ในเชิงธุรกิจก็บริหารจัดการให้เป้าง่ายๆ คือทุกเรื่องอย่าขาดทุน ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ตอนฉายโรงเลยเพื่อที่แง่หนึ่งคือเราก็ไม่ใช่นักธุรกิจที่ทำอันนี้เต็มตัว แต่เราก็ทำหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยดังนั้นถ้าทำให้มันไม่แบกรับความเครียดต้องเป็นหนี้สะสมอะไรแบบนั้น ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดโดยเฉพาะครึ่งปีหลังนั้นค่อนข้างจะเข้าที่ อย่างที่บอกว่าคนดูก็สนับสนุนเพราะฉะนั้นแต่ละเรื่องก็ค่อนข้างจะโอเค ก็มีเรื่องที่ได้มากบ้างน้อยบ้างแต่ในเรื่องที่น้อยก็ยังรอดตัว เรามองในเชิงที่ว่าในเรื่องที่มันน้อยนั้นเพราะคอนเทนต์มันยากขึ้น มันเฉพาะกลุ่มแต่เราก็มองในเชิงที่ว่ามันก็คือการสร้างกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราหวังแค่นั้น ที่ปกติคนที่ไม่ดูหนังสารคดีเลยหรือบางคนเลิกดูหนังโรงไปแล้วเราก็หวังว่าจะสร้างคนกลุ่มนี้มาเป็นคนดูเรื่อยๆ ตอนนี้มีเทรนด์ที่น่าสนใจ คือเริ่มมีกลุ่มคนดูที่รวมตัวกันเอง ตอนนี้มีขึ้นมา 3 เพจคือเพจคนขอนแก่น เพจชาวเชียงใหม่และเพจชาวหาดใหญ่ ซึ่งก็มาจากพวกเรายุกันให้เปิดตัวขึ้นมา ซึ่งคนพวกนี้สำคัญซึ่งเขาก็จะรวมตัวกันเรียกร้องโรงหนัง และบางเพจก็จัดฉายเองตามหอประชุมมหาวิทยาลัยบ้าง ถือว่าเทรนด์แบบนี้ต้องกระพือขึ้นมาไม่อย่างนั้นในวงการก็จะถูกรายใหญ่แช่แข็งอยู่แบบนี้(อุปสรรคคือรอบน้อย วันน้อย โรงน้อย)ใช่ น้อยทุกอย่างเลย (หัวเราะ) ตอนนี้จะเพิ่มไปที่เซ็นทรัลพระราม 9 หรือไม่ก็เซ็นทรัลลาดพร้าว อนาคตของ Documentary Club ต่อไปจะเป็นอย่างไรตอนนี้สิ่งที่อยากทำคือพยายามหาช่องทางให้มันได้ออกไปกว้างขึ้น ไม่ว่าจะในแง่ภายใต้ระบบเดิมหรือการพยายามให้มันได้ไปฉายในโรงต่างจังหวัดด้วยวิธีใดก็ตามแต่ กับการพยายามทำงานกับกลุ่มคนดู เราก็พยายามกระตุ้นคนดู รวมทั้งมองหาช่องทางอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะ TV VOD (Video on demand) จึงคิดว่าเราต้องมองหาช่องทางที่จะทำให้หนังเราไปถึงคนดูแบบนี้ได้แล้วเพราะว่าจริงๆ ตอนนี้ฉายอยู่ในโรงเดียวคือทำไมมันถึงแคบขนาดนี้  ในส่วนของการเลือกหนังมาฉายตอนนี้กำลังพยายามหาเพิ่มเข้ามา ในปีนี้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะเริ่มมีสารคดีจากอินโดนีเซียและกลางปีจะมีญี่ปุ่น เพิ่งคุยกับหอศิลป์ว่าอยากจัดสารคดีอาเซียนด้วยกัน ต้องเริ่มขยายมาทางนี้บ้าง ปัจจุบันมีช่องทางให้ผู้บริโภคดูฟรีเยอะ พฤติกรรมของคนไทยแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการหนังหรือการเอาหนังเข้ามาฉายอย่างไรบ้าง หรือผู้บริโภคจะมีทางเลือกอย่างไรคือพี่ไม่มีปัญหาในการดูบิทอะไรเลยหรือแม้แต่ดู Netflix(บริการดูหนังออนไลน์) เองคือในแง่คนทำหนังเราเองก็กระทบนะอย่างเรื่อง Iris (Iris เปรี้ยวที่ใจ วัยไม่เกี่ยว) นั้นยังฉายในโรงอยู่แต่เปิด Netflix มาก็มี ซึ่งเราก็ได้ผลกระทบแต่ถ้ามองในภาพรวมจริงเราค่อนข้างรู้สึกยินดีกับสิ่งเหล่านี้เพราะธรรมชาติของคนเสพทุกอย่างต้องการทางเลือก ต้องการความสะดวก ต้องการสิ่งที่มันคำนึงถึงพฤติกรรมของเราและตอนนี้เราอยู่บ้านดูได้เราไม่ต้องการถูกโรงบังคับว่าต้องดูแต่หนังที่เขาเอามาฉาย คือรู้สึกว่าพวกนี้มันคือการสร้างวัฒนธรรมการดูเพราะว่าในที่สุดเราต้องการให้ทุกคนดูสิ่งที่หลากหลาย และอยากให้ทุกคนเลือกเสพและมีโอกาสที่จะเข้าถึง แต่ถามว่าพฤติกรรมการดูของคนจะเปลี่ยนไหม หมายถึงว่าคนจะเลิกดูหนังโรงเหรอ จะดูแต่หนังอยู่บ้านเหรอ จะโหลดบิทอย่างเดียวเหรอ พี่คิดว่าไม่ใช่ คนเราไม่มีพฤติกรรมที่มันสุดขั้วเพราะว่าในที่สุดแล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูหนังโรงมันก็เป็นความสนุกอยู่ดีหรือการที่มีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ได้เจอเพื่อน กินข้าว ดูหนัง มันมีสิ่งอื่นที่ห่อหุ้มพฤติกรรมเหล่านั้นมันจะยังอยู่ต่อไป แล้วค่ายหนังก็มีหน้าที่ปรับตัวเองต้องทำหนังให้มันน่าสนใจขึ้น ให้คนรู้สึกว่าเขาต้องออกจากบ้านเพื่อมาดูก็เป็นหน้าที่ ที่คุณต้องปรับตัว  แต่คิดว่าสิ่งที่ปรับตัวช้าที่สุดในบรรดาเหล่านี้ก็คือโรงหนัง คิดว่าโรงหนังไม่ได้ไหวตัวกับความต้องการที่เปลี่ยนไปของคน เพราะทุกวันนี้คนมาดูหนังโรงนั้นไม่ได้ต้องการแค่มาดูในโรง มี 3 มิติ มีควันแค่นี้จบ แต่ที่คนมาดูเพราะว่าเขาโหยหาการอยู่ในสังคม ไม่อย่างนั้นคนก็นั่งดูหนังอยู่บ้านหมดสิ ที่ยังออกมาดูหนังโรงเพราะมันมีสิ่งอื่นตอบสนองอยู่ ซึ่งโรงปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนไป โรงยังคิดว่าคำตอบคือการที่คุณขายป็อบคอร์น ขายโค้ก แต่เรารู้สึกว่าจิตวิญญาณของคนดูหนังมันแห้งลงเรื่อยๆ คิดว่าสิ่งที่จะกระทบมากที่สุดในระยะยาวคือโรงหนัง เพราะคนจะหมดอารมณ์ที่จะไปดูแล้วคุณก็จะบีบให้คนต้องไปดูอย่างอื่นซึ่งจริงๆ เขาก็ไม่ได้อยากดูสถานการณ์ของการดูหนังปัจจุบันที่ส่งผลกระทบกับผู้บริโภคสำหรับคนดูทั่วๆ ไปที่คิดว่าเป็นปัญหาและได้ยินบ่อยก็คือเรื่องราคาเพราะค่าตั๋วโดยเฉลี่ยนั้นถ้าเป็นโรงใจกลางเมืองมันคือ 160 – 180 บาทขึ้นไป ซึ่งโรงก็พยายามเพิ่มฟังก์ชั่นตามค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเป็นโรงหนัง 4 มิติ เป็นแพ็กเกจโซฟาคู่ ซึ่งอาจจะมีคนพูดว่า ไม่อยากเลือกแบบนี้ก็ดูโรงธรรมดาแต่ฟังก์ชั่นของแบบธรรมดาราคามันก็ขึ้นเรื่อยๆ ตามโลเคชั่น และยังไม่รวมพวกสิ่งต่อพ่วงทั้งหลาย ค่าเครื่องดื่ม ป็อบคอร์น มีคนบอกว่าเวลาไปดูหนังทีหมดเงินเป็นพัน เนื่องจากโรงหนังมันอยู่ในห้าง จึงไม่มีทางเลือกที่จะบริโภคอย่างอื่น ซึ่งราคามันก็แพง โดยทั่วไปโรงหนังมักจะมีข้ออ้างว่าลงทุนสูง เป็นความบันเทิงราคาถูกที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับคอนเสิร์ตหรืออะไรก็ตาม แต่ในความจริงแม้จะเป็นความบันเทิงราคาถูกก็ตามมันก็ยังแพงสำหรับผู้บริโภคอยู่ดี โดยเฉพาะในปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น เช่นล่าสุดการเข้ามาของ Netflix ซึ่งสามารถจ่ายเงินเดือนละ 100 – 200 กว่าบาทเดือนหนึ่งดูหนังได้ไม่เลือก แม้การดูหนังที่ในโรงภาพยนตร์ เราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นความบันเทิงที่สำคัญในชีวิตอยู่ แต่เราก็มีความรู้สึกว่าเราเลือกมากขึ้น อันนี้คือในแง่ของค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันในแง่ของคนดูในเชิงวัฒนธรรมจะเป็นปัญหาที่เจอเยอะที่สุดเลยคือ โรงหนังนั้นเป็นทางเลือกที่ไม่ดีพอสำหรับคนดูหนังในเชิงวัฒนธรรม หมายความว่าตอนนี้เวลาที่มีหนังใหญ่เปิดตัวทีหนึ่งนั้นหนังใหญ่กินพื้นที่โรง 80 - 90 %  ของจำนวนโรง พื้นที่ส่วนใหญ่หมดไปกับการให้หนังกระแสหลัก หนังทางเลือกในเชิงวัฒนธรรมนั้นก็ไม่มีพื้นที่รองรับ ปัญหาที่เจอกันตอนนี้คือว่า หนังเล็กนั้นโรงไม่เหลียวแล โรงให้รอบแบบพอเป็นพิธี แล้วพอมันไม่มีคนดูตอบสนองด้วยตัวเลขที่มากพอในความคิดของเขาก็โดนตัดรอบ มันจึงเป็นวงจรทางธุรกิจที่แก้ไขไม่ได้ โรงก็ผูกขาดขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เหลือ 2 ค่ายใหญ่ที่แข่งกันแล้วเบียดบี้จนรายเล็กรายน้อยตายหมด คือไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจหรือเชิงวัฒนธรรมนั้นการดูหนังเป็นทางเลือกที่หดแคบลงทุกทีสำหรับคนดู

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 178 กฎหมายเครื่องสำอางกับก้าวที่ยังไม่ทันกลยุทธ์การขาย

ตอนแรกผมมองปัญหาเครื่องสำอางเป็นปัญหาเล็กๆ แต่พอได้ศึกษาดูแล้วมันกลายเป็นปัญหาที่ผมมองว่าเป็นระดับชาติและมูลค่าเศรษฐกิจตรงนี้ปีหนึ่งเป็นพันล้าน เพราะคิดต่อคนต่อเดือนประมาณ 2,000 บาทเป็นอย่างน้อย พ.ร.บ.เครื่องสำอางฉบับใหม่ได้รับการปรับปรุงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8 กันยายน2558ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยเหตุผลหนึ่งคือการที่ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กรณีการประกอบธุรกิจเครื่องสำอางในสื่อโซเชียลและการคุ้มครองผู้บริโภคยังมีเรื่องสำคัญที่น่าพิจารณา และเพื่อให้มองรอบด้าน เราจึงไปขอความรู้จาก อัครเดช มณีภาค* ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสนใจและลงมือศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของกฎหมายเครื่องสำอางเป็นพิเศษ ทำไมถึงมาสนใจเรื่องเครื่องสำอางกฎหมายเครื่องสำอางของบ้านเรานับว่า ทันสมัย ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้วมีแนวความคิดว่าเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดทำกฎหมายเครื่องสำอางให้เป็นไปตามบทบัญญัติอาเซียน ซึ่งล่าสุดเรามี พ.ร.บ. เครื่องสำอางฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว นับว่าทันสมัยยิ่งขึ้น แต่กว่าจะผ่านก็ใช้เวลานานพอสมควร ส่วนเหตุผลที่ทำให้ผมสนใจเรื่องนี้เพราะในสังคมปัจจุบันการซื้อขายเครื่องสำอางมันมีวิวัฒนาการก้าวกระโดด จากที่แต่เดิมการเลือกใช้เครื่องสำอางเราจะเลือกซื้อของที่ตลาด ตามห้างสรรพสินค้าปลีกย่อยต่างๆ นี่คือวิถีในการเลือกซื้อทั่วไป แต่ 5 – 6 ปีที่ผ่านมานั้น มีสื่อในโลกโซเชียลเพิ่มมากขึ้น การซื้อขายกรณีเครื่องสำอางนั้นจึงมีหลากหลาย ใครก็สามารถเข้าถึงได้รวดเร็วไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊คหรือไลน์ นี่คือสังคมปัจจุบันที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วและนำไปสู่อาชีพใหม่เกิดขึ้นมานั่นคือ อาชีพของนักศึกษาในการเข้าสู่วงการธุรกิจเครื่องสำอาง *อาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและกิจการพิเศษ รองผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม   ในฐานะอาจารย์ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ นั่นคือ นักศึกษาไม่เพียงแค่เป็นคนซื้อ แต่พวกเขาได้เข้าสู่โลกของการเป็นคนขาย จากเดิมเป็นคนซื้อและทดลองใช้ พอใช้ได้ผลดี(กับตัวเอง) ก็ผันตัวเองมาเป็นคนขายและจัดจำหน่ายในรั้วมหาวิทยาลัย ในห้องเรียนห้องหนึ่งสมมุติมีนักศึกษาจำนวน 100 คน มีคนขายประมาณ 20 คนและอีก 50 คนเป็นคนซื้อ เรื่องนี้มีข้อที่พึงระวัง เพราะลักษณะนี้มันเป็นการขายตรงรูปแบบหนึ่งต้องถูกกำกับดูแลของ พ.ร.บขายตรงและตลาดแบบตรง ข้อที่ควรระวังมากกว่านั้นจากการสัมภาษณ์และสอบถามนักศึกษาคือ เขาไม่ได้สนใจว่าจะมี อย. หรือไม่คือไม่ได้สนใจความปลอดภัยเลย สนใจแต่ความขาว เด้ง ฟรุ้งฟริ้ง คนที่ขายก็ต้องลองกับตัวเอง(ได้ผล)เพื่อให้คนซื้อเชื่อ   ประเด็นนักศึกษาซื้อขายกันเองกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะดูแลตรงส่วนนี้ได้อย่างไรบ้างถ้าเกิดความเสียหายก็ต้องไปเรียกร้องกับผู้จำหน่ายและบริษัท ทีนี้ผู้จำหน่ายก็คือเพื่อนเราใช่ไหมที่ขายสินค้ามา คือต้องย้อนกลับไปทฤษฎีเดิม ซึ่งเกิดจากการเลือกใช้ต้องไปเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้จำหน่าย ปัญหาที่ตามมาคือว่า โรงงานที่ผลิตไม่ใช่โรงงานใหญ่ เป็นโรงงานขนาดเล็กและตัวสินค้าไม่มี อย. เท่ากับว่าผู้ซื้อนั้นเสี่ยงภัย ประเด็นนี้มีเยอะเลย ซึ่งไม่ได้เกิดกับของที่สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เป็นการซื้อขายตรง พอมีเรื่องเกิดขึ้นเกิดผลกระทบคนขายเขาก็บอกหน้าเขาใช้ไม่เคยมีปัญหาอะไร คือว่าเครื่องสำอางถูกกับใบหน้าของคนหนึ่งแต่ไม่ถูกกับอีกคนหนึ่งอันนี้ก็เป็นอีกประเด็น คนขายก็เลยกลายเป็นว่าไปโทษปัจจัยอื่น หาว่าคนที่ซื้อไปนอนดึกเลยใช้ไม่เห็นผล ประเด็นนี้เคยมีกรณีคนที่ถูกฟ้องต่อสู้กันจนถึงศาลฎีกา เป็นประเด็นว่าคนที่ซื้อไปใช้ไปตากแดดไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องสำอางโดยตรง   กรณีเครื่องสำอางที่นักศึกษาไม้ค่อยมาร้องเรียนคิดว่าเป็นเพราะอะไรปัญหาคือคนใช้(ยอม)เสี่ยงภัย แล้วบ้านเราเป็นประเภทไม่กล้าที่จะขายความโง่ของตัวเอง ไม่บอกใครเก็บเรื่องไว้คนเดียว นี่คือพูดกันตรงๆ ทุกวันนี้ตัวผมเองไม่ว่าจะไปซื้อสินค้าอะไรมาใช้รวมถึงพวกโทรศัพท์ พลาดไปก็ไม่กล้าบอกใคร   เครื่องสำอางที่เด็กๆ ขายกันนั้นฉลากน่าจะไม่สมบูรณ์ด้วยหรือเปล่า เช่น คำเตือนว่าใช้แล้วห้ามทำแบบนั้น ห้ามทำแบบนี้ มี แต่ฉลากก็ทำขึ้นมาเองและบางกรณีก็ไม่มีฉลากส่วนใหญ่ไม่มี ซึ่งโรงงานผลิตทุกวันนี้เกิดขึ้นมากและบางทีตั้งในกลางกรุงด้วยซ้ำล่าสุด(อย)สคบและตำรวจกองปราบ จับโรงงานใหญ่ที่วังหิน เป็นโรงงานเถื่อน และเดี๋ยวนี้มีรอบๆๆมหาวิทยาลัยน่าจะมีเกือบทุกมหาลัยเลยแต่น่ายังไม่มีใครศึกษาเราเคยได้ยินแต่ร้านเหล้ารอบๆๆมหาลัย ประเด็นนี้น่าคิด ตอนแรกผมมองปัญหาเครื่องสำอางเป็นปัญหาเล็กๆ แต่พอได้ศึกษาดูแล้วมันกลายเป็นปัญหาที่ผมมองว่าเป็นระดับชาติและมูลค่าเศรษฐกิจตรงนี้ปีหนึ่งเป็นพันล้าน เพราะคิดต่อคนต่อเดือนประมาณ 2,000 บาทเป็นอย่างน้อย ผมเคยสัมภาษณ์มาแล้ว แล้วโรงงานเล็กๆ ลงทุน 10 ล้านแต่เขาขายได้กำไร 50 ล้านบาทต่อเดือน โคตรคุ้มเลย แล้วไม่ต้องไปขายเองด้วยผลิตอย่างเดียวแล้วจะมีนายหน้าเข้ามารับแล้วก็ใช้นักศึกษาเป็นคนปล่อยสินค้า   แล้วคนขายไม่ต้องขออนุญาตหรือเป็นเรื่องคนขอผลิต เพราะขอผลิตไปแล้วนั้นผลิตแล้วผลิตเลย หมายความว่าสมมุติผมเป็นเจ้าของยี่ห้อเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งก็ไปจ้างผลิต ผมก็เป็นเจ้าของแบรนด์แล้วก็ไปจดแจ้ง โรงงานก็ต้องไปจดแจ้งด้วย ซึ่งมันง่ายมากในการที่ใครสักคนอยากจะมีแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง ทุกคนก็ยังสามารถที่จะเป็นเจ้าของแบรนด์ได้ มีเงินสัก 50,000 บาทก็ทำได้ ค่าธรรมเนียมจดแจ้งก็ไม่แพงแล้วก็รอ อย. ประกาศ ซึ่งบ้านเราเป็นลักษณะแบบนี้ คือควบคุมบวกส่งเสริม มันไม่ได้เป็นเหมือนสินค้าควบคุมแบบเครื่องมือแพทย์หรือยา   ในมุมมองของอาจารย์คือเรื่องเครื่องสำอางก่อนที่จะได้เกิดการซื้อขายมันต้องเข้มขึ้นกว่าเดิมใช่ มุมมองผมคือให้ไปควบคุมกระบวนการผลิตส่วนผสม สารเคมี ไม่ใช่ควบคุมที่การโฆษณา คือควบคุมโฆษณานั้นมันจะควบคุมเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่เพราะเขาจ้างโฆษณาแต่โฆษณารายย่อยอย่างสื่อโซเชียลเช่น เฟสบุ๊ค/Lineทุกวันนี้เปิดขึ้นมาขายของทั้งนั้นเลย แล้วบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ไม่ค่อยทำผิดกฎหมายในเรื่องกระบวนการผลิตอยู่แล้ว แต่บริษัทเล็กๆ นั้นจะมีปัญหาด้านการผลิต ส่วนผสมที่เป็นเคมี สารต้องห้าม คือผลิตลงทุน 5 – 10 ล้านบาทแค่นั้นเอง ได้กำไรเกือบ50ล้าน ควบคุมการโฆษณาเหมือน กสทช.และอย/สคบ. นั้น ผมมองว่ามันเป็นปลายเหตุ เพราะมันช้ากว่าจะประกาศยกเลิก กว่าจะดำเนินการอะไรต่างๆ นั้นคนขายรวยไปแล้ว และตอนนี้เขาไม่ได้ไปโฆษณาที่ไหนแล้วเขาขายตรงถึงมือเลย เอาไปทดลองใช้ชึ้งเกิดในหมู่วัยรุ่นวัยมัธยมแล้ว และเรื่องนี้ก็ยังไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง ผมเคยขึ้นไปสอบ คณะกรรมการถามว่าจะเอาไปเป็นอาชญากรรมหรือ? ก็น่าคิดนะ เพรารัฐบาลสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ แต่เราก็มองถึงความปลอดภัย   อย่างนี้คนจะไม่ว่าว่าเป็นการตัดช่องทางทำมาหากินของบริษัทเล็กๆ เหรอไม่ใช่ คือมองว่าความปลอดภัยของผู้บริโภคต้องมาก่อนอันดับหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็นว่ามันเป็นธุรกิจช่องทางหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มองถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค นานๆ ทีจะได้เห็นทลายแหล่งผลิตเครื่องสำอางปลอมซึ่งเป็นเรื่องที่ดี   แล้วมีอีกช่องทางหนึ่งคือไม่ได้ผลิตแต่บอกว่านำเข้าจากเกาหลีมันคืออันนี้เลย มันไม่ได้เกาหลีมันคือที่นี่ ผลิตที่เมืองไทย เป็นฉลากปลอมและทุกวันนี้สินค้าที่บางคนบอกว่าเป็นสินค้าปลอดภาษีแต่นั่นคือของปลอม คือบ้านเรามีแบบผลิตเอง ทำเอง แบรนด์ตัวเอง แบบที่สองคือแบรนด์ต่างประเทศผลิตในเมืองไทยนี้แหล่ะแต่ปลอมมา แล้วทำเนียนด้วย เหมือนเลย รู้สึกว่าสินค้าที่ได้รับการปลอมมากที่สุดคือยี่ห้อชิเซโด้ มีการปลอมเยอะมาก ลูกศิษย์ผมก็เอามาขายผมยังซื้อไว้เลยซื้อให้แฟน แฟนบอกของปลอม คนที่เคยใช้เขาเปิดดูแล้วรู้เลย คือมันไม่ใช่สินค้าปลอดภาษีแต่นี่คือของปลอม แต่กลยุทธ์ทางการขายคือบอกว่ามันถูกเพราะ Duty Free แล้วคนที่ไม่เคยใช้ก็คิดว่ามันเป็นของแท้ ในมุมมองของนักกฎหมายคิดว่าผู้บริโภคไทยได้ใช้สิทธิ ได้ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีพอหรือยัง การใช้สิทธิของตนเอง ในทุกเรื่องเลยนะผมว่าน้อย ยกตัวอย่างคดีข่มขืนกระทำชำเรานั้นมีการไปแจ้งความร้องทุกข์น้อยมาก ใน 1 ปีมีคดีแบบนี้เป็นพันแต่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ถึงหลักร้อย อย่าคดีคุ้มครองผู้บริโภคผู้ได้รับผลการกระทบสิทธิใช้สิทธิของตัวเองน้อยมาก การทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เจาะไปที่เรื่องเครื่องสำอางก็ได้ ณ ปัจจุบันนี้คือ สิทธิของเราถูกปกป้องน้อยมากและตัวคนที่เลือกซื้อเครื่องสำอางเองก็ตามมีความอับอาย ผู้ซื้อยอมเสี่ยงภัยเข้าไปซื้อเอง คือรู้ว่ามีความเสี่ยงแต่ก็ยอมเพื่อความสวย ความงาม มันก็เลยเกิดความอับอาย   ยกตัวอย่างให้ฟังได้ไหมคดีอันเกิดจากเครื่องสำอางเอาเคสที่เป็นคดีเลยละกันนะ ผมขอเรียกว่าเคสคุณปัญญาได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องสำอางลักษณะใบหน้าผุผัง ลอก ดำ ซึ้งผมได้ไปสัมภาษณ์และได้พูดคุยและให้ความช่วยเหลือในระดับหนึ่งและก็ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นจาก(อย)ในค่าใช้จ่ายเดินทางไปหาหมอ เกือบ 10 ปีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย ยังไม่ได้เงินเยียวยา ทุกวันนี้คดียังอยู่ในศาลฎีกาเกือบ10 ปียังไม่ได้รับเงินเยียวยา   อาจารย์คิดว่าอยากให้มีอะไรเพิ่มเติมในกฎหมาย พอประกาศใช้กฎหมายเครื่องสำอางฉบับใหม่เราไปอิงในบทบัญญัติอาเซียนซึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นเขาก็ยังไม่มีทีท่าที่จะทำให้มันเป็นไปตามบทบัญญัติอาเซียน ยกเว้นไทยและสิงคโปร์ และ ในอนาคตมีเรื่องพิจารณา 2 เรื่องคือการเยียวยาข้ามแดนและการเลือกซื้อเครื่องสำอางข้ามแดน เช่น เราซื้อเครื่องสำอางจากพม่ามาใช้แล้วเกิดความเสียหายก็เอาผิดกับใครไม่ได้ แต่ถ้าคนพม่ามาซื้อเรา เรามีความคิดว่าจะเยียวยาข้ามแดนให้เขาซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการเยียวยาผู้บริโภคข้ามแดนกรณีนี้ก็มีการจัดสัมมนาและพูดคุยกันอยู่ในประเด็นนี้   อาจารย์มีอะไรที่จะฝากในช่วงท้าย ปัญหาเรื่องเครื่องสำอางจะถูกพูดถึงน้อยกว่าเรื่องอื่นๆอาจเป็นเพราะผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดในทันทีทันใดแต่พอใช้เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานไปนานๆๆนั้นจะกระทบต่อร่างกายเหมือนตายผ่อนส่ง ซึ่งคิดว่าควรเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นมากขึ้นเอาไปเป็นนโยบายเลย การคุ้มครองผู้บริโภคด้านเครื่องสำอางควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการผลิต ส่วนผสม และกระบวนการกำกับดูแลติดตามตรวจสอบหลังจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพ ควรมีกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องสำอาง และเน้นให้ความรู้ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายผู้ประกอบการเครื่องสำอางรายเล็กๆๆให้มีประสิทธิภาพ การควบคุมและกำกับดูแลเครื่องสำอางในปัจจุบันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นได้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กสทช. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ถือว่าเป็นหลักประกันสิทธิผู้บริโภค อันนี้ส่วนราชการยังมีองค์กรหรือหน่วยงานที่มาช่วยขับเคลื่อนสิทธิของผู้บริโภค เช่น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค องค์กรอิสระเพื่อผู้บริโภค มาบูรณาการการทำงานร่วมงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและส่งเสริมเครื่องสำอางไทยให้มีคุณภาพและปลอดภัย  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 177 เม้งไกเวอร์ ยอดคนพลังงานแสงอาทิตย์

ดร.สมพร ช่วยอารีย์ รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ และอาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยากรคอมพิวเตอร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี   อาจารย์เม้งท่านสอนทางด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ แต่ก็มีความสนใจจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ลำดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากความรู้จากปากท่านแล้ว ทุกๆ วันอาจารย์เม้งยังพกพาแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดกะทัดรัดไปด้วยเกือบทุกหนแห่ง ไฟฟ้าจากแผงเล็กนี้สามารถชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งนอกจากมันจะใช้ประโยขน์กับเขาเองแล้วแล้วยังเป็นสื่อการสอนสำหรับผู้สนใจด้วยสนใจประเด็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่เมื่อไรจริงๆ สนใจมานานแล้วในส่วนของพลังงานแต่ได้มาเริ่มทดลองก็ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ลองค้นหาในอินเตอร์เน็ตว่าแผงโซล่าเซลล์จะหาซื้อได้ที่ไหนบ้างในสุราษฎร์ธานี ตอนแรกก็ต้องหาในกรุงเทพฯ แต่ไปๆ มาๆ ก็มีคนที่ทำธุรกิจด้านนี้ที่สุราษฎร์ฯ ผมจึงเข้าไปพูดคุยกับเขาถึงแนวคิดหลักการ ราคา และพวกการติดตั้ง สุดท้ายก็ซื้ออุปกรณ์มาและลองติดตั้งเองเลย ตอนนั้นซื้อมา 1 แผง 140 วัตต์ ราคาตอนนั้นประมาณ 6,500 บาท ซื้อแบตเตอรี่ 150 แอมป์ 12 โวลต์มา 1 ก้อน ราคาประมาณ 6,300 บาท ซื้ออุปกรณ์ควบคุมการประจุไฟจากแผงลงแบตฯ อีกประมาณ 2,100 บาท ส่วนพวกอุปกรณ์สายไฟก็หาซื้อเองได้ ปั๊มน้ำ12 โวลต์ที่จะสูบขึ้นไปจากถังเข้าท่อประปาภายในบ้านนั้นก็ราคาประมาณ 2,500 บาท อันนี้ก็ประมาณเบื้องต้น หลอดไฟหลอดละ 200 บาท ซื้อมาประมาณ 6 หลอด ก็ทดลองใช้ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกมีความสุขมากขึ้น ทำแผงให้พ่อกับแม่สามารถที่จะหมุนแผงไปตามแสงอาทิตย์ได้เป็นแบบอัตโนมือ ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกถูกใจอยากทำเองด้วยเพราะผมอยู่ที่ปัตตานีไม่ใช่นครศรีธรรมราช ก็ทดลองที่ปัตตานีด้วยและทำที่นครฯ เพิ่มขึ้น จากที่ได้ทดลองใช้ไปประมาณ 1 – 2 เดือนก็รู้สึกว่ามันเริ่มจะเข้าท่า จึงซื้อแผง 120 วัตต์มาแต่ราคาถูกกว่าเดิมนะ ซื้อมา 4,800 บาท ถูกกว่าที่สุราษฎร์ฯ เกือบ 2,000 บาท แต่แผงเป็นคนละชนิดกันอันแรกเป็นโมโนคริสตัลไลน์ (Mono Crystalline) อันที่ 2 เป็นโพลีคริสตัลไลน์ (Poly Crystaline) ซึ่งจริงๆ แล้วราคาในปัจจุบันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก และในด้านคุณภาพโมโนฯ จะรับแสงได้ดีกว่า แต่ในประเทศไทยใช้โพลีฯ ก็เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องไปซื้อแพงมาก พอผมใช้มาได้ 1 ปีเนื่องจากทางภาคใต้มีการรุกของโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย เราก็พยายามหาทางออกว่ามันมีทางอื่นไหมนอกจากถ่านหินซึ่งมันสอดรับกันพอดี จึงโยนโจทย์ไปที่แสงแดดเพราะมันมีทุกวัน ลองดูว่าแต่ละวันสามารถลดอะไรได้บ้างไหม ก็ทดลองทำปี 2557 ก็มีเวที ค.1 (กระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้น ได้ออกแบบให้มีการรับฟังความคิดเห็นไว้ 3 ขั้นตอน คือ การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 หรือ ค.1 เพื่อเป็นเวทีใหญ่ในการรับฟังข้อห่วงใยจากชุมชน ค.2 เพื่อเป็นเวทีย่อยในการรับฟังความเห็นเฉพาะกลุ่ม แล้วนำไปประมวลเพื่อศึกษาผลกระทบและการป้องกันจนการทำรายงาน EHIA เสร็จสิ้น จึงจัดเวที ค.3 เพื่อแจ้งแนวทางทั้งหมดแก่ชุมชนและรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนเป็นครั้งสุดท้าย) พอดี ผมจึงจัดการนำเสนอและสับคัทเอ้าท์ในวันนั้นเพื่อจะใช้ไฟของตัวเอง ผ่านมา 1 ปีก็พร้อมที่จะจัดการได้ ค่าไฟจากที่เคยอยู่ที่ 500 – 600 บาทก็ลงมาเรื่อยๆ เป็น 400 , 250 ,100 ลงมาเรื่อยถึง 80 จนทุกวันนี้คงที่อยู่ที่ 40.90 บาท บางเดือนก็ 44.38 บาท คือใช้ 0 หน่วย แต่มิเตอร์ของการไฟฟ้านั้นเป็นมิเตอร์ 10 แอมป์ บ้านเรือนที่ใช้ 5 แอมป์ขึ้นไปต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ที่ชาวบ้านใช้ปกติก็ 5 แอมป์ถ้าใช้ไม่เกิน 50 หน่วยก็ฟรี เพียงแต่ของผมนั้นเป็น 10 แอมป์จึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ส่วนบ้านของพ่อกับแม่นั้นจะเป็นแบบ 5 แอมป์เขาก็ใช้ศูนย์บาทคือภายใน 50 หน่วย ผมให้เขาบริหารจัดการกันเอง สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในครัวเรือนว่าแสงแดดก็สามารถแปลงเป็นพลังงานหลักได้ ที่เรียกว่าเป็นพลังงานหนุน พลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทนอะไรพวกนี้ คือทดแทนมันก็สามารถทดแทนได้บางส่วนเพราะฉะนั้นก็อยู่ที่เราออกแบบว่าจะให้มันทดแทนได้อย่างไร เพราะแสงแดดขนาดบ้านเรานี้สบายมาก ยิ่งตอนเช้าๆ แผงมันยังเย็นอยู่ อุณหภูมิอยู่ที่ 25 – 30 องศาฯ ไฟนี่มาเต็มเลยถ้าแผงได้ตั้งฉากกับตัวที่รังสีที่กระทบมาจะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และเมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงวันก็อาจจะหมุนแผงไปตามแดดก็ได้ การหมุนตามแดดจะดีมากเลยก็คือจะได้ความเข้มแสงที่ชัดเจน   แต่ว่าจะมีข้อด้อยอยู่อย่างหนึ่งก็คือแสงพวกนี้เมื่อได้รับอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้นมันจะลดศักยภาพของมันเอง ยกตัวอย่างเช่นผมใช้ให้ใครไปทำงานขุดดินกลางแดดร้อนๆ มันก็เหนื่อย ถ้าผมเอาน้ำไปพรมให้เขา เขาก็รู้สึกว่ามันมีพลังขึ้นมา แผงโซล่าเซลล์ก็เหมือนกัน เราอาจจะใช้วิธีการพ่นหมอกฝอยๆ ทำบรรยากาศอุณหภูมิบริเวณนั้นให้มันต่ำอย่าให้เกิน 35 องศาฯ มันจะได้ประสิทธิภาพของไฟออกมาเต็มที่ อาจจะไม่ต้องพ่นตลอดเวลาก็ได้ แค่ทุกๆ 15 นาทีเพื่อให้บรรยากาศตรงนั้นไม่ร้อนมากนี่เป็นกระบวนการในการจัดการ ลมใต้แผงมันร้อนเราสามารถที่ผลักดันไปได้ นี่เป็นตัวอย่างๆ หนึ่ง หลังจากสับคัทเอ้าท์มาแล้วทุกวันนี้ก็จ่ายค่าไฟประมาณ 40 กว่าบาท ระหว่างนี้ก็เลยหาแนวทางที่จะขยายองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปหาคน ทำให้คนได้เรียนรู้มากขึ้น มีการจัดอบรมที่บ้านเพราะนอกจากทำหลังคาแล้วผมมาทำที่รถยนต์ด้วย หลังคารถยนต์ก็เป็นแผงโซล่าเซลล์เหมือนกัน ด้านหน้าใส่ไดนาโมเข้าไป 3 – 4 ตัวแล้วก็ติดกังหันลม เวลาเราขับรถไปรถมันก็แปลงไฟเหล่านี้เข้ามาใช้ได้บางส่วน เช่น พัดลมแอร์ เวลาเราเปิดแอร์แต่ละเบอร์มันก็กินกระแสไฟแตกต่างกัน เบอร์ 4 นั้นกินอยู่ที่ 30 แอมป์ ก็เยอะมากถ้าเราเปิดตอนนี้แรงไดนาโมจะทำงานหนักทำให้เปลืองน้ำมันถ้าลดลงมาโดยตัดตรงนี้ออกมันก็ช่วยลดได้ส่วนหนึ่ง ช่วยลดกำลังของเครื่องยนต์ นี่เป็นตัวอย่าง แต่ว่าไม่ได้ใช้ทั้งคันเพราะเรายังต้องใช้น้ำมันเป็นหลักอยู่ แค่อันไหนที่เราลดได้ก็ลด ยกตัวอย่างเช่นแทนที่จะหุงข้าวไป สตาร์ทรถไปก็ปิดเครื่องยนต์เอารถมาตากแดดแล้วมันมีแบตฯ สำรองตั้งไว้หลังรถเพื่อจะเอามาหุงข้าวได้ระหว่างทางถ้าเราอยากจะปิกนิก ก็เป็นแนวทางการที่จะขับเคลื่อนคนให้ลองคิดลองทำ หลังจากนั้นก็ขยับขยายไปยังครัวเรือน ตอนนี้ก็มีไม่ต่ำกว่า 20 ครัวเรือนที่เขาเริ่มทำกันในละแวกที่ผมลงไปสัมผัสเองและยังมีอีกหลายคนในเครือข่ายบนเฟสบุคที่เขาเอาไปทำ ซึ่งผมคิดว่าแนวทางแบบนี้มันไปต่อได้ เป็นการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ถ้าเราพึ่งตนเองได้เวลาไฟดับแต่บ้านเราไม่ดับ อย่างเวลามีระเบิดที่ปัตตานีทีหนึ่งใน ม.อ. จะมีไม่เกิน 3 หลังที่ยังสว่างอยู่ซึ่งตรงนี้นำไปสู่การวางแผนได้ คนที่เริ่มต้นใหม่ๆ เขาต้องลงทุนอะไรบ้างจะเห็นว่าเมื่อก่อนถ้าลงทุน 1 กิโลวัตต์น่าจะอยู่ราวๆ 80,000 – 1 แสนบาทแต่ว่าตอนนี้ลดลงมาเหลือไม่ถึง 50,000 บาทแล้วแต่ผมสามารถทำได้ประมาณ 37,000 บาทขึ้นอยู่กับระบบอะไร ซึ่งมันมีอยู่ 2 ระบบ อย่างแรกระบบ Stand alone คือใช้แบตเตอรี่ จะเอาไว้ตรงไหนก็ได้แค่มีแผง มีตัวควบคุมการชาร์จ มีแบตฯ และมีตัวแปลงเป็นไฟบ้านหรือว่าจะใช้ไฟตรงเลยก็ได้ มันเสร็จสรรพในตัวแต่ราคาอาจจะแพงหน่อยเพราะต้องซื้ออินเวอร์เตอร์และแบตฯ แต่ถ้าเอาค่าของ 2 อย่างนี้ไปซื้อ กริดไทอินเวอร์เตอร์ (Grid Tie Inverter) ก็จะมีตัวแผงมาเข้าสู่ Grid Tie แปลงเป็นไฟบ้านแล้วใช้ได้เลย ส่งไฟเข้าไปหนุนในบ้าน นั่นหมายความว่าถ้าใช้มากแต่ผลิตได้น้อยมันก็จะเอาไฟของการไฟฟ้ามาใช้ แต่ถ้าเราผลิตได้มากกว่าที่ใช้ไฟของเราก็จะไหลออกไปที่การไฟฟ้า อันนี้เป็นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน คือเมื่อไฟเราไหลออกไปที่การไฟฟ้านั้นมันจะทำให้ไฟที่มันตกอยู่เต็มได้ด้วยพลังที่เราเข้าไปเสริมแต่ต้องออกแบบว่าหม้อแปลงที่ชาวบ้านใช้กันอยู่ทั้งหมดรองรับได้ไหมถ้ามันเกินจะรับได้ก็จำเป็นต้องขยายขนาดหม้อแปลงให้มันรับได้ ซึ่งผมคิดว่ากระบวนการแบบนี้มันผ่าน ชาวบ้านอาจจะคิดว่ากิโลวัตต์ละประมาณ 50,000 บาทมันดูเยอะแต่ต้องดูว่าถ้ามันช่วยลดค่าไฟได้เดือนละ 500 – 700 บาทต่อ 1 กิโลวัตต์ ถ้าเราทำตรงนี้ได้ก็จะรู้สึกมีความสุขที่เราสามารถขยับขยายให้มันไปถึงอีกขั้นหนึ่งได้ ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำแบบสับคัทเอ้าท์เหมือนทุกวันนี้แค่อยากทำให้สุดโต่ง ให้เห็นว่ามันสามารถทำได้ พึ่งตนเองได้ อีกอย่างถ้าเราอยากให้ข้อมูลทางด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เราเป็นห่วงในด้านของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้นเราจะได้พูดได้เต็มปากเพราะบางทีจะถูกย้อนแย้งว่าคุณก็ยังใช้ไฟอยู่แล้วทำไมถึงจะมาค้าน ซึ่งจริงๆ ผมก็ยังใช้ไฟของการไฟฟ้าอยู่เวลามาสัมมนาต้องนอนที่โรงแรมก็ต้องใช้เพราะมันเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเวลาที่อยู่บ้านเราเองเราจัดการได้เท่ากับว่าพลังงานในบ้านเรามันพอใช้อยู่แล้วเพียงแต่เขาไม่ยอมที่จะใช้พลังงานอื่นเพิ่มใช่ไหมสิ่งสำคัญคือ มูลค่าเวลาที่ไฟดับ แต่เราไม่ดับนั้นจะตีเป็นราคาอย่างไร เวลาไฟดับโรงพยาบาลทั้งหลายต้องมีเจเนอเรเตอร์ (Generater) ของตัวเองแต่ถ้าสามารถเสริมบางอย่างได้ด้วยตัวเองอย่างโซล่าเซลล์นั้นผมว่ามันเวิร์คมาก ประเทศไทยมันจะมีพีคอยู่ 3 ช่วงช่วงแรกคือเช้า ช่วง 2 คือบ่าย ช่วงบ่ายนั้นอาจจะหนักกว่าเช้าหน่อย และช่วงค่ำประมาณ 2 – 4 ทุ่ม ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แสงแดดไม่มีใช้เพราะฉะนั้นช่วงเช้าและบ่ายแสงแดดเข้าไปร่วมได้ ถ้าบริหารจัดการเป็น ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะมีเมฆปกคลุมทั้งประเทศถ้าปกคลุมภาคใต้ ภาคเหนือกับอีสานก็ผ่าน ช่วงที่ภาคเหนือปกคลุมทางภาคใต้ก็ผ่านประมาณนี้ ซึ่งมันคือการกระจายความเสี่ยง ผลิตที่ไหนใช้ที่นั่น สายส่งก็ไม่ต้องกังวล นี่คือในทางอุดมคติและปฏิบัติการได้ในครัวเรือน     กลับมาที่เรื่องราคาเมื่อก่อนจำได้ไหมมือถือที่เป็นแท่งๆ ราคาเครื่องละเป็นแสนเลย เหมือนกับโซล่าเซลล์เมื่อ 38 ปีที่แล้วเป็นยุคเริ่มต้นของโซล่าเซลล์ตอนนั้น 120 วัตต์ราคาประมาณ 3 แสนบาท ในปัจจุบันแผง 120 วัตต์ราคา 3,000 กว่าบาทลดลงมาเกือบ 100 เท่า ซึ่งผมคิดว่าเวลาประชาชนเขาเห็นราคาเขาก็รู้สึกว่ามันแพง ตอนนี้ 1 วัตต์ตกอยู่ราวๆ 20 – 25 บาทซึ่งคิดว่าในอนาคตราคายังลงได้อีกถึงวัตต์ละ 10 บาท ถ้าลงได้ผมเชื่อว่าจะพลิกโฉมพลังงานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นการรุกล้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงต้องเร่งในช่วงนี้ ไม่อย่างนั้นคนจะหันมาใช้แบบนี้มากขึ้นเพราะมีหลายส่วนที่อยากจะทำแต่องค์ความรู้ไม่ถึง เขามีเงินทุนแต่สิ่งสำคัญคือจะให้ใครทำให้ เราจึงต้องจัดการให้เขา สิ่งที่ผมทำก็คือทำไปด้วยกัน ตั้งแต่ซื้ออุปกรณ์ด้วยกัน ร่วมมือกันติดตั้ง ต่อสายไฟหลังจากเสร็จแล้วจึงเริ่มสอนว่าระบบนี้เอาไปใช้อย่างไร แล้วจึงจำลองสถานการณ์ เช่นไฟของการไฟฟ้าก็มี ไฟของเราเองก็มี ถ้าอยากจะใช้ไฟของเราจะต้องทำอย่างไร หรือไฟเราไม่พอสำหรับใช้ 24 ชม. ถ้าจะเอาไฟของการไฟฟ้ามาและสับคัทเอ้าท์ของเราสลับกันแบบนี้จะต้องทำอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ยาก ชาวบ้านสามารถทำได้เพราะผมทดสอบกับพ่อแม่ของผมเอง ท่านจบ ป.4 ยังทำได้โดยให้ดูตัวเลขที่เป็นตัวบอกว่าแรงดันเท่าไร ให้เขาเข้าใจว่าถ้าจะหุงข้าวแรงดันต้องประมาณ 23.5 – 24 จึงจะหุงข้าวได้ ถ้า 27 ขึ้นไปสามารถซักผ้าได้ 4 – 5 ครั้ง แต่ว่าซักทุกวันก็ไม่รู้จะเอาผ้าที่ไหนมาซักเหมือนกัน (หัวเราะ) นี่เป็นแนวคิดและเงื่อนไขเหล่านี้ผมจะไม่สอน จะให้ค้นหาของเขาเองโดยการจดข้อมูลไว้ว่าในแต่ละวันผลิตได้กี่หน่วยรวมกันแล้วใน 1 เดือนได้เท่าไร ให้จดข้อมูลไว้แล้วเอามาดูว่าทำไมบางวันได้เยอะ บางวันได้น้อย เมื่อเขาเข้าใจก็สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นต่อได้ เวลาไฟดับก็จะมีคนเข้ามาถามผมว่า ทำไมไฟบ้านเราไม่ดับก็ผมไม่ได้ใช้ไฟการไฟฟ้าไง มูลค่าแบบนี้มันมหาศาลที่จะจัดการได้เพราะนี่คือความมั่นคง แสงแดด ลม น้ำ คลื่นลมทะเล น้ำขึ้นน้ำลงทั้งหลายเหล่านี้สามารถที่จะดึงมาใช้ได้และถ้าชาวบ้านรู้สึกว่าต้องลงทุน 1 – 2 หมื่นมันเยอะก็มีวิธีคือใช้วิธีการแบบแชร์ คือแชร์พลังงานหมายถึงให้รวมกัน ถ้าค่าใช้จ่าย 20,000 บาทต่อหลังก็รวมกันให้ได้สัก 10 คนจ่ายคนละ 2,000 บาทต่อเดือนเอามารวมกันก็จะได้ 20,000 บาททุกๆ เดือน ใครจะติดตั้งก่อนก็จับฉลากเอาหรือแล้วแต่การจัดการ ซึ่งตอนนี้ที่พัทลุงและสงขลาก็เริ่มทำตามแนวคิดนี้กันแล้วแต่ในทางปฏิบัติก็ต้องมีคนที่จะนำไปสู่การพิจารณาการทำให้เกิดการสร้างกลไกที่เข้มแข็ง คือวิธีการที่จะสร้างองค์ความรู้ในชุมชนที่เขาจะสามารถจัดการเองได้ และเราได้นำเอาผลลัพธ์ที่แต่ละบ้านใช้มาคุยกันซึ่งพอแลกเปลี่ยนกันแล้วชาวบ้านรู้สึกมีความสุขขึ้น เขาอยากจะจัดการต่อ อยากสับคัทเอ้าท์เหมือนผมจะต้องทำอย่างไรหรือว่ามีระบบอัตโนมัติที่เราไม่ต้องไปนั่งสับเองด้วยมือ ซึ่งเทคโนโลยีก็เริ่มมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนหลอดไฟหลอดละ 200 บาทคุณภาพก็ไม่ค่อยดีเท่าไรตอนนี้ราคา 50 – 100 กว่าบาทแต่คุณภาพดีมากและมีอายุการใช้งานที่ดีกว่าแต่เร่องราคานั้นจำเป็นต้องรู้เท่าทันในการซื้อ เรื่องการติดตั้งก็เหมือนกันบางกลุ่มบริษัทที่ให้บริการติดตั้งยังคิดราคาแพงอยู่มากราคากิโลวัตต์ละ 80,000 – 1 แสนบาทตรงนี้ถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ผมว่าถ้าเรากระจายความรู้เรื่องนี้ให้เท่าทันคนก็จะรู้และทำเองได้ ตอนนี้ที่บ้านผมก็มีตู้เย็นและอินเตอร์เน็ตที่ใช้ไฟอยู่ตลอดเวลา จริงๆ แล้วตู้เย็นไม่จำเป็นต้องเปิดตลอด 24 ชม. ก็ได้หลังเที่ยงคืนสามารถสั่งหลับได้ถ้าไม่ได้แช่อะไรไว้ อย่างพวกโรงแรมนั้นในตู้เย็นมีแต่น้ำแช่ไว้ถ้าสั่งหลับหลังเที่ยงคืนจะประหยัดไฟไปได้อีกจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว นี่เป็นตัวอย่างที่สามารถบริหารจัดการได้ ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นแบตเตอรี่เอเชียอย่างลาวแต่เราสามารถจะเปลี่ยนเป็น Clean Country Clean Energy Thailand มันจะเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การคิดใหม่ เพราะถ้าถามถึงพลังงานถ่านหินที่ใช้กันอยู่ก็ใช้ไปแต่ไม่ต้องสร้างเพิ่ม ต้องจัดการเพื่อไม่ให้มันมีความเสี่ยงเพราะถ่านหินเราต้องซื้อจากอินโดนีเซียหรือออสเตรเลียแล้วมันจะมั่นคงไหมถ้าอนาคตเขาอยากเลิกขายให้เราจะทำอย่างไร ในขณะที่แสงแดดนั้นมีทั่วทุกหลังคาเรือน ไม่ต้องเสียเวลาขนและไม่มีค่าขนส่งด้วย แล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งกระบี่และเทพาที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านสร้างประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ผมเอามาเฉลี่ยไปที่ครัวเรือนทั้งหลายให้ติดแผงโซล่าเซลล์แล้ววิ่งปลา (วิ่งปลาคือเอาปลาไปตากบนหลังคา) ก็สามารถผลิตได้ 4,000 เมกะวัตต์ มากกว่าใช้ถ่านหินและยังไม่ต้องซื้อวัตถุดิบนำเข้าด้วย อายุโรงงานก็ 25 ปีเช่นเดียวกับแผงที่รับประกัน 25 ปีกระแสไฟไม่ตก คุณภาพยังคงที่หลังจากนั้นมันก็ไม่ได้เสียทันทีแต่ประสิทธิภาพมันค่อยๆ ลดลง แต่ระดับชาวบ้านก็ไม่จำเป็นต้องไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์ขนาดนั้นแค่เราเอามาเสริมในบ้านเราได้ก็พอ คือผมคิดไว้เยอะอย่างเช่นการลดค่าไฟวันละ 1.5 หน่วยจำนวน 10 ล้านหม้อมิเตอร์สามารถหยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้เลยแต่เราต้องช่วยกันลดทุกวัน แต่ชาวบ้านที่เขาใช้ไฟเดือนละ 2 หน่วยจะให้เขาลด 1.5 หน่วยมันก็กระไรอยู่แต่ว่าห้างที่ใช้ไฟวันละหลายหมื่นหน่วยนั้น ลดสัก 1,000 หน่วยเพื่อไปช่วยคนที่เขาใช้แค่ 2 หน่วยต่อเดือนนี่คือการบริหารจัดการ ซึ่งผมว่าสำคัญมาก ตอนนี้ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มากในประเทศไทยเพราะฉะนั้นโซล่าเซลล์เองเป็นทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ยังมีลมที่ไม่แน่ว่าจะพัดกลางวันหรือกลางคืน มีทั้งลมบก ลมทะเล คือเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ระดับหนึ่งเพราะกังหันลมนั้นชาวบ้านทำเองได้ การเลือกอุปกรณ์ในส่วนของการเลือกซื้ออุปกรณ์นั้นแผงโซล่าเซลล์ถ้าเป็นไปได้ให้เข้าสู่เครือข่ายก่อน เครือข่ายที่จะเรียนรู้เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องรีบที่จะติดตั้งแต่ให้รู้เท่าทันว่าแผงพวกนี้มันทำงานอย่างไร ความต้องการของครัวเรือนของเราว่าใช้ไฟเดือนละเท่าไร เช่นใช้ไฟเดือนละ 1,000 บาทก็อาจจะติดตั้งประมาณ 1.5 กิโลวัตต์ราคาจะตกอยู่ประมาณ 70,000 – 80,000 บาท อุปกรณ์ก็จะให้เลือกว่าจะซื้อแบบไหนถ้าเป็นแผงก็ต้องเป็นแผงที่รับประกัน รับประกันนี่คือมีตัวซีเรียลนัมเบอร์เลย ซึ่งตอนนี้ก็หายากอยู่ในประเทศไทย ถ้าเราซื้อแผ่นเดียวราคาก็จะสูงกว่าซื้อ 10 แผ่นหรือ 100 แผ่นแต่ถ้าร่วมมือกันระบบกลุ่มแล้วค่อยซื้อมาแบ่งกันมันก็จะถูกลง โดยซื้อจากบริษัทที่อาจจะนำเข้าจากจีนหรือในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองของ IEC (International Electrotechnical Commission) หรือ มอก. ซึ่งก็ได้การรับรองจากมาตรฐานสากลเชื่อถือได้ ตอนนี้เรากำลังคิดถึงเรื่องโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์นำไปสู่การทำเพื่อประโยชน์สังคม คิดว่าตรงนี้เป็นแนวทางที่พอเป็นได้และเรื่องอินเวอร์เตอร์ต้องออกแบบว่าเราจะใช้ระบบที่มีแบตฯ หรือไม่มี ถ้าระบบที่มีแบตฯ ก็จำเป็นต้องซื้อแบบตระกูลดีฟไซเคิล (Deep cycle) คืออายุการใช้งานจะยาวนานกว่าอย่างน้อย 2 เท่าก็ประมาณ 4 – 5 ปี ผมก็ทดลองมา 2 ปีแล้วต้องรอดูว่ามันจะถึง 5 ปีจริงไหม ต่อมาคือพวกอินเวอร์เตอร์ คอนโทรลชาร์จที่เมื่อก่อนซื้อตัวละประมาณ 2,200 บาท ตอนนี้ลดเหลือประมาณ 1,500 ,800 หรือ 300 บาทก็มี ถ้าเราเข้าไปอยู่ในกลุ่มของคนที่ใช้แบบนี้แล้วสอบถามข้อมูลจะดีมากอย่าเพิ่งรีบเวลาไปซื้อของ ศึกษาข้อมูลก่อนเอาความสงสัยสอบถามข้อมูลกัน สุดท้ายเราจะอยู่ไกลกันแค่ไหนก็สอบถามข้อมูลกันได้ เดี๋ยวนี้มีไลน์ มีเฟสบุคสามารถส่งรูปภาพได้ง่ายมาก มันเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการที่จะผลิตพลังงานใช้เอง ผลิตเองได้โดยไม่ต้องเดินสายไฟใหม่ใช้ปลั๊กของตนเอง ถ้าเป็นระบบออนกริด (Grid tie system) เราต้องเลือกซื้ออุปกรณ์ที่เป็น Grid Tie Inverter ที่ได้คุณภาพผ่านการรับรองของ IPA ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผ่านการไฟฟ้านครหลวง และผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพราะบางทีก็ล้ำๆ กันอยู่ บางครั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตรับรองแต่การไฟฟ้านครหลวงไม่รับรองคือมันก็ยังเป็นเรื่องที่ยังมึนๆ กันอยู่เพราะฉะนั้นจะมีกลไกบางอย่างที่บอกว่าตัวไหนใช้ได้ทุกอันและมันปรับตัวของมันเองได้ และต่อมาเมื่อติดตั้งแล้วคือเก็บข้อมูลวิจัยไปด้วยในตัว นี่คือรูปแบบในการนำพาไปสู่การวางแผนได้ ผมเชื่อว่าถ้าเราทำกันแบบนี้พลังงานของเราจะไม่เกิน 30,000 เมกะวัตต์ / ชั่วโมง ตามที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้อยู่ที่ 27,000 เมกะวัตต์ อนาคตจะทะลุ 30,000 ได้เพราะ AEC เข้ามา หน้าร้อนมหาวิทยาลัยก็เปิดกันทุกแห่งค่าไฟก็ทะลุช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ถ้าเราปรับตรงนี้ได้ประเทศก็จะรอด บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ แค่ 1 หลังคาเรือนแต่ลองคูณจำนวน 20 ล้านครัวเรือนดูจะรู้ว่าไม่ธรรมดาและยังไม่นับพวกโรงงานอีกซึ่งมันมหาศาลมากเพราะฉะนั้นโรงไหนที่ไม่จำเป็นก็ระงับไว้ไม่ต้องไปสร้าง พีคโหลด 15 % ของ 30,000 เมกะวัตต์ก็ตกประมาณ 4,500 เมกะวัตต์ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าโรงละ 800 เมกะวัตต์จะอยู่ที่ประมาณ 6 โรง ทั้ง 6 โรงนั้นเอาถ่านหินมาเผาทิ้งเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นความมั่นคงแค่นี้ผมว่าเรากำลังเผาโลกมากกว่า มลภาวะที่ปล่อยออกไปมันมากมายคือต้องคิดร่วมกันแล้ว ผมไม่อยากที่จะไปต่อสู้แล้วเพราะเหนื่อยที่จะทะเลาะกับหน่วยงานของรัฐที่ต้องมาโต้กันอยู่อย่างนี้ คิดว่า กฟผ. เองก็ไม่อยากให้ประชาชนไม่ชอบหน่วยงานของเขา เพราะฉะนั้นแนวทางหนึ่งที่ทำได้คือหันมาหาทางเลือกร่วมกัน เลิกเถียงกันได้แล้วว่าถ่านหินมันสะอาดหรือไม่สะอาด ประเทศไทยมีแนวโน้มความเสี่ยงเรื่องพลังงาน ต้องวางแผนว่าจะช่วยกันอย่างไร นี่คือสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดการที่ยั่งยืนได้ ยั่งยืนนั้นก็ค่อนข้างไกลแต่จากประสบการณ์ที่ได้ลองทำมาหลายๆ แบบจะรู้เลยว่านิสัยของประเทศไทยจะเป็นแบบไหน ปากน้ำที่ไหลทั้งขึ้นทั้งลงออกทะเลนั้นเยอะแยะ คลื่นทะเล 3,000 กิโลเมตรนั้นไม่ใช่น้อยมันคลื่นทั้งนั้น ประเทศอังกฤษเขาทดลองทำอนาคอนด้า คือคลื่นโยกไปโยกมาก็ได้ไฟออกมาส่งขึ้นฝั่ง การโยกไปมาตามคุณสมบัติของคลื่นที่ส่งผ่านพลังงานของน้ำก็เป็นพลังงานไฟฟ้าได้อยู่ที่เราจะทำหรือไม่ทำ เราไปล็อคความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ด้วยผลประโยชน์ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโอกาสดีของรัฐบาลทหารในช่วงนี้มากที่จะผลักดันเรื่องนี้ อย่าไปทะเลาะกับชาวบ้านเรื่องสร้างโรงไฟฟ้าอีก 9 โรง ทะเลาะเรื่องเหมืองทอง 300 แห่ง หรือเรื่องโค่นต้นยางพาราในอุทยาน มันต้องคิดใหม่ว่าทำไมเราต้องไปโค่นมัน ต้นยางมันก็ผลิตอ็อกซิเจนออกมาให้ทุกวันจะไปโค่นมันทำไม แต่คุณต้องบริหารจัดการอย่างชาญฉลาดอย่าให้เกิดความขัดแย้งเพราะสุดท้ายก็ต้องมีคนเสียใจ รัฐบาลต้องเริ่มได้แล้วถ้าจะคืนความสุขไม่ใช่ให้ความทุกข์เพิ่ม     ในส่วนของหลังคาเรือนนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างโซล่าฟาร์มเลย ไม่ต้องหาที่ 10 – 20 ไร่เพื่อจะสร้างโซล่าฟาร์มเพราะว่าอาจจะไม่จำเป็นใช้หลังคาชาวบ้าน หลังคาโรงงานในกรุงเทพฯ ก็พอ ลองทำกันดูแล้วเราจะพบว่าทำไมเราปล่อยให้แดดมันเสียไปก่อนหน้านี้ น่าเสียดายแดดจริงๆ      

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 176 ความปลอดภัยต้องอาศัยองค์ความรู้

“รถยนต์จะปลอดภัยหรือไม่ คนไม่ค่อยสนใจ คนไทยคิดอย่างเดียวว่าถ้าอยากปลอดภัยก็ต้องซื้อรถแพง ปลอดภัยต้องเสียเงิน และเชื่อด้วยว่ารถที่ผลิตมาแล้วก็ปลอดภัยหมด”“บ้านเราผลิตรถ แต่ทุกคนไม่รู้หรอกว่ารถสามารถสั่งตัดได้ และบ้านเราก็ไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนมากมาย แต่เรากลับไม่รู้เลยว่ารถแต่ละคันปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะไปถึงเป้าหมายเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนได้อย่างไร” รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักวิชาการด้านวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ บัณฑิตวิทยาลัย วิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน (Thai–German Graduate School of Engineering) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือที่มาของหลักสูตรวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยรถยนต์    ผมทำงานสายยานยนต์มาตั้งแต่เรียนจบมาเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ในประเทศไทยกำลังบูม สาขาวิชาหลักๆ สำหรับอุตสาหกรรมนี้ก็มีวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมการผลิต และวิศวกรรมไฟฟ้า ผมเองจบทางช่างยนต์แต่ไม่ได้มีส่วนในการออกแบบรถยนต์อย่างที่เรียนมา เพราะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ให้ทำตามแบบของเขา บริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ก็มีหน้าที่ทำให้ได้ตามข้อกำหนดของบริษัทแม่ ในประเทศไทยเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ทำกันมา คือการผลิตชิ้นส่วนอย่างไรให้ลดต้นทุน จนผมมีโอกาสได้ไปดูงานของรัฐบาลเยอรมันที่เขาจะทำหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ ก็ได้เห็นว่าแตกต่างกันมากกับวิศวกรรมยานยนต์ที่เมืองไทย ที่นั่นเขาทำวิจัยร่วมกับอุตสาหกรรมบริษัทรถในการผลิต เพราะว่าเขามียี่ห้อรถของเขา แล้วเขาก็ทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยด้วย พอเราได้ไปดูงานของเขามาแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็จัดสร้างหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ขึ้น โดยเอาเนื้อหาหลักสูตรทั้งหมดจากเยอรมันมาใช้ ซึ่งเนื้อหาของเขาลงลึกมาก รวมงานวิจัยเข้าไปด้วย เน้นเรื่องการออกแบบ การผลิต ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ แต่หลังจากเปิดหลักสูตรไปสักพักหนึ่งมันไม่ไหว มีคนตั้งคำถามว่าเด็กจบไปแล้วจะไปทำอะไร เพราะเราไม่ได้ออกแบบรถเอง แต่ความจริงแล้วเราได้องค์ความรู้ไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมกับบริษัทรถ จะได้พูดภาษาเดียวกันได้ ร้อยละ 80 ของนักศึกษากลุ่มแรกๆ เป็นอาจารย์ เช่น อาจารย์จาก ม.ราชมงคลฯ และอีกหลายแห่งที่อยากจะพัฒนาบุคลากรในสายยานยนต์ สักพักหนึ่งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็เปิดหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ ทีนี้คำว่าวิศวกรรมยานยนต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยก็ไม่เหมือนกัน มันไม่ชัดว่าเนื้อหาหลักสูตรของแต่ละที่เป็นอย่างไร คนที่มาสมัครเรียนเขาก็ไม่รู้ว่าเรียนจบไปแล้วจะทำอะไร มีคนที่ประเมินหลักสูตรเขาถามว่าจบวิศวกรรมยานยนต์ที่ TGGS (Thai – German Graduate School of Engineering) แล้วจะไปทำอะไร ผมเลยเปลี่ยนหลักสูตรเป็น “หลักสูตรวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัย”ทำไมต้องหลักสูตรนี้?    ที่เราทำด้านนี้เพราะว่าผมทำโครงการรถบัสของขนส่ง(กรมการขนส่งทางบก) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2555 – 2556 พอทำแล้วมันได้ใช้องค์ความรู้เรา ทำแล้วมันมีผลกระทบต่อสังคม ซึ่งในสายวิศวกรรมนั้นจะไม่ค่อยมีผลต่อสังคมเท่าไร พอได้ทำตรงนี้แล้วคนสนใจและอยากรู้ ก็เลยเปลี่ยนหลักสูตรให้สอดคล้องกัน โดยเอาเนื้อหาเดิมมาขัดเกลาใหม่ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะกับประเทศไทย นั่นคือประเทศไทยไม่มีบริษัทรถเอง มีแต่ผู้ใช้รถ หลักสูตรจึงเน้นทดสอบรถด้านคุณภาพ มาตรฐาน สภาพรถ การประหยัดน้ำมัน ฯลฯ การจะประเมินเรื่องนี้เราต้องใช้ซอฟแวร์หรือกระบวนการอะไร ในหลักสูตรจะมีเรื่องพวกนี้อยู่ มีการทดสอบชิ้นส่วนต่างๆ เช่น เกียร์ต้องทดสอบอย่างไร เครื่องยนต์ทดสอบอย่างไร ประเมินอย่างไร นี่คือหลักสูตรเรื่องนี้ เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ผลิต  หลักสูตรของเราเน้นด้านหลักๆ 4 ด้าน คือ การผลิตรถยนต์ การทดสอบประเมินรถ มาตรฐานกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการจำลองการบาดเจ็บ/ความปลอดภัยยานยนต์ การประเมินหรือการทดสอบที่อาจารย์ภาคภูมิใจ    การทดสอบรถบัสทั้งแบบ 1 ชั้นและ 2 ชั้น ด้วยเครื่องมือทางวิศวกรรม เช่น การจำลองเหตุการณ์ ซึ่งก่อนที่เราจะทดสอบเราก็ประเมินก่อนแล้วว่าไม่มีคันไหนผ่าน เราเลือกรถจากกลุ่มที่มีกระบวนการผลิตที่ดีที่สุดในรูปแบบบริษัท และเมื่อประเมินโดยใช้การคำนวณทางตัวเลขวิเคราะห์ก็ไม่ผ่าน แต่การจำลองทางคณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการทางวิศวกรรมมันก็ไม่ชัดเจนเท่ากับเห็นภาพ เพราะมันเป็นแค่ตัวเลข พอเรารู้แล้วว่าไม่ผ่านก็สร้างเครื่องทดสอบให้เห็นเลยว่าทำไมไม่ผ่าน คือในระยะแรกเราทำการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ให้เห็นคุณภาพรถว่าเป็นอย่างไร และสร้างเครื่องทดสอบ วิเคราะห์ออกแบบใหม่ เราออกแบบโดยใช้หลักคณิตศาสตร์ แล้วสร้างเครื่อง สร้างรถ สร้างรูปแบบของโครงสร้างที่เราออกแบบ โครงการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2 เดือนตั้งแต่สร้างเครื่องทดสอบ ประเมินรถ แล้วออกแบบโครงสร้างที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยแล้วนำมาทดสอบ เราไม่ได้ทำแค่สร้างเครื่องทดสอบ แต่รวมไปถึงการปรับปรุงพัฒนาภายใต้เงื่อนไขของข้อกำหนด ซึ่งในการออกแบบทางกระบวนการวิศวกรรมนั้นค่อนข้างยาก ผมสามารถออกแบบให้โครงสร้างรถบัสมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ราคาถูกได้ แต่ถ้าจะออกแบบให้ถูกด้วยมันยากตรงที่บ้านเราไม่ใช่ประเทศที่รวย เราอยู่แค่ในระดับปานกลาง ถ้าจะให้ออกแบบให้แข็งแรงปลอดภัย ราคาถูกด้วย เบาด้วย มันทำไม่ได้ แล้วยังมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นรถบัสที่สามารถผลิตได้ในอู่ทั่วไปด้วย เพราะอย่างที่เรารู้กันอุตสาหกรรมต่อรถบ้านเราเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว ความสำคัญของความปลอดภัยยานยนต์ในบ้านเรา    ประเทศไทยไม่มีผู้ผลิตรถ องค์ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ที่ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยต่อคนนั้นมีน้อย คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีน้อย คือรถยนต์จะปลอดภัยหรือไม่ คนไม่ค่อยสนใจ คนไทยคิดอย่างเดียวว่าถ้าอยากปลอดภัยก็ต้องซื้อรถแพง ปลอดภัยต้องเสียเงิน และเชื่อด้วยว่ารถที่ผลิตมาแล้วก็ปลอดภัยหมด ซึ่งรถบางคันอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร เพราะตอนเขาผลิตเขาคำนึงถึงต้นทุนเป็นหลักแพะรับบาป 2 ตัวเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ     ร้อยละ 70 ของการเกิดอุบัติเหตุเกิดจากคน อีกร้อยละ 20 – 30 คือรถ ซึ่งเราสามารถคุมปัจจัยได้ง่ายกว่า ในบ้านเราแพะรับบาปอย่างแรกคือ “เมาแล้วขับ” อย่างที่สองคือ “ขับรถเร็วเกินกำหนด” ไม่เคยบอกว่าเป็นเพราะยางแตกหรือการเสื่อมสภาพของรถ ผมมีงานวิจัยที่ทำให้ผมรู้ว่า “การขับเร็วเกินกำหนด” เป็นเรื่องของการนั่งเทียน บ้านเราผลิตรถ แต่ทุกคนไม่รู้หรอกว่ารถสามารถสั่งตัดได้ และบ้านเราก็ไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนมากมาย แต่เรากลับไม่รู้เลยว่ารถแต่ละคันปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะไปถึงเป้าหมายเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนได้อย่างไร ผมมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง คือมีอุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้น แล้วตำรวจ สน.ไทรน้อยขอให้ผมมาช่วย รถคันที่เกิดเหตุชนท้ายรถพ่วง มีพ่อแม่ลูกนั่งมาในรถ พ่อและแม่เสียชีวิตคาที่ ส่วนเด็กไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล รอยเบรกประมาณ 27 เมตร ... คุณคิดว่ารถต้องมาด้วยความเร็วเท่าไร?  ญาติเรียกร้องให้ประกันชดเชย แต่ทางประกันแย้งว่าผู้เสียชีวิตขับรถเร็วเกินกำหนดโดยดูจากรอยเบรก 27 เมตร จากทฤษฎีสามารถคำนวณความเร็วได้ แต่พอดูยางรถยนต์ที่เขาใช้ คือล้อหน้าด้านซ้ายเป็นยางมิชลินปี 2004 ล้อหน้าข้างขวา คือยางมิชลินปี 2007 ปีนี้ปี 2015 เท่ากับใช้มา 8 ปีแล้ว ส่วนยางหลังด้านขวาคือยางกู้ดเยียร์ปี 2011และล้อหลังซ้ายยางกู้ดเยียร์ปี 2010 ผมก็เอายางไปทดสอบในสถานที่จริงเลย เริ่มที่ความเร็ว 30 กม./ชม. ระยะเบรกอยู่ที่ 5 เมตร ถามผู้ใช้รถว่าการใช้ยางแบบนี้ไหวไหม? ถ้าขับในเมืองรถมันติดก็โอเค แล้วลองที่ความเร็ว 60 กม./ชม.ระยะเบรคอยู่ที่ 19 เมตร ถ้าความเร็ว 90 กม./ชม.ระยะเบรกยาวถึง 40 เมตร ก็คือเบรกไม่อยู่โดยใช้ความเร็วที่ 90 กม./ชม.เอง คือความเร็วก็มีส่วน แต่มันไม่ควรเป็นแพะรับบาป กรณีนี้ผู้บริโภคเลือกใช้ยางผิด นั่นคือผู้บริโภคไม่รู้ เราถึงต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เพื่อปลูกฝังและสร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัย  “วัฒนธรรมความปลอดภัย” อยู่ในยุทธศาสตร์ของประเทศหรือยัง?    เรื่องความเร็วในแผนแม่บทเขาก็กำหนดไว้ แต่ทำไม “ออโตบาห์น” ในประเทศเยอรมันไม่มีการจำกัดความเร็ว? นั่นเพราะถนนเขาดี คนขับดี และรถก็ดี คือผมจะบอกว่าเขาเขียนแผนยุทธศาสตร์ผิดจากข้อมูลสถิติที่ผิด เลยทำให้ยุทธศาสตร์ประเทศวางแผนผิดไปหมด จึงทำให้ประเทศไทยมารณรงค์เรื่องเมาแล้วขับ เราเก็บข้อมูลผิดวิธีและไม่นับจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายใน 30 วัน คนเขียนข้อมูลเขารู้เลยว่าตำรวจไม่ค่อยให้ข้อมูลเพราะพยายามจะปิดคดี  และการปิดคดีที่ดีที่สุดก็คือระบุว่าเมาแล้วขับ หรือขับเร็วเกินกำหนด มันเลยกลายเป็นแผนไม่เคลื่อนสิ่งที่เราควรรณรงค์จริง คืออะไร    จริงๆ คือต้องรณรงค์ทั้งแผน ไม่ใช่รณรงค์แค่คน ต้องทั้งแผนถึงจะขับเคลื่อน แต่เรื่องรถไม่เคยรณรงค์เลย บ้านเราเน้นเรื่องคนมากกว่า เรื่องถนนก็มีรณรงค์บ้างอย่างถนนที่โค้งอันตราย ตำรวจก็รณรงค์ตรงจุดเสี่ยง ขาดแค่การรณรงค์เรื่องรถ บางทีรถดีแต่มีการใช้งานผิดประเภทอีกเพราะไม่มี “วัฒนธรรมความปลอดภัย” จึงเกิดการใช้รถผิดประเภท?    ใช่ แต่ “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ต้องเป็นองค์ความรู้เรื่องรถยนต์ ยกตัวอย่างบางปลาม้าโมเดล เขาจัดทำนำร่องเรื่องรถโรงเรียนโดยเรียกคนที่มีส่วนร่วมมา เชิญตำรวจมา จัดให้อยู่ในระบบ เชิญหน่วยงานขนส่งฯ มาแนะนำว่าโครงสร้างต้องเป็นแบบไหน แล้วก็สรุปว่านี่คือรูปแบบของรถโรงเรียน แต่ในทางวิศวกรรมถ้ารถลักษณะ(สองแถว) นี้เกิดอะไรขึ้นมา มันเจ็บหนักมาก คุณรู้ไหมว่าทำไมรถรุ่นใหม่ปุ่มสตาร์ทถึงเป็นปุ่มกด? เพราะว่าเวลาชน เข่าของเราจะไปโดนพวงกุญแจ เพราะเขารู้ว่ามันเสี่ยงโดยดูจากข้อมูลอุบัติเหตุ แต่คนที่รู้จริงๆ มีน้อย คนที่ไม่ได้ทำวิจัยจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือวัฒนธรรมความปลอดภัย คือต้องมีองค์ความรู้ ในโครงการบางปลาม้าโมเดลก็เขียนกำหนดลักษณะมาตรฐานรถให้เหมาะสมไว้นะ แต่เขาเชิญขนส่งฯ ซึ่งขนส่งเองก็มีความรู้ระดับหนึ่ง โครงการก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ คือให้นักเรียนนั่งในคอกรถแล้วจะปลอดภัย ทางขนส่งเขาก็มีระเบียบของเขาว่าหลังคาต้องมั่นคงแข็งแรง แต่ความรู้เรื่องความปลอดภัยของรถยังไม่มี ทุกวันนี้คนก็ชื่นชมบางปลาม้าโมเดลและก็จะทำตามแบบนี้ และตอนนี้ก็จะขยายต่อไปด้วย ผมเคยโทรไปหาผู้อำนวยการโรงเรียนบางปลาม้าบอกว่าจะเอารถโรงเรียนของเขามาทดสอบดู เขาก็ไม่กล้าให้เอามาเพราะเขาเองก็ยังไม่มั่นใจ ถ้าที่เมืองนอกเวลาเอารถมา ต้องทดสอบไดนามิค ดูการเหวี่ยง ดูความเสี่ยง การชนด้านหน้า ทดสอบเบรก คุณภาพรถเป็นอย่างไรอย่างน้อยเมืองไทยก็มีมาตรฐานชิ้นส่วนรถยนต์?    ในวงจรการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย บริษัทรถจะทำออกมาตามเสียงตอบรับจากผู้ใช้ พอได้ชิ้นส่วนก็เข้ามาอยู่ในเทียวัน (บริษัทจัดหาซัพพลายเออร์สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์) ก็มีบริษัทหลายบริษัทจนมีสมาคมชื่อว่า สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ซึ่งมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเข้ามาควบคุมดูแล ส่วนกรมการขนส่งทางบกก็มีบทบาทตอนทำการผลิตแล้วตรวจสอบขั้นสุดท้าย ก็มีแค่นี้วงจรของมัน แต่เพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศไทย รัฐบาลอยากส่งเสริม ทางบริษัทรถก็ให้ความร่วมมือ แต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างไร ขั้นตอนโลจิสติกส์มีอะไรบ้าง ทำอย่างไรให้ผลิตได้เยอะขึ้น ก็ทำการวิจัยให้กระบวนการผลิต แต่ไม่ได้มองเรื่ององค์ความรู้เลย เน้นการผลิตอย่างเดียว คุณเชื่อไหมว่าบริษัทที่ขายชิ้นส่วนให้เทียวัน แม้จะขาดทุนก็ยังยอมขาย เพราะเวลาเปลี่ยนอะไหล่ผู้บริโภคก็ต้องกลับมาใช้ของเขา เขาขอให้ได้เข้าไปเป็นชิ้นส่วนในรถให้ได้เป็นพอ ยกตัวอย่างรถที่ใช้แบตเตอรี่ 3K ถ้าคนที่รู้เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่น แต่คนที่ไม่รู้ เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ก็ยังใช้ 3K อยู่ดี

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 175 ศราพิพัฒน์ ครุฑรัมย์ มั่นใจคนใช้ฟอร์ดต้องการให้ดูแลเรื่องเกียร์อย่างเป็นธรรม

“ร้องทุกข์ 1 ครั้งดีกว่าบ่น  1,000 ครั้ง”  เป็นวลีที่ยังทันสมัยอยู่เสมอ  แล้วถ้ายิ่งมีการรวมกลุ่มกันร้องทุกข์ พลังของผู้บริโภคก็จะยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นอีก คุณศราพิพัฒน์ ครุฑรัมย์   เป็นอีกหนึ่งเคสที่เริ่มการพิทักษ์สิทธิจากปัญหาของตัวเอง จนเกิดการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่มีปัญหาเหมือนกัน จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายท่านอื่นๆ ผ่านทางเฟสบุค ชื่อ“มั่นใจคนใช้ฟอร์ดต้องการให้ดูแลเรื่องเกียร์อย่างเป็นธรรม” และกลุ่ม “ผู้เสียหายจากการซื้อรถใหม่”   คุณศราพิพัฒน์ ปัจจุบันทำงานอิสระเกี่ยวกับการตลาด, โปรโมทเว็ปไซต์และช่วยงานด้านก่อสร้างให้น้องของเขา เรื่องราวของเขาที่เราเก็บมาฝากเริ่มขึ้นเมื่อเขาใช้สิทธิโครงการรถคันแรกเมื่อปลายปี 2012ก่อนที่จะซื้อรถรุ่นนี้มีการศึกษาข้อมูลมากน้อยแค่ไหนก็ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร ต้องบอกว่ารถรุ่นนี้ (ฟอร์ดรุ่นเฟียสต้า) ผมตามมาตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามาผลิตในไทยด้วยความที่ชอบเทคโนโลยีของเขาและรูปลักษณ์ดีไซน์ด้วย พอมาขายในเมืองไทยก็ติดตามอยู่ว่ามันมีปัญหาอะไรบ้างไหมเพราะในต่างประเทศก็มีปัญหาอยู่เหมือนกันแต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้และด้วยเรื่องเทคโนโลยีที่ชอบจึงตัดสินใจซื้อ และอีกข้อที่ตัดสินใจซื้อคือมันผลิตในเมืองไทย รถรุ่นอื่นที่ไม่ได้ผลิตในไทยจะรออะไหล่นาน 1 – 2 เดือนแต่เฟียสต้าผลิตในไทยจึงคิดว่าคงไม่ต้องรออะไหล่นานนั่นคือเหตุผลโดยรวมที่ทำให้ตัดสินใจซื้อตอนที่ไปซื้อดูอะไรบ้างเนื่องจากเราศึกษาข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว รถรุ่นนี้ผลิตในเมืองไทยปี 2010 ผมซื้อตอนปี 2012 ก็ประมาณปีกว่าๆ ที่ผลิตออกมาซึ่งปัญหาเรื่องเกียร์จะยังไม่ค่อยเจอ และในโบรชัวร์ก็เขียนโชว์คุณสมบัติว่าเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างราบเรียบนุ่มนวล ซึ่งตอนที่ซื้อก็ไม่ได้คุยอะไรกับเซลล์มากมายเพราะว่าศึกษาข้อมูลมาก่อนอยู่แล้ว และมั่นใจในเรื่องโครงสร้างด้วยตัวถังที่ใช้เหล็กโบรอนพิเศษ เรื่องช่วงล่างที่ถ้าเทียบกับรถในราคาระดับเดียวกันมันก็ถือว่าดีกว่า ตอนนั้นเรื่องเกียร์มันไม่มีปัญหาหนักๆ เลย ในต่างประเทศก็ยังไม่เจอปัญหาเรื่องนี้ ตอนนั้นยิ่งทำให้มั่นใจว่าเลือกถูก พอซื้อมาแล้วเป็นอย่างไรบ้างใช้มาได้ประมาณ 1 ปีกว่าๆ ส่วนมากจะขับไปต่างจังหวัด ถ้าช่วงที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะออกจากบ้านประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้งแค่นั้นเอง ขับออกต่างจังหวัดประมาณ 80 % ของการใช้รถเลย พอผ่านมา 1 ปีอาการเริ่มแรกที่เจอคือเวลาออกตัวที่รอบความเร็วต่ำรู้สึกรถมันจะสั่นเหมือนเวลาขับบนทางที่มีเส้นประบนถนนเลย ครั้งแรกที่เจออาการผมจำได้แม่นว่าตอนนั้นอยู่บนถนนเส้นอโศกซึ่งไม่มีเส้นประเป็นทางเรียบๆ ช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม รถค่อนข้างติด พอออกตัวไปรู้สึกรถมันสั่นแต่ไม่ได้คิดอะไรมาก กลัวจิตตกเพราะไม่เคยเจออาการแบบนี้มาก่อนแต่พอขับๆ ไปคืนนั้นมีอาการตลอดเลยเวลาหยุดรถแล้วตอนออกตัวก็จะสั่นทุกครั้ง ผมจึงเอารถไปเข้าศูนย์ฯ ทางศูนย์ฯ แจ้งว่าซีลเกียร์รั่ว น้ำมันรั่วไปโดนชุดคลัทช์ต้องเปลี่ยนชุดคลัทช์ ซึ่งรถยังอยู่ในประกันเพราะประกัน 3 ปีหรือ 1 แสนกิโลเมตร ตอนไปเช็คอาการทางศูนย์ฯ ก็รู้แล้วว่ารถเป็นอะไรจึงออกใบเช็คอาการให้พร้อมใบนัดแต่กว่าจะได้เคลมก็ประมาณ 3 เดือนนั่นหมายถึงผมต้องใช้รถในสภาพนี้ไปอีก 3 เดือน แล้วตัวคลัทช์มันก็เสียหายไปเรื่อยๆ พอถึงวันนัดทางศูนย์ฯ ก็เปลี่ยนชุดคลัทช์ให้แต่วันที่เช็ครถนั้นยังมีอาการหม้อน้ำรั่วอีกอย่างซึ่งข้อมูลนี้ผมลองสอบถามกับช่าง ซึ่งช่างบอกว่าปัญหาเรื่องหม้อน้ำรั่วก็เจอเยอะสำหรับรถรุ่นนี้ ผมคิดว่าตัวหม้อน้ำมันเป็นเรื่องของคุณภาพเพราะปกติทั่วไปถ้าใช้รถจนเกือบพังมันก็ปกติที่หม้อน้ำจะรั่ว แต่นี่เจอกันหลายคันที่เป็นลักษณะเดียวกันนี้ หลังจากเปลี่ยนชุดคลัทช์มาก็ใช้รถมาเรื่อยๆ ได้ประมาณ 1 ปีอาการเดิมก็เริ่มกลับมาเป็นอีก เวลาขับขึ้นทางชันจะออกอาการทันที รถจะสั่น เวลาเหยียบคันเร่งก็จะมีอาการ ซึ่งครั้งนี้ผมยังไม่ได้เอากลับไปให้ศูนย์ฯ เช็คกำลังจะไปเร็วๆ นี้เพราะใกล้จะหมดประกันแล้วด้วยแล้วคนอื่นๆ ที่เจอปัญหานั้นได้มีการคุยกันบ้างไหมกับคนอื่นๆ นั้นมีปัญหากันค่อนข้างเยอะ พวกเราเลยมีการรวมกลุ่มกันเพราะคนที่ใช้รถรุ่นนี้เจอปัญหาลักษณะเดียวกันคือเรื่องเกียร์ เรื่องชุดคลัทช์จึงตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อว่า “มั่นใจคนใช้ฟอร์ดต้องการให้ดูแลเรื่องเกียร์อย่างเป็นธรรม”  ซึ่ง 90 % เป็นคนที่ใช้ฟอร์ดเฟียสต้า ส่วนจำนวนสมาชิกยังไม่ได้มีการลงทะเบียนรวบรวมอย่างเป็นทางการแต่เท่าที่ประเมินจากการที่เข้ามาร่วมพูดคุยกัน สถิติถึงเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 อยู่ที่ประมาณเกือบ 500 คัน ปัญหาที่เจอเหมือนของผมต้องเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก 3 – 4 ครั้งก็มี ซึ่งรถก็ไม่มีคันไหนอายุการใช้งานเกิน 5 ปีสักคัน ส่วนใหญ่มีปัญหากันตั้งแต่ช่วง 1 – 2 ปีที่ซื้อรถมาแต่บางคันที่โชคไม่ดีเจอปัญหาตั้งแต่ 5,000 กิโลเมตรก็มีนี่คือรถที่ผลิตในช่วงปีเดียวกันหรือเป็นรถรุ่นอื่นๆ บ้างไหมล็อตที่ผลิตนั้นไม่แน่ใจแต่รถที่มีปัญหามีทุกปีตั้งแต่รถที่ผลิตปี 2010 ที่เขาผลิตมาล็อตแรกๆ รวมไปถึงผลิตปี 2011 – 2013 ส่วนของปี 2014 ผมยังไม่ค่อยมีข้อมูลแต่ก็เริ่มมีรถที่มีปัญหาเหมือนกันกิจกรรมของกลุ่มมีอะไรบ้างจะมีอยู่หลายส่วนเหมือนกันเพราะกลุ่มของเรามองว่าปัญหาที่เจอมันคือปัญหาเรื่องคุณภาพของชิ้นส่วนรถยนต์ไม่ได้มาตรฐาน ถึงแม้ว่าศูนย์ฯ จะรับประกันให้เราก็จริงแต่บางคันปัญหามันเกิดแล้วเกิดอีก จึงมองว่าถ้าคุณภาพของชิ้นส่วนรถมันดีมันไม่ควรจะเกิดปัญหาซ้ำบ่อยขนาดนี้ภายในระยะเวลาแค่ 3 ปี ซึ่งกิจกรรมเบื้องต้นที่ทำก็คือรวมกลุ่มกันไปออกรายการของทางช่องไทยพีบีเอส 2 ครั้ง หลังจากนั้นก็รวมตัวกันไปที่สำนักงานใหญ่ของฟอร์ดเพื่อเรียกร้องให้เขารับผิดชอบเยียวยาพวกเรา ซึ่งช่วงนั้นก็มีเป็นข่าวอยู่บ้างก็จะเห็นว่าทางฟอร์ดมีวิธีการต่างๆ นานาที่จะไม่ยอมเจรจา ถ้ามีการเจรจาก็มีการตั้งเงื่อนไขขึ้นมาว่าต้องไม่มีการพกโทรศัพท์ ห้ามบันทึกเสียง ห้ามเผยแพร่ข้อมูลในการพูดคุย ซึ่งผมคิดว่ามันไม่โปร่งใสทำให้การเจอกันเพื่อขอเจรจาในครั้งนั้นจึงล้มเหลว หลังจากนั้นพวกเราจึงนัดรวมตัวกันอีกรอบหนึ่ง วันที่ 17 มกราคม 2558 ซึ่งก่อนวันที่จะรวมตัวทางฟอร์ดก็มีการประกาศขยายเวลารับประกันอะไหล่ที่มีปัญหาคือชุดคลัทช์และอีกอย่างคือ TCM (กล่องควบคุมเกียร์) ที่เริ่มมีปัญหากันเยอะซึ่งมันไม่น่าจะเสียง่ายขนาดนี้ รถบางยี่ห้อใช้เป็น 10 ปียังไม่เสีย แต่ของเราพ้น 3 ปีไปนี่คือต้องคอยลุ้นว่ามันจะเสียเมื่อไรเพราะอาการของมันเราจะสังเกตเองไม่ได้เพราะว่าไม่มีอาการบ่งชี้ อย่างชุดคลัทช์เรายังสังเกตจากการที่รถมันสั่น แต่กล่อง TCM นี้มันเป็นชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์ มันจึงไม่มีอาการบอกล่วงหน้ามีแต่สัญลักษณ์ไฟซึ่งก็ไม่แน่นอน เวลาเสียแล้วรถจะวิ่งได้ที่ความเร็ว 20 – 40 กิโลเมตร / ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งมันอันตรายตรงที่เวลาเราขับรถด้วยความเร็วสูงแล้วมันเกิดเสียขึ้นมาความเร็วรถมันจะลดลงทันที ถือว่าอันตรายมากอาจเกิดอุบัติเหตุได้    ย้อนกลับไปตอนที่นัดชุมนุมกันทางฟอร์ดขยายเวลารับประกันชุดคลัทช์กับตัว TCM ให้ซึ่งชุดคลัทช์ขยายให้เป็นรับประกัน 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ส่วน TCM ขยายเป็น 10 ปี อันนี้ไม่แน่ใจว่าฟอร์ดเขากลัวพวกเรารวมตัวกันเยอะๆ หรือเปล่าจึงประกาศการขยายเวลารับประกันออกมาก่อนเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาได้ดูแลพวกเราแล้วนะ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้พวกเรายังรวมตัวกันอยู่ ทำไมยังไม่สลายตัวคือตอนนี้เขาขยายเวลารับประกันให้แล้ว แต่เราพบว่ามันมีปัญหาที่มันเกี่ยวเนื่องกันเพิ่มขึ้นมาอีกเพราะฉะนั้นเราจึงต้องรวมตัวกันอยู่เพื่อที่จะดูแลซึ่งกันและกัน ให้คำปรึกษาคนที่เขาเพิ่งเจอปัญหา เหมือนการรวมพลังของกลุ่มผู้บริโภคและอีกเหตุผลคือมีการหารือกันถึงเรื่องการฟ้องร้อง ถ้าแยกเป็นแต่ละกรณีนั้นปัญหาค่อนข้างเยอะ บางรายเป็นเยอะมาก ผมขอพูดในนามตัวแทนกลุ่มเลยว่าปัญหาของผมก็เหมือนปัญหาของกลุ่มแต่ว่าบางคนในกลุ่มปัญหาค่อนข้างหนัก ที่ยังรวมกลุ่มกันเพราะพวกเรามองว่าฟอร์ดควรจะรับผิดชอบพวกเรามากกว่านี้โดยเฉพาะรุ่นเฟียสต้าหรือรุ่นที่ใช้พาวเวอร์ชิพ อย่างทุกวันนี้ปัญหาชุดก้ามปูก็เกี่ยวเนื่องมาจากปัญหา 2 อย่างนี้พอเป็นบ่อยๆ ก็ส่งผลกระทบกับก้ามปูซึ่งชุดหนึ่งราคาค่อนข้างแพง ประมาณ 3 – 4 หมื่น ก็มีเป็นกันอยู่หลายราย สมาชิกในกลุ่มเวลาขับรถไปก็ลุ้นกันว่าตัวเองจะเจอเมื่อไร ใครจะเจอแจ๊กพ็อตปัญหาก้ามปูตามมานอกจาก 2 ปัญหาแรกที่เราเจอกันอยู่แล้ว และแนวทางของกลุ่มหลังจากนี้คือจะช่วยกันดูแลกันและกัน ผมมองว่ามีประโยชน์มากเพราะบางรายนั้นไปเข้าศูนย์ฯ ซึ่งพูดได้ว่าศูนย์ฯ บางแห่งไม่ตรงไปตรงมาอย่างเช่นนับอายุประกันรถไม่ครบ พอคนที่เจอปัญหาเข้ามาที่กลุ่มพวกเราก็ให้คำปรึกษาช่วยเหลือกันไป บางรายเจอปัญหาที่ทางศูนย์ฯ สามารถวิเคราะห์ได้อยู่แล้วว่าปัญหามันคืออะไรแต่ศูนย์ฯ พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะไม่รับผิดชอบ ซึ่งทางกลุ่มก็ให้คำแนะนำเพื่อให้สมาชิกได้ไปเจรจากับศูนย์ฯ อีกครั้งก็ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่อย่างนั้นกรณีที่เคยเจอมาหลายรายคือต้องเสียเงินโดยใช่เหตุ อีกประเด็นคือหลังจากได้คุยกับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มีโอกาสได้ร่วมเสวนากันมาหลายครั้งซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้มีการผลักดันองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งผมก็เห็นด้วยในแนวทางนี้จึงได้ชวนเพื่อนๆ ในกลุ่มไปร่วมลงชื่อสนับสนุนเยอะพอสมควรและอีกเรื่องคือเรื่องกฎหมาย Lemon Law จากการรวมตัวกันตรงนี้ที่คิดว่าควรจะมีกลุ่มผู้บริโภคในบ้านเราเพื่อผลักดันอะไรก็ได้ที่มันคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีขึ้น ซึ่งพวกเราก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ไม่ถึงเดือนคือ “ผู้เสียหายจากการซื้อรถใหม่”(กลุ่มทางเฟสบุค) ตอนนี้มีสมาชิกประมาณ 300 คน โดยทางมูลนิธิฯ ได้ตั้งชื่อให้ซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันตรงดีเพราะกลุ่มแรกจะเน้นไปที่ผู้ใช้รถฟอร์ด ก็คิดกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะดึงคนที่มีปัญหาเดียวกันแต่เป็นรถยี่ห้ออื่นๆ จึงตั้งอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อจะรวมทุกยี่ห้อจะได้ช่วยเหลือดูแลกันเวลาเจอปัญหาและเพื่อเรียกร้องสิทธิ อีกเรื่องที่รวมตัวคือเพื่อจะร่วมช่วยกันผลักดันกฎหมาย Lemon Law และองค์การอิสระฯ คือทุกวันนี้เรารู้กันอยู่แล้วว่าในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคบ้านเราค่อนข้างมีปัญหา อย่างกลุ่มของเราต้องพูดตรงๆ ว่าเราไม่ค่อยเชื่อมั่นในหน่วยงานของรัฐ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยไปร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐเลย เริ่มตั้งแต่รวมตัวกันเรียกร้องกับฟอร์ดโดยการส่งจดหมายไปบริษัทแม่ ส่งไปที่ฟอร์ดประเทศไทย แต่ไม่ไปเรียกร้องกับหน่วยงานรัฐเพราะมีเหตุผลคือไม่เชื่อมั่น จึงเป็นที่มาว่าเราเห็นด้วยกับแนวทางของมูลนิธิฯ ในการผลักดันองค์การอิสระฯ และกฎหมาย Lemon Law ที่คุ้มครองเรื่องสินค้าชำรุดโดยตรง     ตอนนี้แนวทางของกลุ่มคนใช้รถฟอร์ดในปลายปีนี้จะมีการรวมตัวกันดูประเด็นแล้วอาจมีการฟ้องร้องกลุ่มกับฟอร์ดประเทศไทย เพราะบางคนปัญหาหนักแล้วเขาก็ไม่ต้องการใช้รถคันนั้นแล้ว จะขายราคาก็ตก มันมีหลายๆ ปัญหา ทางฟอร์ดควรรับผิดชอบมากกว่านี้ ควรรับซื้อคันที่มีปัญหาเดิมเกิดขึ้นหลายๆ ครั้งคืนไป ส่วนเงื่อนไขอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกทีซึ่งตอนนั้นคงเป็นเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว ส่วนกิจกรรมของกลุ่ม “ผู้เสียหายจากการซื้อรถใหม่” ก็คงมีกิจกรรมร่วมกับมูลนิธิฯ เรื่อยๆ เพื่อช่วยกันผลักดันกฎหมายและผลักดันแนวทางกลุ่มเพื่อดูแลคนที่ซื้อรถมาใหม่ๆ เกิดปัญหาควรจะทำอย่างไรไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกัน นี่เป็นแนวทางกว้างๆ ของกลุ่ม ช่วยแนะนำคนที่จะซื้อของไม่ว่าจะเป็นรถหรือสินค้าอื่นๆ ในฐานะที่มีประสบการณ์เจอปัญหามาผมว่าผู้บริโภคไม่ว่าจะเกี่ยวกับสินค้าอะไรนั้น เมื่อเกิดปัญหาควรจะรวมตัวกันให้ได้ อย่างเช่นกลุ่มคนใช้มือถือ อย่างน้อยเวลาเกิดปัญหาจากกการที่สินค้าไม่ได้มาตรฐานจะได้มีพลังในการเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิของเรา และยังสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้เวลาเกิดปัญหา อย่างกลุ่มของผมค่อนข้างมีประโยชน์มากๆ เวลาเพื่อนสมาชิกมีปัญหาแล้วเขาไม่มั่นใจในการวิเคราะห์ของศูนย์ฯ บางทีช่างอาจจะรู้แต่เขาไม่อยากรับผิดชอบจึงวิเคราะห์อาการมาแบบไม่ตรงเพราะบางศูนย์ฯ ก็มีเล่ห์เหลี่ยมเพื่อจะขายของเพิ่ม รถเป็นนิดเดียวแต่ให้เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่เพิ่มเพื่อจะให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงิน ซึ่งเรื่องนี้พอมีกลุ่มขึ้นมาก็สามารถแนะนำกันได้ว่าปัญหาแบบนี้มันควรจะแก้ไขอย่างไรเพราะคนในกลุ่มมีการใช้งานที่หลากหลาย แก้ไขปัญหากันมาหลากหลายจึงสามารถแนะนำกันได้ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เราเสียเปรียบผู้ผลิตและได้รับการดูแลที่ไม่ดีพอ การร้องเรียนด้วยตัวเองบางทีมันก็เหนื่อยหรือไม่มีพลังมากพอ ถ้าเรามีหลายๆ กลุ่มพอมีนโยบายที่เป็นระดับชาติเราก็มารวมตัวกันอีกที อย่างเช่นปัญหาเรื่องบ้านก็เข้าใจว่าพวกเขาคงมีกลุ่มเหมือนกัน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าพอมีปัญหาก็โทษหน่วยงานรัฐว่าทำงานไม่เต็มที่โดยลืมไปว่าบางทีผู้บริโภคเองก็หละหลวมที่จะปกป้องสิทธิของตนเอง เราควรรวมตัวกันเพื่อให้เป็นพลัง ถ้าหน่วยงานรัฐทำงานไม่เต็มที่ก็มีกลุ่มพวกนี้ที่คอยกระตุ้นให้รัฐทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 174 “สังฆทานหมดอายุ เราทำได้มากกว่าการบ่น”

คุณบูรณ์มี ศิริเศรษฐวรกุล หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่าพี่ปิ๋ม พี่ปิ๋มทำงานด้านการเงินของบริษัทเอกชนที่ทำงานด้านจิตอาสาแห่งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน เธอมาร้องเรียนที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเกี่ยวเรื่องถังสังฆทานหมดอายุ (ก่อนที่คลิปพระรื้อสังฆทานหมดอายุอันโด่งดังเสียอีก) แต่เมื่อเทศกาลเข้าพรรษาแวะเวียนมาอีกครั้ง และปัญหาเรื่องถังสังฆทานหมดอายุก็ยังมีอยู่  เราจึงขอให้เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอีกครั้ง เพื่อให้หลายๆ คนที่คิดจะซื้อได้หันมาใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น หรือถ้าจะลงมือจัดเองจะเริ่มต้นอย่างไรอยากให้เล่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไรเรื่องที่เจอถังสังฆทานหมดอายุตอนนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษาและเป็นช่วงใกล้วันเกิดด้วยก็อยากไปทำบุญ เผอิญไปเห็นถังสังฆทานซื้อ 1 แถม 1 จึงซื้อมาและพอมาถึงบ้านก็แกะดูเพราะจะเอาของอื่นๆ ใส่เพิ่มอีก แต่พอหยิบออกมาก็เห็นข้อแตกต่างตรงสติ๊กเกอร์เพราะมันไม่เหมือนกัน ลักษณะสติ๊กเกอร์มันเก่า 1 อัน ใหม่ 1 อัน ปรากฏว่าหมดอายุไปเมื่อเดือน พ.ค. แต่ว่าซื้อตอนเดือน ก.ค. แต่ถังหมดอายุไปก่อนแล้ว 1 ถัง ส่วนอีกถังยังไม่หมด ความตั้งใจแรกคือจะเอาไปเปลี่ยนที่ห้างฯ ที่ซื้อมา แต่บังเอิญรู้จักกับคุณกรรณิการ์ (กรรณิการ์ กิตติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค) จึงได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ ว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้จะต้องทำอย่างไรต่อไปดี ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดอยากจะให้เป็นเรื่องเป็นราวอะไรกัน ของข้างในหมดอายุด้วยหรือเปล่านั้นก็ยังไม่ทันได้สังเกต จึงจัดการนำถังสังฆทานที่มีปัญหาไปให้ทางเจ้าหน้าที่ที่มูลนิธิฯ ดู ปรากฏว่าของข้างในก็หมดอายุเหมือนกัน ของที่จะเอาไปทำบุญเลยต้องซื้อใหม่หมดแต่ไม่ได้ซื้อที่เดิมแล้ว เปลี่ยนห้างไปเลยและไม่ซื้อเป็นถังแบบนี้แล้ว ซื้อแยกเป็นพวกผ้าห่ม เป็นของที่สามารถเก็บได้แทนเพราะเคยแค่ได้ยินมาเรื่องถังสังฆทานหมดอายุแต่ยังไม่เคยเจอกับตัวเอง เพราะเวลาซื้อมักจะไม่ได้แกะดู ถ้าหมดอายุคนที่รู้ก็จะเป็นพระสงฆ์ที่แกะและอีกอย่างก็เชื่อใจร้านค้าเพราะเป็นห้างดังไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ ซึ่งทางมูลนิธิฯ ก็ถามว่าต้องการจะฟ้องร้องไหม ตอนนั้นคิดว่าไม่ดีกว่าเพราะเราตั้งใจจะทำบุญ ถ้าไปฟ้องก็เป็นการเอาทุกข์ไปให้เขา แต่ว่ามูลนิธิฯ ต้องการจะทำจดหมายส่งไปว่ามีคนมาร้องเรียนทางมูลนิธิฯ จึงดำเนินเรื่องต่อให้ และถ้ามีการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเราก็ไปเป็นพยานให้ ก็ตกลงกันตามนี้ ตอนไปเจรจาก็มีเจ้าหน้าที่ของห้างมากัน 2 คน เราก็ไปกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ซึ่งสรุปทางห้างก็ยอมรับว่าทางเขาผิดจริงอาจจะเพราะความผิดพลาดของพนักงานห้างเองที่ไม่ได้ดูให้ละเอียด เพราะห้างมีฝ่าย QC ที่ตรวจสอบสินค้าก่อนเอามาจำหน่าย แต่เวลาสั่งของจากโรงงานมันมีจำนวนเยอะและต้องกระจายไปตามสาขาต่างๆ อาจจะตรวจได้ไม่ทั่วถึง อันนี้เป็นคำพูดของทางห้างที่แจ้งมาแต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ซึ่งทางห้างก็ถามว่าเราต้องการให้เขาชดเชยในด้านความรู้สึกอย่างไรเพราะมันเป็นของที่ซื้อมาเพื่อทำบุญ เจอแบบนี้เราก็เอาสินค้าชิ้นนี้ไปทำบุญไม่ได้ และเราได้ซื้อสินค้าอื่นไปทำบุญแทนถังสังฆทานนี้แล้ว จึงบอกไปว่าเรียกร้องไม่ถูกเพราะไม่เคยเจอเรื่องอย่างนี้ ทางมูลนิธิฯ จึงเสนอว่าให้เรียกร้องตามกฎหมายแล้วกัน ก็คือเงิน 20,000 บาท แต่ทางห้างต่อรองลงมาเหลือ 15,000 บาท ก็ตกลงกันที่ 15,000 บาท ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้อยากเรียกร้องอะไรจากเขาเลยแต่ที่ต้องทำเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานตามกฎหมายไม่อย่างนั้นความระมัดระวังของห้างก็จะไม่มีความรอบคอบในการตรวจเช็คสินค้าก่อนออกมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค เพราะสินค้าตัวนี้เข้าใจว่ากำไรก็คงไม่ได้เยอะมากและถ้าต้องมาเสียหายกับการที่สินค้าหมดอายุและมีคนเรียกร้องบ่อยแทนที่ห้างจะได้กำไรก็กลับไม่ได้ เราเลยต้องใช้สิทธิเพื่อไม่ให้เกิดกับคนอื่นได้อีก พอตกลงกันได้ในวันถัดมาทางห้างก็เรียกให้ไปรับเงิน แต่เท่าที่ได้คุยกับเขาคือเงินที่ได้ไม่ใช่จากทางห้างเป็นคนจ่ายแต่เป็นเงินที่พนักงานต้องหารกันจ่าย ทำนองว่าทางบริษัทไม่รับผิดชอบเพราะเป็นความประมาทเลินเล่อของพนักงานเอง ทางพนักงานก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องราวต่อจึงรับผิดไป ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเหตุการณ์ที่มีพระถ่ายคลิปมาแฉไม่แน่ใจเหมือนกันแต่รู้สึกจะเกิดก่อนแล้วก็มาเห็นข่าวแล้วยังคิดถึงเรื่องตัวเองว่า ถ้าเราเอาไปถวายพระจะเป็นอย่างไร พระท่านคงเจอปัญหานี้มาเยอะมากจนต้องออกมาบอกประชาชนว่า ถังสังฆทานแบบนี้อย่าซื้อมาเลยเพราะบางอย่างพระก็ใช้ไม่ได้ อย่างเช่นผ้าสบงที่สั้นจนใช้จริงไม่ได้ เดี๋ยวนี้เวลาจะทำบุญเลยจัดเองโดยการไปซื้อกล่องบรรจุมาก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าจะใส่อะไรได้บ้าง ก็ซื้อยา ซื้อผ้าอังสะมาจัดเอง ตอนนี้ซื้อตามร้านขายของสังฆภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเพราะร้านแบบนี้ส่วนใหญ่คนซื้อไปสำหรับงานบวชถ้าไม่ดีคนที่ซื้อไปก็กลับมาต่อว่าเอาได้ เลยซื้อร้านสังฆภัณฑ์แบบนี้ดีกว่า พวกผ้าสบง อังสะ ผ้าอาบน้ำฝน มีดโกน สมุดปากกา และยาสามัญประจำบ้านที่ขายเป็นกล่องขององค์การเภสัช แล้วค่อยหายาที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้เพิ่มอีก เช่นยาแก้ไอ ฟ้าทะลายโจร ยาหม่อง ยาดม ยาหอม พวกนี้เป็นสิ่งที่เราเองก็ใช้จึงคิดว่าพระก็จำเป็นต้องใช้เหมือนกัน นอกจากนั้นก็มีของแห้ง เช่น กาแฟสำเร็จรูป นม น้ำดื่ม ก็เอามาจัดใส่เอง อาจจะแพงกว่าการซื้อเป็นถังสังฆทานมาเลยแต่คิดว่ามันคือการทำบุญ ต่อให้พระไม่ได้ใช้แต่ยังสามารถเอาไปให้ญาติโยมได้ ดีกว่าเอาของหมดอายุไปทำบุญจากเหตุการณ์นี้ได้บอกคนอื่นๆ ให้รู้จักใช้สิทธิแบบนี้บ้างไหมบอกคนใกล้เคียงเรื่องถังสังฆทานนี้เลย ว่าไม่อยากให้ซื้อแบบนี้เพราะไม่รู้ว่าของข้างในมันหมดอายุหรือเปล่า บางคนก็ไม่ฟังเพราะเอาความสะดวก ก็แล้วแต่เขา เราก็ถือว่าได้พยายามบอกแล้ว เขาจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องมีความคิดเห็นอย่างไรที่ปัจจุบันนี้มักมีเรื่องผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่รายย่อยที่มีเรื่องการเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งเรื่องของหมดอายุหรือสารปนเปื้อนในอาหาร คิดว่าผู้บริโภคไม่รู้เพราะความไว้ใจว่ามีโรงงานใหญ่ มีชื่อเสียงก็คิดว่าเขาคงไม่ทำ ทุกวันนี้คิดอยู่เรื่องหนึ่งคือร้านค้าที่เราไปกินข้าวกันทั่วไปนั้น ทำไมเขาถึงไม่ซาวน้ำข้าวสาร ไม่คิดบ้างหรือว่ามีสารอะไรปนเปื้อนมา อาจจะมีฉี่หนู มีขี้แมลงสาบลงไปหรือเปล่า ทาง อย. หรือ สคบ. น่าจะมีเอกสารให้ประชาชนสมัครเพื่อเป็นหูเป็นตาให้ว่าร้านไหนที่สกปรกสมควรต้องมาตรวจ หรือเรียกปรับได้ถ้าไม่มีการปรับปรุง มันจะได้มีคนช่วยกันดูแลเพราะทุกวันนี้คนเราไม่มีเวลาทำอาหารกินเองต้องอาศัยร้านค้าทั้งนั้น แต่ก็ยังมีร้านค้าที่มักง่าย ผักที่ซื้อมาก็ไม่ล้าง บางทีใช้ผักใกล้จะเน่าเหลืองแล้วเหลืองอีก คือเขาจะไม่ยอมเสียต้นทุน มีครั้งหนึ่งเคยไปกินก๋วยเตี๋ยวแล้วเจอแมลงวันลอยในน้ำส้มเครื่องปรุง จึงเรียกพนักงานของร้านมาดู เขาก็ตักแมลงวันทิ้งไปแค่นั้น คือมันง่ายไปไหมแล้วตัวเรารู้ก็ไม่กินต่อแน่นอนอยู่แล้ว แต่คนอื่นที่ไม่รู้ก็คงกินเข้าไป และอีกครั้งเคยซื้อขนมปังเจ้าดังเลยนะ ซื้อมายังเจอเส้นผมในขนมปังเลย ตอนนั้นทางมูลนิธิฯ จะให้ฟ้องแต่ว่า QC ของเขามาเจรจาขอไว้ เอาของมาให้ก็ยอมความกันไปเพราะเราก็ยังไม่ได้กินเข้าไปแค่บิออกมาดู คิดเสียว่าดวงไม่ดีแล้วกัน แต่บางคนเขาแกะถุงแล้วเอาเข้าปากเลยด้วยความเชื่อใจที่คิดว่าเขาต้องดูแลสินค้าของเขามาอย่างดีแล้ว โชคดีที่เรากินช้า เวลาจะกินก็ต้องแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ออกมาถึงได้เห็นขนชี้ขึ้นมา พอดึงออกมาคิดว่ามันเป็นขนเพชรเลยนะเพราะมันหยิกๆ แต่พนักงานของเขาบอกว่าไม่ใช่ น่าจะเป็นเส้นผมของคนทำซึ่งอาจจะติดมาจากเนยแข็ง อาจจะไม่ใช่ของโรงงานเขาแต่ติดมากับวัตถุดิบ ซึ่งตอนที่เจอก็โทรไปที่เบอร์ลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทเลย ตั้งใจจะโทรไปต่อว่าเขาว่าเป็นโรงงานใหญ่โตทำไมเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นต่างประเทศโดนฟ้องร้องแล้ว และสินค้าก็ส่งออกนอกถ้าไปเจอที่ต่างประเทศเขาอาจจะคิดเหมารวมยี่ห้ออื่นด้วยว่าเป็นของไม่ดีทั้งหมด ทำให้สินค้าบริษัทอื่นตายไปด้วย ก็ตั้งใจจะโทรไปต่อว่าแค่นี้แต่เขาให้เก็บสินค้าไว้เพื่อจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดูและเขาก็เก็บสินค้านั้นกลับไป หลังจากนั้นผู้จัดการเขาก็โทรมาขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นและพนักงานก็รู้ความผิดแล้ว จึงบอกกับผู้จัดการไปว่าหลังจากนี้ต้องตรวจสอบสินค้าให้ดีแล้วกันจะได้ไม่เสียชื่อเสียง เรื่องนี้จึงจบลงได้โดยไม่ได้ไปฟ้องร้องอยากให้ฝากถึงคนอ่านเพราะบางคนคิดว่าเป็นแค่ผู้บริโภคธรรมดาอาจจะปล่อยผ่านกับเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าอยากให้สังคมดีขึ้นผู้บริโภคก็ต้องช่วยกันจริงๆ แล้วปัญหาพวกนี้เป็นสิ่งที่คนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ว่ามันใหญ่และสำคัญกับผู้บริโภค ถ้าปล่อยปละละเลย ทั้งผู้ผลิต ผู้ขายเขาก็จะไม่กลับมามีจิตสำนึกในการผลิตว่าทำของกินของใช้ออกมาให้กับคนที่ต้องเสียเงินซื้อแล้ว ยังจะต้องมาเสียความรู้สึกอีก ถ้าเราช่วยกันปัญหาพวกนี้ต้องลดน้อยลงหรืออาจจะไม่มีอีกเลย อย่างน้อยอย่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ออกมาดูแลจัดการก็ได้ แต่มีติดใจอยู่เรื่องหนึ่งเหมือนกัน คือ สินค้าที่สมมติว่าผู้ผลิตไปขอแจ้งทาง อย. แล้วแต่การผลิตครั้งหลังจากนั้นต่อๆ ไปไม่เข้ามาตรฐานที่เขาเคยส่งตรวจเลย แบบนี้ทาง อย. เคยกลับไปตรวจซ้ำไหม เพราะตอนที่จะขอเลขทะเบียนจาก อย. ก็ต้องทำสินค้าให้มีคุณภาพอยู่แล้ว แต่พอได้มาแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ทำตาม พอมีแบบนี้คนที่มาร้องเรียนเขาก็เห็นว่าร้องไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทำให้หมดกำลังใจ อย่างน้อยให้หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับผิดชอบปากท้องประชาชนมันจะได้สมบูรณ์แบบ เวลาจะซื้อ จะกินอะไรจะได้ไม่ต้องกลัว  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 173 ฉลาดกิน กับอ.ศรีสมร คงพันธุ์

ถ้าเอ่ยถึงกูรูเรื่องอาหาร โดยเฉพาะอาหารไทยเชื่อว่า ลำดับต้นๆ  ต้องมีชื่อ “ ศรีสมร  คงพันธุ์ ” อยู่แน่ๆ อาจารย์ฝากผลงานเอาไว้มากมาย ทั้งในสื่อการสอนรูปแบบต่างๆ และตำรับตำราอาหาร หนังสือเกร็ดความรู้เคล็ดลับเรื่องอาหารต่างๆ นานา เป็นจำนวนมากมาย และแม้จะย่างเข้าสู่วัยแปดสิบแล้ว  ท่านยังคงถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนในโรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญและที่กรมแรงงานอย่างสม่ำเสมอ  เนื่องในโอกาสที่ท่านได้ให้เกียรติร่วมงาน มหกรรมอาหารและวิถีไทย  ครั้งที่  2  ณ เมืองทองธานี ฉลาดซื้อเราจึงขอให้ท่านช่วยแนะนำความรู้ดีๆ ในเรื่อง ฉลาดกิน มาฝากผู้อ่านทุกท่านค่ะ  คนโบราณเขาเจียวไข่ใส่หัวหอมเพื่ออะไร  บางคนบอกว่าใส่เพื่อให้มันได้เยอะขึ้น แต่ว่าหัวหอมถ้าพูดถึงความอร่อยกินไข่เจียวเฉยๆ  ก็มีรสชาติไข่เจียวอย่างเดียว  ใส่หัวหอมด้วยนั้นทำให้รสไข่เจียวไม่เลี่ยนเป็นประการที่หนึ่ง...และในเมื่อไข่เจียวเป็นโปรตีนชั้นหนึ่งอยู่แล้วทำไมต้องใส่หมูใส่กุ้งลงไป  เอาเนื้อพวกนี้ไปทำอาหารอีกจานหนึ่งไม่ดีกว่าหรือ    ปัจจุบันอาหารมีหลากหลาย การที่จะเลือกกินเราควรเลือกอย่างไรดีการจะฉลาดกินเราต้องฉลาดซื้อก่อน ในการเลือกซื้อเราต้องเลือกซื้อตามฤดูกาลจะทำให้ได้อาหารที่มีคุณภาพดี ราคาถูก ในการซื้อเราต้องคิดไว้ก่อนว่าซื้อแล้วจะเอามาทำอะไรไม่ใช่ซื้อเพราะเห็นมันถูกแล้วซื้อมากองๆ ไว้  ต้องซื้อตามฤดูกาลถึงแม้ว่าบางอย่างจะมีขายนอกฤดูแต่ราคามันสูง และคุณค่าทางโภชนาการจะต่ำกว่า  และยังมีสารปนเปื้อนที่เข้าไปเร่งการเจริญเติบโตเราจึงไม่ควรกิน  ดังนั้นก่อนที่จะซื้ออาหาร ผักสดมาทำกับข้าวเราต้องรู้ว่าในครอบครัวของเรานั้นมีเด็กเล็ก  มีผู้สูงอายุไหม  และมีคนวัยทำงานที่อยู่ร่วมกันไหมเพราะอาหารที่เราทำทุกคนต้องกินได้ ไม่ใช่ถ้วยนี่ของลูก  ถ้วยนี้ของพ่อของแม่  ต้องไม่ใช่อย่างนั้น  ในการทำอาหารก็ต้องช่วยประหยัดด้วย  อาหาร 1 จานกินได้ทุกคน  เพราะฉะนั้นต้องดูรสชาติของอาหาร  เนื้อสัตว์ที่จะใช้คืออะไร  สมมุติว่าว่าพ่อชอบกินเผ็ดอาจจะต้องมีน้ำปลาพริกอยู่ข้างนอกให้ไปเติมทีหลังได้  อย่างเราทำแกงส้มก็ต้องแกงส้มแบบธรรมดาไม่ต้องให้จัดจ้านมากเพื่อให้เด็กกินได้  ผักที่ใช้ก็พวกผักที่มีรสหวานๆ  เพราะเด็กชอบกินผักหวานๆ  อย่างหัวไชเท้า  ผักกาดขาว  ถั่วฝักยาวมันทำให้เด็กกินได้ด้วยแบบนี้  เราต้องรู้ตัวเราเองด้วยว่าเรากินอะไรแล้วเกิดความไม่สบาย  กินแบบนี้แล้วท้องเสีย  หรือกินแบบนี้แล้วท้องผูก  มันเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่เรากิน   อย่างเช่นเราทำไข่เจียว ซึ่งเป็นอาหารหลักที่ทุกคนกินได้  ต้องนึกถึงคนโบราณเขาเจียวไข่ใส่หัวหอมเพื่ออะไร  บางคนบอกว่าใส่เพื่อให้มันได้เยอะขึ้น แต่ว่าหัวหอมถ้าพูดถึงความอร่อยกินไข่เจียวเฉยๆ  ก็มีรสชาติไข่เจียวอย่างเดียว  ใส่หัวหอมด้วยนั้นทำให้รสไข่เจียวไม่เลี่ยนเป็นประการที่หนึ่ง  และประการที่สองหัวหอมช่วยลดโคเลสเตอรอล  เราก็ต้องนึกถึงในส่วนนี้ด้วย และในเมื่อไข่เจียวเป็นโปรตีนชั้นหนึ่งอยู่แล้วทำไมต้องใส่หมูใส่กุ้งลงไป  เอาเนื้อพวกนี้ไปทำอาหารอีกจานหนึ่งไม่ดีกว่าหรือ  และสิ่งสำคัญสุดที่เราไม่ค่อยมองกันคือการหุงข้าว  ข้าวสาร  25  กรัมเวลาหุงแล้วจะได้ประมาณ 70 กรัม  คนเราอย่างเก่งเลยกินข้าวได้ 50 กรัมเพราะฉะนั้นเวลาจะหุงข้าวนั้น  1  คนประมาณ  50  กรัมถ้า  2  คนก็ 100 กรัม  ต้องคิดออกมาอย่างนี้ก่อนไม่อย่างนั้นหุงมาแล้วก็เหลือ ลองนึกดูว่าถ้าข้าวเหลือวันละ  1  ถ้วยตวงคือประมาณ  75  กรัมนั้นมันคือข้าวสาร  25  กรัมแล้ว  ข้าวสาร  25  กรัมทุกๆ  วันนั้นใน  1  ปีเป็นเงินเท่าไร  เราต้องคิดอย่างนี้แต่เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่คิด  พอหุงเหลือก็ทิ้งไปเฉยๆ  บางคนข้าวที่เหลือเขามีวิธีเก็บเอาไว้  ตากแห้งแล้วเอาไปทอด  เสร็จแล้วเอาไปคลุกน้ำตาลไว้กินได้อีกเป็นอาหารว่างของไทยเรา  ใส่กระเทียมเจียวเข้าไปเป็นข้าวหมี่  และดูอาหารที่เราทำเนื้อสัตว์ต้องหลากหลายตามฤดูกาล กินปลา กินไข่ กินหมู กินกุ้ง หมุนเวียนกันไปตามราคาและฤดูกาล  อย่างตอนนี้ปูแพงก็เปลี่ยนจากกินข้าวผัดปูไปกินข้าวผัดอื่นแทนได้ไหม ที่ให้คุณค่าเท่ากัน  อย่างนี้เงินเราก็จะพอใช้  และอาหารที่สำคัญทุกวัยในบ้านเราต้องกินได้อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  อย่างทำน้ำพริกผู้ใหญ่กินผักสดมากก็ท้องอืด  เด็กก็ไม่ค่อยชอบกินเราก็ต้องเปลี่ยนเป็นผักต้มบ้าง  ผักทอดบ้างอย่างนี้เป็นต้นผักที่สามารถกินเป็นยาได้ด้วยจะเอามาทำอาหารอย่างไรได้  อย่างคนเป็นเบาหวานนั้นในตำราว่า ตำลึงนั้นมีอินซูลินสูงก็เอาตำลึงมาทำอาหารที่ในครอบครัวชอบ  อย่างเช่น บะช่อตำลึงหรือตำลึงผัดใส่เต้าเจี๊ยวกับหมูสับหน่อยก็ได้ ก็ทำออกมาเป็นยาได้แล้ว อย่างเช่นเราต้องการแคลเซียม  พวกยอดแค  ดอกแคพวกนี้มีแคลเซียมสูงทั้งนั้นเราก็เอามาต้มจิ้มน้ำพริกหรือเอามาผัดอะไรก็ได้ที่ทุกคนกินได้และทุกคนชอบอย่างนี้เป็นต้น  และเดี๋ยวนี้เขามีอาหารพวกผักพื้นบ้านมาทำอาหารเป็นทั้งยาเป็นทั้งอาหาร  อย่างรัชกาลที่ 5 เวลาพระองค์ท่านประชวรโรคหวัด ในห้องเครื่องจะทำพระกระยาหารถวายเป็นทั้งพระกระยาหารเป็นทั้งโอสถเพราะฉะนั้นคนที่ทำอาหารต้องมีความรู้เรื่องนี้ด้วย  ต้องมีเนื้อ  มีมันเทศ  มีหอม  มีใบโหระพา  ใบกะเพรา  มีพริกแล้วปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก  น้ำมะนาวเพื่อเป็นยา  อย่างหน้าหนาวก็ต้องแกงส้มดอกแคแบบนี้ใช่ไหมอันนั้นคล้ายๆ  กับที่เขาบอกว่าแกงส้มดอกแคแก้ไข้หัวลม  คือพอเปลี่ยนฤดูคนจะเป็นหวัดก็ต้องกินแกงส้มดอกแคเพราะดอกแคมีความขมนิดๆ  และมีเส้นใยสูง คนที่เป็นหวัดมักจะท้องผูก พอท้องผูกแล้วก็จะปวดศีรษะ  พอเกิดการระบายดีก็ทำให้หายหวัดได้ และรสชาติมีความเปรี้ยว  ปลาที่แกงนั้นเขาจะใช้ปลาช่อนหรือปลาเกล็ด เพราะปลาช่อน คือปลาที่กินหญ้าถือเป็นปลาที่สะอาด  จะไม่กินปลาหนังตอนนี้มีของที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต  สมมติว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานต้องใช้ชีวิตเร่งด่วนมีวิธีการแนะนำไหมว่าควรจะเลือกกินอาหารแบบไหนดีเขาต้องดูว่าอาหารที่เขาซื้อมาขาดอะไร  ส่วนใหญ่จะขาดผักและผลไม้  สมมติเราซื้ออาหารกล่องนี้มาแล้วไม่มีผักเพราะส่วนใหญ่ใส่ผักนิดๆ  หน่อยๆ  เราก็ต้องกินผลไม้แทนกินขนมหวาน  กินผลไม้ตามฤดูกาลแทนไปหรือว่าอาหารปลายเดือนพวกอาหารเส้นมาม่าพวกนี้มันไม่มีเนื้อสัตว์  ไม่มีผัก  เราก็ใส่ไข่เข้าไปสัก  1  ฟอง ผักก็เอาง่ายๆ  ซื้อผักที่ไม่เสียง่ายเก็บไว้  เช่น ถั่วฝักยาว  ผักกาดหอมก็เอามาหั่นๆ  ใส่ลงไปก็กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวได้  เราก็จะได้สารอาหารครบถ้วน  คือต้องดูว่าสิ่งที่เราซื้อมานั้นมันขาดอะไร  ตอนนี้หน้าฝรั่งก็กินฝรั่งเข้าไปทดแทนผักได้ ให้เพิ่มสิ่งที่มันขาดเราก็จะได้อาหารที่ครบ  5  หมู่อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับของกินที่มักจะมีน้ำตาลมากไป  หรือเค็มเกินไปอันนี้ไม่ดีอยู่แล้วเพราะปกติอาหารไทยของเราจะใช้คำว่ารสกลมกล่อมคือรสทุกรสต้องเสมอกัน  ไม่ใช่โด่ขึ้นมา  คืออาหารต้องมีรสชาติในสัดส่วนที่พอเหมาะคือไม่ทำให้สิ่งนั้นหายไป อย่างเช่นตำน้ำพริกต้องมีทั้งเค็มทั้งเผ็ดทั้งเปรี้ยวและหวานแต่เขาอยู่กันครบหมู่  อาหารถ้ากินเค็มเสมอก็รู้กันอยู่แล้วโรคที่เกิดจากความเค็มมันทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและเกิดโรคอีกหลายอย่าง  และหวานนั้นคนมักไม่เข้าใจ ความหวานเรียกได้ว่าเป็นอาหารพลังงานได้แต่ว่าเป็นพลังงานว่างเปล่า  ว่างเปล่าในที่นี้คือให้แต่พลังงานไม่ให้อย่างอื่นเลย  อย่างการกินผลไม้หวานมันก็ยังมีเส้นใย  มีวิตามินให้เราแต่อันนี้กินน้ำตาลมากๆ  เข้าก็เกิดปัญหาโรคเบาหวานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  แต่อาหารหวานคนจะชอบเพราะกินแล้วมันชื่นใจ  พอกินเข้าไปปุ๊บมันไม่ได้มีกระบวนการที่มาเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลกินแล้วจึงรู้สึกสดชื่นทันทีแต่เมื่อกินมากๆ  ดีกรีความหวานก็จะเพิ่มขึ้นๆ  ทำให้เกิดโรค  โรคแรกก็โรคอ้วนมาก่อน  พออ้วนก็เป็นโรคไตแล้วก็เป็นเบาหวาน  เป็นเบาหวานนี้จะทำให้เกิดโรคอื่นๆ  ตามมาเพราะฉะนั้นความหวานนั้นเราต้องสอนเด็กๆ  ให้ลูกกินตามเราไม่ใช่เรากินตามลูก  หมายความว่าลูกต้องกินผลไม้  ให้กินขนมสักอาทิตย์ละครั้งประมาณนี้  แต่เราก็ต้องไม่ปิดกั้นมากไปไม่อย่างนั้นเด็กจะหาทางออก  คือถ้าเด็กเกิดความเคยชินในการกินผลไม้ที่มีรสหวานธรรมชาติพอไปกินขนมหวานพวกเขาจะไม่ชอบเอง  แต่เราต้องทำให้เขาเห็นในครอบครัวไม่ใช่อยากให้ลูกกินผักแต่พ่อแม่ไม่กินอย่างนี้ไม่ได้ๆอยากให้ช่วยแนะนำการใช้ชีวิตเช่นพอเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน  วัยผู้สูงอายุแล้วให้กินอยู่อย่างไรให้มีความสุขผู้สูงอายุนั้นบางคนเข้าใจผิดว่าไม่ให้กินไข่  จริงๆ  แล้วไข่เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างน้อยวันละฟองสบายๆ  การทำอาหารผู้สูงอายุนั้นเราสามารถทำเองได้  คือเรากินเหมือนเดิมแต่ต้องเลือกอาหาร  ต้องดูว่าผักถ้าสดมากไปทำให้ท้องอืด มันย่อยยากเพราะระบบทางเดินของผู้สูงอายุจะไม่สมบูรณ์แล้วและต้องไม่กินซ้ำซาก  อย่างซื้อปลาตัวใหญ่มาย่างให้กินแล้วกินไม่หมดจะให้เอามากินอีกวันก็ต้องมีศิลปะบ้าง  ซอยหัวหอมใส่นิดหนึ่ง  มีน้ำปลา  น้ำมะนาว  มะม่วงสับใส่เข้าไป หรือเอาไปต้มเพื่อเอามาทำน้ำพริกปลา  เพราะฉะนั้นในการทำอาหารหรือการมีกิจกรรมมันทำให้เราได้เคลื่อนไหวและใช้สมองจะช่วยให้เราไม่หลงลืมง่าย  ไม่ต้องมานั่งเล่นไพ่  (หัวเราะ)  คืออาหารผู้สูงอายุให้ทำอาหารง่ายๆ  ไม่ต้องผัดต้องทอด  ไม่จำเป็นต้องทำหม้อใหญ่เพราะกินซ้ำซากแล้วมันเบื่อ  หน้านี้มีหน่อไม้ก็ต้มหน่อไม้กินสองสามวันมันก็น่าเบื่อเราจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบ  เป็นแกง  ต้มเปรอะ  ตำน้ำพริกใส่ปลากรอบลงไป  ซึ่งมันทำให้เราได้คิดว่าจะใส่อะไรดี  ได้บริหารมือและบริหารสมองด้วยอาจจะคิดช้าหน่อยแต่ก็ยังไม่ถึงกับลืมยายที่บ้านก็ทำกับข้าวเองแสดงว่าการที่ทำกับข้าวทุกวันช่วยระบบของสมองด้วยใช่ช่วยระบบความจำและที่สำคัญมันทำให้เกิดความภาคภูมิใจด้วยว่ายังมีประโยชน์อยู่  คนสูงอายุนั้นมีอย่างเดียวคือให้ลูกหลานเห็นความสำคัญไม่ใช่เป็นตัวภาระของลูกหลานอันนี้เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุทุกคนคิด  ชอบเกรงใจลูกหลานจะไปหาหมอก็เกรงใจต้องให้ท่านทำงานที่ทำไหวและเราก็ช่วยดูความปลอดภัยให้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 172 คุยปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงของโรงพยาบาลเอกชนกับ ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา

ฉลาดซื้อวันนี้จะพาท่านมาพบกับนักสู้มือเปล่า  จากชีวิตแม่บ้านคนหนึ่ง  ที่ลุกมาสู้เพื่อลูก   จนวันนี้สิ่งที่เธอสู้เรียกได้ว่า เพื่อทุกคน “ ปรียนันท์  ล้อเสริมวัฒนา”จุดเริ่มต้นที่พี่มาทำประเด็นเกี่ยวกับ รพ. เอกชน มีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องอะไรคะ พี่ทำหน้าที่ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์มานาน 13 ปี รับเรื่องร้องเรียนจากคนไข้ที่ได้รับความเสียหายทั้งจากรพ.รัฐบาลและรพ.เอกชน  แต่คนไข้รพ.เอกชนมักพ่วงเรื่องค่ารักษาแพงเกินจริงมาด้วย  ยกตัวอย่าง คนไข้ชายเจ็บหน้าอกเข้ารพ.เอกชนที่โฆษณาว่ามีหมอหัวใจ 24 ชม. เข้าไปตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเช้าก็ไม่มีหมอหัวใจมาดู  เมื่อคนไข้ตายญาติฟ้องคดีต่อศาล หมอผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจไปเบิกความเป็นพยาน พบว่าในบิลค่ารักษามีการเก็บค่าอะดรีนาลีน 148 หลอด หลอดละ 200 บาท เป็นเงิน 29,600 บาท  แต่ในเวชระเบียนระบุว่าใช้จริงประมาน 30 หลอด (ต้นทุนขณะนั้นหลอดละไม่ถึง 10 บาท) เมื่อญาติไปร้องเรียนแพทยสภา  กลับไปพบเจ้าของรพ.เอกชนแห่งนั้นซึ่งเป็น กรรมการแพทยสภา นั่งเป็นประธานสอบสวนกรณี รพ.ของตนเอง  จึงเกิดคำถามในใจว่า  ถ้าไม่เป็นคดีความจะรู้ไหมว่ามีการโกงค่ายา  และในประเทศไทยมีเพียงกรณีเดียวนี้หรือไม่  นี่ยังไม่นับรวมมีการเก็บค่ามอร์ฟีน และค่าฟอร์มาลีนฉีดศพขณะที่คนไข้ยังไม่ตายอีกด้วยประเทศไทยกลไกที่มีหน้าที่ตรวจสอบไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว  บิลค่ารักษาใบเดียวต้องให้คนไข้และญาติวิ่งไปหลายหน่วยงาน  เช่น ค่าตรวจรักษาที่สงสัยว่าสูงเกินจริงต้องไปร้องแพทยสภา, ค่ายา-ค่าเวชภัณฑ์ต่างๆ ต้องไปร้องกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, ไป สคบ., อย. หรือสำนักสถานพยาบาลฯ กระทรวงสาธารณสุข  เมื่อไม่มีหน่วยงานกลางที่เป็น one stop service จึงทำให้การตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ  ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมได้ยาก เท่ากับเอื้อให้มีการโกง การคิดค่ายาและค่ารักษาเกินจริงได้อย่างเสรีต่อมาปี 2555 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบาย เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาได้ทุกที่ฟรีทุกสิทธิ ไม่ต้องถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองจ่าย สปสช. จะเป็น clearing house จ่ายให้ทั้งหมด(ฟรีภายใน 72 ชม.) แต่กลับไม่มีผลในทางปฏิบัติ รพ.เอกชนส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ  มีการเรียกเก็บค่ามัดจำและให้ญาติเซ็นรับผิดชอบค่าใช้จ่าย  ตลอดจนเซ็นรับสภาพหนี้หลักแสนถึงหลักล้าน  แม้ทาง สปสช.จะจ่ายแทนคนไข้ในอัตราที่คิดว่ารพ.เอกชนมีกำไรแล้ว  แต่รพ.เอกชนก็ปฏิเสธที่จะรับในอัตราที่ สปสช.จ่ายและยืนยันจะเก็บในราคาเต็ม ตัวอย่างที่พี่คิดว่าควรจะเป็นกรณีศึกษาได้เลย ความเดือดร้อนของประชาชนมีอย่างต่อเนื่อง  เช่น -กรณีคนไข้สิทธิฉุกเฉินถูกรพ.เอกชนฟ้องเรียกค่ารักษา พี่ไปศาลด้วยก็ไปพบคนไข้รายอื่น นำโฉนดที่ดินไปมอบให้ทนายของรพ.เอกชนแห่งนั้นเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะไม่มีศักยภาพที่จะจ่ายได้  ทั้งที่เข้าเงื่อนไขเจ็บป่วยฉุกเฉินทุกประการ  -กรณีที่รพ.เอกชนให้สามีคนไข้สำรองจ่ายไปก่อน  พี่พาไปฟ้องเรียกค่ารักษาคืนที่ศาลปกครอง  ผ่านมา 2-3 ปีคดีความก็ยังไม่จบ  สร้างความทุกข์ให้กับครอบครัวคนไข้อย่างแสนสาหัส  กรณีนี้สามีคนไข้เป็นครูเงินแสนยังไม่เคยมี  แต่ต้องวิ่งหยิบยืมเงินครึ่งล้านมาจ่ายให้รพ.เอกชนแห่งนั้นภายในครึ่งวัน  ไม่เช่นนั้นก็ย้ายภรรยาออกไปรพ.ตามสิทธิไม่ได้  หรือบางรายถ้าไม่จ่ายก็นำศพออกไปบำเพ็ญกุศลไม่ได้-กรณีรพ.เอกชน ให้ลูกชายคนไข้ ที่มีเงินเดือนเพียง 7 พันบาท เซ็นรับสภาพหนี้จำนวนเกือบ 8 แสนบาท  ทั้งที่เข้าเงื่อนไขสิทธิฉุกเฉินทุกประการ พี่เรียกนโยบายนี้ว่า “นโยบายลวงโลก”  แม้รัฐบาลจะยุบสภาไปแล้ว  แต่ก็ทิ้งกองไฟที่ก่อเอาไว้ล่อให้แมงเม่าบินเข้าไปตาย  พี่เรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะเชื่อว่ามีคนเจ็บป่วยฉุกเฉินทุกวัน  และทุกๆ วันจะต้องมีคนสิ้นเนื้อประดาตัวจากการหลงเข้าไปรพ.เอกชน  แต่ก็ไร้ผล  จึงคิดว่าเมื่อหยุดนโยบายนี้ไม่ได้  ก็จำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบ และกำหนดกติกาที่เป็นธรรม   อีกประการคือพี่สังเกตมานานว่า ในโลกโซเชียลออนไลน์ เมื่อใดที่มีคนโพสต์เรื่องค่ารักษาแพง จะเป็นประเด็นร้อนที่สังคมมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก  พี่คิดว่าการบ่นไม่ได้ทำให้ความเป็นธรรมเกิด  จึงตัดสินใจทำแคมเปญรณรงค์ผ่าน Change.org ให้ผู้คนร่วมลงชื่อสนับสนุนให้ “ตั้งคณะกรรมการควบคุมราคา รพ.เอกชน”   นั่นคือจุดเริ่มต้น หลังจากเคลื่อนไหวมีกระแสตอบรับอย่างไร ( ตอนนี้ทราบว่าก้าวแรกของเครือข่ายสำเร็จ ภาคประชาชนได้เข้าไปเป็นคณะกรรมการอำนวยการแก้ปัญหาค่ารักษารพ.เอกชนแพงแล้ว) เพียง 2 สัปดาห์ มีประชาชนร่วมลงชื่อมากถึง 3.3 หมื่นชื่อ  สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามีอยู่จริง  และกลไกปกติยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงก่อให้เกิดปัญหาสะสม เรื่องนี้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งและเป็นเรื่องใหญ่ ทันทีที่นายกรัฐมนตรีออกมาขานรับทุกข์ของประชาชน  ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อว่าค่ารักษารพ.เอกชนแพงจริงและสั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา ส่งผลให้ทุกหน่วยงานต่างกระตือรือร้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  ทำให้ประชาชนอุ่นใจและมีความหวังอย่างยิ่ง ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ภายใต้รัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน   แต่ในระยะแรกภาคประชาชนไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม  ซึ่งเราเห็นว่าปัญหานี้ถูกสะท้อนโดยประชาชน  การแก้ไขปัญหาควรจะให้เราเข้าร่วมวงด้วย  จึงมีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ล่าสุดพวกเราได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมแล้ว  แต่อยู่ระหว่างรอคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการข้อเสนอหลักๆ ของทางเครือข่ายที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้มีอะไรบ้าง 1. เรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉิน ภายใน 72 ชั่วโมงห้ามรพ.เอกชนเรียกเก็บค่ามัดจำหรือให้ญาติเซ็นรับผิดชอบค่ารักษา  เมื่อพ้น 72 ชั่วโมงให้ส่งตัวไปรพ.ตามสิทธิ โดยห้ามให้ญาติสำรองจ่าย หรือเซ็นรับสภาพหนี้ กรณีที่รพ.ตามสิทธิเตียงเต็ม จำเป็นต้องอยู่รพ.เอกชนต่อ ให้หน่วยงานตามสิทธิรับผิดชอบค่าใช้จ่าย  2. ขอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางระดับชาติ ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาจากหน่วยงานเดิม ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจรพ.เอกชน  ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ทำหน้าที่ตรวจสอบ กำหนดนโยบาย ตั้งกติกา ที่จะให้ค่ายา ค่ารักษา ค่าเวชภัณฑ์ต่างๆ เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และต้องมีอำนาจที่จะลงโทษผู้ทำผิดได้3. ให้ยุบบอร์ดแพทยสภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ที่แม้จะมีคนดีอยู่บ้างแต่กลุ่มที่มีอำนาจมากคือเจ้าของและผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรพ.เอกชน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความเป็นธรรมของประชาชน แล้วตั้งคนกลางจริง ๆ เข้าไปทำหน้าที่แทน รวมทั้งต้องแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ให้มีบุคคลภายนอกเข้าไปเป็นกรรมการเพื่อคานอำนาจในสัดส่วน 50 : 50 และให้อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย ป้องกันการมีอิทธิพลครอบงำหน่วยงานอื่น ๆ ในระดับนโยบาย  และให้ยกระดับมาตรฐานรพ.รัฐบาลให้เทียบเคียงรพ.เอกชน ที่สำคัญต้องปกป้องสวัสดิภาพของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน  ด้วยการผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... ให้มีผลบังคับใช้ในเร็ววัน เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้เรื่องนโยบายเมดิคัล ฮับ ของรัฐบาล พี่มีความคิดเห็นอย่างไร , และนโยบายนี้ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร จำได้เมื่อปี 45 รัฐบาลจัดงาน “เมดิคอลฮับ” ที่เมืองทองธานี พี่ไปให้ความเห็นว่าปัดกวาดบ้านเราให้สะอาดก่อนไหมแล้วค่อยเริ่มนโยบายนี้  แต่ไม่มีใครฟัง  วันนี้นโยบายนี้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว  นั่นคือบุคลากรทางการแพทย์ภาครัฐถูกดูดไปฟรี ๆ แบบชุบมือเปิบโดยไม่ได้ลงทุนผลิตเอง  เอาไปรักษาชาวต่างชาติ โกยกำไรเข้ากระเป๋าคนกลุ่มเดียวปีละนับแสนล้าน  ทำให้บุคลากรภาครัฐขาดแคลน  คนไข้รอคิวนาน  ส่งผลถึงมาตรฐานการตรวจรักษา  อีกทั้งเมื่อค่ารักษาในรพ.เอกชนแพง  ทำให้ภาครัฐต้องปรับขึ้นค่าใช้จ่ายต่างๆ ตาม ส่งผลกระทบต่องบประมาณของกองทุนต่างๆ ซึ่งในที่สุดผลร้ายก็จะตกแก่ประชาชนคนไทยโดยรวม”รัฐบาล” ควรพิจารณาทบทวนนโยบายระดับชาติ ที่มุ่งขับเคลื่อนให้มีการหารายได้จากต่างประเทศผ่านระบบรักษาพยาบาล เพราะการรักษาพยาบาลเป็นการประกอบวิชาชีพที่อยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และบรรทัดฐานอันดีงามของสังคม  ไม่ใช่สินค้าที่จะหากำไรอย่างไร้ขีดจำกัด  แม้จะเน้นให้มีการหารายได้ผ่านระบบของเอกชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อระบบสุขภาพโดยรวมของประเทศ ทั้งในเรื่องโครงสร้างราคา ปริมาณการใช้เวชภัณฑ์และครุภัณฑ์ รวมถึงปัญหาเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ  ทั้งในเรื่องปริมาณ คุณภาพ และเจตคติในระยะยาว ประชาชนทั่วไปจะมีส่วนร่วมกับเรื่องสิทธิการบริการสุขภาพอย่างไร พี่เห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการ ควรเพิ่มรายวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคลงไปในการเรียนการสอน ให้ประชาชนรู้สิทธิของตนเองตั้งแต่เด็ก เรียนรู้ว่าควรส่วนร่วมในการปกป้องสังคมอย่างไร  มากกว่ารอให้ความเลวร้ายนั้นมาเคาะประตูหน้าบ้านตนเอง แล้วไม่รู้จะจัดการปัญหานั้นอย่างไร แต่เฉพาะหน้าไม่ว่าเรื่องค่ารักษารพ.เอกชนแพงก็ดี  เรื่องพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ก็ดี  อยากให้ประชาชนตระหนักว่านี่คือสิทธิของเรา  เมื่อขณะนี้มีคนช่วยจุดประกายและนำเรื่องเข้าสู่ระดับนโยบายให้แล้ว  ประชาชนทั่วไปต้องหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสาร  และหากมีการเคลื่อนไหวใด ๆ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ก็ต้องเสียสละแรงกายออกมาช่วยกันทำให้เป็นจริง   เพราะความเป็นธรรมใดๆ ก็ตามไม่ได้มาด้วยการบ่นเพียงอย่างเดียว  ต้องช่วยกันออกแรงด้วยค่ะพี่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน เวลาเกิดความท้อแท้ ให้กำลังใจตัวเองอย่างไร อยากให้พี่ช่วยให้กำลังใจแก่คนเล็กคนน้อยที่สู้เพื่อตัวเองและครอบครัว ทำอย่างไรให้จิตใจเข็มแข็งการต่อสู้ในเรื่องยากๆ  เหมือนว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงฝั่ง  ความท้อแท้นั้นมีบ้างยามเหนื่อยล้า แต่หากเรายืนหยัดบนความถูกต้อง และคิดเพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน นานวันเข้าจะมีแนวร่วมมากขึ้นๆ และเราจะไม่สู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป  วลีอมตะที่นักต่อสู้เพื่อสังคมควรท่องไว้ในใจเสมอคือ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว”  ต้องทั้งอึด อดทน และยืนหยัดประกอบกันค่ะจึงจะไปสู่เป้าหมายได้ในที่สุดปรียนันท์  ล้อเสริมวัฒนา  ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์  คุณแม่ลูก 2 ซึ่งประสบปัญหาจากการรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดขณะทำคลอดลูกคนแรก น้องเซ้นต์ เป็นเหตุให้น้องต้องกลายเป็นคนพิการ ใช้ชีวิตอย่างลำบากจนถึงปัจจุบัน นับจากวันที่เริ่มต้นลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเพียงลำพัง ความมุ่งมั่นของเธอสร้างกำลังใจต่อเนื่องให้กับเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันอีกหลายคน และร่วมกันทำงานในนาม เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2545)  ด้วยจิตอาสาเสียสละเต็มรูปแบบ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เป็นเครือข่ายภาคประชาชนโดยแท้ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ลงขันช่วยเหลือกันเอง และมีกฎเหล็กห้ามรับเงินบริจาค ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้เสียหายด้วยกัน และห้ามเรียกเก็บค่าหัวคิวจากทนายความ แต่มีเงื่อนไขว่า ”เราช่วยคุณ คุณต้องช่วยสังคม” แค่นั้น  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 171 การแก้ไขปัญหาตู้รถโดยสาร กรณี ม.ธรรมศาสตร์ “ทั้งหมดที่สำเร็จออกมาได้นี้คือต้องลงมือทำ”

จากการไปศึกษาดูงานเรื่อง ผู้ประกอบการรถโดยสารปลอดภัย ของโครงการเสริมพลังผู้บริโภคและผู้ประกอบการเพื่อรถโดยสารปลอดภัย ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคจากทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการฉลาดซื้อได้มีโอกาสร่วมดูงานและรับฟังเรื่องราวดีๆ ของความพยายามในการจัดการกับปัญหารถตู้โดยสารสาธารณะของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประกอบการรถตู้ที่มีจิตสำนึกดี พร้อมให้บริการด้วยความรับผิดชอบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ ฉลาดซื้อจึงขอนำเรื่องราวดีๆ มานำเสนอไว้ ณ ที่นี้   ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา             สิ่งที่ผมจะพูดเป็นเชิงนโยบายว่า ทำได้จริงนั้นต้องทำอย่างไร และอะไรเป็นปัญหาที่ยังทำไม่สำเร็จ ทั้งนี้เป็นบทเรียนว่าการที่จะได้ประโยชน์ การที่ท่านจะนำไปทำในพื้นที่ของตัวเองจะต้องทำอย่างไร ตอนนี้เห็นได้ว่ารถตู้นั้นเข้ามาแทนที่รถทัวร์ในเส้นทางใกล้ๆ การเดินทางในกรุงเทพฯ ก็เข้ามาแทนที่รถเมล์ และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ฉะเชิงเทรา นครปฐม ก็เป็นรถตู้หมดแล้ว และตอนนี้มันไกลไปถึง จ. ประจวบฯ ไกลไปเรื่อยๆ ถึงภาคอีสาน ภาคเหนือ มีไปทั่วประเทศแล้วตอนนี้ มันสะดวกกว่าเพราะรถมีขนาดเล็ก การจอดก็ง่ายกว่า รถเต็มเร็วกว่า การลงทุนก็ง่ายกว่า เรียกว่าได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย ค่าโดยสารก็ไม่แพง แต่ปัญหามันคือรถตู้นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขนคน เขามีเพื่อขนของมากกว่า ปัญหาอีกเรื่อง(ของผู้ประกอบการ) คือ เพื่อให้ประหยัด ให้ได้กำไรมากขึ้น ก็เติมที่นั่งเข้าไปเยอะๆ มี 13 ที่นั่งยังพอทำเนา บางคัน 15 ที่นั่ง หนักกว่านั้นมียืนด้วย ไม่รู้ทำกันไปได้อย่างไร รถโรงเรียนอนุบาลนี้เอาเก้าอี้ออกแล้วให้เด็กนั่งอัดกันเข้าไป 20 – 30 คน พอเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาความสูญเสียมันสูง เพราะระบบของรถมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขนคน และเพื่อให้ประหยัดน้ำมันก็มีการติดแก๊ส NGV เข้าไป ทำให้ศูนย์ถ่วงของรถมันเสียไป เวลาเกิดอุบัติเหตุจะควบคุมได้ยาก เพราะฉะนั้นรถตู้นั้นมีความสะดวกและแพร่หลายกันมาก แต่เวลามีอุบัติเหตุขึ้นมาความสูญเสียมันมาก   จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ ธรรมศาสตร์(รังสิต) แห่งนี้ จุดเปลี่ยนเริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ปี 2553 ผมจำวันที่ได้เลยเพราะเจ้าหน้าที่ของ มธ. บุคลากรของ สวทช. และ นศ. ต้องเสียชีวิตไป 9 คนจากอุบัติเหตุที่ไม่ควรจะเกิด ซึ่งเรามาสรุปสาเหตุกันได้ว่า การชนแค่นั้นไม่น่าเสียชีวิตมาก แต่ด้วยรถตู้ไม่ได้ออกแบบมาว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วจะปลอดภัย ปกติรถยนต์เขาจะมีมาตรฐาน ต้องทดลองการชน แต่รถตู้ไม่มีการทดลองว่าถ้าชนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็เอารถออกมาวิ่งกันเลย มีการเสริมเก้าอี้เข้าไป ทางกรมขนส่งฯ ก็อนุญาต และถึงรถตู้จะอันตรายแต่ก็ยากที่จะหารถอื่นมาแทน เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยที่สุด วิธีการพื้นฐานคือ ต้องขับความเร็วไม่เกิน 100 กม. / ชม. ถ้าไม่เร็วเกินเวลาเกิดอุบัติเหตุความสูญเสียมันก็จะน้อย ประการที่ 2 เข็มขัดนิรภัยต้องมี ประการที่ 3 คือคนขับ นี่คือสิ่งที่ได้สรุปขึ้นมาจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น โดยร่วมมือกับทางบริษัทเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน โดยมาตรการคือ ระบบ GPS ระบบเตือนเมื่อขับเร็วเกินและสามารถรู้ได้ว่าคันไหนขับเร็วเกินกำหนด เรื่องของคนขับนั้นก็จะมีเบอร์โทรศัพท์ เพราะปกติเรานั่งในรถตู้ถ้าขับหวาดเสียว ขับเร็วเกินเราจะไม่กล้าบอกคนขับ คนไทยขี้เกรงใจ คิดได้อีกทีก็ตายเลยถ้ามัวเกรงใจอยู่ วิธีการคือมีเบอร์โทรศัพท์ติดในรถ นศ. สามารถโทรมาได้ทันทีว่าคันนี้ขับเร็วเกิน ในช่วงแรกๆ นั้นก็มีโทรมาเยอะ ปัจจุบันนั้นมีอยู่แต่น้อยลงไปมาก สำคัญที่สุดคือเราคิดว่าการมีมาตรการบังคับใช้แล้วต้องมีการติดตามผลด้วย ถ้ามีใครฝ่าฝืนกติกาต้องมีการแก้ไขได้ ส่วนเรื่องเข็มขัดนิรภัยนั้นเป็นเรื่องยากที่สุด การติดเข็มขัดนิรภัยนั้นไม่ยากแต่การบังคับให้ นศ. คาดเข็มขัดนิรภัย เป็นเรื่องยาก ปัจจุบันจุดอ่อนก็เรื่องนี้ เรามีให้แต่ผู้โดยสารไม่ชอบคาดเข็มขัดนิรภัย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญว่าควรจะทำอย่างไร   ก้าวต่อไป             ตอนนี้ที่ตรงนี้(บริเวณหน้าตึกสำนักงานอธิการบดี) เป็นสถานีที่กึ่งๆ ชั่วคราว เพราะเรามีสถานที่ใหม่และจะย้ายสถานีภายใน 1 ปีนี้ ซึ่งปัจจุบันมี 3 จุดใน มธ. ก็จะย้ายไปอยู่รวมกันเพื่อให้กลายเป็นสถานีเหมือนสถานีขนส่งของ มธ. เชื่อมต่อระหว่าง มธ. กับภายนอก และมาต่อรถในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแก๊ส NGV เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และเชื่อมต่อระบบ ยืม – คืน จักรยานเช่าเพื่อลดการใช้รถยนต์ด้วย ตอนนี้กำลังเป็นโครงการอยู่ ส่วนระบบรถตู้นั้นนโยบายของบริษัทเองก็เห็นด้วย รถตู้ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีจำนวนมาก แผนของเราคือประมาณ 2 ปีจากนี้เราอยากเปลี่ยนรถตู้ให้เป็นรถมินิบัส 20 ที่นั่ง ซึ่งปลอดภัยกว่า เพราะมันคือรถโดยสารสร้างมาสำหรับโดยสาร และคิดไกลไปกว่านั้นคือถ้าทำทั้งทีอยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย รถโดยสารของเราอยากให้เป็นรถไฟฟ้าเลย ไม่ต้องใช้ NGV แล้ว ให้เป็นไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ สถานีโซล่าเซลล์ชาร์ทพลังงานแสงอาทิตย์ อันนี้ได้เรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย อันนี้เป็นแผนแนวความคิดที่จะยังไม่ได้เกิดขึ้นใน 1- 2 ปีนี้ เพราะมันต้องลงทุน รถทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนไปเป็นมินิบัส 20 ที่นั่ง ซึ่งเรื่องนี้มี ม. มหิดล ศาลายาเริ่มทำแล้วที่เปลี่ยนรถเป็นมินิบัส เราก็กำลังจะทำ ตอนนี้ก็นัดเข้าไปคุยกับทางกรมขนส่งฯ เพื่อจะให้ทำแล้วเป็นต้นแบบ ในระยะยาวนั้นประเทศไทยต้องเปลี่ยน รถตู้ต้องถือเป็นรถชั่วคราว ระยะยาวต้องเป็นมินิบัสแต่ตอนนี้ยังเปลี่ยนไม่ได้ก็ต้องทำอย่างไรให้รถตู้ปลอดภัยที่สุด 1. ขับความเร็วไม่เกิน 100 กม. / ชม. 2. คาดเข็มขัดนิรภัย 3. ถ้าคนขับขับเร็วต้องมีระบบการแจ้ง การเตือน อันนี้คือระบบของ มธ.   การนำรูปแบบนี้ไปทดลองทำในพื้นที่อื่น ประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากบอก คือทั้งหมดที่สำเร็จออกมาได้นี้คือการลงมือทำ เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น ของที่ขายเอาเปรียบผู้บริโภคจะขายไม่ได้เลยถ้าเราไม่ซื้อ แต่น่าเสียดายที่ผู้บริโภคไม่ตะหนักในอำนาจของเรา เรามัวรอรัฐบาลก็เลยเป็นแบบนี้ ดังนั้นเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากที่ท่านได้มาทำเรื่องนี้ หัวใจของ มธ. ก็คือการลงมือทำเลยและผมเชื่อมั่นว่าทุกท่านสามารถทำได้เช่นกัน เริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้ก่อน ในจังหวัดของท่านดูว่าเริ่มต้นอย่างไร เริ่มจากมหาวิทยาลัยก็ดี คณะกรรมการขนส่งฯ จังหวัดก็ดี เริ่มต้นทดลองดูว่ารถตู้ในพื้นที่ทำอย่างไร เอาแค่ 3 เรื่องนี้พอ เข็มขัดนิรภัย การจำกัดความเร็ว และเบอร์โทร อันหลังนี้ง่ายสุดเลย เรื่องเข็มขัดนิรภัยก็มีกฎหมายบังคับใช้แล้วแต่จะทำอย่างไรให้คาด  การจำกัดความเร็วนั้นต้องมีอุปกรณ์ก็จะยากหน่อย   ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการรถตู้ คุณสรวีย์  พลตาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ดับบลิว พี ออโต้เซอร์วิส จำกัด             ความเป็นมาของรถตู้ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เกิดจากการที่ นักศึกษาต้องใช้บริการจำนวนมากในการเดินทางเข้ามาศึกษาใน มธ. เริ่มแรกเลยทาง มธ. ให้บริการรถบัสแต่เนื่องจากการเดินทางของ นศ. แต่ละท่านใช้เวลาไม่เหมือนกัน รถบัสแต่ละคันต้องมีผู้โดยสารจำนวนอย่างน้อย 30 คนขึ้นไปรถจึงจะออก ทาง มธ. จึงคิดว่าถ้ามี นศ. มาแล้ว 20 คนก็ต้องมารอคนอีกเพื่อให้รถเต็ม จึงมีรถตู้เข้ามาเพื่อให้บริการ โดยสายแรกคือเส้นทาง มธ. รังสิต – มธ. ท่าพระจันทร์ เส้นทางที่ 2 คือ มธ. รังสิต – อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยเกิดเส้นทางนี้เพราะว่าการเดินทางด้วยรถเมล์นั้นไม่ค่อยสะดวก และอีกเส้นทางหนึ่งคือ มธ. รังสิต – ฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต เนื่องจากไม่มีรถเข้าเมือง น.ศ.ที่จะไปฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ก็ต้องใช้รถแท็กซี่ซึ่งไม่ค่อยปลอดภัย จึงมีเส้นทางนี้ขึ้นมาเป็นเส้นทางที่ 3             เมื่อเราได้เข้าไปให้บริการใน มธ. รังสิต เส้นทางของเราไม่เหมือนรถตู้ข้างนอก จะสังเกตได้เลยว่า 1. มีสติ๊กเกอร์ติดชัดเจนถึงเส้นทางที่จะวิ่ง 2. คนขับรถทุกคนแต่งกายสุภาพ ใส่ชุดซาฟารี ใส่รองเท้าหุ้มส้น และรถทุกคันของบริษัทจะต้องมีป้ายชื่อเพื่อบอกว่าขณะนี้ท่านนั่งอยู่บนรถสายอะไร เบอร์อะไร ขับโดยใคร ทะเบียนรถอะไร ตรงนี้ทำเพื่อคุ้มครองผู้รับบริการ เผื่อมีคนทำของหายจะได้แจ้งได้เลยว่าลืมไว้บนรถเบอร์อะไร เราเช็คของให้ท่านได้ทันที  ไม่ว่าจะเป็นไอแพด โน้ตบุ๊ค ถ้าอยู่บนรถได้คืน 100 % เพราะของ นศ. มีหายกันทุกวัน             “ของหายมีแค่ 2 กรณีเท่านั้น คือ หายบนรถเจอแน่นอน เพราะพนักงานขับรถทุกคนได้รับการอบรมจากบริษัทและจากทางมหาวิทยาลัย อีกกรณีคือ ทำของหล่นไว้แล้วผู้โดยสารท่านอื่นหยิบไป กรณีนี้ไม่ได้คืนแน่นอน เว้นจากเจอคนจิตใจดีซึ่งก็หายากในสังคมตอนนี้ ซึ่งถ้าใครทำดีเราก็ขึ้นป้ายให้เลย คนดีศรี SWP เคยเจอทองคำหนัก 1 บาทด้วย ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังหาเจ้าของไม่ได้ จนต้องไปประสานอาจารย์ให้ช่วยตามหาก็เจอเจ้าของ” บางคนอาจสงสัยพนักงานเป็นคนดีทุกคนเลยหรือ ในจำนวนคนขับรถเกือบร้อยคนนั้น เราจะหาคนคุณภาพทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ขนาดนิ้วมือเรายังไม่เท่ากันเลย แต่เรามีวิธีของเรา มีขั้นตอนที่จะทำให้คนเกือบร้อยนั้นอยู่ในกฎกติกาให้ได้ กฎก็เหมือนระเบียบราชการเลย 1) ว่ากล่าวตักเตือนก่อน 2) ออกหนังสือเตือน บางคนคิดว่าเขาจะยอมหรือ คือต้องยอมเพราะนี่คือกฎบริษัทและของมหาวิทยาลัย แล้วคุณต้องให้บริการบุคลากรของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นเราต้องมีกฎของเราเหมือนกัน สำหรับเรื่องร้องเรียน เพราะ น.ศ.จำนวนมากมาย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเรื่องร้องเรียน ส่วนใหญ่คือพูดจาไม่สุภาพ วิธีแก้คือเรียกมาอบรมว่าพูดอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด พูดให้น้อยที่สุด เพราะลักษณะการพูดของแต่ละคนแตกต่างกัน ในรถตู้ของเรามีป้ายแล้ว และรถทุกคันของบริษัทได้ติดระบบ GPS ทุกคัน มีระบบควบคุม GPS สามารถบอกได้เลยว่ารถคันนี้อยู่ตรงจุดไหน ใช้ความเร็วที่เท่าไร เปิดประตูหรือเปล่า ล็อคหรือยัง ซึ่งการลงทุนตรงนี้เราต้องทำเพื่อรองรับบุคลากร นศ. ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป ซึ่งในห้องผู้โดยสารจะมีกล่องอยู่เพื่อทำหน้าที่เวลาความเร็วเกิน 100 กม. / ชม. จะมีเสียงออดดังขึ้น คนขับก็จะต้องชะลอความเร็วลงมาแล้ว ตรงนี้เพื่อกระตุ้นคนขับรถ และลดความเสี่ยงบนท้องถนน การขับช้าย่อมปลอดภัยกว่า ซึ่งการเกิดระบบทั้งหมดนี้มาจากคดีแพรวา คดีแพรวาเป็นโค้ดเรียกของที่นี่ ทุกคนคงจำได้ เมื่อก่อนนี้รถตู้ทั่วไปไม่ว่าข้างนอกหรือข้างในมหาวิทยาลัย ไม่มีเข็มขัดนิรภัยเลย พอเกิดคดีแพรวาขึ้นทางบริษัทร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหารือกันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการสูญเสียแบบนี้อีก ทาง มธ. ก็ปรึกษากันว่าให้ติดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งจะเป็นไปได้ไหม ซึ่งทางบริษัทคิดว่าการลงทุนตรงนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเราก็ยอม พอติดเข็มขัดแล้วทาง มธ. ก็เรียกไปหารือว่าแค่นี้ยังไม่พอเพราะว่าคนขับยังขับเร็วอยู่ อยากให้ติด GPS ด้วย ซึ่งมันต้องติดโปรแกรมควบคุมระบบด้วย ตอนนั้นรับเรื่องมาเพื่อเช็คราคาอยู่ที่ 13,500 บาท แล้วรถมีตั้งเกือบร้อยคัน บริษัทลงทุนไม่ไหว จึงเรียกคนขับทุกคนมาคุยว่าจะทำอะไรคืนให้สังคมได้บ้าง ก็ตกลงกันได้ว่าคนละครึ่งทาง บริษัทออกคนละครึ่งกับพนักงาน ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก ตอนนั้นบริษัทก็ต้องกู้เงินมาลงทุน “แต่เราก็ทำตรงนี้เพื่อจะได้เป็นบริษัทต้นแบบ และสามารถดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารได้ ทางบริษัทก็ยินดี” ซึ่งความคิดนี้เป็นความคิดของทางมหาวิทยาลัย แต่ทางบริษัทรับมาทำ ติดเข็มขัดนิรภัยทุกคันทุกที่นั่ง พูดได้เลยว่าเป็นเจ้าแรกที่มีการติดระบบ GPS ควบคุมความเร็ว มีกล่องออดดังเมื่อความเร็วเกิน รถทุกคันมีห้องควบคุมโดยระบบ GPS ทั้งหมด ทุกสิ่งนี้คือสิ่งที่บริษัททำเพื่อ สังคมทั้งหมด  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 170 ลุงบัวพันธ์ บุญอาจ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งเมืองหนองบัวลำภู

คุณลุงบัวพันธ์ บุญอาจ  ปราชญ์ชาวบ้านแห่งเมืองหนองบัวลำภู หรือพ่อบัวพันธ์ที่ชาวบ้านเรียก  ที่แม้ปีนี้อายุจะย่างเข้าสู่ปี  70   แต่แกก็เดินก้าวฉับๆ นำพวกเราชมสวนที่มีพื้นที่กว้างกว่า  60 ไร่  ดวงตาฉายแววถึงความภาคภูมิใจ พร้อมกับบอกเล่าถึงความเป็นมาของที่ดิน จากจุดเริ่มต้น จนมาถึงวันนี้ กว่า 40 ปีแล้ว ที่พ่อนำความรู้ด้านการเกษตรระดับมหาวิทยาลัย(ทั้งที่พ่อจบแค่ ม.3) ถ่ายทอดออกมาให้ฟังง่ายแบบชาวบ้านๆ เพื่อเป็นความรู้ให้แก่ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน “อันดับแรกแนะนำก่อนที่นี่ชาวบ้านเรียกศูนย์อบรม เพราะเป็นที่ให้ความรู้กับคนทั่วไป สิ่งที่เราทำเรายึดหลักตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำมาใช้ควบคู่กับหลักทฤษฎีใหม่ เพราะฉะนั้นมันจะเกี่ยวข้องแบบคละๆ กัน ตัวชี้วัดเศรษฐกิจพอเพียงตัวแรกคือ ชี้วัดการกิน สอง ชี้วัดการใช้สอย  สาม ชี้วัดการอยู่ สุดท้ายชี้วัดการร่วมมือ เราเอาตัวชี้วัด 4 ตัวนี้มาทำ การทำคือทำตั้งแต่เรื่องของป่า เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องของคน ทำควบคู่กันไป ต้นไม้ที่เราปลูกเราไม่ได้เน้นว่าดี ไม่ดี แต่เน้นว่าปลูกแล้วนำมาทำอาหารได้ไหม กินได้ไหม กินเป็นอาหารไม่ได้ก็กินเป็นยาได้ไหม ภูมิทัศน์ในนี้จึงเต็มไปด้วยของกิน ของที่ทำเป็นยาได้เป็นอันดับแรก และที่นี่ก็มีบ้านพักคนมีไฟ ชั้นล่างจะเป็นฐานเรียนรู้ เรียกว่า “ ฐานคนมีไฟ ” คนมีไฟ คือการเรียนรู้เรื่องของพลังงานทดแทน เรื่องสบู่ดำ มะเยากู้ชาติ (คนอีสานเรียกสบู่ดำว่า มะเยา คนเหนือ เรียก ละหุ่งฮั้ว โคราชเรียก สีหลอด คนใต้เรียกหงเทศ) ขี้วัว ขี้ไก่ เศษใบไม้แทนที่จะเผาทิ้ง เราก็มาผสมกันหมักทำปุ๋ยอินทรีย์แล้วก็นำไปใช้ได้ดีเลย แต่ที่นี่ไม่ได้เอาหลักวิชาการมาใช้เท่าไร เพราะถ้าใช้หลักการให้ทำตามอย่างนั้น อย่างนี้ ชาวบ้านจะไม่เข้าใจ ต้องแปลง่ายๆ ถ้าเราพูดถึงจุลินทรีย์ที่เราเอาเชื้อมาใช้ในการหมัก บอกว่าต้องเอา พด.2, พด. 1 (เป็นชื่อสูตรเร่งเชื้อจุลินทรีย์ของกรัมพัฒนาที่ดิน) นะ เขาก็จะจำไม่ได้ แล้วการเดินทางไปกรมพัฒนาที่ดินในตัวจังหวัดก็เสียเงินค่ารถอีก เราก็บอกจุลินทรีย์มีทั่วไปในอากาศ ในน้ำมีหมด แต่เราไม่ทราบว่ามันสายพันธุ์อะไรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการหมักพวกนี้ก็ถ้าเราจะหมักพืชสด หมักอะไรในถังข้าวหลังบ้านมีเต็มหมด ที่หมักไว้ระยะเวลาปีกว่าทั้งหมดใช้ได้ดีแล้ว ก็แนะนำชาวบ้านว่า ถ้าคุณมีวัตถุดิบพร้อม เอาไปผสมกากน้ำตาล กากน้ำตาลเป็นของหวาน ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ พอคุณผสมพืชวัตถุดิบเข้าไปแล้วจะหมักพืชสมุนไพรรสไหน รสจืด รสหวาน รสเมา เบื่ออะไรก็แล้วแต่ เติมน้ำเข้าไปตามอัตราส่วนแล้วคนให้ดี แล้วคุณก็ท่องคาถาเป่าเพี้ยงเรียบร้อย จุลินทรีย์ลงไปแล้ว (หัวเราะ) ปิดฝาเรียบร้อย”   เคยอ่านหนังสือบอกว่าให้เอาดินใต้ต้นไม้ที่อยู่ริมแม่น้ำมาทำหัวเชื้อ ยาก  ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ผมไม่เอา ชาวบ้านเขาไม่ทำหรอก ถามว่ารถเหยียบหมาตายอยู่ในถนน มันย่อยสลายอยู่แล้วเพราะมันมีจุลินทรีย์ในอากาศมันก็ย่อยของมันเอง แต่มันต้องเกิดความชื้น และความร้อน ร้อนชื้นบวกกันสิ่งมีชีวิตถึงจะเกิดแค่นั้นเอง เนื้อที่ตรงนี้  17 ไร่เป็นไผ่รวก ไผ่ตาล ไผ่ไร่ ปลูกปนกับไม้สัก จริงๆ ตอนแรกปลูกไม้สัก แต่การปลูกไม้สักเพื่อใช้เนื้อไม้นี้ใช้เวลาไม่น้อย ถ้าไม่ใช่คนมีเงินจริงๆ การบริหารจัดการป่าจะล้มไปเอง เพราะความอดทนไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องปลูกให้ผสมผสาน ก็มีเตาเผาถ่าน ไว้เก็บน้ำส้มควันไม้ แล้วก็มีแปลงผักอินทรีย์ กะหล่ำปลี บร็อกโคลี่ มะเขือเทศมีหมด โดยใช้น้ำจากบ่อ พืชที่อยู่ในที่ดินทั้งหมดนี้ก็ไม่เคยเอาสารเคมีมาใช้เลย ที่ผมปลูกไผ่หลายสายพันธุ์นี้เพราะ ไผ่นั้นถ้าให้คน 100 คน แต่ละคนจะเอาคำตอบเดียวถึงคำถามที่ว่าไผ่มีประโยชน์อะไร หนึ่งร้อยคนนั้นจะได้คำตอบที่เยอะมาก แค่ใบไผ่นี้ก็เอาไปทำปุ๋ยได้แล้ว ดินใต้ร่มไผ่นี่ถ้าเป็นสิบปีขึ้นไปเขาเรียกว่าดินขุยไผ่ รากไผ่ที่แก่แล้วก็จะมีรากใหม่ออกมา มันทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นเรียกว่า ดินขุยไผ่นี่เป็นดินที่เยี่ยมเลย หน่อไผ่นี่ก็มีแต่คนจะให้ทำหน่อไม้ส้มให้ มีหลักอะไรไหมในเนื้อที่ 1 ไร่ ควรจัดสรรอย่างไร ถ้าใช้เป็นทฤษฎีแนวใหม่ ก็ต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ถ้าจะทำการเกษตร พระเจ้าอยู่หัวทรงบอกว่าต้องให้ความสำคัญกับน้ำเป็นอันดับ 1 โดย 30 % ต้องเป็นแหล่งน้ำ ถ้าคนกรุงเทพฯ อยากเริ่มปลูกควรจะเริ่มอย่างไรบ้างโดยมีที่ดิน 1 แปลงเล็กๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บอกว่าให้แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ส่วนแรกคือน้ำ 30 % ส่วนที่ 2 คือแหล่งอาหาร 30 % ส่วนที่ 3 ป่าไม้ 30 % ส่วนที่ 4 คือ 10% ที่อยู่อาศัยคอกสัตว์และพืชผักสวนครัว ถ้าใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมันจะได้หมดเลย ดิน น้ำ ป่าครอบคลุมหมดเลย และถ้าได้ดิน น้ำ ป่า สุดท้ายก็จะได้ความสมดุลทางธรรมชาติ ความร่มรื่นก็จะเกิดขึ้น แถวนี้ก็จะมีผักหวานป่า ปลูกแซมกับไม้พยุง ไม้พยุงนี้กว่าจะใช้ได้ใช้เวลา 30 ปี แล้วลูกหลานจะกินอะไร เพราะฉะนั้นต้องปลูกพืชระยะสั้นไปด้วย อย่างผักหวานป่าเก็บกินได้ตลอด สำหรับบ้านที่แทบไม่มีที่เลยสามารถทำอย่างไรได้บ้าง ใช้หลักนี้แหละ เพียงแค่บังคับเนื้อที่ให้เล็กลงไป ลองนึกถึงพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมีมาตั้งแต่ปี 2517 แต่มีคนทำกี่คนในจำนวน 60 กว่าล้านนี้ ถ้าย่นเข้ามาย่านนี้มีกี่หลังคาเรือน แล้วทำกันกี่คน เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้แตกต่าง พอพูดเรื่องพอเพียงคนไม่ค่อยชอบ ถ้าพูดเรื่องรวยคนจะตาโตขึ้นมาเลย แต่เศรษฐกิจพอเพียงไม่อยากรวย ก็รวย มันรวยโดยอัตโนมัติ นั่นคือ รวยที่ใจ อย่างผักหวานนี่ถ้าอยู่ใต้ต้นตะขบ มันงามมาก ต้นที่ห่างออกไปจะไม่งาม เพราะผักหวานกับต้นตะขบเป็นไม้ที่ให้การเกื้อกูลกันและกัน   เป็นระบบรากและระบบร่ม คือเป็นพืชตระกูลถั่วแล้วรากมันอุ้มน้ำ ผักหวานจะได้น้ำจากรากตะขบอีกทีหนึ่ง สังเกตผักหวานที่กำลังงาม ถ้าตัดต้นตะขบออกนี้ผักหวานแทบจะตายตามเลย เรื่องสมุนไพรชงดื่มต่างๆ น้ำมันมะพร้าวกลั่นเย็น เอาจากก้นครัว เอาจากอะไรต่างๆ มาทำเอง พอเราทำเอง กินของเราเอง เรารู้ว่าปลอดภัยหรือไม่ของเราเอง แต่พอทำแล้วชาวบ้านก็จะถามว่าขายไหม ส่วนใหญ่ยังไม่ทันกลับบ้านก็ถามแล้วว่าขายไหม คือเอาสบาย นั่นคือจุดอ่อน เราไม่ได้พูดถึงเรื่องซื้อขายเลย เราสอนเพื่อให้เอากลับไปทำเองใช้เอง สบู่นี่ก็มีถามขายก้อนละเท่าไร มีหมดทั้งสบู่มะขาม สบู่สูตรน้ำผึ้ง สูตรเปลือกมังคุด สูตรน้ำส้มควันไม้ สูตรถ่านที่ทำจากเตาเผาต่างๆ มีหมด คนที่เข้ามาอบรม 50 คน ต้องได้อะไรอย่างน้อย 2 % เราตั้งเป้าไว้แค่นี้ ไม่ต้องเยอะ บางคนกลับไปบ้านแล้วพาแฟนมาอีก มาบอกให้เราอธิบายให้เขาได้เข้าใจ เพราะพอกลับไปแล้วเขาก็ไม่เข้าใจกัน อธิบายกันไม่เข้าใจ แล้วคุยกันไม่ได้ มาให้พ่ออธิบายให้หน่อย แต่คนเป็นเมียมานี่ดีกว่าผัวนะ ถ้าผัวมากลับไปบอกเมียแล้วเมียไม่สนใจแรงทัดทานจะเยอะกว่า แต่ถ้าเมียมานี้กลับไปบอกผัวไม่สนใจ เมียยังบังคับให้ผัวมาได้นะ (หัวเราะ) มีระบบสั่งการได้อยู่ เรื่องการลดสารเคมีลุงให้คำแนะนำกับชาวบ้านอย่างไรบ้าง บางคนปลูกโดยใช้สารเคมีไว้ขาย ส่วนที่กินเองปลูกไว้ต่างหาก ซึ่งมันไม่แฟร์ สิ่งที่เราจะช่วยได้คือ ทำอย่างไรจะให้ความรู้ชาวบ้าน ผมว่าปัญหานี้พอแก้ได้ ตอนนี้ก็เอามาร่วมเครือข่าย 2 – 3 รายอยู่ สิ่งแรกต้องสร้างศรัทธาให้เขา เพราะเขาไม่เชื่อว่าถ้าไม่ใช้สารเคมีมันจะขายได้ไหม เลยให้เขามาดูของที่นี่ มาดูว่ามันขายได้ไหม ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้สารเคมีเลย แถมต้นทุนยังถูกกว่าอีก เคยมีคนที่มาคุยว่ามีที่จำนวน 14 ไร่ มีการปลูกหมุนเวียนในที่ 14 ไร่นั้น รอบนี้ปลูก 4 ไร่ นอกนั้นปล่อยร้าง แล้วก็ปลูกทีละ 4  ไร่เวียนกัน อย่างนี้มันไม่ได้ นี่มันเวียนแปลงปลูก ถ้าไม่ปลูกพืชหมุนเวียนจะสู้กับโรคแมลงอะไรต่างๆ ไม่ได้ ถ้าซ้ำของเดิมเกิน 3 ครั้งนี่จบ มีนักเรียนมาดูงานบ่อยไหม มีบ้าง มากันเองก็มี ที่ครูบาอาจารย์พามาก็มี แต่ส่วนมากเป็นนักเรียนชั้นประถม คนดูงานก็มีมาบ่อยๆ ตอนหลังนี้ก็มีนิสิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา 2 รุ่นแล้ว เพราะเขาไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน น.ศ.มีทั้งมาจากฟินแลนด์ จากอัฟริกา ถ้าของกรมป่าไม้พามาก็มีทางลาว พม่า เวียดนาม จีน พวกโซนเอเชียที่มา ที่ อบต. วังทองนี้นอกจากปลูกผักเพื่อรับประทานในท้องถิ่นแล้ว มีการปลูกเพื่อส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน อย่างลาวด้วยไหม มี แต่นั่นคือโครงการของผู้ว่าราชการกับนายอำเภอ แต่ก็ไม่ถึงขนาดเน้นแต่ส่งออกหรอก อันนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ว่ากับนายอำเภอคิดไว้ เพราะแหล่งนี้เป็นแหล่งที่ปลูกผักอยู่แล้ว ก็จะพัฒนาให้ได้ GMP แล้วก็ส่งออกไปประเทศลาว ระบบการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของที่นี่มีรูปแบบอย่างไรบ้าง ผลิตภัณฑ์ต้องดูว่าเกี่ยวกับอะไร เพราะที่นี่ไม่ได้เน้นการทำเป็นธุรกิจ เน้นการถ่ายทอด ผักที่ปลูกก็ไปคุยกับโรงพยาบาลว่า รพ.รักษาโรคคนไข้ ดูแลเรื่องสุขภาพ แต่ผักที่เอาไปทำให้คนไข้กินมันก็เป็นผักที่มีสารเคมี มันสวนทางกัน ก็เลยเอาอย่างนี้ไหม ผมทำให้ ก็มีกลุ่มช่วยทำเพื่อจะเป็นต้นแบบก่อน ซึ่งก็จะมีหลายอำเภอมาดูงานแล้ว ลูกสาวผมก็มีแผงผักอยู่ในตลาด เป็นผักอินทรีย์ วันไหนไม่มีก็ไม่ไป ทุกวันศุกร์ก็จะมีตลาดสีเขียวในตัวเมือง แต่ของเราไม่สามารถจะมีไปได้ทุกวัน หลักในการบริหารผลผลิต คือ 1) กินให้ได้ก่อน 2) เหลือกินให้เอาไปแจก เหลือแจกให้แลก คนนี้มีไอ้นั้น คนนั้นมีไอ้นี้เอามาแลกกันกิน แล้ว 3) เหลือค่อยพูดถึงเรื่องขาย แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านมักจะพูดว่าจะเอาไปขายที่ไหน ถ้าเอาเรื่องขายเป็นตัวตั้งนั้นยาก อีกอย่างปัญหาชาวบ้านคือไม่มีเงินลงทุน ตลาดกับเงินลงทุนนี้เป็นปัญหา ถ้าผ่านสองอย่างนี้ได้ชาวบ้านเขาก็ทำ เอาเงินมาให้เขา พอเงินทุนหมดเขาก็หยุดทำ ถ้าทำเพราะเงินนั้นมันไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่ถ้าทำด้วยศรัทธาที่มาจากใจนั้นยั่งยืน ทุกวันนี้ก็เอาผักไปให้โรงครัวทำให้คนไข้ในโรงพยาบาล( รพ.นากลาง )กินทุกวัน เรามีสมาชิกในกลุ่ม 20 กว่าคนช่วยกันทำทุกวัน ก็จะเอามารวมกัน ใครมีอะไรก็เอามา แต่การไปส่งนั้นเวียนกันไป ราคาก็มีการตกลงเป็นกลางไว้เลย  ไม่มีขึ้นมีลง ถ้าช่วงผักราคา(ตลาด)ขึ้นก็ถือว่าเกษตรกรเสียหายนิดหน่อย แต่ถ้าผักราคา(ตลาด)ลงโรงพยาบาลก็อาจขาดทุน แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหม มองในด้านธุรกิจไม่คุ้ม แต่เราทำเพื่อคนป่วย เราส่งวันต่อวันทุกวัน ทำให้คนป่วยได้มีอาหารที่ดีกิน   นายบัวพันธ์ บุญอาจ อายุ 70 ปี  ตำบลด่านช้าง  อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ลุงบัวพันธ์ ได้เริ่มทำการเกษตรบนที่ดิน 62  ไร่ มากว่า 40 ปี โดยในตอนนั้นยังไม่มีหน่วยงานใดๆ เข้ามาสนับสนุนเรื่องเกษตรผสมผสานหรือเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง แต่ลุงก็สนใจและทดลองทำตามแบบที่ตนเองคิดว่า น่าจะดี ด้วยความใฝ่รู้และสนใจศึกษาทดลองอย่างจริงจัง ทำให้ในที่สุดลุงได้เปลี่ยนพื้นที่แปลงนากว่า 60 ไร่ มาปลูกป่า  ปลูกผัก  ปลูกไม้ผล ทำบ่อเลี้ยงปลา  ฯลฯ ซึ่งในระยะเริ่มต้น การลองผิดลองถูกเช่นนี้เป็นเหตุให้ชาวบ้านทั่วไปมองว่า ลุงเป็นคนบ้า แต่ในที่สุดเมื่อสิ่งที่ลงทุนลงแรงไป ได้ก่อดอกผลอันน่าชื่นใจ ทุกคนก็ตระหนักและเริ่มเข้าใจหลักการเกษตรผสมผสานของลุง และในปี พ.ศ. 2550 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการคัดเลือกแต่งตั้งให้ลุงได้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน นอกจากนี้ลุงบัวพันธ์ยังได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการเกษตร จากอีกหลายสถาบันการศึกษา  ในทุกๆ ปี ทางกระทรวงฯ ยังจัดสรรงบประมาณให้มีการนำเกษตรกร นักเรียน นักศึกษาจากหลากหลายพื้นที่ มาอบรม ศึกษาดูงานในแปลงเกษตรของลุง  ปัจจุบันลุงมีทีมงานที่คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทั้งหมด 9 คน   ซึ่งภายในพื้นที่ 62 ไร่แห่งนี้ มีทั้งไม้ยืนต้นอย่างต้นสัก พยุง ไม้ผล อย่าง ชมพู่  มะขาม มะปราง  มะพร้าว มะม่วง ตะขบ ตลอดจนพืชผักระยะสั้น เช่น ผักสลัด คะน้า  มะเขือเทศ  ฟักทอง และผักหวานป่าที่ปลูกแซมกับต้นสักและต้นตะขบ  ก่อให้เกิดรายได้ทั้งปี ทั้งยังเป็นแปลงเกษตรที่ปราศจากสารเคมีการเกษตรอีกด้วย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point