ฉบับที่ 114 คิดอย่างคนรุ่นใหม่ ในแบบของ "เปอร์ - สุวิกรม อัมระนันทน์”

  คิดอย่างคนรุ่นใหม่ ในแบบของ "เปอร์ - สุวิกรม อัมระนันทน์” หลายคน คงพอคุ้นหน้าคุ้นตาหนุ่มคนนี้ จากผลงานภาพยนตร์เรียลิตี้เรื่อง “Final Score ไฟนอล สกอร์ 365 วัน-ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์" "เปอร์ - สุวิกรม อัมระนันทน์” คือหนึ่งในคนบันเทิงรุ่นใหม่ที่น่าจับตา จากผลงานหลากหลายในวงการบันเทิง ทั้ง นักแสดง ดีเจที่ 104.5 แฟต เรดิโอ และพิธีกรรายการ “ดิ ไอดอล คนบันดาลใจ” ทางโมเดิร์น ไนน์ ทีวี  แฟน “ฉลาดซื้อ” ที่ชื่นชอบ หรืออาจยังไม่รู้จัก และอยากรู้จักหนุ่มคนนี้ ลองมาฟังความคิด การใช้ชีวิต การทำงาน มุมมองเรื่องสื่อ และแนวคิดเรื่องการบริโภคของพิธีกรรุ่นใหม่คนนี้กัน   เริ่มต้นเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้อย่างไร? หลังจากได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง Final Score ก็ทำให้คนเริ่มรู้จักผมมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้มีวิทยุคลื่นหนึ่งติดต่อมาว่าอยากให้ผมไปเป็นดีเจ แต่เผอิญว่าในใจผมอยากจะ ไปทำกับคลื่นวิทยุอีกคลื่นหนึ่ง ซึ่งก็คือ 104.5 แฟต เรดิโอ ผมก็เลยขอร้องให้พี่พีอาร์ของบริษัท GTH ที่รู้จักกันตอนทำ Final Score ให้ช่วยติดต่อมาทาง แฟต เรดิโอ ว่าผมอยากมาเป็นดีเจที่นี้ ทาง แฟต เรดิโอ ก็เลยให้ทำเทปเดโมจัดรายการไปให้ลองฟัง ทาง Managing Director ของทาง แฟต เรดิโอ ซึ่งก็คือ พี่เต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ด้วยความที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่สวนกุหลาบ และตัวพี่เต็ดเองก็เป็นคนที่ชอบให้โอกาสน้องๆ สุดท้ายก็เลยจับพลัดจับผลูได้มาเป็นดีเจที่ แฟต เรดิโอ หลังจากนั้นก็เริ่มได้โอกาสไปทำรายการอีกหลายๆ รายการ ซึ่งก็เป็นการต่อยอดการทำงานไปเรื่อยๆ   ช่วยเล่าวิธีการทำงานในฐานะพิธีกรให้ฟังหน่อย? ผมจะเปรียบตัวเองเป็นผู้ชมคนหนึ่ง คือจะดึงความรู้สึกตอนที่เราเป็นคนดู เวลาที่ดูรายการสัมภาษณ์ต่างๆ บางครั้งเรามักจะมีคำถามในใจ ที่บางครั้งพิธีกรไม่ได้ถามแขกรับเชิญที่มาออกรายการ เราก็จะจดจำคำถามพวกนั้นไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนเวลาดูรายการทีวีก็จะจินตนาการตามแล้วก็มักจะมีเสียงตอบโต้กับทีวี เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง หรืออาจจะมีคำ ถามว่า อาจจะมีด่าบ้าง ชมบ้าง พอเรามาได้มาเป็นพิธีกรเอง เราก็จะเอาความรู้สึกที่เราเคยได้รับเวลาดูทีวีทั้งจากตัวเองและคนรอบๆ ข้าง  มาแปลเป็นคำถามที่เราคิดว่าหลายๆ คนอยากรู้แต่ยังไม่เคยถูกถาม มาถามแขกรับเชิญ   มีเสียงตอบรับเรื่องการทำงานของเรายังไงบ้าง? เรื่องเสียงตอบรับที่มีต่อการทำงาน ปกติผมจะไม่ค่อยได้เช็คจากคนรอบข้างมากนัก แต่สำหรับตัวผมเองก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ เพราะทุกครั้งที่กลับมานั่งดูรายการก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบ รู้สึกว่ายังไม่ค่อยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกครั้ง คือยังไม่มีเทปไหนที่ดูแล้วไม่อยากกลับไปแก้ไขอะไรเลย ซึ่งจุดที่อยากกลับไปแก้ไขก็อาจแตกต่างกันไปคนละจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวคำถาม ที่บางครั้งก็มารู้สึกทีหลังว่าทำไมวันนั้นเราไม่ถามแบบนี้ หรือแม้แต่วิธีการถามกับคำถามแบบนี้เราน่าจะถามอีกแบบแทนที่จะถามแบบนี้ คือตัวผมจะให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด แม้แต่เรื่องการนั่งสัมภาษณ์ เทปนี้เผลอนั่งกระดิกขา นั่งสั่นหัว นั่งคุยกับกับกล้อง ผมจะให้รายละเอียดกับทุกๆ รายละเอียด ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ผู้ชมอาจจะดูไม่ออกหรืออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำให้มันเกิดขึ้นเพราะไม่ทันสังเกต   ดูเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในการทำงานค่อนข้างมาก? เพราะมันเป็น “งาน”  เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ ต้องทำให้ดี รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนดูไม่ทันสังเกต แต่มันส่งผลลึกๆ ไปถึงเขาเวลาที่กำลังดูเราสัมภาษณ์แขกรับเชิญ อย่างถ้าผมนั่งกระดิกขาระหว่างผมสัมภาษณ์ คนดูรายการอยู่สมาธิก็อาจจะหลุดจากเรื่องที่ผมสัมภาษณ์มาสนใจที่เท้าผม ว่าเฮ้ย! ไอ้นี่มันนั่งกระดิกขา ดนดูเขาก็ตกหล่นประเด็นเรื่องที่ผมอยากนำเสนอ มันเป็นการสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งคนดูไม่รู้แต่มันมีผล ซึ่งหน้าที่ของผมก็คือการนำเสนอในสิ่งที่ผมตั้งใจสื่อไปถึงผู้ชมให้สมบูรณ์แบบเต็ม 100% ที่สุด   มุมมองที่มีต่อสื่อในยุคปัจจุบัน? ผมคิดว่า สื่อ ก็เหมือนกับทุกอย่างบนโลกนี้ คือมันก็มีทั้งดีและไม่ดี ไม่ว่าเราจะหยิบเรื่องอะไรขึ้นมาพูด รูปธรรม นามธรรม สิ่งของ คน หรืออะไรก็ตาม ทุกอย่างมีทั้งแง่ดีและไม่ดีเหมือนกันหมด ถามว่าในวันนี้มีสื่อที่ไม่ดีมั้ย มันก็อาจจะมี มีสื่อที่สร้างสรรค์สังคมมั้ย มี มองเปรียบเทียบอย่างเรื่องอาหาร ก็มีทั้งอาหารที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ หรือถ้ามองให้ลึกลงไปอีกของบางอย่างที่มองว่าดีก็อาจจะมีแง่ที่ไม่ดีปนอยู่ หรือของบางอย่างที่ดูว่าไม่ดีก็อาจมีสิ่งที่ดีอยู่บ้างเหมือนกัน ผมเองไม่เคยคิดขนาดว่าอยากจะให้สื่อพัฒนาไปทางไหน หรือคิดไปไกลว่าอยากจะให้สื่อเป็นไปในทิศทางไหน เพราะว่าก็ไม่ได้เป็นนายกสมาคมสื่อหรืออะไรแบบนั้น แต่สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสื่อหรือสิ่งต่างๆ ที่ผมจะทำ ยกตัวอย่างถ้าเป็นรายการทีวี อย่างแรกเลยคือจะต้องเป็นประโยชน์ต่อตัวผม คือผมก็ต้องได้ความรู้ ความบันเทิง ความสนุก อย่างที่สองคือ สิ่งต่างๆ ที่ผมรู้สึก มันต้องส่งกลับไปหาคุณผู้ชมทางบ้านด้วย ทั้งความรู้ ความสนุก คนดูต้องได้เท่าๆ กับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดเวลาที่ผมทำงานในฐานะสื่อ เพราะถือว่าเป็นการไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ถ้าถามว่ารายการทีวีอยู่ได้อย่างไร แน่นอนว่ามาจากการขายสปอนเซอร์ ขายโฆษณา แต่สปอนเซอร์จะขายได้อย่างไรถ้าไม่มีคนดู สุดท้ายแล้วรายการจะอยู่ได้จริงๆ ก็คือต้องมีคนดู ไม่ใช่ว่ารายการอยู่ได้ด้วยสปอนเซอร์อย่างเดียว ถ้ารายการไม่มีคนดูสปอนเซอร์ก็ไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นการที่จะต้องพึ่งอยู่กับผู้บริโภคที่เป็นคนดู จะหวังให้เขามาดูโดยที่เราไม่ได้มอบอะไรให้กับเขาก็เป็นเหมือนการเอาเปรียบกันมากกว่า บางคนอาจจะใช้ความบันเทิงมอบให้กับคนดู เพราะคนดูชอบความบันเทิง ขณะที่ก็มีคนดูอีกกลุ่มที่ชอบสาระ บางรายการก็จะเน้นมอบสาระให้กับคนดู ซึ่งก็แล้วแต่ช่องทางที่ผู้ผลิตรายการจะเลือกมอบให้กับคนดู แต่ผมเชื่อทั้งสองอย่างต้องปนอยู่ด้วยกันทั้งสาระและบันเทิงจึงจะทำให้รายการหนึ่งนั้นๆ ประสบความเร็จมีคนดูติดตาม  ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ อยากรู้ว่ามีมุมมองเรื่องผู้บริโภคยังไงบ้าง? ผมเชื่อว่าทุกคนให้ความสำคัญกับการที่จะควักสตางค์เพื่อแลกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แน่นอนเวลาที่เราจะเสียสตางค์สักบาท สักร้อยหนึ่งหรือพันหนึ่ง เราก็ต้องคำนวณก่อนแล้วว่าไอ้ของที่เราจะซื้อนั้นมีความจำเป็นต่อเรามากน้อยเพียงใด เราถึงต้องยอมเสียเงินจำนวนนั้นไปเพื่อแลกกับมันมา ซึ่งคนแต่ละคนก็ให้ความสำคัญไม่เท่ากัน นั่นก็เป็นเพราะเรื่องของปัจจัยสภาพทางการเงินด้วยส่วนหนึ่ง คือถ้าของมันไม่คุ้มที่จะเสียเงินไปผมเชื่อว่าถึงจะรวยแค่ไหนเขาก็ไม่ซื้ออยู่ดี ทีวียี่ห้อ เอ ถูกมากแต่โคตรห่วย ก็อาจจะมีคนที่เขาพอมีปัจจัยที่ซื้อจะได้ด้วยราคาถูกก็อาจจะเลือกซื้อเพราะเขามีตัวเลือกเดียว แต่คนที่เขามีตัวเลือกมากกว่านั้น แพงกว่านิดนึงแต่ดีกว่ากันเยอะ เขาอาจจะยอมเสียตังค์มากกว่าเพื่อซื้อสินค้าตัวนั้นก็ได้ อย่างถ้าจะซื้อโทรศัพท์สักเครื่องหนึ่ง เราก็ต้องศึกษาก่อนแล้วว่าโทรศัพท์แต่ละยี่ห้อมีอะไรดีไม่ดีบ้าง ถ้ามีงบเท่านี้จะซื้อรุ่นไหนดี มันต้องมีการเปรียบเทียบ ผมเชื่อว่าทุกคนสนใจ   คิดว่าสื่อมีอิทธิพลกับผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน? สื่อถือว่ามีบทบาทต่อชีวิตของคนทั่วไปอย่างมาก วันๆ หนึ่งถ้าเราไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ออกไปนอกบ้าน หรือไปสำรวจโลก สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรารับรู้เรื่องราวต่างๆ ได้ก็น่าจะเป็นสื่อทางโทรทัศน์ ซึ่งจริงเท็จเราไม่รู้ เวลาคนเราจะเรียนรู้เรื่องราวอะไรต่างๆ เรามักจะเรียนรู้ผ่านทางคนบอกเล่า ผ่านจากประสบการณ์ที่ตัวเองได้สัมผัสเอง คือไปลองทำจริงๆ ว่ามันส่งผลยังไงต่อตัวเรา เราจะได้เรียนรู้ ซึ่งสื่อเองก็มีบทบาทในอีกทางหนึ่งในการบอกเล่าประสบการณ์หรือเล่าเรื่องต่างๆ แต่เรื่องราวที่นำเสนอมักจะเป็นเพียงบางแง่มุมหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เสพสื่อต่างๆ เราควรเชื่อแค่ครึ่งเดียว แล้วลองวิเคราะห์หรือถ้าเป็นไปได้ลองไปศึกษาหาความจริงด้วยตัวเอง คือคนมักจะมีความเชื่อตามสื่อ เช่น ถามว่าทำไมเราถึงกลัวผี กลัวเอเลี่ยน กลัวนู้นนี่นั้น เพราะเราดูจากสื่อ เราก็เลยจินตนาการตามสื่อว่าผีเป็นอย่างนี้นะ เอเลี่ยนรูปร่างหน้าตาอย่างนี้นะ ซึ่งหน้าตาเป็นแบบไหนเราก็ไม่เคยเห็น หรือมีอยู่จริงหรือเปล่าเราก็ไม่รู้  แต่เพราะเราได้เห็นในสื่อเราก็เลยคิดเอาว่ามันมีอยู่มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้   แล้วเคยเจอปัญหาเรื่องการใช้สินค้าหรือบริการอะไรหรือเปล่า? ผมไม่เคยรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ เพราะว่าถ้าเรารู้ตัวเราว่าเราต้องการอะไรแล้วเลือกใช้ให้เป็น ได้คิดได้ไตร่ตรองก่อนจะจ่ายสตางค์ ผมว่าก็น่าจะช่วยให้เราไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกเอารัดเอาเปรียบเราต้องรู้ถึงจุดประสงค์ในการที่เราจะเสพสิ่งของ เสพสื่อ เพื่อที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านั้นมาครอบงำเรา ยกตัวอย่าง โทรศัพท์มือถือ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร สำหรับคนห่างไกลกันแต่ต้องการจะติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งก็ช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้น นั้นคือหน้าที่ของโทรศัพท์มือถือ แต่บางครั้งโทรศัพท์ก็สามารถใช้ส่งข้อความหากัน หรือคุยกันผ่านข้อความหรือการแชท ส่งเสียง ส่งรูปภาพ ออนไลน์หากันได้ตลอด ซึ่งหลายคนอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากเกินไป จนดูเกินความจำเป็น ชีวิตของคนเราไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันตลอดเวลามากขนาดนั้น บางครั้งการที่เราสื่อสารกันตลอดเวลาผ่านทางแชทหรือมือถือ ผมรู้สึกว่าจะทำให้มนุษย์เราใกล้กันเกินไป เป็นการลดพื้นที่ส่วนตัวลง คือผมไม่ได้จะบอกว่ามันไม่ดี แต่เราต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากมันให้เป็น ถ้าใช้ไม่เป็นก็จะกลายเป็นโทษ   วางอนาคตของตัวเองไว้ยังไง? อนาคต ก็ไม่ได้วางอะไรไว้ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตไป สำหรับผมเพียงแค่ทำหน้าที่ของทุกวันนี้ให้ดี แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังคิดว่ามันไม่ดีให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกวันมีเรื่องให้แก้มีปัญหาใหม่ๆ มาทุกวัน ก็ต้องเรียนรู้ในการแก้ปัญหามันไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะเป็นการพัฒนาศักยภาพของตัวเราเอง   --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 110 เกือบตายเพราะถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน

จะเป็นอย่างไรหากคุณตัดสินใจซื้อรถยนต์คันหนึ่งด้วยเล็งเห็นถึงความปลอดภัย แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นถึงได้รู้ว่ารถยนต์ที่คิดว่าปลอดภัย มีถุงลมนิรภัย จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ก็หาเป็นดังที่หวัง อย่างกรณีของ จิรพงษ์ ชูชาติวงศ์ และพรศรี ชูชาติวงศ์ 2 สามีภรรยา ที่เกิดอุบัติเหตุรถที่ขับมาพุ่งชนเข้ากับรถยนต์คันที่สวนมาระหว่างทาง แต่ปรากฏว่าถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน ทางบริษัทให้เหตุผลว่า ชนไม่ถูกจุด ถุงลมจึงไม่ทำงาน เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ฉลาดซื้อจะพาคุณผู้อ่านไปคุยกับคู่ชีวิตที่รอดจากมัจจุราชได้อย่างหวุดหวิด ชนไม่ถูกจุด ถุงลมไม่ทำงาน“ช่างเทคนิค เขาบอกเจ๊ว่าชนครั้งแรกเข็มขัดมันรัดไว้แล้ว ชนซ้ำอีกถุงลมนิรภัยจะออก เจ๊ก็บอกว่าน้องอย่าพูดอย่างนี้ ถ้าชนซ้ำเจ๊ไม่ตายซะก่อนเหรอ” พรศรี บอกเล่าถึงคำพูดของช่างเทคนิคของบริษัทที่อธิบายกับเธอและสามีถึงเหตุที่ถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน เมื่อเธอมาทวงถามว่าเหตุใดหนอถุงลมนิรภัยในรถคันที่เธอซื้อมาไม่โผล่ออกมาช่วยลดแรงปะทะไม่ให้ได้รับบาดเจ็บมากกว่าที่เป็นอยู่นี้เมื่อครั้งเธอและสามีเกิดอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2552 เช้าตรู่ของวันนั้นเธอและสามีเดินทางไปทำธุระต่างจังหวัด โดยใช้เส้นทางถนนดอยสะเก็ด-เชียงราย ผ่านทางโค้งหลายโค้ง แล้วรถยนต์ของเธอและสามี(คนขับ) ขณะกำลังวิ่งขึ้นเขาด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็พุ่งชนกับรถยนต์อีกคันที่วิ่งสวนลงมาเข้าอย่างจัง ส่งผลให้รถยนต์โตโยต้า คัมรี่ สีขาวไข่มุก ที่ซื้อมาราคา 1,528,000 บาท เมื่อปี 2545 ของเธอและสามีถึงกับกันชนส่วนหน้า คานหน้า หน้ากระจัง หม้อน้ำ บังโคลนซ้าย-ขวา และฝากระโปรงรถยนต์ เสียหายอย่างหนัก เธอและสามีเป็นอย่างไรบ้างนะหรือ เดชะบุญที่เธอและสามีคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่งรถ แต่แรงปะทะก็ทำให้เธอบาดเจ็บสาหัสบริเวณหน้าอก กลางหลังและต้นคอ กระดูกสันหลังส่วนอกชิ้นที่ 11 หักและแตกละเอียด สามีเธอก็บาดเจ็บไม่แพ้กันเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณหน้าอกและกลางหลัง กระดูกสันหลังยุบ 1 ข้อ อีกทั้งซี่โครงร้าว ทั้งสองต้องรักษาตัวอยู่นานถึง 6 เดือน จนปัจจุบันถึงแม้จะผ่านไปปีกว่าแล้วแต่อาการเสียวๆ ที่กระดูกของเธอ และความหวาดระแวงที่ขึ้นรถก็ยังมีอยู่ การงานที่เคยทำได้ก็แทบไม่ได้ทำทั้งสวนลำไย งานรับจ้างทำรองเท้าผ้าฝ้ายส่งประเทศญี่ปุ่น ขายผ้าฝ้ายและผ้าชาวเขาที่ทำให้เธอมีรายได้เดือนละ 150,000 บาท ก็มีอันต้องเลิกรา “น้องคนนั้นก็บอกว่าจะให้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง เจ๊ก็บอกว่าเสนอให้ซ่อมรถให้เจ๊ถูกหน่อยหรือซ่อมรถให้เจ๊ฟรีก็ได้ เจ๊จะไม่เอาเรื่องที่ถุงลมไม่ทำงาน แค่นี้ก็พอใจแล้ว เขาก็ไม่ยอม เขาให้รอไปก่อน แล้วเขาจะติดต่อที่กรุงเทพฯให้ทางบริษัทติดต่อเราโดยตรงเลย จากนั้นประมาณ 1 เดือนเจ๊ก็โทรไปตามตลอด เกือบ 2 เดือน ช่างเทคนิคที่ กทม.ก็มาบอกให้เจ๊ไปฟัง” ก่อนจะได้พูดคุยกับตัวแทนจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด “เจ๊ได้ยินช่างเทคนิคเขาบอกกับพนักงานข้างๆ ว่าถุงลมนิรภัยไม่ออกดีแล้ว ถ้าออกค่าซ่อมเป็นแสนนะ คล้ายๆ ให้เจ๊ดีใจว่าถุงลมนิรภัยเจ๊ไม่ออกนี่ประหยัดค่าซ่อม เจ๊ก็เลยเอ๊ะขนาดค่าซ่อมยังเป็นแสน แล้วซื้อใหม่นี่บวกเข้าไปกี่แสนก็ไม่รู้ แต่ถึงเวลาฉุกเฉิน เกือบจะเอาชีวิตแลก ถุงลมนิรภัยมันไม่ออกมาป้องกันเราแล้วเอามาทำไม มันไม่เป็นไปตามที่โฆษณาเลย เจ๊ก็เลยยิ่งรู้สึกว่าช้ำใจ แล้วยิ่งได้คำตอบว่ารถไม่บกพร่องสักอย่าง เพราะมันชนแรงไม่พอ และชนไม่ถูกที่ เจ๊ก็เลยว่าอย่างนี้ไม่ได้ ขนาดแรงสั่นสะเทือน กระดูกข้อที่สิบเอ็ดที่เจ๊เอกซเรย์ออกมานี่มันจะแตกสลาย หมอบอกว่าเจ๊กล้ามเนื้อแข็งแรง กระดูกเลยไม่ยุบลงไป ถ้ายุบลงไป ต้องมาผ่าตัด มาจัดกระดูกใหม่ ถ้าโดนเส้นเอ็นต้องนั่งรถเข็นตลอดชีวิต ถ้าผ่าตัดสำเร็จก็โชคดีไป แต่ยังดีกล้ามเนื้อเจ๊แข็งแรงมันก็เลยประคองไว้ไม่ยุบลงไป เจ๊ก็เลยไม่ยอมที่ช่างเทคนิคพูดอย่างนี้ เขาก็เลยมีเอกสารมาจากกรุงเทพฯ ฝ่ายเทคนิคบอกว่าถ้าไม่พอใจให้โทร.ไปทางโน้น เขาว่าชนแรงไม่พอ ชนไม่ตรงจุด ก็เหมือนเดิมนั่นล่ะ เจ๊ก็เลยโทร.ไปคุยกับกับบริษัทฯ ที่กรุงเทพ ทางบริษัทบอกว่าไม่สามารถช่วยเหลือตรงนี้ได้ ไม่เกี่ยวกับบริษัท เจ๊บอกว่าทำไมไม่เกี่ยว เจ๊ก็ว่าถ้าเธอไม่รับผิดชอบนะเจ๊จะฟ้อง เขาก็บอกว่าเชิญตามสบาย” นั่นคือคำตอบที่เธอและสามีได้จากบริษัท ซื้อรถใหม่ เพราะอยากได้ถุงลมนิรภัย“ตอนเจ๊ตัดสินใจซื้อรถคันนี้ เพราะรถคันเก่าเจ๊มันไม่มีถุงลมนิรภัยไง เขาก็แนะนำว่ารถนี้รุ่นพิเศษมีถุงลมนิรภัย 4 ใบ ปกป้องชีวิตได้ แต่ถ้าซื้อแล้วนะ ข้างในห้ามไปติดสติกเกอร์ ห้ามไปตกแต่ง ถ้าตกแต่งแล้วมันไม่ออกจะเข้าบริษัทไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำอะไร เวลาเกิดเรื่องแล้วมันจะออกมาอัตโนมัติ ป้องกันชีวิตเราเนอะ ถ่ายรูปไว้ด้วยนะวันที่เราไปรับรถคันนี้มา ไม่ใช่ว่าร่ำรวยอะไรมากมายและซื้อรถใหม่ๆ มาโชว์ แต่ว่าเพื่อปกป้องชีวิต เพราะเราเดินทางบ่อย ซื้อด้วยเงินสดเลยนะ แล้วเวลาเกิดเรื่องขึ้นมา ชนปุ๊บมันไม่ออกเลย ชนแรงจนหัวยุบไปหมดเลยที่เห็น ค่าซ่อมที่เขาประเมินตั้งเจ็ดแสนกว่าบาท” เธอว่าพลางนำภาพเมื่อครั้งได้รถมาใหม่ๆ ให้ทีมงานฉลาดซื้อดู ไล่เรียงมาตั้งแต่ใหม่เอี่ยม จนถึงสภาพรถบุบบู้บี้ไม่เหลือสภาพรถรุ่นพิเศษให้เห็นแม้แต่น้อย “หลังจากเรายื่นคำขาดกับบริษัทไปว่าเราจะฟ้องเขาก็ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับนะ ไปหาทนาย ไปหาทุกที่เลย ทนายเชียงใหม่ก็ไม่มีใครกล้าต่อสู้กับบริษัทเลย แต่เขาก็แนะนำให้ไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ที่กรุงเทพ เจ๊ก็เลยให้ลูกชายช่วยติดต่อให้ ระหว่างนั้นก็มีคนบอกว่าอย่าไปสู้เลย ดีไม่ดีถูกฟ้องกลับเพราะทำชื่อเสียงบริษัทเขาเสียหาย ตอนแรกเจ๊ก็รู้สึกกังวลอยู่ครึ่งนึง แต่พอเจ๊ติดต่อกับคุณอิฐบูรณ์ว่าช่วยดูรูปถ่ายและเอกสารต่างๆ ว่าพอจะฟ้องเขาได้ไหม ถ้ามั่นใจก็ฟ้อง แต่ถ้าไม่มั่นใจเจ๊ก็ยอมทิ้งแล้ว เพราะส่วนตัวเจ๊ก็ล้าแล้วเหมือนกัน เพราะสู้กับเขามาเกือบครึ่งปีกว่าแล้ว” มูลนิธิที่พรศรี พูดถึงคือศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หลังจากอิฐบูรณ์ อ้นวงศา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค ดูเอกสารต่างๆ แล้ว จึงส่งเรื่องต่อให้ ศูนย์ทนายความอาสาเพื่อผู้บริโภค ยื่นฟ้องแพ่งบริษัทโตโยต้าเชียงใหม่ จำกัด ในข้อหา ละเมิด เรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน 5,620,208 บาท ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล แต่บริษัทบ้านเรานี่ไม่ต้องบอกเรื่องเปลี่ยนรถคันใหม่อะไรหรอก แค่ยกกระเช้ามาเยี่ยม มาถามทุกข์สุขว่าเจ็บยังไงบ้าง ยังไม่มีเลย เจ๊ดูข่าวมากก็เลยรู้สึกว่า ที่อื่นเขาได้ดูแล ทำไมเราเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ยอม ยิ่งมีรู้ว่ามีการคุ้มครองผู้บริโภค เราต้องใช้สิทธิ ถ้าไม่ฟ้อง จะให้ทำอย่างไร“ทุกวันนี้รู้สึกว่าถ้าทางบริษัทถ้าเขาเห็นใจเราสักนิด ทางเราก็ไม่ฟ้อง ขอแค่เขามาถามทุกข์สุขนิดนึง ก็พอใจ เจ๊ไม่ใช่งกเงินตรงนี้ ถ้าเขามีน้ำใจนิดนึง ให้ผู้มีอำนาจมาเยี่ยมหน่อย มาพูดดีๆหน่อย อย่าใจดำเกินไป รถคันนี้ราคาประเมินค่าซ่อมเจ็ดแสนกว่าบาท แล้วยังจะขอค่าจอดรถเจ๊ด้วย ตอนเอารถไปจอด พอเจ๊ไม่ซ่อมรถกับเขา เจ๊จะเอาออกรถไปขายไงเพราะซ่อมไปก็ไม่คุ้ม เจ๊เลยไม่จ่ายค่าจอดเขาก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเขาเรียกเก็บค่าประเมินรถเจ็ดพันบาท เฮีย(สามี) ก็เลยจ่ายไปหกพันกว่า คือของเราเสีย ไม่ช่วยเหลือเราไม่ว่า เราไม่ซ่อมยังขอค่าจอดอีก ใบเสร็จตรงนี้ก็ยังเก็บไว้ เจ๊รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม มันเยอะเกินไป แล้วเจ๊ก็ขายรถคันนี้เป็นเศษเหล็กไปแล้ว คิดแล้วเจ็บใจตอนที่เจ๊ไปซื้อนะขับรถมาเสนอขายถึงที่บ้านเลย เอาใจสารพัดเลย พอซื้อมาบริการก็เปลี่ยนแปลงแล้ว” คนทั้งประเทศไม่มีใครรู้ อยากให้คนอื่นรู้ “มีคนบอกว่าเจ๊มีทางก็ต่อสู้ ก็สู้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คนทั้งประเทศ ไม่มีใครรู้เลยว่าถุงลมนิรภัยต้องออกตามโฆษณา ในความหมายของเขามันแค่ไหน ชนแบบนี้ออก แต่หากชนตรงนี้ไม่ออก ในคู่มือบอกว่าวิ่ง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปชนอย่างไรถุงลมนิรภัยก็จะออกมา อะไรมันก็จะมีลูกศรชี้ไว้ว่า หน้าไฟสองอัน กลางๆ ชนตรงไหนก็ออก แต่พอเกิดเรื่องขึ้นมา ชนจนหัวยุบหมดแล้วมาบอกอย่างนี้อย่างโน้นแล้ว ใครไม่เจอกับตัวจะไม่รู้เลยว่า ความยุติธรรมมันเป็นยังไง แถวภาคเหนือเราอาจจะคิดว่าใครใหญ่ใครอยู่ บริษัทมันใหญ่ เราเป็นคนตัวเล็กๆ ต่อสู้เขาไม่ได้หรอก ก็เลยไม่กล้าไปต่อสู้กัน ช่างรถยนต์ก็พูดว่าอย่าไปสู้เลย สู้กับเขาไม่ไหวหรอก แต่เจ๊ก็จะสู้แรกๆ ก็กลัวเขาฟ้องกลับติดคุกนะ แต่พอเรารู้ว่าฟ้องแพ่งไม่ติดคุกเราก็ไม่กลัวละ เราต้องลุกขึ้นมาสู้ เจ๊ดูรายการทีวีต่างประเทศชอบดูเรื่องกฎหมายของเมืองนอก อย่างไต้หวัน พอดีเจ๊เห็นของเมืองนอก มีถุงลมนิรภัยไม่ออกแหละ ฝรั่งเขาเรียกสิบล้านเลย สุดท้ายบริษัทเขาชดใช้ไปเจ็ดหรือแปดล้าน แล้วก็ยังมีเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า BMW คันหนึ่ง เมียเขาขับไปแล้วถุงลมนิรภัยไม่ออกแล้วคอหักเลย พอไปบอกบริษัทแต่ยังไม่ได้ฟ้องนะ แค่ไปบอก บริษัทก็เสียค่ารักษาพยาบาลให้แล้วก็เปลี่ยนรถคันใหม่ให้ทันทีเลย แต่บริษัทบ้านเรานี่ไม่ต้องบอกเรื่องเปลี่ยนรถคันใหม่อะไรหรอก แค่ยกกระเช้ามาเยี่ยม มาถามทุกข์สุขว่าเจ็บยังไงบ้าง ยังไม่มีเลย เจ๊ดูข่าวมากก็เลยรู้สึกว่า ที่อื่นเขาได้ดูแล ทำไมเราเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ยอม ยิ่งมีรู้ว่ามีการคุ้มครองผู้บริโภค เราต้องใช้สิทธิ จริงๆ แล้วคนไทยเราเป็นคนที่ใจอ่อน นิสัยดีกว่าต่างประเทศมากเลย ขอให้เขายอมมีน้ำใจ การชดใช้ตรงนี้มันไม่ใช่ปัญหา เราคุยกันได้ ถ้าจะให้เหมือนบริษัทเมืองนอกนี่ กฎหมายเมืองไทยก็ยังไปไม่ถึงขนาดนั้น เมืองนอกเขาจะเอาเท่าไหร่เขาจะเรียกเยอะๆ เลย รถคันนี้ราคาเท่าไหร่ ไม่เกี่ยวเขาจะดูว่าชีวิตเขามีค่าแค่ไหนมาเปรียบเทียบเอา แต่เมืองไทยเราจะดูว่ารถคันนี้ราคาแค่นี้เอง แล้วจะเรียกร้องได้แค่นั้น เขาจะคิดอย่างนั้น ถ้าต่างประเทศเขาจะไม่คิดแบบนี้ เขาจะคิดว่าชีวิตคนมีค่ามหาศาลเท่าไหร่ก็ประเมินค่าไม่ได้ เรื่องกฎหมายบ้านเรากับต่างประเทศอาจจะเทียบกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ ในบ้านเรา เราก็ยังมีสิทธิในการเรียกร้อง เราต้องใช้สิทธิเมื่อเกิดความเสียหาย ให้บริษัทยอมรับผิดชอบบ้าง ปกติเขาจะไม่รับผิดชอบทิ้งไปอย่างนี้ตลอด ที่เจ๊ต่อสู้มาทุกวันนี้นะ ไปศาล ทำอะไรทุกครั้ง เจ๊รู้สึกว่าเจ๊ก็เสียรายได้เยอะเหมือนกันจะไปไหนก็ไปไม่ได้ ต้องรอขึ้นศาล เสียเวลา เจ๊ไม่ได้ว่าไม่มีทางหากินแล้วจะมาตื้อเอาเงินกับบริษัทนะ เจ๊ก็ทำมาหากิน แต่ที่เจ๊ทำเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมเท่านั้นเอง” ทุกวันนี้ พรศรี ชูชาติวงศ์ และสามี เหลือเพียงกิจการเล็กๆ ขายเสื้อผ้าและกระเป๋าอยู่ที่ ตลาดสันป่าข่อย จังหวัดเชียงใหม่ กิจการอื่นๆ ที่เคยทำต้องงดไปโดยปริยายด้วยข้อจำกัดทางร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 109 หมอนิล หมอติดดินของชาวเกาะยาว

“ป่ะ เดี๋ยวไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน” หมอนิลเอ่ยชวนทีมฉลาดซื้อ หมอนิลว่าพลางสตาร์ทรถมอร์เตอร์ไซค์ ขับพาทีมฉลาดซื้อเข้าหมู่บ้าน ไปหยุดที่บ้านหลังหนึ่งในสวนยาง  ซึ่งเป็นบ้านที่เชิญหมอให้มากินข้าวกลางวันที่บ้าน ครั้นพอมาถึงหมอก็เข้าครัว  ยกสำรับอาหาร พลางเรียกม๊ะกับป๊ะให้มาทานข้าวด้วยกัน รวมกับเป็นลูกหลานของคนบ้านนี้ “หมอนิลเหรอ โอ้ยเหมือนลูกเหมือนหลานของคนที่นี่ละ” บังโกบบอกกับทีมฉลาดซื้อ ฉลาดซื้อจะพาคุณมารู้จัก นพ.มารุต เหล็กเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ สาขาสถานีอนามัยพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา หมอติดดินของชาวบ้านเกาะยาวกันค่ะ เป็นหมออย่างหมอนิล“อยากทำงานที่นี่ตั้งแต่ได้เดินทางมาเที่ยวในช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ ได้สัมผัสชีวิตชาวบ้านที่ไม่มีหมอดูแล เมื่อเรียนจบก็เลยอยากจะมาดูแลชาวบ้านที่เกาะนี้” นั่นเป็นความตั้งใจของหมอนิล เมื่อตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร หมอนิลเป็นคนปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยความที่เป็นคนใต้ ภาษาจึงไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อสาร แต่จะมีบ้างเพราะชาวบ้านที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม ก็จะมีบ้างบางคราวที่ไม่เข้าใจกันในช่วงแรกๆ  แต่ถึงที่สุดชาวบ้านก็เห็นความจริงใจของหมอนิล จนเอ็นดูเหมือนลูกหลานในที่สุด ก่อนที่จะมาเรียนหมอนั้นหมอนิลอ่านหนังสือของหมอ ประเวศ วะสี ซึ่งพูดถึงปัญหาในระบบสาธารณสุขว่าเป็นสาธารณสุขหรือสาธารณทุกข์ และนั่นเองเป็นตัวจุดประกายให้หมอนิลเห็นว่าในวงการแพทย์มีเรื่องต้องแก้อีกเยอะและท้าทายทำให้เขาตัดสินใจเรียนหมอในที่สุด หมอนิลบอกว่าทำงานอยู่ที่นี่ไม่กลัวถูกฟ้อง เมื่อเราลองถามว่า เป็นหมอกลัวถูกฟ้องไหมหมอบอกว่า เขามีความสัมพันธ์กับคนไข้ดี แล้วคนไข้ก็ไม่มากราวๆ 60-70 คน ต่อวัน มีเวลาจะคุยหรืออธิบายเรื่องต่างๆ ได้พอสมควร หมอมองว่า ปัญหาการฟ้องร้องมันเกิดจากที่ว่าไม่ใช่เพราะหมอรักษาพลาดอย่างเดียว แต่มันเกิดจากการสื่อสารที่ไม่ดี ไม่อธิบาย “บางโรงพยาบาลที่ใหญ่ๆ คนเยอะๆ ก็เจอหมอแค่แป๊บเดียว มีข้อสงสัยอะไรก็ไม่ได้ถามให้หายสงสัย พอผิดพลาดขึ้นมามันก็มีเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าเรามีการคุยกันบ่อยๆ หรือแม้กระทั่งมันผิดพลาดไปแล้ว ถ้ามีการคุยกัน อธิบายว่าเป็นยังไง บางทีเขาก็ไม่เอาเรื่อง ถ้าเขาเข้าใจในระบบ แต่มันเกิดจากการที่ไม่คุยกัน ไม่สื่อสารกัน หรือว่ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกันมาก่อน ซึ่งผมว่ามันน้อยมากที่ปัญหาการฟ้องร้องจะเกิดจากข้อผิดพลาดทางการแพทย์จริงๆ  ไม่มีหมอคนไหนอยากให้เกิดความผิดพลาด คือถ้าเขารู้ว่ามันจะเกิดเขาก็ไม่ทำแน่นอน คือมันมีโรคบางโรค บางอย่างที่เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดมันมี”  หมอนิลกล่าว หมอนิลมองกลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ ว่ามันเป็นสิทธิของมนุษย์ขั้นพื้นฐาน แล้วการเรียกร้องค่าเสียหายก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เขาจะได้รับ “มันก็ทำให้เกิด มาตรา 41 ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ให้มีการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งมาตรานี้ก็โอเค มันก็เป็นสิทธิที่เขาควรทำได้ มันก็เป็นพื้นฐานของสิทธิทั่วไปเลย เช