ฉบับที่ 184 ยาแผนโบราณ ควรทานแบบมีสติ

เรามักจะพบข่าวคราวการเจือปนสารอันตรายในยาแผนโบราณเสมอๆ เจ้าสารเจือปนยอดนิยมในยาแผนโบราณที่ทางสาธารณสุขมักตรวจพบคือ สารสเตียรอยด์  ซึ่งมีการลักลอบเจือปนทั้งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน  การติดตามตรวจสอบเพื่อหาต้นตอก็ยากเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มันจะขายต่อกันมาเป็นทอดๆ  (ในส่วนของยาที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายนั้น เมื่อไปติดตามตรวจสอบในสถานที่ผลิตก็ไม่พบว่ามียาที่ปลอมปน ผู้ผลิตมักให้การว่ามีคนมาปลอมยาของตนไปจำหน่าย)ในระยะหลังๆ ที่เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็พลิ้วไหว แปลงกายใหม่ จากที่เคยปลอมปนในยาแผนโบราณ  ก็แอบไปปลอมปนในเครื่องดื่มกลุ่มพืชสมุนไพรแทน  โดยผลิตภัณฑ์พวกนี้มักจะตั้งชื่อยี่ห้อให้คล้ายกับชื่อยี่ห้อเดิมของยาแผนโบราณที่เคยแพร่ระบาดขายดิบขายดี เครื่องมือในการติดตามเพื่อดำเนินการกับผลิตภัณฑ์พวกนี้คือ ชุดทดสอบเบื้องต้นสำหรับใช้ตรวจหาสารสเตียรอยด์ที่ปลอมปน แต่ผู้ผลิตเหล่านี้จะเรียนรู้เร็วกว่าปกติ เมื่อรู้ว่าเจ้าหน้าที่ใช้ชุดทดสอบสารสเตียรอยด์ตรวจ  ก็หันไปใช้สารตัวอื่นมาผสมแทน  เพราะเวลาตรวจจะได้ไม่เจอ ล่าสุดน้องเภสัชกรที่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้พบพิรุธในยาน้ำสมุนไพรยี่ห้อหนึ่งที่ขึ้นทะเบียนเป็นแผนโบราณสามัญประจำบ้าน(สถานที่ผลิตระบุจังหวัดนครราชสีมา)  คุณแม่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซื้อมาจากคนแถวบ้าน (ที่อยู่ในจังหวัดแพร่ ราคาขวดละ 2700 บาทขายต่อๆ กันมา) เมื่อรับประทานแล้วก็ติดอกติดใจ อาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย นอนหลับดีขึ้น  น้องเภสัชกรลองตรวจด้วยชุดทดสอบสเตียรอยด์ ก็ไม่พบสารสเตียรอยด์แต่อย่างใด  ด้วยความสงสัยว่าทำไมมันได้ผลทันอกทันใจขนาดนั้น เลยส่งผลิตภัณฑ์ตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก พบว่ามีการเอายาแก้ปวด“แอสไพริน”มาผสม หากคาดทำนายต่อไป ผู้ผลิตที่ไม่หวังดีเห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อผู้บริโภค ก็คงนำเอาสารอื่นๆ มาเจือปนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับได้  สุดท้ายก็จะทำร้ายทั้งผู้ป่วยและทำลายชื่อเสียงของยาแผนโบราณดีๆ ที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราจนหมด  ผมมีคำแนะนำสำหรับผู้บริโภคที่จะเลือกใช้ยาแผนโบราณ ขอให้มีสติ พิจารณาให้ครบดังนี้1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีทะเบียน มีชื่อที่อยู่ผู้ผลิตชัดเจน และวางขายเป็นหลักแหล่งแน่นอน(เพราะหากพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง จะได้ติดตามต้นตอเพื่อมาดำเนินคดีได้)2. เมื่อรับประทานแล้วได้ผลรวดเร็วทันใจแบบยาเทวดา ให้สงสัยได้เลยว่า น่าจะมีส่วนผสมของสารเคมีหรือยาแผนปัจจุบันเจือปน เพราะยาแผนโบราณเป็นภูมิปัญญา ผลการรักษามันจะนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไปอย่างสมดุล3. หากรับประทานแล้วได้ผลทันอกทันใจแบบข้อ 2 ให้นำยาไปให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบ พร้อมทั้งให้รายละเอียดต่างๆ ด้วย เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามต้นตอแหล่งที่มาให้เจอ(จะได้ช่วยกันคนอื่นๆให้ปลอดภัยด้วย)ท้ายที่สุดนี้ ขอเชิญชวนหมอพื้นบ้าน หมอแผนโบราณและแพทย์แผนไทย มาช่วยกันกวาดล้าง ผลิตภัณฑ์ที่ทำลายภาพลักษณ์ดีๆ ของยาไทยออกจากสังคมด้วยกันนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 183 จับพิรุธ ผลิตภัณฑ์สาหร่ายบำรุงไต

“ยายเป็นโรคเบาหวานมาประมาณ 10 ปี ก่อนหน้านี้ทำแต่งานจนไม่มีเวลาไปรักษา จนเกิดอาการน็อค และมีโรคต่างๆ รุมเร้า เช่น ความดัน ไทรอยด์ และโรคไต และป่วยมาเรื่อยๆ จนเดินไม่ไหว ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็น น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ จาก 60 กว่า เหลือ 48 สุดท้ายเดินไม่ไหว ไม่มีแรง เพราะทานข้าวไม่ลง ต้องกินยาไม่ต่ำกว่าวันละ 30 เม็ด ล่าสุดเบาหวานขึ้น 600 ทำใจแล้วว่าไม่รอดแน่แล้ว เพราะหมอบอกว่าจะเสียชีวิตภายใน 1 เดือน กินยามานาน จนโรคไตเริ่มเป็นหนักขึ้น หมอบอกว่าจำเป็นจะต้องล้างไต เมื่อมีคนนำผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ มาให้ทานก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะหาย เพราะได้ทานยาจากโรงพยาบาลมาเยอะแล้วแต่ก็ไม่หาย  แต่พอได้ลองทานแล้ว ปรากฎว่าตอนนี้เบาหวานลดเหลือ 118 สามารถทานอาหารได้เยอะขึ้น เดินไปไหนมาไหนได้ปกติแล้ว โรคไตก็ปกติแล้ว”ข้อความนี้ในเว็บไซต์หนึ่ง คงกระตุ้นให้ผู้ป่วยอีกหลายคนที่ป่วยเป็นโรคแบบนี้หันมาสนใจ  ยิ่งมีภาพและ เสียงของคุณยายประกอบข้อความ  ผู้ป่วยหลายคนคงหลงเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์สาหร่ายที่คุณยายพูดถึงเป็นสวรรค์ของผู้ป่วยโรคไต  ยิ่งข้อความที่ระบุเพิ่มเติมไปอีกว่า สกัดมาจากสาหร่ายฟูคอยแดน (Fucoidan) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย Encoded Polysaccacharides และ Acidic Sulfate Groups ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ 1) มีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด 2) กระตุ้นโปรตีน และ เอนไซม์ปกติ ให้เป็นภูมิต้านทาน 3) ติดสัญญาณให้เซลที่เสื่อม และอาจกลายพันธุ์ให้เซลเม็ดเลือดขาว และเซลพิฆาตของร่างกายไปทำลายได้ถูกต้อง 4). มีรายงานพบว่าสามารถกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิด(Stem Cell) ให้ออกมาจากไขกระดูกได้ นอกจากนี้ในเว็ปไซต์ ยังมีคลิปสัมภาษณ์บุคลากรทางการแพทย์ อธิบายถึงประโยชน์ของสารต่างๆมากกมาย รวมทั้งยังอ้างถึง นักวิชาการจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีกด้วย ถึงตรงนี้แล้ว ผมขอเชิญชวน ผู้บริโภคที่รู้ทัน ลองมาจับพิรุธผลิตภัณฑ์นี้  ว่าจะพบพิรุธเหมือนผมหรือไม่1.    ผลิตภัณฑ์นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หมายความว่า “มันไม่ใช่ยา ไม่มีฤทธิ์ในการรักษา ป้องกันโรค”2.    แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์มาอธิบายถึงประโยชน์ของสารอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่า สารอาหารที่มีในผลิตภัณฑ์นี้จะมีผลในการรักษาได้จริง เพราะถ้ารักษาได้จริง ผลิตภัณฑ์นี้จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นยา3.    เทคนิคสื่อสารให้เข้าใจไปเอง โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่อธิบาย “จะไม่พูดถึงชื่อผลิตภัณฑ์” เพราะถ้าพูดออกมาจะเป็นหลักฐานว่า “ตนเองจะกระทำผิดกฎหมายทันที”4.    แม้โฆษณาก็ยังแอบปกป้องตนเองไม่ให้ผิดกฎหมาย โดยใช้ข้อความ  “ผลลัพธ์ในภาพและวีดิโอเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล… ผลลัพธ์การช่วยเรื่องสุขภาพของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน" และยังทำตัวสีเทาจางๆ  ซึ่งถ้าใครไม่สังเกตก็จะมองข้ามไปไม่ทันเห็นคงไม่ต้องอธิบายมากมากกว่าผลิตภัณฑ์นี้มันได้ผลจริงหรือไม่ แค่ข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ผู้บริโภคที่รู้ทันก็จะตัดสินใจได้ทันทีเลยว่ามันได้ผลจริงหรือไม่ ยังไงก็ช่วยกันเตือนกันด้วยนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 182 จิบชาเมืองกรุงสะดุ้งถึงอิสาน

“บางครั้งการตัญญู โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เกือบสังหารแม่ตนเอง” ผมได้รับเรื่องราวจาก ภญ.สุภาวดี เปล่งชัย รพ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าให้ฟังว่า คุณยายท่านหนึ่งอายุประมาณ 62 ปี ซึ่งเดิมแม้จะป่วยเป็นเบาหวาน แต่แกรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติได้  แต่คราวนี้ แกมารับยาที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของแกสูงขึ้นมาถึงตัวเลข 181 (mg %)  ภญ.สุภาวดี จึงได้ถามคุณยายว่าแกไปรับประทานอะไรมาหรือเปล่า ทำไมคุณยายที่เป็นผู้ป่วยดีเด่นในแง่การปฏิบัติตัวจึงเสียแชมป์กะทันหันแบบนี้  สุดท้ายได้ความว่า นอกจากยาเดิมที่แกรับประทานแล้ว ลูกชายที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ยังหวังดี ส่งของดีมาให้แกรับประทานอีก เป็นชาจีนแก้ปวดขา แกเล่าว่า ชานี้น่าจะดี พอรับประทานไปแล้ว อาการปวดเมื่อยขาหายเป็นปลิดทิ้ง กินข้าวได้มาก นอนหลับสบาย ภญ.สุภาวดีเห็นท่าไม่ดี เพราะอาการที่แกเล่ามามันเหมือนอาการของการรับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งจะมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงรีบประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองฟ้า ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลถึง 25 กิโลเมตร ให้ช่วยไปตรวจสอบ ชาวิเศษ ที่บ้านของคุณยาย ผลการตรวจสอบ พบว่า ชาจีนนี้บรรจุในซองพลาสติกขนาดเล็ก โดยบรรจุรวมในกระป๋องโลหะ ฉลากข้อความที่ซอง และกระปุกมีแต่ตัวอักษรภาษาจีนเกือบทั้งหมด  (ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า ชาดอกโบตั๋น 6 รส)  มีระบุเป็นภาษาอังกฤษอยู่ว่า  Bailin Pharmaceuticals   คุณยายให้ข้อมูลว่า ลูกชายไปซื้อมาจากแถวเยาวราช ในราคา กระปุกละ 700 บาท มีชาจีนบรรจุอยู่ในกระป๋อง จำนวน 30 ซอง  เมื่อเจ้าหน้าที่ ใช้ชุดทดสอบสเตียรอยด์เบื้องต้น ทดสอบชาจีน พบว่าให้ผลบวก (หมายถึงมีส่วนผสมของสารสเตอรอยด์) จึงแนะนำให้คุณยายหยุดรับประทาน แล้วส่งชาจีนมาให้ ภญ.สุภาวดี เพื่อส่งไปตรวจยืนยันในห้องแล็บของ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง   ผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ว่า อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูลฉลากถูกต้อง เพราะ สารสเตียรอยด์ มันแทรกซึมไปหลายผลิตภัณฑ์มาก จนบางทีเราอาจหลงเป็นเหยื่อทำร้ายคนที่เรารักด้วยมือเราเองโดยไม่รู้ตัว  ใครจะคิดว่าในชาจีนหอมชื่นใจ จะใส่สเตียรอยด์ทำร้ายร่างกายได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 181 ซื้อ ขาย ครีมออนไลน์..อย่าปล่อยให้วัวหายแล้วค่อยมาล้อมคอก

ธุรกิจซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น  สินค้าอันดับต้นๆ ที่ขายดิบขายดีจนผู้ขายหลายรายร่ำรวยไปตามๆ กันคือ เครื่องสำอาง จนเป็นที่ติดปากในกลุ่มวัยรุ่นว่า เน็ตไอดอลขายครีม ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ขายครีมทางเน็ตกลุ่มหนึ่ง ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ๆ  ว่า ปัจจุบันนี้จะมีผู้ผลิตครีมบางรายที่ได้รับอนุญาตจดแจ้งเครื่องสำอางแล้ว  ผู้ผลิตเหล่านี้จะมีสูตรเครื่องสำอางให้เลือกมากมายทั้งสูตรของตนเอง หรือสูตรเดียวกับครีมยี่ห้อดังๆ ในท้องตลาด  และจะเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจขายครีมทางเน็ตมาเลือกครีมสูตรต่างๆ ของตนไปจำหน่ายในนามผลิตภัณฑ์ของตนเอง  โดยจะเดินเรื่องขออนุญาตจดแจ้งเครื่องสำอางให้  รวมทั้งจะออกแบบภาชนะบรรจุและฉลากให้อย่างสวยงาม  โดยจะใช้ชื่อบริษัทของตนเป็นผู้ผลิตให้ และระบุชื่อผู้สนใจเป็นผู้จัดจำหน่าย  ซึ่งผู้ที่จัดจำหน่ายไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่เสียค่าสูตรประมาณพันกว่าบาท และค่าสินค้าที่จะสั่งผลิต  เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว  ผู้จัดจำหน่ายก็จะมีสินค้าของตนเองไปโฆษณขายได้ใน เฟซบุ๊ค ไลน์ หรืออินสตราแกรม สบายๆ  ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นครีมเหล่านี้  มีขายมากมายหลายยี่ห้อทางเน็ต  ซึ่งยากที่จะระบุได้ว่าครีมยี่ห้อไหนปลอดภัยหรือไม่คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะตัดสินใจซื้อครีมทางเน็ต1. อย่าซื้อเพราะภาชนะบรรจุหรือฉลากที่สวยงาม เพราะสิ่งที่จะเสี่ยงต่อผิวกายเราคือตัวผลิตภัณฑ์ในภาชนะ2. เครื่องสำอางคือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ ฯลฯ กับส่วนภายนอกของร่างกายคน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด   ความสวยงาม หรือระงับกลิ่นกาย หรือปกป้องดูแลส่วนต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี เครื่องสำอางจะไม่สามารถรักษาโรค หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆ ของร่างกายได้3. อย่าเชื่อโฆษณาจากภาพนายแบบ นางแบบที่สวยงามดูดี  เพราะสิ่งเหล่านี้ สามารถใช้เทคนิคต่างๆ ทำให้สวยงามเกินจริงได้  เราควรใส่ใจใน “เนื้อหาของโฆษณาเครื่องสำอาง” หากโอ้อวดสรรพคุณจนดูเหมือนเป็นยารักษาโรค หรือโอ้อวดเกินจริง เห็นผลทันใจ  ให้ตั้งสติไว้ก่อนว่า แนวโน้มอาจหลอกลวง4. พยายามตรวจสอบข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์หน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ (http://tumdee.org/alert/)  ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  หากพบผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตเดียวกับที่เราจะซื้อมาใช้  แม้คนละยี่ห้อ ก็ควรระวังไว้ก่อน คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะขายครีมทางเน็ต1. อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจจ้างผลิต เพียงเห็นแค่สูตรตำรับและคำโฆษณาของผู้ผลิต ควรไปดูสถานที่ให้เห็นกับตา2. หากผู้ผลิตนำสูตรตำรับต่างๆ มาเสนอชักชวน  ให้ระวังสูตรตำรับที่โฆษณาเกินจริง หรือสูตรที่โฆษณาสรรพคุณไปทางยา เพราะอาจมีสารที่ห้ามใช้ผสมอยู่3. พยายามตรวจสอบข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บหน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ (http://tumdee.org/alert/) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  หากพบผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตเดียวกับที่เราจะใช้ แม้คนละยี่ห้อ ก็ควรระวังไว้ก่อน4. ควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ผลิตด้วย เช่น ชื่อ บัตรประชาชน  และเมื่อจ้างผลิตแล้ว ควรทำสัญญาให้รัดกุม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 180 เทรนด์ใหม่มาแรง..แย่งอาหารจิ้งหรีด

จำได้ว่าสมัยเด็กๆ  ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกว่า ถ้าอยากเสียงดี ต้องไปกินน้ำค้างที่ยอดหญ้าเหมือนจิ้งหรีด ตอนนั้นยังขำๆ กับคำพูดนี้  จนปัจจุบัน ได้มาทำงานคุ้มครองผู้บริโภค  มิคาดว่าเรื่องเล่าขานตำนานน้ำค้าง มันจะกลายมาเป็นจริง เพราะเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์จำหน่าย โดยแจ้งว่าเป็น น้ำค้างเพื่อสุขภาพ นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ผลิตภัณฑ์ที่ผมกำลังพูดถึง มีการประกาศขาย โดยให้สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต ระบุว่าเป็น  “น้ำค้างบริสุทธิ์แท้” ที่รวบรวมน้ำค้างจากธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้จับน้ำค้างโดยเฉพาะ  ทำให้ได้น้ำค้างที่มีความบริสุทธิ์และมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับน้ำค้างที่เกาะบนใบหญ้า 100%  จึงอุดมไปด้วยออกซิเจนจากธรรมชาติ และมีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ  เสมือนน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในธรรมชาติ ไหนๆ ก็พร่ำพรรณนากระบวนการผลิตมาขนาดนี้แล้ว เรื่องสรรพคุณคงไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนแล้ว เพราะเล่นบรรยายจะเคลิบเคลิ้มไปเลย.. ขายเด่นๆ ที่อ้าง คือการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับอวัยวะต่างๆ และเกิดผลได้อย่างมหัศจรรย์ เช่น  เพิ่มให้กับสมอง(ทำให้สมองปลอดโปร่ง คลายเครียด ความจำดี และมีสมาธิมากขึ้น บรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน และลดภาวะสมองขาดออกซิเจน) เพิ่มให้กับตับ (ทำให้ตับสามารถกำจัดสารพิษต่างๆ ในร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันอันตรายต่อเซลล์ตับจากสารพิษต่างๆ จากอาหารเครื่องดื่มและยาที่ปนเปื้อนสารพิษ ชำระล้างของเสียที่สั่งสมมานานออกไปจากร่างกาย) เพิ่มให้กับผิวหนังและเนื้อเยื่อ(ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นสดใส เพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็ว) เพิ่มปริมาณออกซิเจนธรรมชาติให้กับเลือด(ทำให้เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดมีจำนวนมากขึ้น ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายจากภาวะขาดเลือด รักษาระดับความดันเลือดให้ปกติ) เพิ่มให้กับข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ(ทำให้ข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยเจือจางระดับของกรดยูริก บรรเทาอาการปวดเมื่อย และอาการข้อเสื่อม) เพิ่มให้กับปอด (ป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด และภูมิแพ้) ส่วนเรื่องราคาจะขายถูกเหมือนน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วไปก็จะกระไรอยู่ น้ำค้างบริสุทธิ์นี้ ขวด 300 มิลลิลิตร ราคาขายประมาณ 120 – 144 บาท หวังว่าผู้บริโภคที่ฉลาดคงจะตัดสินใจได้นะครับว่า ผลิตภัณฑ์นี้มันมีสรรพคุณมหัศจรรย์พันลึกได้อย่างที่ว่าหรือเปล่า ยังไงก็ฝากเตือนๆ เพื่อนฝูงด้วยนะครับ “ การดื่มน้ำสะอาดเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าน้ำสะอาด แต่ดันโอ้อวดเกินจริง ถึงไม่ตาย ก็อาจเสียเงินเกินเหตุได้นะครับ”

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 179 ชวนร้านชำมาช่วยชาติ แก้ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา

ข้อมูลจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ระบุว่าในแต่ละปีจะมีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน และในผู้ป่วยจำนวนนี้จะเสียชีวิตถึง 38,000 คน  ข้อมูลจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ยังพบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยามีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไม่ดื้อยา 10 - 20 เท่าเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ  หากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่างๆ แก่คนทั้งโลก เพราะจะทำให้โรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เคยรักษาได้ผลกลายเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ หรืออาจทำให้ผู้ป่วยอื่นๆ มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อแบคทีเรีย  สุดท้ายผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะเสียชีวิตจากการติดเชื้อ หากไม่มียาต้านแบคทีเรียที่ใช้ได้ผลในการรักษาจากการสำรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำหน่ายในร้านชำในหลายๆ จังหวัด พบว่า ร้านชำหลายแห่งมีการนำยาอันตรายหลายชนิดมาจำหน่าย และหนึ่งในยายอดนิยมที่สำรวจพบก็คือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง  ซึ่งหากพวกเราไม่ช่วยกันดูแล ปล่อยให้มีการจำหน่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้  ก็เท่ากับเรามีส่วนส่งเสริมให้สถานการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ขยายลุกลามขึ้นในพื้นที่ของเราเอง สุดท้ายคนที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ ก็คือ ตัวเรา ลูกหลานหรือพ่อแม่พี่น้องของเรานั่นเอง ส่วนใหญ่เจ้าของร้านชำ มักไม่ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มาซื้อยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจากร้านไปรับประทาน  ไม่เคยทราบว่ามีผู้ป่วยแพ้ยา หรือผู้ป่วยเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยามากมาย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้พวกเราช่วยกันสอดส่องดูแล ชี้แจง และแนะนำ ร้านชำ ไม่นำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียมาจำหน่าย ช่วยกันแนะนำต่อๆ กันว่า “ร้านค้าชำ ขายได้แต่ยาสามัญประจำบ้านเท่านั้น” (เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา  กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ที่จะขายยาต้องมาขออนุญาตสถานที่ขายยา  สถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ร้านขายยา จะขายยาไม่ได้ ยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน) วิธีง่ายๆ ที่ร้านชำจะรู้ว่ายาชนิดไหนขายได้หรือไม่ ให้ดูที่ฉลาก ยาที่จะขายได้ในร้านชำจะต้องมีข้อความบนฉลากว่า “ยาสามัญประจำบ้าน” เท่านั้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 178 มาออกกำลังกาย ไหงแอบแฝงมาขายของ

สองสามปีนี้กระแสออกกำลังกายเป็นที่สนใจของผู้คน มองไปทางไหนก็เห็นคนมาออกกำลังกาย ทั้งเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เล่นกีฬาต่างๆ มากมายเต็มไปหมด ในฐานะที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุข ก็อดดีใจที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น แต่บางทีสิ่งที่ต้องระวังมันก็แอบแฝงมาในสังคมของคนที่ใส่ใจสุขภาพเหล่านี้ ผมไปสถานที่ออกกำลังกายแห่งหนึ่ง มีคนเอาแผ่นพับโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพมาให้ดู พร้อมถามว่า “ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มันดีจริงหรือไม่ เพราะเห็นคนที่มาออกกำลังกายเขาบอกว่าเขากินแล้วดี ตอนนี้เขายังชักชวนคนอื่นๆ ที่นี่ให้ซื้อไปกินเลย ที่ถามเพราะขวดละสองพันกว่าบาท รายได้ก็ไม่มาก เลยลังเลที่จะซื้อมากิน” ผมรับแผ่นพับโฆษณามาดู ในแผ่นพับบอกยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ระบุว่าเป็นเครื่องดื่ม แอนตี้ออกซิเด้นท์ จากซุปเปอร์ฟรุ้ทและเบอร์รี่เข้มข้น มีรูปภาพผลไม้หลายชนิด เช่น มากิเบอร์รี่ อาร์ติโช้ค โกจิเบอร์รี่ แครนเบอรณี่ สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ องุ่นแดง แอปเปิ้ล ฯลฯ พร้อมข้อความโฆษณาว่า “เห็นผลจริงในคน เลือดสะอาด ตับแข็งแรง กำจัดสารพิษเร็วและมากกว่าถึง 3 เท่า ช่วยลดสารพิษในเลือดถึง 51% เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์และตับ 246% ยืนยันผลลัพธ์ปกป้องตับเพิ่มขึ้น 14%” นอกจากนี้ยังมีภาพผู้ที่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มาบรรยายถึงผลในการรักษาทั้ง ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ มะเร็งตับ เบาหวานความดัน ลดคลอเลสเตอรอล กรดไหลย้อน มีบุตรยาก ทีแรกผมก็คิดว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ คงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วๆ ไป ที่มักมีคนมาแอบอ้างโฆษณา แต่พอไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต พบว่าผลิตภัณฑ์นี้นำเข้ามาจากไต้หวัน โดยบริษัทที่จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคชื่อดัง และมีคนเคยตั้งกระทู้สอบถามในเว็ปพันทิพ แล้ว ที่น่าสังเกตคือ ในเว็ปนั้นมีคนแฉภาพ ข้อความบนฉลากอย่างชัดเจนว่า “เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน” “ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค” (แต่ทำไมในแผ่นพับที่เผยแพร่ตามสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะ กลับไปคนละทางเลย นอกจากนี้ยังนำเสนอพร้อมภาพว่าเด็ก และผู้หญิงมีครรภ์ก็ยังรับประทานได้) ที่แนบเนียน คือแม้จะเป็นแผ่นพับโฆษณาผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน แต่ในแผ่นพับที่แจก ไม่มีข้อความหรือภาพเกี่ยวข้องกับบริษัทที่นำเข้าเลย เลยสรุปไม่ได้ว่า บริษัทนำเข้าชื่อดังนี้ จะมีส่วนรู้เห็นแอบโฆษณาขายของแบบกันตัวเอง เผื่อมีเรื่องจะได้สาวไม่ถึงต้นตอ หรือมีใครที่รับมาจำหน่าย ลงทุนทำแผ่นพับเสียเอง ยิ่งไปสืบค้นเพิ่มเติม ในแง่ประสิทธิภาพต่างๆ ตามที่อวดอ้างนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีประสิทธิภาพจริงตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ อันที่จริงมันก็สอดคล้องกับ ข้อความบนฉลากที่ระบุว่า “ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค” อยู่แล้ว (แต่ไม่สอดคล้องกับโฆษณาในแผ่นพับ) ไหนๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกายกันแล้ว หันมาใส่ใจในการบริโภคอาหาร ผักผลไม้ ที่สะอาดมีประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย แคนี้สุขภาพก็ดีขึ้นแล้ว อย่าไปเสียเงินแพงๆ กับสิ่งที่ไม่ใช่ยารักษาโรคเลยครับ เดี๋ยวจะเสียทั้งสุขภาพ เสียทั้งเงิน จนเครียดไปอีกเปล่าๆ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 177 อยากขาวแบบสยอง ขอเชิญลองสบู่คลอรีน

 “ขาหนีบ ตัวโคตรดำ ต้องลอง ก้อนเดียวเอาอยู่ ขาวสะอาดอย่างปลอดภัย เด็กห้าขวบก็ยังใช้ได้” ข้อความโฆษณาสบู่ที่แชร์กันว่อนในอินเตอร์เน็ต กระตุ้นความสนใจของคนที่กระหายอยากผิวขาวได้มาก แต่ที่น่าสนใจคือ สบู่ชนิดนี้มันมีอะไรดีหรือ ผู้ขายถึงบอกว่าใช้แล้วขาวจริง และยังอ้างว่าปลอดภัยเมื่อนำมาใช้ในเด็กอีกด้วย ผมพยายามติดตามหาข้อมูลสบู่ชนิดนี้ในจังหวัด ก็ยังไม่พบว่ามีการขาย แต่เมื่อลองเข้าไปค้นในอินเตอร์เน็ตกลับพบว่า มีการโฆษณาสบู่ชนิดนี้มากมาย สบู่ชนิดนี้ใช้ชื่อว่า “สบู่คลอรีน”  ยิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีก เพราะเท่าที่ทราบคลอรีนเป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อโรค และมีผลในการฟอกสี  ซึ่งปกติจะใช้กับสิ่งของ เช่น น้ำยาฟอกขาว แต่กับผิวหนังอันบอบบางของมนุษย์  ยังไม่เคยมีการนำมาให้ใช้ เพราะน่าจะเกิดอันตรายต่อผิวหนัง   หลังจากนั้นไม่กี่วัน  ก็เกิดกระแสที่ผู้คนพูดถึงกันมาในโลกอินเตอร์เน็ต มีการแชร์ขายทางออนไลน์กันมาก  จนในที่สุดทีมข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ได้นำสารคลอรีนไปให้อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ทดสอบ จึงพบค่าความเป็นกรด-ด่าง ของสารคลอรีนที่นำมาทดสอบนั้น ใกล้เคียงกับค่าความเป็นกรด-ด่าง ในสบู่คลอรีน ที่แชร์ขายในโลกออนไลน์  โดยมีค่าความเป็นกรดมากถึง 4.2  ซึ่งเป็นค่าที่สามารถกัดผิวคนให้ขาวได้ แต่ที่น่ากลัวคือ มันจะทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังและยังระคายเคืองกัดเยื่อบุตาอีกด้วย และในแง่วิชาการยังเป็นห่วงว่า หากใช้ต่อเนื่องไปนานๆ นี้คลอรีนอาจจะเร่งอนุมูลอิสระในร่างกายสะสมเป็นเวลานาน เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งได้ ไม่ใช่แค่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในห้องแลบเท่านั้น  ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังยังได้ออกมาเตือนว่า “โดยทั่วไปแล้วคลอรีนจะมีฤทธิ์กัดกร่อนมาก หากนำมาใช้กับผิวหนังก็จะเกิดระคายเคือง และหากมีความเข้มข้นสูงก็อาจเกิดแผลไหม้ได้ สารคลอรีนที่ผสมในสบู่คาดว่าจะเป็นสารแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงกว่าและมีการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ จึงแนะนำว่าไม่ควรใช้สบู่ดังกล่าว”   ข้อมูลมันเสี่ยงขนาดนี้ คงแทบไม่ต้องถามต่อเลยว่า ควรจะใช้ต่อหรือเลิกใช้กันดีกว่ากัน และก็คงไม่ต้องมาถามอีกว่า ในเด็กห้าขวบที่ผิวบอบบางกว่าผู้ใหญ่ ยังจะใช้ได้อย่างปลอดภัยอย่างที่โฆษณาหรือไม่ (หรือเด็กห้าขวบมันจำเป็นจะต้องให้ขาวไปขนาดไหนกันนี่) หากผู้คนยังกระหายความขาวไม่หยุดหย่อน เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาให้คนกระหายความขาวได้เสี่ยงกันอีก ท่องให้ขึ้นใจเลยนะครับ สบู่จัดเป็นเครื่องสำอางตามกฎหมาย จะต้องผลิตโดยไม่มีส่วนประกอบของสารอันตราย โดยผู้ผลิตจะต้องมายื่นเพื่อขอเลขรับแจ้งจากหน่วยงานสาธารณสุข และเมื่อได้รับตัวเลขดังกล่าวแล้วจะ ต้องนำไปแสดงบนฉลากด้วย หรือหากสบู่ชนิดใดมีส่วนประกอบที่เข้าข่ายเป็นยา ก็ต้องขอขึ้นทะเบียนเป็นยาด้วย ซึ่งก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายยาด้วยเช่นกัน  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 176 ออกซิเจนไม่ได้มีไว้แค่หายใจ (แต่มีไว้ให้เสียสตางค์ด้วย)

ผมได้รับโทรศัพท์สอบถามจากผู้บริโภครายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า เขาได้รับการชักชวนจากเพื่อนสนิทซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายขายตรงแห่งหนึ่ง แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจน(เป็นของเหลวใส่ขวดประมาณ 30 มิลลิลิตร) ให้เขาลองนำไปรับประทาน  แต่ไม่ได้ให้ลองฟรีนะครับ ค่าลองครั้งนี้ราคา 2,500 บาท  โดยเพื่อนที่ขายให้เขาอ้างว่าผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนนี้ จะสามารถเติมออกซิเจนให้กับร่างกายได้  หากรับประทานประจำแล้วจะไม่เป็นโรคมะเร็ง(เจ้าของแบรนด์เป็นบุคลากรทางการแพทย์นำเข้ามาจากอเมริกา) ผู้บริโภคท่านนี้เห็นท่าไม่น่าเป็นไปได้ (แต่ดันเสียเงินไปแล้ว) จึงโทรศัพท์มาสอบถาม ผมเข้าไปสืบค้นข้อมูลของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ในอินเตอร์เน็ต โดยเริ่มจากเว็ปไซต์ของบริษัทที่จำหน่าย พบว่าเป็นบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดจำหน่าย รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ด้วย เมื่ออ่านรายละเอียดก็บรรยายสรรพคุณไม่มาก บอกว่าช่วยในการเติมออกซิเจนให้ร่างกาย พร้อมเติมเต็มสารอาหาร 129 ชนิดที่ร่างกายต้องการ  เพราะการรับประทานอาหารในแต่ละวัน อาจได้สารอาหารไม่ครบ วิธีรับประทาน  ให้หยดผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ จำนวน 8 หยดลงในน้ำหรือน้ำผลไม้หนึ่งแก้ว ดื่มวันละ 2 – 3 ครั้ง ดูไปแล้วก็ไม่ได้โฆษณาสรรพคุณมหัศจรรย์ อย่างที่ผู้บริโภคสอบถามแต่เมื่อผมลองไปค้นข้อมูลในแหล่งต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต กลับพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนชนิดนี้ มีการโฆษณาในที่อื่นๆ อีกมาก และโฆษณาอย่างเกินจริงมากกว่าในเว็บของบริษัทด้วยซ้ำ  เช่น บอกว่าเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ทำให้เลือดมีสภาวะปกติ เหมาะมากสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยอ้างว่าเมื่อร่างกายมีออกซิเจนมากขึ้นก็จะแข็งแรงมากขึ้น  ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้คือ  สารละลายแร่ธาตุ 27% กรดอะมิโน 8%  น้ำส้มสายชู หมักจากข้าว 6%  สารสกัดจากจมูกข้าวสาลี 4% มีการระบุเลข อย.ชัดเจน ซึ่งแสดงว่ามันเป็นอาหาร แต่ก็โอ้อวด บรรยายสรรพคุณซะเข้าข่ายยา แถมเป็นยาผีบอกที่ไม่มีหลักฐานอะไรพิสูจน์ด้วยซ้ำ อย่างนี้ก็ผิดกฎหมายแน่นอน ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต โอกาสที่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจะถึงตัวผู้บริโภคได้เร็วขึ้น ผู้บริโภค อย่าเพิ่งผลีผลามเชื่อข้อมูลที่เห็น  ให้ยึดหลวงพ่อเอ๊ะไว้ก่อน “เอ๊ะ!จริงหรือ?” , “เอ๊ะ!เป็นไปได้หรือ?”, “เอ๊ะ!หลอกฉันหรือ?”  หลังจากนั้นสติมันจะมา  แล้วรีบใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ต่อไปเลย และถ้าเจอพิรุธก็รีบใช้อินเตอร์เน็ตร้องทุกข์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยด่วน อย.เขาให้ร้องทุกข์ได้ฟรีครับ ไม่ต้องเสียสตางค์ 2,500 บาทแบบผลิตภัณฑ์เสริมออกซิเจนด้วยครับ  ส่วนใครอยากได้ออกซิเจนเยอะๆ ขอแนะนำให้สูดหายใจเข้าให้ลึกๆ แค่นี้ก็ได้ออกซิเจนเต็มปอดครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 175 อ้างวัว อ้างควาย เพื่อขายของ

เมื่อกระแสรักสุขภาพกลับมาบูมอีกครั้ง  น้ำคลอโรฟิลล์ที่เลิกฮิตไปนาน  จึงกลับมาผงาดอีกครั้ง  คราวนี้เจาะตลาดคนรักสุขภาพ  เชียร์ให้พกเป็นขวดไว้ดื่มหลังออกกำลังกาย  มีทั้งชนิดผงละลายน้ำ  ชนิดเป็นของเหลวเข้มข้น  อ้างว่าเป็นคลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์100% ให้ผู้ซื้อนำไปผสมกับน้ำ โดยใช้เพียง 1 มิลลิลิตรผสมกับน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มก่อนเข้านอน และตอนตื่นนอนด้วยตัวเองขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร ดันอยากจะโฆษณาจนตัวสั่นว่ารักษาโรคได้ แต่ก็เกรงว่าจะโดนจับ ก็เลยอ้อมๆ แอ้มๆ กระมิดกระเมี้ยนเลี่ยงว่า “คลอโรฟิลล์ไม่ใช่ยานะ ตัวเราเป็นสารอาหารที่ได้จากใบไม้” แล้วอ้างต่อไปว่า “คลอโรฟิลล์เป็นสารอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด  ลองดูซิ ช้าง ม้า วัว ควาย สัตว์เหล่านี้กินหญ้ากับน้ำเท่านั้น ทำไมมันตัวใหญ่ แข็งแรงกล้ามเนื้อเป็นมัด เพราะหญ้าที่มันกิน คือคลอโรฟิลล์นั่นเอง” ที่เด็ดกว่านั้น ดันบอกอีกว่า “เคยเห็นหมาเห็นแมวกินหญ้าบ้างไหม เวลาหมาแมวมันป่วยมันถึงจะกินหญ้า เพื่อให้มันอาเจียนออกมา นั่นแหละ มันกินหญ้าเพื่อขับสารพิษออกมา และที่สำคัญ ในหญ้าก็มีคลอโรฟิลล์นั่นไง” ผมเห็นโฆษณาแบบนี้ก็ได้แต่อนาถใจ จะหลบเลี่ยงกฎหมาย แต่ดันใช้วิธี อ้างช้างม้าวัวควาย หมาๆ แมวๆไปเรื่อย ผมคิดว่าคงไม่มีใครหลงเชื่อ  ที่ไหนได้ มันดันเล่นแฝงอวดอ้างสรรพคุณต่ออีก คราวนี้มาเป็นชุด เช่น “คนเลือดจางเลือดน้อยไม่ต้องกลัว ดื่มคลอโรฟิลล์แล้วมันจะเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดได้ทันที ถ้าเวียนหัวเมื่อเริ่มดื่มใหม่ๆไม่ต้องตกใจ มันคืออาการที่คลอโรฟิลล์กำลังไปสร้างกระดูก ส่วนคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต เลือดข้น เนื่องจากมีสารเคมีจากยาของโรงพยาบาลที่ได้รับมานาน ให้ดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ขจัดไขมัน ขจัดน้ำตาล ขับพิษสารเคมีออกจากร่างกาย” ยังไม่หมด ยังอ้างไปถึงผลการรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต เกาต์ ไทรอยด์ ไซนัส สะเก็ดเงิน ต้อเนื้อ ต้อลม ฯลฯ จนหลายคนหลงเชื่อ บางคนเอาไปให้ทารกดื่มแทนนมแม่อีกด้วยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยออกมาเตือนประชาชนว่า อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อคำโฆษณาเชิญชวนที่เกินจริงเหล่านี้เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ผลจริง  เคยมีการวิจัยพบว่าการบริโภคคลอโรฟิลล์อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ มีผื่นคัน ลิ้นเปลี่ยนสีเป็นเหลืองหรือดำ และยังทำให้สีของปัสสาวะและอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ หากรับประทานมากเกินวันละ 450 มิลลิกรัม ก็อาจจะทำให้ไตทำงานหนักและส่งผลระยะยาวในอนาคตได้ หนำซ้ำกุมารแพทย์ยังออกมาเตือนสำทับอีกว่า “โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ที่อวัยวะภายในยังทำงานไม่เต็มที่ ห้ามกินเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้”ผู้ประกอบการรายใดที่โฆษณาผลิตภัณฑ์เกินจริง โอ้อวดสรรพคุณ จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ใครพบเห็น รีบสะกิดเจ้าหน้าที่ดำเนินการเลยครับ อย่าปล่อยให้โฆษณาหลอกลวง ล้วงเงินจากกระเป๋าแถมเอาเราสุขภาพไปเสี่ยงอีกเลย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point