ฉบับที่ 187 ตรวจขี้ตา ตรวจขี้หู แล้วดูโรค

ข่าวการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพหลอกลวงชาวบ้านมีออกมาเรื่อยๆ  ส่วนใหญ่ผู้ขายเกือบทั้งหมดมักจะสร้างความน่าเชื่อถือ โดยอ้างอิงผลการศึกษาวิจัยจากสถาบันต่างๆ อ้างผิดอ้างถูก จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเหยื่อมักจะระทวยหลงเชื่อไปแล้ว เพราะไม่ค่อยมีใครตรวจสอบล่าสุดผมได้รับข่าวจากน้องเภสัชกร โรงพยาบาลวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า  ได้ทราบข่าวผ่านทางไลน์ของ อสม.ในพื้นที่ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่ามาจากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง นำสมุนไพรมาหยอดตาชาวบ้าน และจะวินิจฉัยโรคจากขี้ตาที่ไหลออกมาหลังจากหยอดตา(สงสัยเป็นทฤษฎีขี้ตาศาสตร์) เมื่อน้องเภสัชกรท่านนี้พร้อมทีมงาน ลงไปติดตามตรวจสอบก็พบว่า คนกลุ่มนี้กำลังหยอดหูชาวบ้าน(สงสัยจะใช้วิชาขี้หูศาสตร์ ทำนายโรคจากขี้หูอีก) จึงได้สั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว และพาตัวไปดำเนินการตามกฎหมายที่สถานีตำรวจจากข้อมูลที่ได้ฟังมา คนกลุ่มนี้อ้างว่าตนเองมาจากทีมวิจัยสมุนไพรของศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพยั่งยืน  ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน  ได้เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเยี่ยมญาติที่ป่วยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้  จึงอยากนำสินค้ามาแนะนำให้เพื่อเป็นการทำบุญตามโครงการวิจัย(มีการอ้างบุญซะด้วย) พวกตนจึงขอให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสาย ให้ชาวบ้านที่มีปัญหาเรื่อง หู ตา คอ จมูก เบาหวาน ภูมิแพ้ ความดัน นำบัตรประชาชนมาลงทะเบียนเพื่อตรวจสุขภาพฟรี (กวาดต้อนมาซะหลายโรคยังกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่)จากการตรวจสอบพบว่า มีของกลางเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรจีน 4 ชนิด มีราคาตั้งแต่ 500 – 3,600 บาท  โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงเลข อย. หมายถึงมีการขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร แต่เมื่อพิจารณาข้อความบนฉลาก พบว่าใช้ข้อความเชิงโอ้อวด เช่น “เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีที่ต้องการสมรรถนะของร่างกายที่ดีเยี่ยม” นอกจากนี้บางผลิตภัณฑ์ยังแสดงฉลากไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย หรือบางผลิตภัณฑ์ก็มีการแสดงชื่อเว็บไซต์บนฉลากด้วย แต่เมื่อตรวจสอบกลับไปก็ไม่พบหน้าเว็บดังกล่าว  แต่พบว่าเคยชื่อของเว็บเคยใช้เป็นชื่อของกิจการผลิตและจำหน่ายน้ำยากำเนิดโฟมผลิตคอนกรีตมวลเบาซะเนี๊ย (ไปกันใหญ่แล้วพี่น้อง) จนมีชาวบ้านหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวหลายราย(อ้าว!ไหนบอกว่ามาเยี่ยมญาติและทำบุญ ไหงกลายเป็นทำการค้าไปได้)เหตุการณ์ที่เล่ามานี้ แสดงให้เห็นถึงกลวิธีต่างๆ ในการหลอกลวงผู้บริโภค เช่น  การขายที่มักจะอ้างผลการศึกษาวิจัย ของสถาบันต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ   หรือ การสร้างความน่าเชื่อถือประกอบการขาย โดยมีการกระทำบางอย่าง เช่น การตรวจสุขภาพ (ดูขี้ตาดูขี้หูก็เอา) แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือการลุกขึ้นมาจัดการโดยเครือข่าย อสม. โดยใช้ไลน์เป็นเครื่องมือแจ้งข่าวจากการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สินค้าที่ไม่ปลอดภัยในชุมชน  นับเป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อให้ผู้บริโภคในที่ต่างๆใช้เป็นแบบอย่างในการร่วมเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 186 ดูแลผู้สูงวัย ใช้ยาปลอดภัย และเป็นสุข

ผมมีโอกาสไปร่วมฟังการนำเสนอผลงานวิชาการของ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในจังหวัด น้องพยาบาลได้เล่าประสบการณ์ที่พบปัญหาของผู้สูงวัยเกี่ยวกับการใช้ยามากมาย เช่น เมื่อแพทย์จ่ายยาขับปัสสาวะเพื่อใช้ในการรักษาโรคความดันให้กับคุณยายท่านหนึ่ง คุณยายกลับไม่ยอมรับประทาน อ้างว่าตนเองก็ปัสสาวะได้เป็นปกติ ทำไมจะต้องทานยาขับปัสสาวะอีก  หรือแพทย์สั่งจ่ายยาให้คุณป้ารายหนึ่งรับประทานครั้งละครึ่งเม็ด เจ้าหน้าที่ก็เข้าใจว่าแกรับประทานยาตามที่ให้จนครบ เพราะยาหมดตามเวลา แต่มารู้ภายหลังว่าแกหักเม็ดยาไม่เป็น เลยใช้มีดสับ หลังๆ ขี้เกียจสับ เลยกินทีละเม็ดวันเว้นวัน เมื่อครบกำหนดยาก็หมดพอดีนี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น เพราะจากประสบการณ์ของน้องๆ เภสัชกรที่ได้ลงเยี่ยมบ้านผู้ป่วยร่วมกับทีมสุขภาพ ก็มักจะมาเล่าให้ฟังเสมอๆ ว่า ผู้ป่วยสูงวัยหลายราย ไม่ได้รับประทานแต่ยา แต่ยังรับประทานผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกด้วย จนได้รับผลข้างเคียงอันตรายหลายรายเช่นกัน  ดังนั้นในขณะที่สังคมเรากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย การเตรียมเฝ้าระวังและป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ยาและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของผู้สูงวัย จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่พวกเราต้องหันมาใส่ใจอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้สูงวัย และญาติพี่น้องหรือผู้ดูแลทีมเจ้าหน้าที่ ต้องใส่ใจในการพิจารณาสั่งจ่ายยาให้เหมาะสม ควรเลือกยาที่สะดวกในการใช้ของผู้สูงวัย เมื่อจะส่งมอบยาก็ต้องแนะนำข้อมูลต่างๆ ให้ละเอียด สื่อสารให้ผู้สูงวัยหรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยเข้าใจอย่างดี ข้อความบนฉลากควรเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย เขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่เท่าที่ผู้ป่วยหรือผู้ดูแล จะสามารถอ่านได้สะดวก ตัวผู้ป่วยเอง หากสงสัยหรือไม่มั่นใจ ก็ต้องถามให้หมดสิ้นความสงสัย หากเกรงว่าจะลืมหรือจำไม่ได้ ก็ควรจดบันทึกเพิ่มเติม หรือเขียนกำกับไว้ที่ซองยาหรือฉลากยา  ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย ต้องพยายามสังเกตให้ดีว่าผู้ป่วย รับประทานยาตรงตามที่ได้รับคำแนะนำมาหรือไม่ และหมั่นสังเกตอาการของผู้ป่วยด้วยว่ามีอาการผิดปกติหรือเปล่า หากมีอาการผิดปกติ ควรสอบถามผู้ป่วยให้ละเอียด เช่น เกิดอาการเมื่อไร  ผู้ป่วยได้รับประทานผลิตภัณฑ์อื่นๆ ร่วมด้วยหรือเปล่าและที่สำคัญทั้งผู้ป่วยและญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามคำโฆษณา เพราะผู้ป่วยสูงวัยที่มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังต่างๆ  มักเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะถูกชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากผู้ขาย หรือถูกชวนไปตรวจสุขภาพฟรีๆ แล้วโน้มน้าวให้ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดต่างๆ มาใช้  สุดท้ายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ บางทีกลับทำให้อาการป่วยเพิ่มมากขึ้นหรืออาจทำให้ได้รับอันตรายเพราะมีข้อมูลมากมายที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่โอ้อวดสรรพคุณเหล่านี้ มักมีสารปนเปื้อนอันตราย เช่น เครื่องดื่มสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยที่ผสมสารสเตียรอยด์ ผลิตภัณฑ์บำรุงตับไตไส้พุง บำรุงตา บำรุงหัวใจ ดังนั้นหากไม่แน่ใจ ขอให้สอบถามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านก่อนตัดสินใจนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 185 บริการถึงที่ คุกตารางถึงตัว

ผมได้รับแจ้งเรื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอำเภอหนึ่ง  ว่าพบผู้ป่วยหลายรายที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล  ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การรักษาสอบถามข้อมูล  ก็พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้ต่างซื้อยามารับประทานจากร้านค้าของชำแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน  ทีมเจ้าหน้าที่ ทั้งสาธารณสุข  ท้องถิ่น  และมหาดไทย ได้ร่วมลงพื้นที่ตามรอยและตรวจสอบร้านค้าชำแห่งนี้ผลการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบยาหลายรายการในร้านค้าชำ  มีทั้งยาแก้ไข้หวัดที่คุ้นๆ ชื่อจากโฆษณาในโทรทัศน์ พบยาอันตรายหลายชนิด  นอกจากนี้ยังพบยาชุดมากมายหลายขนาน  เช่น ยาชุดแก้ยอก  ยาชุดแก้ปวดฟัน  ยาชุดแก้ไข้หวัดสำหรับผู้ใหญ่  ทีมเจ้าหน้าที่จึงได้ยึดยาและส่งตรวจวิเคราะห์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป    จากการสอบถามเจ้าของร้าน ได้ให้ข้อมูลว่า  ตนเองเปิดร้านชำมานานแล้ว  จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนขับรถกระบะมาจอดที่ร้าน  และนำรายการยามาให้ตนดูพร้อมทั้งชักชวนให้ตนเลือกยาตามรายการเหล่านี้ไว้จำหน่ายในร้าน  ตนไม่รู้ข้อมูลทางกฎหมาย  จึงเลือกยาตามรายการดังกล่าวไว้จำนวนหนึ่ง เมื่อจำหน่ายไปได้สักระยะหนึ่ง  ก็เริ่มมีคนมาเรียกหายารายการอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น(ขาดดีซะงั้น)  ตนเลยให้คนที่มาขายยาให้ตนหายามาให้จนเลยเถิดเพิ่มจากเดิมไปหลายรายการ  นอกจากนี้เจ้าของร้านยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  พ่อค้าที่ขับรถกระบะมาขายนั้น ไม่ได้มีแค่รายเดียว  เพราะหลังจากนั้น มีคนขับรถแวะมาจอดที่ร้านหลายราย  คนเหล่านี้ต่างนำรายการยามาเชิญชวนให้ตนเลือกซื้อเพื่อจำหน่ายหลายรายการ  ยาต่างๆ พร้อมทั้งยาชุดที่ตนจำหน่ายก็ล้วนมาจากพ่อค้าเหล่านี้ ผมนำข้อมูลมาเตือนผู้อ่านทุกท่าน หรือใครที่มีธุรกิจเปิดร้านค้าร้านชำ  อย่าเสี่ยงรับยามาจำหน่ายเลยครับ เพราะมันผิดกฎหมาย  ยามันมีทั้งคุณและโทษ หากจำหน่ายโดยไม่มีการระมัดระวัง ผู้ขายไม่มีความรู้ จะเกิดอันตราย ดังที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่เสมอก็ได้  ดังนั้นกฎหมาย จึงอนุญาตให้ร้านค้าทั่วไปจำหน่ายได้เฉพาะยาสามัญประจำบ้านเท่านั้น(สังเกตที่ฉลาก จะต้องระบุคำว่า “ยาสามัญประจำบ้าน” ถ้าไม่มีแสดงว่าไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน) หากใครขายยานอกเหนือจากนี้ โดยไม่มีใบอนุญาต  จะมีความผิดตามกฎหมายยา มาตรา 12 (ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบัน  เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต)  ใครฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามมาตรา 101 อาจถึงจำคุก (ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)ยังไงก็ช่วยกันสอดส่องและแนะนำคนรอบข้างด้วยครับ จงอย่างได้เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางกันเลย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 184 ยาแผนโบราณ ควรทานแบบมีสติ

เรามักจะพบข่าวคราวการเจือปนสารอันตรายในยาแผนโบราณเสมอๆ เจ้าสารเจือปนยอดนิยมในยาแผนโบราณที่ทางสาธารณสุขมักตรวจพบคือ สารสเตียรอยด์  ซึ่งมีการลักลอบเจือปนทั้งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน  การติดตามตรวจสอบเพื่อหาต้นตอก็ยากเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มันจะขายต่อกันมาเป็นทอดๆ  (ในส่วนของยาที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายนั้น เมื่อไปติดตามตรวจสอบในสถานที่ผลิตก็ไม่พบว่ามียาที่ปลอมปน ผู้ผลิตมักให้การว่ามีคนมาปลอมยาของตนไปจำหน่าย)ในระยะหลังๆ ที่เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็พลิ้วไหว แปลงกายใหม่ จากที่เคยปลอมปนในยาแผนโบราณ  ก็แอบไปปลอมปนในเครื่องดื่มกลุ่มพืชสมุนไพรแทน  โดยผลิตภัณฑ์พวกนี้มักจะตั้งชื่อยี่ห้อให้คล้ายกับชื่อยี่ห้อเดิมของยาแผนโบราณที่เคยแพร่ระบาดขายดิบขายดี เครื่องมือในการติดตามเพื่อดำเนินการกับผลิตภัณฑ์พวกนี้คือ ชุดทดสอบเบื้องต้นสำหรับใช้ตรวจหาสารสเตียรอยด์ที่ปลอมปน แต่ผู้ผลิตเหล่านี้จะเรียนรู้เร็วกว่าปกติ เมื่อรู้ว่าเจ้าหน้าที่ใช้ชุดทดสอบสารสเตียรอยด์ตรวจ  ก็หันไปใช้สารตัวอื่นมาผสมแทน  เพราะเวลาตรวจจะได้ไม่เจอ ล่าสุดน้องเภสัชกรที่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้พบพิรุธในยาน้ำสมุนไพรยี่ห้อหนึ่งที่ขึ้นทะเบียนเป็นแผนโบราณสามัญประจำบ้าน(สถานที่ผลิตระบุจังหวัดนครราชสีมา)  คุณแม่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซื้อมาจากคนแถวบ้าน (ที่อยู่ในจังหวัดแพร่ ราคาขวดละ 2700 บาทขายต่อๆ กันมา) เมื่อรับประทานแล้วก็ติดอกติดใจ อาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย นอนหลับดีขึ้น  น้องเภสัชกรลองตรวจด้วยชุดทดสอบสเตียรอยด์ ก็ไม่พบสารสเตียรอยด์แต่อย่างใด  ด้วยความสงสัยว่าทำไมมันได้ผลทันอกทันใจขนาดนั้น เลยส่งผลิตภัณฑ์ตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก พบว่ามีการเอายาแก้ปวด“แอสไพริน”มาผสม หากคาดทำนายต่อไป ผู้ผลิตที่ไม่หวังดีเห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อผู้บริโภค ก็คงนำเอาสารอื่นๆ มาเจือปนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับได้  สุดท้ายก็จะทำร้ายทั้งผู้ป่วยและทำลายชื่อเสียงของยาแผนโบราณดีๆ ที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราจนหมด  ผมมีคำแนะนำสำหรับผู้บริโภคที่จะเลือกใช้ยาแผนโบราณ ขอให้มีสติ พิจารณาให้ครบดังนี้1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีทะเบียน มีชื่อที่อยู่ผู้ผลิตชัดเจน และวางขายเป็นหลักแหล่งแน่นอน(เพราะหากพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง จะได้ติดตามต้นตอเพื่อมาดำเนินคดีได้)2. เมื่อรับประทานแล้วได้ผลรวดเร็วทันใจแบบยาเทวดา ให้สงสัยได้เลยว่า น่าจะมีส่วนผสมของสารเคมีหรือยาแผนปัจจุบันเจือปน เพราะยาแผนโบราณเป็นภูมิปัญญา ผลการรักษามันจะนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไปอย่างสมดุล3. หากรับประทานแล้วได้ผลทันอกทันใจแบบข้อ 2 ให้นำยาไปให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบ พร้อมทั้งให้รายละเอียดต่างๆ ด้วย เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามต้นตอแหล่งที่มาให้เจอ(จะได้ช่วยกันคนอื่นๆให้ปลอดภัยด้วย)ท้ายที่สุดนี้ ขอเชิญชวนหมอพื้นบ้าน หมอแผนโบราณและแพทย์แผนไทย มาช่วยกันกวาดล้าง ผลิตภัณฑ์ที่ทำลายภาพลักษณ์ดีๆ ของยาไทยออกจากสังคมด้วยกันนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 183 จับพิรุธ ผลิตภัณฑ์สาหร่ายบำรุงไต

“ยายเป็นโรคเบาหวานมาประมาณ 10 ปี ก่อนหน้านี้ทำแต่งานจนไม่มีเวลาไปรักษา จนเกิดอาการน็อค และมีโรคต่างๆ รุมเร้า เช่น ความดัน ไทรอยด์ และโรคไต และป่วยมาเรื่อยๆ จนเดินไม่ไหว ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็น น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ จาก 60 กว่า เหลือ 48 สุดท้ายเดินไม่ไหว ไม่มีแรง เพราะทานข้าวไม่ลง ต้องกินยาไม่ต่ำกว่าวันละ 30 เม็ด ล่าสุดเบาหวานขึ้น 600 ทำใจแล้วว่าไม่รอดแน่แล้ว เพราะหมอบอกว่าจะเสียชีวิตภายใน 1 เดือน กินยามานาน จนโรคไตเริ่มเป็นหนักขึ้น หมอบอกว่าจำเป็นจะต้องล้างไต เมื่อมีคนนำผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ มาให้ทานก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะหาย เพราะได้ทานยาจากโรงพยาบาลมาเยอะแล้วแต่ก็ไม่หาย  แต่พอได้ลองทานแล้ว ปรากฎว่าตอนนี้เบาหวานลดเหลือ 118 สามารถทานอาหารได้เยอะขึ้น เดินไปไหนมาไหนได้ปกติแล้ว โรคไตก็ปกติแล้ว”ข้อความนี้ในเว็บไซต์หนึ่ง คงกระตุ้นให้ผู้ป่วยอีกหลายคนที่ป่วยเป็นโรคแบบนี้หันมาสนใจ  ยิ่งมีภาพและ เสียงของคุณยายประกอบข้อความ  ผู้ป่วยหลายคนคงหลงเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์สาหร่ายที่คุณยายพูดถึงเป็นสวรรค์ของผู้ป่วยโรคไต  ยิ่งข้อความที่ระบุเพิ่มเติมไปอีกว่า สกัดมาจากสาหร่ายฟูคอยแดน (Fucoidan) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย Encoded Polysaccacharides และ Acidic Sulfate Groups ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ 1) มีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด 2) กระตุ้นโปรตีน และ เอนไซม์ปกติ ให้เป็นภูมิต้านทาน 3) ติดสัญญาณให้เซลที่เสื่อม และอาจกลายพันธุ์ให้เซลเม็ดเลือดขาว และเซลพิฆาตของร่างกายไปทำลายได้ถูกต้อง 4). มีรายงานพบว่าสามารถกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิด(Stem Cell) ให้ออกมาจากไขกระดูกได้ นอกจากนี้ในเว็ปไซต์ ยังมีคลิปสัมภาษณ์บุคลากรทางการแพทย์ อธิบายถึงประโยชน์ของสารต่างๆมากกมาย รวมทั้งยังอ้างถึง นักวิชาการจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีกด้วย ถึงตรงนี้แล้ว ผมขอเชิญชวน ผู้บริโภคที่รู้ทัน ลองมาจับพิรุธผลิตภัณฑ์นี้  ว่าจะพบพิรุธเหมือนผมหรือไม่1.    ผลิตภัณฑ์นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หมายความว่า “มันไม่ใช่ยา ไม่มีฤทธิ์ในการรักษา ป้องกันโรค”2.    แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์มาอธิบายถึงประโยชน์ของสารอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่า สารอาหารที่มีในผลิตภัณฑ์นี้จะมีผลในการรักษาได้จริง เพราะถ้ารักษาได้จริง ผลิตภัณฑ์นี้จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นยา3.    เทคนิคสื่อสารให้เข้าใจไปเอง โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่อธิบาย “จะไม่พูดถึงชื่อผลิตภัณฑ์” เพราะถ้าพูดออกมาจะเป็นหลักฐานว่า “ตนเองจะกระทำผิดกฎหมายทันที”4.    แม้โฆษณาก็ยังแอบปกป้องตนเองไม่ให้ผิดกฎหมาย โดยใช้ข้อความ  “ผลลัพธ์ในภาพและวีดิโอเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล… ผลลัพธ์การช่วยเรื่องสุขภาพของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน" และยังทำตัวสีเทาจางๆ  ซึ่งถ้าใครไม่สังเกตก็จะมองข้ามไปไม่ทันเห็นคงไม่ต้องอธิบายมากมากกว่าผลิตภัณฑ์นี้มันได้ผลจริงหรือไม่ แค่ข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ผู้บริโภคที่รู้ทันก็จะตัดสินใจได้ทันทีเลยว่ามันได้ผลจริงหรือไม่ ยังไงก็ช่วยกันเตือนกันด้วยนะครับ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 182 จิบชาเมืองกรุงสะดุ้งถึงอิสาน

“บางครั้งการตัญญู โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เกือบสังหารแม่ตนเอง” ผมได้รับเรื่องราวจาก ภญ.สุภาวดี เปล่งชัย รพ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าให้ฟังว่า คุณยายท่านหนึ่งอายุประมาณ 62 ปี ซึ่งเดิมแม้จะป่วยเป็นเบาหวาน แต่แกรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติได้  แต่คราวนี้ แกมารับยาที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของแกสูงขึ้นมาถึงตัวเลข 181 (mg %)  ภญ.สุภาวดี จึงได้ถามคุณยายว่าแกไปรับประทานอะไรมาหรือเปล่า ทำไมคุณยายที่เป็นผู้ป่วยดีเด่นในแง่การปฏิบัติตัวจึงเสียแชมป์กะทันหันแบบนี้  สุดท้ายได้ความว่า นอกจากยาเดิมที่แกรับประทานแล้ว ลูกชายที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ยังหวังดี ส่งของดีมาให้แกรับประทานอีก เป็นชาจีนแก้ปวดขา แกเล่าว่า ชานี้น่าจะดี พอรับประทานไปแล้ว อาการปวดเมื่อยขาหายเป็นปลิดทิ้ง กินข้าวได้มาก นอนหลับสบาย ภญ.สุภาวดีเห็นท่าไม่ดี เพราะอาการที่แกเล่ามามันเหมือนอาการของการรับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งจะมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงรีบประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองฟ้า ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลถึง 25 กิโลเมตร ให้ช่วยไปตรวจสอบ ชาวิเศษ ที่บ้านของคุณยาย ผลการตรวจสอบ พบว่า ชาจีนนี้บรรจุในซองพลาสติกขนาดเล็ก โดยบรรจุรวมในกระป๋องโลหะ ฉลากข้อความที่ซอง และกระปุกมีแต่ตัวอักษรภาษาจีนเกือบทั้งหมด  (ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า ชาดอกโบตั๋น 6 รส)  มีระบุเป็นภาษาอังกฤษอยู่ว่า  Bailin Pharmaceuticals   คุณยายให้ข้อมูลว่า ลูกชายไปซื้อมาจากแถวเยาวราช ในราคา กระปุกละ 700 บาท มีชาจีนบรรจุอยู่ในกระป๋อง จำนวน 30 ซอง  เมื่อเจ้าหน้าที่ ใช้ชุดทดสอบสเตียรอยด์เบื้องต้น ทดสอบชาจีน พบว่าให้ผลบวก (หมายถึงมีส่วนผสมของสารสเตอรอยด์) จึงแนะนำให้คุณยายหยุดรับประทาน แล้วส่งชาจีนมาให้ ภญ.สุภาวดี เพื่อส่งไปตรวจยืนยันในห้องแล็บของ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง   ผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ว่า อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูลฉลากถูกต้อง เพราะ สารสเตียรอยด์ มันแทรกซึมไปหลายผลิตภัณฑ์มาก จนบางทีเราอาจหลงเป็นเหยื่อทำร้ายคนที่เรารักด้วยมือเราเองโดยไม่รู้ตัว  ใครจะคิดว่าในชาจีนหอมชื่นใจ จะใส่สเตียรอยด์ทำร้ายร่างกายได้

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 181 ซื้อ ขาย ครีมออนไลน์..อย่าปล่อยให้วัวหายแล้วค่อยมาล้อมคอก

ธุรกิจซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น  สินค้าอันดับต้นๆ ที่ขายดิบขายดีจนผู้ขายหลายรายร่ำรวยไปตามๆ กันคือ เครื่องสำอาง จนเป็นที่ติดปากในกลุ่มวัยรุ่นว่า เน็ตไอดอลขายครีม ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ขายครีมทางเน็ตกลุ่มหนึ่ง ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ๆ  ว่า ปัจจุบันนี้จะมีผู้ผลิตครีมบางรายที่ได้รับอนุญาตจดแจ้งเครื่องสำอางแล้ว  ผู้ผลิตเหล่านี้จะมีสูตรเครื่องสำอางให้เลือกมากมายทั้งสูตรของตนเอง หรือสูตรเดียวกับครีมยี่ห้อดังๆ ในท้องตลาด  และจะเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจขายครีมทางเน็ตมาเลือกครีมสูตรต่างๆ ของตนไปจำหน่ายในนามผลิตภัณฑ์ของตนเอง  โดยจะเดินเรื่องขออนุญาตจดแจ้งเครื่องสำอางให้  รวมทั้งจะออกแบบภาชนะบรรจุและฉลากให้อย่างสวยงาม  โดยจะใช้ชื่อบริษัทของตนเป็นผู้ผลิตให้ และระบุชื่อผู้สนใจเป็นผู้จัดจำหน่าย  ซึ่งผู้ที่จัดจำหน่ายไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่เสียค่าสูตรประมาณพันกว่าบาท และค่าสินค้าที่จะสั่งผลิต  เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว  ผู้จัดจำหน่ายก็จะมีสินค้าของตนเองไปโฆษณขายได้ใน เฟซบุ๊ค ไลน์ หรืออินสตราแกรม สบายๆ  ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นครีมเหล่านี้  มีขายมากมายหลายยี่ห้อทางเน็ต  ซึ่งยากที่จะระบุได้ว่าครีมยี่ห้อไหนปลอดภัยหรือไม่คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะตัดสินใจซื้อครีมทางเน็ต1. อย่าซื้อเพราะภาชนะบรรจุหรือฉลากที่สวยงาม เพราะสิ่งที่จะเสี่ยงต่อผิวกายเราคือตัวผลิตภัณฑ์ในภาชนะ2. เครื่องสำอางคือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ ฯลฯ กับส่วนภายนอกของร่างกายคน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด   ความสวยงาม หรือระงับกลิ่นกาย หรือปกป้องดูแลส่วนต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี เครื่องสำอางจะไม่สามารถรักษาโรค หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆ ของร่างกายได้3. อย่าเชื่อโฆษณาจากภาพนายแบบ นางแบบที่สวยงามดูดี  เพราะสิ่งเหล่านี้ สามารถใช้เทคนิคต่างๆ ทำให้สวยงามเกินจริงได้  เราควรใส่ใจใน “เนื้อหาของโฆษณาเครื่องสำอาง” หากโอ้อวดสรรพคุณจนดูเหมือนเป็นยารักษาโรค หรือโอ้อวดเกินจริง เห็นผลทันใจ  ให้ตั้งสติไว้ก่อนว่า แนวโน้มอาจหลอกลวง4. พยายามตรวจสอบข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์หน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ (http://tumdee.org/alert/)  ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  หากพบผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตเดียวกับที่เราจะซื้อมาใช้  แม้คนละยี่ห้อ ก็ควรระวังไว้ก่อน คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะขายครีมทางเน็ต1. อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจจ้างผลิต เพียงเห็นแค่สูตรตำรับและคำโฆษณาของผู้ผลิต ควรไปดูสถานที่ให้เห็นกับตา2. หากผู้ผลิตนำสูตรตำรับต่างๆ มาเสนอชักชวน  ให้ระวังสูตรตำรับที่โฆษณาเกินจริง หรือสูตรที่โฆษณาสรรพคุณไปทางยา เพราะอาจมีสารที่ห้ามใช้ผสมอยู่3. พยายามตรวจสอบข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บหน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ (http://tumdee.org/alert/) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  หากพบผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตเดียวกับที่เราจะใช้ แม้คนละยี่ห้อ ก็ควรระวังไว้ก่อน4. ควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ผลิตด้วย เช่น ชื่อ บัตรประชาชน  และเมื่อจ้างผลิตแล้ว ควรทำสัญญาให้รัดกุม

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 180 เทรนด์ใหม่มาแรง..แย่งอาหารจิ้งหรีด

จำได้ว่าสมัยเด็กๆ  ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกว่า ถ้าอยากเสียงดี ต้องไปกินน้ำค้างที่ยอดหญ้าเหมือนจิ้งหรีด ตอนนั้นยังขำๆ กับคำพูดนี้  จนปัจจุบัน ได้มาทำงานคุ้มครองผู้บริโภค  มิคาดว่าเรื่องเล่าขานตำนานน้ำค้าง มันจะกลายมาเป็นจริง เพราะเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์จำหน่าย โดยแจ้งว่าเป็น น้ำค้างเพื่อสุขภาพ นี่เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ผลิตภัณฑ์ที่ผมกำลังพูดถึง มีการประกาศขาย โดยให้สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต ระบุว่าเป็น  “น้ำค้างบริสุทธิ์แท้” ที่รวบรวมน้ำค้างจากธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้จับน้ำค้างโดยเฉพาะ  ทำให้ได้น้ำค้างที่มีความบริสุทธิ์และมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับน้ำค้างที่เกาะบนใบหญ้า 100%  จึงอุดมไปด้วยออกซิเจนจากธรรมชาติ และมีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ  เสมือนน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในธรรมชาติ ไหนๆ ก็พร่ำพรรณนากระบวนการผลิตมาขนาดนี้แล้ว เรื่องสรรพคุณคงไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนแล้ว เพราะเล่นบรรยายจะเคลิบเคลิ้มไปเลย.. ขายเด่นๆ ที่อ้าง คือการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับอวัยวะต่างๆ และเกิดผลได้อย่างมหัศจรรย์ เช่น  เพิ่มให้กับสมอง(ทำให้สมองปลอดโปร่ง คลายเครียด ความจำดี และมีสมาธิมากขึ้น บรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน และลดภาวะสมองขาดออกซิเจน) เพิ่มให้กับตับ (ทำให้ตับสามารถกำจัดสารพิษต่างๆ ในร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันอันตรายต่อเซลล์ตับจากสารพิษต่างๆ จากอาหารเครื่องดื่มและยาที่ปนเปื้อนสารพิษ ชำระล้างของเสียที่สั่งสมมานานออกไปจากร่างกาย) เพิ่มให้กับผิวหนังและเนื้อเยื่อ(ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นสดใส เพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็ว) เพิ่มปริมาณออกซิเจนธรรมชาติให้กับเลือด(ทำให้เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดมีจำนวนมากขึ้น ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายจากภาวะขาดเลือด รักษาระดับความดันเลือดให้ปกติ) เพิ่มให้กับข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ(ทำให้ข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยเจือจางระดับของกรดยูริก บรรเทาอาการปวดเมื่อย และอาการข้อเสื่อม) เพิ่มให้กับปอด (ป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด และภูมิแพ้) ส่วนเรื่องราคาจะขายถูกเหมือนน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วไปก็จะกระไรอยู่ น้ำค้างบริสุทธิ์นี้ ขวด 300 มิลลิลิตร ราคาขายประมาณ 120 – 144 บาท หวังว่าผู้บริโภคที่ฉลาดคงจะตัดสินใจได้นะครับว่า ผลิตภัณฑ์นี้มันมีสรรพคุณมหัศจรรย์พันลึกได้อย่างที่ว่าหรือเปล่า ยังไงก็ฝากเตือนๆ เพื่อนฝูงด้วยนะครับ “ การดื่มน้ำสะอาดเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าน้ำสะอาด แต่ดันโอ้อวดเกินจริง ถึงไม่ตาย ก็อาจเสียเงินเกินเหตุได้นะครับ”

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 179 ชวนร้านชำมาช่วยชาติ แก้ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา

ข้อมูลจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ระบุว่าในแต่ละปีจะมีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน และในผู้ป่วยจำนวนนี้จะเสียชีวิตถึง 38,000 คน  ข้อมูลจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ยังพบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยามีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไม่ดื้อยา 10 - 20 เท่าเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ  หากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่างๆ แก่คนทั้งโลก เพราะจะทำให้โรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เคยรักษาได้ผลกลายเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ หรืออาจทำให้ผู้ป่วยอื่นๆ มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อแบคทีเรีย  สุดท้ายผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะเสียชีวิตจากการติดเชื้อ หากไม่มียาต้านแบคทีเรียที่ใช้ได้ผลในการรักษาจากการสำรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำหน่ายในร้านชำในหลายๆ จังหวัด พบว่า ร้านชำหลายแห่งมีการนำยาอันตรายหลายชนิดมาจำหน่าย และหนึ่งในยายอดนิยมที่สำรวจพบก็คือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง  ซึ่งหากพวกเราไม่ช่วยกันดูแล ปล่อยให้มีการจำหน่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้  ก็เท่ากับเรามีส่วนส่งเสริมให้สถานการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ขยายลุกลามขึ้นในพื้นที่ของเราเอง สุดท้ายคนที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ ก็คือ ตัวเรา ลูกหลานหรือพ่อแม่พี่น้องของเรานั่นเอง ส่วนใหญ่เจ้าของร้านชำ มักไม่ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มาซื้อยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจากร้านไปรับประทาน  ไม่เคยทราบว่ามีผู้ป่วยแพ้ยา หรือผู้ป่วยเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยามากมาย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้พวกเราช่วยกันสอดส่องดูแล ชี้แจง และแนะนำ ร้านชำ ไม่นำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียมาจำหน่าย ช่วยกันแนะนำต่อๆ กันว่า “ร้านค้าชำ ขายได้แต่ยาสามัญประจำบ้านเท่านั้น” (เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา  กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ที่จะขายยาต้องมาขออนุญาตสถานที่ขายยา  สถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ร้านขายยา จะขายยาไม่ได้ ยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน) วิธีง่ายๆ ที่ร้านชำจะรู้ว่ายาชนิดไหนขายได้หรือไม่ ให้ดูที่ฉลาก ยาที่จะขายได้ในร้านชำจะต้องมีข้อความบนฉลากว่า “ยาสามัญประจำบ้าน” เท่านั้น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 178 มาออกกำลังกาย ไหงแอบแฝงมาขายของ

สองสามปีนี้กระแสออกกำลังกายเป็นที่สนใจของผู้คน มองไปทางไหนก็เห็นคนมาออกกำลังกาย ทั้งเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เล่นกีฬาต่างๆ มากมายเต็มไปหมด ในฐานะที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุข ก็อดดีใจที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น แต่บางทีสิ่งที่ต้องระวังมันก็แอบแฝงมาในสังคมของคนที่ใส่ใจสุขภาพเหล่านี้ ผมไปสถานที่ออกกำลังกายแห่งหนึ่ง มีคนเอาแผ่นพับโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพมาให้ดู พร้อมถามว่า “ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มันดีจริงหรือไม่ เพราะเห็นคนที่มาออกกำลังกายเขาบอกว่าเขากินแล้วดี ตอนนี้เขายังชักชวนคนอื่นๆ ที่นี่ให้ซื้อไปกินเลย ที่ถามเพราะขวดละสองพันกว่าบาท รายได้ก็ไม่มาก เลยลังเลที่จะซื้อมากิน” ผมรับแผ่นพับโฆษณามาดู ในแผ่นพับบอกยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ระบุว่าเป็นเครื่องดื่ม แอนตี้ออกซิเด้นท์ จากซุปเปอร์ฟรุ้ทและเบอร์รี่เข้มข้น มีรูปภาพผลไม้หลายชนิด เช่น มากิเบอร์รี่ อาร์ติโช้ค โกจิเบอร์รี่ แครนเบอรณี่ สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ องุ่นแดง แอปเปิ้ล ฯลฯ พร้อมข้อความโฆษณาว่า “เห็นผลจริงในคน เลือดสะอาด ตับแข็งแรง กำจัดสารพิษเร็วและมากกว่าถึง 3 เท่า ช่วยลดสารพิษในเลือดถึง 51% เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์และตับ 246% ยืนยันผลลัพธ์ปกป้องตับเพิ่มขึ้น 14%” นอกจากนี้ยังมีภาพผู้ที่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มาบรรยายถึงผลในการรักษาทั้ง ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ มะเร็งตับ เบาหวานความดัน ลดคลอเลสเตอรอล กรดไหลย้อน มีบุตรยาก ทีแรกผมก็คิดว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ คงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วๆ ไป ที่มักมีคนมาแอบอ้างโฆษณา แต่พอไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต พบว่าผลิตภัณฑ์นี้นำเข้ามาจากไต้หวัน โดยบริษัทที่จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคชื่อดัง และมีคนเคยตั้งกระทู้สอบถามในเว็ปพันทิพ แล้ว ที่น่าสังเกตคือ ในเว็ปนั้นมีคนแฉภาพ ข้อความบนฉลากอย่างชัดเจนว่า “เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน” “ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค” (แต่ทำไมในแผ่นพับที่เผยแพร่ตามสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะ กลับไปคนละทางเลย นอกจากนี้ยังนำเสนอพร้อมภาพว่าเด็ก และผู้หญิงมีครรภ์ก็ยังรับประทานได้) ที่แนบเนียน คือแม้จะเป็นแผ่นพับโฆษณาผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน แต่ในแผ่นพับที่แจก ไม่มีข้อความหรือภาพเกี่ยวข้องกับบริษัทที่นำเข้าเลย เลยสรุปไม่ได้ว่า บริษัทนำเข้าชื่อดังนี้ จะมีส่วนรู้เห็นแอบโฆษณาขายของแบบกันตัวเอง เผื่อมีเรื่องจะได้สาวไม่ถึงต้นตอ หรือมีใครที่รับมาจำหน่าย ลงทุนทำแผ่นพับเสียเอง ยิ่งไปสืบค้นเพิ่มเติม ในแง่ประสิทธิภาพต่างๆ ตามที่อวดอ้างนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีประสิทธิภาพจริงตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ อันที่จริงมันก็สอดคล้องกับ ข้อความบนฉลากที่ระบุว่า “ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค” อยู่แล้ว (แต่ไม่สอดคล้องกับโฆษณาในแผ่นพับ) ไหนๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกายกันแล้ว หันมาใส่ใจในการบริโภคอาหาร ผักผลไม้ ที่สะอาดมีประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย แคนี้สุขภาพก็ดีขึ้นแล้ว อย่าไปเสียเงินแพงๆ กับสิ่งที่ไม่ใช่ยารักษาโรคเลยครับ เดี๋ยวจะเสียทั้งสุขภาพ เสียทั้งเงิน จนเครียดไปอีกเปล่าๆ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point