ฉบับที่ 160 สารเติมเต็ม ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์(Filler)  ชื่อก็บอกชัดว่า “Fill” คือเติมเต็มให้กับส่วนที่ยุบตัวลงของผิวหนัง ตัวที่นำมา Fill เป็นสารสังเคราะห์ ที่สามารถนำมาฉีดเสริมเนื้อเยื่ออ่อนของมนุษย์ได้ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดจากการยุบตัวลงของผิวหนัง เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือเพื่อเสริมคาง จมูก เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อปรับหรือทำให้รูปหน้าดูดีตามอุดมคติ จากการพัฒนาในด้านศาสตร์แห่งการเสริมแต่งกายวิภาคของใบหน้า แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังคาดหวังไปถึงว่าฟิลเลอร์จะไม่เพียงแค่เติมเต็มผิวที่ยุบตัวเท่านั้น แต่มองไกลไปถึงการยกดึงหน้าและการออกแบบใบหน้าให้อ่อนวัยด้วย แต่สำหรับเมืองไทยขณะนี้ความนิยมยังอยู่ในระดับของการนำฟิลเลอร์มาเติมเต็มร่องลึกต่างๆ บนใบหน้า และการเสริมจมูก ซึ่งถือเป็นจุดขายในวงการงามด้วยแพทย์ที่ฮิตกันมาก คลินิกหรือสถานพยาบาลเกี่ยวกับความงามต่างนำเสนอคอร์สรักษาด้วยฟิลเลอร์กันทั้งนั้น ด้วยข้อดีที่เป็นจุดขายสำคัญคือ สวยไว ไม่เจ็บ แต่ใช่ว่าฟิลเลอร์จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา ล่าสุดสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แถลงข่าวเรื่อง“ตาบอดเนื้อตาย ภัยร้ายจากฟิลเลอร์” ว่าจากรายงานทางการแพทย์พบผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการฉีดสารฟิลเลอร์ทั่วโลกถึง 61 ราย และพบผู้ป่วยที่ตาบอดในประเทศเกาหลี 44 ราย สหรัฐฯ 3 ราย และในประเทศไทยมีการยืนยันพบผู้ป่วยที่ตาบอดจากการฉีดสารฟิลเลอร์แล้ว 8 ราย   สวยอย่างฉลาดเลยขอพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับฟิลเลอร์ พร้อมกับข้อมูลที่ควรให้ความสำคัญหากท่านจะตัดสินใจใช้บริการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า โดยให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด   ปัญหาในการฉีดฟิลเลอร์ การเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะเป็นผลในระดับไม่รุนแรง เช่น เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด เกิดรอยนูนมากเกินบนผิว เกิดการเคลื่อนย้ายของสารที่ฉีดทำให้เกิดการผิดรูป หรือระดับร้ายแรงที่ส่งผลถึงขั้นตาบอด มาจากเหตุปัจจัยหลักสองอย่าง คือ สารที่นำมาฉีดและแพทย์ผู้ฉีด สารเติมเต็มที่ปลอดภัยและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีเพียงชนิดเดียวคือ ไฮยาลูโรนิก แอซิด(Hyaluronic acid) หรือเรียกย่อๆ ว่า HA ซึ่งถ้าเป็น HA แท้ผ่านการรับรองจาก อย. (ในเมืองไทยมีหลายยี่ห้อ ราคาแตกต่างกันตามคุณสมบัติของแต่ละยี่ห้อ)  จะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยมาก เพราะสลายตัวหมดไปเองตามธรรมชาติในระยะเวลา 1 ปี – 1 ปีครึ่ง ราคาปัจจุบันของ HA อยู่ที่ ซีซีละประมาณ 12,000-20,000 บาท ซึ่งบางคลินิกที่ไม่ตรงไปตรงมากับผู้ใช้บริการอาจมีการสับเปลี่ยนตัวผลิตภัณฑ์ได้ ดังนั้นควรตรวจสอบตัวผลิตภัณฑ์เพื่อให้มั่นใจ คำแนะนำสำคัญ ก่อนฉีดควรขอดูกล่องยา และต้องเห็นการเปิดกล่องยาต่อหน้า หลังฉีดเสร็จก็ต้องขอดูหลอดที่ฉีดเสร็จแล้วด้วยอีกครั้ง ไม่ต้องเกรงใจแพทย์ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เพราะปัจจุบันธุรกิจแข่งขันรุนแรง การขอดูตัวยาถือเป็นสิทธิผู้ป่วยที่จะต้องรับทราบข้อมูลก่อนยินยอมเข้ารับการรักษา อย่างไรก็ตามแม้จะใช้สารเติมเต็มที่ผ่าน อย. แต่หากเกิดการผิดพลาดในการฉีด เช่น สารเติมเต็มหลุดเข้าไปในหลอดเลือดได้ ก็เกิดอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน ซึ่งอันตรายส่วนนี้เกิดจากระดับความชำนาญของแพทย์ที่ให้บริการ การฉีดฟิลเลอร์ ถือเป็นหัตถการทั่วไปที่ผู้จบแพทย์ทั้งหมดสามารถทำได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ปัจจุบันมีการโฆษณา ว่า รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ผ่านการฝึกไม่กี่วันเท่านั้น ดังนั้นในส่วนของการคัดเลือกแพทย์เพื่อเข้ารับบริการ จึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน ในกรณีเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังสามารถเข้าไปดูรายชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันแพทย์ผิวหนังได้โดยตรง(การเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ อย่างน้อย 5-10 ปี ขึ้นไป) ส่วน “หมอกระเป๋า” หรือคนที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแต่ไม่มีคลินิกประจำ ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ รับฉีดสารฟิลเลอร์ให้ตามรถตู้หรือคอนโด พวกนี้อย่าเสี่ยงโดยเด็ดขาด อันตรายถึงชีวิต เพราะแม้แต่สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายบางแห่งยังหลอกใช้สารฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองความปลอดภัยและดำเนินการโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญจริง ท่านจะไว้ใจได้อย่างไรกับหมอกระเป๋า   จุดเสี่ยงบนใบหน้าที่ควรระวังการฉีดฟิลเลอร์ ที่ผ่านมาในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียงทางตาจากการฉีดฟิลเลอร์ บริเวณรอบดวงตา  เช่น ดั้งจมูก ขมับ หน้าผาก ร่องหัวคิ้วหรือหว่างคิ้ว เนื่องจากผู้ฉีดไม่ชำนาญเกิดผิดพลาดฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือดแดง ทำให้เส้นเลือดอุดตัน ผลจากการขาดเลือดมาเลี้ยงที่ตา ผู้ป่วยจะเกิดการสูญเสียการมองเห็นหลายระดับ  บางรายตาบอดสนิท   การตรวจตาพบว่ามีการอักเสบในตา จอประสาทตาซีด ขั้วประสาทตาบวม นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า การฉีดฟิลเลอร์บริเวณจมูกถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะเส้นเลือดบริเวณจมูกนั้นเชื่อมต่อกับเส้นประสาทตา หากผู้ฉีดไม่มีความชำนาญก็จะมีโอกาส ฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดและทำให้ตาบอดได้ ทั้งนี้แพทยสภาได้พยายามสื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนมาโดยตลอดว่า การเสริมความงามด้วยการฉีดฟิลเลอร์นั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง “ขณะนี้กำลังเตรียมพิจารณาว่า ต่อไปจะไม่อนุมัติให้มีการฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกได้หรือไม่ โดยต้องรอประชุมร่วมกันของคณะอนุกรรมการคุ้มครองประชาชน จากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมการเสริมสวยและการโฆษณา” (ที่มา http://www.dailynews.co.th 13 มิถุนายน 2557) ประเภทของสารเติมแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ 1.แบบชั่วคราว (Temporary Filler) จะมีอายุการใช้งาน 1 – 1 ปีครึ่ง จากนั้นจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง ได้แก่ สารไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ได้รับการรับรองจาก อย. 2.แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) เช่นที่โฆษณาว่าฟิลเลอร์ที่เป็นไหมละลาย หรือเป็นไขกระดูก มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี จะสลายตัวบางส่วน มีความเสี่ยง หรือระดับความปลอดภัยปานกลาง(ไม่ผ่าน อย.) และ 3.แบบถาวร (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปแล้วสารจะอยู่ในผิวหนังตลอด มีผลข้างเคียงสูง   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 159 พอกหน้าด้วยสมุนไพรให้ถูกวิธี

สาวชาวเอเชียนั้นไม่ว่าจะสีผิวขาวหรือผิวคล้ำต่างก็ให้ความสำคัญกับผิวที่เรียบเนียน และใสสว่าง เครื่องสำอางที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและการบำรุงเพื่อให้ผิวดูสดชื่น ไม่หมองคล้ำจึงเป็นสินค้าขายดีมาโดยตลอด ความนิยมให้การดูแลผิวโดยเฉพาะส่วนใบหน้าโดยการมาร์คหรือพอกหน้า ก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเพราะเชื่อว่า การให้อาหารแก่ผิวโดยตรงจะช่วยให้ผิวดูสดชื่นขึ้นแบบทันตา อันที่จริงจะเรียกว่า “ให้อาหาร” ก็คงไม่จริงนัก เพราะผิวคนเรามีความหนาของชั้นผิวที่ไม่ยอมให้อะไรผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ การพอกหน้าจึงเป็นได้เพียงแค่ ”การกระทำ” กับผิวชั้นนอกสุด คือเหมือนการเร่งให้ชั้นผิวบนสุดนี้ผลัดผิวได้เร็วขึ้น ผิวเก่าที่หมองคล้ำเมื่อหลุดออกไป ผิวใหม่ที่ปรากฏขึ้นย่อมดูสดใสกว่าแน่นอน ทันตาเห็น ในประวัติศาสตร์ยุคโบราณสตรีชั้นสูงก็นิยมเรื่องการบำรุงผิว พอกผิวเช่นกัน เพราะความสวยย่อมประกันเรื่องสถานะในชนชั้นของตนได้ สมุนไพรและอาหารหลายชนิดจึงถูกคัดสรรมาเพื่อเสริมความงามให้กับสตรีเหล่านี้ นม ไข่มุก ทองคำ น้ำผึ้ง ปรากฏในตำราความงามในหลายเชื้อชาติ ทั้งในอียิปต์ จีน อินเดีย สำหรับสตรีสาวในแถบสุวรรณภูมิ ต้องยกให้สมุนไพรพื้นบ้าน ดูได้จากวรรณคดียุคเก่าเวลานางในวรรณคดีทั้งหลายจะเข้าพิธีสำคัญอย่างการแต่งงาน สมุนไพรอย่าง มะขาม ขมิ้น ฯลฯ จะต้องถูกกล่าวถึง สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอด บันทึกผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ดังนั้นหากจะเลือกนำมาใช้เพื่อการพอกหน้า ขัดผิว ย่อมรับประกันเรื่องความปลอดภัยได้ แต่ท่านไม่ควรประมาท เพราะยังไงก็ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ไม่มีในยุคโบราณแต่มันมีอยู่จริงในปัจจุบันคือ การปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆ ทั้งโดยจงใจและการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ฉลาดซื้อจึงนำข้อคิดดีๆ มาแนะนำไว้เพื่อเป็นการประเมินในเบื้องต้น ก่อนที่จะหยิบเอาสมุนไพรหรืออาหารมาใช้เพื่อการพอกหน้าบำรุงผิว การใช้สมุนไพรสำหรับผิวหน้ามีหลักการง่ายๆ ดังนี้ 1.อยู่บนพื้นฐานของความสะอาด สิ่งที่ต้องคำนึงคือ การปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อรา เพราะฉะนั้นของสดใหม่ย่อมดีกว่า เก่าเก็บ หรือการปนเปื้อนของสารเคมีอย่างสารเคมีการเกษตร ผัก ผลไม้บางอย่างเหมือนเป็นของพื้นบ้าน แต่บางทีท่านอาจนึกไม่ถึงว่า เป็นผักที่มีการใช้สารเคมีสูงสุดก็เป็นได้ เช่น ใบบัวบก 2.เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย หมายความว่า ควรมีการสืบทอดทางภูมิปัญญาหรือมีข้อมูลยืนยันว่าปลอดภัยในการใช้ อย่าเป็นหนูทดลองกับสมุนไพรบางอย่างที่มีคนฉวยโอกาสโฆษณาเพื่อ “ขาย” สินค้า สมุนไพรที่มีความปลอดภัย จำง่ายๆ ก็คืออะไรที่กินได้ สามารถใช้เป็นเครื่องสำอางได้ 3.อย่าทำบ่อยเกินไป ต้องเชื่อมั่นธรรมชาติของผิวหนังที่มีกลไกดูแลตัวเองอยู่แล้ว ต้องรักษากลไกนั้นไว้นานๆ การทำซ้ำ ทำบ่อยเกินไปอาจเป็นการทำลายสิ่งดีๆ ที่ผิวของเรามีอยู่ก็ได้ 4.ภูมิแพ้ สมุนไพร ทุกอย่างอาจมีบางคนที่แพ้ได้ การทดสอบว่าแพ้หรือไม่ให้นำส่วนผสมที่จะใช้ทาที่ท้องแขนก่อน เพราะผิวหนังบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่บางกว่าหน้า ทิ้งไว้สักพักหนึ่งถ้าไม่เกิดอาการแสบร้อน มีผื่น ถือว่าไม่แพ้ 5.ระยะเวลาในการพอกไม่มีสูตรตายตัว การใช้สมุนไพรเพื่อความงามส่วนใหญ่เป็นผลไม้หรือผักที่ไม่ได้ตายตัว สามารถที่ปรับได้ ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน คนที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้เวลาน้อยกว่า และการใช้ในช่วงแรกไม่ควรพอกหรือทาทิ้งไว้นานๆ โดยเฉพาะตำรับที่มีกรดผลไม้ การใช้ช่วงแรกๆ ต้องใช้ปริมาณน้อยๆ ไปก่อน และในช่วงเวลาสั้นๆ -------------------------------------------------------------------------------- ครีมมะขาม ปลอดภัยและไม่แพง มะขาม Tamarindus indica Linn. สรรพคุณ ลดรอยด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหน้าเรียบลื่น ทำให้ผิวหนังสดชื่นลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ เพิ่มความชุ่มชื้น ลบรอยเหี่ยวย่น ตำรับความงามที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งพบตำรายาสมุนไพรเขียนด้วยภาษาล้านนาว่า "มะขาม ฝักกระดาน สักกำมือแช่น้ำอุ่น ทาตัวทาหน้า ผิวดำและฝ้าย่อมเสี้ยงไป" (เสี้ยง หมายถึง หมดไป) ที่เป็นเช่นนี้เพราะในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะขาม จะมีกรดเอเอชเอ (AHA หรือ alpha hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยขัดผิว ลอกผิวด่างดำ และฝ้า            การเตรียมมะขาม การใช้มะขามให้ใช้มะขามเปรี้ยวสุก (มะขามหวานใช้ไม่ได้เพราะกรดผลไม้มีน้อย) น้ำคั้นมะขามเปียกที่ดีมีคุณภาพ ต้องได้จากการคั้นมะขามเปียกสดใหม่ และใช้ทันที ถ้าเก็บในตู้เย็นต้องไม่เกิน 1 สัปดาห์ ถ้าหากจะกวนเก็บไว้ใช้นานๆ ต้องกวนจนเกือบแห้งซึ่งมักจะกวนใส่นมหรือน้ำผึ้งก็ได้ การใช้มะขาม มะขามเปียก 1 กำมือ นมสด 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ นำเนื้อมะขามเปรี้ยวสุก ไม่ต้องแกะเมล็ดปั้นเป็น ก้อนกลม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ฟอกขัดตัวเมื่ออาบน้ำ จะทำให้ผิวที่คล้ำด้วยแดด หรือลม เป็นผิวที่นวลผ่อง น้ำมะขามเปียกผสมน้ำพอเจือจางล้างหน้าเป็นประจำ ช่วยขจัดความมันบนใบหน้า และสิวให้หลุดออกไปอย่างหมดจด                  หรือทำเป็นครีมมะขาม โดยใช้มะขามเปียกที่แกะเมล็ดแล้วขนาดประมาณ 1 กำมือ นมสด 1 กล่อง ขยำเข้ากัน กรองด้วยตะแกรง เพื่อเอาซังมะขามออก นำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ พอใกล้งวด เติมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ อาจเติมขมิ้นชันลงไปประมาณ ¼ ช้อนชา (ระวังอย่าใส่มากเกินไปจะทำให้หน้าเหลือง) เคี่ยวต่อจนงวด แต่อย่าให้ข้นเกิน สังเกตว่ายังสามารถแตะขึ้นมาได้ง่าย เสร็จแล้วบรรจุลงในกระปุกสะอาด ถ้าไม่เปิดเลยจะอยู่ได้ประมาณ   6 เดือน ใช้ล้างหน้าทุกวันทำให้หน้าขาวขึ้น ที่มา มูลนิธิสุขภาพไทย

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 158 กำจัดขน

เรื่องขนบนร่างกายมนุษย์นี้ ถ้ายึดตามทฤษฎีที่ว่า มนุษย์เราวิวัฒนาการมาจาก Apes (เอป คือ ลิงที่ไม่มีหาง มีแขนที่ยาวกว่าลิงในวงศ์อื่น ๆ มีนิ้วที่ใช้ในการหยิบจับและใช้ประโยชน์คล้ายคลึงกับมนุษย์มากกว่าสัตว์ในอันดับลิงใด ๆ สามารถเดินตัวตรงได้) ก็มีข้อสันนิษฐานว่า ขนบนร่างกายของเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่เริ่มลงจากต้นไม้และออกมาใช้ชีวิตกันกลางแจ้งในสภาพที่อากาศมีอุณหภูมิสูงแบบทุ่งหญ้าแอฟริกา ทำให้เกิดวิวัฒนาการที่ค่อยๆ ทิ้งขนหนาบนร่างกายออกไปแล้วเปลี่ยนสู่การระบายความร้อนภายในร่างกายด้วยระบบเหงื่อแทน การระบายความร้อนด้วยวิธีนี้ช่วยให้มนุษย์กลุ่มแรกๆ มีความอึดในการวิ่งไล่ล่าสัตว์เพื่อการยังชีพได้มากขึ้น  โดยเฉพาะในเวลากลางวัน(สังเกตดีๆ จะเห็นว่าสัตว์ส่วนใหญ่ในทุ่งหญ้าเขตร้อนจำเป็นต้องพักในเวลากลางวันเพราะไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่ามนุษย์) แต่ยังไงก็ยังเหลือขนหนาๆ ที่จำเป็นอีกหลายจุดบนร่างกาย ได้แก่ ผม เพื่อปกป้องศีรษะ เนื่องจากมนุษย์เดินสองขาเอาหัวสู้ฟ้า ขนบริเวณรักแร้และบริเวณใกล้อวัยวะเพศ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดการเสียดสี  แต่ปัจจุบันดูเหมือนขนบริเวณจุดเหล่านี้จะถูกรังเกียจมากขึ้นและมองว่าต้องกำจัดออกไป   ในอดีตบางวัฒนธรรมผู้หญิงจะนิยมไว้ขนรักแร้และถูกมองว่าเซ็กซี่ แต่ปัจจุบันจะมีนัยถึงการปลดแอกจากการถูกกดขี่ทางเพศ(ก็ผู้ชายยังไว้ได้ ทำไมผู้หญิงไว้ไม่ได้) แฟชั่นสมัยใหม่เองก็มีส่วนทำให้ขนรักแร้ต้องหมดสิ้นไปเพราะจะไม่สามารถโชว์วงแขนขาวได้ หรือชุดว่ายน้ำแบบบิกินี่ที่ก่อให้เกิดความจำเป็นในการกำจัดขนส่วนที่จะทำให้ดูไม่สวยงามทิ้ง ตั้งแต่อดีตมาการกำจัดขนก็มีสองสามวิธีคือ ถอน ถ้าแบบไทยๆ ก็ใช้นิ้วป้ายปูนแดงเพื่อให้จับขนได้อยู่หมัดหรือใช้อุปกรณ์สำคัญ คือ แหนบ อีกวิธีที่นิยมคือ โกนหรือแวกซ์ แต่เมื่อมาถึงยุคสารเคมีครองโลก จึงเกิดครีมกำจัดขนขึ้น และก้าวล้ำไปอีกด้วยพัฒนาการด้านการแพทย์เสริมความงาม เลเซอร์ ซึ่งเป็นคำตอบที่มีราคาแพง แต่ให้ผลที่น่าพึงพอใจ เพราะกำจัดได้เกลี้ยงเกลากว่าวิธีอื่น              เปรียบเทียบวิธีการกำจัดขน ข้อดี ข้อจำกัด ถอน วิธีนี้กำจัดได้ถึงราก ชะลอการงอกไปได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ทำเองลำบากไม่ทั่วถึง ไม่เหมาะกับบริเวณที่มีขนที่อยากกำจัดเยอะ โกน วิธีนี้ง่ายสุด ประหยัด รวดเร็ว ทำเองสะดวก แต่ต้องทำบ่อยทุก 2-3 วัน และเสี่ยงต่อการเกิดแผลได้ง่าย ขนทึ่ขึ้นใหม่จะมีลักษณะเป็นตอแข็ง หรือบางคนอาจมีขนคุดเข้าไปในผิวหนัง แวกซ์ มีทั้งแบบ ร้อนและเย็น ส่วนใหญ่ให้ร้านทำให้จะสะดวกสุด มีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่เกลี้ยงเกลาดีและกำจัดขนได้เป็นวงกว้าง บางคนหลายสัปดาห์ขนใหม่ถึงจะงอกขึ้นมา แต่หลายรายก็อาจเกิดการอักเสบที่ผิวได้ (บางคนก็ไม่ไหวเพราะวิธีนี้เจ็บ) ครีมกำจัดขน สะดวก เพียงป้ายครีมในบริเวณที่ต้องการ เพื่อให้เนื้อครีมไปทำลายโปรตีนในเส้นขน จากนั้นก็เช็ดทิ้งไป แต่ต้องอ่านวิธีการใช้ให้ละเอียดและอย่าปล่อยเนื้อครีมไว้นานเกินไป ผิวอาจอักเสบได้ เลเซอร์ วิธีนี้ต้องเข้าคลินิกแพทย์เท่านั้น ดังนั้นราคาจะสูง แต่ก็ให้ผลดีคือ กำจัดได้เกลี้ยงเกลา(ใช้เวลาสาม-ห้าครั้งในการทำเลเซอร์) และทิ้งระยะเวลาได้นานเป็นปีๆ กว่าที่ขนใหม่จะงอกขึ้นมา ทำลายรากขนด้วยคลื่นวิทยุ วิธีนี้เป็นพัฒนาการเพื่อกำจัดขนอย่างถอนรากถอนโคน เกือบจะไม่มีโอกาสเห็นขนใหม่งอกขึ้นมาอีก ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญเพราะมีความเสี่ยงในการใช้เครื่องมือ ดังนั้นราคาก็อัพเพิ่มขึ้นไปอีกมาก ดังนั้นถ้าไม่อะไรนักกับขนบนร่างกาย เลือกวิธีกำจัดขนแบบชั่วคราว แต่เสี่ยงน้อยหน่อยน่าจะดีกว่า อันตรายจากการโกนขนในที่ลับ ปี 2013 มีหมอที่ฝรั่งเศสสามคนเขียนจดหมายไปหาบก.วารสารโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  (Sex Transm Infect) ว่าพวกเขาได้วิเคราะห์คนไข้ที่เป็นโรคหูดข้าวสุก(molluscum contagiosum) ของเขาจำนวน 30 คน พบว่า 93% ของคนไข้พวกนี้โกนขนที่อวัยวะเพศเกลี้ยง โดยใช้วิธีโกนด้วยมีด 70% ใช้วิธีใช้กรรไกรตัด (clip) 13% และใช้วิธีแวกซ์ออก 10% หมอสามคนนี้ได้เสนอความเห็นว่าการกำจัดขนในที่ลับ คือสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อหูดข้าวสุกมากขึ้น เพราะการโกนขนอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ผิวหนัง ทำให้ไวรัสหูดข้าวสุกบุกรุกเข้าไปได้โดยง่าย http://visitdrsant.blogspot.com/2013_08_01_archive.html     //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 157 สบู่ฆ่าแบคทีเรีย อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

เมื่อเร็วๆ นี้ สบู่ฆ่าแบคทีเรีย(Antibacterial Soap) ถูกนำมาถกเถียงอีกครั้งว่า มันช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและช่วยให้ร่างกายสะอาดเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่? 17 ธ.ค.2557 สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) แถลงว่า กำลังศึกษาถึงผลกระทบทางสุขภาพต่อกรณีที่มีการใช้สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียกันอย่างแพร่หลาย เพื่อหาข้อมูลยืนยันถึงความปลอดภัยเมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะยาว โดยผู้ผลิตสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของตน ดีกว่าสบู่ธรรมดาทั่วไปในการป้องกันการเจ็บป่วยและเชื้อโรค อย่างไร หากพิสูจน์ไม่ได้ ต้องถอดไตรโคลซานออกจากส่วนประกอบของสบู่เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค คอลีน โรเจอร์ส หัวหน้าหน่วยจุลชีววิทยาที่เอฟดีเอ กล่าวว่า จากข้อมูลใหม่พบความเสี่ยงของการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลานาน การใช้สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียเป็นประจำทุกวันอาจไม่ให้ประโยชน์อีกแล้ว ผลวิจัยของเอฟดีเอยังพบว่าจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการทดลองพบ เชื้อแบคทีเรียบวกกับสบู่ฆ่าเชื้อกลายเป็นแบคทีเรียกลายพันธุ์และมีฤทธิ์ดื้อยาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตสินค้ามีเวลาจนถึงสิ้นปี 2557 เพื่อนำเสนอรายงานผลการทดลองทางคลินิกในผลิตภัณฑ์ของตน  และเอฟดีเอจะมีผลสรุปในปี 2559   ก่อนการแถลงของเอฟดีเอครั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข่าวงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ไตรโคลซาน ที่นำมาใช้เป็นสารต้านเชื้ออาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายประการ เช่น กระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิแพ้และอาการจมูกอักเสบจากภาวะภูมิแพ้ในเด็ก งานวิจัยของสถาบันวิจัยสาธารณสุขนอร์เวย์ พบความสัมพันธ์ของปริมาณไตรโคลซานที่ตรวจพบในปัสสาวะของเด็กอายุ 10 ปี กับระดับการหลั่งของสารตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันที่บ่งชี้ภาวะการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งงานวิจัยในอดีตพบว่า 85% ของไตรโคลซานที่อยู่ในร่างกายได้มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยเฉพาะยาสีฟัน แม้แต่ในลิปสติก หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ชื่อดังของอังกฤษ เดลี่เมล์ก็ลงข่าวใหญ่โตว่าผู้หญิงที่ทาลิปสติกมากๆ อาจได้รับผลกระทบจากสารไตรโคลซานที่ออกฤทธิ์รบกวนระบบฮอร์โมน และอาจมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่ได้รับคำสั่งจากสมอง รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย โดยอ้างศาสตราจารย์ ไอแซ็ค เพสซาห์ นักวิจัยด้านโมเลกุล ที่ค้นพบในห้องทดลองว่า สารไตรโคซานสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจของหนู ภายในเวลา 20 นาที และมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย ศูนย์คุ้มครองโรคระบาด (The Centers for Disease Control) ของสหรัฐฯ ประมาณการว่า ประชากรร้อยละ 75 ของอเมริกามีไตรโคลซานสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในปัสสาวะ เลือด และน้ำนม และจากการทดลองกับสัตว์ ไตรโคลซาน ส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายไม่ต่างจาก Bisphenol-A (BPA) ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศ (หรือเปลี่ยนเป็นเพศตรงข้าม) รวมไปถึงเป็นปัจจัยที่อาจสะสมจนกลายเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง กลับมาที่สบู่ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ชำระล้างใกล้ตัวและมีความเสี่ยงในการใช้ต่ำเพราะสัมผัสผิวไม่นาน แต่การนำสารไตรโคลซานมาใช้เพื่อเป็นสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กลับจะยิ่งสร้างความเสี่ยงให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโดยธรรมชาติผิวของคนเรานั้นจะมีเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งตัวดี ตัวร้าย(ก่อโรค) แต่สบู่ฆ่าเชื้อจะฆ่าจุลินทรีย์ทุกชนิด จุลินทรีย์ที่ดีซึ่งคอยปกป้องผิวเราก็พลอยโดนกำจัดไปด้วย ผิวหนังจึงเสียสมดุล ทำให้เกิดการแพ้และแห้งผากได้ง่าย   ไตรโคลซาน คืออะไร ย้อนหลังไปเกือบ 50 ปีที่ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับเรื่องของความสะอาด ปราศจากเชื้อโรค สารเคมีนานาชนิดที่มุ่งหวังเพื่อการกำจัดเชื้อจึงถูกคิดค้นขึ้นและนำมาผสมลงไปในสินค้าอุปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสารที่มีชื่อว่า ไตรโคลซาน(Triclosan) คือสารสังเคราะห์ ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ว่ามีประสิทธิภาพต้านเชื้อแบคทีเรียและปลอดภัยกับมนุษย์ จึงมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลก ไตรโคลซานถูกนำไปใช้ทั้งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย สบู่ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม โฟมล้างหน้า ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟันแก้เหงือกอักเสบ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ หรือเป็นสารกันเสียในอาหาร ยาและเครื่องสำอางหลายชนิด นอกจากนี้ยังพบในผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องครัว ของเล่น เครื่องนอน ถุงเท้า ถุงขยะ ของเล่นเด็ก ผ้าและผ้าพลาสติก การที่ทั่วโลกนิยมใช้สารไตรโคลซานอย่างกว้างขวางนี้เอง ทำให้นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเป็นห่วงว่าทั้งในอากาศ น้ำเสีย อาจมีการปนเปื้อนสารดังกล่าวตกค้างสะสมได้ ส่วนนักวิชาการทางการแพทย์เป็นห่วงว่า การที่เราใช้สารต้านเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้มากเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาทางการแพทย์ กล่าวคือ เชื้อโรคมีการพัฒนาสายพันธุ์และดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้สำหรับรักษาโรคติดเชื้อรุนแรง และในอนาคตอาจหายาฆ่าเชื้อที่กลายพันธุ์เหล่านี้ได้ยากยิ่งขึ้น สมาคมการแพทย์แห่งอเมริกา (The American Medical Association) จึงแนะนำว่า ผู้บริโภคควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไตรโคลซานอย่างรอบคอบ เพราะข้อสมมุติฐานที่ว่า ไตรโคลซานอาจเป็นสาเหตุของโรคภัยและปัญหาสุขภาพได้ เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ   สถานะทางกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ที่มีสารฆ่าเชื้อในสหรัฐอเมริกาจัดเป็นยา และเป็นยาที่ขายได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ (OTC) กรณีของในประเทศไทย ไตรโคลซาน เป็นวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ลำดับที่ 24 ส่วนไตรโคลคาร์บาน เป็นวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ลำดับที่ 22 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 47) พ.ศ.2550 เรื่อง กำหนดวัตถุกันเสียที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง นั่นหมายความว่าสบู่หรือครีมล้างมือหรือครีมอาบน้ำที่มีสารไตรโคลซานหรือไตรโคลคาร์บาน ถือว่าเป็นเครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535       //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 156 สารต่างๆ ในสบู่สามารถซึมเข้าบำรุงผิวได้ไหม

  เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะสารพัดโฆษณาสบู่ล้วนแต่ดึงดูดความสนใจของเราด้วย สารต่างๆ ที่อ้างว่าช่วยบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน   สารสกัดจากพืชต่างๆ หรือสารชื่อดังอย่าง กลูต้า คอลลาเจน ฯลฯ อันที่จริงคำตอบง่ายมากถ้าเข้าใจธรรมชาติของผิวและตัวผลิตภัณฑ์คือ สบู่ ผิวหนังของคนเรามีสองชั้น คือชั้นบนสุดหรือที่เรียกว่าหนังกำพร้าหนาประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและสารที่เป็นไขมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ (dehydration) สารระคายเคือง สารก่อภูมิแพ้ และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ใต้ชั้นหนังกำพร้าเป็นชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเชื่อมโยงแบบยืดหยุ่นหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ประกอบด้วยระบบหลอดเลือด อวัยวะรับความรู้สึกและเส้นประสาท รูขุมขน ต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ   เมื่อผิวหนังชั้นบนสุดปะทะกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งฝุ่นละออง เหงื่อไคลที่สะสมบนชั้นผิว ก็ถึงเวลาที่เราต้องทำความสะอาดด้วยการอาบน้ำ สบู่จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยในการชำระล้างคราบสกปรกต่างๆ ให้ออกไปจากผิวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหน้าที่ของสบู่คือช่วยชำระล้าง  ถ้าจะให้เพิ่มหน้าที่บำรุงผิวเข้าไปในสบู่ด้วยเห็นจะยาก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า สบู่มันอยู่บนผิวเราเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วก็จะถูกเราล้างออกไปอย่างรวดเร็ว(ยิ่งสบู่เหลวที่บางคนรู้สึกว่าให้ความรู้สึกลื่นๆ เหลือบนผิว ยิ่งถูกน้ำล้างออกมากกว่าปกติ) การใส่สารบำรุงต่างๆ ในสบู่จึงไม่ได้มีคุณกับผิวในแง่ของการบำรุง แต่อาจจะช่วยในด้านจิตใจได้บ้าง ว่าได้ใช้สบู่ผสมสารบำรุงที่ราคาแพงเพิ่มขึ้นจากสบู่ทั่วไป กรณีของสบู่ที่ผสมสารบางชนิด เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ กรด AHA , BHA หรือผสมพืชสมุนไพร อันนี้จะหวังผลเฉพาะผิวชั้นบนสุดเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการซึมซาบเข้าผิวชั้นใน อย่าง มอยส์เจอไรเซอร์ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น กรด AHA , BHA ช่วยให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกเร็วขึ้น ผิวใหม่ที่ผลัดขึ้นมาจึงดูขาวและสดใสกว่าผิวเดิม หรือสารบางอย่างที่ผสมในสบู่อาจช่วยในการฆ่าเชื้อได้ด้วย(เฉพาะผิวชั้นบนสุด) เช่น ไตรโคลซาน(triclosan) หรือ พวกสารฆ่าเชื้อธรรมชาติ เช่น Tea tree oil ซึ่งอาจเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นกาย หรือมีปัญหาเรื่องสิว   ความต่างของสบู่เหลวกับสบู่ก้อน สบู่ก้อน คือส่วนผสมระหว่างกรด (ไขมัน) กับเบส (ด่าง) ในอัตราส่วนที่ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิว คือมีค่า pH อยู่ระหว่าง 8-10  ส่วน สบู่เหลว เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยลดแรงตึงผิว ค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5-6 ในเรื่องของการช่วยทำความสะอาดผิว ทั้งสบู่เหลวและสบู่ก้อนให้ผลไม่ต่างกันและก็อาจระคายเคืองผิวได้เหมือนกัน แต่สบู่เหลวอาจทำให้ผิวแห้งได้ง่ายกว่าเพราะจับคราบได้ดีกว่า  สบู่เหลวจึงผสมสารให้ความชุ่มชื้นลงไปได้เพื่อแก้ไขจุดนี้(ส่วนใหญ่เป็นสารอุ้มน้ำดังนั้นจึงไม่หลุดไปพร้อมน้ำที่ล้างออกไป แต่จะเกาะแล้วก็จะดึงน้ำมาเกาะผิวเราให้ชุ่มชื้น แต่บางคนจะรู้สึกเหมือนล้างผิวไม่สะอาด)     //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 155 ยิ่งหวานยิ่งแก่

ความอ่อนเยาว์ใครกันไม่ปรารถนา แต่คนเราก็ไม่สามารถอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป ความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป อย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อทำนุบำรุงผิวพรรณ ซึ่งเป็นจุดแรกที่คนจะสังเกตเห็นได้ง่ายถึงความชราภาพของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหยาบกร้าน รอยด่างดำ จึงถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังช่วยชะลอความเสื่อมของผิว และเหตุที่ต้องทุ่มเทกับเครื่องสำอาง แบบว่าอะไรว่าดีก็เอามาลองก่อน เลยมีการสำรวจพบว่าผู้หญิงจะทิ้งขว้างเครื่องสำอางถึง 75% เพราะใช้แล้วไม่เวิร์ก และเหลือเพียง 2-3 ผลิตภัณฑ์(25%) ที่โอเค จริงๆ แล้ว เครื่องสำอางบำรุงผิวเป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวจริง ถ้าอยากผิวพรรณอ่อนเยาว์ สดใส เราต้องมองปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผิวและบำรุงส่งเสริมให้ถูกจุด โดยตัวที่ควรให้ความสำคัญคือแสงแดด คิดว่าหลายคนรู้ ซึ่งคราวนี้จะไม่พูดถึง แต่อยากบอกว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณอาจคิดไม่ถึง นั่นคือ “ความหวาน” ใช่แล้วยิ่งหวาน ยิ่งแก่ คุณเชื่อไหมล่ะ   น้ำตาลต้นเหตุของความเสื่อมของผิว ให้ชัดเจนต้องบอกว่า น้ำตาลทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายเสื่อม น้ำตาลในร่างกายถ้าสูงมากๆ จะไปจับกับโปรตีนในร่างกายทำให้เกิดความเสื่อม เช่น ทำให้เป็นต้อกระจก ผนังหลอดเลือดแข็ง โรคไต สมองเสื่อมและริ้วรอยแก่กร้านบนผิวหนัง คอลลาเจนและอีลาสติน เป็นชื่อของโปรตีนที่ทำให้ผิวของเรากระชับและยืดหยุ่น (ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทคอลลาเจนนี่ทำยอดขายอันดับหนึ่งเลยนะคะ) ที่จริงแล้วโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกายก็คือ คอลลาเจน นั่นแหละ ถ้าร่างกายเรามีน้ำตาลมากไป เจ้าน้ำตาลส่วนเกินนี้จะไปจับกับโปรตีน คอลลาเจนและอีลาสตินทำให้แห้งและแข็งจนเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่นและหย่อนยาน โดยจะแสดงผลชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อผ่านวัย 35 ปีขึ้นไป (The British Journal of Dermatology, 2007) การฟื้นฟูสภาพที่คอลลาเจนถูกทำลายจากน้ำตาลหรือความหวานมีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเลิกกินน้ำตาลมากไป เพื่อลดการทำลายสภาพผิว ที่ไม่แนะนำให้งดน้ำตาลไปเลย ก็เพราะว่ามันเป็นไปได้ยาก เพราะน้ำตาลปะปนอยู่ในอาหารที่เรารับประทานประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่ข้าวหรือผัก ผลไม้ แต่เสนอให้ลดตัวที่เป็น “น้ำตาล” ซึ่งถูกปรุงแต่งในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ โดยเฉพาะน้ำอัดลม ขนม หรือแม้แต่น้ำผลไม้   5 อันดับของหวานที่ควรกินแต่น้อย น้ำอัดลม มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย ประมาณ 8-10 ช้อนชาต่อ 1 กระป๋อง แต่บางรสชาติน้ำตาลก็พุ่งไปถึง 16 ช้อนชาได้ สิ่งที่ทำให้เราชอบน้ำอัดลมน่าจะเป็นความซ่าและความเย็น อาจเลี่ยงไปดื่มน้ำโซดาผสมน้ำมะนาวหรือน้ำหวานเข้มข้น(ชงบางๆ) แทน ไม่ก็ดื่มประเภท 0% แคลอรีแทน น้ำผลไม้ ชาเย็น กาแฟเย็น รวมชานมไข่มุก มีปริมาณประมาณน้ำตาล 7-10 ช้อนชาต่อแก้ว(ขวด) ชนิดสำเร็จรูปให้ตรวจดูที่ฉลาก ชนิดสั่งควรระบุหวานน้อย และดื่มให้น้อยลง โดยเปลี่ยนเป็นน้ำชาชนิดไม่มีน้ำตาลหรือน้ำเปล่าแทน ได้คาเฟอีนแก้อาการหงุดหงิดได้เหมือนกัน ขนมอบ เค้ก คุ้กกี้ ปริมาณน้ำตาลไม่เบา เค้ก 1 ชิ้น น้ำตาลเฉลี่ย 6-12 ช้อนชา ถ้าเป็นชนิดบรรจุหีบห่อ โปรดอ่านฉลากก่อน แต่ถ้าเป็นแบบสั่ง ปัจจุบันจะมีแบบใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล(แต่อาจไม่อร่อยเท่า) เลี่ยงมากินพวกขนมปังโฮลวีตแทน หรือกินแต่น้อยพอได้รสชาติ ช็อกโกแลต หลายคนติดใจเลิกไม่ได้ ขอแนะนำให้เป็นดาร์กช็อกโกแลตแทน จะได้สารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นด้วย ไอศกรีม ว่ากันว่าเวลาอากาศร้อน ไอศกรีมจะขายดิบขายดี เพราะมันทั้งหวานและเย็นชื่นใจ แต่เชื่อเถอะมันหวานมากไป นอกจากเสี่ยงน้ำตาลสูงแล้ว ยังเสี่ยงกับสารเคมีปรุงแต่งรสชาติต่างๆ ด้วย   อย่าลืมนะคะ ยิ่งหวาน ยิ่งแก่เร็วค่ะ   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 154 แก้ด้วยกลิ่นหอม

คราวที่แล้วว่าถึง คนที่แพ้ความหอม ซึ่งมีอยู่จริง(และมีทีท่าว่าจะมากขึ้น) แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มนุษย์เราคงขาดความหอมไม่ได้ ด้วยตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรมก็มีการบันทึกถึงเรื่องการใช้กลิ่นหอมเพื่อสร้างบรรยากาศ ซึ่งสมัยแรกๆ นั้นจะเป็นบรรยากาศของความขรึมขลังในเชิงศาสนา จากบันทึกของชาวอียิปต์ที่เผาไม้หอมเพื่อบูชาเทพเจ้า ยังมีการใช้กลิ่นจากพืชเพื่อความสดชื่น ด้วยการผสมน้ำมันนวดหรือผสมลงในอ่างแช่ ชาวกรีกเองก็ได้นำน้ำมันหอมระเหย มาใช้บำบัดรักษาโรค ชาวจีน ชาวอินเดีย ต้นสายอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียก็มีบันทึกถึงการรักษาด้วยการใช้กลิ่นหอมเช่นกัน กลิ่นและเนื้อของน้ำมันหอมระเหยที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ของร่างกายได้นี้ ในการแพทย์ทางเลือกยกให้เป็นศาสตร์หนึ่งเรียกกันว่า สุคนธบำบัด หรือ อะโรมาเธอราปี(aromatherapy)   อะโรมาเธอราปีคืออะไร อะโรมาเธอราปี (aromatherapy) มาจากรากศัพท์ 2 คำ คือ aroma ซึ่งหมายถึง กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และ therapy ซึ่งหมายถึง การบำบัด จึงหมายถึง ศาสตร์ของการใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชเพื่อส่งเสริมให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายให้ดีขึ้น ในอดีตหลายพันปีก่อน การใช้ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยต่อร่างกายและจิตใจส่วนใหญ่มักจะทำโดยการ สูดดมและการใช้ผ่านผิวหนัง ซึ่งในกรณีการใช้ผ่านผิวหนังมักจะมีการเจือจางก่อนเสมอในน้ำมันพืช(เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยนั้นได้จากการสกัดสารหอมระเหยที่เข้มข้น ถ้าไม่เจือจางจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าให้คุณ) น้ำมันหอมระเหย หรือ Essential Oil ที่จะนำมาใช้ในการรักษายังต้องผ่านการทำให้บริสุทธิ์และมีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูกพืชที่จะนำมาสกัดน้ำมันหอม การสกัดซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ส่วนพวกน้ำหอมหรือเพอร์ฟูมจะไม่มีผลในการรักษายิ่งที่เป็นกลิ่นจากสารเคมีสังเคราะห์ Fragrance อันนี้ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าช่วยเรื่องรักษา การบำบัดหรือรักษาด้วยน้ำมันหอมระเหยมีด้วยกันหลายวิธี ทั้งการนวด อาบ ประคบ การสูดดม สูดไอน้ำ รวมถึงการผสมกับเครื่องหอมน้ำมันหอมและเครื่องสำอาง ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีความเหมาะสมในการใช้แตกต่างกัน โดยหลักการสำคัญคือ เมื่อร่างกายได้รับสาระสำคัญ(สารออกฤทธิ์) จากน้ำมันหอมระเหยแล้วจะมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกายที่ควบคุมระบบประสาทและการหลั่งฮอร์โมน (การสูดดมน้ำมันหอมระเหย โมเลกุลของน้ำมันหอมระเหยจะซึมผ่านเยื่อบุช่องจมูกและส่งสัญญาณไปที่สมองหรือลงสู่ปอดและเข้าสู่กระแสเลือด หากได้รับผ่านทางผิวหนังก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปมีผลต่อระบบอวัยวะ ต่างๆ และถูกขับออกได้เช่นเดียวกับโมเลกุลของยา) น้ำมันหอมระเหยจึงถูกนำมาใช้บำบัดโรคที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และจิตใจ ตลอดจนการหลั่งฮอร์โมนบางชนิด ตัวอย่าง วิธีการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการดูแลสุขภาพ 1. ใช้สูดหายใจโดยหยดน้ำมันหอมระเหย 1-2 หยด ใส่ผ้าเช็ดหน้าหรือน้ำร้อนสูดดมแก้หวัด คัดจมูก เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันทรีทรี น้ำมันลาเวนเดอร์ เป็นต้น 2. ใช้ผสมในน้ำมันนวดตัวน้ำมันหอมระเหยไม่เกิน 2.5% ในน้ำมันเบส 3. ใช้ผสมน้ำมันอุ่นอาบหรือแช่ตัว หยดน้ำมันหอมระเหย 6-10 หยด ลงในอ่างน้ำอุ่นผสมให้น้ำมันกระจายทั่วอ่าง โดยค่อยๆ หยดทีละหยดใต้ก๊อกในขณะที่เปิดน้ำ 4. ใช้ประคบ หยดน้ำมันหอมระเหย 10 หยดในน้ำ 100 มิลลิลิตร ใช้ผ้าขนหนูซุบน้ำประคบบริเวณที่ต้องการ 5. ใช้ในการนั่งแช่ 2-3 หยดในน้ำประมาณนั่งท่วมเอว 6. ใช้ผสมน้ำแช่มือ 7. ใช้ในรูปสเปรย์ฉีดห้องหรือเตาเผาน้ำมันหอมระเหยแบบต่างๆ 8. ใช้ผสมในครีมและโลชั่น ผสมน้ำมันหอมระเหยในอัตราส่วน 0.5-1% ในครีมหรือโลชั่นเบส   ตัวอย่างการเลือกใช้นำมันหอมระเหย และข้อควรระวัง น้ำมันหอมระเหย คุณสมบัติ ข้อควรระวัง Holy Basil อบอุ่น กระตุ้น ด้านการอักเสบ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ Bergamot เย็นสดชื่น มีชีวิตชีวา ชื่นชอบ ถูกแสงแดดจะเป็นผื่น Eucalyptus Radiata สดชื่น และกระตุ้น ปลอดภัยสำหรับเเด็ก Eucalyptus Citriodora สดชื่น และกระตุ้น - Frankincense สงบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา - Geranium Rose ปลอดโปร่ง ปรับสมดุล อาจก่อให้เกิดผื่นที่ผิวหนัง Grapefruit สดชื่น เย็น ฟื้นฟู - Jusmine (มะลิ) สดชื่น มีชีวิตชีวา สงบ กระตุ้นกำหนัด - Juniper อบอุ่น มีชีวิตชีวา ปลอดโปร่ง ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และผู้ป่วยโรคไต Lavender สงบ เย็น สมดุล - Lemon บริสุทธิ์ สดชื่น ถูกแสงแดดจะเป็นผื่น Lemongrass (ตะไคร้) กระตุ้น มีชีวิตชีวา บำรุง อาจระคายเคืองผิวหนัง Orange (ส้ม) มีชีวิตชีวา อบอุ่น และสร้างเสริมความมั่นใจ - Peppermint สดชื่น กระตุ้น ปรับสมดุล อาจแพ้ได้ Rose Otto ร่าเริง เย็น และโล่ง ห้ามใช้ในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก Rosemary สดชื่น มีชีวิตชีวา ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคลมชัก และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง Rosewood หวาน อบอุ่น ปรับสมดุล - Sage บริสุทธิ์ และอบอุ่น ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และผู้ป่วยโรคลมชัก Tea Tree แก้สิว และกลิ่นสงบ อาจแพ้ได้ Thyme กระตุ้น ร้อน และแห้ง ระวังในผู้ป่วยความดันสูง ที่มา : เอกสารประกอบการบรรยาย การประชุมวิชาการกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เรื่อง "Aromatherapy" โดย รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ มหาวิทยาลัยรังสิต   //

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 153 แพ้ความหอม

รู้ไหมว่า กลิ่นหอมในเครื่องสำอาง อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้โดยไม่รู้ตัว น้ำหอม หรือ perfume นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของ ‘น้ำมัน’ และ ‘แอลกอฮอล์’ ผสมกลิ่น(หัวน้ำหอม)ซึ่งสกัดมาจากดอกไม้และพืชพันธุ์ในธรรมชาติ หรือกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสารเคมี กลายเป็นสารละลายหอมระเหย ที่นำมาฉีดพ่นโดยตรงกับผิวกายหรือผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างกลิ่นหอม ธรรมดาน้ำหอมที่กลิ่นได้มาจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ หรือ Essential Oil จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าน้ำหอมที่กลิ่นได้มาจากสารเคมีสังเคราะห์ หรือ Fragrance เนื่องจากกลิ่นที่สังเคราะห์เพียง 1 กลิ่นจะประกอบไปด้วยสารเคมีจำนวนหลายร้อยตัว การสังเคราะห์โดยสารเคมีให้กลิ่น (สารอะโรมาติก : Aromatic Chemical Compounds) นี้เป็นวิธีที่นิยมมากในการทำหัวน้ำหอมสังเคราะห์ เนื่องจากปัจจุบันนี้น้ำมันหอมที่ผลิตจากธรรมชาติหาได้ยากและมีราคาแพงมาก อีกทั้งยังมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นน้ำหอมที่ขายตามท้องตลาด ทั้งน้ำหอมแบรนด์เนมชื่อดัง หรือน้ำหอมที่เลียนกลิ่นแบรนด์เนม (Imitate Perfume), น้ำหอมซีซี (น้ำหอมแบ่งขาย น้ำหอม cc), น้ำหอมกลิ่นผลไม้ ดอกไม้, น้ำหอมกลิ่นฉีดผ้า กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ เครื่องสำอาง ส่วนใหญ่ต่างก็ทำจากสารเคมีสังเคราะห์ทั้งสิ้น เว้นแต่ที่ระบุว่าเป็น น้ำมันหอมระเหย ที่ผลิตจากส่วนต่างๆ ของพืชจริงๆ   ดังนั้นภายใต้ชื่อน้ำหอมเพียงสั้นๆ คำเดียว อาจหมายถึงสารเคมีนับร้อยตัวมาผสมกันอยู่ และกลิ่นหอมเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาต่างๆ มากมายในร่างกายของเรา ก่อให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ ปวดศีรษะ เกิดผื่นภูมิแพ้และคันที่ผิวหนัง จากผลการทดสอบการด้วยวิธี Patch test ที่ทำการทดลองโดย North American Contact Dermatitis Group (NACDG) ในปี 1998-2000 พบว่า น้ำหอมเป็นส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดการแพ้มากที่สุด[1] อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญ[2] ยังได้ออกมาระบุว่า 1 ใน 3 คนที่ได้สัมผัสกลิ่นหอมนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคติดต่อเรื้อรังอย่าง "โรคภูมิแพ้" นอกจากนี้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอมยังนำมาซึ่งโรคผิวหนังในร่มผ้า เช่น "โรคกลากเกลื้อน" อีกด้วย เนื่องจากโมเลกุลในผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอม ไปกระตุ้นอาการระคายเคืองให้เกิดขึ้นกับผิวหนัง จึงก่อให้เกิดอาการคันและเม็ดผื่นแดงตลอดจนผิวแห้งลอก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคผิวหนังดังกล่าว ที่สำคัญบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า กำลังแพ้ภัยกลิ่นหอมอยู่ เพราะคนทั่วไปมักเข้าใจว่าการจามหรือโรคทางระบบหายใจบอกถึงอาการแพ้น้ำหอม แต่ความจริงแล้วการแพ้นั้นมีหลากหลายจนเราอาจคิดไม่ถึงว่าเกิดจากน้ำหอม 1. คันตามผิวหนัง มักเกิดบริเวณที่แต้มน้ำหอม เช่น กกหู ต้นคอ ข้อพับ ป้องกันได้ด้วย การทดลองแต้มน้ำหอมในบริเวณท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนซื้อ 2. ใบหน้าเป็นสิวเกิดจากสารเคมีหรือส่วนประกอบใน น้ำหอมเข้าไปอุดตันรูขุมขนทำให้ อักเสบ มักพบเมื่อใช้น้ำหอมหรือเครื่องสำอางประมาณ 1 เดือนขึ้นไป วิธีแก้คือหยุดใช้ทันทีและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมแทน 3. ผื่นแพ้ ในกรณีของคนที่มีอาหารแพ้มากอาจพบลักษณะตุ่มน้ำใส หรือเป็นหนอง อาการนี้พบได้ไม่บ่อยนัก 4. รอยด่างดำบริเวณที่แต้มน้ำหอม รอยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เพราะน้ำหอมจะดูด ซับรังสีอัลตร้าไวโอเลตจนเกิดรอยด่างดำลักษณะคล้ายฝ้า รักษาให้หายได้โดยใช้ยาทา 5. ระคายเคืองตาและเยื่อบุจมูก เกิดจากการฉีดสเปรย์น้ำหอม วิธีแก้คือให้ฉีดน้ำหอมใน ต่ำกว่าระดับไหล่และห่างจากตัวประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการระคายเคือง แล้วยังไม่ทำให้เกิดรอยด่างบนเสื้อผ้า แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้ใช้การแต้มน้ำหอมตรงจุดชีพจร ข้อพับ ไหปลาร้า หลังอาบน้ำใหม่ๆ แทนการฉีดสเปรย์ วิธีนี้ทำให้กลิ่นติดทนนานขึ้นด้วย 6. SICK HOUSE SYNDROME โรคนี้เกิดจากมลภาวะภายในบ้าน เช่น ฝุ่นละออง สีทาบ้าน กลิ่นบุหรี่ แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอมจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้า หรือแม้แต่กระดาษชำระที่มีกลิ่นหอม ทำให้ปวดศีรษะเรื้อรัง และในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อปอดได้ ดังนั้นหากไม่ปรารถนาจะทุกข์ทรมานจากอาการแพ้ต่างๆ เหล่านี้ อาจต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทปราศจากน้ำหอม หรือ Fragrance Free หรือผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำหอมน้อยๆ โดยดูที่ฉลากที่บอกส่วนผสม ดูลำดับของน้ำหอมควรจะอยู่ท้ายที่สุด ซึ่งหมายความว่ามีส่วนผสมน้ำหอมน้อยที่สุดนั่นเอง [1] พญ.ธวลิดา เวชชวณิชย์ ศัลยแพทย์ความงามและแก้ไขโครงหน้า เลเซอร์ศัลยกรรม Bangkok Beauty Clinic ที่มา : เดลินิวส์ 8 พฤศจิกายน 2556 [2] น้ำหอมที่คุณใช้..เป็นพิษหรือเปล่า?. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaipost.net/x-cite/020512/56190.

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 152 เรื่องหนักอกของคนอกไม่หนัก

เรื่องหน้าอกที่ไม่ฟู อึ๋ม อย่างดารานางแบบ มันเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของสาวๆ สมัยนี้ ไหนจะต้องผอม ขาว และยังต้องมีหน้าอกใหญ่ด้วย ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มันผิดตั้งแต่แรกแล้ว สาวผอมแห้งคนไหนกันจะมีหน้าอกใหญ่ฟูในเมื่อ หน้าอกของสาวๆ นั้นประกอบด้วย ไขมัน เป็นส่วนสำคัญ คนที่ผอมแห้ง(เพราะลดน้ำหนัก ไม่กินไขมัน) แล้วนมฟู ก็คงไม่น่าจะพ้นมือหมอทำ ธรรมดาเมื่อผู้หญิงย่างเข้าวัยสาว สะโพกและหน้าอกจะขยายเนื่องจากการสะสมของไขมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหน้าอกจะมีแต่ไขมันล้วนๆ หน้าอกยังประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ ต่อมและเนื้อเยื่อต่างๆ แต่ตัวที่กำหนดขนาดจริงๆ ก็คือไขมัน จนกว่าจะอายุ 20 ปี กล้ามเนื้ออกจึงจะมีผลต่อขนาดของเต้านม สำหรับคนที่รับประทานอาหารปกติ มีไขมันบ้าง หน้าอกก็จะมีขนาดพอสมควร แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ด้วย ถ้าสาวน้อยทั้งหลายยังอดมื้อกินมื้อ เพื่อหวังความผอมเพรียว แน่ล่ะว่าหน้าอกมันต้องเล็กลงไปด้วย แต่ในเมื่อไม่เข้าเทรนด์ ผอม ขาว อึ๋ม บางคนจึงต้องมองหาผลิตภัณฑ์มาช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก เพราะอาจยังไม่กล้าพอที่จะทำศัลยกรรม เลยเป็นโอกาสให้พวกขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาชวนเชื่อ ให้ซื้อผลิตภัณฑ์ไปรับประทาน ด้วยการโฆษณาว่า ใช้แล้ว อกจะฟู และเพื่อให้ขยายกลุ่มเป้าหมาย จึงเพิ่มไปเรื่องกระชับช่องคลอด(รูฟิต) ด้วย ผลิตภัณฑ์พวกนี้แม้บางชนิดจะมีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่สาวๆ ต้องเข้าใจนะว่า การขึ้นทะเบียนกับ อย. นั้น อย. ไม่ได้ให้สิทธิมาหลอกว่าทำนั่นนี่ได้ อย. ก็แค่รับรู้ว่าพวกนี้มีบริษัทผลิตสินค้าเป็นหลักแหล่ง เลขทะเบียนที่ให้ก็เพื่อใช้ในการกำกับดูแล แต่ไม่ได้รับรองว่า กินแล้วจะเป็นจริงดังที่โฆษณา  เพราะการโฆษณาว่าชี้ชวนว่า ทำให้นมใหญ่ได้นี่ ผิดกฎหมายชัดเจน แต่เพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้ อย. จับได้แต่ไล่ตามไม่ทัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงโฆษณากันอย่างคึกคัก ขนาดที่ว่า เดี๋ยวนี้มาโฆษณาในฟรีทีวีได้แล้ว โดยไม่ต้องบอกสรรพคุณอะไรเลย แค่บอกชื่อสินค้า หลายคนก็ร้องอ๋อแล้วว่าสินค้านี้มีขึ้นเพื่อขายอะไร   แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทเสริมอาหารนี้ไม่มีผลจริงต่อการขยายขนาดหน้าอก ดีไม่ดีอาจได้ผลข้างเคียงไม่พึงปรารถนา เช่น ตกขาวมากขึ้น ตกขาวปนเลือด อาการปวดท้องอย่างรุนแรงเนื่องจากมดลูกอักเสบ  เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้ บางตัวลักลอบใส่ฮอร์โมน(ที่เป็นยา) ในปริมาณที่สูง หรือสมุนไพรที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอย่างกวาวเครือ หรือสารสกัดจากถั่วเหลือง ในปริมาณที่มากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อร่างกาย สาวๆ ทั้งหลายจึงไม่ควรไปฝากความหวังไว้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอกฟูทั้งหลาย เพราะมันไม่จริง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 151 นิยามสวยอันตราย ผิวขาว นมใหญ่

หลังได้รับแท็กในเฟสบุ๊คของบรรดาเน็ตไอดอล และพริตตี้ทั้งหลายเข้าบ่อยๆ  ก็ถึงกับมึนและคิดว่าเราคงเกิดเร็วไปจนไม่ค่อยเข้าใจกับนิยามความสวยของสาวสมัยนี้นัก(ของเรามันสวยอย่างฉลาด) สั้นๆ เลยค่ะ “ผิวขาว นมใหญ่”  แล้วยิ่งมีช่องทางสื่อสารในโซเชียลมีเดียที่ควบคุมแสนยากเย็นเข้าด้วย สาววัยใสสมัยนี้จึงได้กลายเป็นเหยื่อของพวก “ไม่มีสำนึกดี” ไปได้ง่ายๆ Key Word สำคัญในการโฆษณาล่อลวง ที่จับได้คือ ขาวใส เห็นผลไว ไม่เกิน 7 วัน พิสูจน์ได้ โดยสร้างความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีบอกเล่าผ่านการรีวิวสินค้าหรือถ่ายรูปคู่กับสินค้า โดยบรรดาพริตตี้สาวขาวใสทั้งโนเนมและชื่อดัง บางแบรนด์ที่ขายดีมากก็ลงทุนโฆษณาในรายการโทรทัศน์ที่วัยรุ่นนิยมตอกย้ำไปด้วย      ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมาในรูปแบบของครีมทาหน้า โทนเนอร์ หรือสบู่ฟอกผิว ครีมทาหน้าจะฮิตสุด เพราะขั้นตอนการผลิตไม่ยาก ทำเองแบบบ้านๆ ก็ได้(กวนครีมเอง) หรือไปว่าจ้างโรงงานผลิตให้ ว่ากันว่า มีโรงงานที่รับผลิตสินค้าประเภทครีมหน้าขาวอยู่หลายโรงงาน มีสูตรครีมหน้าขาวให้เลือกหลายสูตรด้วย ว่ามาเลยว่า ผู้ว่าจ้างผลิตต้องการแบบไหน มีตั้งแต่ราคา(ครีม) กิโลกรัมละไม่กี่ร้อยบาท เรื่อยไปจนกิโลกรัมละเหยียบหมื่น จากนั้นก็นำมาติดแบรนด์ตัวเองเข้าไป จะไปจดแจ้ง อย. หรือไม่ ก็แล้วแต่ว่า จะมีประโยชน์ต่อการขายไหม ทำการตลาดแบบถึงเนื้อถึงตัวหน่อย สินค้าก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยิ่งผลิตภัณฑ์ให้ผลเร็วจริงตามโฆษณา เจ้าของแบรนด์ก็รวยไม่รู้เรื่อง   แต่ความจริง โลกนี้มันโหดร้าย ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ขาวใสได้แบบทันที ทันใจและปลอดภัยนั้น ไม่มีอยู่จริง ขาวไวน่ะมีแต่ไม่ปลอดภัย เพราะเขาใช้สารที่เป็นอันตรายและส่งผลให้หน้าเราจากพังทั้งสิ้น   ความจริงเรื่องไวท์เทนนิ่งครีม ไวท์เทนนิ่งครีมหรือครีมหน้าขาวเป็นเครื่องสำอางที่จะใส่สารสำคัญบางตัวที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้กับผิวหนัง หรือบางตัวช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวหนัง ผลคือเมื่อทาครีมไประยะหนึ่งผิวจะค่อยๆ ขาวขึ้นได้ โดยสารสำคัญที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายตัว เช่น โคจิกแอซิด อาร์บูติน วิตามินซี กรด AHA และสารสกัดจากสมุนไพร เช่น มะหาด(ฮิตอยู่พักใหญ่) สารพวกนี้ถ้าใส่ในเครื่องสำอางอย่างเหมาะสม(มีกรรมวิธีการผลิตที่ดี) จะทำให้ผิวค่อยๆ ขาวขึ้นได้จริง โดยมีผลข้างเคียงต่ำ แต่ถ้านำสารพวกนี้มาผสมแบบตามใจฉัน มันก็เหมือนกินอาหารที่ทำไม่สะอาด มั่วๆ ไป ผลคือคุณท้องเสีย ถ้าเป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวหน้า ผลก็คือ หน้าพัง    หรือบางทีก็ไม่ได้ใส่สารไวท์เทนนิ่งอะไรจริงๆ แค่หลอกคนซื้อว่าผสมลงไปก็เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วใส่สารอันตรายผิดกฎหมายแทน อย่างสารปรอท รัฐสุ่มตรวจตัวอย่างครีมหน้าขาวทีไร เจอทุกที (คงเพราะมันถูกและหาซื้อไม่ยากล่ะมั่ง) อันนี้อันตรายระดับหน้าพังถาวรแท้   โดสเร่งขาว ตอนนี้ในกระแสขาวใสต้องนี่เลย กรด AHA (ช่วงนี้มาแรง) ภายใต้ชื่อการขายว่า “โดสเร่งขาว” ระบุเป็นหัวเชื้อกรด AHA ขายขวดละ 40 30 20 ต่ำกว่า10 บาทก็มี  วิธีการใช้คือให้หยดลงในครีมทาผิว ทาหน้าที่ใช้ประจำ หรือใช้หัวเชื้อนี้ทาที่ผิวโดยตรง โห! ช่างกล้าขายและคนที่ซื้อก็ช่างกล้าใช้ นี่มันคือการละเลงน้ำกรดลงบนผิวตัวเองแท้ๆ “หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมโดยเติมกรด AHA ร้อยละ 70 จริงถือว่ามีความเข้มข้นอย่างมาก ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ปวดแสบร้อนเหมือนผิวไหม้ และการใช้เป็นเวลานาน จะทำให้ชั้นผิวบางลง เมื่อผิวบางลงทำให้เกิดอาการอักเสบง่าย เกิดซ้ำๆ บ่อยๆ ระยะยาว โอกาสที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังก็สูง ที่สำคัญหากนำมาใช้บริเวณที่ผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา หากกระเด็นถูกก็อาจทำให้ตาบอดได้” นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาการ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  ได้แถลงข่าวเตือนภัยไปเมื่อเร็วๆ นี้ การใช้กรดลอกหน้า ลอกผิวมีการทำมานานแล้วในคลินิกความงามแต่จะควบคุมการใช้โดยแพทย์ผิวหนัง ต่อมาเริ่มมีงานวิจัยมากขึ้นพบว่า กรด AHA ไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหน้าคนเอเชียหรือคนผิวดำคล้ำ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำ ไม่สม่ำเสมอ(ผิวกระดำกระด่าง) แล้วตามธรรมชาติยิ่งผิวได้รับการกระตุ้นให้ผลัดผิวบ่อยๆ เข้า ร่างกายก็จะทำตรงข้ามคือชะงักหรือชะลอการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ที่มาของโดสเร่งขาว ด้วยกรด AHA นี้ เล่ากันว่า เป็นการตั้งชื่อเพื่อเลียนแบบผลิตภัณฑ์หน้าใสที่ใส่สารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ ตัวหนึ่งที่ราคาค่อนข้างแพง) คือ อาร์บูติน ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการหน้าขาวใส ในเครื่องสำอางแบรนด์ดังราคาแพง หรือที่เรียกว่า เคาน์เตอร์แบรนด์ ถ้าโฆษณาว่าหน้าเด้ง หน้าใส ตัวนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง โดยหลักการอาร์บูติน จะไประงับการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง เรียกว่า โจมตีที่เป้าหมายโดยตรง เมื่อเม็ดสีไม่ทำงาน ผลก็คือผิวค่อยๆ ขาวขึ้น (คนละแบบกับกรด  AHA ที่ไปเร่งการลอกเซลล์ผิวหนัง) อาร์บูติน ตามโครงสร้างทางเคมีจัดเป็นอนุพันธ์ของสารพวกไฮโดรควิโนน แต่ไม่มีผลข้างเคียงมากเท่ากับไฮโดรควิโนน จึงไม่อยู่ในกลุ่มสารเคมีควบคุม แต่อาร์บูติน ก็มีหลายชนิด ทั้ง เบต้า อาร์บูติน(Beta Arbutin) อัลฟ่า(Alpha Arbutin) และ ดิออกซี่ อาร์บูติน(Deoxy Arbutin) ซึ่งมีข้อเด่น ข้อด้อยต่างกันไป (ไว้จะมาขยายความในคราวถัดๆ ไป)แต่อาร์บูติน แม้มีข้อดีมาก แต่หากนำมาผลิตเป็นเครื่องสำอางแบบไม่สนใจอะไร จากผลดีก็สามารถกลายเป็นผลร้ายได้เช่นกัน ดังนั้นสาวๆ ทั้งหลาย(รวมถึงหนุ่มๆ ด้วย) โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์หน้าขาวสักหน่อย ไม่ใช่ว่าเขาโฆษณาอะไรว่าดี ก็เที่ยวเอาหน้าตัวเองไปทดลอง กะว่าจะสวย หล่อ เหมือนคนที่อ้างว่า ใช้แล้วได้ผล คุณเชื่อเขาเหรอ? ว่าเขาใช้จริง ไว้คราวหน้า มาต่อด้วยเรื่องนมโตกัน

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point