ฉบับที่ 172 นอนเพื่อความงาม

มีงานวิจัยอยู่หลายชิ้น ที่ระบุว่า การพักผ่อนด้วยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพนั้น มีส่วนช่วยในเรื่องความอ่อนเยาว์ของใบหน้าจริงๆ เราทุกคนก็คงรู้ตัวดีอยู่แล้วว่า ถ้าคืนไหนที่เรานอนไม่พอ หรือนอนแบบหลับๆ ตื่นๆ  เช้ามาแทบไม่อยากมองหน้าใคร  เพราะหน้าตาจะดูทรุดโทรมมาก แต่ถ้าได้นอนหลับสนิทผลที่ได้จะเป็นเรื่องตรงกันข้าม ความสดชื่นจะมาเยือนทั้งใบหน้าและร่างกายวิทยาศาสตร์การนอน    การนอนหลับโดยทั่วไป หมายถึงสภาวะที่ไม่รับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม โดยปกติจะไม่เคลื่อนที่ ยกเว้นสัตว์บางชนิด เช่น ปลาโลมา จะนอนหลับไปพร้อมๆ กับการว่ายน้ำได้ ในการนอนหลับสมองจะไม่ได้หยุดทำงาน แต่ในการนอนจะมีลักษณะการหลับสองแบบ คือ ช่วงที่เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์ทุกชนิด สลับกับช่วง non REM ซึ่งจะเป็นการนอนหลับแบบที่เรียกว่า หลับสนิท หลับลึก    จากการศึกษาการนอนหลับในสิ่งมีชีวิต พบว่า สัตว์ขนาดเล็กใช้เวลานอนมากกว่าสัตว์ขนาดใหญ่ ในธรรมชาติสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจะมีกระบวนการเผาผลาญพลังงานที่สูงกว่าสัตว์ขนาดใหญ่ ซึ่งในกระบวนการเผาผลาญแต่ละครั้งจะมีสารอนุมูลอิสระเกิดขึ้นจำนวนมาก สารอนุมูลอิสระจะทำลายเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกาย  เจ้าสัตว์ตัวน้อยจึงต้องใช้เวลานอนให้มากเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้ปกติ คนเราก็เช่นเดียวกัน ธรรมชาติในการนอนอยู่ที่ระยะ 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่นอนหลับ  แต่จะเกิดขึ้นในช่วงการนอนหลับสนิท หรือ non REM เท่านั้น  สำหรับการหลับในช่วง  REM จะไม่เกิดขึ้น*     ดังนั้นการนอนให้เพียงพอและมีช่วงการนอนหลับสนิทที่ยาวนาน จะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงเซลล์ผิวหนังด้วย เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการนอน•    การนอนหลับที่ดีจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง•    ผู้ที่นอนในห้องที่มีแสงสว่างมากมีแนวโน้ม ที่จะมีน้ำหนักตัวเกินกว่าปกติ•    การนอนหงายเป็นท่านอนที่หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุด •    การนอนตะแคงหรือการนอนคว่ำหน้านานๆ ทําให้เกิดแรงกดทับ ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะที่แก้มและคาง ที่เรียกว่า sleep line•    หนุนหมอนใบเล็กรองใต้คอ(ในท่านอนหงาย) แทนการหนุนหมอนสูง ช่วยแก้อาการปวดกระดูกคอ•    การนอนหลับระยะสั้นๆ ในระหว่างวันมีผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนสึกหรอได้มากขึ้น•    สถิติของการเกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก มีสาเหตุมาจากขาดการนอนหลับและความเมื่อยล้า สูงกว่าการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาสุรา* วิทยาศาสตร์การนอนหลับ ข้อมูลจาก  http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=40529

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 171 หินสี: เชื่อก็ต้องรู้ ดูก็ให้เป็น (ตอนที่ 3)

How to ร้อยหินสี ชิลๆ ใส่เอง เรารู้จักหินสี และการเลือกซื้อหินสีกันมาบ้างแล้ว ในตอนนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่อง How to ร้อยหินสี ชิลๆ ใส่เอง แรงบันดาลใจก็มาจากเห็นสร้อยข้อมือหินสีที่วางขายตามท้องตลาด ที่ล้วนแต่ประโคมหินสีชนิดต่างๆ หลากหลายทั้งสีสัน เกรด(คุณภาพของหินสี) และเครื่องประดับเสริมอื่นๆ เหล่านี้แหละที่ทำให้สร้อยข้อมือหินสีมีราคาแตกต่างกัน ฉลาดซื้อเข้าใจค่ะ บางอารมณ์ผู้บริโภคก็แอบคิด “อยากได้แต่แพง” “แบบ design ไม่เห็นสวย”  “น่าจะเพิ่มนี่นิด โน้นหน่อย” บลาๆๆๆ  ทางเลือกที่จะมาแนะนำ คือ ทำเองค่ะ  หลายคนคงเคยเห็นคนร้อยใส่เองบ้าง ทำแจกเพื่อนบ้าง แบ่งขายให้คนรู้จักบ้าง หรือบ้างก็เลยเถิดไปจนวางขายแบบจริงจัง นั่นก็เพราะเขาเหล่านั้นรู้จักทั้งแหล่งวัตถุดิบ และมีความชำนาญในวิธีการทำแล้ว ทุกอย่างเลยง่าย แต่จริงๆ แล้วทุกคนก็สามารถเรียนรู้ได้ค่ะ และสิ่งที่ฉลาดซื้อจะนำเสนอต่อไปนี้ จะเป็นการทำเองในแบบที่ “แตกต่าง” จากท้องตลาด เคยสงสัยบ้างไหมคะว่า ทำไมสร้อยข้อมือหินสีต้องเอาลูกปัดหินสีมาร้อยเรียงๆ ต่อกันไปทั้งเส้นด้วย(จริงๆ แล้ว หินสีทั้งเส้นมันทำให้สร้อยข้อมือมีราคาแพงเกินไป) หรือมีลูกปัดหินสีมากกว่า 50%  ทั้งๆ ที่การใส่หินสีตามความเชื่อ หรือเสริมดวงนั้น ขอให้มีหินสีที่เราเชื่ออยู่บนสร้อยข้อมือไม่กี่เม็ดก็พอ ซึ่งจะทำให้สามารถออกแบบให้สวยงามได้ดีกว่าร้อยต่อกันไปทั้งเส้น อีกอย่างการใส่สร้อยข้อมือหินสีก็เป็นเพียงแฟชั่น ตามกระแสนิยม ไม่ต้องทุ่มทุนสร้างมากก็ได้  การร้อยสร้อยข้อมือหินสีด้วยตัวคุณเองเป็นเรื่องที่ไม่ยาก ฉลาดซื้อจะแนะนำด้วยว่าจะสามารถใช้อะไรทดแทนลูกปัดหินสีได้บ้าง เพื่อเป็นการ Share Ideas! ที่แตกต่างกับท้องตลาดแก่ผู้ที่สนใจและสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ด้วยค่ะ  มาร้อยกันเลย ถ้าการร้อยสร้อยข้อมือหินสีเปรียบเสมือนเป็นการทำอาหาร ลูกปัดหินสีคงเป็นวัตถุดิบหลักของเรา ซึ่งเราสามารถหาแหล่งซื้อลูกปัดหินสีได้หลายที่ ตามกระแสนิยมช่วงนี้แหล่งใหญ่ก็น่าจะเป็นที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเปิดเฉพาะวันเสาร์ และอาทิตย์ พิกัดร้านขายหินสีอยู่ใกล้ๆ กับร้านภูฟ้า(บริเวณทางลงรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีกำแพงเพชร) และสำเพ็ง ซึ่งเป็นที่ทุกๆ คนน่าจะไปกันถูก ส่วนที่ที่จะมีขายหินสีแบบยั่งยืนกว่าช่วงฮิตๆ ในตอนนี้ก็น่าจะเป็นที่ตึก Jewelry Trade Center ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสีลม อยู่เลยวัดแขกมาหน่อย ข้างๆ โรงแรมฮอลิเดย์อิน   ส่วนที่อื่นๆ ก็น่าจะมีเช่นกันค่ะ อันนี้แล้วแต่ความสะดวกในการเดินทางนะคะ  ลูกปัดหินสีมีหลายเกรด มีทั้งแบบหินแท้ หินอัด หินสังเคราะห์ สำหรับความหมายและความเชื่อต่างๆ ของหินสีนั้น สอบถามกันเองได้หน้าร้านเลยค่ะ นอกนั้นก็เป็นเครื่องปรุง เอ๊ย วัสดุอื่นๆ ค่ะ ที่จะนำมาแต่งเสริมเติมแต่งให้สร้อยข้อมือหินสีมีความสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์ เนื่องจากเราทำเองค่ะ   อุปกรณ์พื้นฐาน ในการทำสร้อยข้อมือลูกปัดหินสี 1.       ลูกปัดหินสี                                                         2.       เอ็นใส/เอ็นยางยืด 3.       อะไหล่เครื่องประดับ 4.       ตะขอ/ตัวล็อค เช่น ตะขอก้ามปู   แป๊กระดุมกด 5.       ตัวปิดปม 6.       คีม เข็มและอุปกรณ์อื่น ๆ 7.       วัสดุทดแทน ลูกปัดหินสี      Tips ในการร้อยสร้อยข้อมือลูกปัดหินสี 1.      เอ็นใส สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ใช้เอ็นเบอร์ 0.30 mm. หรือเบอร์ 30 มาก่อนค่ะ ไม่ใหญ่เกิน ไม่เล็กเกิน มีแบบม้วนใหญ่ยาว 100 เมตร ม้วนเล็กยาว 10 เมตร ค่ะ สำหรับเอ็นยางยืด ให้ใช้หลายเส้นหน่อย เพื่อความแข็งแรงค่ะ ตัดขนาดตามข้อมือและอย่าลืมเผื่อสำหรับการผูก 2-3 ทับ 2.      ตะขอ มีหลายแบบ 1)ตะขอก้ามปู กับโซ่ปรับระดับ สามารถเลื่อนตะขอก้ามปูไปเกี่ยวห่วงในโซ่ได้หลายตำแหน่ง สร้อยที่ได้จึงปรับความยาวได้ 2)กระดุมกด 3)toggle หรือตะขอตัว OI 4)ตะขอก้ามปูแบบกลม       3.      ห่วงโลหะ มีหลายขนาด หลายสีเช่นกัน มีรูปทรง(ที่เรารู้จัก)สามแบบค่ะ กลม รี และสามเหลี่ยม แนะนำห่วงกลมขนาด 5 mm.- 8mm. น่าจะกำลังเหมาะสม 4.      ตัวปิดปม เวลาที่เราร้อยสร้อย เราต้องผูกปลายเอ็นไม่ให้สร้อย และลูกปัดหลุด ตัวปิดปมเอาไว้ปิดปมเอ็นที่เราผูกตรงปลายของสร้อย จากนั้นบีบตัวปิดปม ปมก็ซ่อนอยู่ข้างในค่ะ และที่ตัวปิดปมยังมีห่วงโค้งเอาไว้คล้องกับตะขอได้   5.      เม็ดบีบ เป็นโลหะมักจะใช้บีบทับปมเอ็น เราชอบใช้ในงานที่ร้อยด้วยลวดสลิง   เอาล่ะมาถึงตรงนี้ ฉลาดซื้อคาดว่าทุกคนคงเกิด Ideas ไปไม่มากก็น้อยนะคะ ลองลงมือทำซิคะ แล้วคุณจะเห็นว่า หินสีไม่ต้องมากมายก็ทำให้สร้อยข้อมือของคุณสวยเก๋ได้ แถมยังไม่เหมือนใครด้วย  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 170 หินสี: เชื่อก็ต้องรู้ ดูก็ให้เป็น (ตอนที่ 2)

ความเชื่อถือ และการใช้อัญมณีของคนไทยในสมัยโบราณ เริ่มมีมาแต่สมัยใดยังไม่มีหลักฐานกำหนดแน่ชัด เราอาจทราบเรื่องอัญมณีของไทยในอดีต ได้จากวรรณคดีไทย บางเรื่อง บางตอน คนไทยเริ่มรู้จักและใช้อัญมณีไม่กี่ชนิด ที่มีการอิทธิพลมากๆ ก็ได้ แก่ นพรัตน์ หรือแก้วเก้าประการ ได้แก่ 1) เพชร Diamond 2) ทับทิม  Ruby 3) มรกต Emerald 4) บุษราคัม Yellow - Sapphire or Topaz*  5) โกเมน Garnet  6) ไพลิน  Blue Sapphire 7) ไข่มุก Pearl or Moonstone 8) เพทาย Zircon 9) ไพฑูรย์ Chrysobery Cat's eye (*ในสมัยโบราณ คำว่า บุษราคัม จะหมายถึง โทแพซ แต่เมื่อเราพบว่า พลอยสีเหลืองของจันทบุรี ซึ่งเป็นแซปไฟร์สีเหลือง (Yellow Sapphire) มีคุณภาพเหนือกว่า เราจึงใช้ Yellow Sapphire แทน) ส่วนหินสี อย่าง อเมทิสต์(หินสีม่วง) เทอร์ควอยซ์(หินสีเขียวไข่กา) เริ่มมาเป็นที่นิยมกันในภายหลัง เรื่องราคา หินสีพวกนี้บางประเภทที่หายากและเป็นของแท้ ก็จะมีราคาค่อนข้างสูง นำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายได้ แต่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่กำลังฮิตๆ กัน จะเป็นของทำเทียม เลียนแบบ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบบเกินจริง รศ.ดร.เสรีวัฒน์ สมินทร์ปัญญา อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหินและอัญมณี ได้ให้ความรู้ในการแยกหินสีของจริง-ของปลอม เนื่องจากหินสีที่มีอยู่ในท้องตลาดขณะนี้ มีทั้งหินสีธรรมชาติที่เป็นของจริง หินสีปลอมที่ทำจากแก้ว เรซิ่น และพลาสติก ซึ่ง รศ.ดร.เสรีวัฒน์ ให้ข้อสังเกตว่า มีวิธีเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบดังนี้   1. ใช้ลูปส่องพระ ขนาดกำลังขยาย 10 เท่าส่องเข้าไปที่เม็ดหิน หากเป็นหินปลอมที่ทำขึ้นจากแก้วหรือเรซิ่น ภายในจะเต็มไปด้วยฟองอากาศขนาดเล็กเต็มไปหมด ที่เกิดจากกระบวนการหล่อของโรงงานที่สามารถยืนยันได้ทันทีว่าหินนี้เป็นของปลอม 2. เมื่อนำไปตากแดดแล้วนำมาสัมผัส หรือนำมาอังไว้ที่แก้ม หินสีธรรมชาติจะยังคงความเย็นอยู่ ในขณะที่แก้วหรือเรซิ่นจะร้อน เพราะมีคุณสมบัติในการดูดความร้อน 3. ดูเส้นไหล หินปลอมจากพลาสติกหรือแก้วจะมีเส้นไหล ที่มีลักษณะเหมือนเป็นลายน้ำเชื่อมที่เกิดจากการหลอมของพลาสติก ซึ่งจะไม่พบในหินแท้จากธรรมชาติ 4. ดูแนวเชื่อม ถ้าหากมีแนวเชื่อมของเม็ดหินแสดงว่าเป็นหินปลอมที่เกิดจากเครื่องหล่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ 5. ดูลวดลาย หากลวดลายหรือตำหนิบนหินมีลักษณะเหมือนๆ กัน หรือตรงกันทุกจุด ก็สันนิษฐานได้ทันทีว่ามาจากโรงงาน เพราะหินในธรรมชาติแทบจะไม่มีก้อนไหนเลยที่มีลักษณะเหมือนกัน 6. ราคาอาจใช้เทียบไม่ได้ เพราะเกิดจากความพึงพอใจระหว่างคนขายคนซื้อ และเครดิตของร้านค้า 7. น้ำหนัก ใช้เทียบไม่ได้ เพราะแก้วบางชนิดมีน้ำหนักใกล้เคียงกับหินสีของแท้ 8. วิธีสุดท้ายที่ง่ายที่สุด สำหรับการแยกหินสีแท้กับพลาสติก คือ การนำไปเผาไฟ แต่อาจไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ค้า ทั้งนี้ เราสามารถหินย้อมสีได้ เพื่อเปลี่ยนสีพลอยถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักอัญมณีใช้สำหรับการปรับปรุงคุณภาพพลอยที่มีการทำสืบต่อกันมานานแล้วตั้งแต่อดีต เพื่อให้พลอยหรืออัญมณีมีสีที่สวยขึ้น ใสขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น หรือทำให้มีสีสันลวดลายแบบที่ต้องการซึ่งนิยมทำกันมากทั้งในพลอยธรรมชาติ และพลอยสังเคราะห์ จนบางครั้งผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถแยกได้ว่าอันไหนเป็นของจริง หรืออันไหนเป็นของปลอม การใช้สารเคลือบสี หรือการย้อมสีซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดกับพลอยสังเคราะห์ที่ทำจากแก้วหรือเรซิ่นให้ดูมีสีสันเหมือนของจริง โดยการใช้สีเคมีย้อมเข้าไปที่ตัวพลอย ให้เม็ดสีเข้าไปเคลือบที่บริเวณช่องว่างและผิวหน้าของเม็ดพลอย แต่เมื่อเวลาผ่านไปสีก็จะค่อยๆ หมองและหลุดลอกในที่สุด คราวหน้าไหนๆ ก็ถือว่าเป็นเครื่องประดับที่กำลังแรง เราจะชวนสาวๆ มาทำ DIY สร้อยข้อมือจากหินสีราคาไม่แพง แต่งดงามกันนะคะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 169 หินสี: เชื่อก็ต้องรู้ ดูก็ให้เป็น (ตอนที่ 1)

สาวน้อยสาวใหญ่เมื่อมีแฟชั่นเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ ฯลฯ ก็ไม่วายจะต้องหามาใช้เพื่อเกาะกระแสตามๆ กันไป ความจริงแล้วสาวๆ ก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องประดับร่างกาย เพื่อเสริมสร้างความสวยงามนั่นเอง ซึ่งถ้านับรองจากโทรศัพท์ถือมือแล้วก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่ 6 ของบรรดาสาวๆ เลยทีเดียว สำหรับเทรนด์แรงประจำปี 2557 จนต่อเนื่องมาปีนี้ คือ “หินสี”  ที่มีผู้คนมากมายหลากหลายวงการพากันหามาใส่กัน อาจมีอิทธิพลมาจาก “ความเชื่อ” ในการสวมใส่เพื่อเสริมดวง นำโชค แก้ปีชง ตามที่แต่ละคนได้หาข้อมูลมา ฉลาดซื้อขอเกาะกระแสเรื่องนี้ด้วย แต่จะเสนอมุมมองที่ว่า หินสี: เชื่อก็ต้องรู้ ดูก็ให้เป็น   ความรู้เกี่ยวกับหิน หินสี ที่เราหามาใส่กันนั้นมันมาจากไหน หิน(rock)  คือ มวลสารที่เป็นของแข็ง ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเปลือกโลกอย่างหนึ่ง จะแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการเกิด ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ซึ่งหินทั้ง 3 ชนิดนี้ อาจเปลี่ยนแปลง จากหินชนิดหนึ่งไปเป็นหินอีกชนิดหนึ่งได้ หินทุกชนิดต้องประกอบด้วยแร่ อาจมีแร่เพียงชนิดเดียว เรียกว่า หินแร่เดี่ยว (monomineralic rock) เช่น หินปูน ประกอบด้วยแร่แคลไซต์ (calcite) หินควอร์ตไซต์ (quartzite) ประกอบด้วยแร่ควอตซ์ (quartz) แต่หินส่วนมาก มักประกอบด้วยแร่มากกว่าหนึ่งชนิดดังกล่าว เรียกว่า หินแร่ประสม (polymineralic rock) เราจึงเห็นหินมีสีสันต่างๆ ตามแร่ธาตุที่แตกต่างกัน และหินสีที่สวยๆ คุณภาพดีก็คือ “อัญมณี” ที่มีราคานั่นเอง   “จุดกำเนิดหินสีมีทั้งแบบที่เป็น “หิน” และแบบที่เป็น “แร่” ซึ่งหินสีธรรมชาติทั้งหมดล้วนเกิดจากจุดกำเนิดเดียวกัน คือกระบวนการทางธรณีวิทยาใต้ชั้นเปลือกโลก แหล่งเก็บรวมรวมแร่ธาตุที่จะปะทุตัวขึ้นมาในรูปแบบลาวาของภูเขาไฟ หรือรูปแบบอื่นๆ ก่อนจะแข็งตัวกลายเป็นหินอัคนี ที่จะสามารถแตกกลุ่มหินออกได้อีกเป็น 2 แบบคือ “หินชั้น” ที่เกิดจากทับถมกันของหินประเภทต่างๆ เป็นเวลานานจนเกาะตัวเป็นเนื้อเดียวกัน และหินแปรที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของหินอัคนีหรือหินชั้นแบบเดิม จากอุณหภูมิและความดันสูงๆ จนเกิดเป็นหินชนิดใหม่ที่มีโครงสร้างทางเคมีที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหินสีในปัจจุบันสามารถเป็นได้ทั้งหินอัคนี หินชั้น และหินแปร” (รศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักธรณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านหินและแร่) หินสีที่ก่อกำเนิดจากหินอัคนี พบได้จำพวกแก้วธรรมชาติ ทับทิม ไพลิน บุษราคัม เขียวส่อง สปิเนล ควอตซ์ แบริล คริสโซแบริล เพอริโด ทัวร์มาลีน อาความารีน โทปาซ เพทาย(เซอร์คอน) หินสีที่ก่อกำเนิดจากหินแปร พบได้จำพวก ทับทิม ไพลิน บุษราคัม เขียวส่อง สปิเนล ควอตซ์โกเมนชนิดต่างๆ แบริล คริสโซแบริล เพอริโด ทัวร์มาลีน หยกเจดไดท์ หยกเนฟไฟรต์ ลาปิสลาซูลี ไอโอไลท์ ซอยไซท์ หินสีที่ก่อกำเนิดจากหินชั้น(หรือหินตะกอน) พบได้จำพวก ทับทิม ไพลิน บุษราคัม เขียวส่องควอตซ์ สเปสซาร์ไทต์(โกเมนสีส้ม) แบริล คริสโซแบริล ทัวร์มาลีน โทปาซ สปอดูมีน อะพาไทต์ มรกต หินสีที่ก่อกำเนิดจากน้ำบนผิวโลก ได้แก่ โอปอ เทอร์คอยซ์ มาลาไคท์ โรโดโครไซท์ อะมีทิสต์ อาเกต   ความต่างของอัญมณีกับหินสี อัญมณีส่วนใหญ่เป็นแร่ เราจึงสามารถเรียนรู้ และเข้าใจถึงโครงสร้าง และคุณสมบัติในด้านต่างๆ ของอัญมณีได้อย่างค่อนข้างสะดวก แร่ทุกชนิดจะจัดแบ่งแยกจากกันได้ โดยลักษณะโครงสร้างทางผลึก และส่วนประกอบทางเคมี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก เนื่องจากว่าจะไม่มีแร่ หรือ อัญมณี 2 ชนิดใด ที่มีลักษณะโครงสร้างทางผลึกและองค์ประกอบทางเคมีที่เหมือนกันทุกประการ คือ อาจมีความแตกต่าง ในคุณสมบัติทางกายภาพ ทางแสง และทางเคมี ดังนั้นจึงสามารถใช้ความแตกต่างในคุณสมบัติดังกล่าว มาช่วยในการตรวจจำแนกชนิดและคุณค่าราคาของอัญมณีต่างๆ ได้ แตกต่างจาก “หินสี”  ที่มีความไม่แน่นอนในส่วนประกอบ จึงจัดให้เป็น “ของคุณภาพต่ำ” หรือ “อัญมณีคุณภาพต่ำ”  ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับพลอยแต่เป็นพลอยแฟชั่น ที่ไม่มีคุณค่าทางการลงทุนเหมือน เพชร หรือพลอยน้ำดี  เพราะหินสีส่วนมากจะมีเนื้อขุ่นและมีมลทินอยู่ภายใน ทำให้หินสีมีราคาถูกมาก(ย้ำถูกมาก) เมื่อเทียบกับอัญมณีชนิดอื่นๆ   ในตอนถัดไป เราจะมาต่อกันด้วยเรื่อง “ความเชื่อ” และ “การเลือก” หินสีแบบคนฉลาดซื้อกันนะคะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 168 เปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับการล้างหน้า

ใบหน้าคนเรานั้นอาจไม่ได้มีความสวยงามตามคตินิยมกันทุกคน แต่การที่มีใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา หรือหน้าใสๆ ก็เป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไปได้ ดังนั้นการทำความสะอาดผิวหน้าเพื่อให้มีใบหน้าสดใส จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่หลายคนก็มุ่งมั่นกับการล้างทำความสะอาดหน้ามากเกินไป จนเกิดปัญหาตามมา ฉลาดซื้อขอทบทวนเรื่องหลักการพื้นฐานในการล้างหน้าอีกสักครั้ง รวมทั้งปรับเรื่องความเชื่อที่เพี้ยนๆ ของคนทั่วไปเกี่ยวกับการล้างหน้า   ความเชื่อ  ครีมหรือโฟมล้างหน้า ควรเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะใช้ไปนานๆ จะแพ้ เรื่องจริง   เราสามารถใช้ยี่ห้อเดียวกันต่อเนื่องไปได้ ถ้าใช้แล้วถูกใจ หากไม่แพ้แต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยี่ห้อ ซึ่งจะเสี่ยงมากกว่า ความเชื่อ  หน้ามันจึงต้องล้างหน้าบ่อยๆ ความจริง ยิ่งล้างบ่อย หน้าจะยิ่งมันเพราะเมื่อน้ำมันที่ผิวถูกล้างออกไป ต่อมไขมันจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมาชดเชย ยิ่งทำให้หน้ามันมากขึ้น ความเชื่อ ล้างหน้าจนผิวตึง คือสะอาดหมดจด ความจริง ผิวตึงมากๆ หลังล้างหน้า เกิดจากค่าพีเอชที่สูงในสบู่หรือโฟมล้างหน้า อาจมีผลทำให้ผิวระคายเคือง ผิวลอกเป็นขุย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีเอชเหมาะสม ไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึงเกินไปหลังล้างหน้า   ความเชื่อ  น้ำเกลือล้างแผล ใช้ทำความสะอาดผิวหน้า ช่วยรักษาสิว ความจริง น้ำเกลือไม่ได้มีส่วนช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว มันได้ผลเท่ากับการล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดธรรมดาๆ ความเชื่อ  ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้รูขุมขนเล็กลงได้ถาวร ความจริง   การที่รูขุมขนเล็กลงหลังล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเป็นผลเพียงชั่วคราว สักพักรูขุมขนก็จะกลับมาเท่าเดิม   การล้างหน้าให้ถูกวิธี เพื่อใบหน้าสะอาดใส 1.ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว คือเวลาตื่นนอนตอนเช้า 1 ครั้ง และอาบน้ำตอนค่ำก่อนนอนอีกครั้ง เราไม่ควรล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง หรือคนที่ผิวมันอยู่แล้ว ผิวจะยิ่งมันมากขึ้น แต่ก็อาจเพิ่มเติมในกรณีที่ต้องทำกิจกรรมที่ทำให้ผิวหน้าสกปรก เช่น มีเหงื่อออกมากหลังเล่นกีฬา ทำงานบ้าน ทำสวน เป็นต้น 2.ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีค่าพีเอชเหมาะสม เช่น สบู่เด็ก คือล้างแล้วหน้าไม่ตึงเกินไป(เกิดจากสบู่ที่มีค่าพีเอชสูง) ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำอุ่น ผู้ที่ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นติดต่อกันนานๆ มีโอกาสมากที่ผิวหน้าจะหยาบกร้านได้  และไม่ควรขัดถูใบหน้าด้วยความรุนแรง 3.หลังล้างหน้า ควรซับผิวหน้าผ้าขนหนูอย่างเบามือ ไม่จำเป็นต้องขัดถูแรงๆ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 167 งามตามเน็ต

เพราะเป็นยุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้น ใครๆ ก็สื่อสารสาธารณะได้ และช่องทางการรับสื่อก็มากมายความจำเป็นจึงไม่ได้อยู่ที่เราจะหาข้อมูลได้ไหม แต่กลายเป็นว่าเราจะเลือกรับข้อมูลเป็นหรือไม่มากกว่า เรื่องสวยๆ งามๆ ก็เป็นอีกเรื่องที่ติดอันดับต้นๆ ในหัวข้อค้นหาจากเว็บท่าต่างๆ ทั้งกูเกิล ยาฮู ฯลฯ ซึ่งถ้าเลือกใช้ข้อมูลไม่เป็นก็อาจกลายเป็นเหยื่อจากการขายสินค้าอันตรายได้ หรือทดลองปฏิบัติในเรื่องที่อันตรายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ครั้งนี้ขอยกตัวอย่าง งามตามเน็ต เรื่องการล้างหน้าที่มีการแชร์ต่อๆ กันมากๆ ซึ่งเข้าข่าย อันตรายโดยไม่รู้ตัว พอกหน้าด้วยแอสไพริน เอาล่ะสิ เรารู้กันดีว่า แอสไพริน เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ได้ผลดี และยังใช้ในการลดความเสี่ยงเรื่องเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย แต่ใครกันนะ นึกไปได้ว่า แอสไพริน เอามามาร์กหน้าจะช่วยลดการอักเสบของสิวได้ เรื่องมีอยู่ว่า แอสไพริน มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า salicylic acid ที่ไปตรงกับชื่อยาที่อยู่หลังขวดยารักษาสิวพอดี งั้นเอามาพอกหน้าทาหน้าก็ได้ผลเหมือนกันสิ ซึ่งความจริงก็ต้องบอกว่า ได้ผล นะคะ แต่...คุณไม่ใช่นักเคมี ไม่ใช่เภสัชกร คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าปริมาณเท่าไหร่ จึงจะได้ผลดีและไม่เกิดผลข้างเคียง           ในกลุ่มยาที่ใช้รักษาอาการอักเสบของสิว ผู้ที่ปรุงยาต้องมีการกำหนดขนาดการใช้สารเคมีที่จะมีผลออกฤทธิ์โดยให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด และต้องผ่านการขึ้นทะเบียนยา เรียกว่ามีหลายขั้นตอนกว่าจะเป็นยาออกมาได้ การนำยาเม็ดแอสไพรินไปบดเป็นผงๆ แล้วมาทาหน้าเอง ผลที่ได้อาจไม่ใช่การรักษาสิว แต่กลายเป็นว่า หน้าจะพังเอา ดังนั้นนักเคมีสมัครเล่นทั้งหลายไม่ควรเสี่ยงจะดีกว่า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เขาทำออกมาโดยผ่านการทดสอบผลข้างเคียงแล้วจะดีกว่า   ล้างหน้าด้วยซันไลต์ ใช่แล้ว ซันไลต์ ที่เป็นชื่อของน้ำยาล้างจานนั่นแหละ ในยูทูปซึ่งใครๆ ก็ใช่เป็นช่องทางในการเผยแพร่ความรู้เฉพาะตัวตนนั้น เกิดมีน้องนางคนหนึ่งมารีวิวการใช้น้ำยาซันไลต์ ล้างหน้าเข้าให้ โดยบอกว่าได้ผลดีมาก หน้าไม่มันเลย(น้องคะ หน้านะคะ ไม่ใช่จาน) คืออันนี้ผู้ที่มีวิจารณญาณก็คงพอคิดกันได้ว่า มันเกินไป แต่ถ้าเกิดมีใครอุตริทำตามจะแย่เอา เพราะน้ำยานี้เขาออกแบบมาเพื่อขจัดความมันบนพื้นผิววัสดุที่ทนทานอย่างจาน ช้อน หม้อ ซึ่งเป็นพลาสติก อะลูมิเนียม สแตนเลส แต่กับใบหน้าของเราซึ่งแสนบอบบาง จะทำให้ผิวหน้าเยินแทนที่จะสวยได้ ล้างหน้าด้วยเบกกิ้งโซดา ตามสื่อออนไลน์ แนะนำให้มีการใช้เบกกิ้งโซดาหรือผงฟูมาล้างหน้า เพื่อกระชับรูขุมขน เอิ่ม...รูขุมขนมันแค่เรื่องจิ๊บๆ บนผิวหน้า และวิธีเดียวที่ช่วยให้มันกระชับคือ การทำเลเซอร์เพื่อเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของผิวหนัง แค่เบกกิ้งโซดา ไม่สามารถทำอะไรกับรูขุมขนได้เลย อาจทำให้รู้สึกเหมือนผิวนุ่มขึ้นนิดหน่อย (ร้านอาหารดังๆ เขาก็ใช้เบกกิ้งโซดาหมักหมู หมักเนื้อให้นุ่มอร่อย)   แต่เบกกิ้งโซดามีสมบัติเป็นด่างอ่อนๆ ซึ่งจะกัดผิวหน้าให้บางลง โดยเข้าไปทำลายเซลล์ผิวชั้นนอก จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้หน้าเกิดอาการแพ้ โดยจะเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดงอักเสบคัน และเกิดเป็นรอยดำตามมา แทนที่หน้าจะสวยกลับจะได้หน้าเสียไปแทน สรุปว่า ใบหน้าของเราท่านนั้นแสนจะบอบบาง อย่าได้ริเอาวัตถุเคมีที่มีการออกฤทธิ์รุนแรงมาใช้กับผิวเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรเป็นเครื่องสำอางที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยมาแล้ว เพราะขนาดผ่านมาตรฐานมาแล้ว บางผลิตภัณฑ์ยังก่อให้เกิดอาการแพ้ขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน จะใช้ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็ต้องระมัดระวัง อย่าเสี่ยงหน้าพังโดยไม่จำเป็น

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 166 ลบรอยสัก

เขียนเรื่องสักคิ้วไป ก็พบข้อมูลเรื่องการลบรอยสัก ซึ่งน่าสนใจ จึงขอหยิบมานำเสนอเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนที่ประสงค์จะลบรอยสักออก หรือสำหรับคนที่ยังไม่มีรอยสัก แต่ถ้าคิดจะสักจะได้พึงคิดให้ดีก่อนว่าจะไปสักดีไหม เพราะถ้าสักไปแล้วไม่พอใจอยากเอาลวดลายออกจะได้รู้ว่า ต้องเจอกับอะไร วิธีลบรอยสัก วิธีลบนั้นมีหลากหลาย แบบโหดๆ บ้านๆ คือเปิดผิวหนังบริเวณรอยสัก เพื่อให้เอาสีที่ฝังในชั้นผิวออก เช่น การลบรอยสักด้วยยางพืช ลบด้วยปูนแดง การลบด้วยกรดหรือด่างหรือด้วยสารเคมีแรงๆ หรือแม้แต่ การสักสีที่ใกล้เคียงกับผิวทับลงไป หรือแบบมืออาชีพคือ การผ่าตัดเอาบริเวณที่สักออกแล้วเอาผิวหนังบริเวณอื่นมาปลูกถ่ายแทน ซึ่งรอยสักอาจหายไปได้  แต่ก็แทนที่มาด้วย รอยแผลเป็นแทน(การจางหายหรือภาวะแทรกซ้อนแต่ละวิธีก็มากน้อยต่างกัน) แต่ที่นิยมมากที่สุดเห็นผลดีสุด ณ ปัจจุบัน(เกิดแผลน้อยสุด)  คือ ลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ซึ่งถึงจะพูดแบบนี้แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ อาศัยหลักการปล่อยพลังงานเลเซอร์ผ่านผิวหนัง(ที่มีรอยสัก) ด้านบนลงไปสู่เม็ดสีที่อยู่ใต้ผิวหนังด้านล่าง แล้วเลเซอร์จะทำให้เม็ดสีของรอยสักนั้นแตกออก จากนั้นเม็ดเลือดขาวของร่างกายก็จะมาเก็บเม็ดสีที่แตกนั้นไป โดยที่ผิวหนังด้านบนนั้นยังปกติและปลอดภัย เครื่องเลเซอร์ที่มีใช้ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ที่จะนำมาเพื่อการกำจัดเม็ดสีที่เกิดการการสักนั้นอยู่ในกลุ่มของ Q-Switch หรือการยิงพลังงานในช่วงระยะเวลา 1 ใน 1 พันล้านวินาที (nanosecond) ซึ่งแตกต่างกันไปในส่วนของแหล่งการให้ความยาวคลื่นแสงจำเพาะที่เป็นตัวกำหนด เม็ดสีเป้าหมาย ดังนั้นเครื่องเลเซอร์เครื่องเดียวอาจจะกำจัดเม็ดสีได้ไม่ครบทุกสี เมื่อยิงเลเซอร์ไปยังเม็ดสีเป้าหมายแล้ว เม็ดสีจะเกิดการแตกตัว มีขนาดเล็กลง ทำให้เม็ดเลือดขาวสามารถเก็บกินได้ง่ายขึ้น “โดยทั่วไปการลบรอยสักนั้น แพทย์จะคุยกับคนไข้ก่อนว่า ลบครั้งเดียวไม่หายหมด เนื่องจากรอยสัก แต่ละสีต้องใช้เลเซอร์ต่างเครื่องในการลบ ไม่สามารถลบรอยสัก ได้ทุกสีในเครื่องเดียวกัน ดังนั้นคนไข้ที่สักหลายสี จำเป็นต้องใช้หลายเครื่องมาลบ สีที่ลบง่ายจะเป็นสีดำ สีเขียว แต่ที่ลบยากคือ สีแดง สีเหลือง และสีส้ม ยิ่งในระยะหลังเริ่มหันมานิยมการสักสีเนื้อ หรือสีออกขาวกัน ซึ่งจะลบยากขึ้น โดยเฉลี่ยหากลบเพียงสีเดียวจะอยู่ที่ 5-8 ครั้ง และจะทำทุกๆ 1-2 เดือน เนื่องจากการยิงเลเซอร์แต่ละครั้ง จะเกิดแผลเป็นรอยดำที่ผิวหนัง ซึ่งการหายนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและตำแหน่งของแผล อาจจะมีความไม่สม่ำเสมอของสีผิวที่ลบได้ เพราะเลเซอร์จะไปโดนสีผิวจริงๆ ทำให้โอกาสที่ผิวจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนการสักนั้น ทำได้ค่อนข้างยาก” (ผศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา)* ถ้าคุณมีรอยสักแล้วต้องการลบออก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่ชํานาญ อย่าได้ไปรักษาเอง หรือรักษากับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์เป็นอันขาด รอยสักนั้นก็เหมือนประสบการณ์ที่ยากจะทำลาย ดังนั้นคิดให้ดีก่อนทำ เรื่องต้องรู้เมื่อไปลบรอยสัก 1.ขนาดของรอยสักไม่ได้มีผลเท่ากับสีที่ใช้ 2.รอยสักที่นิ้วและข้อเท้า จะแก้ไขได้ยากกว่าก้น ขา หรือหน้าอก 3.บริเวณหลัง หน้าอก หลังลบมักเกิดแผลเป็นง่ายกว่าส่วนอื่น 4.ตำแหน่งใกล้ตา การใช้เลเซอร์ลบอาจเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาจนสูญเสียการมองเห็นได้ 5.สักโดยมืออาชีพหรือใช้เครื่องจะลบไม่ยากเท่าการสักของพวกมือสมัครเล่น *ข้อมูล ไม่ง่าย! ลบรอยสักด้วยเลเซอร์ โดย ผศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา  วันที่ 17 กรกฎาคม 2556 http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000087195

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 165 เพนต์สีคิ้วหรือสไลด์คิ้ว

คราวก่อนว่าด้วยเรื่องการสักคิ้วทั้งแบบถาวรและกึ่งถาวร ซึ่งก่อนตัดสินใจจะไปทำควรต้องศึกษาข้อมูลให้ดี และควรให้ช่างสัก เปลี่ยนเข็มที่ใช้ในการสักเป็นแบบคนต่อคน รวมทั้งทดสอบสีที่ใช้ว่าก่อให้เกิดอาการแพ้หรือไม่ ตัวช่างสักและร้านก็ควรมีสุขอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สำคัญอาจต้องมองเรื่องฝีมือของช่าง เนื่องจากคนนิยมกันมาก พวกร้านรับทำแต่ฝีมือไม่ถึงจึงมีเยอะตามไปด้วย การสักไม่ว่าจะถาวรหรือกึ่งถาวร แน่นอนว่า “มันเจ็บ” เพราะมีการแทงเข็มเข้าไปในเนื้อตัวของเรา ยิ่งบริเวณคิ้วซึ่งเป็นผิวส่วนที่อ่อนและบาง อาจยิ่งเจ็บมากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดเทรนด์ใหม่ในการทำคิ้วให้เข้มสวย ได้รูปทรง ด้วยวิธีการที่เรียกว่า สไลด์คิ้ว หรือ เพนต์สี ซึ่งไม่เจ็บอย่างการสัก สไลด์คิ้ว คือ การเพ้นต์หรือเติมสีให้คิ้วดูสวยเป็นธรรมชาติ คล้ายกับการเขียนคิ้วที่สาวๆ ทำเป็นประจำก่อนออกจากบ้าน โดยการใช้เครื่องมือเพ้นต์ มีลักษณะคล้ายปากการะบายหรือวาดสีสังเคราะห์ลงไปตามแนวคิ้วหรือผิวหนัง บริเวณคิ้วบางๆ เพื่อสร้างความคมชัดให้คิ้วเป็นทรงสวยและมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าการสัก วิธีการนี้ เมื่อทำแล้วจะเหมือนเราเขียนคิ้วอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เวลาที่หน้าสด คิ้วก็ยังเป็นรูปทรงอย่างที่ลงสีเอาไว้ บางคนก็ว่าดี แต่หลายคนก็รู้สึกว่า หลอกตา ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสีที่เลือกในการระบายหรือเพนต์ ซึ่งสามารถแจ้งบอกช่างได้(โดยทั่วไปมักเลือกให้เข้ากับสีผม) สีและทรงคิ้วที่เลือกจะอยู่ได้ประมาณ 2-3 ปี โดยที่สีจะค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ เพราะระบายไปแค่ชั้นหนังกำพร้า ข้อดีก็คือ เมื่ออยากเปลี่ยนเทรนด์แฟชั่น สามารถทำได้เพราะเป็นการเขียนคิ้วแบบกึ่งถาวร สไลด์คิ้วจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะได้ทั้งคิ้วที่ดูสวยเป็นทรงแบบไม่ต้องมานั่งเขียนทุกเช้าให้เสีย เวลาแล้ว เหมาะกับคนที่ชอบแต่งหน้า และยังไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดรอยแผลหรือเจ็บเหมือนกับการสักคิ้ว ทั้งการสักและการสไลด์ จัดเป็นทางเลือกสำหรับคนมีปัญหาคิ้วบาง คิ้วแหว่ง แต่สำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบการแต่งหน้า หากสามารถตกแต่งคิ้วได้เองด้วยดินสอเขียนคิ้วธรรมดาๆ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะสามารถเปลี่ยนเทรนด์ได้ในแต่ละวัน เวลาหน้าเปลือยก็ดูธรรมชาติไม่มีคิ้วโดดๆ ให้ดูน่ากลัวหรือไม่น่ามอง ไม่เสียเงินมาก ไม่เจ็บตัวหรือเสี่ยงกับการติดเชื้อโรคอีกด้วย ---------------------------------------------------------------------------- ประโยชน์ของคิ้ว คือป้องกันไม่ให้เหงื่อที่ซึมเกาะหน้าผากเราเวลาร้อนๆ ไหลลงมาเข้าตา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง คิ้วจึงเป็นเหมือนเกราะคอยคุ้มกันนัยน์ตา

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 164 สักคิ้ว จะไปทำดีไหม??

คิ้ว เขาเปรียบเป็นมงกุฎของใบหน้า สตรียุคใหม่จะกังวลกันมากหากตนเองคิ้วบาง หลายคนในกระเป๋าเครื่องสำอางจึงแทบขาดดินสอเขียนคิ้วไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีคิ้วแล้วจะขาดความมั่นใจทันที จริงๆ ความงามของคิ้วก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัย ดูอย่าง โมนาลิซ่า เธอไม่มีคิ้วยังถูกยกย่องให้เป็นหญิงงาม หรือบางยุคการกันคิ้วให้ดูคมเรียวบางก็จัดว่าเป็นความงามแห่งยุคสมัย สำหรับสาวไทยปัจจุบันไม่มีอะไรจะฮิตเท่า คิ้วหนาๆ แบบสาวเกาหลีอีกแล้ว ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนา เขาว่าทำให้ใบหน้าดูเด็กลง บวกกับเทคนิคการสักคิ้วในปัจจุบัน ก็ก้าวหน้าไปมาก ไม่ทำให้ดูหลอกตาแบบสมัยก่อนที่พอสักคิ้วดำปื้นไปแล้ว ปรากฏว่า คนที่ไปสักคิ้วถาวรมาต้องทนมีคิ้วแบบนั้นกันไปนานมาก แก้ไขยาก จนแลดูประหลาดทำให้ดูน่ากลัวมากกว่าน่ามอง การสักคิ้วยุคใหม่นั้น มีให้เลือกทั้งแบบสักถาวร สักกึ่งถาวร และแบบเพนต์หรือสไลด์คิ้ว ซึ่งไม่ได้ฝังสีลงไปใต้ชั้นผิวหนังเหมือนการสักทั่วไป แต่เป็นลักษณะระบายสีไปที่คิ้วมากกว่า(แต่ติดทนกว่าการเขียนคิ้ว) ฉลาดซื้อเห็นว่า การสักคิ้วกำลังมาแรง เลยจะขอพาคุณผู้อ่านไปท่องโลกของการสักคิ้วกันบ้าง เผื่อใครสนใจจะไปทำ จะได้มีข้อมูลไว้ตัดสินใจ การสักคิ้ว สักคิ้วก็เหมือนการสักลวดลายบนผิวหนังบริเวณอื่นของร่างกาย คือการใช้เข็มแทงเข้าไปในผิวหนัง เพื่อนำหมึกสีลงสู่เนื้อเยื่อและสะสมไว้บริเวณนั้น สักคิ้วมีขึ้นก็เพื่อช่วยให้คิ้วได้รูปและมีสีที่เข้มจนเห็นเป็นทรงคิ้วที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหากวนใจสำหรับคนที่มีคิ้วบางหรือคิ้วแหว่ง สักคิ้วจะมีทั้งแบบ สักถาวรและกึ่งถาวร สักคิ้วถาวรข้อดีคือ ทำแล้วคงกระพันถาวรสมชื่อ ถ้าได้รูปทรงสวยงามแล้ว คุณก็ไม่ต้องเขียนคิ้วอีก แม้เวลาหน้าเปลือยคิ้วก็ยังเด่นออกหน้าออกตา แต่มันจะดูไม่เป็นธรรมชาติเอามากๆ และไม่อาจเปลี่ยนเทรนด์ได้ เพราะลงสีแบบถาวรไปแล้ว ยิ่งถ้าทำมาแล้วไม่สวย ไม่เท่ากันสองข้าง ฯลฯ หากจะแก้ไขต้องทำเลเซอร์ลบออกเท่านั้น หรือใช้การเพนต์คิ้วช่วยบดบังความไม่น่ามอง ดังนั้นสักคิ้วถาวรจึงลดความนิยมลงไป แต่ราคาไม่แพง อันนี้คือจุดขาย ยุคนี้กำลังฮิต สักคิ้ว 3 มิติ 6 มิติ หรือแม้แต่ 8 มิติ จริงๆ ก็คือแบบเดียวกัน(6 มิติ 8 มิติเอาไว้เรียกเพิ่มราคา อาจเพิ่มลูกเล่นเข้าไปนิดหน่อย) สักคิ้ว 3 มิติ เป็นการสักคิ้วกึ่งถาวร เพียงแต่วิธีการสักจะทำให้คิ้วดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการสักธรรมดา โดยจะสักให้เป็นเส้นๆ เสมือนว่ามีขนคิ้วจริง คือให้ดูเหมือนว่า เราได้เพิ่มเส้นขนคิ้วลงในแนวขนคิ้วเดิม (คล้ายการวาดภาพเหมือนหน้าคนในกระดาษ แต่สัก 3 มิติคือวาดลงบนคิ้วคนจริงด้วยเครื่องสัก) ข้อดีของการสักแบบนี้คือ ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น สามารถเปลี่ยนทรงได้บ้างโดยการเขียนคิ้วเพิ่มเติม สักคิ้ว 3 มิติ จะอยู่ได้นานประมาณ 3 ปี สีจะเริ่มจางลงไปเรื่อยๆ ซึ่งบางคนก็อาจรู้สึกมีปัญหาขึ้นมาอีกเมื่อคิ้วที่สักมามีสีไม่กลืนกับสีของขนคิ้วจริง(สีด่าง) จนดูหลอกตา และงานสักคิ้ว 3 มิติ ราคาแพงกว่าสักคิ้วถาวรนะคะ เพราะคนสักเขาถือว่าต้องใช้ฝีมือมากกว่า ละเอียดกว่าการสักถาวร ---------------------------------------------------------------------------------------- ข้อดีของการสักคิ้ว คิ้วสวยได้รูปทรง แก้ไขจุดบกพร่อง คิ้วบาง, คิ้วแหว่ง, คิ้วตก ประหยัดเวลาในการแต่งหน้า ไม่ต้องเสียเวลากับการเขียนคิ้วอีก ไม่ต้องแต่งหน้ามากถ้าหากมีโครงคิ้ว สวยเข้ม เพียงแต่งหน้าเบาๆ ก็เอาอยู่   ข้อเสียของการสักคิ้ว เจ็บ เพราะต้องใช้เข็มแทงเข้าผิวหนัง แต่สักแบบกึ่งถาวรหรือ 3 มิติ จะเจ็บน้อยลงหน่อย แต่ก็ขึ้นกับสภาพของผิวแต่ละคน มีโอกาสแพ้เนื่องจากสีที่ใช้ หรือเกิดแผลอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อหากใช้เข็มไม่สะอาดหรือใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น เพราะต้องแทงเข็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย สักถาวร เปลี่ยนทรงคิ้วไม่ได้อีกเลย และถ้ามีปัญหาจะแก้ไขยาก ต้องทำเลเซอร์ลบเท่านั้น สักกึ่งถาวร หรือ 3 มิติ สีจะติดอยู่เฉลี่ย 3 ปี ถ้าอยากจะเปลี่ยนทรงคิ้วใหม่ จะไม่สามารถทำได้ทันทีนอกจากเขียนเพิ่มด้วยดินสอ สัก 3 มิติความคงทนของลายเส้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เนื่องจากเป็นการสักลงบนผิวหนังชั้นหนังแท้ไม่ถึงเนื้อเยื่อ งานสักเป็นงานช่างฝีมืออย่างหนึ่ง ถ้าเลือกไม่ดีเจอช่างไม่เก่ง งานเข้านะคะ โอกาสคิ้วไม่สวยมีเยอะ ต้องเลือกให้ดี ยังมีการทำคิ้วให้สวยเข้ม สวยนานอีกแบบ โดยไม่เจ็บตัวมากอย่างการสัก เรียกว่า การเพนต์สีหรือสไลด์คิ้ว คราวหน้ามาติดตามกันค่ะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 163 สิ่งที่ควรระวังจากการนวดหน้า

ปัจจุบันการเข้าสปาหรือร้านเสริมสวยเพื่อนวดหน้า นวดตัว เป็นเรื่องที่ใครหลายคนนิยมชมชอบ เพราะการนวดนั้นมีประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยให้ร่างกายคลายจากอาการล้า อาการเครียด ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตึงได้ดี จนบางคนอาจมีอาการ “ติด การนวดได้ การนวดนั้นหากแบ่งประเภทก็คงมีอยู่สองลักษณะ คือ การนวดเพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการ กับการนวดเพื่อความงาม กล่าวเฉพาะนวดหน้า ส่วนใหญ่ที่ให้บริการกันอยู่ในปัจจุบันจะเน้นเรื่องความงามเป็นหลัก มีทั้งโฆษณาว่าทำให้หน้าเด็ก หน้าเรียว หน้าใส ซึ่งมีส่วนจริงถ้าสถานบริการนั้นมีการนวดที่ถูกต้อง และไม่ใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายกับผิวหน้าอันบอบบางของเรา ประโยชน์ของการนวดหน้าคือ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้มาเลี้ยงบริเวณใบหน้าได้ดีขึ้น จึงทำให้ใบหน้าดูสดใส อ่อนวัย ลดริ้วรอย และลดการหมองคล้ำของใบหน้าได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นการคลายเครียดบริเวณผิวหน้าได้ด้วย ซึ่งในขั้นตอนการนวดหน้ามักมีการนำเครื่องสำอางหรือสมุนไพรมาใช้ร่วมด้วย กรณีต้องการให้ผิวหน้านุ่มมักใช้ครีมน้ำนมหรือโลชั่น เพราะน้ำที่อยู่ในส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จะซึมเข้าสู่เซลล์ของผิวพรรณ ทำให้เซลล์เต่งตัวขึ้นหรือพองขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งถึงสองวัน การพองตัวของเซลล์ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าดูอิ่มเอิบ แต่ไม่ถาวร เมื่อส่วนน้ำออกจากเซลล์ก็จะกลับสู่สภาพผิวเดิม กรณีต้องการให้หน้าขาว มักใช้สารประเภท กรดผลไม้ Nicotinamide, Abutin, Licorice, Kojic ซึ่งสถานบริการที่ดีจะไม่ใช้สารเคมีที่แรงเกินไป เพราะผิวแต่ละคนมีความไวไม่เหมือนกัน แต่หากโชคร้ายเจอสถานบริการไม่รับผิดชอบกะเอาแค่หน้างานดี มักใช้สารเคมีชนิดแรง ก่อให้เกิดผลเสียต่อใบหน้าได้   มีหลายคนทีเดียว ที่พบอาการภายหลังจากการนวดหน้า ที่ทำให้รู้สึกว่า “ไม่น่าเลย” เริ่มตั้งแต่เบาะๆ คือ 1.เป็นสิว อาจเกิดเนื่องจากแบคทีเรียในสมุนไพรที่เตรียมไม่ดี หรือจากการอุดตันของครีมที่ใช้ 2.เกิดฝ้าบนใบหน้าเนื่องจากผิวบางลงจากการใช้สารจำพวกกรดอ่อน ทำให้ผิวไวต่อแดดและเป็นฝ้าได้ง่าย 3.หน้าด่าง การใช้กรดอ่อน กรดผลไม้ หรือสารเคมีที่เข้มข้นร่วมกับการนวดหน้า เพื่อให้ขาวใส บางทีอาจกลายเป็นผลร้าย ก่อให้เกิดอาการหน้าด่างแทน  และหากดูแลไม่ดีอาจกลายเป็นรอยด่างถาวร 4.แพ้สารเคมีที่นำมาใช้ร่วมกับการนวดหน้า พบบ่อยๆ คือ อาการคัน หน้าบวม มีผื่นแดง หรือตาบวม กรณีคัน ไม่ควรเกาจนเกิดเป็นแผล จะยิ่งก่อความเสียหายควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการ อันตรายอีกรูปแบบหนึ่งจากการนวดหน้า คือ วิธีการนวด การนวดหน้าที่ใช้แรงมากเกินไปจะไปกระตุ้นให้เกิดฝ้าบนใบหน้าได้ โดยเฉพาะผิวหน้าบริเวณรอบดวงตาและโหนกแก้ม รวมทั้งอาจทำให้เกิดอาการช้ำบนผิวหน้าได้ รักจะนวดหน้าต้องระวังสิ่งที่กล่าวมาด้วยนะคะ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point