ฉบับที่ 208 ข้องใจทำไมบริษัทรับจองตั๋วเครื่องบินไม่แจ้งการเลื่อนเที่ยวบิน

ปัจจุบันการจองตั๋วเครื่องบินไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร มีบริการทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้เลือกมากมาย หนึ่งในผู้ให้บริการที่นิยมกันในเวลานี้ คือ ทราเวลโลกา(Traveloga) ซึ่งมีผู้ร้องรายหนึ่งปรึกษามาทางศูนย์พิทักษ์สิทธิว่าไม่ได้รับบริการที่ดี ควรทำอย่างไร เรื่องมีอยู่ว่า คุณตุลยา ใช้บริการจองตั๋วเครื่องบินกับ ทราเวลโลกา ทั้งหมด 3 ครั้ง สองครั้งแรกพบปัญหาว่า เมื่อสายการบินต้องเลื่อนเวลาการเดินทาง คุณตุลยาจะไม่เคยได้รับข้อมูลการแจ้งเตือนจาก ทราเวลโลกา เลย เหตุครั้งแรกเกิดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เธอไปตามตารางเวลาบินแต่พบว่า สายการบินประกาศเลื่อนการเดินทาง เมื่อสอบถามกับสายการบินว่าทำไมไม่มีการแจ้งล่วงหน้า “สายการบินแจ้งว่า ได้บอกข้อมูลเรื่องเลื่อนการเดินทางกับทราเวลโลกาแล้ว” เหตุดังกล่าวทำให้คุณตุลยาต้องเสียเวลาอยู่ที่สนามบินหลายชั่วโมง  ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 16 เมษายน จองตั๋วเที่ยวบิน ภูเก็ต-กรุงเทพฯ เวลา 21.40 น. ครั้งนี้อาศัยว่ามีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน เลยโทรไปสอบถามกับสายการบินเอง พบว่าเที่ยวบินเลื่อนการเดินทางเป็น 20.35 น. ซึ่งถ้าไม่สอบถามเองเธอคงต้องพลาดโอกาสขึ้นเครื่องบินแน่ๆ  ทางคุณตุลยาอยากให้ทางทราเวลโลกาปรับปรุงเรื่อง บริการแจ้งเตือนลูกค้า และไม่อยากพลาดอีกเป็นครั้งที่สาม แนวทางแก้ไขปัญหาศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ได้ประสานไปที่ ทราเวลโลกา ผ่านทางระบบแชทหน้าเว็บไซต์ พนักงานให้ข้อมูลว่า ทราเวลโลกา มีระบบเรื่องการแจ้งเตือนเมื่อมีการเลื่อนเที่ยวบิน  โดยปกติสายการบินจะแจ้งตรงต่อผู้โดยสารเอง และหากแจ้งผ่านมาทางทราเวลโลกา บริษัทจะแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบผ่านทางอีเมล ทั้งนี้ทราเวลโลกา อยากทราบข้อมูลผู้ร้องเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร ตรงนี้คุณตุลยาไม่อยากเปิดเผยข้อมูลกับทราเวลโลกา เพราะเกรงว่า อาจมีปัญหาในภายหลัง อย่างไรก็ตามคุณตุลยาสอบถามเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ใครเป็นฝ่ายผิด ผู้โดยสารหรือทราเวลโลกา หากขึ้นเครื่องไม่ทัน เรื่องนี้ต้องดูที่เงื่อนไขการให้บริการของตัวแทน หากบริษัทตัวแทนมีภาระหน้าที่ต้องแจ้งเตือนผู้ใช้บริการ บริษัทก็เป็นฝ่ายผิดเพราะไม่แจ้งเตือน สำหรับกรณีทราเวลโลกา ทางบริษัทแจ้งว่า มีระบบแจ้งสองแบบ คือ สายการบินแจ้งเองกับสายการบินแจ้งผ่านทราเวลโลกา  ก็มองได้ว่าทราเวลโลกาเป็นฝ่ายผิด สามารถเรียกค่าเสียหายได้  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า200 Point

ฉบับที่ 200 งานแต่งเลื่อน ขอเงินค่าแพ็กเกจถ่ายรูปคืน

เพราะการแต่งงานถือเป็นช่วงเวลาสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน การจ้างช่างภาพมืออาชีพเพื่อมาเก็บภาพความประทับใจหรือบรรยากาศภายในงานจึงเป็นเรื่องธรรมดา โดยปัจจุบันการถ่ายภาพงานแต่งมักเป็นแพ็กเกจการถ่ายรูป ซึ่งจะมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนหลักแสนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามหากเราพบว่างานแต่งที่วางแผนไว้กลับล่ม แต่ตกลงซื้อแพ็กเกจการถ่ายรูปงานแต่งไว้แล้ว ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ร้องรายนี้ เราจะจัดการปัญหานี้อย่างไรดี ลองไปดูกันคุณไอติมวางแผนแต่งงานไว้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จึงตัดสินใจเลือกใช้บริการถ่ายภาพและเช่าชุดงานแต่งงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามหลังตกลงกันเรียบร้อย และจ่ายค่ามัดจำด้วยบัตรเครดิตไปแล้วเป็นจำนวนเกือบ 40,000 บาท กลับพบว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นภายในครอบครัวของเธอ ทำให้งานแต่งต้องยกเลิกไปก่อน คุณไอติมจึงต้องการยกเลิกสัญญาการถ่ายภาพและเช่าชุดแต่งงาน แต่ไม่สามารถตกลงกับบริษัทได้ จึงส่งเรื่องมายังศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อขอความช่วยเหลือแนวทางการแก้ไขปัญหาในกรณีนี้ผู้ร้องต้องการขอเงินคืนทั้งหมด ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์จึงชี้แจงผู้ร้องว่า การจ่ายเงินมัดจำ เป็นการให้คำมั่นว่าจะมีการทำตามที่ตกลงในสัญญา ซึ่งหากผู้ร้องขอยกเลิกสัญญาเอง โดยที่บริษัทฯ ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาบริษัทฯ ก็มีสิทธิริบเงินมัดจำได้อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ ผู้ร้องได้จ่ายค่ามัดจำด้วยบัตรเครดิตไปแล้วเกือบ 40,000 บาท ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของราคาทั้งหมด ดังนั้นอาจเป็นการจ่ายเงินมัดจำสูงเกินไป ซึ่งตาม พ.ร.บ. ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กำหนดว่าสามารถลดลงได้เท่าที่เสียหายจริง ในเบื้องต้นศูนย์ฯ จึงแนะนำให้ผู้ร้องแจ้งระงับการจ่ายเงินกับธนาคารของบัตรเครดิตก่อน จากนั้นช่วยทำหนังสือยกเลิกสัญญาและขอเงินมัดจำคืน โดยให้บริษัทฯ สามารถหักค่าเสียหายได้เท่าที่เสียหายจริง รวมทั้งเชิญให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยที่มูลนิธิ ภายหลังการเจรจาพบว่า บริษัทแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เสียไปแล้วจำนวนกว่า 20,000 บาท ซึ่งหากยกเลิกสัญญาจะต้องหักจากเงินมัดจำ แต่ผู้ร้องไม่ยินยอม เพราะเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบมากเกินไป พร้อมเสนอให้หักเพียง 5,000 บาท ทางบริษัทจึงขอนำกลับไปพิจารณา และแจ้งกลับมาภายหลังว่ายินดีทำตามข้อเสนอของผู้ร้อง แต่จะคืนเงินให้หลังจากที่ขายแพ็กเกจดังกล่าวให้ลูกค้าคนอื่นได้แล้ว ซึ่งผู้ร้องยินดีและขอยุติการร้องเรียน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 197 บันไดเลื่อนเป็นเหตุ

ที่ผ่านมาเคยมีข่าวคนจีนประสบอุบัติเหตุจากบันไดเลื่อนในห้างสรรพสินค้า ทำให้หลายคนกังวลว่าอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนั้นในฝั่งบ้านเราบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าตัวแทนของห้างร้านหลายแห่งก็ได้ออกมายืนยันถึงระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นกับผู้ร้องรายนี้ คุณสุชาติและลูกชายไปเดินซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านถนนสามเสน โดยหลังจากซื้อสินค้าเสร็จเรียบร้อยและกำลังลงบันไดเลื่อนกลับบ้าน เขาพบว่าบันไดเลื่อนมีอาการสั่นจนรู้สึกได้ ทำให้ลูกชายที่จูงมือลงมาพร้อมกันล้มลง ซึ่งในขณะนั้นลูกชายได้ใช้มือยันพื้นเอาไว้ ทำให้ถูกบันไดเลื่อนหนีบมือได้รับบาดเจ็บรุนแรง โดยเกิดแผลฉีกขาดที่บริเวณมือขวาและมีเลือดออกจำนวนมากคุณสุชาติจึงรีบพาลูกชายไปโรงพยาบาลที่ทำประกันอุบัติเหตุไว้ ซึ่งได้รับการรักษาตามวงเงินประกัน คือ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่อาการของลูกชายจำเป็นต้องรักษาเพิ่มเติม เขาจึงพาไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่สู้ค่าใช้จ่ายไหวแทน ซึ่งทางโรงบาลดังกล่าวได้ช่วยเหลือด้วยการเบิกค่ารักษาพยาบาลกับสิทธิฉุกเฉินให้ ต่อมาคุณสุชาติจึงไปร้องเรียนที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว เพื่อให้มีการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับแต่อย่างใด เขาจึงต้องโทรศัพท์ไปร้องเรียนอีกครั้ง ซึ่งภายหลังพนักงานส่งเรื่องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็ได้ขอโทษคุณสุชาติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมตอบกลับมาว่า ให้เขานำรายละเอียดใบเสร็จการรักษามาฝากไว้ที่จุดประชาสัมพันธ์ของห้างฯ และจะดำเนินการเยียวยาชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามจริงให้อย่างไรก็ตามคุณสุชาติกลับไม่ได้รับการเยียวยาค่าเสียหาย เพราะหลังจากพนักงานได้ตรวจสอบรายละเอียดของใบเสร็จการรักษาพยาบาลก็พบว่า ในใบเสร็จระบุว่าเบิกได้ ทำให้ประกันของบริษัทไม่จ่ายให้ ทางห้างฯ จึงไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ตามใบเสร็จ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้คุณสุชาติจึงมาร้องเรียนที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อขอความช่วยเหลือแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นศูนย์พิทักษ์สิทธิ์แจ้งให้ผู้ร้องไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดวันที่เกิดอุบัติเหตุ เพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากบันไดเลื่อนของห้างจริง แต่พบว่าหลังจากผู้ร้องไปขอพนักงานแจ้งว่าในบริเวณที่เกิดเหตุภาพจากกล้องไปไม่ถึง จึงไม่สามารถขอภาพมาเป็นหลักฐานได้ อย่างไรก็ตามศูนย์ฯ ให้ผู้ร้องทำเอกสารสรุปค่าเสียหายทั้งหมดที่มี เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายไปแล้วและในอนาคตที่คาดว่าจะต้องไปรักษาจนกว่าแผลจะหาย ค่าเดินทางในการไปรักษาพยาบาลหรือไปดำเนินการเรียกร้องในเรื่องดังกล่าว จากนั้นจึงช่วยผู้ร้องให้มีการเจรจากับตัวแทนของห้าง ซึ่งภายหลังยินดีชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้ตามใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทางห้างจะขอนำไปพิจารณาก่อนและจะติดต่อกลับมาภายหลัง 

อ่านเพิ่มเติม >