ฉบับที่ 196 คนไทยไม่เชื่อว่ามนุษย์เท่ากัน

จุดเริ่มต้นของการคัดค้านการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาจากความไม่เป็นธรรมในสัดส่วนของตัวแทนประชาชนที่เป็นคณะกรรมการ 2 คนจากองค์ประกอบทั้งหมด 26 คน และเมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของการแก้ไขกฎหมาย สะท้อนให้เห็นการย้ายอำนาจการบริหารจัดการหลายอย่างกลับไปยังกระทรวงสาธารณสุข เช่น การจัดสรรเงินเดือนผ่านข้อเสนอการแยกเงินเดือน การเพิ่มจำนวนกรรมการในสัดส่วนหน่วยบริการ ทำให้เกิดคำถามว่า เพื่อรองรับการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประชาชนจำนวน 34  ล้านคนที่นอกเหนือจาก 14 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียนคนจนไว้หรือไม่ เพราะปัจจุบันบัตรทองครอบคลุมประชากรประมาณ 48 ล้านคนจึงเป็นสาเหตุของการคัดค้านอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีรับฟังความคิดเห็น จนรัฐบาลต้องแถลงข่าวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกโครงการ 30 บาท เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเก็บเงินประชาชนเพิ่มในการรักษาพยาบาล(ร่วมจ่าย) และบอกว่าคนที่คัดค้านเป็นกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ เพราะเดิมเคยได้รับเงินจากการจัดซื้อยาของ สปสช. หากใครเห็นข้อมูลที่ถูกเปิดเผย จะพบว่าเงินขององค์การเภสัชกรรม(เงินกิจกรรมภาครัฐ) แทบทั้งหมดจำนวน 157 ล้านบาท เกือบ 100% ถูกใช้โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีจ่ายให้กับเอ็นจีโอเพียง 6 แสนบาท หรือเพียง 0.38 % หากพิจารณาจากเรื่องร้องเรียนรายล่าสุดของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในด้านบริการสาธารณสุขน่าสนใจมากว่าสอดคล้องกับการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปัจจุบัน ขออนุญาตเล่าให้สมาชิกฉลาดซื้อได้ทำความเข้าใจร่วมกัน ผู้ป่วยบัตรทองรายหนึ่งได้ถูกส่งตัวไปผ่าตัดหลังที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งโรงพยาบาลอ้างว่า จำเป็นต้องเก็บเงิน 12,000 บาท สำหรับอุปกรณ์พิเศษที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งเบิกไม่ได้ และดีกว่า แต่ในวันที่ไปผ่าตัดตอนเช้าวันนั้น โรงพยาบาลกลับบอกว่าบอกข้อมูลผิด เพราะต้องการใช้เงิน 35,000 บาท ไม่ใช่ 12,000 บาท เจ้าหน้าที่คนก่อนแจ้งผิด คงผ่าตัดตอนตอนเช้านี้ให้ไม่ได้ เพราะต้องไปให้ผู้ป่วยนำเงินมาให้โรงพยาบาลก่อน ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คงเป็นเรื่องปกติ หากเราดูแลเฉพาะคนจน 14 ล้านคน คนชั้นกลางหรือประชาชนทั่วไปเดือดร้อนไม่น้อย เพราะมาตรการที่ทุกโรงพยาบาล มักจะอ้างว่าใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ดีกว่าของระบบหลักประกัน เป็นเครื่องมือชั้นดีให้ทุกคนต้องควักเงินออกมาจากกระเป๋า เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ย่อมต้องการมาตรฐานสูงสุดสำหรับตัวเอง หากการแก้ไขโครงสร้างการบริหารระบบบัตรทองสำเร็จ สามารถเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการให้มีสัดส่วนของผู้ให้บริการ หรือจากโรงพยาบาลมากขึ้น การตัดสินเรื่องการร่วมจ่ายเงินเมื่อไปใช้บริการ หรือการร่วมจ่ายในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยในการร่วมจ่ายของผู้ป่วยเมื่อไปใช้บริการ เสียงทัดทานการร่วมจ่ายจะแพ้มติ หรือเป็นเสียงข้างน้อย ตอนนั้นทุกคนจะทำอย่างไร นี่คือคำเตือนจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบหลักประกันในปัจจุบันที่สำคัญสุดท้าย ทำอย่างไรให้คนไทย ยอมรับว่าสิทธิด้านสุขภาพ เป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรได้รับเท่าเทียมกัน การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้สิ่งที่ควรจะมีการดำเนินการผลักดันให้เกิด คือระบบบริการสาธารณสุขมาตรฐานเดียวไม่ว่าจะอยู่ภายใต้กองทุนใด ผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายสมทบด้านสุขภาพและให้นำเงินสมทบส่วนสุขภาพของผู้ประกันตนไปเพิ่มในสัดส่วนของบำนาญชราภาพ เพื่อที่จะทำให้ผู้ประกันตนมีความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิตมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 195 หลักการคุ้มครองผู้บริโภคขั้นสูง

         มีโอกาสไปร่วมประชุมและให้ข้อคิดเห็นในการพัฒนาหลักการคุ้มครองผู้บริโภคขั้นสูง(High-level Principles on consumer protection) กับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอาเซียน(ACCP, ASEAN Committee on Consumer Protection) ณ เมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความคาดหวังของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ความคาดหวังของภาคธุรกิจ ข้อมูลข่าวสารที่มีมากมาย ความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค ความท้าทายที่จะต้องมีระบบคุ้มครองผู้บริโภค ทิศทางการเมืองในประเทศ ทรัพยากร การบริหารความเสี่ยง ศักยภาพและความเป็นผู้นำ ปัญหาสำคัญของผู้บริโภค การจัดการปัญหาให้ตรงจุดและจัดการความเสี่ยงที่สำคัญของผู้บริโภค ทำให้ต้องทบทวนการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคและร่วมกันกำหนดหลักการคุ้มครองผู้บริโภคขั้นสูงในกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนี้หลักการสำคัญประการที่ 1 การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม คงเส้นคงวา มีประสิทธิภาพ และได้สัดส่วนกับปัญหาและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคประการที่ 2 ผู้บริโภคจะต้องมีทักษะ ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ความพร้อม และความมั่นใจในการใช้สิทธิของตนเอง ประการที่ 3 ผู้บริโภคจะต้องได้รับการคุ้มครองจากสินค้าและบริการที่จะส่งผลต่ออันตรายต่อสุขภาพและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ประการที่ 4 สิทธิของผู้บริโภคจะต้องได้สัดส่วน สมดุลกับความรับผิดชอบที่ชัดเจน ง่ายเพียงพอต่อการทำความเข้าใจ ประการที่ 5 ผู้บริโภคมีความสามารถเข้าใจถึงผลกระทบจากตัดสินใจบริโภคของตนเองทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประการที่ 6 มีตัวแทนผู้บริโภคที่เข้มแข็งในการรักษาผลประโยชน์และพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคในการจัดทำนโยบาย และการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านหรือกรณีต่างๆ ประการที่ 7 วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค จะต้องเกิดความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาสังคมทั้งในระดับประเทศและระหว่างภูมิภาค ประการที่ 8 การเข้าถึงความจำเป็นพื้นฐานของผู้บริโภค จะต้องได้รับการพิจารณาและคุ้มครองโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ยากจนและเปราะบาง  หากทำได้ปัญหาผู้บริโภคคงลดลงได้มาก

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 193 วิธีลดรถบนถนนวันละ 20% เป็นธรรมกับทุกคน

คนจำนวนมากทั้งขับรถและไม่ขับรถยนต์รู้สึกเหมือนกันว่า รถติดมาก ทั้งทางปกติ และบนทางด่วนกว่าจะชำระค่าทางด่วนได้บางวันใช้เวลาเกือบชั่วโมงทั้งที่ระยะทางเพียง 500 เมตร หากเป็นประเทศอาเจนตินา เราทุกคนคงขึ้นทางด่วนฟรีทุกวัน หลายหน่วยงาน ทั้งรัฐบาลกลาง กรุงเทพมหานคร ตำรวจทางด่วน  หน่วยงานจราจร หรือการทำงานหนักของตำรวจจราจร ระบบไฟอัตโนมัติ ก็ไม่ช่วยให้ภาวะรถติดคลี่คลายลงไปได้เลยหลายคนต้องหลีกเลี่ยงการเดินทาง ออกจากที่พักเช้ามากกว่าเดิม และกลับก่อนเวลา หรือกลับหลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้ส่วนใหญ่รู้สึกว่ารถเบาบางลง ทุกวันๆ  คนส่วนใหญ่ยังมีความทุกข์จากรถที่ติดเพิ่มมากขึ้น ยังไม่นับรวมคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่เสียหายไปในแต่ละวัน ทางออกเดียวที่จะทำให้การจราจรในกรุงเทพมหานครดีขึ้น ยืนยันว่าต้องเป็นการลงมือปฏิบัติการของผู้บริโภคที่ขับรถเท่านั้น หากใช้วันคู่วันคี่ หลายคนบอกว่า คนรวยไม่ได้รับผลกระทบเพราะมีรถทั้งคู่และคี่(จริง) บริษัทรถยนต์ได้ประโยชน์เพราะคนจะซื้อรถมากขึ้น ทว่าหากเรามัวแต่คิดเหตุผลเล็กๆ แล้วไปเบียดบังข้อเท็จจริงว่า ปัญหารถติดในกทม. เราต้องเป็นคนลงมือทำ เพราะหากทำจริงจำนวนรถในท้องถนนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะหายไปเกือบ 50% ปัญหารถติดในกรุงเทพมหานคร ผู้ว่ากทม. นายกรัฐมนตรี คสช. ก็เอาไม่อยู่ เพราะจำนวนรถมีมากกว่าถนน แทนที่เราจะมีความทุกข์ทุกวันจากปัญหารถติด  หากเราทุกคนจะทดลองเสียสละร่วมกัน หยุดขับรถกันคนละวันต่อสัปดาห์ ก็จะทำให้รถหายไป 20% บนถนนทุกวัน โดยไม่ต้องมีมาตรการจำกัดเขตเพราะระบบขนส่งที่ยังไม่สมบูรณ์ทำให้จำกัดการขับรถเข้าชั้นในได้ลำบาก เช่นโดยหากมีเลขทะเบียน 1 และ 2 ลงท้าย ขอให้หยุดขับรถวันจันทร์ หากมีเลขทะเบียน 3 และ 4 ลงท้าย ขอให้หยุดขับรถวันอังคารหากมีเลขทะเบียน 5 และ 6 ลงท้าย ขอให้หยุดขับรถวันพุธหากมีเลขทะเบียน 7 และ 8 ลงท้าย ขอให้หยุดขับรถวันพฤหัสหากมีเลขทะเบียน9 และ 0 ลงท้าย ขอให้หยุดขับรถวันศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็พักผ่อนตามสบายใครใคร่ขับรถก็ขับจำนวนรถก็ลดลงไป 20%  แถมเป็นมาตรการที่เป็นธรรมกับทุกคนที่มีรถยนต์ด้วย เราน่าจะตัดสินใจลองพยายามกันดู ในส่วนของบริการขนส่งสาธารณะ เช่น ขสมก. ต้องรีบปรับปรุงบริการมากขึ้น  รวมไปถึงบรรดารถตู้ รถเมล์ร่วม สามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ เพียงแต่ต้องทำเร่งด่วนพร้อมกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 192 หนึ่งมีค่ามากกว่าศูนย์

ในทางคณิตศาสตร์ หนึ่งมีค่ามากกว่าศูนย์เป็นอนันต์ เป็นหลักคิดให้กำลังใจคนเล็กคนน้อยให้ลุกขึ้นมาใช้สิทธิร้องเรียน เรียกร้องในฐานะปัจเจกชนลุกขึ้นมาปฏิบัติการทางสังคมให้มากขึ้น หลายกรณีเล็กๆ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นับตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว เมื่อถูกเรียกเก็บเงินจากเอสเอมเอส ต้องยืนยันว่า ไม่ได้สมัคร ไม่ยอมให้หักเงิน ถึงแม้บริษัทจะโยกโย้หาเหตุผลว่า เป็นบริการของหน่วยงานอื่นที่มาร่วมกับบริษัท บริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงโอเปอร์เรเตอร์ทุกรายได้ส่วนแบ่งงามๆ นี้ และเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทอื่นจะมีสิทธิในการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมเหล่านี้เด็ดขาดหากไม่ได้รับอนุญาตหรือเจอสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ไม่ว่าจะในน้ำผลไม้ อาหารแบรนด์หรูทั้งหลาย ขอให้ถือว่าได้รับโชค มีตัวอย่างผู้บริโภคได้รับการชดเชยในระดับหมื่นบาท เพราะฐานความผิด “อาหารไม่บริสุทธิ์” ตาม พ.ร.บ.อาหาร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากร้องเรียนหน่วยงานมักจบลงด้วยการตรวจโรงงานอุตสาหกรรมและท้ายที่สุดก็แจ้งผู้บริโภคว่า ผลการตรวจสอบโรงงานไม่พบสิ่งผิดปกติ ทุกขั้นตอนมีมาตรฐาน แต่ผู้บริโภคได้ความเจ็บใจหัวหอกเหล่านี้ ทั้งอดทน ต่อสู้ หลายเรื่องกว่าจะเป็นข่าวในโทรทัศน์ ในสังคมออนไลน์ ได้ผ่านขั้นตอนการต่อรอง การเรียกร้องจากผู้ประกอบการมาอย่างยากลำบาก หลายกรณีเลิกร้องเรียนบริษัท หรือหน่วยงานรัฐ หันมาต่อสู้ในพื้นที่ของตนเอง ใช้การโพสต์ข้อมูลเปิดเผยในเพจหรือเฟซบุกส์ของตนเองหรือบริษัท แต่ก็ไม่น้อยเจอการถูกแจ้งความดำเนินคดี เช่น ประธานเครือข่ายผู้ป่วยโรคไตโพสต์เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อรักษาไตวายเรื้อรังได้กรณีคุณแก้มหอม การโพสต์เรื่องอาหารเจอสิ่งแปลกปลอมที่เป็นข่าวเนืองๆการเริ่มต้นดำเนินการ และกระทำอย่างต่อเนื่องในเรื่องที่เราต้องการเปลี่ยนแปลง ย่อมเห็นผลในท้ายที่สุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยชื่อสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อสินค้า ที่กลายเป็นวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล ส่งผลต่อแบบแผนการผลิตสินค้า ช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าและบริการ ขณะนี้ได้รับการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการเหมือนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ที่คุณประสิทธิชัย หนูนวล คุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และคณะอีกมากมาย ริเริ่ม ช่วยกันทำให้สังคมเกิดความเข้าใจได้มากกว่านายกรัฐมนตรี ที่ให้ข้อมูลว่า ถ้าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจะขาดแคลนไฟฟ้าในภาคใต้ แต่หากไปดูข้อมูลจากกฟผ. จะพบว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นในเดือนธันวาคม 2559 มีถึง 41,556.25 เมกกะวัตต์ ขณะที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุดในเดือน พ.ค. 2559 สูงสุด เพียง 29,618.80 เมกกะวัตต์ และเดือน ธ.ค. ปีเดียวกัน 26,145.30เมกกะวัตต์ ทำให้มีไฟฟ้าสำรองในระบบมากถึง 37% ซึ่งกระทบต่อค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคทุกคน รวมทั้งอันตรายของถ่านหินต่อสุขภาพของคนในชุมชน ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนชัดเจน ทุกคนเห็นได้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกทำอย่างไรจะให้มีกลไกสนับสนุนให้ผู้บริโภค พลเมือง ได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติการมากขึ้น หยุดคิดว่า เราคนเดียวเล็กๆ ทำอะไรคงทำไม่ได้ การลงมือของเราไม่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง เช่น การมองเรื่องรถติดในกรุงเทพมหานคร ที่มักจะมองกันว่า ถึงเราไม่ขับรถคนอื่นก็ขับ เราเลิกขับรถคนเดียวคงไม่ส่งผลอะไร ทำให้ทุกคนคิดแบบนี้ จนรถเต็มท้องถนนในกรุงเทพฯ ความคิดนี้หากนำมาปฏิบัติการและมีขบวนการสนับสนุนอย่างจริงจัง สามารถเป็นทางออกในการแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพมหานครได้มากทีเดียว แทนที่จะรอ คสช.และผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 186 บุญยืน ทำชีวิตให้เหมือนเดิม

เข้าพรรษาที่ผ่านมามีโอกาสไปไหว้พระทำบุญ ทั้งวัดไทย ศาลเจ้าจีนในหลายจังหวัดภาคเหนือ แต่ก็หมดสนุกเพราะเป็นห่วงเพื่อนร่วมขบวนมีอาการปากเบี้ยว จนต้องนำส่งโรงพยาบาลอำเภอ ตอนไปส่งยังอยู่ในช่วงโอกาสทองที่จะสามารถฉีดยาสลายลิ่มเลือดได้ เพราะไปโรงพยาบาลหลังจากมีอาการก่อนสองชั่วโมง ซึ่งสามารถฉีดได้ภายในสี่ชั่วโมงครึ่งเนื่องจากเมื่อไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่และแพทย์ไม่สามารถเห็นอาการปากเบี้ยวได้ชัดเจน มีเพียงความดันสูง 160/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งไม่นับว่าสูงมาก ทำให้คิดว่า หากมีเส้นเลือดตีบน่าจะหลุดออกไปแล้ว หรือเป็นกลุ่ม TIA (transient Ischemic Attack) เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ทำให้ไม่โต้แย้ง และตั้งคำถามกับโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่กว่าเพื่อเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์และให้นำคนไข้กลับมารอที่โรงพยาบาลเดิม เพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร และยืนยันมากขึ้นเมื่อแพทย์ดูฟิล์มเอกเรย์แล้วบอกว่า ไม่มีเส้นเลือดตีบให้นอนรอสังเกตอาการ โล่งใจ จนนั่งรถไปสั่งอาหารเย็นให้ทั้งคนป่วยและคนดูแลสั่งข้าวผัดยังไม่ทันได้ข้าวผัดก็ได้รับโทรศัพท์ว่า มีเส้นเลือดในสมองตีบจากการอ่านของแพทย์ที่เชี่ยวชาญ ต้องไปฉีดยาที่โรงพยาบาลที่ไปเอกซ์เรย์ แต่เมื่อไปถึงแพทย์ก็บอกว่าฉีดไม่ได้เพราะเลยสี่ชั่วโมงครึ่ง ถึงแม้อาการที่เป็นจะไม่รุนแรงไม่มีแขนขาอ่อนแรง มีเพียงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันในช่วงแรก แต่ก็ทำให้ชีวิตเพื่อนรู้สึกไม่กระตือรือร้น ความสุขความสนุกหายไป เฉื่อยชา ขี้เกียจ ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตของเพื่อนคนนี้ ทำให้คิดว่า ระบบการรักษาผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบต้องให้ความสำคัญกับระยะเวลามาก โรงพยาบาลไม่ควรนำคนไข้กลับมารอในโรงพยาบาลที่ไม่มีศักยภาพในการฉีดยา ควรให้คนไข้นอนรอผลที่โรงพยาบาลที่สามารถให้การช่วยเหลือได้ทันที ส่วนโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ควรจัดการส่งต่อและจัดทำขั้นตอนให้รวดเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เลยเวลาโอกาสทองในการได้รับยาเป็นการพัฒนาคุณภาพบริการที่โรงพยาบาลของรัฐสามารถทำได้เลย โดยไม่ต้องลงทุนอะไร ไม่ต้องเสียอะไรเพิ่ม ส่วนเราผู้บริโภค หากปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงอย่าคิดว่าไม่เป็นอะไร ต้องจัดการให้ไปถึงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด และหวังว่าโรงพยาบาลจะไม่มีเงื่อนไขอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อคนไข้ที่สามารถจัดการได้ไม่ยาก เช่น การถูกเรียกเก็บเงินค่าเอกซ์เรย์ แต่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ไม่ทราบสิทธิฉุกเฉินเรื่องนี้ บทเรียนเหล่านี้ราคาแพงไม่สมควรเกิดขึ้นกับใคร

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 185 ชีวิตหลังรัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล และยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังวันลงประชามติ รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ผ่านจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับไหน จะมีส่วนร่วมกันอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เกือบ 19 ปี ที่รัฐธรรมนูญอย่างน้อยสองฉบับติดต่อกัน ทั้ง พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 กำหนดให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และได้เพิ่มบทบาทในการตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภคในรัฐธรรมนูญปี 2550  ร่างที่กำลังรอลงประชามติกลับไม่เขียนให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน เขียนไว้เพียงให้องค์กรของผู้บริโภค มีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค หลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้ง อำนาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ กลับเขียนเพิ่มให้เป็นหน้าที่ของรัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทำสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งมีกลไกและมาตรการอยู่แล้ว นับตั้งแต่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ปี 2522 หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ แน่นอนปัญหาการตีความ ความไม่ชัดเจนที่เขียนไว้ย่อมทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญในอนาคต จะต้องถกเถียงและบิดพลิ้วในการทำให้เกิดองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคการคุ้มครองผู้บริโภคให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ กระทำเพียงหน่วยงานรัฐอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะปัญหาปัจจุบันสะท้อนความอ่อนแอของระบบการคุ้มครองผู้บริโภคภาครัฐได้เป็นอย่างดีการมีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะเป็นตัวช่วยผู้บริโภค เพราะซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อข้าวของต่างๆ เวลามีปัญหา เหนื่อยสายใจแทบขาดใจเพราะต้องต่อสู้ตัวคนเดียว ถ้ามีองค์การอิสระที่สามารถเป็นเพื่อน ช่วยสนับสนุนในการใช้สิทธิ คงจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะประเทศไทยต้องการตัวแทนผู้บริโภคในการคุ้มครองสิทธิประชาชน เกิดอะไรขึ้นกับประเทศ เราไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเข้าใจและหลายเรื่องยากเกินไป แต่ถ้าเรามีตัวแทนของผู้บริโภคที่ชัดเจน ช่วยให้ความเห็นแทนประชาชน  ก็จะพอสบายใจได้ว่าการเอาเปรียบน่าจะลดลง สุดท้ายแน่นอนต้องเป็นหูเป็นตาให้ภาครัฐ เป็นตาสับปะรด ให้กับหน่วยงานรัฐ ในการปกป้องสิทธิ และคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้ง ธุรกิจที่ดี ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากผู้บริโภค เกิดสมดุลมากขึ้นในการพัฒนาประเทศ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 184 กล่องโฟม

ผู้บริโภคอย่างเราควรยึดหลักป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle)  หลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร ถึงแม้จะมีความสับสนวุ่นวาย ความไม่กล้าหาญของหน่วยงาน นักวิทยาศาสตร์ที่รู้ทุกเรื่อง ออกมาให้ข้อมูลว่า ไม่ได้มีอันตราย ทำให้ปัญหาเรื่องโฟมน่าจะบานปลาย ไม่ถูกตัดสินใจ กลับไปอยู่สภาพเดิมงานวิจัยเรื่องอันตรายของโฟม โดยรศ.ดร.กรรนิการ์ ฉัตรสันติประภา อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารจากกล่องโฟมเอาไว้ และได้ให้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์อีกครั้งในเดือนนี้ ว่า กล่องโฟมบรรจุอาหารมีผลต่อการก่อโรคมะเร็งจริง“กล่องโฟม เป็นสไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งตัวสไตรีนโมโนเมอร์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีโดยเปลี่ยนจากสไตรีนโมโนเมอร์ เป็นสไตรีนออกไซด์ ซึ่งสไตรีนออกไซด์ตรงนี้สามารถ ก่อมะเร็งได้”รศ.ดร.กรรนิการ์ บอกว่า การประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งจะไม่ระบุว่าความเข้มข้นเท่าไหร่ หรือปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเป็นมะเร็ง แต่อยู่ในรูปของโอกาสในการเป็นมะเร็ง หากต่ำกว่า 1 ในล้าน จะถือว่าน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ ก็จะยอมรับได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่เกินกว่า 1 ในล้าน จะถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้“สำหรับกล่องโฟม เท่าที่ได้มีการวิจัยมีการคำนวณโดยอิงค่าหน่วยบริโภคอาหารของคนไทย พบว่า แม้บริโภค 1 กล่องต่อวันก็มีโอกาสเป็นมะเร็งเกินกว่า 1 ในล้าน เป็นค่าที่ยอมรับไม่ได้” และอาหารที่มีความเป็นกรด เค็ม หวาน เผ็ด มัน จะทำให้ปริมาณการเคลื่อนย้ายของสารโพลิสไตรีนจากกล่องโฟมเข้าสู่อาหาร มากกว่าอาหารที่ไม่มีความเป็นกรด เค็ม หวาน เผ็ด มัน และอาหารที่มีอุณหภูมิร้อนมีแนวโน้มที่จะทำให้โพลิสไตรีนเคลื่อนย้ายจากกล่องโฟมเข้าสู่อาหารมากกว่าที่อุณหภูมิห้องผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อ นอกจากต้องยึดหลักป้องกันไว้ก่อนแล้ว คงต้องออกมาช่วยกันทำให้กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ ว่า กล่องโฟมบรรจุอาหาร เป็นปัญหาสำคัญต่อสุขภาพ ไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะสิ่งแวดล้อมเท่านั้น  ต้องประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ทั่วกันว่า กินอาหารจากกล่องโฟมแค่วันละกล่อง คุณมีสิทธิ์รับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 6.4 เท่า ซึ่งจากงานวิจัยกรณีที่รุนแรงสุดมีโอกาสการเป็นมะเร็งเมื่อกินอาหารจากกล่องโฟมคือ 6.4 ในล้าน ขณะที่ค่ามาตรฐานคือต้องไม่เกิน 1 ในล้าน การพิจารณาโอกาสเกิดมะเร็งของโฟม เพียงแค่ดูจากสไตรีนโมโนเมอร์ เป็นสไตรีนออกไซด์ ยังไม่ได้รวมถึงสไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งปัจจุบันยอมรับกันแล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกันเรื่องโฟม ไม่ต่างจากเรื่องจีเอ็มโอและอีกหลายๆเรื่อง ที่นักวิชาการต่างถกเถียงกัน ข้อมูลทุกวันนี้มีมากมาย จนสร้างความสับสน ข้อมูลใหม่ ข้อมูลเก่า ข้อมูลเท็จ ข้อมูลบริษัท  นักวิทยาศาสตร์อิสระ รับจ้าง ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ แต่ถ้าเรายึดหลักป้องกันไว้ก่อน สร้างทางเลือกให้กับตัวเองน่าจะปลอดภัยในสังคมบริโภคปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 183 เช็คแอนด์แชร์

โซเชียลมีเดียมีพลังในการเปลี่ยนแปลงก็จริง อิทธิพลที่อยู่กับปลายนิ้ว เป็นทั้งคุณและปัญหากับผู้บริโภคไม่น้อยในปัจจุบัน ข่าวลือ ข่าวกุ ข่าวมั่ว ข่าวเก่า ข่าวจริง ทัศนะ เสียดสี เลือกข้าง มีมากมายมาถึงตัวผู้บริโภคตลอดยี่สิบสี่ชัวโมง นอกจากจะก่อให้เกิดความวิตกกังวล แต่หากบางครั้งช่วยให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคตื่นตัว กรณีล่าสุดของผลการทดสอบไส้กรอก ของนิตยสารฉลาดซื้อหลังแถลงข่าว มีคนไปอ่านมากกว่า 2 ล้าน 3 แสนคน และหากนับรวมของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก็เกือบ 3 ล้านคน หากสนับสนุนยี่ห้อที่ตรวจไม่พบไนเตรดไนไตรท์ ก็เห็นพลังของผู้บริโภคที่ชัดเจนในเรื่องนี้ กรณีบัตรเอทีเอ็มจากการเริ่มสื่อสารว่าตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้บัตรเอทีเอ็มทุกธนาคารต้องมีชิปการ์ด ให้รีบไปเปลี่ยนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ไม่เช่นนั้นต้องเสียเงิน 100 บาท ตอนนี้ทุกธนาคาร ไม่ต้องบอกเพราะต้องการค่าธรรมเนียม แชร์กันว่อนจนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์ ว่า ตั้งแต่ 16 พ.ค. 59 เป็นต้นไป บัตรที่ออกใหม่จะเป็น Chip Card ซึ่งปลอดภัยกว่าเดิม ส่วนบัตรแถบแม่เหล็กเดิม ยังใช้ได้ตามปกติถึง 31 ธ.ค. 62 ซึ่ง ธนาคารพาณิชย์จะทยอยเปลี่ยนเป็น Chip Card ให้เมื่อบัตรเดิมหมดอายุ หากต้องการเปลี่ยนบัตรเดิมเป็น Chip Card ให้ติดต่อได้ที่ ธพ. ผู้ออกบัตร แต่อาจมีค่าใช้จ่ายตามที่ ธพ. กำหนด ซึ่งบางแห่งอาจยกเว้นค่าใช้จ่ายเปลี่ยนบัตรให้เป็นการชั่วคราว ซึ่งพบว่า ธนาคารกรุงเทพ ทำบัตรระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2552 และราคาบัตรส่วนใหญ่ของธนาคารเกือบทั้งหมดบัตรใหม่ราคา 100 บาทเหมือน เอทีเอ็มทั่วไป และรายปีอีก 200 บาท มีเพียงธนาคารกรุงไทยที่รายปี 180 บาทและธนาคารไทยพาณิชย์รายปี 300 บาท ข่าวสารที่ถูกนำจากโซเชียลมีเดีย ไปออกอากาศต่อในสื่อเดิมที่เคยเป็นสื่อกระแสหลัก กำลังกลับหัวกลับหาง หากมีข่าวข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคก็คงไม่มีปัญหา แต่ปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่รู้วิธีจัดการกับข่าวลือ ยิ่งข่าวลือที่เราเห็นด้วย ยิ่งเชื่อสุดใจ และช่วยเพิ่มการไลค์การแชร์ การถกเถียงกันในข่าวที่เราไม่เห็นด้วยทำกันน้อยลง เราเลือกสื่อสารกับคนที่เห็นด้วย หากเถียงมากเราไม่ชอบก็บล็อคความเป็นเพื่อนไปเลย สิ่งที่ทำได้และอยู่ในมือเราจริงต้องเช็คให้ชัวร์ก่อนแชร์ หรือตรวจสอบก่อนเผยแพร่น่าจะเป็นทางออกที่สำคัญ ก่อนเป็นเครื่องมือเกมทางการเมือง และตลาดในยุคสังคมออนไลน์ปัจจุบัน  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 182 คอลเซ็นเตอร์

ผู้บริโภคในปัจจุบัน นอกจากจะมีความทุกข์จากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้า และใช้บริการแล้ว ก็พบว่า ทุกข์ที่สำคัญอีกเรื่องเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิร้องเรียน หรือการเข้าถึงการร้องเรียนของบริษัทผ่านคอลเซ็นเตอร์ การร้องเรียนของผู้บริโภค ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 นาที ทำให้ผู้ร้องเรียนต้องเสียค่าบริการมากกว่า 30 บาทต่อครั้ง เนื่องจากบริษัทฯ คิดค่าบริการนาทีละ 1 บาท ในการติดต่อกับคอลเซนเตอร์ กิจการโทรคมนาคม เป็นกิจการเดียวในปัจจุบันที่มีการกำหนดมาตรฐานในการรับเรื่องร้องเรียนตามประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง ได้กำหนดว่าระยะเวลาที่ต้องรอในการขอใช้บริการดูแลลูกค้าจากศูนย์ตอบรับโทรศัพท์ต้องไม่นานเกินกว่า 60 วินาที และกำหนดให้มีเบอร์โทรศัพท์ฟรีในการรับเรื่องร้องเรียน แต่ก็พบว่า ผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั้งหมด ทั้งเอไอเอส ทรู ดีแทค และกสท. รอสายนานเกิน 60 วินาที ยกเว้นทีโอทีที่รอสายไม่เกิน 60 วินาที แต่กสทช. ยังไม่ได้ทำอะไรมากนัก ทั้งที่มีเรื่องร้องเรียนใช้บริการทั่วไปรอสายนานมากกว่า 30 นาทีด้วยซ้ำ แถมเจอเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทที่มีเบอร์โทรศัพท์ฟรีคนละเบอร์กับเบอร์ที่ให้บริการลูกค้า หมายเลขร้องเรียนที่จำยากเป็นเลข 7 ตัวแทนที่จะเป็น 4 ตัวเดิมของบริษัท กิจการอื่นๆ ไม่ว่าจะ เป็นธนาคารพานิชย์ สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัยทุกประเภท หรือแม้แต่ล่าสุดการขายกิจการของแกรมมี่ให้ CTH และปัญหา PSI กับ CTH ทุกบริษัท ต่างมีบริการหมายเลขพิเศษในการร้องเรียน แต่แทบทุกบริษัทก็เข้าถึงยาก รอสายนาน ทำให้เป็นปัญหาและต้นทุนของผู้บริโภคในการร้องเรียนทั้งสิ้น ทุกครั้งที่โทรศัพท์ร้องเรียน ต้องภาวนาให้มีคนรับสาย บางบริษัทมีระบบนับจำนวนคนรอสายให้ด้วยซึ่งจากการทดลองพบว่า มีมากกว่า 19 คน ที่รอสาย ผู้บริโภคต้องใช้ความพยายามมาก ถึงจะมีคนรับสาย สามถึงสี่ครั้งถึงจัดการได้สำเร็จ ได้ยินแต่เพลงรอสายที่โฆษณาบริษัท “ที่นี่... เราพร้อมให้บริการคุณ.. ที่นี่เราเป็นเพื่อนคุณ” การเข้าถึงที่ยากในการร้องเรียนทำให้คนจำนวนมากที่ต้องการร้องเรียนเลิกพยายามโทรศัพท์ และเลิกร้องเรียน แน่นอนว่า หากผู้บริโภคเลิกร้องเรียนก็ย่อมเป็นประโยชน์กับบริษัท บริษัทที่ไม่มองเรื่องนี้ระยะยาว ย่อมไม่ต้องการปรับปรุงระบบรับเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพมากนัก แต่บริษัทที่ต้องการฟังเสียงจากผู้บริโภคย่อมพยายามที่จะทำให้มีระบบเพื่อรับฟังความพึงพอใจของผู้บริโภค บางบริษัทก็แอพลิเคชั่น หรือวิธีการใหม่ๆ ในการดูแลเรื่องร้องเรียน เมื่อเป็นเช่นนี้ กติกาในการใช้บริการรับเรื่องร้องเรียนหรือหน่วยรับเรื่องร้องเรียนของบริษัท ควรเป็นหนึ่งในมาตรฐานและคุณภาพของบริษัทในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรฐานการให้บริการร้องเรียนของบริษัทที่ต้องเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการอนุญาตให้บริการ ทางออกสำหรับผู้บริโภค ก็อาจจะต้องไปร้องเรียนกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้วิธีป่าวประกาศให้โลกรู้ ผ่านออนไลน์ ถือเป็นไม้เด็ดของผู้บริโภคที่ยังใช้งานได้ดีในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 180 ผู้บริโภคทั่วโลกกดดันบริษัทฟาสต์ฟู้ด ยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยใช้ยาปฏิชีวนะ

ผู้บริโภคทั่วโลกร่วมมือกันกดดัน 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดของโลก ทั้งแม็คโดนัลส์ เคเอฟซี และซับเวย์ ยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยมีการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะทั่วโลกได้มาก ในวันที่ 15 มีนาคมซึ่งเป็นวันสิทธิผู้บริโภคสากล50% ของยาปฏิชีวนะทั่วโลก ถูกใช้ในทางการเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อและการเจ็บป่วยเล็กน้อยซึ่งเคยรักษาได้ในอดีต นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข เผยปัจจุบันปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากขึ้น ทั้งการใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินความจำเป็น โดยมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และมีการติดเชื้อชนิดที่ดื้อยาปฏิชีวนะปีละกว่า 100,000 คน มีผู้ป่วยติดเชื้อชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะ 5 ชนิด เสียชีวิต 38,481 ราย แซงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มูลค่าสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละกว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้ยาปฏิชีวนะตัวเก่าที่เคยใช้ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผู้ป่วยบางรายต้องเปลี่ยนใช้ยาตัวใหม่ซึ่งมีราคาแพงมาก เชื้อดื้อยาบางชนิดไม่มียารักษาที่มีประสิทธิผลดีและปลอดภัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้นและโอกาสเสียชีวิตสูง ผลเสียต่อไปหากเชื้อชนิดนี้แพร่ไปสู่ผู้ป่วยรายอื่นและเกิดการระบาดในชุมชน จะมีผลทำให้โรคติดต่อที่เคยควบคุมได้กลับมาระบาดมากขึ้น นอกจากนี้ เชื้อดื้อยายังสามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมดื้อยาไปสู่เชื้อสายพันธุ์อื่น ทำให้ปัญหาการดื้อยาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น นิตยสารฉลาดซื้อ เชิญชวนผู้บริโภคร่วมปฏิบัติการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ สอบถามความจำเป็นทุกครั้งจากแพทย์ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ และร่วมรณรงค์เรียกร้องให้ทั้งสามบริษัทฟาสต์ฟู้ด ยุติการใช้เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการเลี้ยงโดยใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมมือรณรงค์กันง่าย ๆ ด้วยการด้วยการโพสต์รูปตัวเองขณะถือป้าย “ยุติการใช้ยาปฏิชีวนะในเมนูอาหารของเรา #‎AntibioticsOfftheMenu‬ ลงในเฟสบุ้ค และติดแฮชแท็ก #AntibioticsOfftheMenu

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 179 ถอยหลังหรือก้าวหน้า..ข้อเสนอสภาวิชาชีพสุขภาพ

ความร่วมมือของ 7 สภาวิชาชีพในการประกาศจุดยืนไม่ล้มบัตรทอง ให้คนยากไร้คนด้อยโอกาสมีโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น ได้รับการดูแลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องการให้คนรวยร่วมจ่ายเงินเพื่อความยั่งยืน และต้องไม่ล้มละลายจากความเจ็บป่วย ลงนามกันโดยนายกของสภาวิชาชีพอย่างถ้วนหน้า มีบางวิชาชีพแจ้งว่าการลงชื่อดังกล่าวไม่มีการปรึกษาหารือในสภาวิชาชีพแต่ประการใด ไม่แน่ใจว่าเป็นทั้งหมดไหมช่วยกันตรวจสอบด่วน!!! เป็นคำแถลงที่ดูเหมือนดีและอาจจะมีหลายคนหลงเห็นด้วย เพราะถ้ามีเงินก็ควรจ่ายบ้างและคนจนก็ไม่ควรต้องจ่าย เพื่อความเป็นธรรม แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบก็จะพบว่าข้อเสนอนี้ เป็นระบบบริการสุขภาพที่มีในประเทศไทยก่อนปี พ.ศ. 2544 หลังจากนั้นเรามีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 โดยคนจนในประเทศไทยมีระบบสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ส่วนคนรวยก็จ่ายเงินเต็มจำนวนค่ารักษาพยาบาล แต่โดยข้อเท็จจริงคนจน ผู้ยากไร้ คนด้อยโอกาสจำนวนมากไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะไม่มีเงิน ถึงแม้หลายครั้งอาจจะขอสงเคราะห์ได้ พิจารณาได้จากข้อมูลผู้ป่วยที่ไปใช้บริการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น จากปี 2544 กับปัจจุบัน เพราะมั่นใจว่ามีสิทธิในการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือหลายคนคงยังจำภาพข่าวคนจนที่ถูกควักเลนส์ตาคืนหลังจากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าเล็นส์ตาราคา 4,500 บาทได้ครบจำนวน หรือความครอบคลุมสิทธิการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่ทำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมากในปัจจุบัน การเขียนเรื่องนี้ไม่ได้เกิดอารมณ์หมั่นไส้ โกรธแค้น โกรธเคืองสภาวิชาชีพ แต่คิดว่าข้อเสนอดังกล่าวย้อนยุคเกินไปจนไม่อาจจะรับได้ พูดว่าไม่ล้มระบบหลักประกัน แต่ข้อเสนอทำให้ระบบหลักประกันกลายเป็นระบบคนจน ไม่ใช่สิทธิของทุกคนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จุดที่สภาวิชาชีพและภาคประชาชนควรจะต้องช่วยกันคิดคือทำอย่างไรให้ระบบยั่งยืนโดยประชาชนไม่ต้องร่วมจ่ายที่หน่วยบริการ เพราะการร่วมจ่ายที่หน่วยบริการ ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติในการให้บริการ หลายมาตรฐานในการรักษาพยาบาล ใครมีสตางค์ก็สามารถจ่ายเงินเพื่อการรักษาและใช้อุปกรณ์ที่ดีขึ้น แต่การใช้อุปกรณ์และการรักษาที่ดีขึ้นต้องไม่ลืมว่าเป็นความต้องการของทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย เราต่างต้องการบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานมีคุณภาพกันถ้วนหน้า เราไม่ต้องการโรงพยาบาลที่มีห้องยาเฉพาะบัตรทองประกันสังคมและห้องยาข้าราชการ รวมทั้งยากและใช้เงินมาก ในการวัดความจนของคนในประเทศนี้ว่าอยู่ที่ไหน อย่างไร ทั้งที่ทุกคนควรได้สิทธินี้เท่ากัน ถึงแม้ใครจะจ่ายเงินมากขึ้นก็ควรได้การรักษาที่เท่ากัน งานนี้ต้องขอแรงผู้ประกอบวิชาชีพนอกสภาวิชาชีพที่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมในบริการสุขภาพ  ช่วยกันคิดทำข้อเสนอการเพิ่มงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประโยชน์ของทุกคนที่เท่ากันไม่ใช่ยึดติดกับความเชื่อเรื่องคนทุกคนไม่เท่ากัน บริการสุขภาพไม่ใช่การเลือกซื้อรถ ใครมีเงินก็เลือกซื้อรถได้ตามชอบใจ ใครมีเงินมากก็ได้รับการรักษามาก หรือคิดเพียงแค่หากตัดงบประมาณบัตรทองจะช่วยชาวสวนยาง ชาวนา เพราะทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องทำ และรัฐมีหน้าที่เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ลดสิทธิพิเศษของทุน เก็บภาษีตลาดหลักทรัพย์จากการขายที่มีกำไร ลดกำไรของโรงพยาบาลเอกชน เลิกซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ สร้างถนนให้มีคุณภาพ เลิกใช้เงินซ่อมถนนทุกปี ลดเปอร์เซ็นต์คอรัปชั่น จะทำให้สามารถรับประกันรายได้ของชาวนาและชาวสวนยางและมีงบประมาณให้ใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มากทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 178 เลิกสนับสนุนอาหารจีเอ็มโอ

การรณรงค์คัดค้าน(หยุด)การปล่อยผีจีเอ็มโอภายใต้กฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศชัดแจ้งว่า ท่านไม่ได้ต้องการให้ปลูกจีเอ็มโอในประเทศ และได้มีมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ ให้ส่งกฎหมายฉบับนี้คืนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ แต่ต้องบอกว่า ใครมีโอกาสอ่านกฎหมายฉบับนี้คงเห็นได้ชัดว่า กฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้พืชจีเอ็มโอมีโอกาสปลูกทดลองในระดับไร่นาและปลูกเพื่อการค้า ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันอนุญาตให้ทดลองในแปลงที่ปิด เพราะไม่ต้องการให้ปนเปื้อนในพืชดังเดิมและไม่ให้ปลูกเพื่อการค้า จุดเปลี่ยนจีเอ็มโอ มีความสำคัญต่อการผลิตและความมั่นคงอาหารของประเทศ หลายคนบอกว่า ผู้บริโภคไม่เดือดร้อนนะ เพราะยังมีทางเลือกจะเลือกกินหรือไม่กินจีเอ็มโอก็ได้ หากคิดสั้นๆ ก็คงจะถูกต้อง เพราะในช่วงแรกที่พืชท้องถิ่นยังไม่ถูกทำลายหรือปนเปื้อน กลายพันธุ์ ก็ยังมีทางเลือกเหมือนในปัจจุบัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีเพียงข้าวโพดจีเอ็มโอ คงจะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปนเปื้อน ข้ามสายพันธุ์ ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว ข้าวโพดข้าวก่ำ ข้าวโพดแปดแถวโพธาราม ข้าวโพดเทียน ข้าวโพดตักหงาย ก็จะหายไป หรือแม้แต่ข้าวโพดจีเอ็มโอที่ทุ่มตลาดแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี ตอนนั้นผู้บริโภคอย่างเราก็ไม่มีทางเลือกในการบริโภคกันแล้ว เหมือนที่ส้มแสนอร่อยของเมืองไทยหายไป ต้องรอปลูกอีกหลายปีกว่าจะได้ทานกันอีกรอบ แต่จีเอ็มโอมาแล้ว น่าจะกลับตัวยากกว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยจีนแน่นอน ทำให้เห็นการลงแขกจากกลุ่มคนที่หลากหลายออกมาช่วยกัน บางคนหิ้วตระกร้าผัก อุ้มห่าน นำอาหารอินทรีย์มาประชัน และเสนอให้เห็นทางออกของเมืองไทยท่ามกลางสายตาคับแคบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ต้องพูดถึงความไม่ปลอดภัยอาหารจีเอ็มโอที่ไม่มีใครกล้ารับประกัน นักวิทยาศาสตร์ยังเถียงกันไม่จบจนทุกวันนี้ หลักป้องกันไว้ก่อนย่อมปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค มาตรการเบื้องต้นที่ต้องทำทันที คงเป็นการปรับปรุงมาตรการฉลากที่ไม่ทันปัญหาอาหารจีเอ็มโอ ที่อยู่ในเมืองไทย โดยต้องกำหนดให้ฉลากอาหารครอบคลุมอาหารทุกชนิด นอกเหนือถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ข้าวโพดและผลิตภัณฑ์จากข้าวโพด ควรรวมอาหารและผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอที่มีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่ง มะละกอ แป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี มะเขือเทศ แซลมอน และต้องให้มีฉลากหากตรวจพบโปรตีนที่เป็นผลจากการดัดแปรพันธุกรรม ปัญหาตัวเล็กของฉลากจีเอ็มโอ ควรให้มีรูปสัญญลักษณ์จีเอ็มโอที่เห็นได้ง่ายชัดเจนในฉลากเช่นเดียวกับฉลากในประเทศบราซิลที่มีสัญญลักษณ์ตัวอักษรที(T)ในรูปสามเหลี่ยมสีเหลือง ส่วนอาหารของบริษัทใดในกลุ่มนี้ ที่ไม่มีจีเอ็มโอก็ควรอนุญาตให้สามารถแจ้งบนฉลากเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกได้เช่นกัน และสนับสนุนกันให้ชัดเจนเพื่อรักษาความหลากหลายและความมั่นคงของอาหาร พลังของผู้บริโภคสำคัญ ช่วยกันแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าพลังในการไม่ซื้อของเราสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการผลิตและจำหน่ายพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย ฉลาดซื้อจะอาสาเป็นแกนกลางในการเปิดเผยสินค้าที่ใช้วัตถุดิบและปนเปื้อนจีเอ็มโอในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 176 ผลประโยชน์ทับซ้อน

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ถูกดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ กล่าวหาว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่รับเงินรับเงินสสส. หรือสปสช.แล้วออกมาปกป้องการใช้เงินผิดประเภทของสสส. หรือสปสช. ขอเล่าให้สมาชิกฉลาดซื้อได้รับทราบ บอกผ่านไปถึงคุณอานนท์ว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็เหมือนกับองค์กรอื่นๆอีกมากกว่า 40,000 องค์กร ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสสส. โดยผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆ ที่สสส. กำหนด เราไม่ได้มีสิทธิพิเศษในการได้รับเงิน และสสส. ก็คงไม่ค่อยยินดีนักที่พวกเราเป็นผู้ตรวจสอบรัฐบาลทุกรัฐบาล แต่โครงการที่ทำเกิดประโยชน์ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้านที่สำคัญ ผลงานที่ผ่านมาน่าจะพอช่วยยืนยันเช่น มูลนิธิฯ ทำให้กสทช.ประหยัดเงินได้มากถึง 7,000 ล้านบาทในการแจกคูปองดิจิตอล ชนะคดีศาลปกครองกลางในการขึ้นค่าผ่านทางของบริษัทดอนเมืองโทลเวย์ ทำให้รัฐน่าจะได้เงินคืนจากบริษัทไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท ที่สำคัญมูลนิธิได้สร้างความตื่นตัวให้ผู้บริโภคคนเล็กคนน้อยให้ลุกขึ้นมาคุ้มครองตนเองโดยแต่ละปีสามารถช่วยเหลือผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิให้ได้รับการเยียวยาไม่น้อยกว่า 10,000 คนหากคิดเป็นเงินไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท รณรงค์ยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค เรื่องอาหาร รถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัย มาตรฐานการคุ้มครองในด้านต่างๆ ฯลฯ หรือชนะคดีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการแปรรูปปตท.ที่ปตท.ต้องคืนทรัพย์สิน ไม่น้อยกว่า 16,000 ล้านบาทในอดีต หลักการของระบบการเงินการคลังเพื่อสังคม และหลักการการดูแลสุขภาพในมิติที่กว้าง การมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้บริโภคที่จะทำให้เกิดสุขภาวะอย่างยั่งยืน เป็นหลักคิดสากล เป็นการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง หากต้องปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานเพื่อความโปรงใส มีประสิทธิภาพ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ต้องเป็นกลไกที่มีอิสระและความคล่องตัว เพราะทุกคนเห็นการทำงานภาครัฐมาแล้วรู้จุดแข็งจุดอ่อน มามาก ระบบทางเลือกแบบ สสส. และ TPBS จึงเกิดขึ้นมา มูลนิธิฯ สนับสนุนการตรวจสอบ แถมเราทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ อย่างเข้มข้นมาโดยตลอด การตรวจสอบเป็นมาตรการจำเป็นที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลสตง.อย่างเป็นระบบและเที่ยงธรรม ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกตรวจสอบอย่างเสมอหน้า เพราะสังคมต้องการการปฏิรูประบบราชการ และปฏิรูปองค์กรอิสระต่างๆ กันอย่างถ้วนหน้า แต่ปัญหาสำคัญของการตรวจสอบบ้านเรา หากไม่ใช่พวกเรามีความเสี่ยงที่ผิดแน่นอน แต่ถ้าเป็นพวกกันเองทุจริตก็ไม่มีปัญหา งานคอรัปชั่นประเทศนี้เลยไม่ไปไหนเพราะทุกคนต่างต้องหาพวกหรือเส้นสายไว้ก่อนก็จะปลอดภัยดังนั้น หากเรื่องนี้ถูกตั้งธงและจ้างตัวละครเอาไว้เล่นตามบท ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องลุกขึ้นมา

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 175 โปรดทำหน้าที่ด่วน

ข้อเรียกร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง ให้บริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ โทลเวย์  เก็บค่าผ่านทาง ที่ 55 บาทไม่ได้เกินเลยจากคำพิพากษา  เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีที่อนุญาตให้แก้ไขสัญญาสัมปทานในการขึ้นราคาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น  เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน ทั้งสร้างภาระให้กับผู้ใช้ทางเกินสมควรและไม่เหมาะสม ดังนั้นการขึ้นค่าผ่านทางย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย พร้อมให้บริษัทคืนเงินขั้นต่ำ จำนวน4,121,056,540.00 บาทคดีนี้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และพวกรวม 21 ราย ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง  บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด มหาชน   กรมทางหลวง ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 เมษายน 2549 และวันที่ 10 เมษายน 2550 ให้เพิกถอนการแก้ไขสัญญาสัมปทานฉบับที่ 3 รวมทั้งมีคำสั่งให้กรมทางหลวงคิดค่าผ่านทางที่เป็นธรรมคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ชัดเจนใน 3 ประเด็น ว่า สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จากกรณีการเก็บค่าผ่านทางที่ไม่เป็นธรรม สองมติคณะรัฐมนตรีทั้งรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ วันที่ 11 เมษายน 2549 และวันที่ 10 เมษายน 2550 ตามลำดับไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะใช้ข้อมูลการขาดทุนของบริษัทที่ไม่ถูกต้อง ยกเลิกผลประโยชน์ตอบแทนรัฐให้แก่เอกชน ขยายระยะเวลาสัมปทานจากเดิม  25 ปี เป็น 45 ปี ยอมให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐ กำหนดราคาล่วงหน้า ขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต  ทำให้รัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย มติครม.ทั้งสองครั้งจึงม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ทำให้บันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง ฉบับที่ 3/2550 วันที่ 12 กันยายน 2550 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งสัญญาสัมปทานที่เป็นการให้บริการสาธารณะเป็นสัญญาทางปกครอง  การแก้ไขสัญญาที่จำกัดอำนาจรัฐที่มีตามกฎหมาย ในการกำหนดอัตราค่าผ่านทางจะทำมิได้  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญมากต่อทั้งกรมทางหลวง และกระทรวงคมนาคม ที่ต้องแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐปล่อยละเลย ไม่ทำหน้าที่อีก    

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 174 อย่าให้ซ้ำรอยเดิม

เห็นแผนการประมูลคลื่นความถี่ 4G ของกสทช. แล้ว ปวดหัว เพราะทำท่าจะเข้าตำราเดิมในการประมูล 3G ที่ผ่านมา เพราะราคาตั้งต้นประมูลเพิ่มเพียง 0.32% ของคลื่น 3G ราคาตั้งต้นที่กำหนด 13,920 ล้านบาทต่อคลื่นความถี่ 1 ชุด (2 x 15 MHz) ของคลื่นระบบ 1800 MHz อนุญาตให้ใช้คลื่นนาน 15 ปี หรือเพียง 928 ล้านบาทต่อปี จากประมูล 3G เดิมที่ราคา 925 ล้านบาทต่อปีมากขึ้นเพียง 3 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นเองปัญหาสำคัญในการประมูลคราวที่แล้ว คือ บริษัทประมูลคลื่นไปใช้งานในราคาต่ำ แต่ผู้บริโภคใช้บริการราคาแพงเท่าเดิม ความเร็ว 3G ต่ำไม่เร็วจริง คุณภาพบริการโดยรวมไม่ดีขึ้น ร้องเรียนยาก รอสายนาน เสาโทรคมนาคมเต็มบ้านเต็มเมือง ทั้งๆ ที่กสทช.มีกติกาให้ลดราคา 15% รับประกันความเร็วไว้ 345 กิโลบิทส์ต่อวินาที(kbps) สายร้องเรียนโทรฟรี หรือให้มีกติกาการใช้เสาโทรคมนาคมร่วมกันปัญหาราคาประมูลที่ได้จำนวน  41,625 ล้านบาท จากราคาตั้งต้น 40,500 ล้านบาท เพิ่มเพียง 2.7% เพราะมี 3 บริษัทเข้าร่วมประมูลเท่ากับจำนวนคลื่นจำนวน 3 ชุด ยังคงพอจำภาพประมูลคลื่น 3G ที่เคาะเพียง 7 ครั้งกันได้ดี ว่า บริษัทดีแทคและบริษัท ทรู ไม่ได้เคาะราคาประมูลเพิ่มเลยทำให้ได้คลื่นไปใช้ในราคาตั้งต้นที่ 13,500 ล้านบาทต่อ 15 ปี หรือราคา 900 ล้านบาทต่อปี ยกเว้นบริษัทเอไอเอส ที่เคาะเพิ่มอีก 1,225 ล้านบาท ทำให้ได้คลื่นไปในราคา 14,625 ล้านบาท หรือราคา 975 ล้านบาทต่อปีถึงแม้เที่ยวนี้ในการประมูล 4G จะมีการกำหนดกติกาสองชั้นในแต่ละคลื่น กรณีมีคนประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับชุดคลื่น (ใบอนุญาต) จะมีการตั้งต้นที่ราคา 100% ของราคาประเมิน แต่ถ้ามีจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลมากกว่าชุดคลื่นราคาตั้งต้นจะเริ่มที่ 70% ในคลื่น1800 MHz หรือราคาเริ่มต้นเพียง 13,920 ล้านบาทต่อ 15 ปี ซึ่งเป็นราคาที่เพิ่มเพียง 0.32 % ความคาดหวังที่ต้องการเห็นหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประมูลคลื่น 4 G ในครั้งนี้ ต้องกำหนดให้ครบถ้วน สมบูรณ์ บังคับได้จริง ไม่ว่าจะเป็นราคาตั้งต้นที่ประเทศได้ประโยชน์ ความเร็วที่คนหูหนวกสามารถใช้งานได้จริงปกติความเร็วในระบบ 4G จะมากกว่า 3G จำนวน 10 เท่า ความเร็วที่รับประกันควรจะเพิ่มเป็น 3.5 Mbps ไม่ใช่กำหนดไว้ 345 kbps จึงถือได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ต่ำมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับความเร็วมาตรฐานของบริการ 4G ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps รวมทั้งปัญหาเรื่องเสาโทรคมนาคมที่มีความขัดแย้งทั่วประเทศ ก็ควรกำหนดไม่ให้ตั้งในพื้นที่อ่อนไหว เช่น โรงเรียนโรงพยาบาลและชุมชนหรือหากจำเป็นก็ควรห่างไม่น้อยกว่า 400 -1,000 เมตร ส่วนราคาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภคก็ควรลดไปตามสัดส่วนของ3G อย่างเป็นระบบและควรเริ่มระบบการคิดค่าโทรศัพท์ตามการใช้งานจริงหรือไม่ปัดเศษวินาทีหากการประมูลครั้งนี้ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ให้ดีในใบอนุญาต ก็น่าจะเจอปัญหาซ้ำรอยเดิม คงต้องถามไว้ก่อนว่าใครจะรับผิดชอบ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 173 อยู่ในสายเลือด

มางานคุ้มครองผู้บริโภคที่จังหวัดอุบลราชธานี และจำเป็นต้องใช้บริการรถเช่า เพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเป็นเพื่อนนักเรียนปริญญาตรี ได้ให้คำแนะนำว่า ไปเช่ารถใช้งานแถวบ้าน เพราะบริษัทรถยนต์เช่าอยู่อาคารของบ้านเพื่อน ได้รับคำตอบว่ามีรถเช่าราคาประมาณ 1,069 บาท รวมประกันภัยชั้น 1  ใช้ได้ภายใน 24  ชั่วโมง หากเกิน 24  ชั่วโมง คิดชั่วโมงละ 100 บาท เกินสามชั่วโมง คิดอัตราเพิ่มอีก 1 วัน ไม่ถึง 15 นาที รถเช่าก็มาจอดรอหน้าบ้านเพื่อน รอทำสัญญา ซึ่งเราสามารถคืนรถเช่าได้ที่สนามบิน นับเป็นบริการที่สะดวก สบาย ยังไม่นับรวมบริการที่ลดราคา หากใช้บริการกับสายการบินที่มีบริการเช่ารถยนต์กับบางบริษัทอยู่ด้วย แต่ไม่ว่าจะเช่ารถขับด้วยวิธีไหน เราต้องไม่ลืมตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ด้วยก็แล้วกัน สิ่งแรก ที่ผู้บริโภครถเช่าในเมืองไทยต้องมี คือความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เพราะสัญญาเช่ารถนั้น มันมีแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่มีสัญญาฉบับภาษาไทยเลย เมื่อถามหาสัญญาเช่าภาษาไทยไม่มีให้บริการ ถามว่า คนเช่าส่วนใหญ่เป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ได้คำตอบว่าคนไทยมากกว่า(อ้าว ยังไง) ดังนั้นคงไม่ใช่ปัญหาคนไทยไม่เช่ารถแน่นอน ประการที่สอง รถที่นำมาให้เช่า ถูกให้ข้อมูลว่า เป็นรถที่มีบริการประกันภัยชั้น 1 เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาคนเช่าไม่ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อสอบถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุจะคุ้มครองยังไง ก็บอกว่าคุ้มครองรถ รถถูกขีดข่วน ชน ผู้เช่าขับไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ส่วนคนขับและผู้โดยสาร รับผิดชอบยังไง พยายามถามซ้ำหลายรอบก็ตอบคำถามไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ก็ได้ โดยราคาค่าเช่ารถยนต์จะถูกไปอีกประมาณ 200 กว่าบาท เพียงผู้เช่าต้องค้ำประกัน 20,000 บาท และต้องจ่ายขั้นต้นประมาณ 4,000 บาทหากเกิดอุบัติเหตุ หากมีประกันภัยชั้นหนึ่งค้ำประกันเพียง 10,000 บาท เมื่อขอดูสัญญาประกันภัยชั้น 1 ของรถยนต์ กลายเป็น(แค่)สัญญาพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือประกันภัยภาคบังคับที่รถยนต์ทุกคันต้องทำ (บุคคลที่สาม) เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า เราทำประกันภัยชั้น 1 ทุกคัน ไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยมีใครถามเขาแบบนี้มาเลยในการทำงานหลายปี มีรอยขีดข่วนผู้เช่าก็ไม่รับผิดชอบอะไร เกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เลยทำให้ตัดสินใจ ไม่เช่ารถ แต่ไม่มีเวลามากนัก จึงยังไม่ได้ตรวจสอบของทุกบริษัทในจังหวัดอุบลราชธานี ผู้อ่านฉลาดซื้อที่อยู่จังหวัดอื่นๆ ลองช่วยกันให้ข้อมูลมาหน่อยนะว่าจังหวัดต่างๆ ที่มีสนามบิน หรือมีบริการรถเช่าขับเอง มีสัญญาภาษาไทยมีสัญญาเรื่องการทำประกันภัยชั้น 1 ให้ผู้บริโภคตรวจสอบ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่คำรับประกันของพนักงานให้เช่ารถคงไม่สามารถรับประกันได้ ถึงแม้คำโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเพราะสายเลือดผู้บริโภคแท้ๆ เลยต้องเช่ารถตู้ใช้บริการแทนที่จะได้เช่ารถยนต์ใช้งาน แต่ก็ถือว่าได้คนขับรถแถมมา สบายกว่าเดิมอีกนะ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 172 บทบรรณาธิการ

สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณสุภาพ คลี่ขจาย นักสื่อสารมวลชน ที่มีบทบาททางการเมืองด้วย ได้สัมภาษณ์สอบถามเรื่องความก้าวหน้าของกฎหมายปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ตอบคุณสุภาพไปว่า มีความคืบหน้าน้อยมาก กฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะส่งให้คณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่จนบัดนี้กฎหมายยังนอนอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คุณสุภาพได้ตังคำถามว่า ทำไมไม่ออกมาโวยวายบอกให้คนอื่นได้รับรู้ ได้ตอบคุณสุภาพไปว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกฎหมาย NGOs เป็นกฎหมายองค์กรผู้บริโภค หากโวยวายมาก เขาก็จะบอกว่า เราทำเพราะอยากมีตำแหน่งในกฎหมายฉบับนี้ NGOs กำลังสร้างอำนาจของตนเองกฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเปลี่ยน(คานงัด)ที่สำคัญของผู้บริโภค แต่เดิมที่ผู้บริโภคต้องรอให้คนอื่นมาช่วยเหลือ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคมีเพื่อน เป็นการเพิ่มพลังและอำนาจต่อรองให้กับผู้บริโภค มีแล้วจะมีประโยชน์อะไรกับผู้บริโภค ประโยชน์มากสุดคงทำให้ผู้บริโภค มีความสามารถเท่าทันการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โฆษณาในทีวีที่หลอกเราได้ทุกวัน มีที่พึ่งเมื่อเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิกับผู้บริโภค ปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหากับผู้บริโภค ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอยากใช้สิทธิ เพราะเราส่งเสริมให้ใช้สิทธิ แต่พบว่า เมื่อใช้สิทธิแล้วยาก หลายคนไปทุกหน่วยงาน ใช้เวลาตั้งแต่เป็นเดือนยันหลายปี องค์การนี้จะช่วยทำให้กลไกต่าง ๆ ทำงานและทำหน้าที่ของตนเองได้มากขึ้น บางคนร้องเรียนหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคใช้เวลานานถึง 92 วันแล้วยังไม่แล้วเสร็จในขั้นตอนการไกล่ไกลี่ย? บางคนร้องเรียนว่า ช่วยฟ้องคดีอยู่ 4 ปี แต่แพ้คดีเพราะไม่ใช่คดีผู้บริโภค คงเป็นตัวอย่างส่วนน้อยของความทุกข์ของผู้บริโภคที่ใช้สิทธิในปัจจุบัน การเพิ่มแต้มต่อให้ผู้บริโภคสำคัญในยุคที่รัฐเข้มแข็ง และสนับสนุนภาคธุรกิจเป็นหลักในทิศทางการพัฒนา การปฏิรูปในปัจจุบัน ต้องเพิ่มแต้มต่อหรืออำนาจต่อรองให้ผู้บริโภคเหมือนที่จอห์นเอฟเคเนดี้บอกว่า หากสหรัฐอเมริกาจะเป็นมหาอำนาจต้องเพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้บริโภคและทำให้สิทธิของคนผิวดำทัดเทียมกับคนผิวขาว กฎหมายฉบับนี้ที่ไม่เกิดเพราะมีคนบอกว่า ภาครัฐและธุรกิจไม่อยากให้เกิด ย่อมสะท้อนว่ากฎหมายฉบับนี้ดี และจะเป็นพลังและแต้มต่อให้ผู้บริโภคในอนาคตแน่นอน 17 ปีที่ผ่านมา หากกฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันในต่างประเทศ ป่านนี้คงได้ตั้งชื่อว่าเป็นกฎหมายของสารีไปแล้ว(อิๆ)

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 171 ถึงเวลา ? ยุติการขยายตัวร้านสะดวกซื้อในชุมชน

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ ป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดการค้าโดยพ่อค้าคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างมีระบบ และคำนึงถึงความเป็นธรรมในการควบคุมให้ผู้ประกอบการค้าด้วยกัน ไม่เอาเปรียบกันเอง หากไม่ควบคุมผู้ประกอบการค้าให้ดี ในที่สุดผู้บริโภคจะได้รับความเดือดร้อนมาก ถ้าเป็นการผูกขาดสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต กฎหมายจึงต้องป้องกันไว้ก่อน มีโอกาสไปรับฟังปัญหาผู้บริโภคในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ได้รับทราบปัญหาของผู้ประกอบการไปด้วย ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับผู้บริโภค โดยเฉพาะปัญหาการปิดกิจการของร้านอาหารตามสั่ง จากผลกระทบของร้านสะดวกซื้อที่เปิดฝั่งตรงข้าม หากเราไม่ได้เป็นลูกสาว หรือคนในครอบครัวร้านสะดวกซื้อ เราก็ไม่มีโอกาสได้รับรู้ปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้น และมีความทุกข์อย่างไร  แต่หากผู้บริโภควิเคราะห์ให้ดี จะเห็นได้ว่า การปิดกิจการของร้านอาหารตามสั่งย่อมมีผลต่อร้านขายผัก ขายปลา ขายหมู ขายของในตลาดอีกมากมาย และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับเกษตรกรที่ปลูกผัก หรือคนที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เหมือนบทเรียนผลกระทบจากส้มจีนที่ทำให้ส้มเขียวหวาน ส้มบางมด ส้มรังสิต ส้มโชกุน ส้มฝาง ล้มหายตายจาก ส้มในประเทศราคาแพงแถมไม่มีคุณภาพ ไม่อร่อยในปัจจุบัน ระบบการผลิตอาหารที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทขนาดใหญ่ ถึงแม้บางครั้งจะทำให้อาหารมีราคาถูก เพราะต้นทุนที่แตกต่างกัน เช่น ต้นทุนในการทำข้าวผัด บะหมี่เกี๊ยวที่แตกต่างกัน ถึงแม้ร้านเล็กๆ ต่างจะปรับตัวใช้การเพิ่มประสิทธิภาพ ดำเนินการในระบบเฟรนไชส์ แต่ก็ไม่สามารถสู้ต้นทุนที่แตกต่างกัน หรือการแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนไข่ หมู ไก่ ข้าวในราคาที่ต่ำกว่า เหมือนการชกมวยที่ใช้นักมวยคนละรุ่นมาชกแข่งขันกันย่อมไม่มีสู้กันได้ หากมีแต่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ย่อมจำกัดทางเลือกของผู้บริโภคไปโดยปริยาย เพราะถึงแม้เราจะสนใจ ให้ความสำคัญหรือต้องการอาหารที่หลากหลาย ก็ยากที่จะมีให้บริโภค เพราะอาหารที่มีมักจะกลายเป็นอาหารที่ต้องได้กำไร สามารถทำได้ในระบบขนาดใหญ่ ทางเลือกของอาหารหรือความมั่นคงของอาหารของผู้บริโภคก็อยู่ในกำมือของผู้ผลิตขนาดใหญ่ เช่น การผูกขาดสินค้าเกษตรที่มีให้เห็นในหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ไก่  ไข่ ปลาบางชนิด ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคที่หลากหลายหรือแม้แต่ท้ายที่สุดส่งผลต่อวิถีการบริโภคของผู้บริโภคอย่างเรา ดังที่วิจัยของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยบริโภคแอปเปิ้ล เป็นลำดับต้นมากกว่าผลฝรั่งมาหลายปี

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 170 มีเพียงสคบ. ไม่เห็นด้วย ทำไมพลเมืองอย่างเราต้องยอม

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกโฆษณาว่า พลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งภาครัฐที่หวงอำนาจก็จะบอกว่าไม่ชอบเลยมากไป ส่วนคนในภาคประชาชนบางส่วนก็บอกว่าจะจริงหรือ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสินค้าหรือฉลากสินค้าที่เข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง ก็ต้องบอกว่า ในหมวดสิทธิเสรีภาพมีความก้าวหน้ามากขึ้นจริง เช่นกลไกการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อในการเสนอกฎหมายของประชาชน ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหลักการกฎหมายของสปช. รัฐบาลจะพิจารณาทันที รวดเร็ว ไม่เกิน 20 วัน แต่จนบัดนี้ยังไม่เห็นร่างกฎหมายหลุดรอดจากมือคณะรัฐมนตรีไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เหตุผลที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรีเพราะ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีความเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ว่า มีความซ้ำซ้อนกับอำนาจของสคบ. ทำให้สคบ. มีเจ้านายเพิ่ม ไม่มีความจำเป็น ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความซ้ำซ้อนเลย เพราะองค์การนี้ทำหน้าที่เหมือนสปช. เช่น การเสนอให้คิดค่าโทรศัพท์ไม่ปัดเศษวินาทีเป็นนาที สามารถตรวจสอบกสทช. ต่อเนื่องได้ว่า ทำไมไม่บังคับใช้การคิดค่าโทรศัพท์ตามที่ใช้จริงซะที แต่ไม่ได้มีหน้าที่ปรับบริษัทโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนั่นเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ หรือการที่สปช. ช่วยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยไม่ใช่ลดดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียว เพราะสคบ. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ คงไม่กล้าเถียงรัฐมนตรีคลังแน่นอน แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกเตะสกัด โดนวางกรวยยางสามสี่ชั้น ขัดแข้งขัดขาอยู่อย่างเต็มที่ ท่ามกลางการทำหน้าที่กันไปวันๆ ไม่เต็มที่ ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนอย่างเราได้รู้สึกอุ่นใจ มั่นใจว่าได้รับการคุ้มครอง   หากเทียบเคียงด้วยการเสนอกฎหมายนี้แล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ และเกิดมีประชาชนเข้าชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอกฎหมาย กฎหมายจะถูกพิจารณาในขั้นแรกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะถูกนำส่งนายกรัฐมนตรีเพราะเกี่ยวข้องกับการเงิน(ให้มีการสนับสนุนที่เป็นอิสระ 3 บาทต่อประชากร) และนายกรัฐมนตรีจต้องพิจารณาภายใน 30 วัน หากไม่แล้วเสร็จถือว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะสามารถผ่านขั้นตอนรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และหากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ่วม โดยทุกขั้นตอน ต้องมีสัดส่วนของผู้เสนอกฎหมายไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ แต่หลังจากออกมายังกรรมาธิการร่วม สิ่งที่กรรมการยกร่างหลงลืมไปคือ ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมายของทั้งสองสภา เพราะจากบทเรียนของกฎหมายองค์การอิสระฯ ในอดีต คือหลังจากผ่านกรรมาธิการร่วมแล้ว วุฒิสภา นำไปพิจารณาเห็นชอบทันที ส่วนสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการตั้งวาระ ไม่มีการพิจารณา จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาและเกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ข้อดีอีกประการหนึ่งในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ คือ คงเป็นสิทธิของผู้เสนอกฎหมาย เพราะหากสุดท้ายกฎหมายที่เข้าชื่อกันมาไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อมีสิทธิร้องขอให้ทำประชามติกฎหมายฉบับนั้นได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกโฆษณาว่า พลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งภาครัฐที่หวงอำนาจก็จะบอกว่าไม่ชอบเลยมากไป ส่วนคนในภาคประชาชนบางส่วนก็บอกว่าจะจริงหรือ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสินค้าหรือฉลากสินค้าที่เข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง ก็ต้องบอกว่า ในหมวดสิทธิเสรีภาพมีความก้าวหน้ามากขึ้นจริง เช่นกลไกการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อในการเสนอกฎหมายของประชาชน ยกตัวอย่างการเสนอกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหลักการกฎหมายของสปช. รัฐบาลจะพิจารณาทันที รวดเร็ว ไม่เกิน 20 วัน แต่จนบัดนี้ยังไม่เห็นร่างกฎหมายหลุดรอดจากมือคณะรัฐมนตรีไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เหตุผลที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรีเพราะ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีความเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ว่า มีความซ้ำซ้อนกับอำนาจของสคบ. ทำให้สคบ. มีเจ้านายเพิ่ม ไม่มีความจำเป็น ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีความซ้ำซ้อนเลย เพราะองค์การนี้ทำหน้าที่เหมือนสปช. เช่น การเสนอให้คิดค่าโทรศัพท์ไม่ปัดเศษวินาทีเป็นนาที สามารถตรวจสอบกสทช. ต่อเนื่องได้ว่า ทำไมไม่บังคับใช้การคิดค่าโทรศัพท์ตามที่ใช้จริงซะที แต่ไม่ได้มีหน้าที่ปรับบริษัทโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนั่นเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ หรือการที่สปช. ช่วยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยไม่ใช่ลดดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียว เพราะสคบ. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ คงไม่กล้าเถียงรัฐมนตรีคลังแน่นอน แต่กฎหมายฉบับนี้ถูกเตะสกัด โดนวางกรวยยางสามสี่ชั้น ขัดแข้งขัดขาอยู่อย่างเต็มที่ ท่ามกลางการทำหน้าที่กันไปวันๆ ไม่เต็มที่ ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนอย่างเราได้รู้สึกอุ่นใจ มั่นใจว่าได้รับการคุ้มครอง หากเทียบเคียงด้วยการเสนอกฎหมายนี้แล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ และเกิดมีประชาชนเข้าชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอกฎหมาย กฎหมายจะถูกพิจารณาในขั้นแรกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะถูกนำส่งนายกรัฐมนตรีเพราะเกี่ยวข้องกับการเงิน(ให้มีการสนับสนุนที่เป็นอิสระ 3 บาทต่อประชากร) และนายกรัฐมนตรีจต้องพิจารณาภายใน 30 วัน หากไม่แล้วเสร็จถือว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะสามารถผ่านขั้นตอนรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และหากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ่วม โดยทุกขั้นตอน ต้องมีสัดส่วนของผู้เสนอกฎหมายไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ แต่หลังจากออกมายังกรรมาธิการร่วม สิ่งที่กรรมการยกร่างหลงลืมไปคือ ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมายของทั้งสองสภา เพราะจากบทเรียนของกฎหมายองค์การอิสระฯ ในอดีต คือหลังจากผ่านกรรมาธิการร่วมแล้ว วุฒิสภา นำไปพิจารณาเห็นชอบทันที ส่วนสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการตั้งวาระ ไม่มีการพิจารณา จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภาและเกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ข้อดีอีกประการหนึ่งในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ คือ คงเป็นสิทธิของผู้เสนอกฎหมาย เพราะหากสุดท้ายกฎหมายที่เข้าชื่อกันมาไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อมีสิทธิร้องขอให้ทำประชามติกฎหมายฉบับนั้นได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 169 ถึงเวลาจัดการชาเขียว

การทำการตลาดแบบชิงโชคแถมพก ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการขายสินค้ากลุ่มอาหารเป็นอย่างดี เห็นได้จากปรากฎการณ์การแจกรถเบนซ์ รางวัลเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ของชาเขียวอิชิตัน จนผู้บริโภคไม่มั่นใจว่าจะดื่มชาหรือเสี่ยงโชค ทางออกที่ชะงัด ในการแก้ปัญหาชาเขียวโฆษณาแบบชิงโชคแถมพก มีสี่ประการที่สำคัญ หนึ่ง ต้องทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลให้มากที่สุด ว่ายี่ห้อไหนบ้างที่มีน้ำตาลมากสุด โดยต้องสังเกตปริมาณน้ำตาลข้างขวด จากการสำรวจ 32 ยี่ห้อ พบว่า มีจำนวน 24 ยี่ห้อ ที่มีน้ำตาลตั้งแต่ระดับ 6 ช้อนชาสูงถึง 18.12 ช้อนชา มีเพียง 8 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 6 ช้อนชา เพราะจะทำให้สติของผู้บริโภคกลับคืนมาว่านอกจากไม่ได้รถเบนซ์แล้ว ยังจะได้เบาหวานแถมมาด้วย เรียกว่าหากดื่มชาที่มีน้ำตาล 18 ช้อน ต้องหยุดกินน้ำตาลไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยปกติคนเราไม่ควรกินน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน สอง ต้องทำให้มาตรการในการควบคุมสินค้ากลุ่มนี้ใกล้เคียงกับสินค้ากลุ่มอื่นๆ หากเปรียบเทียบคงเป็นเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน  ซึ่งมีกติกาหลายอย่างในการกำกับการโฆษณา เช่น ห้ามโฆษณาชิงโชค แถมพก มีคำเตือนทุกครั้งในการโฆษณา “ห้ามดื่มเกินวันละ2 ขวด” ฉลากข้างขวดต้องมีการระบุคำเตือน “เด็กสตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภค” แต่ขณะที่สินค้ากลุ่มชาเขียวโฆษณาได้อย่างอิสระเสรีรวมทั้งชิงโชคและแถมพก เพียงแต่ต้องขออนุญาตเท่านั้น ซึ่งหากมีการแจกรางวัลจริงก็สามารถโฆษณาได้ สาม น่าจะถึงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องมีมาตรการฉลากไฟจราจร(เขียวเหลืองแดง) สำหรับอาหาร ซึ่งพบว่า ทุกๆ ปีจะมีคนเสียชีวิตสูงถึง 11 ล้านคนทั่วโลก และยังมีปัญหาอ้วนหรือน้ำหนักเกินมากถึง 4,000 ล้านคน การมีฉลากนี้จะช่วยทำให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง และส่งเสริมให้ธุรกิจปรับตัวทำสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น   มาตรการสุดท้าย เป็นมาตรการทางภาษีที่ควรจะต้องริเริ่มเก็บภาษีน้ำตาล ซึ่งในวาระการปฏิรูปครั้งนี้ หากสามารถทำได้จริง การบริโภคน้ำตาลของประชาชนก็จะลดลงและมีส่วนช่วยในการลดภาวะโรคอ้วน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการวิจัยที่พบว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มเป็น 3 เท่า และจากการเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ ประเทศไทยเป็นผู้บริโภคน้ำตาลสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากโรคอ้วนแล้ว น้ำตาลยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ เช่น หัวใจวายมากขึ้นด้วย

อ่านเพิ่มเติม >