ฉบับที่ 214 ผลิตภัณฑ์เด็กสมาธิสั้น แต่ครูนักแต่งเพลงของฉันมาได้ไง?

 น้องคนหนึ่งส่งคลิปสั้นๆ มาให้ผมดู พร้อมทั้งคำถามว่า “มันเป็นจริงไหม?” ผมตามไปดูในคลิปซึ่งเผยแพร่ในเฟซบุ๊คของผู้ขาย ภาพแรกในคลิป เป็นภาพนิ่งมีข้อความว่าจะทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กขี้ลืม หาตัวช่วยจำให้ลูก หากิจวัตรให้ลูก ไม่ควรทำกิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ดูแลสุขภาพของลูก ฝึกสมองอยู่เสมอ แต่ที่สะดุดตาคือ มีภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดหนึ่งอยู่กลางภาพ ต่อจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นภาพเด็กๆ พร้อมขึ้นข้อความต่างๆ เช่น เด็กติดเกมส์ เด็กติดโทรศัพท์ ฯลฯ           ผมเข้าไปค้นข้อมูลในเน็ตตามชื่อผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ พบข้อความโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและระบบประสาท ดูแลสมอง เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการบำรุงดูแลสมอง ผู้ที่มีอาการสมาธิสั้น จำยากลืมง่าย ผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ผลการเรียนไม่ดี วัยทำงานซึ่งใช้สมองเยอะ สมองล้าบ่อยๆ ผู้ที่วิตกกังวล เครียด ผู้ป่วยความจำเสื่อมหรือเสื่อมจากอายุที่มากขึ้น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์สูญเสียความทรงจำ ทานได้ทุกเพศ ทุกวัย หญิงตั้งครรภ์ก็ทานได้           แค่ข้อความเบื้องต้นก็ค่อนข้างจะเกินขอบเขตผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว พอผมไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็พบภาพของครูนักแต่งเพลงที่ออกรายการทีวีบ่อยๆ แกเคยโฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงสายตาที่เคยโดนร้องเรียนไปแล้ว คราวนี้รูปแกมาอยู่ในผลิตภัณฑ์นี้ พร้อมข้อความระบุสรรพคุณผลิตภัณฑ์นี้มากมาย เช่น ช่วยฟื้นฟูความจำและบำรุงสมอง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยทำลายและขจัดสารพิษจากตับ ต้านเซลล์มะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเป็นโรค ช่วยส่งเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง บำบัดรักษาการอักเสบของเส้นประสาทในสมอง ช่วยบำรุงประสาทและสมองช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดขาว ช่วยกระตุ้นการหลั่งโกรธฮอร์โมน ช่วยแก้ไขอารมณ์ ซึมเศร้า ช่วยคลายเครียด ช่วยฟื้นฟูความจำ ช่วยป้องกันสมองและตับจากการถูกทำลายจากการดื่มแอลกอฮอล์ ยา และ การสูบบุหรี่ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้สมาธิดีขึ้น คิดอ่านได้ดีขึ้น เพิ่มคุณภาพการหลับ ช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยป้องกัน มะเร็งต่างๆ ลดอาการภูมิแพ้และไข้หวัด ช่วยให้มีสมาธิในการเรียน การทำงาน จดจ่อกับสิ่งนั้นๆ ได้นานยิ่งขึ้น           ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ แจ้งว่ามีส่วนประกอบสำคัญได้แก่  Bacopa สารสกัดพืชพรมมิ สารสกัดโปรตีนจากถั่วเหลือง น้ำมันปลา Choline Bitartrate L-Tyrosine L-Theanine  L-Cysteine Taurine วิตามิน บี1 บี6 บี12 ฯลฯ อันที่จริงเคยมีผลงานวิจัยของอาจารย์ท่านหนึ่ง พบว่า สารสกัดพืชพรมมิ มีฤทธิ์ต่อสมอง องค์การเภสัชกรรมก็ยังนำไปผลิต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเรียบร้อยแล้ว แต่หากใครเคยซื้อมารับประทานจะพบว่า ไม่มีข้อความระบุสรรพคุณโอเวอร์ขนาดนี้ และที่สำคัญคือ เขายังมีคำเตือนชัดเจนบนฉลากว่า “เด็ก สตรีมีครรภ์ และสตรีที่ให้นมบุตร ไม่ควรรับประทาน”            ผมแจ้งน้องที่ส่งข้อมูลไปแล้ว ให้ช่วยกันดำเนินการแจ้งผู้ดูแลต่างๆ ให้จัดการด้วย ตอนนี้พบว่าหลายเว็บปิดไปแล้ว แต่ก็ยังไม่หมดสักที ใครมีญาติพี่น้อง หรือคนรู้จัก อย่าได้หลงเชื่อโฆษณาสรรพคุณโอเวอร์เหล่านี้นะครับ และถ้าใครสนิทกับครูนักแต่งเพลงท่านนี้ก็ช่วยเตือนท่านด้วย ลำพังรายได้ท่านก็เยอะอยู่แล้ว อย่ามายุ่งกับของแบบนี้เลยครับ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 145 กระแสในประเทศ

  ประมวลเหตุการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2556 ใช้เทคโนโลยีช่วยจำ ระวังทำสมองเสื่อม ข้อมูลจากงาน “สร้างสรรค์สังคมไทยห่างไกลอัลไซเมอร์ ครั้งที่ 5” มีการรายงานตัวเลขของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทยพบว่ามีผู้สูงอายุที่เสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมร้อยละ 12 และคาดว่าในปี พ.ศ.2563 ไทยอาจมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุโดยรวมของประเทศ โดยสาเหตุของการป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม นอกจากสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดที่ส่งผลกับการทำงานของสมองและความผิดปกติของต่อมไธรอยด์แล้ว พฤติกรรมการดำเนินชีวิตเดี๋ยวนี้ก็มีผลกับโรคสมองเสื่อมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยจำ ช่วยคิดแทนการใช้สมอง เช่น บันทึกข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ในมือถือ ร้องเพลงตามคาราโอเกะแล้วต้องคอยอ่านเนื้อเพลงแทนการจดจำ ใช้เครื่องคิดเลขแทนการใช้สมองคำนวณ ยิ่งเป็นเด็กยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะสมองขาดการใช้งาน เซลล์ประสาทขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสมองเสื่อมก็อาจจะตามมา   สำหรับการป้องกันโรคสมองเสื่อม วิธีง่ายๆ คือพยายามฝึกใช้สมองเป็นประจำ เช่น การท่องจำหรือคิดคำนวณต่างๆ เล่นเกมที่ฝึกสมอง รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยการกระตุ้นทำงานของสมองได้ ------------------------------------------------------     สารเคมีกำจัดศัตรูพืชบุกยึดประเทศไทย เชื่อหรือไม่ ประเทศไทยเรานำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมากจนน่าตกใจ ว่ากันว่าสูงเท่ากับตึกใบหยก 2 ซึ่งปริมาณมากแบบนี้ย่อมมีผลกระทบกับคนที่รับประทานผักแน่นอน นพ.พิบูลย์ อิสรพันธุ์ รองผอ.สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในเวที “นโยบายเกษตรเพื่อสุขภาพ : แบน 4 สารเคมีเกษตรก่อมะเร็ง” ว่าในปี 2554 ประเทศไทยนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชสูงถึง 20,875 ล้านบาท หรือประมาณ 520,312 ตัน เท่ากับขวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 46 เมตร สูงเท่าตึกใบหยก 2 ข้อมูลการสุ่มตรวจเลือดเกษตรกร 74 จังหวัด จำนวน 533,524 คน พบว่ามีสารเคมีปนเปื้อนในเลือดเกินมาตรฐานความปลอดภัยถึง 173,243 คน คิดเป็นร้อยละ 32ส่วนประชาชนทั่วไปตรวจจำนวน 99,283 คน พบไม่ปลอดภัย 35,949 คน คิดเป็นร้อยละ 36 ซึ่งสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นต้นเหตุของร้ายโรคอันตราย โดยเฉพาะมะเร็ง สาเหตุสำคัญที่ทำให้การนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีปริมาณสูง นอกจากการที่ภาครัฐฯ ไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องสารเคมีแก่เกษตรกรแล้ว ยังมีเรื่องของการขึ้นทะเบียนสารเคมี ซึ่งควรยกเลิกสารเคมีที่มีอันตรายเฉียบพลัน โดยเฉพาะสารเคมี 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ซึ่งหลายประเทศยกเลิกทั้งผลิตและนำเข้าไปแล้ว     เตือน! “สบู่ดำ” พิษถึงตาย สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร.7) อุบลราชธานี แจ้งเตือนอันตรายของ “เมล็ดสบู่ดำ” สมุนไพรพื้นบ้านที่มีพิษร้ายแรง ถ้าหากใครเผลอรับประทานเข้าไปมีสิทธิเสียชีวิต เพราะพิษของเมล็ดสบู่ดำมีผลต่อการทำงานของระบบหายใจ ความดันโลหิต หัวใจเต้นผิดปกติ นอกจากนี้หากน้ำยางถูกผิวหนังก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองปวดแสบปวดร้อนรุนแรง ยิ่งถ้าหากเข้าตาอาจทำให้ตาบอด มีรายงานว่าพบผู้ป่วยอาหารพิษจากการรับประทานเมล็ดสบู่ดำเป็นประจำทุกปีโดยเฉพาะเด็กๆ ที่เก็บเมล็ดมาทานด้วยความไม่รู้ แนะวิธีป้องกันให้หน่วยงานและชุมชนที่ปลูกควรทำป้ายชื่อกำกับ แจ้งคำเตือนว่าเป็นพืชมีพิษห้ามรับประทาน เมล็ดสบู่ดำนิยมปลูกมากในหลายจังหวัด เพราะได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ เนื่องจากเมล็ดสบู่ดำนอกจากเป็นพืชสมุนไพร เพราะเปลือกและใบสามารถใช้รักษาโรคกระเพาะและเป็นยาแก้ไอ นอกจากนี้ยังเป็นพืชพลังงานทดแทนเพราะนำไปสกัดเป็นน้ำมันได้     ปั่นต้านโลภ เครือข่ายธรรมาภิบาลด้านพลังงาน ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสุขภาพไทย และมูลนิธิเพื่อนหญิง จัดกิจกรรม "ปั่นต้านโลภ หยุดการกอบโกยของธุรกิจพลังงาน” เพื่อเรียกร้องให้ธุรกิจพลังงานหยุดเอาเปรียบผู้บริโภค โดยมีผู้ปั่นจักรยานเข้าร่วมขบวนรณรงค์ในกิจกรรมครั้งนี้กว่า 200 คัน ซึ่งเส้นทางในการปั่นจักรยานเริ่มต้นจากสวนสันติภาพ ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน แล้วไปจบที่บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน สำนักงานใหญ่ โดยกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องพลังงานหยุดเอาเปรียบผู้บริโภค ผ่านข้อเรียกร้องที่จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม เช่น   หยุดการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนและรถยนต์ ที่กำหนดเริ่มเดือนเมษายนนี้ และให้เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากภาคปิโตรเคมีที่ใช้ แอลพีจี เป็นวัตถุดิบในอัตรากิโลกรัมละ 12 บาท เหมือนที่เรียกเก็บกับอุตสาหกรรมทั่วไป ซึ่งจะทำให้หนี้กองทุนน้ำมันที่มีอยู่หมดไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ชะลอการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจำนวน 5,400 เมกะวัตต์ ในกลางปีนี้ หยุดการผูกขาดของธุรกิจก๊าซและพลังงานทั้งระบบของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หยุดผลประโยชน์ทับซ้อนของปลัดและอธิบดีในกระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการออกกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค --------------     ประกวดสปอตโฆษณา องค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค ประกาศผลผู้ชนะไปแล้วเรียบร้อย สำหรับกิจกรรมการประกวดสปอตโฆษณา “ให้ความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคเดี๋ยวนี้ Consumer Justice Now” ที่ได้เปิดโอกาสให้น้องๆ นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้แสดงฝีมือและร่วมเป็นหนึ่งแรงในการผลักดันสร้างความเข้าใจเรื่อง องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 61 ให้กับสังคม ซึ่งผลงานสปอตโฆษณาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศได้แก่เรื่อง “อย่าให้การถูกเอาเปรียบเป็นเรื่องเคยชิน” จากทีม BU ไฝดำ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท นอกจากนี้อีกหนึ่งผลงานจากทีม BU ไฝดำ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มีชื่อว่า “การคิดอยู่ในใจไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้ยิน” ก็ได้รับรางวัลป๊อบปูล่าโหวตด้วยอีกหนึ่งรางวัล ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ผลงานเรื่อง “Guinness Van” จากทีม SWEET KID รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ผลงานเรื่อง “หยุดเอาเปรียบฉัน” จากทีมลูกหมาสามตัว ใครที่อยากชมผลงานสปอตที่ได้รับรางวัลและผลงานคลิปอื่นๆ ที่เข้าร่วมประกวด สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าเฟซบุ๊คมาตรา 61 องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค www.facebook.com/cindependence   //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 132 วัคซีนสมอง เข็มพิเศษ : อัพเดตเรื่องรังนก

  ช่วงปีใหม่ 2555 นี้ ผู้เขียนมีความสุข สนุก กับการจัดการบ้านที่ถูกน้องน้ำจัดการชั้นล่างเสียกระจุยตามความกรุณาของรัฐบาลที่ให้หยุดวันที่ 3 มกราคม เพิ่ม ผู้เขียนจึงจัดหนักในการซ่อมแซมบ้านจนเมื่อยล้า แบบว่าเกิดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้ นับว่าเป็นความกรุณาอย่างสูงของฟ้าดินทีเดียว เมื่อเซ็งต่อการจัดการบ้าน ผู้เขียนจึงเข้าเน็ตเพื่อหาความรู้ ความบันเทิงตามภาษาคนกรุง ซึ่งไม่รู้จะไปไหนดี ก็พบบทความหนึ่งซึ่งเอาขึ้นเน็ตในเว็บนานาสาระที่น่าจะฮิตที่สุดของไทย ผู้เขียนมักเข้าเว็บนี้เพื่อไปอ่านหนังสือพิมพ์ บทความนี้น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องอาหารการกินที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต แต่อาจมีผลทางจิตใจของสาวกมืออาชีพ บอกกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อมคือ เรื่องของรังนก ซึ่งเป็นประเด็นว่า ถ้าผู้บริโภคได้รับข้อมูลแล้วต้องมีหูที่หนัก(โดยไม่ต้องห้อยห่วงเหล็ก) อย่าหูเบาเด็ดขาด เพราะมันเป็นเรื่องของการโฆษณานั่นเอง ผู้เขียนนั้นโดยส่วนตัวไม่เคยพิศวาสการกินรังนก เพราะไม่ชอบลักษณะสัมผัส ที่สำคัญคือ เมื่อนึกว่ามันคือ น้ำลายนกที่ถ่มออกมาสร้างรังแล้ว น้ำลายตัวเองถ่มออกมายังกลืนกลับไม่ได้ (ต่างกับคนบางคนที่เวลาหาเสียงเวลาได้รับเลือกแล้วพูดอีกอย่าง ซึ่งเรียกว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง) ดังนั้นพอเป็นน้ำลายนกก็เลยขอผ่าน และพยายามไม่สนใจกับข่าวคราวที่มีการโฆษณาสินค้านี้ แบบว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ใครชอบจะกินก็ไม่ว่ากระไร แต่พอเห็นบทความดังกล่าวก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะดูเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยพบ ผู้เขียนขอสำเนาเพียงบางส่วนมาให้ดูแล้วจะแสดงข้อมูลว่า เป็นบทความที่ดูจะไม่ตรงไปตรงมาเมื่อไปค้นข้อมูลที่พบได้ในเน็ต เว็บโปรดของผู้เขียนลงข่าวว่า   หลายคนคงสงสัย อะไรคือฟังก์ชันนัลฟู้ดและเกี่ยวอะไรกับรังนก วันนี้เรามาไขความกระจ่างกันว่าฟังก์ชันนัลฟู้ดคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องทานรังนก ฟังก์ชันนัลฟู้ด คืออาหารที่มีสารอาหารคุณค่าเต็มเปี่ยม มีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากคุณค่าทางอาหารหลักที่เราได้รับเป็นประจำทุกวัน .......ทำให้เรา ได้รับคุณค่าจากสารอาหารเพิ่มมากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ อาหารเสริมชั้นดีนี่เอง และรังนกคือฟังก์ชันนัลฟู้ดอีกหนึ่งทางเลือกค่ะ มีการโต้เถียงกันในวงกว้างว่ารังนกไม่มีสารอาหาร ราคาแพง แล้วทำไมเราถึงยังต้องทานและเลือกเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่คุณรัก คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และจำได้จนขึ้นใจก็คือ รังนกน่ะมีสรรพคุณทางยาค่ะ แพทย์จีนแผนโบราณใช้รังนกเป็นอาหารในการฟื้นฟู........ เราไม่ได้พูดหรือกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ นะคะว่ารังนกเป็นฟังก์ชันนัลฟู้ดที่ดี แต่ที่พูดมาทั้งหมดน่ะ เพราะเรามีหลักฐานมาแบ่งปันกันให้ทราบแน่นอน งานวิจัยของดร. Kong และคณะในปี 1987 ระบุว่ารังนกประกอบด้วยสาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์ ช่วยในการซ่อมแซมผิว ผลัดเซลล์ผิวและช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว พออ่านมาถึงตอนนี้ ความรู้อะไรเยอะแยะไปหมด น่าเบื่อจัง เอาเป็นว่ารู้กันพอหอมปากหอมคอก็พอค่ะโธ่! ที่แท้ เคล็ดลับความงามและอายุยืนของชาวจีนก็มีที่มาจากรังนกนี่เอง แบบนี้ต้องหามาลองกันซักหน่อยแล้ว   สิ่งที่ผู้เขียนสนใจก็คือ การอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าจริง ข้อมูลการเรียนการสอนด้านอาหารและโภชนาการ อาจต้องเปลี่ยนไปในเรื่องเกี่ยวกับรังนก แต่ผลปรากฏว่า ข้อมูลนั้นอ้างแบบเอาสีข้างเข้าถู ประการแรก ข้อความว่า “สาร EGF (Epidermal Growth Factor) ซึ่งเป็นสารที่มีองค์ประกอบคล้ายเซลล์มนุษย์.....” นั้นดูไม่ค่อยถูกต้อง เมื่อดูข้อมูลจาก wikipedia หรือเอกสารอื่น ๆ จะพบว่า EGF นั้นเป็นชีวโมเลกุลประเภทนำข่าวไปกระตุ้นให้เซลล์ที่มันเข้าไปติดต่อเตรียมแบ่งตัว ไม่ใช่องค์ประกอบของเซลล์ทั่วไป สาร EGF นี้ควบคุมที่จะให้เซลล์แบ่งตัวและพัฒนาเซลล์ให้ทำงาน ปรกติเซลล์ในร่างกายคนที่โตเต็มที่แล้วนั้นเลิกแบ่ง แต่มีการพัฒนาให้เป็นเซลล์ที่ทำงานตามข้อกำหนดของแต่ละอวัยวะที่มันอยู่ จะเห็นว่า เซลล์ตับ เซลล์ปอด เซลล์หัวแม่มือ ฯลฯ นั้นเมื่อนำมาส่องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นมีลักษณะสัณฐานที่ต่างกัน ทั้งที่เมื่อมีการแบ่งเซลล์ใหม่ ๆ มีความเหมือนกัน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า เซลล์มีการ Differentiation กล่าวคือ พอแบ่งตัวเสร็จเหมือนคนจบการศึกษารับปริญญาแล้ว ต้องพัฒนาตนเอง มีการแต่งตัวแต่งหน้าเพื่อทำงานเสียที และแต่ละเซลล์ที่อยู่คนละสำนักงาน(อวัยวะ) ก็แต่งตัวต่างกัน เซลล์ที่ทำงานแล้วนั้น โดยปรกติแล้ว EGF ไม่ควรกระตุ้นให้แบ่งใหม่เพราะถ้าแบ่งเกินจำเป็นและไม่แต่งหน้าแต่งตัวแล้ว เซลล์นั้นจะถูกสันนิษฐานว่า เกิดอาการผิดปรกติซึ่งอาจร้ายแรงถึงการเป็นมะเร็ง ดังนั้น EGF นั้นจึงไม่ใช่สารที่มีแต่ประโยชน์เท่านั้น อาจส่งผลก่อปัญหาได้ถ้าเซลล์ที่มีหน้าที่ปล่อยสารนี้ออกมา ไม่ถูกกาลเทศะ Wikipedia บอกว่า Epidermal growth factor can be found in human platelets, macrophages, urine, saliva, milk, and plasma. ดังนั้นคนเขียนบทความดังกล่าวจึงสรุปเลยว่า น้ำลายนก ซึ่งกลายเป็นรังนกนั้นก็ควรมีสารนี้ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจมีหรือไม่ก็ได้ และถ้ามีอาจมีความสามารถในการกระตุ้นเซลล์มนุษย์ได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ได้ เนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์เรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนที่บทความดังกล่าวได้อ้างงานวิจัยของ Dr. Kong นั้น เป็นการอ้างถากๆ ทั้งนี้เพราะเรื่องนี้ผู้เขียนได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากเว็บ www.hkfsta.com.hk/articles/special/article7.htm ซึ่งเมื่อเข้าไปก็พบว่า มีบทความชื่อ Review of Scientific Research on Edible Bird's Nest เขียนโดย Shun Wan CHAN แห่งภาควิชา Applied Biology and Chemical Technology ของมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University ว่า The first scientific evidence was given by Ng et al. (1986) in Hong Kong. Edible bird's nest aqueous extract was found to potentiate mitogenic response of human peripheral blood monocytes to stimulation with proliferative agents, Concanavalin A and Phytohemagglutinin A. It suggested that edible bird's nest might possess immunoenhancing effect by aiding cell division of immune cells. One year later, other scientific evidence was published by Kong et al. They demonstrated an epidermal growth factor (EGF)-like activity in aqueous extract of edible bird's nest that stimulated the DNA synthesis in 3T3 fibroblast in a dose dependent manner in vitro. ข้อมูลนี้สำคัญเพราะนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Dr. Ng และคณะนั้นได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ผลงานวิจัยว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกนั้นสามารถเสริมการทำงานของสารที่กระตุ้นการแบ่งเซลล์คือ Concanavalin A และ Phytohemagglutinin A (ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สกัดออกมาได้จากถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯ ที่เราบริโภคกัน สมัยที่ผู้เขียนทำวิจัยเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกก็เคยใช้สารนี้ในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเซลล์เม็ดเลือดขาวหนูทดลอง) บทความดังกล่าวไม่ได้บอกว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกระตุ้นการแบ่งเซลล์เอง แต่บอกว่าเป็นการช่วยเซลล์ที่ถูกกระตุ้นแล้วให้แบ่งเร็วขึ้นมากกว่า ประการหนึ่ง อีกประการที่สำคัญคือ Dr Kong ซึ่งปรากฏในบทความของ Dr. Ng และคณะนั้นได้ถูกเขียนว่าเป็นผู้รายงานผลวิจัย (ในวารสารที่ผู้เขียนเชื่อถือ) ว่า สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกมีฤทธิ์ที่เรียกว่า epidermal growth factor (EGF)-like activity ซึ่งคำว่า like activity นั้นแปลแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า มีฤทธิ์คล้าย ซึ่งไม่ได้ระบุว่ามี เพราะอาจจะยังไม่มีการแยกสารนี้ออกมา (เหมือนกับเรื่องของซุปสกัดจากเนื้อสัตว์ที่บอกไม่ได้ว่า ผลที่ทำให้คนฉลาดขึ้นเกิดจากสารที่มีตัวตนหรือไม่) สรุปแล้วถ้าอ้างตามบทความที่ผู้เขียนค้นพบ ยังไม่มีใครออกมายืนยันว่า รังนก มีสาร EGF แต่อาจมีศักยภาพคล้ายการทำงานของสาร EGF ที่สำคัญเซลล์ที่ Dr. Kong ใช้ในการศึกษานั้นเป็นเซลล์ Fibroblast ที่ได้จากตัวอ่อนของหนูในท้องแม่ (ดูข้อมูลได้จาก Wikipedia) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการกระตุ้นให้แบ่งเนื่องจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนที่อยู่ในท้องแม่นั้นโดยธรรมชาติต้องแบ่งอย่างรวดเร็วก่อนออกจากท้องแม่ ต่างจากเซลล์มนุษย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ซึ่งมักมีความด้านต่อการกระตุ้นให้ทำอะไร ดังนั้นถ้า Dr. Kong คิดทำการศึกษาต่อ ก็คงต้องแนะนำให้ใช้เซลล์จากผิวแก้มของสาวๆ ที่กร้านแดดกร้านลมสักหน่อย จึงอาจจะนำผลมาเกี่ยวข้องกับรังนกได้ มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มของ Dr. Herbst และ Langer ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Epidermal growth factor receptors as a target for cancer treatment: The emerging role of IMC-C225 in the treatment of lung and head and neck cancer ในวารสาร Seminar in Oncology ชุดที่ 29 หน้า 27 เมื่อปี 2002 เป็นเชิงห่วงว่า อะไรก็ตามที่มี epidermal growth factor (EGF)-like activity นั้นอาจจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งที่อาจมีอยู่ในตัวผู้บริโภคแล้วเพิ่มปริมาณได้เร็วขึ้นกว่าเดิม (ทั้งนี้เพราะเซลล์มะเร็งนั้นเป็นเซลล์ที่พร้อมต่อการแบ่งตัวแบบไม่หยุดอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี Dr. Shun Wan CHAN แห่งมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic University ผู้เขียนบทความเรื่องรังนกนี้ ได้กล่าวว่าข้อมูลของ Dr. Herbst และ Langer ยังไม่ได้มีการยืนยันว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะเขาและคณะได้ทดลองศึกษาสารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกับเซลล์มะเร็งที่มีอยู่คือ เซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 (ATCC HTB-22) และเซลล์มะเร็งตับHepG2 (ATCC HB-8065) ก็ไม่ได้พบว่าสารสกัดดังกล่าวกระตุ้นให้มีการแบ่งตัวเร็วไปจากที่เป็นอยู่ตามลักษณะของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ข้อสรุปในประเด็นสุดท้ายนี้เพื่อให้สมกับปี พ.ศ. 2555 ก็คือ ในการใช้สารสกัดด้วยน้ำจากรังนกกับเซลล์มะเร็งซึ่งไวต่อการกระตุ้นให้แบ่งโดยธรรมชาติแล้วก็ยังไม่ได้ผล แล้วเซลล์ใบหน้าด้านๆ ที่ตากแดดตากลมมาอย่างน้อยเป็นสิบปีจะได้ผลอะไร คิดดูเองเถิดครับพี่น้อง ทุกท่านก็มีสมองที่มีน้ำหนักใกล้ๆ กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าท่านจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้นในกรณีที่ได้รับข้อมูลการโฆษณาอาหารประเภทนี้  

อ่านเพิ่มเติม >

เสริมสมองดีกว่าเสริมอาหาร

ของฝากจากอินเตอร์เน็ตรศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ : สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยามหิดลnukks@mahidol.ac.th ความรู้ฟรีจาก อินเตอร์เน็ต (ค่าเน็ตต้องจ่ายเองนะครับ) ข้อมูลในลักษณะนี้ต้องระวังให้มากกว่าในหนังสือ เพราะมันไม่มีหลักฐานแน่นอน เนื่องจากบางครั้งเป็นข้อมูลลวงของคนหากินทำขึ้น และอาจลบทิ้งเมื่อไรก็ได้ ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงจะขอแนะนำเว็บทางอาหารและโภชนาการที่น่าสนใจเข้าไป ประเทืองปัญญามาฝาก ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการนั้น มีทั้งที่หาได้ฟรีและแลกเปลี่ยนด้วยเงินทอง ประการหลังนั้นมักเป็นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคที่จะจ่ายเงินซื้อหนังสือที่มีผู้เขียนมากมายผลิตออกสู่ตลาด ทั้งเชื่อได้และเชื่อไม่ได้ ผู้บริโภคต้องสืบประวัติคนเขียนเอาเองว่า ผู้เขียนมีความรู้ความเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ หรือสักแต่จบสาขาที่เข้าใจจิตใจมนุษย์แล้วเสาะหาหนังสือคนอื่นมาอ่านแล้วตีความเองว่า อะไรควรเป็นอะไร ถูกผิดไม่สนใจ จากนั้นก็ใช้สำนวนที่ดีเขียนออกมา ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด ตัวอย่างเช่น คนเขียนหนังสือบางคนกล่าวว่า การดื่มน้ำมากนั้นเป็นอันตรายต่อไต เพราะทำให้ไตต้องทำงานหนักเนื่องจากต้องขับปัสสาวะมากเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การมีปริมาณปัสสาวะมากต่อครั้งนั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ที่สำคัญคือ เป็นการเจือจางของเสียและสารพิษที่ถูกขับออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดโทษต่อไตเพราะความเข้มข้นสารพิษได้ต่ำลง ส่วนในประการแรกนั้นเป็นการได้ความรู้ฟรีจากอินเตอร์เน็ต (ค่าเน็ตต้องจ่ายเองนะครับ) ข้อมูลในลักษณะนี้ต้องระวังให้มากกว่าในหนังสือ เพราะมันไม่มีหลักฐานแน่นอน เนื่องจากบางครั้งเป็นข้อมูลลวงของคนหากินทำขึ้น และอาจลบทิ้งเมื่อไรก็ได้ ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงจะขอแนะนำเว็บทางอาหารและโภชนาการที่น่าสนใจเข้าไปประเทืองปัญญา เว็บที่ให้ความรู้ทางอาหารและโภชนาการแก่ประชาชน แบบที่มั่นใจได้ว่า ไม่มีการขายของหากำไรเว็บแรกคือ เว็บของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข http://nutrition.anamai.moph.go.th ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นภาคีกับสถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล แต่กองโภชนาการนั้นมีความคล่องตัวกว่า เพราะมีกำลังบุคลากรที่ทำงานด้านการเผยแพร่ข้อมูลโดยเฉพาะ ผู้ที่เข้าไปในเว็บนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายวัน เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ที่มีมากมาย จะขอยกตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นภาพคือ การที่กองโภชนาการได้ร่วมมือกับ สสส. สร้างโครงการมีคุณแก่ประเทศอย่างมากคือ โครงการภาคีร่วมใจ คนไทยไร้พุง ที่มีรายการออกโทรทัศน์ทาง โทรทัศน์ไทย หรือ Thai PBS นั่นเอง ผู้สนใจรายการนี้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ครับ อีกโครงการที่น่าสนใจของกองโภชนาการคือ รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับการรับรอง “อาหารเพิ่มสารอาหาร” เหตุที่ว่าน่าสนใจเพราะ ตอนนี้มีเฉพาะเกลือกับน้ำปลาเท่านั้นที่ได้รับการรับรอง อาหารประเภทอื่นไม่สนใจหรือ จึงทำให้น่าสนใจว่า จะไปรอดหรือไม่ ทั้งที่เป็นโครงการที่ดี อีกส่วนที่แนะนำในเว็บของกองโภชนาการคือ ส่วนที่เป็นเอกสารเผยแพร่ ซึ่งเป็นหนังสือหรือเอกสารวิชาการประเภท e-book ซึ่งสามารถ download มาอ่านได้ ดูจากชื่อเรื่องแล้วเป็นประโยชน์ทั้งนั้นเช่น กินตามวัยให้พอดี (เหตุที่น่ารู้เพราะว่าคนส่วนใหญ่มักกะกินอร่อยกันทั้งนั้น ไม่ได้รู้หรอกว่าเมื่อแก่แล้วต้องลดอะไรบ้าง) กินอย่างไรห่างไกลโรค (ซึ่งถ้าทำได้ งบประมาณที่เราเสียไปกับโรคโง่ ๆ คงเหลือไปเพิ่มการพัฒนาสมองเด็กที่กระทรวงศึกษาธิการดูแล) แคลเซียมกับความสูง (เป็นหนังสือที่น่าจะสำคัญกับทีมชาติไทย เพราะกีฬาหลายประเภทที่เราแพ้คนยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเอง ก็เพราะเราสูงแค่รักแร้เขา แค่เขาไม่อาบน้ำมา 3-4 วัน เราได้กลิ่นก็หมดแรงแล้ว ดังนั้นต้องสร้างนักกีฬาให้สูงหลบกลิ่นให้พ้นก่อน ฝีมือนั้นไม่แพ้เท่าไรหรอก) และอีกมากมายเป็นโหล ท่านผู้อ่านควรลองเข้าไปอ่านดู เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างไร หรือมีประเด็นสงสัย ต้องการให้ขยายความ ติดต่อมาได้ที่ผู้เขียนโดยผ่าน วารสารฉลาดซื้อ เว็บที่มีข้อมูลด้านอาหารและโภชนาการที่ค่อนข้างจะเชื่อถือได้คือ เว็บของ สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพนั่นเอง ตัวอย่างบทความที่น่าสนใจคือ “อาหารปลอดภัย โภชนาการที่ดีกว่าเดิม และเด็กสุขภาพดี” ท่านผู้อ่านสามารถเข้าถึงบทความเหล่านี้ได้ที่ http://www.thaihealth.or.th/node/4277 ถึงแม้เว็บของ สสส. นี้จะเป็นเว็บของสำนักงานที่ดำเนินการด้วยเงินบาป คือ จากภาษีเหล้าและบุหรี่ก็ตาม แต่ก็ให้ประโยชน์แก่คนดี และอาจช่วยสกัดไม่ให้คนดีไปเกลือกกลั้วกับสิ่งชั่ว ถ้า สสส. ออกแรงให้มากกว่านี้ โดยหาผู้ทำโครงการที่ชักชวนให้เยาวชนเห็นโทษของการบริโภคสินค้าบาป ทั้งนี้เพราะถ้างบประมาณของ สสส. มากขึ้นเท่าใด ก็แสดงว่าคนช่วยกันจ่ายภาษีบาปมากขึ้นเท่านั้น วัตถุประสงค์หลักที่น่าจะเป็นของ สสส. คือ ควรทำอย่างไรให้ สสส. ไม่มีงบประมาณทำงานนั่นเอง (เพราะคนไทยเลิกเหล้าและบุหรี่หมดทั้งประเทศ) เว็บที่น่าสนใจอีกเว็บคือ http://www.yourhealthyguide.com/index.htm หรือ เส้นทางสุขภาพ ซึ่งเท่าที่เข้าไปลองเปิดข้อมูลดู ก็พบว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ส่วนใหญ่มาจากวารสารสุขภาพของไทยที่ค่อนข้างดีฉบับหนึ่ง (แม้เป็นวารสารที่มีโฆษณาบ้าง แต่ก็เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของวารสาร) ในเว็บนี้มีข้อมูลด้านอาหารและโภชนาการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยทั่วไปของผู้บริโภค ตลอดจนถึงการป้องกันพื้นฐานเกี่ยวกับมะเร็ง ข้อดีของเว็บนี้คือ เหมือนไม่มีการขายสินค้าหลอกลวงแก่ผู้บริโภค ที่มีอยู่บ้างเท่าที่ดูคือ โฆษณาของร้านอาหาร หรือสถานพักผ่อนต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ของผิดแต่ประการใด ขอเพียงให้ข้อมูลผู้บริโภคครบ แล้วให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้บริการเอง ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านเข้าไปแล้วพบว่ามีการโฆษณาขายสินค้าน่าสงสัย ก็ขอให้แจ้งไปที่ ฉลาดซื้อ ด้วย จะได้ช่วยกันดูว่าจะยังเสนอให้ผู้อ่านเข้าไปหาความรู้หรือไม่ อีกเว็บที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ เว็บของหมอชาวบ้าน ภาคีสมาชิกด้านสุขภาพที่นับวันจะพัฒนาก้าวไกลออกไปเรื่อย ๆ จนดูต่างจากหมอชาวบ้านฉบับเมื่อ 10 ปี อย่างไรก็ไม่รู้ ท่านผู้อ่านเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ http://www.doctor.or.th ซึ่งเริ่มต้นหน้าแรกที่สมถะ ไร้สีสัน เพราะเป็นหน้าแรกที่เปิดฉากด้วยการช่วยค้นข้อมูลได้เลย แต่ความจริง นิตยสารหมอชาวบ้านก็เน้นแนวทาง ตรวจสุขภาพด้วยตนเอง คุยสุขภาพ สุขภาพพอเพียง ดูแลสุขภาพ แม่และเด็ก เป็นต้น คงขาดไม่ได้ที่ต้องแนะนำคือ เว็บให้ความรู้ของโรงพยาบาลชั้นนำที่ให้ความรู้ดีน่าสนใจแม้จะเป็นการประชาสัมพันธ์โรงพยาบาล ก็ดูไม่น่าเกลียดนัก ข้อมูลที่ให้เท่าที่เปิดดูบ้าง ก็ไม่ได้ขายสินค้าอะไร ที่ทำให้ผู้บริโภคฉลาดหลังซื้อ (คือ รู้ว่าโง่ไปแล้ว) เว็บนี้คือ http://www.bangkokhealth.com/ ของโรงพยาบาลกรุงเทพ ท่านผู้อ่านพบเห็นอะไร หรือแม้แต่บทความที่อ่านแล้วกระตุ้นความรู้สึกประหลาดใจว่า “จริงหรือ” สามารถติดต่อให้ผู้เขียนช่วยกันวิเคราะห์วิจารณ์ได้ เว็บนี้มีส่วนที่น่าสนใจคือ ส่วนของแบบทดสอบตนเอง ซึ่งเพิ่งมีเพียงไม่กี่แบบแต่น่าสนใจ เช่น การทดสอบว่า ทำไมจึงติดบุหรี่ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจไหม หรือ มีความฉลาดทางอารมณ์ประการใด ขาดไม่ได้เลยคือเว็บที่ให้ความรู้ทางอาหารและโภชนาการแบบที่ทำให้เกิดอาการคันในจิตใจว่า ทำไมถึงต้องมีเรื่องแบบนี้ให้เราอ่าน เป็นเว็บที่ขุดคุ้ยปัญหาที่กำลังเกิดในประเทศไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ จึงทำให้ NGO หรือองค์กรเอกชนของไทยจึงต้องนำเสนอแก่สังคม เพื่อปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้รู้ว่า อะไรที่ดูดีในประเทศไทยนั้น ดูให้ลึกมันยังน่าเป็นห่วง ควรหาทางแก้ไข เว็บที่กล่าวถึงนี้คือ เว็บของ ฐานทรัพยากรอาหาร ซึ่งเป็นโครงการของมูลนิธิชีววิถีที่ได้รับเงินสนับสนุนของ สสส เข้าไปดูได้ที่ http://www.food-resources.org/news/view.php?id=1395 สิ่งที่น่าสนใจในเว็บนี้คือ ส่วนของบทความที่ให้ความรู้ว่า คนในต่างจังหวัดไกลๆ นั้นมีความคิด ความเป็นอยู่อย่างไรในเรื่อง อาหารและโภชนาการ มีอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับธุรกิจการเกษตร เรื่องเกี่ยวกับเวทีความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร มีเรื่องผีที่อาจารย์ระพี สาคริก มาเล่าให้ฟังคือ ผีดิบที่ลุกขึ้นมาสูบเลือดเนื้อชาวไทยกินเป็นอาหาร เป็นต้น ในฉบับหน้า ถ้าทำได้จะนำเว็บของฝรั่งที่ดีๆ มาให้ดู บางเว็บต้องดูผ่าน youtube เพราะเป็นคลิปวิดีโอ ก็ขอให้รอแล้วกันนะครับว่าผู้เขียนจะพาไปดูคลิปอะไร หลุดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 138 น้ำบัวบก บำรุงสมอง

สมัยหนึ่งน้ำใบบัวบกมีขายทั่วไปตามรถเข็นริมทาง แต่ปัจจุบันดูจะหาได้ยาก ซึ่งน่าเสียดายเพราะน้ำคั้นจากใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณที่มากกว่าที่รู้กันทั่วไปว่า “แก้ช้ำใน” บัวบกเป็นพืชล้มลุกที่เลื้อยแผ่ลำต้นอยู่ทั่วไปบริเวณริมห้วยหนองหรือบริเวณชื้นแฉะ คนในภูมิภาคเอเชียคุ้นเคยกับใบบัวบกเป็นอย่างดี คนพม่ารู้จักการกินยำใบบัวบก คนมาเลเซียนิยมใช้ใบบัวบกผสมลงในเมนูสลัด  คนไทยเรากินใบบัวบกแบบสดๆ เป็นผักแกล้มน้ำพริกและเคียงผัดไท แพทย์พื้นบ้านและแพทย์สายตะวันออกนำใบบัวบกมาคั้นน้ำทั้งพอกทารักษาแผลสด แผลหนอง และดื่มกินแก้อาการฟกช้ำ เพราะบัวบกมีส่วนช่วยให้เลือดกระจายตัว อาการฟกช้ำจึงทุเลา และเนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาเย็นจึงช่วยแก้กระหายน้ำและบำรุงร่างกายได้ด้วย   การสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับบัวบกพบว่า มีฤทธิ์บำรุงสมองเช่นเดียวกับแปะก๊วย คือ เพิ่มความสามารถในการจำ และการเรียนรู้ มีการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากบัวบกในคุณสมบัติช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ การทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่า บัวบกทำให้ลูกหนูมีความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น ส่วนการศึกษาในคนพบว่า เพิ่มความจำในผู้สูงอายุ โดยใช้สารสกัดบัวบก 750 มก. นาน 2 เดือน พบว่าความจำ การเรียนรู้ อารมณ์ของผู้สูงอายุดีขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่การศึกษาในระดับเซลล์ถึงกลไกการ ออกฤทธิ์บำรุงสมอง พบว่า บัวบกทำให้การหายใจในระดับเซลล์สมองดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเสื่อมของเซลล์สมอง คงสภาพปริมาณของสารสื่อประสาทและเสริมฤทธิ์การทำงานของสารสื่อประสาทและยัง ทำให้หลอดเลือดมีความแข็งแรงสามารถนำเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น ผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้เป็นอาหารเพิ่มไอคิว ความฉลาด ความสามารถในการจำและการเรียนรู้ในเด็ก โดยเฉพาะเด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น ส่วนคนทั่วไปบัวบกจะช่วยชะลออาการโรคสมองเสื่อมในวัยชราหรืออัลไซเมอร์ และช่วยคลายเครียด ทำให้มีสมาธิในการทำงาน ปัจจุบันในสหรัฐและหลายประเทศมีบัวบกแคปซูลจำหน่ายในสรรพคุณบำรุงสมอง ข้อควรระวัง คือ บัวบกเป็นยาเย็นและมีการสะสมได้ทำให้หนาว  ดังนั้นไม่ควรกินทีละเยอะๆ ทุกวัน  ถ้ากินสดๆ ทุกวันควรกินแต่น้อยๆ ประมาณ  3-6 ใบก็พอ คนที่อ่อนเพลียหรือร่างกายอ่อนแอมากไม่ควรกิน ถ้ากินแล้วมีอาการเวียนหัว ปวดหัว ใจสั่นหรือเต้นผิดปกติ หน้าแดง คันผิวหนัง ท้องร่วงคล้ายเป็นบิด แสดงว่าแพ้ยาหรือกินยามากเกินไป ให้หยุดกินทันที คนที่ม้ามเย็นพร่องมีอาการท้องอืดแน่นเป็นประจำไม่ควรกิน ผู้ป่วยที่ได้รับยาเบาหวาน ยารักษาโคเลสเตอรอลไม่ควรกินเพราะจะทำให้ผลของยาลดลง คนที่กินยาแก้แพ้ ยากันชัก ยานอนหลับ ไม่ควรกิน เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ทำให้ง่วงมากขึ้น และคนท้องหรือหญิงที่ให้นมบุตรไม่ควรกิน บัวบกซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านหากินง่ายนี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นยอดสมุนไพร เหมาะแก่การส่งเสริมให้เป็นอาหารบำรุงสมองน่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่มองไม่เห็นคุณค่า คิดแล้วก็ช้ำ คงต้องกินน้ำบัวบก แก้ช้ำในไปพลางๆ

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point