ฉบับที่ 220 ฉลาดซื้อเผยปริมาณโลหะหนัก - สารกันบูดในผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงสำเร็จปลอดภัย แนะผู้บริโภคเลือกยี่ห้อที่ผ่าน อย.

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อเผยปริมาณแคดเมียม, ตะกั่วและสารกันบูดในผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงสำเร็จปลอดภัย สารกันบูดไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด แนะให้ผู้บริโภคอ่านฉลากให้รอบคอบและเลือกรับผลิตภัณฑ์ที่มี อย.ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ โดยโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมมือกับเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคตะวันออกเฉียงเหนือดำเนินการทดสอบซ้ำ ในปีนี้ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังด้านอาหารและสร้างความมั่นใจในการบริโภค โดยในครั้งนี้(  2562 ) เก็บตัวอย่างน้ำปลาร้าปรุงสำเร็จ จำนวน 15 ตัวอย่าง เป็นตัวอย่างในชื่อผลิตภัณฑ์เดิม 9 ตัวอย่าง และผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 6 ตัวอย่าง ส่งวิเคราะห์หาสารโลหะหนักตะกั่วและแคดเมียม และเพิ่มการทดสอบปริมาณสารกันบูดกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกด้วย ผลทดสอบตะกั่ว น้ำปลาร้าทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ. 2529 คือไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม            ส่วนผลทดสอบแคดเมียม เนื่องจากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศ ฉบับที่ 98 จึงใช้เกณฑ์เทียบเคียงจากของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน น้ำปลาร้า ของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม คือ แคดเมียม ต้องน้อยกว่า 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่า ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มผช. เช่นกัน           ผลทดสอบหาปริมาณสารกันบูด พบว่า น้ำปลาร้าปรุงรสตราไทยอีสาน (ฉลากระบุ ไม่ใช้วัตถุกันเสีย) พบปริมาณกรดเบนโซอิก 831.83 มก./กก. และ น้ำปลาร้าส้มตำปรุงสำเร็จ ตะวันทอง ๑  (ฉลากระบุ ไม่ใช้วัตถุกันเสีย) พบปริมาณกรดเบนโซอิก 404.84 มก./กก.   ซึ่งปริมาณการใช้สารกันบูดใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ น้ำปลาร้าต้มสุกเข้มข้น ตราน้องพร คือ พบปริมาณ 641.81 มก./กก. แต่แสดงข้อมูลบนฉลากชัดเจนว่า มีการใช้วัตถุกันเสีย ซึ่งทั้งหมดไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดคือ ไม่เกิน 1,000 มก./กก.              อย่างไรก็ตามหลายผลิตภัณฑ์พบว่ามีปริมาณกรดเบนโซอิกในปริมาณไม่มาก(ไม่ถึง 100 มก./กก.) คือ ไม่มากพอที่จะเป็นการตั้งใจใส่เพื่อให้มีฤทธิ์ในการต่อต้านจุลินทรีย์(ปริมาณที่เหมาะต่อการเก็บหรือยืดอายุอาหารคือ 500-2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ดังนั้นเป็นไปได้ว่ามาจากวัตถุดิบที่นำมาผลิต ซึ่งกรดเบนโซอิกสามารถพบได้จากพืชพรรณหลายชนิดตามธรรมชาติ               โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม พ.ศ.2561  โครงการฯ เก็บตัวอย่างน้ำปลาร้าปรุงสำเร็จ จำนวน 12 ตัวอย่าง เพื่อทดสอบหาปริมาณตะกั่วและแคดเมียม ซึ่งพบว่า ผลทดสอบตะกั่ว ในน้ำปลาร้าทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ. 2529 คือไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ส่วนผลทดสอบแคดเมียม เนื่องจากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศ ฉบับที่ 98 จึงใช้เกณฑ์เทียบเคียงจากของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน น้ำปลาร้าของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม คือ แคดเมียมต้องน้อยกว่า 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่า ทุกตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มผช. อ่านบทความ  - ฉบับที่ 220 ปริมาณแคดเมียมและตะกั่วและสารกันบูดในผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงสำเร็จ    ได้ที่ลิงก์ https://www.chaladsue.com/article/3166 - ฉบับที่ 205 ผลิตภัณฑ์ของฝาก-ของดี จาก 4 ภาค "น้ำพริกหนุ่ม น้ำปลาร้า แกงไตปลาแห้ง และโรตีสายไหม "    ได้ที่ลิงก์ https://chaladsue.com/article/2806/

อ่านเพิ่มเติม >

อย. ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ ม.มหิดล สุ่มตรวจไขมันทรานส์ในอาหารกลุ่มเสี่ยง พบปริมาณลดลง หลังประกาศใช้ กม.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลตรวจสอบการสุ่มตัวอย่างในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มเสี่ยง พบว่า มีปริมาณไขมันทรานส์ลดลง หลังบังคับใช้กฎหมายห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เมื่อ 9 มกราคม 2562 ที่ผ่านมานายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย เพื่อคุ้มครองสุขภาพของคนไทย และเป็นหนึ่งในมาตรการการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2562 เป็นต้นมา นั้น คุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (โดยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร) ได้ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ได้แก่ โดนัททอด พาย พัฟ เพสทรี ครัวซองค์ และบัตเตอร์เค้กผลการสุ่มตัวอย่างจำนวน 45 ตัวอย่าง พบว่า ปริมาณไขมันทรานส์เฉลี่ยของทุกผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วง 0.09 - 0.31 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งอยู่ในปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจผลิตภัณฑ์ก่อนประกาศฯ มีผลใช้บังคับ ซึ่งอยู่ในช่วง 0.42 - 1.21 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค นอกจากนี้ ปริมาณไขมันทรานส์สูงสุดที่พบในทุกผลิตภัณฑ์มีปริมาณลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจผลิตภัณฑ์ก่อนประกาศฯ มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ มีเพียงบางผลิตภัณฑ์มีปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเกินจากปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูง เช่น เนย นม ชีส เป็นต้นนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ (เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา)เลขาธิการฯ อย. แถลงเพิ่มเติมว่า ปริมาณไขมันทรานส์ในเนยเทียม (มาการีน) และเนยขาว (ซอทเทนนิ่ง) ส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจก่อนหน้าที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ พบว่า มีปริมาณน้อยมาก โดยอยู่ในช่วง 0.01-0.37 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันและไขมันมีการปรับกระบวนการผลิตไปใช้วิธีการผลิตอื่นแทนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ดี อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบ ณ สถานที่ผลิตน้ำมันและไขมัน 3 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่กระจายสินค้าให้แก่ผู้ผลิตอาหารรายย่อยในประเทศ ไม่พบการผลิตน้ำมันและไขมันโดยใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้วคุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า ในส่วนของการสุ่มตรวจของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผ่าน โครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เราเก็บตัวอย่างเค้กเนย จำนวน 12 ตัวอย่างจากผู้ผลิตเจ้าดัง และได้เพื่อนเครือข่ายผู้บริโภคเก็บตัวอย่างเค้กชิฟฟ่อน ที่นิยมซื้อเป็นของฝากจำนวน 4 ตัวอย่าง รวม 16 ตัวอย่าง ส่งทดสอบปริมาณไขมันทรานส์   จากผลการทดสอบพบว่า ปริมาณไขมันทรานส์ในเค้กเนย 12 ตัวอย่าง และเค้กชิฟฟ่อน 4 ตัวอย่าง มีปริมาณน้อยเฉลี่ยต่อ 1 หน่วยบริโภค (55 กรัม) คือ 0.2 กรัม/หน่วยบริโภค  ถือว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดไว้ คือ ไม่เกิน 0.5 กรัม/หน่วยบริโภคยกเว้นเค้กเนยของยี่ห้อ PonMaree Bakery (พรมารีย์ เบเกอรี่)  ที่พบปริมาณไขมันทรานส์ที่ 0.61 กรัม ต่อ 1 หน่วยบริโภค (55 กรัม)  ทำให้ทางฉลาดซื้อเกิดคำถามว่า ทำไมผลทดสอบของ พรมารีย์ เบเกอรี่   จึงสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งเป็นไปได้สองสาเหตุคือ ยังคงใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์ หรือใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติคือ เนยแท้ จำนวนมาก ดังนั้นจึงตรวจสอบที่ผลการวิเคราะห์ชนิดของกรดไขมันทรานส์มีเพียงชนิดเดียวที่สูงเด่นมาก ได้แก่ Vaccenic acid (C18:1)-11 ที่พบมากตามธรรมชาติในไขมันจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง จึงอนุมานได้ว่า ยี่ห้อนี้ใช้เนยแท้ หรือก็คือ ปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่ตรวจพบนี้เป็นกรดไขมันทรานส์ธรรมชาติ  จึงไม่ผิดกฎหมายแต่อาจผิดต่อผู้ที่รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก หากรับประทานเกิน 1 หน่วยบริโภคสารี อ๋องสมหวัง (เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)ส่วนการทดสอบโดนัท นิตยสารฉลาดซื้อเลือกทดสอบโดนัทช็อกโกแลตซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยได้สุ่มซื้อโดนัทรสช็อกโกแลต จากร้านขายโดนัทและห้างสรรพสินค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 ยี่ห้อ (ยี่ห้อเดิมที่เคยเก็บตัวอย่าง เมื่อเดือน ก.พ.61) นำส่งห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อตรวจวิเคราะห์หาปริมาณไขมันทรานส์ รวมถึงสารกันบูดประเภทกรดซอร์บิก (Sorbic acid) และ กรดเบนโซอิก (Benzoic acid) โดยผลการตรวจวิเคราะห์แสดงดังตารางต่อไปนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ขนมอบ จำพวกเค้กกาแฟ โดนัท และมัฟฟิน ซึ่งเท่ากับ 55 กรัม (ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541) พบว่า โดนัทช็อกโกแลตทุกตัวอย่างมีปริมาณไขมันทรานส์ ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยตัวอย่างที่พบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหน่วยบริโภค น้อยที่สุด ได้แก่ โดนัทช็อกโกแลต / บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.03 กรัมต่อน้ำหนักโดนัท 55 กรัม และตัวอย่างที่พบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหน่วยบริโภค มากที่สุด ได้แก่ โดนัทรสช็อกโกแลต ไอซ์ เกลซ / คริสปี้ครีม พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.14 กรัม ต่อ น้ำหนักโดนัท 55 กรัมศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต (อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล) ศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีในความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ กระบวนการดำเนินงาน ที่มีการเร่งรัดภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาส่วนประกอบทดแทน การให้ข้อมูลและความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ให้ถูกต้องแม่นยำ การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการประเมินและแก้ไขสถานการณ์ ตลอดจนบทบาทของภาคประชาสังคมในเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด การร่วมกันระหว่างภาครัฐ วิชาการและประชาสังคมในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน นับเป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นต้นแบบให้กับประเทศต่างๆได้ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อย. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า และสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่บทความ "ผลทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ และ สารกันบูด ในโดนัทช็อกโกแลต ภาค 2"บทความ "ไขมันทรานส์ในเค้กเนย หลังประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์มีผลบังคับ"

อ่านเพิ่มเติม >

นักวิชาการแย้งกฤษฎีกา ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ พ.ศ. ... ไม่ขัด รธน.

(29 ต.ค.61) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น - กรุงเทพฯเวทีเสวนา ความก้าวหน้าของร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตั้งแต่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 มิ.ย.61 ได้ถูกเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ โดยเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าว ถูกคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 46 จึงได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. …. ขึ้นใหม่ โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานฯ และมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตัวแทนจากองค์กรผู้บริโภคเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างกฎหมายด้วยโดยนักวิชาการได้อภิปรายโต้แย้ง 3 ประเด็น คือ 1. ไม่มีหลักประกันงบประมาณของสภา ต้องของบประมาณผ่านหน่วยงานรัฐ ขอตรงไม่ได้ ซึ่งอาจไม่เป็นอิสระในการทำงาน  2. เปิดโอกาสให้มีหลายสภา ทำให้ไม่เป็นองค์กรที่จะมีตัวแทนผู้บริโภคเพียงหนึ่งเดียวที่มีพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค 3. ยืนยันว่าร่างกฎหมายสภาผู้บริโภคของ สคบ. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างที่กฤษฎีกาให้ความเห็น

อ่านเพิ่มเติม >

เพลิงไหม้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค - กอง บก.ฉลาดซื้อ

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคถูกไฟไหม้   ถึงทุกคน ก่อน อื่น ต้องขอบคุณทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ SMS วันนี้ที่มีมาถึงทั้งสารี และน้องๆ ทุกคนของสำนักงานมูลนิธิ ฯ และขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน  น้อง ๆ หลายคนที่มาช่วยเหลือที่สำนักงานของมูลนิธิในวันนี้ พวกเราทุกคนปลอดภัย ไม่มีใครได้รับอันตรายใด ๆ ขออนุญาต เล่าเรื่องราวโดยสรุปให้รับทราบกัน ตอน เช้ามืดวันที่ 2O เริ่มมีควันดูเหมือนจะออกมาทางสำนักงานของมูลนิธิ ฯ ได้ประสานงานกับกรุงเทพมหานครเพื่อดับเพลิง พวกเรามาถึงสำนักงานประมาณ 6.30 ได้เปิดประตูของสำนักงาน และวิ่งขึ้นไปบนอาคารชั้นสอง พบว่า กำแพงของมูลนิธิ ฯ ชั้นสองที่ติดกับอาคารเซ็นเตอร์วัน พังลงมา และมีไฟกำลังลุกลามเข้ามาในอาคารของมูลนิธิ  ก็ช่วยกันนำน้ำขึ้นไปดับบน อาคารก่อน หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ได้เข้ามาเราขน ของได้จากชั้นหนึ่งของอาคารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเอกสารของศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค เป็นทั้งไฟล์ และ เอกสารข้อร้องเรียน คดีที่ให้การช่วยเหลือ สามารถนำ CPU ของเจ้าหน้าที่ชั้น 1 ออกมาได้บางส่วน ส่วนชั้นสองเป็นงานสนับสนุนองค์กรผู้บริโภค ส่วนสำนักงาน และชมรมเพื่อโรคไตไม่สามารถขนอะไรได้เลยเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะไฟกำลังลุกลาม  รวมทั้งอุปกรณืเหล่านั้นถูกความร้อนหลอมละลายจนไม่ สามารถใช้งานได้แล้วชั้นสามส่วน นิตยสารฉลาดซื้อและรายการกระต่ายตื่นตัว เสียหายมากสุด น้อง ๆ ฝ่าควันไฟที่หนาพอควร ขึ้นไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ขนกล้องทีวี และฐานข้อมูล บางส่วนลงมาได้ชั้นสี่ไม่ สามารถขึ้นไปได้เลย การดับเพลิง ใช้เวลานานมาก และเป็นไปด้วยความยากลำบาก และเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้อยู่ในอาคารหลังจากขนของได้เพียงเล็กน้อยมูลนิธิ เพื่อผู้บริโภคได้ตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทุบผนังอาคารของตนเองส่วน ชั้น 3 และ 4 เพื่อให้สามารถดับเพลิงในเซ็นเตอร์วันให้ได้ เนื่องจากอาคารของเซ็นเตอร์วันเริ่มทรุดและแตกร้าวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ทุกคนกังวลเรื่องการทรุดตัว และอาคารรอบด้านของมูลนิธิฯ เป็นบ้านไม้ จำนวน 5 หลัง และหากบ้านไม้เหล่านี้ได้รับเพลิงก็จะทำให้ไฟลุกลามได้ทั้งชุมชนและควบคุม ได้ยาก ไฟและควันที่ลุกลามฝั่งมูลนิธิเริ่มลดลงและสงบประมาณ 3 โมงเย็น แต่ฝั่งเซ็นเตอร์วันยังคุกรุ่นอยู่ (จนถึงขณะนี้)ความเสียหายครั้งนี้กระทบกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในทุกด้าน ทั้งการให้บริการประชาชนทั่วไปที่มารับบริการขอคำแนะนำการละเมิดสิทธิผู้ บริโภคที่มูลนิธิ และข้อมูลจำนวนมากที่ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ งบประมาณการทำงานขององค์กร ความเสียหายด้านกายภาพประเมินโดยสรุปดังนี้ ขั้นหนึ่ง ไม่มีเพลิง แต่ได้รับผลกระทบจากน้ำ ที่ไหลลงมาจากชั้นบน ชั้นสอง เสียหายประมาณ 70 % ชั้นสาม เสียหายประมาณ 90% ชั้นสี่ ไม่สามารถประเมินได้ เพราะไม่สามารถขึ้นไปดูได้ อาคาร นี้ได้รับการปรับปรุงด้วยงบประมาณจากการบริจาคของคนที่มาร่วมงานระดมทุน เมื่อปี 2549 และเงินสะสมและเงินบริจาคของมูลนิธิ ฯ ไม่น้อยกว่า 17 ปี อาคารนี้ใช้งบประมาณในการปรับปรุง ไม่น้อยกว่า 6 ล้านบาท เครื่องใช้สำนักงานก็เป็นทรัพย์สินของมูลนิธิ ฯ ที่สะสมจากการทำงานมาพวก เราเข้ามาอยู่ในอาคารนี้ 2 ปีเต็ม ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ จำนวน 32 คน และชมรมเพื่อนโรคไตอีกประมาณ 4 คน(ไม่รวมอาสาสมัครที่เข้ามาเป็นบางวัน อีกประมาณ 6 คนมูลนิธิ ฯ มีงานสี่ส่วนที่สำคัญที่จะต้องเดินหน้า 1) การให้ความช่วยเหลือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ และการติดตามคดีที่ให้การช่วยเหลือ แต่ละปี เราให้คำแนะนำช่วยเหลือฟ้องคดี ไม่น้อยกว่า 10,000 คน ผ่านระบบโทรศัพท์ 02-2483737 จำนวน 4 คู่สาย ซึ่งมีผู้โทรศัพท์มาขอใช้บริการทั้งวัน 2) งานสนับสนุนองค์กรผู้บริโภค ที่สนับสนุนองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ และรณรงค์นโยบาย เช่น องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 61 เป็นต้น 3) นิตยสารฉลาดซื้อ มีการทดสอบสินค้าและเปรียบเทียบเพื่อให้ข้อมูลผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า 4) รายการกระต่ายตื่นตัว รายการสิทธิผู้บริโภคสำหรับเด็กในทีวีไทย (TPBS) ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.05 น. ความช่วยเหลือที่ต้องการตอนนี้ที่เร่งด่วน คงมีพอประมาณนี้ สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ประมาณ 36 คน คอมพิวเตอร์ สำหรับเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เนื่องจากที่นำออกมาได้ เป็น CPU ของคอมพิวเตอร์บางเครื่อง อุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็น เช่น Printer แรงงานช่วยเคลียร์ของและขนย้าย หลังจากมีการประเมินความเสียหายและความปลอดภัยของตึกเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นก็คงต้องระดมทุนเพื่อหาเงินซ่อมแซมอาคารของมูลนิธิ ฯ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้อีก หากใครต้องการช่วยเหลือมูลนิธิ ฯ ติดต่อได้ที่คุณเตือนใจ รอดสกุล 08-4652-6105คุณรัสนา ฐิติวงษา 08-9661-9836หรือสามารถโอนเงินสนับสนุนงานการทำงานในภาวะวิกฤตของมูลนิธิและสามารถหักลดหย่อนภาษีรายได้ประจำปี ขอขอบพระคุณความห่วงใยและความช่วยเหลือมา ณ โอกาสนี้ ---------------------------------- บัญชี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" ธนาคารกสิกรไทย สาขางามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 058-2-86735-6บัญชี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขางามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 319-2-62123-1บัญชี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" ธนาคารกรุงไทย สาขางามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 141-1-28408-9บัญชี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" ธนาคารทหารไทย สาขางามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 026-2-40760-4บัญชี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเดอะมอลล์งามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 088-0-38742-8บัญชี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาย่อยเดอะมอลล์งามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 463-1-10884-6 ขอขอบพระคุณความห่วงใยและความช่วยเหลือมา ณ โอกาสนี้ สารี  อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม >