ฉบับที่ 208 ฟันขาวใน 1 สัปดาห์ มีจริงหรือไม่

ไม่เฉพาะแต่ผิวพรรณเท่านั้น ที่คนไทยส่วนหนึ่งอยากให้ขาวผ่อง ฟันก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่คนต้องการให้ขาววับเงางาม ทั้งที่ธรรมชาติฟันแต่ละคนจะมีระดับของความขาวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งที่เกิดจากพันธุกรรม เกิดจากการกินในชีวิตประจำวัน เช่น ขนมสีสด การดื่มชา กาแฟ ก็มีส่วนทำให้ฟันมีคราบสะสม หรือการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฟันเป็นคราบดูไม่สะอาดได้ ซึ่งหากปรึกษากับทันตแพทย์ ส่วนใหญ่วิธีที่ใช้คือการฟอกสีฟัน แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ทำให้ฟันขาววิ้งค์ได้ เพียงแค่ช่วยขจัดคราบที่ทำให้ดูไม่สะอาดให้หมดไป ตรงจุดที่ทางการแพทย์เองก็ไม่ได้มีเครื่องวัดว่าระดับความขาวของฟันนั้นทำได้สุดแค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละคนเป็นสำคัญ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ออกมามากมายเพื่อชวนให้ผู้บริโภคเชื่อว่า ฟันสามารถขาวขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่นานและรักษาฟันผุได้ จนถึงขนาดว่า ไม่ต้องพบทันตแพทย์อีกเลย หรืออาจอวดอ้างสรรพคุณที่วิเศษไปมากกว่านี้ล่าสุดทันตแพทยสภาได้ออกแถลงข่าว เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคว่า ไม่มีข้อมูลทางวิชาการใดมาสนับสนุนว่ายาสีฟันประเภทใด ที่จะมีประสิทธิภาพสามารถซ่อมแซมฟันที่ผุและทำให้หินปูนสลายเองภายใน 1 เดือน รวมถึงการทำให้ฟันขาวขึ้น 4-5 ระดับ  ดังนั้นหากต้องการให้ฟันดูสะอาดไม่เป็นคราบเหลือง  วิธีที่เหมาะสม คือต้องแก้ที่สาเหตุ เรามาดูกันว่า อะไรคือสาเหตุทำให้ฟันเหลืองได้บ้าง เพื่อจะได้ดูแลให้ถูกวิธีสาเหตุที่ทำให้ฟันเหลืองและการแก้ไข1. สีสันของอาหาร บรรดาสีย้อมที่ผสมในอาหาร สามารถสร้างคราบไม่สะอาดให้กับฟันได้ รวมถึงเครื่องดื่มอย่าง ชา กาแฟ ดังนั้นหลังการรับประทานอาหารกลุ่มนี้ ควรแปรงฟันเพื่อขจัดคราบไม่ให้สะสมอยู่ที่ฟัน 2. สูบบุหรี่เป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันไม่ขาว ควรเลิกหรือเบาลง 3. ฟันผุ ซึ่งมักจะทำให้ฟันมีสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาล ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาฟันให้มีสุขภาพดี 4. เกิดจากฟันตาย (ฟันตาย คือ อาการของฟันผุมากๆ และถูกทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานไม่มีการรักษาทำให้ไม่มีเลือดและประสาทฟันมาหล่อเลี้ยงเนื้อฟัน) ทำให้ฟันมีสีทึบไม่โปร่งเหมือนฟันปกติ ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาทางรักษา5. โรคบางชนิดก็สามารถทำให้สีของฟันเปลี่ยนได้ รวมไปถึงการตั้งครรภ์ และการใช้ยาบางชนิดด้วย 6. กรรมพันธุ์และวัย ตรงจุดนี้เป็นเรื่องที่แก้ไขยาก คนที่มีอายุมากขึ้นโอกาสที่ฟันจะยังคงความขาวก็ยิ่งมีน้อยลง เนื่องจากเคลือบฟันบางลง ทำให้สีเหลืองของชั้นเนื้อฟันที่อยู่ข้างในปรากฏออกมาให้เห็นชัดมากขึ้น7. แปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือแปรงสีฟันไม่มีคุณภาพทำให้ขจัดคราบที่ตกค้างบนผิวฟันได้ไม่หมด วิธีใดบ้างที่จะทำให้ฟันขาววิธีที่ง่ายที่สุดคือ การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อ ร่วมกับการไปพบทันตแพทย์ อย่างสม่ำเสมอเพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน รวมทั้งดูแลไม่ให้เกิดฟันผุ ถ้าต้องการให้ฟันดูขาวขึ้น ทันตแพทย์จะแนะนำให้ฟอกสีฟัน คือการฟอกสีฟันทั้งปาก ซึ่งได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป และปัจจุบันยาที่ฟอกสีฟันนั้นพัฒนาไปมาก ทำให้ใช้ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังสามารถนำสารฟอกสีกลับไปทำเองได้ที่บ้าน (ควรปรึกษาทันตแพทย์)ส่วนยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาว ซึ่งมีออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้นนั้น ถ้าผู้บริโภคไม่ดูแลที่ต้นเหตุที่ทำให้ฟันไม่ขาว ยาสีฟันก็อาจช่วยได้เพียงแค่การขจัดคราบ แต่ไม่ได้ทำให้ฟันขาวมากไปกว่าสีฟันตามธรรมชาติ ดังนั้นหากผลิตภัณฑ์ใดโฆษณาจนเข้าข่ายเป็นของวิเศษ อย่าหลงเชื่อเพราะไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด    ข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/radiology/dept_article_detail.asp?a_id=94

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 202 ขาวอันตราย

เมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน 2559  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ผู้ร้องเรียนจำนวน 45 ราย ที่ได้รับความเสียหายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเพอร์ลี่ จากบริษัท เมย์โรว จำกัด ของนางอมรรัตน์ ก่อเกียรติสิริกุล โดยผู้ร้องบางท่านได้ซื้อผลิตภัณฑ์มาใช้เองจนเห็นผลลัพธ์ว่ามี ผิวขาวขึ้นเป็นอย่างมาก ภายใน 1-2 เดือนแรก จึงแนะนำให้ผู้อื่นมาใช้บ้าง แต่เมื่อใช้ต่อไป จึงเริ่มมีอาการผิวหนังแตก คัน และปวดแสบบริเวณที่ใช้ผลิตภัณฑ์ โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์จากตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ เช่น จังหวัดสตูล สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ตรัง กระบี่ นราธิวาส หรือบริเวณภาคกลาง เช่น กรุงเทพฯ กาญจนบุรี สมุทรปราการ และภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อันตราย ครั้งนี้เรามีตัวแทนผู้เสียหาย 2 ท่าน ที่พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านหน้ากระดาษเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้บริโภคท่านอื่นศุภสุตา มาหนุ๊ สวัสดีค่ะ หนูชื่อ ศุภสุตา มาหนุ๊ ชื่อเล่นว่า ฝ้าย เป็นชาวจังหวัดนราธิวาส ใช้ครีมทาผิวขาว(ยี่ห้อเพิร์ลลี่) เพื่อนได้แนะนำว่าเพื่อนใช้มาก่อนบอกว่าใช้แล้วขาวขึ้น มีออร่า โดนแดดไม่ดำขึ้น และมีการโฆษณาทางสื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ค หนูเลยได้ตัดสินใจซื้อ ปี 2558 ใช้แรกๆ ผิวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมาก ขาวขึ้นภายในเวลา 2 อาทิตย์ หนูใช้เป็นเซต ใน 1 เซตที่หนูใช้จะมี สบู่ โลชั่น เซรั่ม ดีดีครีม คราวนี้พอใช้ไปใช้มาผิวเริ่มแตกเป็นฝอยเล็กๆ ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้คิดอะไรมากนึกว่าเพราะผิวขาวขึ้นเลยเห็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ (ใช้มาเป็นปีๆ ขนาดผิวเริ่มแตกยังใช้อยู่เพราะไม่คิดว่าผิวแตกเป็นผลมาจากครีมเพิร์ลลี่ หนูคิดว่าแตกเพราะหนูอ้วนมากกว่า แต่หนูก็ไม่ได้อ้วนหรือผอมลง) หนูก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ จนผิวเริ่มแตกใหญ่ ตอนนี้ทั้งคัน แสบ หนูคิดว่ามันคงไม่มีอะไรมั้ง(ปลอบใจตัวเอง) พอแม่เห็นแม่ตกใจ แม่เลยบอกว่าผิวเป็นอะไร ทำไมถึงได้แตกขนาดนี้ แม่เลยบอกว่าให้หนูหยุดใช้ครีมเพิร์ลลี่ หนูเลยหยุดใช้ ต่อมามีพี่ที่รู้จักได้แชร์ทางเฟซบุ๊คเรื่องของพี่วินัย เรื่องที่เขาผิวแตกจากใช้ครีมเพิร์ลลี่ หนูดูไป ฟังไป คือเรื่องมันคล้ายๆ ครีมที่หนูใช้เลย(วันที่ 24 สิงหาคม 59) เลยติดต่อพี่วินัยไป พี่เขาแนะนำให้ไปบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน พอวันที่ 5 กันยายน 59 พี่วินัย ญาติพี่วินัยและหนู ขึ้นไป กทม.เดินทางถึงวันที่ 6 กันยายน 59 เพื่อไปลงทะเบียนผู้ที่มีปัญหาผิวแตกลายจากการใช้ครีมเพิร์ลลี่ และให้ PNAC Care ศูนย์ประสานงานเยียวยาให้ช่วยเหลือ และไลฟ์สดกรณีครีมทาผิว พอวันที่ 9 กันยายน หนูไปออกรายการสถานีประชาชน ทางช่องไทยพีบีเอส และได้ให้สัมภาษณ์สกู๊ปพิเศษให้กับรายการรถปลดทุกข์ทางไทยรัฐทีวี 1 พฤศจิกายน ได้เริ่มไปหาหมอที่คลินิคเพื่อทำการรักษาและบอกได้ระบุว่าผิวแตกเกิดจากสเตียรอยด์6 พฤศจิกายน ไปโรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ ผลวินิจฉัยออกมาว่า ผิวแตกเกิดจากสเตียรอยด์ ไม่สามารถรักษาให้ได้ค่ารักษาทั้งหมดจะเป็นเท่าไร ก็ไม่สามารถระบุได้เพราะรักษายังไงก็ไม่มีวันหาย จนวันที่ 7 พฤศจิกายน ช่วงเช้า ไปร้องเรียน ที่สคบ.และไปแจ้งความ/บันทึกประจำวัน ที่ บก.ปคบ.ช่วงบ่ายไปร้องเรียนที่ กสทช. และ 18 พฤศจิกายน ไปออกรายการสถานีประชาชนครั้งที่ 2 (ทำกันทุกทางที่สามารถทำได้แล้ว)จำได้ว่าตอนนั้นก็พากันไปที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 1 ครั้ง แต่จำไม่ได้ว่าไปวันที่เท่าไหร่ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไป เรื่องที่เคยดำเนินการต่างๆ ไป ก็เงียบเช่นกัน หนูคิดว่าคงไม่มีใครช่วยได้ แล้วจะหาที่รับผิดชอบจากไหน เครียด ท้อ จนวันหนึ่งมูลนิธิผู้บริโภคติดต่อเข้ามา ช่วยเหลือทุกอย่าง รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้น  ส่วนในเรื่องคดีหนูและเพื่อนๆ อีกจำนวนหนึ่งได้มอบอำนาจให้กับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคดำเนินคดีต่อสู้ให้ถึงที่สุด  ถ้าถามว่า อยากฝากอะไรกับใครบ้าง อยากบอกมากๆ เลยว่า ให้ผู้ผลิตคำนึงถึงความปลอดภัย คำนึงว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตใช้เอง ใช้แล้วปลอดภัย ใช้แล้วไม่อันตรายไม่ใช่แค่โฆษณาเพื่อกระจายสินค้าออกจากสต็อก และต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพผู้ผลิตใช้ปลอดภัย ลูกค้าใช้ไม่เป็นอันตรายเพชราภรณ์ คงกลั่น เราซื้อมาสองแบบ ขวดแรกสูตรสีชมพู ราคาประมาณ 1,500 บาท อีกแบบเป็นสูตร ขาว x2 ราคาขวดละประมาณ 1,700 บาท ก็ใช้มาเรื่อย จนเกือบจะหมดขวดก็รู้สึกแสบๆ ที่ผิว คันๆ เป็นริ้วขาวๆ ทีแรกไม่รู้สึกอะไร คิดว่ามันทำปฏิกิริยา  เพราะเราเพิ่งเปลี่ยนครีม เราก็ใช้มาเรื่อย ก็เป็นรอยเป็นฝอยๆ  แล้วก็เจ็บแสบๆ เหมือนมดกัด แต่ยังฝืนใช้มาจนหมดขวด จนมันกลายเป็นรอยใหญ่กว่าเดิม แล้วก็ผิวแตกหมดทั้งตัวเลย เราก็เลยหยุดใช้ ไปหาหมอถามว่ามันเกิดจากสารอะไรกันแน่ หรือเป็นเพราะว่าฮอร์โมนเราปรับตัวหรือเปล่า หมอบอกว่าเกิดจากโลชั่น เป็นสารสเตียรอยด์ เราก็รักษาตามอาการ จนต้องมาหยุดไปหาหมอเรื่องเงิน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น เรื่องค่าเดินทาง ค่ายา เราก็เลยซื้อยามาใช้เอง พวกยากันรอยแตกลาย ก็หมดไปเป็นหมื่นเลย เพราะพวกยาทาแก้แตกลายก็หลอดละ 280 บาทแล้ว บางยี่ห้อก็ขวดละ 300-400 บาท เราใช้อาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่าสามขวด เพราะว่าเราต้องทาทั้งตัว ตอนแรกเราทำงานสองคนกับแฟน พอเราเป็นแบบนี้ เราก็เลยไม่ได้ไปทำงาน 1 คือเราอายเพื่อน แฟนทำงานคนเดียวมันไม่มีรายได้เสริม มันก็เลยลำบาก เราก็รักษาตามอาการแบบที่เล่ามาเรื่อยๆ ส่วนเรื่องการร้องทุกข์ แรกๆ เราเห็นเพจหนึ่งเขารวบรวมเกี่ยวกับคนแปลก เราก็ไปกับเขา ไปร้องเรียนหลายที่แล้ว แล้วพอเรามาร้องเรียนที่เครือข่ายผู้บริโภคที่สงขลา เขาก็พามาร้องเรียนที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่กรุงเทพฯ  พอเรามาที่นี่เราก็เจอกับคนที่มีปัญหาเหมือนๆ กับเราหลายๆ คนมาฟ้องคดีร่วมกัน เขาก็ให้เราเตรียมเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ ซึ่งของเราเขาระบุเลยว่า เกิดจากสารสเตียรอยด์ โลชั่นมันกินเนื้อ อาการของเราเป็นมากกว่าคนอื่นเลย คนอื่นสามารถใส่เสื้อแขนสั้นได้ คนอื่นเขาเป็นที่ขา ส่วนเราเป็นที่แขนสองข้าง ถ้าถามว่าเลเซอร์ทั้งตัวหายไหม มันก็ไม่รู้ว่าหายหรือเปล่า คือ อยากให้ผู้ผลิตมารับผิดชอบเราด้วย เราไม่เคยใช้โลชั่นที่มันแพงแบบนี้มาก่อน เราใช้โลชั่นทั่วไป ตลาดทั่วไป ขวดละ 25 บาทเราใช้แบบนั้นมาตลอด มันก็ไม่มีปัญหาอะไร พอเราทำงานที่ดีๆ เราอยากผิวสวย เราไปซื้อของแพงมาใช้ เราคิดว่ามันไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เราไม่ได้ซื้อของเถื่อนนะ แล้วมันมี อย.ข้างกล่อง มีเลขที่จดแจ้ง แล้วราคามันสูง มันก็ทำให้เราคิดว่ามันน่าจะดีนะตอนนี้ดำเนินการถึงขั้นตอนที่ศาลอุธรณ์แล้ว  จากนั้นก็จะไต่สวน แล้วก็ไกล่เกลี่ยว่าผู้ผลิตจะชดใช้ให้เราอย่างไร  ตอนนี้มูลนิธิฯ ขอยื่นคำร้องฟ้องแบบกลุ่ม แต่ศาลไม่รับ บอกว่าแต่ละคนมีอาการแพ้ไม่เหมือนกัน บางคนแพ้มาก ก็จะได้ค่าเสียหายมาก บางคนน้อยก็ควรจะได้เงินตามอาการที่เป็น จะรับค่าเสียหายมากไม่ได้ ต้องดูตามอาการ สิ่งที่เราอยากบอกมากๆ เลยคือ อยากให้คนที่ซื้อของมาใช้แล้วมีปัญหาแบบนี้ อยากให้คนที่มีปัญหาแบบพี่ เมื่อมีปัญหาให้รีบหยุดใช้ทันที ดูฉลากให้ดี ว่ามี อย.ไหม มีเลขจดแจ้งชัดเจนหรือไม่ ให้ตรวจสอบให้ดีๆ ลองประเมินดูก่อนว่าของที่เราซื้อมามันโฆษณาเกินจริงไหม  ถ้าหลงเชื่อก็อาจกลายเป็นเหยื่อแบบนี้  และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นให้หยุดใช้ทันที แล้วเก็บตัวอย่างเอาไว้ ตอนนี้สินค้าตัวนี้ตามชุมชนยังมีอยู่ แต่ตามห้างไม่มีแล้วสำหรับผู้ผลิต อยากให้เขารับผิดชอบเราให้ถึงที่สุด ถ้าคุณเป็นแบบที่เราเป็นคุณจะรู้เลยว่าคุณจะเสียใจไปตลอดชีวิต แล้วถ้าคุณอยากทำสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงามคุณอย่าโกหกคน คุณอย่าหลอกคนด้วยการเอาตัวยาโน้นมาผสม ตัวนี้มาผสม คุณต้องทำให้ดี แล้วของคุณจะขายดี ไม่ใช่คุณทำแบบนี้ แล้วเห็นไหมผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามา พอเรื่องเราจบ ก็จะมีเรื่องคนอื่นอีก คือมันไม่จบไม่สิ้น แล้วประเทศไทยเราก็เหมือนกันพอเรื่องเราจบก็จะให้ขายต่อไปอีก แล้วมันก็ไม่จบ  -----------------------สถานการณ์การฟ้องคดี  วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559  มูลนิธิฯ ได้เชิญผู้ประกอบการมาเจรจาไกล่เกลี่ยแต่ได้รับการปฏิเสธ  ตัวแทนผู้เสียหาย 4 ราย จึงเป็นโจทก์ฟ้องคดีนางอมรรัตน์   ก่อเกียรติศิริกุล    และศาลได้นัดไต่สวนคำร้องขอให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มในวันที่  18  ตุลาคม 2560 เวลา  13.00 น.  โดยมูลนิธิฯ และเครือข่ายทนายอาสา นายสิษฐวัศ   ภาคินสกุลพัฒน์  เป็นทนายผู้รับผิดชอบ วันที่ 9 - 10 พฤศจิกายน 2560  นัดไต่สวนคำร้องขอให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม  วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560  ศาลมีคำสั่งไม่รับเป็นคดีกลุ่ม  ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำสั่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 191 “สารฟอกขาว” ใน “วุ้นเส้นสด”

“วุ้นเส้น” อีกหนึ่งอาหารเส้นที่หลายคนชื่นชอบ สามารถนำไปปรุงเป็นเมนูต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้ง ก๋วยเตี๋ยว ผัดไท ยำวุ้นเส้น แกงจืด กุ้งอบวุ้นเส้น และอีกสารพัดเมนู ซึ่งเดี๋ยวนี้มี “วุ้นเส้นสด” ที่ช่วยทำให้ชีวิตของคนชอบกินวุ้นเส้นง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนำวุ้นเส้นแบบแห้งมาแช่น้ำให้เส้นนิ่มก่อนถึงจะนำมาปรุงอาหารได้ เพราะวุ้นเส้นสดแค่เกะซองก็พร้อมปรุงได้ทันที ทำให้บรรดาร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านผัดไทหลายๆ แห่งเริ่มหันมาใช้วุ้นเส้นสดกันมากขึ้น ส่วนเรื่องรสชาติความอร่อย ความเหนียวนุ่มของเส้น แบบไหนจะโดนใจกว่ากันอันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลวุ้นเส้นจัดอยู่ในประเภทของอาหารกึ่งสำเร็จรูป มีมาตรฐานในการควบคุมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายมีความปลอดภัยในการบริโภค ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่มักพบในวุ้นเส้นก็คือเรื่องของ “สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์” หรือ “สารฟอกขาว” ฉลาดซื้อจึงขออาสาสำรวจดูว่า บรรดาวุ้นเส้นสดยี่ห้อต่างๆ ที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แต่ละยี่ห้อมีการปนเปื้อนของสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากน้อยแตกต่างแค่ไหนกันบ้างสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ใส่ได้แต่ห้ามเกินที่กฎหมายกำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547) เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร อ้างอิงตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ข้อกำหนดการใช้วัตถุเจือปนอาหาร อนุญาตให้มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในกลุ่มอาหารประเภท วุ้นเส้น เส้นหมี่ และเส้นก๋วยเตี๋ยว ได้สูงสุดไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ต่อปริมาณอาหาร 1 กิโลกรัม***ถ้าลองเทียบกับมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศหรือโคเด็กซ์ (Codex) ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีวุ้นเส้นสดอยู่ในข้อกำหนด แต่ก็มีกลุ่มอาหารที่พอจะเทียบเคียงได้คือ กลุ่ม พาสตา ก๋วยเตี๋ยว และผลิตภัณฑ์ทํานองเดียวกัน ชนิดกึ่งสําเร็จรูป (Pre-cooked pastas and noodles and like products) ซึ่งในโคเด็กซ์มีการกำหนดให้พบสารในกลุ่มซัลไฟต์ไว้แค่ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อปริมาณอาหาร 1 กิโลกรัมเท่านั้นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide : SO2) หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในชื่อของ “กำมะถัน” เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่ติดไฟ แต่มีกลิ่นฉุนรุนแรงทำให้หายใจไม่ออก แต่ละลายน้ำได้ดี ซึ่งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นสารในกลุ่ม ซัลไฟต์ (Sulfites) เป็นสารที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะเป็นทั้งสารกันเสีย ที่มีประสิทธิภาพสูงในการถนอมอาหาร ราคาถูก ง่ายต่อการใช้งาน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ ยีสต์ รา และแบคทีเรีย ช่วยกันหืน รวมทั้งยังใช้ในการยับยั้งปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์และที่ไม่ใช่เอ็นไซม์  นิยมใช้กับอาหารหลากหลายประเภท โดยเฉพาะอาหารที่จำพวกผักและผลไม้ ผักผลไม้แห้ง ผักผลไม้ดอง ผักผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กวน แยม อาหารในกลุ่มน้ำตาล น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ น้ำเชื่อม อาหารที่มีการใช้เจลลาติน ถั่วบรรจุกระป๋อง หน่อไม้กระป๋อง เห็ดกระป๋อง อาหารแช่แข็ง เครื่องดื่มบางชนิด และอาหารจำพวกเส้นที่ทำจากแป้ง เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ และ วุ้นเส้นผลทดสอบ- พบ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในตัวอย่างวุ้นเส้นสดทั้ง 16 ตัวอย่างที่นำมาทดสอบ- ข่าวดี ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่พบในวุ้นเส้นสดทั้ง 16 ตัวอย่าง ไม่เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด(ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ต่อปริมาณอาหาร 1 กิโลกรัม)- ตัวอย่างวุ้นเส้นสดที่พบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ น้อยที่สุด 3 อันดับแรกคือ 1.ยี่ห้อเถาถั่วเงิน (ถุงแดง) เก็บตัวอย่างที่ตลาดสะพาน 2 พบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปริมาณ 27 มก./กก., 2.ยี่ห้อบิ๊กซี เก็บตัวอย่างจากบิ๊กซี สาขาสะพานควาย พบปริมาณ 28 มก./กก. และ 3.เถาถั่วเงิน (ถุงเขียว) เก็บตัวอย่างที่ตลาดบางกะปิ พบปริมาณ 45 มก./กก.- ตัวอย่างวุ้นเส้นสดที่พบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มากที่สุด คือ 1.ยี่ห้อชอแชมป์ เก็บตัวอย่างที่ตลดบางกะปิ พบปริมาณ 233 มก./กก., 2.ยี่ห้อส้มทอง เก็บตัวอย่างที่ห้างแม็คโคร บางกะปิ พบปริมาณ 224 มก./กก. และ 3.ยี่ห้อเทสโก้ เก็บตัวอย่างจากห้างเทสโก้ โลตัส สาขาลาดพร้าว พบปริมาณ 196 มก./กก. - มีเพียงแค่ 7 ตัวอย่าง ที่แจ้งข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลาก ซึ่งตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ  กำหนดไว้ว่าอาหารที่มีสารในกลุ่มซัลไฟต์ มากกว่าหรือเท่ากับ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ต้องมีการแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ซึ่งจากการทดสอบครั้งนี้ พบว่า วุ้นเส้นสดทั้ง 16 ตัวอย่าง มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์(สารในกลุ่มซัลไฟต์) มากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม - มีวุ้นเส้นสด 6 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 16 ตัวอย่าง ที่แสดงข้อมูลบนฉลากแจ้งเรื่องการใช้วัตถุเจือปนอาหารตามที่กฎหมายกำหนด และมี 1 ตัวอย่างที่แจ้งว่า ใช้วัตถุกันเสีย ตามประกาศ อย. ที่กำหนดให้อาหาร ที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารต้องแสดงข้อความ ชื่อ หน้าที่ของวัตถุเจือปนอาหารร่วมกับชื่อเฉพาะ หรือระบุหมายเลขรหัสวัตถุเจือปนอาหารสากล(International Numbering System : INS for Food Additives) ซึ่งหมายเลขสากลของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คือ INS220 - จากสำรวจครั้งนี้พบว่า ยังมีผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นสดหลายยี่ห้อมีปัญหาเรื่องการแสดงฉลาก โดยแสดงข้อความไม่ครบถ้วน หรือไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะตัวอย่าง วุ้นเส้นสดยี่ห้อ 1 ซึ่งบนบรรจุภัณฑ์ มีแค่เลข 1 กับข้อมูลวันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ ฉลาดซื้อแนะนำ-เลือกซื้อวุ้นเส้นสด ที่ขนาดเส้นมีความสม่ำเสมอ เส้นใส ดูออกเป็นสีขาวเล็กน้อย เมื่อต้มแล้วมีความเหนียวยืดหยุ่น เส้นไม่เกาะกัน -ต้องไม่มีกลิ่นอับ ไม่มีเชื้อรา หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ปนเปื้อนมาในบรรจุภัณฑ์-ซื้อจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้-ข้อมูลบนฉลากต้องครบถ้วน มีชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อ และที่ตั้งผู้ผลิต เลข อย.แจ้งปริมาณบรรจุ แสดงส่วนประกอบสำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนัก มีวันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุอันตรายของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหากร่างกายของเราได้รับในปริมาณที่มากเกินไป แต่โดยปกติถ้าได้รับในปริมาณไม่มากร่างกายคนจะมีเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนสารซัลไฟต์เป็นสารซัลเฟต ซึ่งไม่มีพิษต่อร่างกายและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ สำหรับพิษของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เมื่อสูดดมจะมีฤทธิ์กัดกร่อนต่อระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดอาการระคายเคือง หากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องร่วง เวียนศีรษะ อาเจียน ช็อก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ในผู้ที่แพ้มากหรือผู้ที่เป็นหอบหืดโดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าความปลอดภัยต่อการบริโภคในชีวิตประจำวันของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ว่าไม่ควรบริโภคเกิน 0.7 มิลลิกรัมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ 1 วันกินวุ้นเส้นแล้วไม่อ้วนจริงหรือ!?สาวๆ หลายคนเลือกกินเมนูวุ้นเส้นด้วยเหตุผลว่า ทำให้อ้วนน้อยกว่าเมนูเส้นชนิดอื่นๆ ซึ่งตามข้อมูลกรมอนามัยพบว่า วุ้นเส้น ถือเป็นอาหารในกลุ่มข้าวและแป้งที่ให้พลังงานน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณที่รับประทาน โดยวุ้นเส้นสุก 1 ทัพพี หรือประมาณ 60 กรัม ให้พลังงาน 40 กิโลแคลอรี ขณะที่ ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ 1 ทัพพี หรือเท่ากับ 50 กรัม และเส้นหมี่ 2 ทัพพี หรือประมาณ 54 กรัม จะให้พลังงานอยู่ที่ 80 กิโลแคลอรี  หรือถ้าเทียบกับข้าวสุก 1 ทัพพี ประมาณ 60 กรัม ก็จะให้พลังงานเท่ากับ 80 กิโลแคลอรีเช่นกัน แต่ทั้งนี้จะอ้วนหรือไม่อ้วนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่เรารับประทานหลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดว่ากินวุ้นเส้นแล้วร่างกายจะได้โปรตีน ความจริงแล้ววุ้นเส้นก็คือ แป้งเช่นเดียวกับอาหารจำพวกเส้นชนิดอื่นๆ แม้ว่าวุ้นเส้นจะทำจากถั่วเขียว แต่ผ่านกรรมวิธีการทำมาจนเหลือแต่ส่วนที่เป็นแป้ง ทำให้วุ้นเส้นแทบจะไม่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบอยู่เลย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 190 ขาวจากขาลามขึ้นมาถึงหน้า

หลายปีก่อนมีปรากฏการณ์เด็กวัยรุ่นสาวในจังหวัดเพชรบุรี “ขาลาย” กันหลายคน จากการติดตามลงพื้นที่เพื่อค้นหาปัญหาของเภสัชกร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ทำให้ทราบข้อมูลว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้ซื้อวัตถุดิบในการทำเครื่องสำอางมากวนเป็นครีมทาขาใช้กันเอง และยังนำครีมที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์มาผสมเพิ่มลงไปในครีมที่กวนด้วย ครีมสเตียรอยด์ที่เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้นำมาผสมคือ โคลเบตาซอล (clobetasol) ซึ่งเป็นสเตีอรอยด์ที่มีความแรงสูงสุด ใช้ไปทีแรกขาก็ขาวขึ้นแต่เมื่อใช้ไปนานๆ ขาที่ขาวกับมีลายริ้วเป็นเส้น จนเป็นข่าวครึกโครมออกสื่อโทรทัศน์ไปทั่วผ่านมาสามถึงสี่ปีแล้ว ไม่รู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวหายไปหรือยัง แต่ที่น่าตกใจคือพบพฤติกรรมใหม่อีก คือมีครีมหน้าขาวระบาดในหมู่คนที่อยากหน้าขาวหลายราย และลามไปหลายกลุ่มวัยด้วย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยโรย มีการระบาดตั้งแต่ภาคเหนือลงไปถึงภาคใต้ ผลิตภัณฑ์ที่ขายมีทั้งชนิดที่ผสมในตลับที่ไม่มีฉลาก(ผู้ซื้อไม่รู้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง) เมื่อตรวจวิเคราะห์ก็พบสารสเตียรอยด์ตัวเดิม คือโคลเบตาซอล (clobetasol) หรือบางทีก็มีการนำครีมที่ไม่มีฉลากมาขายเป็นชุด โดยขายรวมกับครีมโคลเบตาซอล ผลปรากฏว่ามีการแอบซื้อแอบขายกันอย่างแพร่หลายไปตามๆ กัน แต่ที่แพร่หลายไปด้วยก็คืออาการผิวหน้าเริ่มมีสิวขึ้น ผิวบางลง จนบางครั้งอาจเกิดเป็นริ้วลายเส้นๆ ตามใบหน้าในแง่วิชาการนั้น หากจัดลำดับความแรงของสารสเตียรอยด์ พบว่า โคลเบตาซอล จัดเป็นสเตอรอยด์ที่มีความแรงสูงสุดด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อใช้ประจำอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น หน้าจะกลับมามัน สิวจะเริ่มขึ้นตามบริเวณที่ทา ผิวส่วนที่ทาครีมจะบางลง จนเห็นเส้นเลือดฝอย บางคนเกิดอาการอักเสบ เมื่อใช้ไปนานๆ อาจมีขนดกขึ้นในบริเวณที่ทา จึงไม่ควรนำมาใช้กับใบหน้าในแง่กฎหมาย ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจะไม่อนุญาตให้มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ทุกชนิด เพราะกฎหมายกำหนดให้ครีมที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ต้องขึ้นทะเบียนเป็นยาเท่านั้น ดังนั้นการผลิตเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้หากมีการขายเครื่องสำอางโดยจัดเป็นชุด ขายคู่กับยาครีมสเตียรอยด์ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะมีเจตนาให้นำไปใช้อย่างผิดวิธี และหากสถานที่จำหน่ายไม่ใช่ร้านขายยาก็ถือว่าผิดกฎหมายด้วย แต่ถ้าหากขายในร้านขายยาโดยมีการขายพร่ำเพรื่อไม่เหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็ถือว่าเภสัชกรร้านยา กระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพเช่นกันใครพบเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ แจ้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยด่วน และอย่าลืมรีบเตือนผู้ที่กำลังหลงเป็นเหยื่อนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้โดยด่วนที่สุด ก่อนที่หน้าจะพังแหล่งข้อมูล : Facebook.com/ Rational Drug Use , กพย และ Sompong Apiromuck

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 188 กระแสในประเทศ

สรุปความเคลื่อนไหวเดือนตุลาคม 2559ผู้ผลิตน้ำตาลมะพร้าวยี่ห้อ “สุทธิภัณฑ์” ชี้แจงพร้อมยืนยันผลทดสอบไม่พบสารฟอกขาวเกินมาตรฐานหลังจากที่ ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 185 ได้นำเสนอผลทดสอบ สารฟอกขาวกับน้ำตาลมะพร้าว โดยผลจากการสุ่มทดสอบพบว่า มี 2 ตัวอย่างจาก 21 ตัวอย่างที่พบปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดที่ 40 มิลลิกรัม / 1 กิโลกรัม ประกอบด้วย ตัวอย่าง น้ำตาลมะพร้าวยี่ห้อ สุทธิภัณฑ์ ที่เก็บตัวอย่างจาก กูร์เมต์มาร์เก็ต สยามพารากอน ที่ตรวจพบปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 72 มก./กก. และตัวอย่างที่ไม่มีการระบุยี่ห้อที่ซื้อจากตลาดอมรพันธ์ ที่ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 61 มก./กก.ซึ่งหลังจากได้มีการเผยแพร่ผลทดสอบออกไปก็สร้างความตื่นตัวต่อทั้งผู้บริโภค และรวมถึงตัวผู้ประกอบการเอง โดยทางตัวแทนของบริษัท Suttiphan Food Trade Co.,LTD. ได้เข้ามาชี้แจงกับทางนิตยสารฉลาดซื้อ ว่าทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจกับผลการตรวจที่ทางฉลาดซื้อได้นำเสนอ ทางบริษัทจึงได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์น้ำตาลมะพร้าวที่ทางบริษัทผลิต จำนวน 5 ตัวอย่าง นำไปส่งตรวจวิเคราะห์ดูปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กับทาง บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด โดยผลิตภัณฑ์น้ำตาลทั้ง 5 ตัวอย่าง ประกอบด้วย 1.สวีท คิวบ์ น้ำตาลมะพร้าวธรรมชาติ แบบบรรจุถุงพลาสติก ล็อตการผลิต 26/7/59, 2.สวีท คิวบ์ น้ำตาลมะพร้าวธรรมชาติ แบบบรรจุกระปุก ล็อตการผลิต 10/8/59, 3.สุทธิภัณฑ์ น้ำตาลโตนดธรรมชาติ ล็อตการผลิต 26/7/59, 4.สุทธิภัณฑ์ น้ำตาลมะพร้าว ชนิดก้อนเล็ก ล็อตการผลิต 3/8/59 และ 5.สุทธิภัณฑ์ น้ำตาลมะพร้าว ขนิดบรรจุ 1 ก้อนใหญ่ ล็อตการผลิต 3/8/59 ซึ่งเป็นล็อตเดียวกับที่ฉลาดซื้อตรวจพบปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานโดยผลการตรวจที่ทางบริษัท Suttiphan Food Trade Co.,LTD นำมาชี้แจงกับทางฉลาดซื้อนั้น พบว่า ทุกตัวอย่าง ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน(น้อยกว่า 10.00 มก./กก.) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภค ที่มีบริษัทที่ใส่ใจและตื่นตัวในการตรวจสอบดูแลผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค โดยทางบริษัทยืนยันว่าต่อไปจะดำเนินการตรวจสอบทุกล็อตการผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคธปท.สั่งธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียม “บัตรเอทีเอ็ม” ไว้ให้บริการหลายคนอาจจะเคยเจอปัญหาเวลาที่ไปขอเปิดบัญชีทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตแบบธรรมดา แล้วถูกธนาคารตอบกลับมาว่า บัตรดังกล่าวหมดหรือต้องใช้เวลารอนานกว่าจะมีบัตรใหม่ให้ทำ จากนั้นเจ้าหน้าที่ของธนาคารก็จะพูดหว่านล้อมเชิญชวนให้ทำบัตรแบบที่มีบริการเสริมอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าบัตรที่มีบริการเสริมจะมีค่าธรรมเนียมทำบัตรใหม่และค่าบริการรายปีสูงกว่าบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบธรรมดาปัญหาดังกล่าวถูกร้องเรียนเข้าไปที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นจำนวนมาก ทำให้ล่าสุด ธปท.ต้องออกประกาศ ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยก่อนหน้านี้ ธปท. ก็ได้ทำการสำรวจปริมาณการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตประเภทต่างๆ พบว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาไว้ที่สาขาในปริมาณที่น้อยกว่าบัตรประเภทที่มีบริการอื่นเสริม ซึ่งหลังจากมีประกาศนี้ออกมา ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ไม่สามารถอ้างการไม่ออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตรแบบพื้นฐานให้กับผู้บริโภคได้อีกต่อไป----------------------------------------------------------------------------------------.ผลตรวจสารเคมีตกค้างในผัก-ผลไม้ “คะน้า-ส้ม” เจอมากที่สุดปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในผัก-ผลไม้ยังคงเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้บริโภคไทยเหมือนเดิม เมื่อล่าสุด เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai PAN) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ค่อยทำหน้าที่เฝ้าระวังและสุ่มตรวจการใช้สารเคมีในผัก-ผลไม้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เปิดเผยข้อมูลผลการสุ่มตรวจตัวอย่างผัก-ผลไม้ รวมทั้งหมด 158 ตัวอย่าง โดยสุ่มเก็บตัวอย่างผัก-ผลไม้ทั้งแบบที่มีมาตรฐานปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ มีฉลากประเภทต่างๆ รับรอง เช่น ฉลากออร์แกนิกส์ ฉลากมาตรฐานคิว รวมทั้งผัก-ผลไม้ที่จำหน่ายทั่วไป โดยเก็บตัวอย่างจากห้างโมเดิร์นเทรด และจากตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ 3 แห่งที่ ปทุมธานี นครปฐม และ ราชบุรี ส่งไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ประเทศอังกฤษผลการตรวจพบว่า ผัก-ผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึงร้อยละ 56 โดยผักที่พบการตกค้างของสารเคมีเกินค่ามาตรฐานมากที่สุดคือ ผักคะน้า พบ 10 จาก 11 ตัวอย่าง, รองลงมาคือ พริกแดง พบ 9 จาก 12 ตัวอย่าง, ถั่วฝักยาว และ กะเพรา พบ 8 จาก 12 ตัวอย่าง, ผักบุ้ง 7 จาก 12 ตัวอย่าง, มะเขือเปราะ 6 จาก 11 ตัวอย่าง, แตงกวา 5 จาก 11 ตัวอย่าง, มะเขือเทศ 3 จาก 11 ตัวอย่าง, กะหล่ำปลี และผักกาดขาวพบ 2 จาก 11 ตัวอย่างส่วนผลไม้ที่พบสารเคมีตกค้างมากที่สุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบ 8 จาก 8 ตัวอย่าง, แก้วมังกร 7 จาก 8 ตัวอย่าง, ฝรั่งพบ 6 จาก 7 ตัวอย่าง, มะละกอพบ 3 จาก 6 ตัวอย่าง, แตงโมพบ 3 จาก 7 ตัวอย่าง และ แคนตาลูปพบ 1 จาก 7 ตัวอย่างเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม Thai PAN ก็เคยออกมาแถลงสุ่มตรวจตัวอย่างผัก-ผลไม้มาแล้ว ซึ่งครั้งนั้นพบการปนเปื้อนสารเคมีสูงเกินค่ามาตรฐานถึงร้อยละ 46.4 แม้ว่าจะได้มีการส่งข้อมูลการตรวจที่ได้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการแก้ไข แต่จากผลทดสอบที่ได้ในครั้งนี้ สถานการณ์ปัญหายังคงไม่ดีขึ้น โดยผลการตรวจครั้งนี้พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตามรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามใช้ในประเทศไทย คือ ไดโครโตฟอส เอ็นโดซัลแฟน เมทามิโดฟอส และโมโนโครโตฟอส รวมทั้งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่กรมวิชาการการเกษตรไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน คือ คาร์โบฟูราน และเมโทมิล ในผัก-ผลไม้ถึง 29 ตัวอย่าง ซึ่งหลังจากนี้ Thai PAN จะนำผลทดสอบที่ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมวิชาการการเกษตร อย. และกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อดำเนินการต่อไป-------------------------------------------------------------------------------------.ทำ “ฟันปลอมเถื่อน” เสี่ยงติดเชื้อในช่องปากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกมาเตือนเรื่อง “บริการทำฟันปลอมเถื่อน” ที่เดี๋ยวนี้มีให้เห็นได้ตามตลาดนัดแผงลอยริมถนนทั่วไป เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ผู้ใช้บริการจะได้รับอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด ผู้ใช้บริการมีโอกาสติดเชื้อหรือเกิดโรคในช่องปาก เพราะทั้งสถานที่และเครื่องมือที่ใช้อาจไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีขั้นตอนการฆ่าเชื้อก่อนและหลังการใช้งาน ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อกับอวัยวะในช่องปาก ที่สำคัญคือ ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ไม่ใช่ทันตแพทย์ จึงขาดความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะในการทำฟันปลอมที่ถูกต้อง ซึ่งฟันปลอมจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่ง ผู้ที่ต้องการทำฟันปลอมควรขอคำแนะนำและรับบริการจากทันตแพทย์ในสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตการใช้ฟันปลอมเถื่อนอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบฟันที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้ฟันซี่ใดซี่หนึ่งรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้ฟันซี่ที่แข็งแรงกลายเป็นฟันที่อ่อนแอ เกิดการโยก สึกกร่อน และหัก อาจทำให้เกิดแผลในช่องปาก การใส่ฟันปลอมโดยไม่เตรียมช่องปากที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักทันตกรรม เช่น ไม่อุดฟันซี่ที่ผุ ขูดหินปูน รักษารากฟัน หรือถอนฟันซี่ที่ไม่รักษาไว้ เมื่อเกิดปัญหาหลังการทำแล้วการแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติจะทำได้ยาก-------------------------------------------------------------------------.“สไลม์” ของเล่นอันตราย เสี่ยงปนเปื้อนโลหะหนักหลังจากที่ในสังคมออนไลน์มีการแชร์เรื่องของ เด็กรายหนึ่งที่นอนป่วยในโรงพยาบาลโดยระบุว่าเด็กคนดังกล่าวติดเชื้อในกระแสเลือดจากการเล่น “สไลม์” มีอาการหายใจไม่ออกเนื่องจากสูดดมกาวจากการทำสไลม์ ซึ่งเป็นของเล่นที่มีลักษณะยืดเหนียว ทำมาจากแป้งและกาว บางครั้งมีการใช้ สบู่ ผงซักฟอก และสีสังเคราะห์ลงในส่วนผสม ทำให้อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายรศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี ได้ออกมาให้ข้อมูลเสริมในเรื่องดังกล่าว โดยในเบื้องต้นยังไม่ทราบว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดของเด็กคนดังกล่าวเกิดจากของเล่น “สไลม์” จริงหรือไม่ เพราะการติดเชื้อในกระแสเลือดมีหลายปัจจัย แต่ สไลม์ ก็ถือเป็นของเล่นที่มีปัญหาที่ผู้ปกครองและหน่วยงานที่กำกับดูต้องเข้ามาควบคุมดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีคลิปการสอนทำสไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนที่สอนทำส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กๆ เอง โดยบางคลิปแนะนำให้ผสมครีมโกนหนวด ผงซักฟอกกับแป้งโด ซึ่งการนำสารเคมีต่างๆ มาผสมเองถือว่าเป็นอันตรายมากรศ.นพ.อดิศักดิ์ ยังฝากเตือนอีกว่า แม้จะมีการตรวจหาสารโลหะหนักใน สไลม์ ทั้งที่มีและไม่มี มอก. พบว่า มีการปนเปื้อนสารโลหะหนัก อาทิ ตะกั่ว สารหนู และ ปรอท แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งถึงแม้จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่หากเล่นแล้วเผลอนำเข้าสู่ร่างกายจะเป็นการสะสมทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือไม่ควรให้เด็กผสมสไลม์เล่นเอง เพราะเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีอันตราย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 165 กระแสในประเทศ

ประมวลเหตุการณ์พฤศจิกายน 2557 ห้ามจำหน่าย “ภาชนะปนเปื้อนสารยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์” คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ได้มีคำสั่ง ห้ามจำหน่าย "ภาชนะหรือเครื่องใช้สำหรับบรรจุหรือสัมผัสอาหารที่ผลิตจากสารยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์" หลังจากพบข้อมูลยืนยันชัดเจนแล้วว่า สารดังกล่าวเป็นสารก่อมะเร็งซึ่งสามารถละลายออกมาปะปนในอาหาร เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ก่อนหน้านี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็เคยทดสอบการแพร่กระจายออกมาของฟอร์มาลดีไฮด์ จากกลุ่มตัวอย่างเมลามีนปลอม ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 30 นาที ตามมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์เมลามีนแท้ พบสารยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์แพร่กระจายออกมาในน้ำที่ใช้ทดสอบ เกินค่ามาตรฐาน 37 ตัวอย่าง เมื่อทดสอบตามอุณหภูมิใช้งานที่ 80 องศาเซลเซียส หรือ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งแจ้งไว้ในฉลากของผลิตภัณฑ์ พบฟอร์มาลดีไฮด์แพร่กระจายออกมาในน้ำที่ใช้ทดสอบ เกินค่ามาตรฐาน 38 ตัวอย่าง และเมื่อทำการทดสอบ โดยใช้ตัวแทนอาหารที่เป็นสารละลายกรดอะซิติก (acetic acid) หรือกรดน้ำส้ม ความเข้มข้นร้อยละ 4 โดยปริมาตร อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เพื่อเลียนแบบการใส่อาหารประเภทต้มยำหรือแกงส้มร้อนๆ พบฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาเกินค่ามาตรฐาน 64 ตัวอย่าง และพบปริมาณที่สูงเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร 38 ตัวอย่าง ภาชนะที่ผลิตจากสารยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ส่วนใหญ่จะเป็นภาชนะที่นำเข้าจากต่างประเทศ วางขายตามตลาดนัดมีสีมันฉูดฉาด ไม่มีการแจ้งผู้ผลิตหรือชนิดของพลาสติกที่ใช้ผลิต “น้ำมะนาวผสมเบกกิงโซดา” ฟอกฟันขาวได้จริงหรือ? อะไรที่ถูกแชร์ส่งต่อกันทางโลกออนไลน์ ต้องฟังหูไว้หู อย่าได้เชื่อตามทันที อย่างกรณีล่าสุด ที่มีการส่งต่อกันในสังคมออนไลน์ว่า “น้ำมะนาวผสมเบกกิงโซดา” นำมาฟอกฟันให้ขาวขึ้นได้ งานนี้ ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย รองอธิบดีกรมอนามัย จึงต้องออกมาไขข้อข้องใจ ว่าเรื่องนี้จริงเท็จประการใด การทำฟันขาวด้วยมะนาวผสมเบกกิงโซดา หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต ถือเป็นคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากน้ำมะนาวมีความเป็นกรดสูงจะละลายแคลเซียมออกจากผิวฟัน ทำให้ฟันกร่อน และกรดจากมะนาวยังระคายเคืองเหงือกอาจทำให้เหงือกอักเสบได้ เมื่อเคลือบฟันกร่อนทำให้มีอาการเสียวฟันตามมา และการที่เคลือบฟันถูกทำลายจะเพิ่มโอกาสเกิดฟันผุได้ง่ายอีกด้วย ส่วนเบคกิงโซดาเป็นสารที่มีความสามารถในการทำความสะอาด จึงสามารถกำจัดคราบต่างๆ ที่ติดบนผิวฟัน รวมถึงคราบสีจากการดื่มน้ำชา กาแฟ จึงทำให้ฟันขาวสะอาดขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้ฟันขาวจากเนื้อฟันข้างในได้ ผู้ที่มีเหงือกอักเสบและเสียวฟันอยู่แล้วไม่ควรนำวิธีนี้มาใช้เพราะอาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ ผู้ที่จัดฟันไม่ควรใช้เบคกิงโซดาขัดฟัน เพราะจะทำให้กาวยึดเครื่องมือจัดฟันอ่อนตัวและหลุดได้   อย.เชือด!!! “ครีมมหัศจรรย์” Firmax 3 อย.เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อหลงใช้ผลิตภัณฑ์ Firmax 3 ที่มีการอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นครีมมหัศจรรย์ ใช้ทาตรงจุดชีพจร สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคไซนัสอักเสบ ไทรอยด์ เบาหวาน ความดัน ริดสีดวงทวารหนัก อัมพฤต-อัมพาต ฯลฯ หลังทำการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนกับทาง อย. หลักจากการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ Firmax 3 เป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พบมีแหล่งกระจายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแห่งใหญ่อยู่ที่โคราชและหาดใหญ่ มีการจำหน่ายในลักษณะขายตรง ตัวสินค้าเองมีลักษณะเป็นเครื่องสำอางแต่กลับอวดอ้างสรรพคุณเป็นยารักษาโรค อย.จึงได้ดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าที่จำหน่ายและผู้ที่นำเข้า หากผู้บริโภคคนไหนพบเห็นผลิตภัณฑ์ Firmax 3 หรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรืออาหารเสริมที่โฆษณาอวดอ้างเกินจริงหรือแจ้งสรรพคุณว่ามีผลต่อการรักษาโรค สามารถแจ้งไปยัง อย.ให้ทำการตรวจสอบและเอาผิดได้ทันทีที่ สายด่วย อย. 1556   ส้มจีนมีใบ คือส้มผิดกฎหมาย? รู้หรือมั้ยว่า? ส้มจีนที่วางจำหน่ายตามท้องตลาด หากมีใบติดมาที่ผลส้มด้วยอาจเป็นส้มที่นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ที่สำคัญอาจปนเปื้อนเชื้อโรค เพราะล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า ส้มจีนที่มีใบติดมาห้ามนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เพราะเสี่ยงโรคและแมลงศัตรูพืช หากพบมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่ามีการนำส้มจีนที่มีใบติดเข้ามาจำหน่ายในไทยแบบผิดกฎหมาย เพราะขายได้ราคาดีกว่าส้มไม่มีใบ ซึ่งส้มจากจีนจะสามารถนำเข้ามาประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมายต้องมาจากสวนหรือโรงคัดบรรจุที่ผ่านการรับรอง มีใบรับรองสุขอนามัย และต้องไม่มีกิ่ง ก้านใบ ดิน ติดเข้ามาด้วย เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ที่สร้างความเสียหายต่อระบบการเกษตร แต่เพราะคนไทยเข้าใจผิด นิยมซื้อส้มที่มีใบติดเพราะเห็นว่าสวยงามกว่า คิดว่าเป็นส้มใหม่ เลยทำให้เกิดการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายแบบผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก     ค้านกฎหมาย จดสิทธิบัตร “กลิ่น-เสียง” สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน และภาคประชาชน ค้านกระทรวงพาณิชย์ที่มีการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่...) พ.ศ.... ที่ขยายความคุ้มครองไปยังเครื่องหมายการค้าที่เป็น “กลิ่นและเสียง” เหตุเพราะจะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์และยังเป็นการทำร่างกฎหมายที่ขาดการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนอื่นๆ หากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผลเสียที่จะเกิดขึ้นก็คือ เครื่องหมายการค้าในเรื่องกลิ่นจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศ ซึ่งต้องใช้กลิ่นช่วยกลบและช่วยแต่งรสชาติของผลิตภัณฑ์ หากมีการแก้ไขคำจำกัดความให้มีการจดสิทธิบัตรเรื่องกลิ่น ซึ่งไม่ได้บ่งชี้ถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง หรือกลิ่นที่ไม่เป็นกลิ่นโดยธรรมชาติของสินค้านั้น จะนำไปสู่การละเมิดเครื่องหมายการค้าของผู้ถือสิทธิ์ได้ นำไปสู่ปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในการพัฒนาสูตรตำรับยาของบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศ ส่งผลต่อการพัฒนาการผลิตยาชื่อสามัญออกสู่ตลาด ทำให้บริษัทยาข้ามชาติสามารถขายยาผูกขาดยาวนานยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดราคาเลยเพราะไม่มีคู่แข่ง ที่สำคัญการให้กลิ่นและเสียงจดเครื่องหมายการค้าได้ ถือว่าเกินไปกว่าข้อตกลงระหว่างประเทศ TRIPS + อีกทั้ง ไม่ใช่หลักสากล จากข้อมูลพบว่า ประเทศที่อนุญาตให้จดเครื่องหมายการค้าทั้งกลิ่นและเสียงได้นั้น มีอยู่เพียง 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนประเทศที่ให้จดได้เฉพาะเสียงมี 5 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สิงคโปร์ และไต้หวัน โดยใน 5 ประเทศนี้ 4 ประเทศแรก ยังไม่มีความชัดเจนในการจดเครื่องหมายการค้าที่เป็นกลิ่น ส่วนไต้หวันไม่มีการอนุญาต ซึ่งหลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.เครื่องหมายการ พ.ศ.... ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่มีการท้วงติงจากกระทรวงสาธารณสุข ครม.จึงมีมติให้กระทรวงพาณิชย์กลับไปพิจารณาอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 156 กระแสในประเทศ

ประมวลเหตุการณ์เดือน มกราคม 2557 “บ้านและที่อยู่อาศัย” กับปัญหายอดฮิตปี 56 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้สรุปเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคตลอดปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยกลายเป็นปัญหากวนใจผู้บริโภคมากที่สุด แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างปัญหาจากการใช้รถยนต์ เนื่องจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เริ่มหมดลง ประกอบกับคนหันมาซื้อคอนโดมากขึ้น และเมื่อเกิดปัญหาเพียง 1 ยูนิต ผู้บริโภคที่อยู่ในโครงการเดียวกันก็มักจะตามกันมาร้องเรียนด้วย สำหรับเรื่องร้องเรียนในปี 2556 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 ธันวาคม มีผู้บริโภคร้องเรียนทั้งสิ้น 3,150 ราย โดยเรื่องร้องเรียนที่มากที่สุดคือเรื่อง อสังหาริมทรัพย์ 1,324 ราย แบ่งเป็น 3 ประเภทปัญหา คือ 1.อาคารชุด 629 ราย 1,390 เรื่อง เช่น ไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือโฆษณา ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จยกเลิกสัญญา  2.บ้านจัดสรร 392 ราย 1,019 เรื่อง เช่น ไม่ดำเนินการตามที่โฆษณา มีการชำรุดหลังก่อสร้าง กู้ได้ไม่เต็มจำนวนตามที่ประกาศ ขอยกเลิกสัญญา และ 3.เช่าพื้นที่ เช่าช่วง 303 ราย 608 เรื่อง   สคบ.ดำเนินการไกล่เกลี่ยตามที่ผู้ร้องต้องการและเรื่องยุติแล้ว 60% เหลืออีก 40% โดยหลังจากนี้ทาง สคบ. จะส่งเจ้าหน้าที่จะลงสุ่มตรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่พบปัญหาร้องเรียกซ้ำซาก แล้วจะมีการแจ้งชื่อโครงการที่มีปัญหาให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบ     ผิวขาวออร่า แต่หน้าพัง กระแสความนิยมอยากจะมีผิวขาวของวัยรุ่นไทย กำลังเป็นเรื่องน่าห่วง หลังจากที่มีวัยรุ่นจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของโฆษณาหลอกลวงชวนเชื่อ ผลิตภัณฑ์ผิวขาว ที่โอ้อวดว่าใช้แล้วผิวขาวสว่าง “ออร่า” แต่กลับต้องเจอผลข้างเคียง นอกจากผิวจะไม่ขาวแล้ว ยังต้องเสียโฉม หน้าพัง ผิวที่หวังว่าจะขาวก็ยิ่งคล้ำดำลงกว่าเดิม ล่าสุดมีกรณีที่วัยรุ่นอายุ 16-18 ปีที่ จ.เพชรบุรี ให้ครีมที่อ้างสรรพคุณช่วยให้ผิวขาวแล้วเกิดอาการแพ้ ผิวลายแตกงา เมื่อเก็บตัวอย่างครีมผิวขาวที่น่าจะเป็นปัญหาไปตรวจสอบยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม พบว่า ตัวอย่าง ครีมและโลชั่นทาผิวที่อ้างว่าช่วยให้ผิวขาว จำนวน 11 ตัวอย่างที่วางขายในจังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วยครีม 4 ประเภท ได้แก่ 1.ครีมผสมเองแบ่งขายใส่กระปุกที่ไม่มีฉลาก 2.ครีมที่ผสมเองแบ่งขายใส่กระปุกที่มีฉลากแต่ไม่ได้จดแจ้ง  3.ครีมที่มีฉลากภาษาจีน และ 4.ครีมที่มีฉลากภาษาจีนที่เป็นยาใช้ภายนอก มีการใช้สารสเตียรอยด์ชนิดโคลเบทาซอล โพรพิโอเนต (Clobetasol propionate) ในครีมทั้ง 11 ตัวอย่าง ในปริมาณตั้งแต่ 8.0-449.8  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สูงมาก นอกจากนี้ยังตรวจพบสารคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ซึ่งจัดเป็นยาในทุกตัวอย่าง และบางตัวอย่างตรวจพบว่ามีการใส่วัตถุกันเสีย 2 ชนิดคือ เมทิลพาราเบน (Methylparaben) และโพรพิลพราราเบน (Propylparaben) ด้วย สำหรับ สารโคลเบทาซอล โพรพิโอเนตเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง สารดังกล่าวเป็นยาสเตียรอยด์ ใช้ทาภายนอกที่มีความแรงสูงสุด ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังที่ดื้อยาสเตียรอยด์ชนิดรุนแรงปานกลาง หรือใช้ในบริเวณผิวหนังที่หนา เช่นที่ขาหรือส้นเท้า สารชนิดนี้เมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้ผิวหนังบางลง เกิดจ้ำเลือดง่าย หรือมีรอยแตกที่ผิวหนัง     ระวัง!!!ใช้สมุนไพรขัดหน้า การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขัดหน้า ขัดตัว หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่า ตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในระดับสูงจนน่าตกใจ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทน. โดยนักวิจัยของศูนย์ฉายรังสี ได้ทำการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นทางจุลชีววิทยาในวัตถุดิบสมุนไพรและส่วนผสม ชนิดอื่น ๆ ที่มักใช้ผลิตเป็นเครื่องสำอางสมุนไพรไทยจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ ไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ว่านนางคำ ทานาคา กวาวเครือ จันทน์หอม เปลือกมังคุด ดินสอพอง และจันทน์เทศแดง โดยพบว่าในวัตถุดิบทั้ง 10 ชนิด มีจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดในระดับที่สูงมาก คือ 1,000-1,000,000 โคโลนีต่อกรัม ทั้ง ๆ ที่ค่ามาตรฐานของไทยที่กำหนดคือ ต้องมีไม่เกิน 1,000 โคโลนีต่อกรัม  และพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ Clostridium spp. ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบาดทะยัก ในวัตถุดิบ 4 ชนิด คือ ไพล  ทานาคา กวาวเครือ และ ดินสอพอง นอกจากนี้ยังได้สุ่มตรวจเครื่องสำอางสมุนไพรไทยที่สามารถหาซื้อตามตลาดทั่วไป ได้แก่ ครีมโคลนสมุนไพรพอกตัว จำนวน 12 ตัวอย่าง พบว่ามีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ 5 ตัวอย่าง (ร้อยละ 41.67) แป้งสมุนไพรพอกหน้าและขัดตัวจำนวน 40 ตัวอย่าง พบว่ามีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ 27 ตัวอย่าง (ร้อยละ 67.5)  และพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ Clostridium spp. ถึง 22 ตัวอย่าง (ร้อยละ 55) ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด     ทุกข์ของผู้ป่วย การรักษาไม่ได้มาตรฐาน ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เปิดเผยข้อมูลร้องเรียนด้านสุขภาพปี 2555 – 2556 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนจากทุกสิทธิการรักษาคือ สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม สิทธิสวัสดิการข้าราชการ และกลุ่มที่จ่ายเงินเอง ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และคลินิก รวมทั้งหมด 38 เรื่อง ปัญหาที่พบมากที่สุด คือเรื่องมาตรฐานการรักษา 18 เรื่อง เช่น ผิดพลาดในการรักษา การผ่าตัด ทำให้แผลติดเชื้อ แพทย์จ่ายยาผิด เข้ารักษาโรงพยาบาลตามสิทธิแต่แพทย์ตรวจไม่ละเอียดให้แต่ยาแก้ปวด จ่ายยาให้ยาไม่ตรงชื่อหน้าซอง ทำให้คนไข้เกิดอาการการแพ้ยา ซึ่งมีอยู่กรณีหนึ่งแพทย์ถึงขั้นลืมผ้าก๊อตไว้ในช่องคลอดหลังทำคลอดให้กับคนไข้ ตามมาด้วยปัญหามาตรฐานการบริการ 9 เรื่อง เช่น เจ้าหน้าที่ไม่บริการ พูดจาไม่สุภาพ ไม่เอาใจใส่ผู้ป่วย  นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องระบบส่งต่อผู้ป่วย ระบบการใช้สิทธิ และปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องค่ารักษาพยาบาลแพง กรณีการให้การช่วยเหลือที่ล่าช้า พบว่าเกิดจาก การขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการอ่านเวชระเบียน ร่วมทั้งหน่วยงานภาครัฐล่าช้ากรณีส่งต่อเรื่องร้องเรียน แล้วไม่ได้รับการตอบรับ ทำให้การดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายบางรายทำได้ลำบาก ล่าช้า และผู้เสียหายยังติดปัญหาเรื่องการขอเวชระเบียน ที่สำคัญคือผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายยังไม่รู้ช่องทางการร้องเรียน     7 วิธีปิ้งย่างลดเสี่ยงมะเร็ง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล นักวิชาการโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำ 7 ข้อควรทำสำหรับคนที่ชอบกินอาหารปิ้งย่าง 1.เลือกสถานที่ปิ้งย่างที่มีอากาศถ่ายเทดี เพราะควันจากอาหารก็ส่งผลต่อร่างกายได้ 2. เน้นเนื้อสัตว์ประเภทปลา หรือไก่ไม่ติดหนัง ซึ่งมีปริมาณไขมันน้อยกว่า 3. เลี่ยงการรับประทานเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน ไส้กรอกอีสาน เพราะมีไขมันและโซเดียมสูง 4. อย่าใช้ไฟแรงเกิน หรือปิ้งจนเกรียม หมั่นทำความสะอาดคราบเขม่าและรอยไหม้ต่างๆ ที่ติดอยู่บริเวณตะแกรง 5. หมักเนื้อด้วยน้ำมะนาว สะระแหน่ มินต์ โรสแมรี จะช่วยลดการเกิดของสารก่อมะเร็งในกลุ่มเอมีนส์ 6. ตัดเนื้อส่วนที่มีมันออกก่อนนำไปปิ้งย่าง หรืออบให้สุกนิดหน่อยก่อนเพื่อลดเวลาปิ้ง และ 7. เน้นกินผักสดๆ ควบคู่ด้วยเสมอ และเลือกดื่มน้ำเปล่า แทนน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งเพิ่มปริมาณแคลอรีที่เกินความต้องการของร่างกาย อนึ่ง การรับประทานอาหารปิ้งย่างประจำจะมีผลกระตุ้น เซลล์มะเร็ง คือ สารในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons หรือ PAH) ซึ่งพบในควันที่เกิดจากไขมันสัตว์ที่โดนความร้อนสูง โดยพบว่ามีความสามารถในการก่อมะเร็งได้ไม่แพ้ควันบุหรี่ และสารในกลุ่มเอมีนส์ (Heteocyclic amines) ที่พบมากในเนื้อแดงที่ถูกความร้อนสูง มีงานวิจัยหลายแหล่งระบุว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง //

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 108 กระแสในประเทศ

ประมวลเหตุการณ์เดือนมกราคม 255310 ม.ค. 53แฟชั่นขนตาปลอม เสี่ยงตาบอดกระทรวงสาธารณสุข ฝากเตือนถึงสาวๆ ที่นิยมติดขนตาปลอม ให้ระวังเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญ เพราะขนตาปลอมที่ดูแลไม่ดีอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ซึ่งจะมีผลทำให้ตาดำอักเสบ เสี่ยงต่อตาบอด ดังนั้นก่อนใส่ต้องล้างมือให้สะอาด ไม่ควรใช้ขนตาปลอมร่วมกับคนอื่น หรือใส่ต่อเนื่องกันนานๆ และหากมีอาการแพ้หรืออักเสบต้องรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที ด้านนายแพทย์ ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวว่า ขนตาปลอมและกาวติดขนตา ที่มีวางจำหน่ายอยู่ขณะนี้ มีราคาตั้งแต่ 10 บาท ถึง 300 บาท มีทั้งที่ผลิตได้ตามมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่ได้มาตรฐาน ขนตาปลอมมีทั้งอ่อนนุ่มไปจนถึงแข็งมาก มีหลากหลายรูปแบบ เช่น เป็นแผงเส้นตรง เส้นสานกัน แบบเป็นช่อ ฯลฯ ซึ่งกาวที่ใช้ติดขนตาปลอม ต้องมีคุณภาพดี ผลิตถูกต้องตามหลักวิชาการ มีส่วนประกอบสำคัญที่เหมาะกับการใช้เฉพาะที่ และต้องระบุฉลากชัดเจนว่าใช้กับดวงตาเท่านั้น หากใช้กาวอื่นมาติด อาจเป็นอันตรายได้ -------------------------------------------------------------------------------------------------------- 15 ม.ค. 53อย. คุมเข้มข้าวนำเข้านพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศลดอัตราภาษีสินค้าเกษตรตามข้อผูกพันภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลให้ผลิตผลทางการเกษตร 23 ชนิด ลดภาษีการนำเข้าลงเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป ซึ่งในเรื่องของข้าวนั้น หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเต็มที่ โดยได้มีการกำหนดมาตรการกำกับดูแลและติดตามการนำเข้าข้าว 5 มาตรการคือ 1) กำหนดคุณสมบัติของผู้นำเข้าข้าวและพิจารณาชนิดข้าวที่จะนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ 2) ต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า 3) กำหนดด่านนำเข้า 4) กำหนดระยะเวลาการนำเข้า 5) กำหนดมาตรฐานคุณภาพข้าว มาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดตามกติกาสากลและเงื่อนไขปลอด GMOs ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถ้ามีการอนุญาตนำเข้าข้าวเพื่อจำหน่ายผู้บริโภคโดยตรง ต้องได้รับอนุญาตนำเข้าจาก อย.และต้องมีฉลากระบุรายละเอียด เช่น ชื่ออาหาร ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุ ชื่อที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิต ปริมาณสุทธิ และส่วนประกอบที่สำคัญ เป็นต้น ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- 17 ม.ค. 53เตือนคนชอบฟังเพลงเสียงดัง เสี่ยงหูตึงกระทรวงสาธารณสุขเตือนคนที่ชอบฟังเพลงจากหูฟังเสียงดังๆ ระวังเสี่ยงเกิดอาการหูตึง หูหนวก เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศไทยมีวัยรุ่นจำนวนมากนิยมฟังเพลงจากเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลพกพาต่างๆ ซึ่งปกติระดับเสียงที่ปลอดภัยต่อประสาทหูของคนเราคือไม่เกิน 80 เดซิเบล หากเกินกว่านี้จะส่งผลเสียต่อหู คือทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูตึง หูหนวก แต่จากพฤติกรรมการฟังเพลงของวัยรุ่ยในปัจจุบันมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายกับระบบประสาทหูอย่างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่นิยมฟังเพลงประเภทที่มีจังหวะเร็ว เสียงเบสดังกระแทกหนักๆ และมีความดังเกิน 80 เดซิเบล เป็นเวลานานๆ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการสำรวจการได้ยินของวัยรุ่นยุโรปที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายจากการใช้หูฟังมากกว่า 10 ล้านคน ด้วยพฤติกรรมที่ชอบฟังเพลงจากหูฟังเสียงดังๆ เช่นกัน ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- 28 ม.ค. 53เทรนด์ใหม่มิจฉาชีพ!? หลอกโอนเงินตู้ ATMนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เชิญหน่วยงานต่างๆ รวม 23 หน่วยงาน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ฯลฯ เพื่อหารือและวางแนวทางแก้ไขปัญหาประชาชนถูกหลอกลวงให้ทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม ซึ่งปัจจุบันพบว่า ยังมีมิจฉาชีพหลอกลวงต่อเนื่อง มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยข้อมูลของกรมสรรพากรพบว่า ตั้งเดือนมกราคม -ธันวาคม 2551 มีผู้เสียหายร้องเรียนว่าตกเป็นเหยื่อทั้งสิ้น 2,662 ราย ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2552 มีถึง 5,088 ราย ในส่วนของดีเอสไอ ได้รับเรื่องร้องเรียนและรับเป็นคดีพิเศษ 37 ราย มูลค่าประมาณ 2.6 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนร้ายที่มีการพัฒนามากขึ้น จากเดิมอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ติดต่อเพื่อคืนภาษี เปลี่ยนเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่บัตรเครดิต เพื่อยืนยันการใช้บริการ หรือการบริการคืนเงิน อีกทั้งยังออกอุบายให้มีการสั่งซื้อสินค้า และชักชวนร่วมลงทุน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เราต้องตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพ เราจะควรศึกษาและติดตามข้อมูล กลโกงใหม่ๆ ของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อให้เรารู้เท่าทันก่อนภัยมาถึงตัว--------------------------------------------------------------------------------------------------------------- จับหนุ่มรับฉีดยาผิวขาวใช้รถเก๋งเป็นคลินิก อย.เตือนอันตรายอย. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าจับกุมหนุ่มปริญญาตรีลักลอบฉีดสารผิวขาว โดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม อาศัยรถเก๋งของตัวเองเป็นคลินิกเถื่อนเคลื่อนที่ ไปรอรับลูกค้าที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้า โดยค่าฉีดจะอยู่ที่เข็มละ 1,200 – 1,800 บาท ซึ่งจากการตรวจค้นในกระโปรงท้ายรถ พบของกลางทั้ง เข็มฉีดยา หลอดฉีดยา น้ำเกลือ ยากลูตาไธโอนในหลอดแก้วหลายสิบหลอด วิตามินซีแบบน้ำ วิตามินบีรวมแบบน้ำ รกแบบฉีด อาหารเสริมชนิดเม็ดบรรจุกล่องพลาสติก ประเภทแอลคาเนทีน กลูตาไธโอน และคอลลาซีพลัส รวม 50 กล่อง ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหามีความผิดหลายข้อหา ตั้งแต่ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต และประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวเตือนว่า ขณะนี้มีการแอบฉีดยาผิวขาวหรือกลูตาไธโอนในสถานเสริมความงามหลายแห่ง เพราะมีความนิยมมากในกลุ่มวัยรุ่นที่อยากมีผิวขาว ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นยาจริงหรือไม่ อีกทั้งวิธีในการฉีดยังไม่มีการศึกษามาก่อนว่าควรได้รับในปริมาณเท่าใด ระยะเวลาในการฉีดควรห่างหรือบ่อยขนาดไหน ดังนั้นการฉีดในขณะนี้จึงเป็นเพียงการคาดเดาทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายอย่างมากต่อผู้ที่รับบริการ โดย อย.จะสุ่มตรวจและจับกุม ซึ่งหากพบว่ามีที่ใดทำผิดกฎหมายมีสิทธิ์ได้รับโทษหนัก “ฉลาดซื้อ” เคยลงบทความเรื่อง “สารกลูตาไธโอน” ในคอลัมน์ “สวยอย่างฉลาด” นิตยสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 83 เดือนมกราคม 2551 ที่อธิบายว่าการ “ใช้กลูตาไธโอนเพื่อช่วยให้ผิวขาว อาจเกิดผลข้างเคียงจากการยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีให้ผิวหนัง การฉีดเข้าเส้นหรือเข้ากล้ามเนื้อเช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆนั้น อาการข้างเคียงของผิวขาวจะเป็นเพียงอาการชั่วคราวเท่านั้น นอกจากนี้การที่ร่างกายได้ รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานิน ทั้งที่ผิวหนังและที่จอตาลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต” --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ฟ้องกรมทางหลวงและคณะรัฐมนตรีเพิกถอนสัมปทานโทลล์เวย์3 กุมภาพันธ์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค สถาบันพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นักศึกษา และประชาชนผู้เสียหายจากการขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์ ร้องต่อศาลปกครองกลาง ฟ้องอธิบดีกรมทางหลวง ปลัดกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี เพิกถอนสัญญาสัมปทาน เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนใช้อำนาจรัฐได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องขอความเห็น จากรัฐและสาธารณชนในการขึ้นค่าบริการสาธารณะ รวมทั้งขัดรัฐธรรมนูญที่ไม่ขอความเห็นจากองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค จากการที่บริษัทดอนเมืองโทลล์เวย์ขึ้นค่าผ่านทางจาก 55 บาทเป็น 85 บาท ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนต่อสาธารณะชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและจิตใจที่เกิดจากความเครียดจากค่าใช้จ่ายการจราจร และปัญหาจราจร การฟ้องร้องครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อ ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขึ้นค่าบริการ โดยให้กรมทางหลวงคิดค่าผ่านทางที่กำหนดบนพื้นฐานของต้นทุนการให้บริการจาก ผู้ใช้บริการสาธารณะ และให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึงให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้บรรเทาทุกข์ชั่วคราว เพื่อให้จ่ายค่าบริการโทลล์เวย์ในอัตราเดิมจนกว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุด ซึ่งในสัญญาสัมปทานนี้ กลุ่มผู้บริโภคและนักวิชาการด้านกฎหมาย พบว่ามีความฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ไม่รักษาผลประโยชน์สาธารณะ ขัดต่อสิทธิและแนวนโยบายแห่งรัฐตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขัดหลักกฎหมายมหาชน และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชนโดยรวม หลายข้อ เช่น การคืนผลตอบแทนกลับสู่รัฐ กำหนดอยู่ในราคาที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐตลอดระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี คิดเพียงวันละประมาณ 22 บาท หรือ 8,000 บาทต่อปี ขณะที่บริษัทฯมีรายได้โดยเฉลี่ย 4.4 ล้านบาทต่อวัน บริษัทฯ เพิ่มรายได้ให้กับกิจการตนเอง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิต ด้วยการขยายช่องเก็บอัตราค่าผ่านทางยกระดับโทลล์เวย์หลายช่อง ทำให้จำนวนช่องจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิตที่ใช้สำหรับการจราจรทางปกติลดลง เพราะต้องแบ่งทางจราจรดังกล่าวไปใช้สำหรับการขยายช่องเก็บอัตราค่าผ่านทางยกระดับข้างต้น และในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างทางยกระดับบริษัทฯ มิได้ใช้ความระมัดระวังและไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน สาธารณะในระยะยาว ส่งผลให้เกิดความเสียหายบนถนนวิภาวดีรังสิตส่วนช่องจราจรด้านในติดกับเสา ตอม่อ และทำให้เกิดความเสียหายบนพื้นผิวจราจรเป็นลักษณะลูกคลื่นตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่รถยนต์บนถนนวิภาวดีรังสิต อีกทั้ง ยังใช้งบประมาณของรัฐในการซ่อมแซมบำรุงพื้นผิวจราจรตลอดเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 106 ฝันลม ๆ แล้ง ๆ กับถั่วขาว

ผู้เขียนมีอาการ(ซึ่งไม่ใช่โรค) ประจำตัวอยู่อาการหนึ่งคือ อาการปวดหัวไมเกรน (Migraine headache) ด้วยสาเหตุนานาประการ แต่ที่จำแม่นคือ อาการท้องอืด ดังนั้นเมื่อใดที่กินอาหารแล้วเกิดอาการท้องอืด สิ่งที่ผู้เขียนจะรีบทำคือ กินยาช่วยย่อย สาเหตุของการท้องอืดนั้นมากมายหลายประการ แต่ที่แน่นอนและเป็นบ่อยคือ อาหารไม่ย่อย ไม่ ว่าจะไม่ย่อยเพราะกินมากไปเนื่องจากไปกินบุฟเฟ่ต์ที่ต้องเอาให้คุ้ม หรือบางครั้งไม่ได้กินมาก แต่มันมีสาเหตุว่าในอาหารมีสารที่ไปยับยั้งการย่อยอาหาร เช่น ถั่วลันเตาอบกรอบ คำถามว่า ทำไมเมื่ออาหารไม่ย่อยแล้วจึงทำให้ปวดหัวไมเกรนได้ปรกติแล้วอาหารที่ผ่านการย่อยในลำไส้เล็ก มักเหลือเพียงกากใยซึ่งเป็นส่วนของพืชผักที่ไม่ถูกย่อย เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในนั้นก็จะย่อยใยอาหารบางส่วนเป็นอาหาร จนเหลือส่วนที่ไม่มีใครย่อยได้ปนกับสิ่งอื่นๆ ออกเป็นอุจจาระ ท่านผู้อ่านอาจรู้สึกแปลกใจจนถึงอาจเกิดอาการกังวลถ้าทราบว่า ชนิดของแบคทีเรียที่มีได้ในลำไส้ใหญ่นั้นมากมายนัก ราว 300 ถึง 400 สายพันธุ์ ไม่ได้มีเฉพาะแลคโตบาซิลัส สายพันธุ์พิเศษที่สาวขายยา…บอกดอก ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่นั้นถูกกำหนดด้วยกากอาหารที่เราผ่านลงไป วันหนึ่งกินอาหารอย่างหนึ่งก็เหลือกากอาหารแบบหนึ่งลงไปทำให้แบคทีเรียสายพันธุ์หนึ่งเจริญ พออีกวันกินอาหารอีกแบบหนึ่งสายพันธุ์ของแบคทีเรียก็เปลี่ยนไป แบคทีเรียเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างกันไป บางชนิดช่วยกระตุ้นการดูดน้ำออกจากกากอาหารพอประมาณ ทำให้กลายเป็นอุจจาระที่สมบูรณ์แบบคือ ไม่แข็งโป๊ก หรือเหลวปิ๊ด แต่บางสายพันธุ์สามารถทำให้ท่านผู้อ่านหน้านิ่วคิ้วผูกโบว์ได้ในตอนเช้า เพราะการดูดน้ำออกจากกากอาหารมากไป หรือหน้าเซียวไปเลยถ้ามันเหลวเละเพราะแบคทีเรียไม่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ดูดน้ำออกจากกากอาหาร ดังนั้นการบริโภคอาหารที่มีกากใยที่แบคทีเรียย่อยได้ดีและเป็นแบคทีเรียที่ช่วยให้การดูดน้ำออกจากกากอาหารไม่มากเกินไป ช่วงเวลาเข้าห้องน้ำตอนเช้าก็จะสุขารมย์ปานยกภูเขาออกจากอก แต่ในกรณีที่มีอาหารที่ไม่ใช่กากใยจากผักผลไม้ผ่านลงไปด้วย เช่น กรณีที่อาหารพวกคาร์โบไฮเดรตไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก ผ่านลงไปลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียชนิดที่ใช้คาร์โบไฮเดรตชนิดนั้นได้ ก็จะเจริญมากขึ้นเป็นเสาหลักของลำไส้ใหญ่ ตัวอย่างเช่น กรณีที่ท่านผู้อ่านหลายท่านเลิกดื่มนมหลังจากที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว วันหนึ่งเกิดกลัวเป็นโรคกระดูกพรุนเร็ว เพราะโทรทัศน์เขาเตือนว่า วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง เลยรีบไปหามาดื่ม แล้วก็พบว่า ภายในคืนนั้นเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาจมีอาการถ่ายเหลวที่ไม่ใช่อาการท้องเสีย เพราะอุจจาระที่ถ่ายออกมาไม่ได้มีกลิ่นเหม็นแบบรุนแรง แต่เป็นกลิ่นปรกติของมัน ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปในไม่ช้า เหตุที่การกินนมหลังจากเลิกมานานแล้วทำให้ถ่ายท้องนั้น อธิบายได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนขาดเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตส เนื่องจากเอนไซม์นี้มีเฉพาะในผู้ใหญ่ที่ดื่มนมเป็นประจำมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ส่วนคนที่พอคิดว่าโตแล้วต้องเลิกดื่มนม เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นลูกแหง่ ร่างกายก็เลยเลิกสร้างเอนไซม์นี้เพราะเมื่อเลิกกินนมก็ไม่มีน้ำตาลแลคโตสจากนมไปคอยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ออกมาใช้ ดังนั้นเมื่อหวนกลับมาดื่มนมจึงไม่มีเอนไซมไปย่อยน้ำตาลแลคโตสเป็นพลังงาน แบคทีเรียที่มีในลำไส้ใหญ่ชนิดที่กินน้ำตาลแลคโตสได้ก็จะกินแทนแล้วปล่อยแก๊สเช่น ไฮโดรเจน ออกมาทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการท้องอืดท้องเฟ้อนั้นน่าจะส่งผลเนื่องไปถึงระบบประสาทที่สมอง ทำให้เกิดอาการไมเกรนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสารอาหารประเภทใดเหลือลงไปในลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียชนิดที่กินอาหารกลุ่มนั้นได้ก็จะ เจริญมากขึ้น และมักปล่อยแก๊สต่างๆ ออกมา เหม็นมากบ้าง น้อยบ้าง เช่น ถ้าเป็นอาหารพวกโปรตีนหลงลงไปลำไส้ใหญ่ แก๊สที่เกิดมักเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊สไข่เน่า ซึ่งท่านผู้อ่านจะประจักษ์ได้เลยว่า วันไหนได้กินอาหารมีโปรตีนสูงมากจนย่อยในลำไส้เล็กไม่หมด วันนั้นจะสร้างมลพิษในอากาศจนคนใกล้ตัวอยากฆ่าตัวตายหนีไปเลย เกริ่นมาเสียยาวเกี่ยวกับเรื่องอาการท้องอืดเฟ้อเพราะในฉลาดซื้อฉบับนี้ตั้งใจคุยถึงโฆษณาสินค้าที่จัดเป็นอาหารชิ้นหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์ใส่ถั่วขาว ความสนใจของผู้เขียนนั้นเริ่มที่ว่าในโฆษณานั้นมีการใส่กางเกงยีนของสตรีนางหนึ่ง ซึ่งถ่ายทำค่อนข้างเร็วจนผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า ตอนที่กางเกงยีนไม่เข้าที่นั้นเขาคงต้องใส่แต่ชั้นในชิ้นเดียวจึงได้เข้าไปในเว็บ www.adintrend.com เพื่อดูคลิปนี้ให้หายข้องใจ และก็พบความจริงว่าผู้แสดงโฆษณาใส่อะไรก่อนใส่กางเกงยีนที่ใส่ยากเย็นจนลิ้นแล่บออกมา ผลของการใส่กางเกงยีนยากนั้น ในโฆษณาวางเนื้อเรื่องให้เราคิดต่อไปว่า นางแบบคงรู้สึกตัวว่าอ้วนจึงคิดถึงผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้ผอมลงได้คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีการผสมถั่วขาวเข้าไป ก่อนทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ความสงสัยจึงเกิดขึ้นทันทีว่า ถั่วขาวคืออะไร และมันไปทำให้ผอมได้อย่างไรเข้าเน็ทไปก็พบว่า ถั่วขาว (White Kidney Beans) จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับถั่วเหลือง ถั่วปากอ้า ถั่วแขก และถั่วพูลักษณะเป็นฝักที่มีเมล็ดคล้ายรูปไต พบมากในเขตน้ำกร่อย ขึ้นได้ดีในดินเลนค่อนข้างแข็ง ออกดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี จากเว็บ www.foodsafetymobile.org ทำให้รู้ว่าถั่วขาวมีกำเนิดจากพื้นที่สูงแถวเม็กซิโกและกัวเตมาลา เป็นพืชขึ้นได้ดีในอากาศหนาวเย็นระหว่างเจริญเติบโต ในประเทศไทยนั้นก็มีการลองปลูกถั่วขาวบนพื้นที่สูงและพบว่าปลูกได้ดีทีเดียวแต่ไม่แพร่หลายเพราะเรานิยมกินถั่วเหลืองมากกว่า ถั่วชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงประมาณ 8-15 เมตร มีผลแบบงอกตั้งแต่ยังอยู่ บนต้น ผลสีเขียวยาว 1-1.4 ซม. กลีบเลี้ยงหุ้มผลรูปดาว กลีบโค้งกลับ มีการนำถั่วขาวมาแปรรูปทางด้านอุตสาหกรรมอาหารพร้อมบริโภคต่างๆ หลากหลาย เช่น ถั่วขาวในกาแฟและโกโก้ ซุปครีมถั่วขาว ถั่วขาวผสมคอลลาเจน ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศบรรจุกระป๋อง เป็นต้น สำคัญที่สุดคือ มีการสกัดสารสำคัญในถั่วขาวชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสซึ่งขับออกมาจากตับอ่อน (เพื่อย่อยแป้งในลำไส้เล็ก) ได้ถึง 66% ดังนั้นการกินสารนี้เข้าไปจะทำให้เกิดการสูญเปล่าในการกินอาหารแป้ง มีคำแนะนำว่าถ้าได้กินสารนี้ราว 500 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายจะได้รับพลังงานจากแป้งลดน้อยลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมันในร่างกายที่เกิดจากน้ำตาลในแป้งลดน้อยลง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมออกมาใช้มากยิ่งขึ้น ร่วมไปถึงยังลดระดับของไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายด้วย จึงทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องใช้วิธีอดอาหารหรือกินยาลดความอ้วน แต่โปรดอย่าลืมว่า สารสกัดบริสุทธิ์ 500 มิลลิกรัมนั้นไม่ทราบว่ามาจากถั่วขาวธรรมดากี่กรัมหรืออาจเป็นกี่กิโลกรัม ความจริงโทษสมบัติในการยับยั้งการย่อยแป้ง ตลอดจนโปรตีนและไขมันนั้น เป็นโทษสมบัติของถั่วดิบทั่วไป ตัวอย่างเช่น การทำนมถั่วเหลือง ถ้าต้มไม่สุก สารพิษที่ยับยั้งการย่อยสารอาหารนั้นจะส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากอาหารไม่ย่อย แต่แบคทีเรียย่อยแทนได้แก๊สออกมา จากเว็บ quackwatch.com นายแพทย์ Stephen Barrett ได้กล่าวถึงสารกลุ่มที่เป็น calorie blocker หรือสารยับยั้งการได้พลังงานจากอาหารแป้งว่า ในปี 2525 ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยาได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยราว 100 ราย ที่เกิดอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว และอาเจียน หลังจากบริโภคสารกลุ่มที่ยับยั้งการใช้แป้ง ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เติมสารดังกล่าวจึงได้ถูกเก็บออกจากตลาด อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดในสหรัฐอเมริกานั้น คงไม่ได้รวมเอาผลิตภัณฑ์ที่เติมถั่วขาวเข้าไปด้วยเพราะขณะนั้นคงยังไม่มีการพัฒนาขึ้นมา แต่อาการนั้นใกล้เคียงกับการได้รับสารพิษตามธรรมชาติจากถั่วดิบต่าง ๆ จึงมีคำถามว่า ถ้าถั่วขาวที่เติมลงในกาแฟ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สามารถออกฤทธิ์ได้จริงอย่างที่หวัง ผู้บริโภคจะถ่ายเหลว ผายลม ปวดท้องหรือไม่ เพราะอาการดังกล่าวมักเกิดเวลาท้องอืด ในทางตรงข้ามกัน ถ้าบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีถั่วขาวเป็นองค์ประกอบแล้ว ไม่เกิดอาการขายหน้าเลย ก็แสดงว่าปริมาณสารออกฤทธิ์จากถั่วขาวในผลิตภัณฑ์นั้นน้อยไป จนไม่ออกฤทธิ์ ดังนั้นการป้องกันการได้พลังงานจากอาหารแป้งที่กินเข้าไป ก็จะไม่ได้ผล อาจพอประมาณได้ว่า กินผลิตภัณฑ์ผสมถั่วขาวได้ผลลมหายใจออกข้างล่างแทน อยากพิสูจน์ต้องไปหาซื้อมากินสักครั้งในวันอาทิตย์ ซึ่งสามารถทำขายหน้าได้ที่บ้าน เพื่อดูว่าจะเกิดอาการตามที่สงสัยหรือไม่ สำหรับผู้เขียนเองค่อนข้างจะเชื่อในข้อสงสัยเรื่องการผลิตลม เพราะวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความเชื่อถือสูงคือ Science ชุดที่ 219 ฉบับที่ 4583 หน้าที่ 393-395 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง A bean alpha-amylase inhibitor formulation (starch blocker) is ineffective in man ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า อาหารที่มีสารพวกที่ทำหน้าที่ยับยั้งการย่อยแป้งซึ่งเรียกว่า starch blocker นั้นไม่มีผลอะไรในมนุษย์ ซึ่งบทความนี้ได้สรุปแบบฟันเสาธงเลยว่า this formulation has no effect on starch digestion in humans. ดังนั้นถ้าท่านบริโภคอะไรก็ตามที่ใส่ถั่วขาว ก็ขอให้บริโภคเพราะชอบในรสชาติก็แล้วกัน อย่าเพิ่งหวังอะไรมากนักเลย เดี๋ยวจะเสียใจภายหลัง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 151 ยำปลาเกล็ดขาวกับส้มโอ

นับแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา    ฝนเริ่มตกลงมาบ่อยขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่สภาพอาการณ์ทั้งแล้งและร้อนจัด  แต่ปริมาณฝนที่ตกลงมาหนักๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็สร้างความหวั่นวิตกอย่างมากให้กับคนทำนาเสมอๆ  นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นได้ชัดเจนถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้น พอย่างเข้าสู่เดือนสิงหาคม  ฝนเริ่มลงเม็ดลงมาบ่อยขึ้น   ฝน – มักถูกนำเป็นสื่อสัญญะที่บอกถึงความเย็นฉ่ำชื้น การมีชีวิตชีวา และการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ธัญญาหาร  แต่ในอีกด้าน มันก็กลายเป็นสัญญะของความทุกข์เศร้าและขมขื่นของการผลิตภาคการเกษตรอยู่ด้วย  โดยเฉพาะกับชาวนาปรังที่อาศัยน้ำในคลองชลประทานมากกว่าน้ำฝน ในช่วงเวลาที่ข้าวออกรวงจนใกล้เกี่ยวขาย  เมฆทะมึนที่ตั้งเค้าก็พาเอาคนปลูกข้าวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ได้เสมอ นอกจากจะต้องเลือกพันธุ์ข้าวที่มีช่วงอายุให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และช่วงเวลาการปล่อยน้ำเข้านาแล้ว  ต้นข้าวที่สูงเกินไปจะด้วยเพราะลักษณะประจำพันธุ์ หรืออัดปุ๋ยมากเกินไป ก็มีผลทำให้ต้นข้าวล้มระเนระนาด ยามลมฝนพัดกรรโชกนาทั้งทุ่ง    และหากมีฝนตกในช่วงก่อน ขณะ และหลังเกี่ยวข้าว  นั่นหมายถึงความเสียหายแบบเต็มๆ จากการที่ถูกกดราคารับซื้อข้าวจากโรงสี ที่ผู้ขายไม่มีโอกาสต่อรองหรือหลีกเลี่ยงได้เลย   ชาวนาหลายคนจึงมักอาศัยพิธีการบอกกล่าวเจ้าที่นาและเซ่นไหว้กันด้วยเหล้าขาวบ้าง  หมูชิ้นตอง(หมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นใหญ่)   หรือรายไหนที่ทำนาผืนใหญ่ก็อาจจะใจป้ำบนบานเจ้าไว้ด้วยหัวหมูทั้งหัว  เพื่อขอให้การปลูกข้าวตลอดปลอดโปร่งตลอดรอดฝั่ง ให้ได้เกี่ยว ได้ขายพอได้กำไร  - พิธีกรรมที่ยึดเหนี่ยวความสั่นไหวของจิตใจคนปลูกข้าวที่ต้องเพาะเลี้ยงไว้ให้กล้าแกร่งท่ามกลางความเสี่ยงและความเปราะบาง ฉันเคยนึกเล่นๆ ว่า  หากมีระบบการซื้อ-ขาย ข้าว แบบ CSA (Consumer Supporting Agriculture) ขึ้นมาจริงๆ ในประเทศไทย  พิธีไหว้-บนบาน เจ้าที่นาหรือแม่ธรณี จะถูกแปรเป็นพิธีกรรมที่มีราคาและขายได้ให้กับผู้บริโภคไปในรูปแบบไหนอย่างไรบ้าง?  New Social Media อย่าง FB หรือ Line จะมีการเรียกร้องให้ผู้บริโภคช่วยกันกด  like สนับสนุนให้กำลังใจและติดสินบนเจ้าที่นาอย่างแม่ธรณีกันกระหน่ำถึงกี่หมื่นกี่แสนไลค์หนอ?   ยำปลาเกล็ดขาวกับส้มโอ เครื่องปรุง  1.ปลาเกล็ดขาวตากแห้งทอดกรอบ   ½ ถ้วย    2.ส้มโอ รสเปรี้ยวอมหวาน  ½ ถ้วย   3.น้ำพริกเผา  1 – 2 ช้อนโต๊ะ   3.น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ  4.ตะไคร้ซอย  4 – 5 ต้น   5.หอมแดงซอย  4 – 5 หัว  6.ใบมะกรูดซอย  4 – 5 ใบ วิธีทำ  1.ละลายน้ำพริกเผากับน้ำให้เข้ากัน  แล้วคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงที่เหลือให้ทั่ว  จึงจัดลงจานเสิร์ฟ เคล็ดการปรุง ปลาเกล็ดขาวหรือปลาซิว ตากแห้ง  หากซื้อมาจากตลาดสดแล้วมีรสเค็มเกินไป  ให้ลองละลายน้ำเกลือ ½ ช้อนชากับน้ำ 2 - 3 ลิตร ใส่ลงในกะละมัง แล้วนำปลาลงแช่สัก 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆ เที่ยว จึงนำไปผึ่งแดดในกระชอน  ตากให้แห้ง เครื่องปรุงที่เพิ่มเติมลงไปได้อีกตามความชอบ  เช่น เมล็ดมะม่วงหิมพานต์  หมูแผ่นทอดกรอบ  กุ้งแห้งทอดกรอบ   ถั่วพูลวกซอยหยาบ  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 149 เต้าหู้ขาวญี่ปุ่นนึ่งซีอิ๊ว

ฉันกับแม่กลับเข้าบ้านมาถึงในตอนค่ำ ก็เห็น 2 สาวเพื่อนบ้านกำลังเขย้อเขย่งเก็บช่อดอกเข็มแดงริมรั้วบ้านเตรียมให้ลูกชายใช้ไหว้ครูพอดี  พอรู้ว่าเธอๆ จะใช้ไหว้ครู ฉันก็เดินไปที่กอมะเขือพวงที่กำลังออกดอก และตัดช่อของมันส่งให้เธอไปอีก 3 ช่อ กับคำถามในใจว่าเมื่อไหร่หนอบ้านเราเมืองเราจะมี   “วันนักเรียน” กะเขามั่ง  วันนักเรียนที่สอนให้นักเรียนรู้คิด ตั้งคำถาม  รู้วิธีหาคำตอบ  มีระบบการเรียนรู้ที่มากไปกว่าการเป็นเด็กดี  มีระเบียบวินัย สามัคคี  และเชื่อฟังคุณครู?   ปีนี้ฝนแล้ง มาล่าช้า และเริ่มมาตกชุกเอาช่วงต้นเดือนมิถุนายน  เข็มที่ได้น้ำจากน้ำประปาที่แม่รดทุกวันจึงไม่มีดอกช่อโตดกใหญ่มากอย่างทุกปี   ถัดมาก่อนหน้านี้ 2 วัน  ฉันเพิ่งพบกับเพื่อนชาวนาในทุ่งหน้าโคก ที่เก็บผักมาขายประจำในตลาดนัดวันจันทร์ ซึ่งเช้าวันนั้นพื้นดินลูกรังตลาดเนืองนองเฉอะแฉะหลังฝนกระหน่ำเสียจนหนำใจ  เราได้คุยกันสั้นๆ เรื่องการเตรียมทำนาขอเธอ   เธอว่า ปีนี้ฝนมาช้า จนทำให้ข้าวต้องหว่านช้าไปกว่าเดิม  กว่าจะหว่านได้นั้นเธอรอทั้งน้ำในลำรางให้เขาปล่อยมาและฝน ก็ยังไม่ได้มาดังใจ  ระหว่างนี้ได้พบชาวนาหลายคนที่ต้องไปขอมิเตอร์ไฟฟ้าจากสำนักงานการไฟฟ้าฯ  และเสียค่าเช่าหม้อไฟถึงคนละ 8,000 บาท เพื่อติดตั้งเครื่องไฟฟ้าสูบน้ำเข้านา  ส่วนเธอต้องจ่ายค่าพิเศษให้เจ้าหน้าที่ไป 500 บาท เธอว่า “คนมันต่อคิวกันเยอะ เราอยากได้ไว  ถ้าไม่งั้นเรารอนาน ข้าวเราก็ไม่ได้ปลูกสักที” เงินที่เธอต้องลงทุนเพิ่มในการทำนาเที่ยวนี้  ยังไม่รู้ว่าจะได้รับคืนมาเป็นผลกำไรหรือไม่นั้น คงต้องรอดูตอนช่วงเก็บเกี่ยวต้นเดือนกันยายนปีนี้กันอีกที  เธอว่ายังดีที่หลังเลิกใช้งานแล้วคืนหม้อไฟ จะได้รับเงินคืนกลับมา 6,000 บาท  แต่นั่นก็อีกเกือบ 4 เดือนเชียวแหละที่ต้องรอดูกันต่อ ดูเหมือนเป็นชาวนาต้องรอนั่น รอนี่ และมีเรื่องให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอยู่เสมอ ... นั่นสินะ  หากรอให้น้ำท่าดีสมบูรณ์ในภาวะที่แล้งจัดแบบนี้  ก็คงยังอีกนานกว่าจะได้ลงมือตีเทือก หว่านข้าวปลูก   ครั้นพอลงมือหว่านทำนาแล้วก็ต้องมาคอยดูด้วยใจระทึกต่อไปว่า ฝนที่เริ่มตกชุกจนอดหวั่นไหวไม่ได้ว่าปีนี้จะน้ำมากจนมาท่วมข้าวก่อนเกี่ยวเหมือนปี54 กันอีกหรือเปล่านั้น  มันเป็นความทุกข์ที่คนทำนาต้องอดทนแบกรับ   มาเรื่องกินกันดีกว่า – วันนี้ว่าด้วยเมนูเต้าหู้ขาว กินแบบเบาๆ สบายๆ   เครื่องปรุง 1. เต้าหู้ขาวญี่ปุ่น 1 ชิ้น   2.เห็ดเข็มทอง  100 กรัม   3.ต้นหอม  2 – 3 ต้น หั่นท่อน   4.สาหร่ายญี่ปุ่น แช่น้ำจนพองตัวแล้วสรงขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ  1/3 ถ้วย   5.ขิงซอย 1 แง่ง (ขยำน้ำเลือกแล้วล้างออก 2 ครั้ง)   6.พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ 2 เม็ด   7.ซีอิ๊วขาว  2 ช้อนโต๊ะ   8.น้ำมันงา  1 ช้อนโต๊ะ   9.งาคั่วบุบหยาบ  1 ช้อนโต๊ะ  10.น้ำตาลทรายตัดรสเค็ม ปลายช้อน  11.หมูสามชั้นหั่นเรียง (ใส่หรือไม่ – แล้วแต่ชอบ)   วิธีทำ เรียงสาหร่ายบนจานกระเบื้องทนไฟ  หั่นเต้าหู้ขาวญี่ปุ่น เป็นก้อน 3 เหลี่ยมมุมฉากวางบนสาหร่าย   โรยด้วยเครื่องปรุงที่เหลือ แล้วนำไปนึ่งเตาไฟแรงๆ นาน 10 นาทียกลง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 184 ปิดผมขาวอย่างปลอดภัย

ไม่ว่าใครต่างก็ไม่อยากแก่ ทำให้สัญลักษณ์ความสูงวัยอย่างผมหงอกเป็นเรื่องที่ต้องหาทางปกปิด ซึ่งวิธีที่คนส่วนใหญ่นิยมก็หนีไม่พ้นการใช้น้ำยาปิดผมขาว เพราะน้ำยาดังกล่าวสามารถช่วยให้ผมกลับมาดำได้รวดเร็วทันใจ แต่ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าน้ำยาปิดผมขาวมีหลากหลายประเภท ซึ่งเราควรเลือกซื้อเลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัยไปดูกันเลยมารู้จักผมขาวกันก่อนผมขาวหรือผมหงอก เกิดจากการที่ส่วนของเส้นผมชั้นกลาง (Cortex) หยุดสร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมกลายเป็นสีขาว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้นหรือตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามหากพบว่าอายุยังน้อยแต่มีผมขาวจะถือว่าเป็นความผิดปกติ เรียกว่าอาการผมหงอกก่อนวัย ซึ่งสามารถมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ การขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็น อาการของโรคต่างๆ หรือการใช้ยาบางชนิดก็สามารถส่งผลให้ผมขาวได้เช่นกันมารู้จักน้ำยาปิดผมขาวกันบ้างแม้ปัจจุบันน้ำยาปิดผมขาวมีมากมายหลายยี่ห้อ แต่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทยาย้อมผมชนิดถาวร โดยน้ำยาจะประกอบไปด้วย ครีมสีและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ซึ่งสารเคมีทั้งสองชนิดสามารถซึมลึกเข้าไปถึงเส้นผมชั้นกลางได้ เพื่อทำให้เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีดำและให้น้ำยาสามารถติดทนอยู่บนเส้นผมได้นานขึ้น อย่างไรก็ตามสารเคมีดังกล่าวเป็นตัวการสำคัญ ที่สามารถทำให้เราเกิดอาการแพ้ ผื่นคัน หรือผิวหนังอักเสบได้ เพราะตัวยาสำคัญของครีมสี คือสารพาราฟีนีลีนไดอะมีน (PPD) และพาราโทลูไดอะมีน (PTD) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และผิวหนังอักเสบ เช่น เกิดผื่นแดง อาการบวมรอบนัยน์ตา ผื่นคัน และหากแพ้มากอาจทำให้หายใจลำบากได้ ส่วนสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะทำหน้าที่กัดสีผม เพื่อให้เส้นผมมีสีอ่อนลง สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ทำให้ผมแข็งกระด้าง ทำลายเม็ดสีผมตามธรรมชาติ กลายเป็นยิ่งย้อมก็ยิ่งหงอกเร็วกว่าเดิมได้ นอกจากนี้หากเราใช้แอมโมเนีย ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างเพื่อให้สีติดผมดีขึ้น ก็สามารถทำให้ผมเสียหลุดร่วงได้เช่นกัน แนะวิธีเลือกน้ำยาปิดผมขาวเพื่อป้องการอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น การเลือกน้ำยาปิดผมขาวให้ปลอดภัยต่อหนังศีรษะจึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งวิธีเลือกน้ำยาปิดผมขาวให้ปลอดภัยเราสามารถทำได้ดังนี้- เลือกผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีฉลากภาษาไทยและได้รับมาตรฐาน อย .- ทดสอบการแพ้น้ำยาก่อนใช้ทุกครั้ง โดยการป้ายน้ำยาปิดผมขาวจำนวนเล็กน้อยลงบนท้องแขน เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชม.ซึ่งหากพบว่าไม่เกิดอาการแพ้ใดๆ ก็สามารถใช้ต่อได้ และเช็ดออกด้วยน้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออย- เนื่องจากสารเคมีอย่างพาราฟีนีลีนไดอะมีน และพาราโทลูไดอะมีน สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย เราจึงควรหลีกเลี่ยง โดยสามารถเปลี่ยนไปใช้น้ำยาปิดผมขาวที่ไม่ใส่สารเคมีดังกล่าว เช่น ใช้สมุนไพรอย่าง เทียนกิ่ง (เฮนน่า) ดอกคาโมมายด์ย้อมผมแทน ซึ่งสีจากสมุนไพรจะเคลือบติดบนเส้นผมชั้นนอกเท่านั้นทั้งนี้เราสามารถผสมสมุนไพรดังกล่าวด้วยตนเอง หรือซื้อแบบสำเร็จรูปก็ได้ แต่ควรสังเกตฉลากให้ดีก่อนว่ามีสารเคมีหรือไม่  เพราะบางยี่ห้ออาจหลอกลวงผู้บริโภคด้วยการใส่สารเคมีเพื่อช่วยให้สีผมดำ เนื่องจากสมุนไพรดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ผมสีดำสนิทได้ เพียงแค่ทำให้เข้มขึ้นเท่านั้น - ควรเว้นระยะห่างการย้อมผมให้นานกว่า 2 เดือน เพื่อให้หนังศีรษะฟื้นฟูจากการทำเคมี หรือแม้แต่การใช้สมุนไพร เราก็ไม่ควรทำบ่อยเพราะสามารถทำให้เส้นผมแห้งหรือหยาบกระด้างได้ และทุกครั้งที่ย้อมผมก็ไม่ควรหมักผมทิ้งไว้เกินคำแนะนำที่ระบุไว้ข้างกล่อง เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือผมร่วงได้- นอกจากนี้เราควรหลีกเลี่ยงการย้อมผม เมื่อหนังศีรษะมีรอยถลอก เป็นแผล หรือโรคผิวหนังเพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไม่ใช้ยาย้อมผม ย้อมขนตาหรือขนคิ้ว เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ข้อมูลอ้างอิง: http://www.mfu.ac.th/school/anti-aging/admin/uploadCMS/research/FcWed10439.pdf

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 176 อยากผิวขาวใสทำอย่างไรดีนะ

กระแสผิวขาวยังคงแรงดีไม่มีตก สาวๆ ส่วนใหญ่ต่างพากันหาสารพัดวิธีเนรมิตผิวสวย แหล่งข้อมูลหลักก็หนีไม่พ้นรีวิวจากในอินเทอร์เน็ต บ้างทำตามแล้วก็สมหวังแต่บางคนอาจเสียสวย ต้องรีบหาวิธีทำให้ผิวกลับมาเป็นอย่างเดิม อย่างวิธีฮิตล่าสุดการ “ลอกผิว” เพื่อให้ผิวขาวใส จะได้ผลลัพธ์สมใจหรือเสียใจอย่างไรเรามีข้อมูลมาฝากค่ะ ทำความรู้จักกับผิวหนังกันก่อนแม้ผิวหนังของเรามีความแตกต่างกัน แต่มีหน้าที่หลักในการทำงานเหมือนกันคือ ช่วยปกป้องอวัยวะภายในร่างกาย ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการกระแทก แสงแดด หรือเชื้อโรคต่างๆ ช่วยรับรู้การสัมผัสและควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ แล้วเราจะลอกผิวหนังออกไปเพื่ออะไรผิวหนังชั้นนอกสุดของเราจะมีกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเก่า และสร้างเซลล์ใหม่ออกมาอย่างสม่ำเสมอเรียกว่า ขี้ไคล ซึ่งการขัดผิวหรือลอกผิวก็จะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วเหล่านี้ออกไป ทำให้ดูเหมือนว่าสีผิวของเราขาวขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามเนื่องจากผิวของเรามีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว หากมีการขัดถูหรือลอกผิวบ่อยครั้ง ก็ทำให้ผิวของเราเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ผิวหนังแห้งแตก ลอกเป็นขุยได้ หรือสารเคมีเหล่านั้นก็อาจเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น มีผลระยะยาวให้ผิวหยาบกร้าน มีรอยด่างดำและเหี่ยวย่นได้ ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่า ในทางการแพทย์มีวิธีการลอกผิวด้วยสารเคมีที่มีความปลอดภัยมานานแล้ว โดยใช้ลอกเพื่อรักษาผู้ที่มีปัญหาผิวหน้า เช่น หลุมสิว ฝ้า ภาวะสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะการนำกรดต่างๆ มาใช้เพื่อลอกผิวเอง เพื่อทำให้ผิวชั้นนอกลอกออกมาเป็นแผ่น เป็นกรดที่ไม่มีความปลอดภัยสามารถทำให้ผิวไหม้ได้ เช่น การใช้น้ำกรดผสมสารปรอทลอกผิว ซึ่งผู้ใช้จะไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะมีการใส่ยาชาลงไปด้วย หรือการใส่สีต่างๆ เพื่ออวดอ้างสรรพคุณว่าเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย โดยหากใช้น้ำยาพวกนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ผิวหนังชั้นนอกก็จะตายไปด้วย ทำให้เมื่อเจอกับแสงแดดผิวก็จะกลับมาดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนปกติ หรือกรณีที่รุนแรงกว่านี้ผิวหนังก็อาจส่งผลให้ผิวเกิดแผลไหม้และติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตามคำโฆษณาส่วนใหญ่ มักบอกว่าการลอกผิวปลอดภัย เพราะใช้กรด  AHA หรือกรดผลไม้มาลอกผิวนั้น พบว่าแม้กรดดังกล่าวจะมีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดผิวชั้นนอกออกไป ช่วยผิวกระจ่างใส ริ้วรอยและจุดด่างดำจางลงได้ แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรส่วนผสมอื่นๆ ในครีมลอกผิวเหล่านั้นจะได้มาตรฐาน หรืออยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เข้มข้นสูงเกินไป เพราะการใช้กรด  AHA ลอกผิวเป็นเวลานานสามารถทำให้ผิวบางลง ทำให้ได้รับอันตรายจากแสงแดดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้สำหรับการลอกผิวจุดเล็กๆ เช่น การนำหอมแดงมาแต้มสิว เพื่อทำให้รอยจุดด่างดำจากสิวหายไป  ก็พบว่ายังไม่มีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อของกระเทียม หอมแดง หรือหอมหัวใหญ่ แม้ช่วยลดจุดด่างดำ เนื่องจากกรดจะลอกเนื้อเยื่อที่ตายออก แต่ก็สามารถส่งผลให้ผิวหนังระคายเคืองได้ จึงต้องระมัดระวังปริมาณการใช้ และตรวจสอบสภาพผิวของตนเองก่อน หากใช้ไปนานๆ อาจทำให้ผิวหน้าบาง เมื่อถูกแดดจะทำให้หน้าแดงและอักเสบ หรือเกิดฝ้าได้ง่ายควรดูแลผิวอย่างไร ให้ขาวปลอดภัยสบายใจไปนานๆการดูแลให้ผิวสวยใสควรปฏิบัติควบคู่กันไปทั้งภายในและภายนอก โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือการรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวและสุขภาพ ควรดูแลตัวเองจากปัจจัยภายนอกด้วย เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เร่งให้ผิวเสียด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือไม่ยอมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน นอกจากนี้ควรมีการขัดผิวอาทิตย์ละครั้งเพื่อกำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ด้วยวิธีที่ปลอดภัยอย่างสมุนไพรประจำบ้านเรา เช่น มะขามเปียก เนื่องจากมีกรด AHA ที่จะช่วยลอกผิวหนังชั้นบนที่ตายออก ทำให้รอยแผลเป็นจางลงได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อยๆ เพราะอาจทำให้ผิวบางและไวต่อแสงแดด หรือใช้ขมิ้นชันขัดตัว เพราะมีคุณสมบัติยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน จึงสามารถทำให้สีผิวกระจ่างใสขึ้นได้ แม้วิธีต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่เห็นผลทันใจเหมือนวิธีลัดอย่างการลอกผิวด้วยสารเคมี แต่ก็ปลอดภัยและสวยในชาตินี้ไปได้นานๆ เพราะคงไม่มีใครอยากได้ผลแทรกซ้อนจากการลอกผิวด้วยสารเคมี อย่างผิวสวยเปลี่ยนสี เกิดรอยดำรอยไหม้ หรือติดเชื้อแบคทีเรียหรอก จริงไหมคะ*อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล / สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 151 นิยามสวยอันตราย ผิวขาว นมใหญ่

หลังได้รับแท็กในเฟสบุ๊คของบรรดาเน็ตไอดอล และพริตตี้ทั้งหลายเข้าบ่อยๆ  ก็ถึงกับมึนและคิดว่าเราคงเกิดเร็วไปจนไม่ค่อยเข้าใจกับนิยามความสวยของสาวสมัยนี้นัก(ของเรามันสวยอย่างฉลาด) สั้นๆ เลยค่ะ “ผิวขาว นมใหญ่”  แล้วยิ่งมีช่องทางสื่อสารในโซเชียลมีเดียที่ควบคุมแสนยากเย็นเข้าด้วย สาววัยใสสมัยนี้จึงได้กลายเป็นเหยื่อของพวก “ไม่มีสำนึกดี” ไปได้ง่ายๆ Key Word สำคัญในการโฆษณาล่อลวง ที่จับได้คือ ขาวใส เห็นผลไว ไม่เกิน 7 วัน พิสูจน์ได้ โดยสร้างความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีบอกเล่าผ่านการรีวิวสินค้าหรือถ่ายรูปคู่กับสินค้า โดยบรรดาพริตตี้สาวขาวใสทั้งโนเนมและชื่อดัง บางแบรนด์ที่ขายดีมากก็ลงทุนโฆษณาในรายการโทรทัศน์ที่วัยรุ่นนิยมตอกย้ำไปด้วย      ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมาในรูปแบบของครีมทาหน้า โทนเนอร์ หรือสบู่ฟอกผิว ครีมทาหน้าจะฮิตสุด เพราะขั้นตอนการผลิตไม่ยาก ทำเองแบบบ้านๆ ก็ได้(กวนครีมเอง) หรือไปว่าจ้างโรงงานผลิตให้ ว่ากันว่า มีโรงงานที่รับผลิตสินค้าประเภทครีมหน้าขาวอยู่หลายโรงงาน มีสูตรครีมหน้าขาวให้เลือกหลายสูตรด้วย ว่ามาเลยว่า ผู้ว่าจ้างผลิตต้องการแบบไหน มีตั้งแต่ราคา(ครีม) กิโลกรัมละไม่กี่ร้อยบาท เรื่อยไปจนกิโลกรัมละเหยียบหมื่น จากนั้นก็นำมาติดแบรนด์ตัวเองเข้าไป จะไปจดแจ้ง อย. หรือไม่ ก็แล้วแต่ว่า จะมีประโยชน์ต่อการขายไหม ทำการตลาดแบบถึงเนื้อถึงตัวหน่อย สินค้าก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยิ่งผลิตภัณฑ์ให้ผลเร็วจริงตามโฆษณา เจ้าของแบรนด์ก็รวยไม่รู้เรื่อง   แต่ความจริง โลกนี้มันโหดร้าย ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ขาวใสได้แบบทันที ทันใจและปลอดภัยนั้น ไม่มีอยู่จริง ขาวไวน่ะมีแต่ไม่ปลอดภัย เพราะเขาใช้สารที่เป็นอันตรายและส่งผลให้หน้าเราจากพังทั้งสิ้น   ความจริงเรื่องไวท์เทนนิ่งครีม ไวท์เทนนิ่งครีมหรือครีมหน้าขาวเป็นเครื่องสำอางที่จะใส่สารสำคัญบางตัวที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีให้กับผิวหนัง หรือบางตัวช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวหนัง ผลคือเมื่อทาครีมไประยะหนึ่งผิวจะค่อยๆ ขาวขึ้นได้ โดยสารสำคัญที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายตัว เช่น โคจิกแอซิด อาร์บูติน วิตามินซี กรด AHA และสารสกัดจากสมุนไพร เช่น มะหาด(ฮิตอยู่พักใหญ่) สารพวกนี้ถ้าใส่ในเครื่องสำอางอย่างเหมาะสม(มีกรรมวิธีการผลิตที่ดี) จะทำให้ผิวค่อยๆ ขาวขึ้นได้จริง โดยมีผลข้างเคียงต่ำ แต่ถ้านำสารพวกนี้มาผสมแบบตามใจฉัน มันก็เหมือนกินอาหารที่ทำไม่สะอาด มั่วๆ ไป ผลคือคุณท้องเสีย ถ้าเป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวหน้า ผลก็คือ หน้าพัง    หรือบางทีก็ไม่ได้ใส่สารไวท์เทนนิ่งอะไรจริงๆ แค่หลอกคนซื้อว่าผสมลงไปก็เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วใส่สารอันตรายผิดกฎหมายแทน อย่างสารปรอท รัฐสุ่มตรวจตัวอย่างครีมหน้าขาวทีไร เจอทุกที (คงเพราะมันถูกและหาซื้อไม่ยากล่ะมั่ง) อันนี้อันตรายระดับหน้าพังถาวรแท้   โดสเร่งขาว ตอนนี้ในกระแสขาวใสต้องนี่เลย กรด AHA (ช่วงนี้มาแรง) ภายใต้ชื่อการขายว่า “โดสเร่งขาว” ระบุเป็นหัวเชื้อกรด AHA ขายขวดละ 40 30 20 ต่ำกว่า10 บาทก็มี  วิธีการใช้คือให้หยดลงในครีมทาผิว ทาหน้าที่ใช้ประจำ หรือใช้หัวเชื้อนี้ทาที่ผิวโดยตรง โห! ช่างกล้าขายและคนที่ซื้อก็ช่างกล้าใช้ นี่มันคือการละเลงน้ำกรดลงบนผิวตัวเองแท้ๆ “หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมโดยเติมกรด AHA ร้อยละ 70 จริงถือว่ามีความเข้มข้นอย่างมาก ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ปวดแสบร้อนเหมือนผิวไหม้ และการใช้เป็นเวลานาน จะทำให้ชั้นผิวบางลง เมื่อผิวบางลงทำให้เกิดอาการอักเสบง่าย เกิดซ้ำๆ บ่อยๆ ระยะยาว โอกาสที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังก็สูง ที่สำคัญหากนำมาใช้บริเวณที่ผิวบอบบาง เช่น รอบดวงตา หากกระเด็นถูกก็อาจทำให้ตาบอดได้” นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาการ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  ได้แถลงข่าวเตือนภัยไปเมื่อเร็วๆ นี้ การใช้กรดลอกหน้า ลอกผิวมีการทำมานานแล้วในคลินิกความงามแต่จะควบคุมการใช้โดยแพทย์ผิวหนัง ต่อมาเริ่มมีงานวิจัยมากขึ้นพบว่า กรด AHA ไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหน้าคนเอเชียหรือคนผิวดำคล้ำ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำ ไม่สม่ำเสมอ(ผิวกระดำกระด่าง) แล้วตามธรรมชาติยิ่งผิวได้รับการกระตุ้นให้ผลัดผิวบ่อยๆ เข้า ร่างกายก็จะทำตรงข้ามคือชะงักหรือชะลอการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ที่มาของโดสเร่งขาว ด้วยกรด AHA นี้ เล่ากันว่า เป็นการตั้งชื่อเพื่อเลียนแบบผลิตภัณฑ์หน้าใสที่ใส่สารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ ตัวหนึ่งที่ราคาค่อนข้างแพง) คือ อาร์บูติน ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการหน้าขาวใส ในเครื่องสำอางแบรนด์ดังราคาแพง หรือที่เรียกว่า เคาน์เตอร์แบรนด์ ถ้าโฆษณาว่าหน้าเด้ง หน้าใส ตัวนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง โดยหลักการอาร์บูติน จะไประงับการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง เรียกว่า โจมตีที่เป้าหมายโดยตรง เมื่อเม็ดสีไม่ทำงาน ผลก็คือผิวค่อยๆ ขาวขึ้น (คนละแบบกับกรด  AHA ที่ไปเร่งการลอกเซลล์ผิวหนัง) อาร์บูติน ตามโครงสร้างทางเคมีจัดเป็นอนุพันธ์ของสารพวกไฮโดรควิโนน แต่ไม่มีผลข้างเคียงมากเท่ากับไฮโดรควิโนน จึงไม่อยู่ในกลุ่มสารเคมีควบคุม แต่อาร์บูติน ก็มีหลายชนิด ทั้ง เบต้า อาร์บูติน(Beta Arbutin) อัลฟ่า(Alpha Arbutin) และ ดิออกซี่ อาร์บูติน(Deoxy Arbutin) ซึ่งมีข้อเด่น ข้อด้อยต่างกันไป (ไว้จะมาขยายความในคราวถัดๆ ไป)แต่อาร์บูติน แม้มีข้อดีมาก แต่หากนำมาผลิตเป็นเครื่องสำอางแบบไม่สนใจอะไร จากผลดีก็สามารถกลายเป็นผลร้ายได้เช่นกัน ดังนั้นสาวๆ ทั้งหลาย(รวมถึงหนุ่มๆ ด้วย) โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์หน้าขาวสักหน่อย ไม่ใช่ว่าเขาโฆษณาอะไรว่าดี ก็เที่ยวเอาหน้าตัวเองไปทดลอง กะว่าจะสวย หล่อ เหมือนคนที่อ้างว่า ใช้แล้วได้ผล คุณเชื่อเขาเหรอ? ว่าเขาใช้จริง ไว้คราวหน้า มาต่อด้วยเรื่องนมโตกัน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 133 ผมขาวผมหงอก

  สีเส้นผมเกิดจากเม็ดสีซึ่งรากผมสร้างขึ้นมา ทำให้เส้นผมมีสีต่างๆ ตามพันธุกรรม ถ้าเม็ดสีมีมากและเข้มข้น เส้นผมจะเข้ม แต่ถ้าเม็ดสีถูกสร้างมาน้อย สีเส้นผมก็จะอ่อน ระดับของเม็ดสีของเส้นผมจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของร่างกาย ธรรมชาติของสีผมมีทั้งสีดำ เช่น คนเอเชีย สีน้ำตาลและสีบลอนด์ เช่น ชาวตะวันตก สีเส้นผมจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับพันธุกรรม และสีผิวกับสีนัยน์ตา เส้นผมสีดำนับเป็นสีที่พบมากที่สุดของคนทั่วโลก รองลงมาคือผมสีน้ำตาลซึ่งพบทั่วไปในทวีปยุโรป เส้นผมสีดำโดยทั่วไปมักจะประกอบด้วยเม็ดสีเข้มข้นน้อยกว่าผมสีอื่นๆ สีดำของเส้นผมโดยธรรมชาติมีหลายเฉดสี ตั้งแต่สีดำจัดคล้ายผงถ่าน ดำอ่อน ดำน้ำตาล จนถึงดำน้ำเงิน ผมสีเทาและผมสีขาว ผมสีเทาหรือสีขาว หรือที่เรียกว่าผมหงอก ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นไม่ได้มีสาเหตุจากการสร้างเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีดำ แต่เกิดจากการที่รากผมไม่สร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นผมสีขาวหรือเทาเงินเมื่อสะท้อนแสง ผมสีเทาหรือขาวมักเกิดขึ้นเมื่อคนเรามีอายุสูงวัย แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 10 ปี ด้วยต้นเหตุเดียวกันคือรากผมไม่สร้างเม็ดสีให้เส้นผม ทำให้เส้นผมไม่มีสี ในบางกรณีผมสีเทาอาจเกิดได้จากโรคต่อมไทรอยด์ หรือในคนที่ร่างกายขาดวิตามินบี12 จากงานวิจัยปี ค ศ.2005 ในวารสารการแพทย์พบว่าคนเอเชียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวตั้งแต่อายุปลาย 30 ส่วนฝรั่งหรือชาวตะวันตกจะพบผมเริ่มขาวตั้งแต่อายุ 35 แต่ชาวอัฟริกัน-อเมริกันจะพบผมขาวได้ช้ากว่าเมื่ออายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีสีผิวและเส้นผมเป็นสีเผือกนั้นมีสาเหตุจากเม็ดสีทั่วร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมีน้อยมากนั่นเอง ความเข้าใจที่ว่าถ้าดึงเส้นผมหงอกออก 1 เส้น ผมหงอกจะงอกขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นความเข้าใจที่ไม่มีมูลทางวิทยาศาสตร์ ปัจจัยที่มีผลต่อสีผมธรรมชาติ 1. อายุ เด็กทารกแรกเกิดสีผมจะอ่อน และจะค่อยๆ ดำเข้มขึ้นตามวัยจนถึงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของสีผมจะเป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่ออายุเจ้าของสูงวัยขึ้นจนเป็นผมสีเทาหรือสีดอกเลาหรือสีผมหงอก บางคนเกิดมาก็มีผมขาวทั้งหัวซึ่งเป็นไปตามพันธุกรรมก็มี 2. สาเหตุทางการแพทย์ เช่น คนที่มีปัญหาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด ทำให้เส้นผมด่างขาวเป็นกลุ่มๆ คนที่มีปัญหาร่างกายขาดสารอาหาร มีผลทำให้เส้นผมไม่แข็งแรง ผมเส้นบางและเบา สีผมอ่อนและขาวไวกว่าอายุ เส้นผมที่ดำอาจเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาลแดงคล้ายกากมะพร้าวเนื่องจากรากผมไม่สามารถผลิตเม็ดสีได้ปกติ หากร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและแข็งแรง สภาพเส้นผมจะกลับคืนมีชีวิตชีวาได้ในกรณีนี้ อีกกรณี เช่น คนที่มีปัญหาโรคโลหิตจางหรือซีด อาจมีผลทำให้เกิดเส้นผมขาวหรือหงอกได้เร็วเพราะรากผมขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงหรือไม่เพียงพอ นอกจากนี้ทางการแพทย์ยังมีข้อสังเกตว่า คนที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี และมีเส้นผมขาวแต่มีขนคิ้วดำ มีสถิติว่าจะมีโรคเบาหวานร่วมด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกันที่มีผมขาวและขนคิ้วสีขาวไปด้วยกัน   3. ปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น- คนที่สูบบุหรี่จะมีแนวโน้มของผมขาวเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 4 เท่า - ผมขาวบางครั้งอาจค่อยๆ ดำขึ้นเมื่อร่างกายมีอาการอักเสบและกินยาบางชนิดร่วมด้วย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายต่อยารักษา- คนที่อยู่ในเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้ร่างกายตกใจหรือเสียใจอย่างรุนแรง ทำให้รากผมชะงักการเจริญเติบโตชั่วคราวและผมร่วงเป็นกระจุก อาจทำให้เห็นผมหงอกได้เร็วเสมือนหนึ่งผมหงอกชั่วข้ามคืน- เมื่อคนเราอายุ 30 เส้นผมจะหงอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ทุกๆ 10 ปี- คนที่ทำงานหนักเกินไป ร่างกายพักผ่อนน้อย รวมทั้งการรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ทำให้การเจริญเติบโตของรากผมไม่แข็งแรง นอกจากเส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว การสร้างเม็ดสีก็ลดน้อยลง ทำให้เส้นผมขาว 4. เป็นที่น่าเสียใจว่า ไม่พบว่ามีอาหารชนิดพิเศษอย่างหนึ่งอย่างใด หรืออาหารเสริมพิเศษชนิดใด รวมทั้งไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ว่าโปรตีนเสริมหรือวิตามินใดๆ ที่สามารถเสริมเพื่อชะลอหรือยับยั้งการเกิดผมสีขาวหรือผมหงอกได้   คุณค่าอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์บำรุงให้เส้นผมแข็งแรง วิตามินเอ จำเป็นต่อสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมที่แข็งแรง พบทั่วไปในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้สีผมและสีเหลือง วิตามินบี ช่วยควบคุมการหลั่งของน้ำมันธรรมชาติเพื่อหล่อลื่นเส้นผมให้เงางามและชุ่มชื้น พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ กล้วย โยเกิร์ต และธัญพืช แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง ได้จากแหล่งอาหาร เช่น เนื้อแดง เนื้อไก่ ไข่แดง อาหารทะเล และธัญพืช โปรตีน ช่วยบำรุงให้เส้นผมเงางามและมีความยืดหยุ่นดี ไม่ขาดตอน พบทั่วไปในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ ฯลฯ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 177 อยากขาวแบบสยอง ขอเชิญลองสบู่คลอรีน

 “ขาหนีบ ตัวโคตรดำ ต้องลอง ก้อนเดียวเอาอยู่ ขาวสะอาดอย่างปลอดภัย เด็กห้าขวบก็ยังใช้ได้” ข้อความโฆษณาสบู่ที่แชร์กันว่อนในอินเตอร์เน็ต กระตุ้นความสนใจของคนที่กระหายอยากผิวขาวได้มาก แต่ที่น่าสนใจคือ สบู่ชนิดนี้มันมีอะไรดีหรือ ผู้ขายถึงบอกว่าใช้แล้วขาวจริง และยังอ้างว่าปลอดภัยเมื่อนำมาใช้ในเด็กอีกด้วย ผมพยายามติดตามหาข้อมูลสบู่ชนิดนี้ในจังหวัด ก็ยังไม่พบว่ามีการขาย แต่เมื่อลองเข้าไปค้นในอินเตอร์เน็ตกลับพบว่า มีการโฆษณาสบู่ชนิดนี้มากมาย สบู่ชนิดนี้ใช้ชื่อว่า “สบู่คลอรีน”  ยิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีก เพราะเท่าที่ทราบคลอรีนเป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อโรค และมีผลในการฟอกสี  ซึ่งปกติจะใช้กับสิ่งของ เช่น น้ำยาฟอกขาว แต่กับผิวหนังอันบอบบางของมนุษย์  ยังไม่เคยมีการนำมาให้ใช้ เพราะน่าจะเกิดอันตรายต่อผิวหนัง   หลังจากนั้นไม่กี่วัน  ก็เกิดกระแสที่ผู้คนพูดถึงกันมาในโลกอินเตอร์เน็ต มีการแชร์ขายทางออนไลน์กันมาก  จนในที่สุดทีมข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ได้นำสารคลอรีนไปให้อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ทดสอบ จึงพบค่าความเป็นกรด-ด่าง ของสารคลอรีนที่นำมาทดสอบนั้น ใกล้เคียงกับค่าความเป็นกรด-ด่าง ในสบู่คลอรีน ที่แชร์ขายในโลกออนไลน์  โดยมีค่าความเป็นกรดมากถึง 4.2  ซึ่งเป็นค่าที่สามารถกัดผิวคนให้ขาวได้ แต่ที่น่ากลัวคือ มันจะทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังและยังระคายเคืองกัดเยื่อบุตาอีกด้วย และในแง่วิชาการยังเป็นห่วงว่า หากใช้ต่อเนื่องไปนานๆ นี้คลอรีนอาจจะเร่งอนุมูลอิสระในร่างกายสะสมเป็นเวลานาน เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งได้ ไม่ใช่แค่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในห้องแลบเท่านั้น  ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังยังได้ออกมาเตือนว่า “โดยทั่วไปแล้วคลอรีนจะมีฤทธิ์กัดกร่อนมาก หากนำมาใช้กับผิวหนังก็จะเกิดระคายเคือง และหากมีความเข้มข้นสูงก็อาจเกิดแผลไหม้ได้ สารคลอรีนที่ผสมในสบู่คาดว่าจะเป็นสารแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงกว่าและมีการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ จึงแนะนำว่าไม่ควรใช้สบู่ดังกล่าว”   ข้อมูลมันเสี่ยงขนาดนี้ คงแทบไม่ต้องถามต่อเลยว่า ควรจะใช้ต่อหรือเลิกใช้กันดีกว่ากัน และก็คงไม่ต้องมาถามอีกว่า ในเด็กห้าขวบที่ผิวบอบบางกว่าผู้ใหญ่ ยังจะใช้ได้อย่างปลอดภัยอย่างที่โฆษณาหรือไม่ (หรือเด็กห้าขวบมันจำเป็นจะต้องให้ขาวไปขนาดไหนกันนี่) หากผู้คนยังกระหายความขาวไม่หยุดหย่อน เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาให้คนกระหายความขาวได้เสี่ยงกันอีก ท่องให้ขึ้นใจเลยนะครับ สบู่จัดเป็นเครื่องสำอางตามกฎหมาย จะต้องผลิตโดยไม่มีส่วนประกอบของสารอันตราย โดยผู้ผลิตจะต้องมายื่นเพื่อขอเลขรับแจ้งจากหน่วยงานสาธารณสุข และเมื่อได้รับตัวเลขดังกล่าวแล้วจะ ต้องนำไปแสดงบนฉลากด้วย หรือหากสบู่ชนิดใดมีส่วนประกอบที่เข้าข่ายเป็นยา ก็ต้องขอขึ้นทะเบียนเป็นยาด้วย ซึ่งก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายยาด้วยเช่นกัน  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 152 ผิวขาวของคน ทำไมต้องซุกซนมาถึงหมีและหอย?

“เกิดเป็นคนโชคดี” ข้อความสั้นๆ ในโฆษณาที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เรียกร้องความสนใจจากผม เพราะโฆษณาชิ้นนี้ไม่ได้มีแค่ข้อความข้างต้นเท่านั้น  แต่มันยังมีภาพสาวผิวขาวหันหลังให้หมีขนคล้ำ พร้อมกับภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพชนิดหนึ่ง สัญชาติญาณที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้ผมพยายามค้นหาสิ่งที่ผิดปกติในโฆษณาชิ้นนี้ คนมาเกี่ยวอะไรกับหมีหรือหมีมาเกี่ยวอะไรกับคน  ผมตามไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านี้ในอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีคลิปโฆษณาใน Youtube เป็นอนิเมชั่น เรื่องราวของหมีขนคล้ำนั่งคุยกับสาวผิวขาว ทำนองว่าหมีอิจฉาหญิงสาวที่ผิวขาว แต่ตัวเองมีขนคล้ำ ก่อนจบลงด้วยสาวผิวขาวกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผมลองตามรอยเข้าไปหาข้อมูลต่อไปอีกว่าผลิตภัณฑ์นี้มันคืออะไร ก็พบข้อความบรรยายว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เป็นสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อบำรุงผิวให้สวยใส มีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิวทำให้ผิวขาวอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็บรรยายว่ามีส่วนประกอบสามัญประจำบ้านที่เราแทบจะพบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนานาชนิด และตามเคยนอกจากจะบรรยายว่าผิวขาวแล้ว ยังตามมาด้วยการอ้างสรรพคุณมากมายทั้งผอม ลดน้ำหนัก ป้องกันกระดูกพรุน ป้องกันมะเร็งลำไส้ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ผิดกฎหมายเพราะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแต่โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณจนเข้าข่ายผลิตภัณฑ์ยา ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อผมลองสืบค้นไปเรื่อยๆ พบว่าข้อมูลเหล่านี้มีการแพร่กระจายไปตามเว็บอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าอีกมากมาย กระทั่งเว็บเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กๆ  ผมเข้าไปเจอกระทู้ที่เด็กมัธยมปลายเข้าไปถามในเว็บว่า มีใครเคยใช้ผลิตภัณฑ์นี้แล้วได้ผลอย่างไรบ้าง ตามด้วยข้อความที่มีคนมาตอบกระทู้มากมายหลากหลาย ทั้งเชียร์ให้ใช้และห้ามไม่ให้ใช้  จนผมต้องไล่ตามไปอธิบายข้อเท็จจริงในที่ต่างๆ   ไม่กี่วันผมเห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกยี่ห้อ โฆษณาในทำนองเดียวกัน เน้นผิวขาวดุจประกายมุก แถมใช้ภาพประกอบเป็นหอยมุกสดๆ แหกฝาให้เห็นเม็ดมุกอยู่ข้างใน  ถึงผมไม่ใช่ผู้ชำนาญเรื่องหอย แต่ก็อดตะลึงไปกับความคิดสร้างสรรค์ของคนทำโฆษณาไม่ได้ ไม่รู้บอกอย่างไรดี โฆษณาทั้งสองชิ้นที่เล่ามา ดูผ่านๆ อาจไม่ผิดกฎหมาย เพราะมันแล้วแต่ใครจะตีความ แต่จากการตามรอยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโฆษณา มันมีอิทธิพลให้เด็กๆ หรือคนบางกลุ่มโน้มเอียงที่จะหลงเชื่อ แถมผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีวางขายเกลื่อนตามร้านสะดวกซื้ออีกด้วย ผู้ใหญ่ท่านใดเห็นโฆษณาชิ้นนี้คอยเหลือบดูแลบุตรหลาน คนใกล้ตัวด้วยนะครับ เพราะโฆษณาปัจจุบันนี้มันเนียนมาก มันไม่ใช้ดารามาแนะนำอย่างเดียวแล้วครับ มันมีหลายวิธีที่จะใช้ชักจูง ไม่เว้นแม้กระทั่งหมีและหอย...แถมคนก็ดันหลงเชื่อเสียด้วย...กรรมจริงๆ  

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 145 อยากผิวขาว สาวกลับขาลาย

 ความอยากสวยอยากขาวของสาววัยรุ่นเป็นสิ่งที่ห้ามกันยากยิ่งนัก   ผลิตภัณฑ์ประเภททำให้ขาวโน้มน้าวว่าสวยจึงผุดขึ้นดั่งดอกเห็ด มีทั้งชนิดที่ได้รับอนุญาตและชนิดที่อันตราย ขายกระจัดกระจายปะปนกันไป ตาดีได้ตาร้ายเสี่ยงจริงๆ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุข จะไล่จับผลิตภัณฑ์ที่แอบผสมสารห้ามใช้อันตราย แต่ก็ใช่ว่าจะง่ายเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มันไม่โง่ให้จับ แต่ฉลาดที่จะมุดลงใต้ดิน แอบลักลอบขายแบบบอกต่อๆ กันอย่างเงียบๆ   ผมได้ข่าวจากน้องเภสัชกรจากจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง เล่าให้ฟังว่า เธอสังเกตเห็นกลุ่มเด็กสาวมัธยมปลายหลายคน มักจะแวะไปซื้อยารักษาขาลายที่ร้านยาจากเภสัชกรบ่อยๆ และที่เหมือนๆ กันคือ บริเวณขาของเด็กสาวเหล่านี้มีลักษณะลายๆ เป็นเส้นๆ หลังจากสอบถามจึงได้ความว่า ขณะนี้มีพฤติกรรมหมู่ที่เลียนแบบกันแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นที่อยากจะขาวมากว่า จะมีการแนะนำต่อๆ กันแบบปากต่อปาก ให้ไปหาซื้อครีมที่ผสมสารอันตรายหลายๆ ชนิดที่แอบลักลอบขายมาเทรวมผสมกันเอง โดยผสมตามสูตรที่ผู้ขายแนะนำ ส่วนวิธีใช้ไม่ยาก อยากขาวตรงไหนให้ใช้ตรงนั้น สุดท้ายสาวน้อยที่อยากขาวเหล่านี้ เลยพากันชโลมทั้งตัว ทั้งแขน ทั้งขา   หลังจากใช้ติดต่อกันมา 4 เดือนผิวก็ขาวได้ดั่งใจ แต่พอเดือนที่ 6 หลายคนเริ่มมีอาการคัน มีผื่นขึ้นตามตัว บางคนมีอาการแดงตามผิวหนัง หนังบางจนเห็นเส้นเลือด แถมผิวหนังแตกลายตามเส้นเลือดอีกด้วย บางคนตกใจหยุดใช้ ปรากฏว่าผิวที่ไม่ได้เจอครีมกลับดำคล้ำขึ้นมาอีก จึงจำเป็นต้องใช้ครีมต่อเนื่องเสมือนทาสไม่มีวันเลิก   สุดท้ายเด็กเหล่านี้ทนไม่ไหวจึงมาขอคำปรึกษา พร้อมทั้งเอาสารพัดครีมที่ผสมมาให้ดูด้วย เภสัชกรท่านนี้จึงสวมวิญญาณนักคุ้มครองผู้บริโภค ใช้ชุดทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ลองทดสอบดู จึงพบว่าครีมบางชนิดมีส่วนผสมของสารปรอทแอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารอันตราย หากดูดซึมเข้ากระแสเลือดจะมีผลต่อไตและอวัยวะอื่นๆ อีกมาก แต่ที่ประหลาดใจคือ ครีมหลายชนิดที่ผู้ขายแนะนำให้ใช้กวนผสมนั้น มีหลากหลายมาก บางชนิดก็เป็นโลชั่นทั่วๆไ ป แต่บางชนิดก็ดันเป็นยาแก้เชื้อราอีก บางชนิดเป็นภาษาจีนด้วยซ้ำ สรุปว่า “สูตรอะไรไม่รู้ แต่พวกหนูๆ กล้าเสี่ยงค่ะ”   เด็กนักเรียนที่อยากผิวขาว แต่ดันขาลายกลุ่มนี้ เล่าให้ฟังว่า ครีมผสมเองแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น ยิ่งใส่หลายชนิดผิวก็จะยิ่งขาวเร็ว ถ้าอยากขาวเร็วจะรู้กันว่า ให้ใส่ส่วนผสมอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไปอีก เช่น หักกระเปาะวิตามินซีชนิดฉีดเทผสมลงไป หรืออาจเอาวิตามินอีชนิดแคปซูล วิตามินเอชนิดแคปซูล ผสมเติมลงไปด้วย และยิ่งถ้ามีเซรั่มบำรุงผิว  เซรั่มผิวขาว  ก็เติมลงไปได้อีก สูตรใครสูตรมันอย่าได้แคร์ ...เฮ้อ   ไม่ว่าเด็กจะผิวขาวหรือผิวคล้ำ ต่างก็คืออนาคตของชาตินะครับ ช่วยกันดูแลให้เขาเติบโตแบบไม่เสี่ยงกันเถอะครับ ช่วยกันสอดส่องและแนะนำให้เขาอย่าไปหลงเชื่อจนเกิดพฤติกรรมเสี่ยงแบบนี้อีกเลย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 136 ผลิตภัณฑ์กินๆ พ่นๆ จนตัวขาว

ไม่รู้ว่าค่านิยมผิวขาวมันเริ่มทะลุทะลวงความรู้สึกของคนไทยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวเต็มไปหมด มีชนิดกิน ชนิดทา ชนิดฉีด ทั้งๆ ที่กระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาเตือนกันปาวๆ ว่ามันไม่ได้ผลและยังเสี่ยงอันตรายด้วยซ้ำ แต่ก็พบว่ายังมีผู้บริโภคหลงเป็นเหยื่อเสียเงินซื้ออยู่เรื่อยๆ ทางราชการก็ได้แต่ตามจับ ตามยึดกันแทบไม่ทัน เพราะส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะลักลอบจำหน่ายหรือไม่ก็แอบขายตรงกันเป็นทอดๆ ล่าสุดมีผู้บริโภคแจ้งข่าวว่ามีผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวแบบพิสดารทันใจ อีก 2 ชนิด โฆษณาในอินเตอร์เน็ตแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย   ผลิตภัณฑ์ชนิดแรกเป็น “ผลิตภัณฑ์กินกันแดดชนิดรับประทาน” มีลักษณะเป็นแคปซูลบรรจุอยู่ในขวด ขวดละ 60 แคปซูล ราคา 1,450 บาท(ตกประมาณแคปซูลละ 24 บาท แพงไม่ใช่เล่น) อ้างว่าสกัดมาจากเฟิร์นสายพันธุ์พิเศษจากประเทศสเปน สามารถปกป้องรังสียูวี UVA/UVB จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำ ฝ้า กระ และริ้วรอยก่อนวัย ได้ โดยสามารถปกป้องได้ทั่วทั้งร่างกาย ไปจนถึงเส้นผม หรือแม้กระทั่งเรติน่าที่ม่านตา(อะไรจะสุดยอดขนาดนั้น) วิธีใช้ก็สุดแสนจะพิสดาร เพราะให้รับประทานก่อนออกกลางแจ้ง 2 เม็ด และทานซ้ำ 1 เม็ดหลังจากทาน 2 เม็ดผ่านไปแล้ว 4 ชั่วโมง (ตำราไหนหว่า?) ยังไม่พอนะครับ ยังมีอีก “สเปรย์ผิวขาวทันใจใน 1 นาที” ราคาขวดละ 480 บาท อ้าง (อีกแล้ว) ว่ามีสารสกัดจากไข่มุกธรรมชาติ ที่ช่วยฟื้นฟูให้ผิวขาวกระจ่างใสได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และยังยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้ผิวขาวสวยเนียนแบบธรรมชาติ ฯลฯ โดยให้ใช้สเปรย์ที่ผิวกายก่อนสวมเสื้อผ้าประมาณ 2-3 นาที เพื่อเพิ่มประกายวิ้งๆ ดูสวยเก๋แบบรวดเร็ว ในเว็ปไซต์ยังแนะนำว่าฉีดได้ทั้ง ขา ตัว แขน รักแร้ เพื่อปิดรอยไม่พึงประสงค์ หากมีแผลเป็นให้พ่นเน้นบริเวณแผลเป็นนะคะ จะช่วยปกปิดได้อีก ขอเรียนให้ผู้บริโภคทราบเลยครับว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิด ไม่มีการขึ้นทะเบียนหรือได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแต่อย่างใด ดังนั้นจึงถือได้ว่ายังไม่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คุณสาวๆ ที่อยากขาวจึงไม่น่าจะเอาทั้งผิวและชีวิตตนเองไปเสี่ยงนะครับ ยังไงก็ช่วยกันสอดส่องดูแลและตักเตือน แนะนำเพื่อนฝูงอย่าหลงเป็นเหยื่อ “ผลิตภัณฑ์กินๆ พ่นๆ จนตัวขาว” เหล่านี้นะครับ

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 114 แปลกจริงหนอ ... ขอเสี่ยงสักหน่อย

พฤติกรรมการบริโภคผิดๆ ยังคงเป็นสิ่งที่มีมาเรื่อยๆ พวกผมเลยต้องหาทางรณณงค์ชี้แจงเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจให้ถูกต้องและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม เพราะมิฉะนั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่พฤติกรรมผิดๆ เหล่านี้ บางทีมันก็คาดไม่ถึงหากเราไม่ได้เข้าไปคลุกคลีในกลุ่มพวกเขา “ฉันรู้ว่าครีมหน้าขาวอันตราย แต่ฉันขอใช้” ผมเคยเก็บตัวอย่างครีมทาหน้าจากร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งไปตรวจ ผลปรากฏว่าครีมทาหน้าขาวที่ร้านเสริมสวยแห่งนี้มีไว้จำหน่ายกลับไม่พบสารอันตราย แต่กระปุกที่เจ้าของร้านใช้เองกลับพบสารห้ามใช้ หลังจากพูดคุยสอบถามว่าไม่กลัวอันตรายหรือ เจ้าของร้านตอบว่า “แหม ก็ใช้แล้วหน้ามันขาวขึ้นจริงๆ แต่ก็กลัวอันตรายนะ ฉันเลยปรับวิธีการใช้เป็น 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้ไม่อันตราย” เป็นไงครับ เจอเหตุผลแบบนี้ เล่นเอาอึ้ง “หน้ายังขาว แล้วที่อื่นจะเหลือรึ” เรื่องนี้ทราบจากคุณครู อย.น้อย ที่พวกเราชวนท่านมาเป็นภาคีเครือข่ายในการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในโรงเรียน หลังจากคุณครูไปสำรวจพฤติกรรมการใช้ครีมทาหน้าขาวปรากฏว่าไม่พบการใช้ แต่คุณครูแอบสังเกตเห็นว่านักเรียนกลุ่มหนึ่งพกครีมดังกล่าว ซักไปซักมาเลยทราบว่า เด็กเขาไม่ได้เอาไปทาหน้า “หนูไม่ทาหน้าหรอก เพราะมันอันตราย แต่ทารักแร้คงไม่เป็นไรนะคะ มันขาวดี” หนูๆ เขาให้เหตุผล เฮ้อ เด็กหนอเด็ก มันก็อันตรายเหมือนกันล่ะจ้ะ “ลูกกลอนดีๆ ต้องมีคาถา” ชะรอยว่ากระทรวงสาธารณสุขจะรณรงค์การปลอมปนยาสเตียรอยด์ในยาลูกกลอนอย่างได้ผล ปรากฎว่าช่วงหนึ่งพวกผมไปตรวจสอบยาลูกกลอนแผนโบราณ เลยไม่พบสารสเตียรอยด์ แต่คล้อยหลังไม่เท่าไหร่ ดันตรวจเจอยาลูกกลอนสายพันธ์ใหม่มาจำหน่ายอีกแล้ว ยาลูกกลอนรุ่นนี้มีแผ่นทองคำเปลวปิดที่เม็ดยา แถมเอกสารกำกับยาที่แนบมา ก็มีคาถาให้บริกรรมก่อนรับประทานซะอีก เล่นกันแบบนี้เอง มิน่า ถึงได้ขายดีตีตลาด “ตรวจเท่าไหร่ก็ไม่เจอสเตียรอยด์” เจ้ายาลูกกลอนเม็ดนี้ เจ้าหน้าที่ใช้ชุดทดสอบตรวจสเตียรอยด์ตรวจเท่าไหร่ก็ไม่เจอ มาถึงบางอ้อตรงที่ไปตามข้อมูลจากผู้บริโภคที่ซื้อมารับประทาน เลยทราบว่าเขาแอบซื้อมารับประทานเพราะมันโฆษณาว่าลดไขมันได้ เจ้าหน้าที่เลยสุ่มตรวจยาแผนปัจจุบัน สุดท้ายพบยาลดไขมันชนิดแพงๆ ผสมอยู่ มิน่าไขมันถึงได้ลดเอาๆ “ประกายตาใสกิ๊งๆ” ยุคที่เลนส์ตาโต(บิ๊กอาย)กำลังฮิต ผมเข้าไปนั่งเก็บข้อมูลที่ร้านทำแว่นที่คุ้นเคย สังเกตเห็นเด็กนักเรียนวัยรุ่นมาซื้อน้ำตาเทียมหยอดตากันเยอะมาก สอบถามข้อมูลทราบว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้ใส่คอนแท็คเลนส์ อ้าว!แล้วหนูๆ ซื้อน้ำยาชนิดนี้ไปทำอะไร น้องๆ เขาซื้อไปหยอดตาครับ เขาบอกว่าสมัยนี้เขาฮิตตาที่เป็นประกายใสกิ๊งแวววาวสะดุดตา แต่ที่เล่นเอาผมงงคือ เด็กเขาไปเอาเกลือป่นผสมลงไปด้วย นัยว่ามันจะยิ่งให้ประกายตา โคตะระใสกิ๊งขึ้นกว่าเดิมอีก ไม่รู้มันใสเพราะแสบจนน้ำตาไหลออกมาหรือเปล่า เป็นไงครับ พฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภคที่เล่ามานี้ บางทีมันก็ ทั้งแปลก ทั้งเสี่ยงจนเราคาดไม่ถึงเลยนะครับ เอาเป็นว่าใครเจออะไรที่มันแปลกๆ เสี่ยงๆ รีบเตือนกันด้วยนะครับ แล้วอย่าลืมมาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วยนะครับ จะได้รีบหาทางกระจายข่าวเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายไงครับ

อ่านเพิ่มเติม >