ฉบับที่ 217 โกปิลัวะวัค

                ผู้อ่านที่ดื่มกาแฟเป็นประจำเคยถามตัวเองไหมว่า ดื่มไปทำไม คำตอบนั้นคงมีความหลากหลาย ขึ้นกับปัจจัยของชีวิตที่ทำให้เกิดการดื่มของแต่ละคน ส่วนใหญ่คงตอบประมาณว่า “ก็ชอบในรสชาติ” ทั้งที่ความจริงแล้วคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์สุขภาพควรเป็น “กาแฟช่วยในการย่อยอาหาร เพราะคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารสำคัญในกาแฟมีศักยภาพในการกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร”        สำหรับบางคนที่ไม่ค่อยดื่มกาแฟ ทั้งที่ชอบกลิ่นรสของมันอยู่บ้าง มักให้เหตุผลการไม่ดื่มว่า กลัวนอนไม่หลับ อีกทั้งกาแฟที่ดูอร่อยบางแก้วก็มีรสขมติดลิ้น ถ้าจะดื่มก็ต้องเลี่ยงปัญหาดังกล่าวด้วยการหันไปดื่มกาแฟชนิดที่เอาคาเฟอีนออก ไปจนถึงการดื่มกาแฟชนิดที่มีกระบวนการผลิตค่อนข้างพิเศษที่ตามมาด้วยราคาที่แพงขึ้นมากคือ กาแฟขี้ชะมด        กาแฟขี้ชะมดหรือ โกปิลัวะวัค (Kopi luwak ซึ่งคนอินโดนีเชียอ้างว่า เป็นผู้ค้นพบการผลิตกาแฟลักษณะนี้) เป็นกาแฟที่ได้จากการที่ผลกาแฟถูกชะมดเอเชีย (Paradoxurus hermaphroditus) กินเข้าไปแล้วย่อยส่วนที่เป็นเนื้อไปเป็นอาหาร เหลือเมล็ดกาแฟซึ่งเป็นส่วนที่ย่อยไม่ได้ถ่ายเป็นมูลออกมา ดังนั้นเมล็ดกาแฟดังกล่าวจึงผ่านการหมักด้วยแบคทีเรียระหว่างการอยู่ในลำไส้ของชะมด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการในเมล็ดกาแฟ ซึ่งต้องจริตผู้ดื่มกาแฟบางคน        มีเรื่องเล่ากันว่า จุดเริ่มต้นของกาแฟลักษณะนี้เกิดจากการที่ชะมดธรรมชาติแอบเข้าไปในสวนกาแฟแล้วขโมยเมล็ดกาแฟที่น่าจะสุกกำลังดีกิน แถมถ่ายส่วนที่ย่อยไม่ได้คือ เมล็ดกาแฟออกมาที่โคนต้น เย้ยเจ้าของสวน ทำให้เจ้าของสวนผู้ซึ่งคงหัวเสียจำต้องเก็บเมล็ดกาแฟ(ซึ่งปรกติแล้วการผลิตกาแฟต้องเอาเนื้อส่วนผลทิ้งไปอยู่แล้ว) มาทำความสะอาดแล้ว(มั่ว) คั่วทำเป็นผงกาแฟขาย กลับปรากฏว่า กาแฟคั่วชุดนั้นกลายเป็นกาแฟมีรสชาติถูกลิ้นคอกาแฟหลายคน        กาแฟขี้ชะมดนั้นอาจมีราคาสูงถึง US$ 700 ต่อกิโลกรัม(เมื่อ US$ 1 เท่ากับ 32.417 บาท ในวันที่เขียนบทความนี้) ราคากาแฟขี้ชะมดที่เสนอขายใน amazon.com คือ US$ 32 ต่อ 50 กรัม ซึ่งคำนวณเป็น US$ 640 ต่อกิโลกรัม หรือ 20,476 บาทต่อกิโลกรัม        ชาวสวนอินโดฯ ผู้มีสัญชาตญาณในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส คงได้นั่งทบทวนองค์ประกอบของเหตุการณ์ที่ทำให้เมล็ดกาแฟซึ่งควรถูกกวาดฝังดินมีราคาแพงขึ้นกว่าเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนสรุปได้ว่า การที่กาแฟถูกชะมดกินเข้าไปนั้นคงเป็นเหตุที่ทำให้รสชาติกาแฟเปลี่ยนไป ดังนั้นเจ้าของสวนกาแฟจึงเข้าไปแทรกแซงกระบวนการทางธรรมชาติด้วยการจับโจรขโมยกาแฟมาเลี้ยงดูในกรง แล้วเสิร์ฟผลกาแฟให้กินเสียให้เข็ด        มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามศึกษากระบวนการที่กรดและเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหารของชะมดช่วยย่อยเนื้อของผลกาแฟ แล้วส่งต่อให้เกิดการหมักเมล็ดที่เหลือในทางเดินอาหารตอนล่างของสัตว์ชนิดนี้ หนึ่งในนั้นคือ งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารชื่อ Massimo Marcone สังกัด University of Guelph ในออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำย่อยอาหารของชะมดสามารถซึมเข้าไปในเมล็ดแล้วย่อยโปรตีนภายในเมล็ดทำให้ได้สายเป็บไทด์ที่สั้นลง พร้อมกรดอะมิโนอิสระที่เพิ่มขึ้น ผลิตผลที่ได้จาการย่อยส่งผลให้เพิ่มการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้สารสีน้ำตาลระหว่างกระบวนการคั่ว (Maillard browning reaction products) บนเมล็ดกาแฟ ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่เมล็ดยังอยู่ในลำไส้ชะมดนั้นพบว่า เมล็ดได้เริ่มงอกแล้ว ซึ่งเป็นการส่งผลให้สารที่ทำให้กาแฟมีรสขมถูกทำลายไปด้วย        นอกจากนี้ Massimo Marcone ได้ทำการวิเคราะห์ชนิดของสารประกอบ ซึ่งระเหยได้ดีและเป็นส่วนสำคัญของรสชาติและกลิ่นของกาแฟแล้วพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสารเคมีในกาแฟปกติและสารเคมีในกาแฟขี้ชะมด ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ การที่โปรตีนบางชนิดถูกย่อยไปบ้างนั้น ทำให้โครงสร้างโปรตีนถูกเปลี่ยนแปลงไปจนลดประสิทธิภาพของกาแฟในการขับปัสสาวะ ทำให้ผู้มีปัญหาดื่มกาแฟแล้วต้องเข้าห้องน้ำบ่อยสบายขึ้น        อย่างไรก็ดีคุณสมบัติของกาแฟขี้ชะมดนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายประการเช่น สายพันธุ์กาแฟที่ชะมดกิน สายพันธุ์ชะมดที่ใช้ ความสามารถของชะมดในการเลือกผลกาแฟ อาหารอื่นที่ชะมดกิน และสุขภาพของชะมด (เช่น ระดับความเครียดที่เกิดระหว่างการเลี้ยง) ซึ่งอาจมีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางรสชาติของกาแฟที่ได้        แม้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตกาแฟขี้ชะมดได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นกลไกหรือสิ่งแปลกใหม่ในตลาดการค้ากาแฟโลก แต่ The Specialty Coffee Association of America (SCAA) กลับระบุว่า "มีฉันทามติทั่วไปในอุตสาหกรรมกาแฟว่า กาแฟขี้ชะมดมีรสชาติแย่" ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟคนหนึ่งของ SCAA ได้ใช้การประเมินผลรสชาติกาแฟอย่างเข้มงวดแล้วสรุปว่า กาแฟขี้ชะมดไม่ได้ดีกว่ากาแฟอื่นในด้านรสชาติเลย        ผู้อ่านหลายท่านที่เคยดื่มกาแฟที่เรียกว่า Americano ทั้งในไทยหรือในสหรัฐอเมริกาแล้ว คงพอรู้ว่า สิ่งที่คนอเมริกันดื่มกันเป็นประจำนั้น น่าจะเข้าข่ายที่คอกาแฟไทยประมาณเดียวกับผู้เขียนให้ระดับความอร่อยว่า “ไม่เป็นสับประรด” อย่างไรก็ดีผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่า กาแฟขี้ชะมดนั้นจะเลิศเลออะไรนัก  ความที่มันไม่ขมเท่ากาแฟทั่วไป คนที่คออ่อนสำหรับกาแฟจึงได้ชมชอบ แต่น่าจะมีคำถามแก่ผู้ที่ชอบกาแฟขี้ชะมดว่า ถ้ากาแฟไม่ขมแล้วมันยังเป็นกาแฟหรือ        ด้วยเหตุที่การได้มาซึ่งกาแฟขี้ชะมดต้องใช้กระบวนการที่ผ่านการย่อยในลำไส้ของชะมดก่อนเก็บเมล็ดมาคั่ว นักวิทยาศาสตร์จึงคิดว่า น่าจะมีวิธีการที่ช่วยย่นระยะเวลาในการได้เมล็ดจากขี้ชะมดและเพิ่มให้มีการได้เมล็ดกาแฟที่ผ่านกระบวนการมากขึ้นกว่าการอาศัยธรรมชาติ        นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฟลอริดาได้ทำการวิจัยเรื่อง Quality enhancement of coffee beans by acid and enzyme treatment ซึ่งเป็นงานที่ได้ทุนวิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ในปี 2006 และเสร็จโครงการปี 2009 เพื่อศึกษากระบวนการย่นเวลาในการได้มา ซึ่งกาแฟที่คล้ายกาแฟขี้ชะมด ที่เร็วกว่าและไม่ต้องเกี่ยวเนื่องอะไรกับมูลสัตว์ เพราะเป็นการใช้เอ็นซัมหลายชนิดประกอบกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่เสมือนเกิดในทางเดินอาหารของชะมด ซึ่งสุดท้ายงานวิจัยดังกล่าวได้รับสิทธิบัตรหมายเลข 20090220645        ต่อมาในปี 2014 Camille Delebecque ซึ่งจบการศึกษาด้านชีววิทยาสังเคราะห์(synthetic biologist) และได้เคยลองชิมกาแฟขี้ชะมดในการเดินทางไปแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพบว่า กระบวนการทางชีวเคมีที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่าสนใจ จึงได้ร่วมงานกับนักวิทยาศาสตร์ทางอาหาร Sophie Deterre เปิดตัวบริษัท Afineur เพื่อระดมทุนสำหรับการศึกษา(ซึ่งบรรลุเป้าหมายการระดมทุนในเวลาเพียงหกชั่วโมง) เพื่อผลิตกาแฟที่มุ่งเน้นการเพิ่มรสชาติของเมล็ดกาแฟโดยใช้เทคนิคการหมักตามธรรมชาติ เพื่อปรับปรุงเมล็ดกาแฟในห้องปฏิบัติการ โดยเป้าหมายหลักที่ต้องพุ่งชนคือ กำจัดคาเฟอีนออกเพื่อลดรสขมในกาแฟ ส่งผลให้ไม่เกิดอาการระคายท้องหลังดื่มกาแฟอีกต่อไป วิธีการนั้นทำโดยใช้จุลินทรีย์ที่ไม่ได้ตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งสุดท้าย Afineur กล่าวว่า ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการหมักทำให้กาแฟธรรมดามีรสชาติคล้ายรสชาติของกาแฟขี้ชะมดและได้จดสิทธิบัตรแล้ว (บทความ How a New Startup Is Refining the Flavor of Coffee via Microbial Fermentation ใน www.eater.com เมื่อ 3 สิงหาคม 2015)        ในเวียดนามนั้นก็มีเรื่องราวคล้ายในอินโดนีเซีย ซึ่งชนพื้นเมืองดื่มกาแฟจากเมล็ดกาแฟที่ชะมดถ่ายออกมาแล้วผ่านการล้างทำความสะอาดก่อนคั่ว ทำให้กาแฟนั้นอุดมไปด้วยรสชาติกลมกล่อม ความที่กาแฟประเภทนี้มีปริมาณน้อยราคาจึงแพง จึงได้กระตุ้นให้บริษัท Trung Nguyen ดำเนินการวิจัยโดยทีมงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ซึ่งในที่สุดก็พบเอ็นซัมธรรมชาติที่ออกฤทธิ์เลียนแบบการทำงานในทางเดินอาหารของชะมด จนได้กาแฟที่(คงคิดเอาเองว่า) ไม่เหมือนใครในโลกด้วยรสชาติที่หลากหลายและแทบไม่มีความขม จนมีคำกล่าว ในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเวียดนามประมาณว่า การท่องเที่ยวเวียดนามจะไม่สมบูรณ์จนกว่าพวกเขาจะได้นั่งดื่มกาแฟ ที่คล้ายกาแฟขี้ชะมด ในร้านเครือบริษัท Trung Nguyen        ก่อนจบบทความนี้ผู้เขียนใคร่สะกิดให้ผู้นิยมชมชอบในการดื่มกาแฟสำนึกไว้ตลอดเวลาว่า อะไรก็ตามที่มากเกินไป เช่น ดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้วนั้น ก็ก่อปัญหาได้ อีกทั้งความเหมาะสมนั้นเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน ซึ่งต้องประเมินเอาเองจากประสบการณ์หลังดื่มกาแฟในแต่ละวันว่า ชีวิตดีขึ้นหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 215 กระแสต่างแดน

คิดก่อนทิ้ง                 ผู้สื่อข่าวรายการ Capital ทางช่อง M6 ของโทรทัศน์ฝรั่งเศส ปลอมตัวไปทำงานอยู่ที่ศูนย์กระจายสินค้าแห่งหนึ่งของอเมซอนที่เมืองซารอง แล้วแอบถ่ายคลิปพนักงานขณะกำลังโยนเครื่องทำกาแฟ ชุดของเล่นเลโก้ และผ้าอ้อมสำเร็จรูปยี่ห้อดัง ลงถัง            ภาพถ่ายจากโดรนที่ติดตาม “ขยะ” หลายพันชิ้นเหล่านี้ไป แสดงให้เห็นว่าพวกมันถูกส่งเข้าเตาเผาหรือไม่ก็ถูกฝังกลบ            บริษัทอ้างว่านี่เป็นสิ่งที่ทำได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ค้าปลีกที่นำสินค้ามาวางขายบนเว็บอเมซอน เพราะมันมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการส่งกลับ นำไปบริจาค หรือรีไซเคิล            แน่นอนต้องมีเสียงก่นด่าจากนักสิ่งแวดล้อม แต่เสียงที่ใหญ่ที่สุดคือรัฐบาลฝรั่งเศสที่เตรียมออกกฎหมายห้ามการทิ้งสินค้าสภาพดี เพื่อกดดันให้ธุรกิจร้านค้าออนไลน์แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น            อเมซอน ยักษ์ค้าปลีกออนไลน์ ตกเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อถูกเปิดโปงว่านำสินค้าค้างสต็อก ซึ่งไม่ได้ชำรุดเสียหายแต่อย่างใด ไปทิ้งเสียดื้อๆใครต้องจ่าย?                สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์เพิ่งจะสร้างสนามกีฬายิ่งใหญ่อลังการมูลค่า 850 ล้านปอนด์ (เกือบ35,500 ล้านบาท) ไว้เอาใจมิตรรักแฟนบอล                เนื่องจากสนามนี้ตั้งอยู่ในย่านที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม สโมสรจึงเรียกร้องให้เทศบาลท้องถิ่นจัดการกับข้าวของที่กองเกะกะริมทาง รวมถึงดูแลเรื่องความสะอาด นอกจากนี้ยังขอให้ซ่อมแซมถนนที่แฟนบอลจะใช้เดินทางมายังสนาม (ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 500,000 ปอนด์) ด้วย                ชาวบ้านแถบนั้นบอกว่าเมื่อจบการแข่งขัน ก็เป็นหน้าที่ของสโมสรที่จะต้องเก็บกวาดอยู่แล้ว ทำไมจะต้องใช้งบของเทศบาลด้วย  เงินแค่ 8,000 ปอนด์ (330,000 บาท) ต่อครั้ง ไม่น่าจะระคายเคืองสโมสรที่มีกำไรถึงปีละ 58 ล้านปอนด์ ( 2,300 ล้านบาท)                และสิบปีที่ผ่านมาเทศบาลนี้ก็ถูกตัดงบมาตลอด ชาวบ้านตัดพ้อ... ทำไมสโมสรที่รวยเป็นอันดับ 11 ของอังกฤษถึงไม่ยอมรับรู้ปัญหาพวกเราบ้าง “ทำไมสเปอร์ไม่เซนซิทิฟ?”เห็นแล้วไม่กล้า                อีกไม่นานเราอาจได้เห็นมิเตอร์แสดงปริมาณการใช้พลังงานในห้องพักตามโรงแรมทั่วไป เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่จะทำให้คนเราประหยัดได้ คือการได้เห็นว่ากำลัง “บริโภค” ไปมากแค่ไหนนั่นเอง                จากการติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ไว้ในห้องพักของโรงแรมหกแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ และบันทึกผลการใช้พลังงานจากการอาบน้ำทั้งหมด 20,000 ครั้ง ผู้วิจัยพบว่าแขกที่พักในห้องที่มีสมาร์ตมิเตอร์นั้นใช้พลังงานน้อยกว่าแขกที่เข้าพักในห้องทั่วไปถึงร้อยละ 11.4                ทีมวิจัยซึ่งเผยแพร่งานนี้ในนิตยสาร Nature Energy ตั้งข้อสังเกตว่า คนเราใช้พลังงานอย่างประหยัดได้แม้จะไม่มีแรงจูงใจเรื่องเงิน และการรณรงค์ก่อนหน้านี้อาจไม่ได้ผลเพราะหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเงินก็เป็นได้                ทั้งนี้เมื่อนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์มาหักลบกับค่าน้ำที่ประหยัดได้ ก็จะพบจุดคุ้มทุนภายในสองปีแจ้งก่อนหัก                เมื่อเราต้องการ “ทดลองใช้” บริการข้อมูลหรือแอปพลิเคชันใดๆ สิ่งที่ต้องทำคือการให้หมายเลขบัตรเครดิตกับผู้ประกอบการไว้ล่วงหน้า                ปัญหาคือหลังจากใช้ฟรีไปเพลินๆ สถานภาพเราอาจเปลี่ยนเป็น “ผู้ใช้แบบจ่ายเงิน” ที่ถูกหักเงินจากบัตรไปโดยไม่รู้ตัว หากเราไม่ต้องการใช้ต่อ ก็ต้องวุ่นวายติดต่อธนาคารเพื่อยกเลิกเองอีก                ถือเป็นข่าวดีที่บริษัทบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ดลุกขึ้นมาประกาศกฎเหล็กว่าต่อไปนี้ผู้ประกอบการที่รับ บัตรเครดิตของเขาจะต้องส่งอีเมลหรือข้อความสั้นแจ้งลูกค้าก่อนจะทำการหักเงิน                โดยจะต้องแจ้งราคา  วันชำระเงิน ชื่อผู้ประกอบการ รวมถึงเว็บไซต์และเบอร์โทรศัพท์ ที่ขาดไม่ได้คือต้องแจ้งช่องทางและวิธีการยกเลิกบริการให้ชัดเจนด้วย                โชคดีเป็นของเรา เมื่อการทดลองใช้ฟรีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไปสแกนกู้โลก                  วันนี้เราสามารถตรวจสอบที่มาของอาหารที่เราเลือกบริโภคได้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน                กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ร่วมมือกับบริษัท BGC Digital Ventures จากออสเตรเลียจัดทำเว็บไซต์ OpenSC เพื่อให้ผู้บริโภค ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารต่างๆ ได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของอาหาร เช่น ปลานี้จับได้จากที่ไหน  พื้นที่นั้นจัดอยู่ในเขตการทำประมงอย่างยั่งยืนไหม สภาพการผลิตเป็นไปตามเกณฑ์ด้านแรงงานและการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรมหรือไม่                สมาร์ตโฟนที่เราถือกันอยู่สามารถตอบข้อสงสัยเหล่านี้ได้ เพียงเราสแกนคิวอาร์โค้ดบนตัวสินค้า หรือเมนูในร้านอาหาร ข้อมูลต่างๆ ก็จะปรากฏ                นอกจากจะดีต่อผู้บริโภคแล้วยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดีและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนที่เกี่ยวข้องในการผลิตอาหารของเราด้วย

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 213 โอคราท็อกซิน เอ ในผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟคั่ว

กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงาน ที่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพากาแฟเป็นจุดเริ่มต้นของเช้าวันสดใส เพื่อสร้างความตื่นตัวก่อนเริ่มงาน ไม่ว่ากาแฟกระป๋อง กาแฟซองสำเร็จรูป หรือกาแฟสด ต่างก็สร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับคอกาแฟได้ไม่ต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมความชื่นชอบของแต่ละคน             กาแฟ 2 สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทย คือ โรบัสต้า ที่ปลูกมากในภาคใต้ คิดเป็นร้อยละ 99 ของกาแฟที่ปลูกในประเทศ และ อะราบิก้า (ร้อยละ 1) ในภาคเหนือ ทั้งสองสายพันธุ์แม้มีกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน  แต่ในระหว่าง กระบวนการเก็บเกี่ยว สภาพแวดล้อมและภาวะอากาศ ตลอดจนระยะเวลาระหว่างการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟ ทุกอย่างมีผลเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราชนิด ไมโคท็อกซิน (mycotoxins) ที่สามารถผลิตสารพิษ ชื่อ โอคราท็อกซิน เอ (Ochratoxin A; OTA)  ที่เป็นอันตรายต่อการบริโภค ได้ไม่ต่างกันและเมล็ดกาแฟที่ปนเปื้อนสารพิษโอคราท็อกซินแล้ว สารพิษนี้ยังคงตกค้างในเมล็ดต่อไป แม้ว่าจะผ่านการตากแห้ง หรือนำเมล็ดไปคั่ว ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษได้ ดังนั้นการควบคุมปริมาณสารพิษในเมล็ดให้อยู่ระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงต้องใช้วิธีการป้องกันในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตกาแฟ                 ขณะเดียวกันการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟในบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถป้องกันความชื้นได้ ก็เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อรา(mold)  เพราะเมล็ดกาแฟที่แห้งสามารถดูดความชื้นกลับได้ การเก็บรักษาจึงต้องมีการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในห้องเก็บให้คงที่ มีระบบระบายอากาศออกเป็นระยะๆ            เพราะกาแฟเป็นที่นิยมมาก หลายคนยังชื่นชอบกาแฟแบรนด์ดังเพราะกลิ่นรสที่มีความพิเศษด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังทั้งเชื้อราและสารพิษจากเชื้อรา ฉลาดซื้อและโครงการเฝ้าระวังฯ จึงสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟคั่ว จำนวน 20 ตัวอย่าง จากห้างสรรพสินค้า และร้านกาแฟสด ในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2561 โดยมีทั้งเมล็ดกาแฟที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ มาสุ่มตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อรา และ สารพิษโอคราท็อกซิน เอ (Ochratoxin A) มาตรฐานการปนเปื้อนของ OTA ในเมล็ดกาแฟคั่ว ตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป กำหนดปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้พบสารพิษโอคราท็อกซิน เอ (OTA) ในเมล็ดกาแฟคั่ว และกาแฟคั่วบดได้ ไม่เกิน 5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม (ug/kg) และปนเปื้อนในกาแฟสำเร็จรูปพร้อมชงได้ไม่เกิน 10 ug/kg ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เสนอปริมาณ OTA ที่ยอมรับให้บริโภคได้ใน 1 สัปดาห์ ไม่ควรเกิน 100 นาโนกรัม/กิโลกรัม (ng/kg) ของน้ำหนักตัว (JECFA, 2001) สรุปผลการทดสอบผลการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อราและสารพิษโอคราท็อกซิน เอ จากตัวอย่างผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟคั่ว จำนวน 20 ตัวอย่าง พบว่า ทุกตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อราปริมาณน้อยกว่า 10 CFU/g และตรวจไม่พบสารพิษโอคราท็อกซิน เอ (OTA)ข้อสังเกตวันผลิต วันหมดอายุ หรือ วันที่ควรบริโภคก่อน บนบรรจุภัณฑ์- พบผลิตภัณฑ์ที่ ไม่ได้ระบุ วันผลิต แต่ระบุวันหมดอายุ หรือวันที่ควรบริโภคก่อน จำนวน 6 ตัวอย่าง            ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ Espresso Roast (Dark Roast) ยี่ห้อ STARBUCKS, ผลิตภัณฑ์ Doitung Espresso Roast ยี่ห้อ Doitung, ผลิตภัณฑ์ Espresso Italian-style, traditional, dark-roasted espresso ยี่ห้อ BONCAFE, ผลิตภัณฑ์ Premium Blend Medium Dark Roast ยี่ห้อ Suzuki Coffee, ผลิตภัณฑ์ Roasted Coffee Bean ยี่ห้อ illy และ ผลิตภัณฑ์ Coffee Bean Roasted Coffee Bean ยี่ห้อ COFFMAN- และพบผลิตภัณฑ์ที่ ระบุวันผลิต แต่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุหรือวันที่ควรบริโภคก่อน จำนวน 4 ตัวอย่าง            ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ The Impression of Espresso Finest 100% Arabica (Premium A5 Dark Roast Level) ยี่ห้อ Bluekoff, ผลิตภัณฑ์ Café KALDI Fresh Roasted Coffee (Premium Dark) ยี่ห้อ KALDI, Roasted Coffee Beans : House Blend ยี่ห้อ mezzo และ ผลิตภัณฑ์ Full City Roast ยี่ห้อ Akha Ama ตารางผลตรวจวิเคราะห์เชื้อราและสารพิษโอคราท็อกซิน เอ ในผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟคั่ว (เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เดือน กันยายน - ตุลาคม 2561)หมายเหตุ หน่วย CFU/g หมายถึง Colony forming unit เป็นหน่วยที่ได้จากวิธีตรวจนับปริมาณกลุ่มจุลินทรีย์ หน่วย ug/kg หมายถึง ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเมล็ดกาแฟคั่ว หน่วย ug/kg หมายถึง ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเมล็ดกาแฟคั่ว หน่วย ug/kg หมายถึง ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเมล็ดกาแฟคั่ว หน่วย ug/kg หมายถึง ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเมล็ดกาแฟคั่ว หน่วย ug/kg หมายถึง ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักเมล็ดกาแฟคั่ว* การตรวจวิเคราะห์เชื้อรา ใช้วิธี FDA BAM Online, 2001 (Chapter 18). ** การตรวจวิเคราะห์สารพิษโอคราท็อกซิน เอ ใช้วิธี In house method SOP LBLC-13024 based on Agronomy Research 9 (Special Issue II), 461-468,2011, HPLC-MS-MS.ข้อแนะนำในการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟคั่ว        แม้ว่าเมล็ดกาแฟคั่วในบรรจุภัณฑ์จะปลอดภัยจากเชื้อราและสารพิษโอคราท็อกซิน เอ (OTA)  แต่หลังจากเปิดห่อบรรจุภัณฑ์เพื่อนำเมล็ดกาแฟไปบด ก็เป็นช่วงเวลาที่เมล็ดกาแฟอาจได้รับความชื้นจนเกิดเชื้อราได้ จึงควรบดเมล็ดกาแฟเฉพาะในปริมาณที่พอเหมาะกับการบริโภค (ผงกาแฟจะมีพื้นที่สัมผัสอากาศมาก กว่ากาแฟที่อยู่ในรูปแบบเมล็ด ทำให้กาแฟเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น) และปิดผนึกห่อเมล็ดกาแฟคั่วส่วนที่เหลือให้มิดชิด (อาจเทเก็บเอาไว้ในขวดโหลที่ปิดสนิท) นำผงกาแฟที่บดแล้วใส่กล่องสุญญากาศ เก็บไว้ในที่แห้งและไม่มีความชื้น      นอกจากนี้ ยังสามารถนำผงกาแฟที่บดแล้วใส่กล่องสุญญากาศ แช่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาก็ได้ เป็นการลดโอกาสที่จะเกิดกลิ่นหืนจากน้ำมันในผงกาแฟ ซึ่งผงกาแฟจะเสื่อมสภาพเร็ว หากทิ้งไว้ให้สัมผัสกับอากาศและความชื้น ควรใช้ช้อนที่แห้งสนิทตักผงกาแฟ เพื่อเก็บรักษาผงกาแฟสุดรักสุดโปรด ให้คงกลิ่นความหอม และปลอดภัยจากเชื้อราแหล่งข้อมูล:- เว็บไซต์ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม - งานวิจัย การตรวจสอบโอคราทอกซินเอในกาแฟคั่วที่จำหน่ายในกรุงเทพมหานคร (สิทธิพร ชมภูรัตน์ และคณะ) - ไทยรัฐออนไลน์ สารพิษจากเชื้อรา ในกาแฟคั่วบด ( - งานวิจัย การตรวจสอบโอคราทอกซินเอในกาแฟคั่วที่จำหน่ายในกรุงเทพมหานคร (สิทธิพร ชมภูรัตน์ และคณะ) - ไทยรัฐออนไลน์ สารพิษจากเชื้อรา ในกาแฟคั่วบด ( - งานวิจัย การตรวจสอบโอคราทอกซินเอในกาแฟคั่วที่จำหน่ายในกรุงเทพมหานคร (สิทธิพร ชมภูรัตน์ และคณะ) - ไทยรัฐออนไลน์ สารพิษจากเชื้อรา ในกาแฟคั่วบด (https://www.thairath.co.th/content/360759) - กรมวิชาการเกษตร. - กรมวิชาการเกษตร. - กรมวิชาการเกษตร. 2548. สารพิษ ออคราทอกซิน เอ และมาตรฐานคุณภาพเมล็ดกาแฟ. สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ แนะนำทำความรู้จัก ‘ โอคราท็อกซิน เอ ’ โอคราท็อกซิน เอ (Ochratoxin A; OTA) คือ สารพิษที่ถูกผลิตขึ้นโดยเชื้อราไมโคท็อกซิน (Mycotoxin) ที่ชื่อ Aspergillus achraceus และ Penicillium viridicatum โดยที่พบจะมี 2 ชนิด คือ A และ B แต่ที่พบตามธรรมชาติคือชนิด A ซึ่งมักปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดธัญชาติ และผลไม้อบแห้ง เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดโกโก้ องุ่นอบแห้ง รวมถึงเมล็ดกาแฟ และอาจพบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ หากว่าสัตว์กินอาหารที่ทำจากพืชที่ปนเปื้อนสารพิษนี้เข้าไป สารพิษโอคราท็อกซิน เอ หรือ OTA มีโครงสร้างที่มีความคงตัว ทนความร้อน ไม่สามารถถูกทำลายที่อุณหภูมิหุงต้มปกติได้ ชอบความชื้น และอุณหภูมิที่ 25 – 28 องศาเซลเซียส OTA เป็นสารพิษที่มีพิษต่อตับและไต หากร่างกายได้รับ OTA สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก จะทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ ไตเกิดอาการติดเชื้อจนอาจนำไปสู่การเกิดเนื้องอกในต่อมไต และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง  OTA ยังเป็นสารพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง ดังนั้นจึงควรหาวิธีลดปริมาณ OTA ที่พบในอาหารให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีการผลิตอาหารจะสามารถทำได้

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 208 ฉลากมะเร็งในร้านกาแฟ

“ในความเป็นจริงแล้วนักพิษวิทยาทราบมานานแล้วว่า ที่ใดมีควันที่นั่นมีสารก่อมะเร็งกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนเสมอ แต่สารพิษกลุ่มนี้มีอยู่ในปริมาณไม่มากจนก่อให้เกิดพิษในคนส่วนใหญ่ ประการสำคัญคือ สารพิษปริมาณน้อยนี้ (น่าจะ) ช่วยกระตุ้นระบบเอ็นซัมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับสารพิษอื่น ๆ ในอาหารที่เรากินออกจากร่างกายด้วยอัตราที่เร็วขึ้น โดยมีข้อแม้ว่า ต้องดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมคือ 3 - 4 แก้วต่อวัน” ประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านไปนั้น ผู้เขียนได้แว่วข่าว(ขณะนั่งพิมพ์งานด้วยคอมพิวเตอร์) จากโทรทัศน์ช่องหนึ่งประมาณว่า “ต้องมีการทำป้ายเพื่อแจ้งผู้ดื่มกาแฟในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาว่า กาแฟมีสารก่อมะเร็ง” ซึ่งเมื่อฟังแล้วก็ไม่น่ามีอะไร เพราะมันเป็นของรู้กันมานานแล้วในแวดวงนักพิษวิทยาจนต่อมามีเพื่อนที่เล่นแบดมินตันด้วยกันถามความเห็นเกี่ยวกับประกาศที่เกี่ยวกับกาแฟนี้ แต่ด้วยความที่ผู้เขียนไม่ได้ตามข่าวเลยตอบเพื่อนไม่ได้ จึงต้องกลับบ้านเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจึงได้พบว่า ประมาณวันที่ 27 มกราคม 2518 ที่ผ่านไปนั้น หนังสือพิมพ์ออนไลน์หลายฉบับเช่น USA Today มีการพาดหัวข่าวว่า “Coffee must carry cancer warning label, California judge rules” ซึ่งแปลได้ประมาณว่า (ร้าน) กาแฟจะต้องติดประกาศเตือน ตามกฏหมายแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียว่า กาแฟมีสารก่อมะเร็งเนื้อข่าวที่ได้จาก USA Today กล่าวว่า องค์กรเอกชนชื่อ The Council for Education and Research on Toxics ได้ฟ้องบริษัทที่ขายกาแฟทั้งยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็กราว 90 แห่งว่า ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียคือ California’s Proposition 65 (เดิมชื่อ The Safe Drinking Water and Toxic Enforcement Act of 1986) ที่ต้องมีคำเตือนผู้ดื่มเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดจากการที่กาแฟมีสารเคมี ซึ่งอาจก่อมะเร็งได้ โดยสารเคมีนั้นคือ อะคริลาไมด์(นอกเหนือไปจากสารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน)California’s Proposition 65 เป็นกฎหมายที่มีเป้าประสงค์ในการปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายที่เกิดจากการได้รับสารพิษในน้ำดื่ม(ปัจจุบันขยายความสู่อาหารที่เป็นของเหลวต่าง ๆ) ซึ่งอาจก่อมะเร็งและความพิการของทารก ดังนั้นเพื่อให้มีการลดหรือขจัดความเสี่ยงของผู้บริโภคเนื่องจากสารพิษในผลิตภัณฑ์ที่ทราบแน่ว่า มีสารพิษที่อาจก่อปัญหา ผู้ประกอบการต้องมีการเตือนผู้บริโภคก่อนการสัมผัสอาหารเหล่านั้น (โดยยังยึดหลักว่า ผู้บริโภคยังมีสิทธิซื้อสินค้าดังกล่าว บนพื้นฐานความเสี่ยงที่ยอมรับเอง) ซึ่งว่าไปแล้วก็ดีต่อผู้ประกอบการในกรณีที่เกิดมีผู้บริโภคเป็นมะเร็งแล้วอ้างว่า เนื่องจากบริโภคสินค้าใดสินค้าหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการประกาศเตือนแล้วคงฟ้องได้แต่ชนะยากโดยหลักการตามกฎหมายแล้ว คำเตือนของฉลากมีลักษณะทั่วไปดังนี้ WARNING: This product contains chemicals known to the State of California to cause cancer and birth defects or other reproductive harm. (สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อนั้นได้ถูกตรวจพบว่ามีสารเคมี ซึ่งเป็นที่รู้ต่อรัฐแคลิฟอร์เนียว่า ก่อมะเร็งและความผิดปรกติของทารกแรกเกิดหรือความผิดปรกติอื่นต่อระบบสืบพันธุ์)   โดยอาจมีข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้กลับมาที่กรณีของร้านกาแฟในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งหลังการยื่นฟ้องศาลในปี 2511 แล้ว ได้มีการสืบพยานต่อๆ กันมาจนสุดท้ายในปีนี้ (2518) ผู้พิพากษาศาลในลอสแองเจลิสจึงได้ตัดสินว่า ร้านกาแฟจำต้องมีป้ายเตือนให้ผู้บริโภคระลึกว่า การดื่มกาแฟนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเนื่องจากมีสารก่อมะเร็ง (ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการคั่ว) ทั้งนี้เพราะบริษัทกาแฟขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่า การดื่มกาแฟนั้น มีประโยชน์ต่อร่างกายมากจนสามารถมองข้ามความเสี่ยงจากสารพิษในกาแฟได้ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ต่างๆ ได้กล่าวพ้องกันประมาณว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เมล็ดกาแฟคั่วแล้วมีการปนเปื้อนของอะคริลาไมด์ (ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่กำหนดตามรัฐบัญญัติ  the Emergency Planning and Community Right-to-Know Act) ในปริมาณน้อย ในความเป็นจริงแล้วสารอะคริลาไมด์นั้น เป็นสารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นในปริมาณน้อยๆ จนดูเป็นของธรรมดาในเมล็ดกาแฟคั่วและอาหารอื่นที่ปรุงสุกด้วยความร้อน เช่น มันฝรั่งทอด บิสกิต และอาหารทารกของบางบริษัท แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ทนายความของบริษัทขายกาแฟ กลับมักง่ายอ้างด้วยความรู้สึกว่า ปริมาณของอะคริลาไมด์นั้นมีค่อนข้างต่ำ จนความเสี่ยงต่อสุขภาพเนื่องจากการดื่มกาแฟนั้นไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งคำพูดดังกล่าวนั้นขาดการสนับสนุนทางวิชาการที่หนักแน่นพอ ศาลจึงไม่รับฟัง เมื่อสืบดูข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟแล้ว ผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์สุขภาพค่อนข้างเชื่อว่า กาแฟนั้นมีแนวโน้มในการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งในผู้บริโภค ศักยภาพในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟนั้น อาศัยหลักการว่า หลังจากเมล็ดกาแฟถูกคั่วแล้วสีของเมล็ดจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำคล้ำ ซึ่งเกิดจากการไหม้และควันที่เกิดจากการคั่วลอยกลับลงมาเคลือบผิวเมล็ด ซึ่งทำให้กาแฟมีกลิ่นไหม้ที่มนุษย์ชอบ ในความเป็นจริงแล้วนักพิษวิทยาทราบมานานแล้วว่า ที่ใดมีควันที่นั่นมีสารก่อมะเร็งกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนเสมอ แต่สารพิษกลุ่มนี้มีอยู่ในปริมาณไม่มากจนก่อให้เกิดพิษในคนส่วนใหญ่ ประการสำคัญคือ สารพิษปริมาณน้อยนี้ (น่าจะ) ช่วยกระตุ้นระบบเอ็นซัมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับสารพิษอื่น ๆ ในอาหารที่เรากินออกจากร่างกายด้วยอัตราที่เร็วขึ้น โดยมีข้อแม้ว่า ต้องดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมคือ 3 - 4 แก้วต่อวันดังนั้นการที่รัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมพร้อมบังคับให้ร้านกาแฟติดประกาศเตือนดังกล่าว ดูไปก็เหมือนการเหวี่ยงแหโดยไม่ได้หวังปลาสักเท่าใดนัก เพราะผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ใคร่กังวลในเรื่องการติดประกาศนี้ อาจเป็นเพราะคนอเมริกันก็ไม่ได้ใส่ใจในการอ่านฉลากหรือประกาศเช่นกันข้อบังคับทางกฎหมายของ California’s Proposition 65 นี้ ปรากฏว่ามีคนอเมริกันนำไปทำให้ดูเป็นของเล่น ตัวอย่างเช่น ป้ายเตือนติดในที่สาธารณะที่ว่า WARNING: The Disneyland resort contains chemicals known to the State of California to cause cancer and birth defects or other reproductive harm หรือ WARNING: Breathing the air in this parking garage can expose you to chemicals including carbon monoxide and gasoline or diesel engine exhaust, which are known to the State of California to cause cancer and birth defects or other reproductive harm เป็นต้น ตัวอย่างตลกอื่นๆ สามารถหาดูได้จาก Googleเว็บไซต์เกี่ยวกับมะเร็งเว็บหนึ่งได้กล่าวเป็นเชิงว่า มีการศึกษาทางระบาดวิทยาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า “การดื่มกาแฟอาจช่วยปกป้องผู้ป่วยจากมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก” นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายคนได้กล่าวในอินเทอร์เน็ตประมาณว่า การศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า “การดื่มกาแฟอาจช่วยป้องกันผู้ดื่มจากการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือผู้ดื่มกาแฟที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วนั้นมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่ไม่ดื่มกาแฟ” อย่างไรก็ดีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถตอบแบบ ฟันธง ให้ศาลยุติธรรมเข้าใจได้ เนื่องจากข้อสรุปที่ได้นั้นจำต้องอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า อาจจะ ซึ่งเป็นกรอบการพูดภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องรอบคอบ เนื่องจากการทดสอบหรือหาข้อมูลในมนุษย์นั้นมีปัจจัยแฝง(confounding factor) หลายประการที่อาจทำให้สิ่งที่ไม่น่าเกิดกลับเกิดขึ้นมาได้ในภาวะใดภาวะหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 207 เครื่องทำกาแฟ Manual & automatic

ตามที่สัญญากันไว้ ฉบับที่แล้วเราลงผลทดสอบเครื่องทำกาแฟแบบแคปซูล คราวนี้เรายังเอาใจคอกาแฟต่อไปด้วยผลทดสอบเครื่องทำกาแฟแบบอัตโนมัติและอัตโนมือ มีมาให้เลือกกัน 14 รุ่น แบ่งออกเป็นแบบอัตโนมัติ 8 รุ่น (ราคาระหว่าง 22,000 ถึง 89,000 บาท) และแบบแมนวลอีก 6 รุ่น (ราคาระหว่าง 3,500 ถึง 10,500 บาท) โดยรวมแล้วพบว่าถ้าอยากประหยัดเงินเราก็ต้องลงแรงกันหน่อย เพราะเครื่องทำกาแฟแบบแมนวลส่วนใหญ่ที่เราทดสอบก็ได้คะแนนใกล้เคียงกับเครื่องอัตโนมัติที่ราคาสูงกว่าหลายเท่า

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 206 เครื่องทำกาแฟแบบแคปซูล

ฉบับนี้เอาใจคนรักคาเฟอีนด้วยผลทดสอบเครื่องทำกาแฟแบบแคปซูล ที่องค์กรทดสอบระหว่างประเทศได้ทำไว้ในระหว่างปลายปี 2560 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา องค์กรผู้บริโภคจากยุโรปและเอเชียร่วมลงขันทดสอบเครื่องรุ่นที่ได้รับความนิยมในประเทศของตนเอง รวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 50 รุ่น แต่ด้วยเนื้อที่อันจำกัดเราจึงขอลงเฉพาะรุ่นที่รองรับการใช้งานร่วมกับแคปซูลก่อน ท่านที่สนใจเครื่องชนิดที่เราเลือกเมล็ดกาแฟมาบดดื่มเอง ติดตามได้ในฉบับหน้าการทดสอบครั้งนี้แบ่งคะแนนออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่- คุณภาพของกาแฟที่ได้ ร้อยละ 35- ประสิทธิภาพการทำงาน ร้อยละ 30- ความสะดวกในการใช้งาน ร้อยละ 30- การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 5  การให้น้ำหนักกับคะแนนด้านต่างๆ อ้างอิงจากผลการทำโฟกัสกรุ๊ปกับผู้ใช้เครื่องทำกาแฟตัวจริง คะแนนเหล่านี้ได้จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ร่วมกับความเห็นของอาสาสมัครที่นำเครื่องกลับไปใช้ที่บ้าน และความพึงพอใจในรสชาติกาแฟของนักชิมกาแฟ (8 คนต่อหนึ่งตัวอย่าง)การตั้งค่าเครื่องทำกาแฟ และแคปซูลกาแฟที่ใช้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตระบุในคู่มือการใช้งานไปดูกันเลยว่าเครื่องทำกาแฟแคปซูลรุ่นไหนจะถูกใจคุณที่สุด 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 205 กาแฟแพงเกินไป

สินค้าหรือบริการใดที่ไม่แสดงราคาหรือรายละเอียดให้ผู้บริโภคทราบก่อน มักสร้างปัญหาน่าปวดหัวตามมาภายหลัง เหมือนอย่างในกรณีนี้ที่ผู้ร้องเป็นคอกาแฟ ซึ่งปกติแล้วเธอยินดีจ่ายค่ากาแฟในราคาสูงเพื่อแลกกับกลิ่นหรือรสชาติของกาแฟแท้ แต่ครั้งนี้กลับต้องตกใจเมื่อพบว่ากาแฟราคาแก้วละ 400 บาท!คุณดวงใจเลือกสั่งมอคค่าเย็น จากร้านกาแฟสดแถวหน้ามหาวิทยาลัยใน จ.พิษณุโลก โดยก่อนชำระค่าสินค้าพนักงานได้สอบถามว่าต้องการกาแฟแบบธรรมดาหรือแท้ เธอจึงตอบกลับไปว่าแท้และไม่คิดว่าราคากาแฟแท้ดังกล่าวจะแพงมากนัก เนื่องจากเห็นป้ายราคาติดไว้ว่า “มอคค่าเย็น 50 บาท” อย่างไรก็ตามหลังจากได้รับกาแฟเรียบร้อย พนักงานก็แจ้งว่าค่ากาแฟทั้งหมด 400 บาท ซึ่งเธอตกใจมากและเมื่อสอบถามจึงทราบว่าที่ราคาสูงเนื่องจากเป็นมอคค่าแท้ ส่วนราคา 50 บาทนั้นสำหรับมอคค่าแบบธรรมดา แม้คุณดวงใจจะไม่พอใจมาก แต่เธอก็ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวไปและต้องการร้องเรียนเพื่อให้ทางร้านมีการปรับปรุงป้ายราคา หรือแจ้งรายละเอียดระหว่างกาแฟแท้กับกาแฟธรรมดาให้ลูกค้าฟังก่อนตัดสินใจ เพราะอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับผู้บริโภคคนอื่นๆ อีก เธอจึงส่งเรื่องมายังศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อขอคำแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับกรณีนี้หากผู้บริโภคพบว่า การแสดงป้ายราคาสินค้าหรือค่าบริการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมการค้าภายในได้กำหนดไว้ คือ 1. สามารถเห็นราคาได้อย่างชัดเจน 2. ราคาที่แสดงต้องเป็นราคาต่อหน่วย 3. รายการที่แสดงต้องเป็นภาษาไทย (แต่จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้) 4. แสดงค่าใช้จ่ายอื่นที่เรียกเก็บเพิ่มเติมให้ชัดเจน เช่น ภาษีหรือเซอร์วิสชาร์ท 5. ป้ายราคาสินค้าและบริการต้องแสดงให้ตรงกับราคาที่จำหน่าย (ยกเว้นจำหน่ายต่ำกว่าราคา) สามารถโทรศัพท์ร้องเรียนโดยตรงได้ที่ เบอร์สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือร้องเรียนออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน http://www.dit.go.th/ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่าทางร้านค้า/ ร้านอาหารกระทำผิดจริงจะโดนโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า200 Point

ฉบับที่ 200 ผลทดสอบ “คาเฟอีน” ในกาแฟซอง 3 in 1

ฉลาดซื้อ ฉบับที่ 198 ประจำเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราเพิ่งนำเสนอผลการสำรวจปริมาณน้ำตาลและพลังงานในกาแฟซอง 3 อิน 1 โดยการดูข้อมูลบนฉลาก ซึ่งผลสำรวจที่ได้พบว่า ปริมาณน้ำตาลในกาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง หรือ 3 อิน 1 เฉลี่ยอยู่ที่ 10 – 13 กรัมต่อ 1 ซอง ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมต่อร่างกายใน 1 วัน คือไม่เกิน 24 กรัม ส่วนปริมาณพลังงาน เฉลี่ยอยู่ที่ 65  - 90 กิโลแคลอรีต่อ 1 ซองฉบับนี้ โครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ โดยนิตยสารฉลาดซื้อ ขอเอาใจคอกาแฟอีกครั้ง โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มกาแฟซองพร้อมชงแบบ 3 อิน 1 โดยครั้งนี้เราจะพาไปดูผลทดสอบ “ปริมาณคาเฟอีน” ซึ่งถือเป็นจุดขายหลักของการดื่มกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแบบไหน ลองไปดูกันสิว่า กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผงที่ถูกเติมทั้งน้ำตาลและครีมมาแล้วเรียบร้อย จะยังเหลือปริมาณคาเฟอีนมากน้อยแค่ไหน และแถมด้วยการทดสอบสารพิษจากเชื้อราที่เรียกว่า โอคราทอกซิน เอ ซึ่งมักพบในผลิตภัณฑ์กาแฟ ว่ามีปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์กาแฟ 3 in 1 หรือไม่ กาแฟซอง 3 in 1 มี “คาเฟอีน” ได้มากแค่ไหน?เพราะ คาเฟอีน เป็นสารที่ให้ทั้งคุณและโทษต่อร่างกายของเรา ถ้าได้รับในปริมาณที่พอเหมาะก็ช่วยกระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าได้รับมากเกินไปจะส่งต่อการทำงานของระบบประสาท ทำให้ปวดหัว นอนไม่หลับ เป็นที่มาให้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานปริมาณคาเฟอีนในผลิตภัณฑ์กาแฟประเภทต่างๆ สำหรับ กาแฟซองพร้อมชง 3 อิน 1 หรือ กาแฟปรุงสำเร็จชนิดแห้ง ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543 เรื่อง กาแฟ ได้กำหนดมาตรฐานปริมาณคาเฟอีนเอาไว้ที่ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อกาแฟปรุงสำเร็จชนิดแห้งที่ชงเป็นของเหลวแล้ว 100 มิลลิลิตรหรือคิดง่ายๆ ก็คือ กาแฟซองพร้อมชง 3 อิน 1 จำนวน 1 ซอง หรือ 1 เสิร์ฟ ซึ่งคำแนะนำข้างซองระบุไว้ว่าให้ชงกับน้ำร้อน 100 – 150 มิลลิลิตรอยู่แล้ว ควรมีปริมาณคาเฟอีนไม่เกิน 100 มิลลิกรัมปริมาณคาเฟอีนในกาแฟแต่ละชนิดที่กฎหมายกำหนดชนิดของกาแฟ ปริมาณคาเฟอีนที่กำหนดตามกฎหมายกาแฟแท้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของน้ำหนักกาแฟที่สกัดกาเฟอีน ไม่เกินร้อยละ 0.1 ของน้ำหนักกาแฟสำเร็จรูป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 ของน้ำหนักกาแฟสำเร็จรูปผสม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนักกาแฟสำเร็จรูปที่สกัดกาเฟอีนออก ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของน้ำหนักกาแฟที่ผ่านกรรมวิธีให้เป็นของเหลว ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 มิลลิลิตรประโยชน์และโทษ ของคาเฟอีนเมื่อร่างกายได้รับสารคาเฟอีนมันจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และยังคงฤทธิ์อยู่ระหว่าง 2-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน คาเฟอีนทำให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่า และทำให้มีสมาธิ ลดโอกาสการเกิดอัลไซเมอร์ มะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเพิ่มเซลล์สมอง ทำให้เพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ สารคาเฟอีนเมื่อดูดซึมเข้าร่างกายจะถูกจำกัดออกด้วยการปัสสาวะ ไม่มีสะสมในร่างกายส่วนผลเสียและผลข้างเคียงหากบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ปวดหัว โรคกระเพาะอาหาร(คาเฟอีนจะกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อออกมาช่วยย่อย) นอกจากนั้นผลข้างเคียงของคาเฟอีนจะทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมลดลง สตรีมีครรภ์จึงไม่ควรดื่มกาแฟ สำหรับผู้สูงอายุ หากดื่มกาแฟมากเกิน 3 ถ้วยต่อวัน ก็มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนด้วย ในผู้ป่วยโรคไตควรลดหรืองดดื่มกาแฟ เนื่องจากคาเฟอีนจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นโอคราทอกซิน(ocratoxin) เป็นสารพิษที่สร้างโดยเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus และ Pennicilliumochratoxin มี 2 ชนิดคือ A และ B แต่ที่พบตามธรรมชาติคือ ochratoxin A ส่วนมากจะพบในเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต และในเมล็ดกาแฟ เมล็ดโกโก้ และถั่วเมล็ดแห้งชนิดต่างๆ และพบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อไก่ และเนื้อหมู หรือตรวจพบปนเปื้อนในเบียร์และเครื่องเทศหลายชนิด การเกิดพิษ ochratoxins มีพิษต่อไตและตับทั้งในคนและสัตว์ นอกจากนี้ยังเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะด้วยตารางแสดงผลทดสอบปริมาณคาเฟอีนในผลิตภัณฑ์กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง หรือ กาแฟซอง 3 อิน 1ผลทดสอบคาเฟอีน-จากตัวอย่าง กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง หรือ กาแฟซองพร้อมชง 3 อิน 1 จำนวน 26 ตัวอย่าง พบว่าทุกตัวอย่างมีปริมาณคาเฟอีนต่อ 1 ซอง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กฏหมายกำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543 เรื่อง กาแฟ ได้กำหนดมาตรฐานปริมาณคาเฟอีนเอาไว้ที่ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อกาแฟปรุงสำเร็จชนิดแห้งที่ชงเป็นของเหลวแล้ว 100 มิลลิลิตรตัวอย่างที่พบปริมาณคาเฟอีนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.คาราบาว 3 in1 เอสเปรสโซ ปริมาณกาแฟต่อ 1 ซอง 18 กรัม ทดสอบพบคาเฟอีน 96 มิลลิกรัม 2. อาวว์ ทรีอินวัน สตอง อินสแตนท์ คอฟฟี่ ปริมาณกาแฟต่อ 1 ซอง 16 กรัม  ทดสอบพบคาเฟอีน 87 มิลลิกรัม3. เฟรนช์ คาเฟ่ 3 อิน1 ริช โกลด์ ปริมาณกาแฟต่อ 1 ซอง 18.8 กรัม ทดสอบพบคาเฟอีน 85 มิลลิกรัมตัวอย่างกาแฟซองพร้อมชง 3 อิน 1 ที่นำมาทดสอบ พบค่าเฉลี่ยของปริมาณกาแฟอยู่ที่ 13.9% ต่อซอง โดยตัวอย่างที่พบปริมาณกาแฟมากที่สุดคือตัวอย่างยี่ห้อ มัซ เอสเปรสโซคอฟฟี่ 3 อิน 1 มีปริมาณกาแฟอยู่ที่ 39.07% หรือประมาณ 7 กรัมต่อซอง-พบว่ามีตัวอย่างกาแฟซองพร้อมชง 3 อิน 1 จำนวน 5 ตัวอย่าง ที่ไม่มีฉลากภาษาไทย เพราะเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ลาว เมียนมาร์ โดยเป็นตัวอย่างที่เก็บจากจังหวัดสงขลาและจังหวัดเชียงราย ซึ่งขัดกับข้อบังคับตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 383) พ.ศ. 2560 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ (ฉบับที่ 2) ผลทดสอบโอคราทอกซิน เอ  ไม่พบในทุกตัวอย่าง 

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า500 Point

ฉบับที่ 198 น้ำตาลและพลังงาน ในกาแฟซอง ทรีอินวัน

กาแฟซอง 3 in 1 เป็นกาแฟปรุงสำเร็จชนิดผงที่ผู้บริโภคในบ้านเราให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะสะดวก เพียงฉีกซองใส่แก้วเติมน้ำร้อนก็ดื่มได้แล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อยถูกปากในราคาไม่แพงมากอีกด้วย โดยเหตุผลหลักที่ทำให้กาแฟประเภทนี้รสชาติดีก็มาจากส่วนประกอบหลัก 3 อย่างคือ กาแฟ ครีมเทียมและน้ำตาล ซึ่งผสมผสานมาแล้วพร้อมกับวัตถุเจือปนอาหารต่างๆ อย่างลงตัว ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคที่ไม่อยากชงกาแฟดื่มเองได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตามด้วยรสชาติที่อร่อยและขนาดซองที่ไม่ใหญ่มากนัก ทำให้ผู้บริโภคหลายคนลืมไปว่าในกาแฟทรีอินวันเหล่านี้อาจมีปริมาณน้ำตาล ไขมันและให้พลังงานสูง ซึ่งหากบริโภคมากเกินไป สามารถทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานจากการได้รับน้ำตาลเกิน 24 กรัม/วัน หรือโรคหัวใจ จากการได้รับไขมันไม่ดีสะสม รวมทั้งโรคไขมันในเลือดสูงได้ เราจึงต้องระมัดระวังในการดื่มกาแฟประเภทนี้ ฉลาดซื้อจึงขออาสาตรวจสอบปริมาณน้ำตาลและพลังงาน ของกาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง  3 in 1 จาก 15 ยี่ห้อยอดนิยมจำนวน 18 ตัวอย่าง หลังจากในเล่มที่ผ่านมาเราเคยทดสอบ คาเฟอีนและน้ำตาลในกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่มหรือกาแฟกระป๋องกันไปแล้ว ซึ่งผลทดสอบจะเป็นอย่างไร ลองไปดูกันเลยสรุปผลการสำรวจฉลากจากกาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง แบบ 3in1 ที่นำมาทดสอบทั้งหมด 15 ยี่ห้อ 18 ตัวอย่าง พบว่า1. ยี่ห้อที่มีปริมาณพลังงานมากที่สุดคือ เอ็ก ชอง ไวท์ คอฟฟี่ ทาริก ทรี อิน วัน ให้พลังงาน 185 กิโลแคลอรี/40 กรัม และเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา ให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี/19.4 กรัม ในขณะที่ยี่ห้อที่มีปริมาณพลังงานน้อยที่สุดคือ มัซ เอสเปรสโซคอฟฟี่ ให้พลังงาน 65 กิโลแคลอรี/18 กรัม2. ยี่ห้อที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดคือ เอลี่คาเฟ่ คลาสิค มีน้ำตาล 13.8 กรัม/20 กรัม และยี่ห้อที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยที่สุดคือ มัซ เอสเปรสโซคอฟฟี่ มีน้ำตาล 0 กรัม/18 กรัม(ใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล)3. ยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันมากที่สุดคือ เอ็ก ชอง ไวท์ คอฟฟี่ ทาริก ทรี อิน วัน มีไขมัน 7 กรัม/40 กรัม และยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันน้อยที่สุดคือ บัดดี้ดีน ทรีอินวัน เอ็กซ์ตร้าโรสท์ มีไขมัน 0 กรัม/18 กรัม4. มี 7 ยี่ห้อที่ไม่สามารถตรวจสอบปริมาณพลังงาน น้ำตาลหรือไขมันได้ เนื่องจากไม่มีฉลากโภชนาการ ได้แก่ 1. อาราบัส ทรีอินวัน ออริจินัล 2. เฟรนช์ คาเฟ่ ริช โกลด์ 3. จีเซเว่น คอฟฟี่มิกซ์ 4. กาแฟเขาทะลุ สูตรเอสเพสโซ่ 5. กาแฟเขาทะลุ สูตรดั้งเดิม 6. เบอร์ดี้ โรบัสต้า และ 7. มอคโคน่า ทรีโอ เอสเปรสโซ่ตารางแสดงปริมาณพลังงาน น้ำตาลและไขมันในกาแฟ ทรีอินวันสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 สารปรุงแต่งในผลิตภัณฑ์กาแฟ ทรีอินวัน การใส่สารปรุงแต่งหรือวัตถุเจือปนอาหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสที่ดี คงตัว สะดวกในการขนส่งและเก็บรักษา และทำให้มีสีสันที่คล้ายธรรมชาติ ได้แก่ 1.สารควบคุมความเป็นกรด2.สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน3.อิมัลซิไฟเออร์ คือ สารที่ทำให้ส่วนผสมที่ปกติไม่สามารถผสมกันได้ สามารถรวมตัวกันได้ เช่น น้ำกับน้ำมัน และช่วยยืดอายุการเก็บรักษา4.สารช่วยทำละลาย 5.สารที่ทำให้คงตัว 6.สารเพิ่มปริมาณ(มอลโตเดกซ์ตริน) คือ คาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ (Polysaccharide) 7.สี กลิ่น เลียนแบบธรรมชาติตลาดกาแฟในปี 2557 กาแฟ 3 in 1 ครองส่วนแบ่งของตลาดกาแฟ ด้วยมูลค่าตลาด 15,000 ล้านบาท และมีการเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้นำทางการตลาดคือ เนสกาแฟ มีส่วนแบ่งที่ร้อยละ 63 ตามมาด้วยซูเปอร์กาแฟ ส่วนแบ่งที่ร้อยละ 12 ที่เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นของเบอร์ดี้และมอคโคน่า อย่างไรก็ตามตลาดกาแฟ 3 in1 จะมีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ดาว คอฟฟี่ อาราบัส ของดัชมิลล์ ทำให้กลายเป็นตลาดที่มีความแข่งขันสูงมากที่มา: http://marketeer.co.th/archives/38718

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า500 Point

ฉบับที่ 195 เครื่องทำกาแฟ

ฉลาดซื้อฉบับนี้มีผลทดสอบมาฝากสมาชิกที่กำลังมองหาเครื่องทำกาแฟมาไว้ใช้เองในบ้าน เรามีมาให้เลือก 19 รุ่น ทั้งแบบอัตโนมัติที่ทำให้ตั้งแต่บดเมล็ดกาแฟไปจนออกมาเป็นเอสเปรสโซ แบบแคปซูลสำเร็จรูปและแบบธรรมดา สนนราคาก็มีให้เลือกตั้งแต่ 2,000 กว่าไปจนเกือบหกหมื่นบาทในการทดสอบครั้งนี้ทีมทดสอบขององค์การทดสอบระหว่างประเทศ (ICRT) ได้ให้สัดส่วนคะแนนด้านต่างๆ ไว้ดังนี้ความสะดวกในการใช้งาน (เช่น การทำกาแฟ ตั้งโปรแกรม ปรับอุณหภูมิ เติมน้ำ ทำความสะอาด ล้างตะกรัน  เป็นต้น) 30 คะแนนคุณภาพและรสชาติของกาแฟ 20 คะแนนความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ 15 คะแนนการประหยัดพลังงาน 10 คะแนนการทำฟองนม 10 คะแนนความเร็วในการทำงาน 5 คะแนนฟังก์ชั่นทำพร้อมกัน 2 แก้ว   5 คะแนนคู่มือการใช้งาน 5 คะแนนส่วนเรื่องดีไซน์และความสวยงามนั้นแม้จะไม่มีสัดส่วนคะแนนให้ แต่ทีมเขาบอกว่าเป็นงานดีห้าดาวทุกรุ่น วางไว้เฉยๆ ก็ทำหน้าที่เป็นงานศิลป์ประดับครัวได้ ในภาพรวม รุ่นที่ได้คะแนน 5 ดาวเพียงมีรุ่นเดียวได้แก่ Delonghi ECAM 650.55.MS PRIMADON- ELITE ที่ราคาเหยียบหกหมื่น แต่ที่เหลือก็ไม่ธรรมดา ได้คะแนนไปในระดับ 4 ดาวทุกรุ่น ใครชอบแบบไหน เลือกกันได้ในหน้าถัดไป หมายเหตุ: - เมล็ดกาแฟที่ใช้เป็นไปตามสเปคของเครื่องแต่ละยี่ห้อ แต่กรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ ทีมงานจะใช้เมล็ดกาแฟของ illy- ราคาที่ลงไว้เป็นราคาที่แปลงจากสกุลเงินยูโร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า300 Point

ฉบับที่ 195 กระแสในประเทศ

สรุปความเคลื่อนไหว เดือนพฤษภาคม 2560เตรียมบังคับแท็กซี่ติดตั้งปุ่มฉุกเฉินและกล้องวงจรปิดเราได้เห็นข่าวคราวในแง่ลบของบริการแท็กซี่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบคนขับแท็กซี่ หรือพนักงานขับรถที่พูดจาไม่ดี หรือแสดงกริยาที่ไม่เหมาะสมกับผู้โดยสาร แม้จะมีหน่วยงานให้ร้องเรียนอย่างกรมขนส่งทางบก แต่ก็ดูเหมือนปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกล่าสุดปัญหานี้น่าจะคลี่คลายลงได้บ้าง(หรือไม่) เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีการหารือเรื่องความคืบหน้าการจัดระเบียบแท็กซี่ โดยเตรียมประกาศใช้กฎกระทรวงที่จะบังคับให้รถแท็กซี่ทุกคันต้องติดตั้งระบบจีพีเอส ติดตั้งกล้องซีซีทีวีภายในรถ และมีปุ่มกดฉุกเฉินสำหรับผู้โดยสาร เพื่อส่งข้อมูลเข้ามายังศูนย์ควบคุมที่จะมีการตั้งขึ้นเพื่อบริการผู้โดยสารแท็กซี่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค.2560 นี้เป็นต้นไป โดยรถแท็กซี่ใหม่จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ตามที่กำหนดไว้ทันทีก่อนนำมาให้บริการ ส่วนแท็กซี่ที่ใช้มาแล้ว 3-6 ปี จะขยายเวลาติดตั้ง 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนแท็กซี่เก่าที่กำลังจะถูกปลดระวางภายใน 1-2 ปี จะได้รับการยกเว้น“อาหารเสริม” – “กาแฟลดน้ำหนัก” แอบใส่ยาอันตรายเพียบใครที่ชอบกินกาแฟลดน้ำหนัก ระวังให้ดี เพราะมีผลทดสอบยืนยันแล้วว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีส่วนผสมของยาแผนปัจจุบันที่อาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานต่างๆ เฝ้าระวังการใช้ยาแผนปัจจุบันในอาหาร โดยเฉพาะในตัวอย่างกาแฟสำเร็จรูปชนิดผง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งพบเห็นมีการจำหน่ายอยู่มากมายตามสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งสิ้น 1,603 ตัวอย่าง โดยผลการตรวจสอบพบว่า ในกลุ่มตัวอย่าง กาแฟสำเร็จรูปชนิดผง จำนวน 462 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของยากลุ่มที่รักษารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ร้อยละ 26.2 นอกจากนี้ยังพบทั้งยาลดความอ้วน (ร้อยละ 13.7) และกลุ่มยานอนหลับ (ร้อยละ 0.5)ส่วนตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำนวน 1,034 ตัวอย่าง ก็พบกลุ่มยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศทั้งแบบยาชนิดเดียวและสองชนิดรวมกัน มากถึงร้อยละ 42.9 รวมทั้งกลุ่มยาลดความอ้วน ยาระบาย และยาลดความยากอาหาร นอกจากนี้ยังพบกลุ่มยาอันตรายอย่าง สเตียรอยด์ และ ไซบูทรามีน ผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่ยารักษาโรค ไม่มีผลทางการบำบัด บรรเทา หรือรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทั้งสิ้น อาหารที่มีการผสมยาแผนปัจจุบันจึงถือเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ผิดกฎหมาย รวมทั้งยังอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่รับประทาน รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เช่น กลุ่มยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้หัวใจวาย เส้นโลหิตในสมองแตก ความดันโลหิตสูง ส่วน ไซบูทรามีน ที่เป็นสารอันตราย แต่ผู้ผลิตที่ไม่หวังดีชอบเอามาใส่ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ทำมีผลต่อการเกิดโรคหัวใจวายและเส้นโลหิตในสมองแตก ใช้ “รีเทนเนอร์” เถื่อนเสี่ยงติดเชื้ออันตรายถึงชีวิตอย.ฝากเตือนถึงคนที่กำลังคิดจะใส่เครื่องมือที่ช่วยรักษาสภาพฟันหลังการจัดฟัน หรือ“รีเทนเนอร์” (Retainer) ต้องได้รับบริการจากทันตแพทย์เท่านั้น โดยทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ฟันของผู้ป่วยและส่งข้อมูลของผู้ป่วยให้ผู้ผลิต ผลิตรีเทนเนอร์ออกมาเพื่อให้ตรงกับสภาพฟันของผู้ป่วย เพราะเรื่องในช่องปากเป็นเรื่องเฉพาะคน จึงต้องให้ทันตแพทย์เป็นผู้ตรวจและหล่อบล็อกออกมาเฉพาะคนหลังจากเกิดดราม่าบนโลกออนไลน์กรณีที่ “จ๊ะ อาร์สยาม” หรือ น.ส.นงผณี มหาดไทย นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง รับบริการทำรีเทนเนอร์โดยตรงกับแฟนคลับ ที่อ้างว่ามีใบอนุญาตผลิตรีเทนเนอร์ จึงหลงเชื่อให้แฟนคลับคนดังกล่าวพิมพ์ฟันให้และช่วยโปรโมตร้านผลิตรีเทนเนอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่า ร้านดังกล่าวมีใบอนุญาตผลิตเครื่องมือแพทย์จริง แต่เป็นเพียงการผลิตฟันปลอม ไม่ครอบคลุมถึงรีเทนเนอร์นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการ อย. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การจะผลิตรีเทนเนอร์ให้คนไข้หรือคนจัดฟันใส่นั้น ผู้ผลิตจะต้องผลิตตามใบสั่งของทันตแพทย์เท่านั้น ส่วนที่มีการโฆษณารับทำรีเทนเนอร์ทางโซเชียลมีเดีย เข้าข่ายผิด พ.ร.บ. วิชาชีพทันตกรรม ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เฉพาะผู้มีใบประกอบวิชาชีพทันตกรรมเท่านั้นที่สามารถจะพิมพ์ฟันได้ และต้องทำภายในสถานพยาบาลหรือคลินิกทันตกรรมเท่านั้นสคบ.สั่ง “กระทะโคเรียคิง” หยุดโฆษณาเอาเปรียบผู้บริโภคสคบ.สั่ง “กระทะโคเรียคิง” หยุดโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค โดยการใช้ข้อมูลที่พิสูจน์ไม่ได้ ด้าน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดให้ผู้ที่ซื้อกระทะโคเรียคิงที่ต้องการขอคืนสินค้าและขอคืนเงินสามารถแสดงความจำนงเข้ามาเพื่อร่วมดำเนินการตามกฎหมายในการฟ้องคดีแบบกลุ่มกระแสดราม่ากระทะโคเรียคิง จุดเริ่มต้นมาจากที่มีคนไทยไปพบกระทะยี่ห้อดังกล่าววางจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์ในราคาที่ตีเป็นเงินบาทแล้วแค่ 600 บาท แต่ในเมืองไทยกลับจำหน่ายอยู่ที่ราคาสูงถึง 2,000 กว่าบาท แถมในโฆษณายังมีการอ้างว่าเป็นราคาที่ลดลงมาจากราคา 30,000 กว่าบาท ซึ่งนอกจากความสงสัยของผู้บริโภคในเรื่องของราคาแล้ว ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มขึ้นในเรื่องของคุณสมบัติของกระทะ ทั้งเรื่องการเคลือบผิวกระทะ 8 ชั้น การใช้หินอ่อนเคลือบกระทะ ตามที่ระบุในโฆษณาสคบ.จึงได้มอบหมายให้นักวิชาการและสถาบันด้านการทดสอบ ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติของกระทะโคเรียคิง ซึ่งจากการทดสอบพบว่า 1.เนื้อกระทะทำมาจากอะลูมิเนียมเสริมเหล็ก 2.เนื้อกระทะเคลือบด้วยพอลิเมอร์ และ 3.ตรวจสอบดูชั้นเคลือบของกระทะ พบว่าไม่ได้มี 8 ชั้น และไม่พบหินอ่อนในชั้นเคลือบกระทะเป็นที่มาให้ สคบ.มีคำสั่งให้กระทะโคเรียคิงชะลอการโฆษณา เนื่องจากมีการใช้ข้อความไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 และ พรบ.ขายตรง 2545 ซึ่งขณะนี้ พบว่า โฆษณามีลักษณะจูงใจ เช่นการใช้คำว่า กระทะโคเรียคิงมีความลื่นไหลกว่า 300% หรือ 3 เท่า เคลือบ 8 ชั้น หรือ กำหนดเงื่อนไขราคาที่สูงแต่ขายจริงในราคาต่ำ ไม่มีข้อมูลอ้างอิงที่มาของราคา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีผลต่อการจูงใจผู้บริโภค แต่ทว่าเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยผู้ที่ซื้อกระทะโคเรียคิงแล้วต้องการขอคืนสินค้าและขอคืนเงิน โดยการยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีแบบกลุ่ม สามารถส่งหลักฐานการซื้อกระทะโคเรียคิง เช่น ใบเสร็จการซื้อ หลักฐานการโอนเงินสั่งซื้อ และสำเนาบัตรประชาชน ได้ที่สำนักงานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือทางอีเมล์ complaint@comsumerthai.org       

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 192 คาเฟอีนและน้ำตาล ในกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม

กาแฟปรุงสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ทางเลือกสำหรับคอกาแฟที่รักความสะดวกรวดเร็ว เพียงเปิดกระป๋องปุ๊บก็ดื่มได้ทันที ซึ่งปัจจุบันมีหลายยี่ห้อและรสชาติให้ลิ้มลองในราคาสบายกระเป๋า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้บริโภคหลายคนอร่อยเพลิน จนลืมไปว่ากาแฟกระป๋องเหล่านั้นอาจมีคาเฟอีนและน้ำตาลผสมอยู่ในปริมาณสูง โดยหากเราบริโภคมากเกินไป สามารถทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานจากการได้รับน้ำตาลเกิน 24 กรัม/วัน หรืออาการติดคาเฟอีน (Caffeinism) จากการได้รับคาเฟอีนมากไปหรือเกินวันละ 200 มิลลิกรัม ซึ่งจะทำให้รู้สึกกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ทำงานไม่ได้ จนกว่าจะเพิ่มปริมาณคาเฟอีนในกระแสเลือดก่อน นอกจากนี้ผลที่ตามมาคือสมองและหัวใจจะถูกกระตุ้นเกินกว่าปกติ ทำให้ปวดศีรษะ ใจเต้นเร็ว ใจสั่นและความดันโลหิตสูงได้ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงขอเสนอผลเปรียบเทียบปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลในกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่มจำนวน 26 ตัวอย่างจาก 19 ยี่ห้อยอดนิยม ซึ่งเจ้าไหนจะมีน้ำตาลและคาเฟอีนสูงกว่ากัน ลองไปดูได้เลยสัดส่วนการตลาดกาแฟพร้อมดื่มปี 2557กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม มีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 ในตลาดกาแฟรวม ด้วยมูลค่า 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟกระป๋อง 95% และแบบขวด PET 5% นอกจากนี้ยังมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 6% โดยผู้นำตลาดคือ ยี่ห้อเบอร์ดี้ ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 70%ที่มา: http://marketeer.co.th/archives/31046สรุปผลการทดสอบจากตัวอย่างกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่มทั้งหมด 26 ตัวอย่างจาก 19 ยี่ห้อที่นำมาทดสอบ พบว่า1.ยี่ห้อที่มีปริมาณคาเฟอีนมากสุด คือ ดาว สูตรไอซ์ คลาสสิค เบลนด์ มีปริมาณคาเฟอีน 91.1 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร เอาชนะยี่ห้อ คาราบาว สูตรเอสเปรสโซ ที่มีปริมาณคาเฟอีน 91 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร ไปเพียง 0.1 มิลลิกรัมเท่านั้น และสำหรับยี่ห้อที่มีปริมาณคาเฟอีนน้อยที่สุด คือ สตาร์บัคส์ สูตรคอฟฟี่ แฟรบปูชิโน่ มีปริมาณคาเฟอีน 29 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร2. ยี่ห้อที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุด คือ โคฟี่ กาแฟสำเร็จ มีปริมาณน้ำตาลถึง 49 กรัม/ หน่วยบริโภค ส่วนยี่ห้อที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยที่สุดมี 2 ยี่ห้อ คือ วีสลิม สูตรเอสเปรสโซและเนสกาแฟ สูตรเอ็กซตร้า ริช มีปริมาณน้ำตาล 14 กรัม/หน่วยบริโภคเท่ากัน ทั้งนี้สำหรับยี่ห้อ เพรียว คอฟฟี่ มีปริมาณน้ำตาล 0 กรัม/ หน่วยบริโภค เนื่องจากเป็นสูตรไม่มีน้ำตาล(รสหวานจากน้ำตาลเทียม)3. มี 10 ยี่ห้อที่ไม่สามารถตรวจสอบปริมาณน้ำตาลได้ เนื่องจากไม่มีฉลากโภชนาการ ได้แก่ 1.มง ปาซิญง (MON PASSION) สูตรคาเฟ่ มอคค่า 2.อาฮ่า (A-Ha) สูตรคาปูชิโนผสมช็อกโกแลต 3.อาราบัส สูตรลาเต้ 4.ไอวี่ กาแฟสูตรโบราณ 5.ยูเอฟซี สูตรกาแฟเย็น เข้มข้นรสกาแฟแท้ 6.เบอร์ดี้ สูตรคลาสสิกและสูตรบาริสต้า เอสเปรสโซ ช็อต 7.เทอร์บัสต้า แมกซ์ สูตรออริจินอล 8.ดาวแมกซ์ คอฟฟี่ และดาว สูตรไอซ์ คลาสสิค เบลนด์ 9.ซูซูกิ โกเมท์ สูตรไอซ์ คอฟฟี่ และ 10.คาราบาว สูตรบัสต้าและสูตรเอสเปรสโซ4. มี 4 ยี่ห้อที่ไม่มีฉลากภาษาไทยกำกับ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบทั้งปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลได้ คือ 1.ยูซีซี สูตรเอสเพรสโซ่พรีเมี่ยม 2. WONDA WONDERFUL COFFEE 3.FIRE 4.TULLY’S COFFEE BARISTA’Sข้อสังเกต- การแสดงฉลากตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ.2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ กำหนดไว้ว่า การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่ายหรือที่จำหน่าย ต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย และอย่างน้อยจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ (เว้นแต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะยกเว้นให้ไม่ต้องระบุข้อความหนึ่งข้อความใด) 1.ชื่ออาหาร 2.เลขสารบบอาหาร 3.ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุหรือผู้นำเข้า หรือสำนักงานใหญ่

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 190 กระแสต่างแดน

ขอแชร์เรื่องร้อนข้อมูลมหาศาลจากกิจกรรมออนไลน์ของเราไม่ได้ถูกเก็บในก้อนเมฆอย่างที่เราเรียกกัน จริงๆ แล้วมันอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการเจ้าต่างๆ อาจเป็นห้องเล็กๆ หรืออาคารขนาด 15 สนามฟุตบอลที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ และมันบริโภคร้อยละ 3 ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยลีดส์ ในอังกฤษระบุว่าการแชะ แชร์ ช้อปและอื่นๆ บนอุปกรณ์สื่อสารของเราจะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 300 เท่าอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องรีบทำตัวให้ “เขียว” เช่น Facebook เลือกสร้างศูนย์ข้อมูลไว้ทางตอนเหนือของสวีเดน 70 ไมล์จากวงแหวนอาร์กติกเพื่อลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ (แต่ก็ยังต้องใช้พัดลมยักษ์ช่วยถึง 500 ตัว) ในขณะที่ค่าย Ericsson ส่งลมร้อนที่เกิดขึ้นไปให้ความอบอุ่นกับผู้คนในเมืองเคอโดนูมี ทางตอนใต้ของฟินแลนด์ด้าน Google และ Apple เริ่มหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google ที่มีแผนจะใช้พลังงานสะอาดในศูนย์ข้อมูลทั้งหมดของบริษัทภายในปี 2017ขอคืนด้วยคนเยอรมันรักการดื่มกาแฟไม่แพ้ชาติใดในโลก มีผู้คนถึงร้อยละ 70 ที่นิยมซื้อกาแฟใส่แก้วไปทานนอกร้าน ทำให้สถิติการใช้แก้วกระดาษของเขาอยู่ที่ชั่วโมงละ 320,000 ใบ หรือปีละ 3,000 ล้านใบ ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ปีละ 83,000 ตัน และเนื่องจากเยอรมนีเคร่งครัดเรื่องความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหาร ผู้ผลิตจึงไม่นิยมนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ จึงมีต้นไม้ถูกตัดปีละ 43,000 ต้น สมาคมพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเยอรมนีบอกว่าถ้ากาแฟ “ทูโก” จะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ก็ควรมีแก้วกาแฟแบบใช้ซ้ำไว้เป็นทางเลือกบ้าง โปรเจค “ไฟร์บูร์กคัพ” เริ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมาและมีทีท่าว่าจะไปได้สวย ขณะนี้มีผู้ประกอบการร้านกาแฟเข้าร่วม 56 ราย และมีแก้วกาแฟที่ล้างแล้วใช้ซ้ำได้ถึง 400 ครั้งหมุนเวียนอยู่ในเมือง 15,000 แก้ว (แต่แมคโดนัลด์และสตาร์บัคส์ ไม่ร่วมด้วยเพราะไม่ต้องการใช้แก้วที่ไม่มีสัญลักษณ์แบรนด์ตัวเอง)ผู้ซื้อจ่ายค่ามัดจำแก้ว 1 ยูโร (38 บาท) ไปพร้อมค่ากาแฟ เมื่อดื่มหมดแล้วก็นำแก้วไปขอรับเงินคืนจากสาขาใดก็ได้ของร้านดังกล่าว เจ้าของร้าน Cafe Aspekt บอกว่าขณะนี้ร้อยละ 30 ของลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ “ไฟร์บูร์กคัพ” แล้วแอปหมูๆชาวโฮจิมินห์มีตัวช่วยในการเลือกซื้อเนื้อหมูในตลาดสดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม เป็นมา ผู้บริโภคจะสามารถโหลดแอปจาก www.te-food.com ลงในสมาร์ตโฟนเพื่อใช้สแกนข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ ฟาร์มเลี้ยง โรงฆ่า ไปจนถึงตลาดที่จำหน่าย จากตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดอยู่ที่เนื้อหมูได้ขณะนี้มีฟาร์มประมาณ 1,000 แห่ง โรงฆ่า 11 โรง และตลาดอีก 60 แห่งสนใจเข้าร่วมโครงการนำร่อง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐที่ดูแลด้านอุตสาหกรรมและการค้า การเกษตร การพัฒนาชนบท และเทคโนโลยี งานนี้เขารับประกันว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าถึงเนื้อหมูคุณภาพได้ เพราะตลาดขายส่งสองแห่งที่ร่วมโครงการ(ตลาดบินเตียนและตลาดฮกมน) ก็เป็นแหล่งจำหน่ายเนื้อหมูถึงร้อยละ 80 แล้วโครงการฉบับเต็มจะเริ่มในเดือนมีนาคมปีหน้า และจะขยายต่อไปยังเนื้อสัตว์ชนิดอื่น รวมถึงผัก และผลไม้ เพราะถึงเวลาแล้วที่เทคโนโลยีต้องช่วยให้เรากินดีอยู่ดีหนี้เหนือระบบแพลตฟอร์มการกู้ยืมเงินออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมมากในหมู่หนุ่มสาวชาวจีน เพราะเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถตกลงเรื่องจำนวนเงิน การค้ำประกัน และดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องพบเจอกัน การหาเงินกู้มันจะสะดวกสบายอะไรปานนั้น แต่มันอาจต้องแลกมาด้วยความอับอาย ในปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีรูปนู้ดของสาวๆ จำนวนมากถูกแชร์ออกมาในอินเตอร์เน็ต ผู้หญิงในรูปก็คือบรรดาลูกหนี้ที่ค้างจ่าย และคนที่นำรูปมาเผยแพร่ก็คือเจ้าหนี้ดอกเบี้ยโหดนั่นเอง เจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นผู้ใช้บริการเว็บไซต์ Jiedaibao ซึ่งออกตัวว่าไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงข้อตกลงระหว่างผู้ใช้บริการได้ เจ้าหนี้กลุ่มนี้ (ซึ่งปล่อยกู้ให้กับนักศึกษาโดยเฉพาะ) เลือกใช้หลักประกันเป็นรูปถ่ายหวิวของลูกหนี้ขณะถือบัตรประจำตัว และลูกหนี้ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงอายุระหว่าง 19 – 23 ปีก็ยินยอมให้เผยแพร่ได้หากชำระเงินไม่ตรงเวลาพร้อมหรือยังเมื่อโดนัลด์ ทรัมพ์บอกว่าเขาจะฟื้นอุตสาหกรรมสิ่งทอในสหรัฐและนำเม็ดเงินกลับมาเข้ากระเป๋าคนอเมริกัน ในการหาเสียงที่กรีนส์โบโร ในอริโซนา(อดีตฐานการผลิตสิ่งทอของสหรัฐฯ) ... หลายฝ่ายเกิดความสงสัยโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนาดใหญ่ในอเมริกาปิดกิจการไปหมดแล้วในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพราะแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ย้ายไปใช้โรงงานในประเทศจีนกันหมด คนอเมริกันเองก็คุ้นชินและคาดหวังเสื้อผ้าคุณภาพดีราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศกันหมดแล้ว ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 2 ของเสื้อผ้าเท่านั้นที่ผลิตในอเมริกา ร้อยละ 20 นำเข้าจากเม็กซิโก ที่เหลือก็มาจากแถวใกล้ๆ บ้านเรานี่เองแม้แต่แบรนด์เสื้อผ้า IVANKA TRUMP มูลค่า 135 ล้านเหรียญของลูกสาวเขาเองก็ใช้ฐานการผลิตในจีนและเวียดนาม ก่อนจะโน้มน้าวใครให้หันกลับมาสร้างงานให้คนอเมริกัน ทรัมพ์คงต้องคุยกับลูกสาวตัวเองก่อน

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 184 กระแสในประเทศ

สรุปความเคลื่อนไหว เดือนมิถุนายน 2559“เนื้อปลาดิบ” ปลอดภัยไม่มีสีเกิดกระแสฮือฮาเป็นข้อถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย  เรื่องของ “เนื้อปลาดิบย้อมสี” ที่มีนักวิชาการมาให้ข้อมูลออกเป็น 2 ฝั่ง โดยฝั่งแรกคือรองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าว่าได้ไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นร้านดังแห่งหนึ่ง แล้วสังเกตว่าปลาโอและปลาแซลมอนในร้าน มีสีแดงสดผิดปกติ จึงได้เก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ พบว่าเมื่อนำปลาดิบไปแช่น้ำทิ้งไว้ไม่กี่นาทีเกิดมีสีละลายออกมาจากเนื้อปลาชัดเจน ซึ่งข้อความดังกล่าวที่ถูกโฟสในเฟซบุ๊คสร้างความวิตกและสงสัยกับผู้คนที่ได้รับข้อมูลเป็นอย่างมาก ว่ามีการย้อมสีในเนื้อปลาจริงหรือมั้ย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่าอีกด้านคือ อาจารย์ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายถึงสีที่ละลายออกมาจากเนื้อปลาว่า ไม่น่าจะเป็นการย้อมสี แต่เป็นสารโปรตีนธรรมชาติที่อยู่ในเนื้อปลา หรือที่เรียกว่า มายโอโกลบิน (myoglobin)ประเด็นปลาดิบย้อมสีเป็นที่สนใจในวงกว้าง เพราะทำให้คนที่ชอบกินปลาดิบรู้สึกกังวลถึงเรื่องความปลอดภัย อย.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องอาหารปลอดภัย จึงได้ออกมาทำหน้าที่ โดยได้สุ่มเก็บตัวอย่างปลาดิบจากร้านอาหาร 6 แห่ง เพื่อตรวจหาสีสังเคราะห์ ซึ่งผลที่ได้คือ ไม่พบสีสังเคราะห์ในปลาดิบทั้ง 6 ตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งจากผลวิเคราะห์ที่ได้ น่าจะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกอุ่นใจได้มากขึ้น   บังคับ “สีทาบ้าน” เป็นสินค้าควบคุมฉลาก ลดการใช้สารตะกั่วคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศบังคับให้สีทาบ้าน ทั้งใช้ทาภายในและภายนอก ที่มีส่วนผสมของสารตะกั่ว เป็นสินค้าควบคุมฉลาก คือต้องแสดงปริมาณของสารตะกั่วที่ผสมอยู่ในสีโดยระบุหน่วยเป็น ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) และหากมีปริมาณสารตะกั่วมากกว่า 100 ส่วนในล้านส่วน ต้องมีการระบุคำเตือนว่า “สารตะกั่วอาจเป็นอันตรายต่อสมองและเม็ดเลือดแดง ห้ามใช้ทาบ้านและอาคาร” ซึ่งรายละเอียดปริมาณสารตะกั่วและคำเตือนต้องใช้ตัวอักษรหนาสีแดง ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร บนพื้นสีขาว โดยต้องแสดงไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน สารตะกั่ว เป็นโลหะหนักที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการสะสม เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง มีผลต่อการทำงานของไต และส่งผลต่อการพัฒนาของสติปัญญา ซึ่งถ้าสีที่มีส่วนผสมของสารตะกั่วถูกนำไปใช้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เด็กเล็กต่างๆ อาจส่งผลให้เด็กได้รับสารตะกั่วส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการช้า หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เด็กป่วยด้วยโรคปัญญาอ่อน   อาหารเสริม-กาแฟลดอ้วน เจอสารอันตรายเพียบ!!!ใครที่ยังหลงเชื่อหลงซื้อบรรดาอาหารเสริม-กาแฟลดความอ้วนอยู่อีกละก็ อ่านข่าวนี้แล้วน่าจะต้องคิดใหม่ ถ้าหยุดซื้อได้ก็ควรหยุด เพราะล่าสุดสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทย์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เปิดเผยผลตัวอย่างอาหารและเครื่องดื่มที่อาจจะมีการนำยาแผนปัจจุบันมาผสม ตลอดช่วงปี 2556-2558 จำนวนทั้งหมด 1,160 ตัวอย่าง พบว่ามีมากกว่า 50% ที่พบการปนเปื้อนของสารอันตรายต้องห้ามอย่าง ไซบูทรามีน สเตอรอยด์ หรือแม้แต่ยาเบนโซไดอะซีปีนส์ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นยาควบคุม ต้องมีแพทย์เป็นคนจ่ายยาเท่านั้นโดยตัวอย่างที่วิเคราะห์ทั้งหมด 1,160 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 1.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 690 ตัวอย่าง ตรวจพบไซบูทรามีน ร้อยละ 20, กลุ่มยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ร้อยละ 43.4, กลุ่มยาสเตียรอยด์ ร้อยละ 3.9 และ กลุ่มยาระบาย ร้อยละ 0.52.กาแฟสำเร็จรูปชนิดผง 391 ตัวอย่าง ตรวจพบไซบูทรามีน ร้อยละ 14.5 กลุ่มยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ร้อยละ 26.2 กลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีนส์ ร้อยละ 0.63.เครื่องดื่ม 49 ตัวอย่าง ตรวจพบกลุ่มยาสเตียรอยด์ร้อยละ 21.4และ 4.อาหารอื่นๆ 30 ตัวอย่าง การที่ผลิตภัณฑ์อาหารนำยาแผนปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาที่มีการควบคุมการใช้โดยแพทย์หรือเภสัชกรมาใช้เป็นส่วนผสม เมื่อผู้บริโภคหลงกินผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าวเข้าไป อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้จากการแพ้ตัวยาดังกล่าว หรือได้รับตัวยาในปริมาณที่มากเกินไปจนเกิดผลข้างเคียง อาหารที่มีการผสมยาแผนปัจจุบันจัดว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ผู้ผลิตและผู้ขายมีความผิดตามกฎหมาย   กุ้งไทยปลอดภัยไม่ฉีดสารเจลาตินสร้างความตื่นตกใจให้กับคนที่ชอบรับประทานกุ้งเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ไม่แน่ชัดถึงที่มาที่ไปแต่คาดว่าจะมาจากต่างประเทศ โดยในคลิปเป็นภาพที่ของคนงานในโรงงานคัดแยกกุ้งกำลังฉีดสารบางอย่างเข้าไปในตัวกุ้ง ตามข่าวรายงานว่าเป็นสารหนืดเพื่อช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ตัวกุ้งคลิปดังกล่าวสร้างความกังวลและสงสัยต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทำให้ กรมประมง ที่ดูแลอุตสาหกรรมกุ้งทั้งในประเทศและส่งออกต้องรีบออกมาทำความเข้าใจและยืนยันว่า เหตุการณ์ในคลิปดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอน พร้อมการันตีว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยมีระบบการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ สารปนเปื้อน และเชื้อโรคอย่างเข้มงวด ก่อนส่งถือมือผู้บริโภค ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากุ้งไทยปลอดภัยจากสารปนเปื้อนแน่นอนสำหรับสารที่ฉีดมีลักษณะหนืดคล้ายเจลาติน เรียกว่า Carboxy Methyl cellulose (CMC) แม้จะเป็นสารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค เพราะสังเคราะห์จากพืช และใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลายประเภทเช่น ใช้เป็นสารคงตัวในไอศกรีม ใช้เป็นสารให้ความใสในน้ำผลไม้ ไวน์ เบียร์ แต่การนำมาฉีดในตัวกุ้งเพื่อหวังเพิ่มน้ำหนักถือเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และดูแล้วเป็นการเพื่อต้นทุนซะมากกว่า เพราะต้องใช้แรงงานจำนวนมากเพื่อมาฉีดสารดังกล่าวเข้าไปในตัวกุ้งทีละตัว    สธ.ยืนยันไม่ใช้ “พัดลมไอน้ำ” ใน รพ.หวั่นแพร่เชื้อโรคนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมายืนยันว่า โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไม่มีการใช้พัดลมไอน้ำทั้งที่ตึกผู้ป่วยนอก (โอพีดี) และหอผู้ป่วย ตามคำแนะนำของสถาบันบำราศนราดูร สถาบันด้านโรคติดต่อและโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลระดับนานาชาติ หลังจากมีข่าวว่าพัดลมไอน้ำในโรงพยาบาลเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคลีเจียนแนร์ ปลัด สธ.ให้ข้อมูลว่า โรคลีเจียนแนร์ แม้จะเป็นโรคที่ทำให้ผู้ที่ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนโรคซาร์ส โรคไข้หวัดนก และไม่ติดต่อจากคนสู่คน และรักษาให้หายได้เพียง 1 สัปดาห์ก็หายขาด อาการของโรคนี้จะคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ คลื่นไส้อาเจียน แต่หากเชื้อเข้าสู่ร่างกายไปที่ปอด ทำให้ปอดอักเสบ มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อาจเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต ซึ่งโรคนี้มักส่งผลกับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำและผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง ซึ่งพัดลมไอน้ำที่ใช้เป็นประจำแล้วไม่ได้ทำความสะอาดภาชนะบรรจุน้ำของพัดลมไอน้ำอย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อลีเจียนแนร์ ละอองน้ำจากพัดลมจะแพร่กระจายโรคนี้รวมทั้งโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ดังนั้นผู้ป่วยในโรงพยาบาลจึงมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไปทั้งนี้ สธ. ยังฝากเตือนถึงประชาชนทั่วไปหมั่นดูแลล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศในที่พัก ทำความสะอาดท่อหล่อเย็น หรือ ถาดรองน้ำหล่อเย็นของเครื่องปรับอากาศ อย่าให้มีน้ำขัง เปียกชื้น ควรทำให้แห้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ส่วนพัดลมไอน้ำให้ล้างภาชนะบรรจุน้ำอย่าปล่อยให้มีตะไคร่น้ำและเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อโรค

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 173 กระแสในประเทศ

สรุปความเคลื่อนไหว เดือนกรกฎาคม 2558 “ดีแทค” ครองแชมป์ ลูกค้าโวยปัญหาสายหลุด กสทช. ได้เปิดเผยข้อมูลการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านสายด่วน กสทช. 1200 ในช่วงระหว่างวันที่ 2 ก.ค. 2558 ถึง 14 ก.ค. 2558 พบว่ามียอดร้องเรียนเรื่องปัญหาสายหลุดที่ประชาชนแจ้งร้องเรียนเข้ามาถึง 116 เรื่อง โดย ดีแทค (Dtac) เป็นแชมป์เครือข่ายที่มีผู้บริโภคโทรเข้ามาร้องเรียนปัญหามากที่สุด 46 เรื่อง โดยเป็นกรณีสายหลุดที่พบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รองลงมาคือ เครือข่าย เอไอเอส (AIS) 42 เรื่อง ส่วนเครือข่าย ทรู มูฟ (TRUE MOVE) มีเรื่องร้องเรียนที่จำนวน 27 เรื่อง และสุดท้ายคือ เครือข่าย แคท เทเลคอม (CAT) มี 1 เรื่องโดยทาง กสทช. จะแจ้งผู้ให้บริการทราบถึงจุดที่พบปัญหาเพื่อให้ดำเนินการแก้ไขภายใน 2 สัปดาห์ หากตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่มีการแก้ไข จะเรียกผู้ให้บริการเจ้าของปัญหาเข้ามาชี้แจง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการลงโทษทางปกครอง ซึ่งการทำสำรวจและเปิดเผยข้อมูลสู่สังคมครั้งนี้ของ กสทช. เพราะต้องการจะใช้มาตรการทางสังคมกดดันค่ายมือถือให้ปรับปรุงคุณภาพบริการ เพราะฉะนั้นหากใครพบปัญหาจากการใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนแล้วสายหลุดหรือจะเป็นปัญหาเรื่องอื่นๆ สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วน 1200 โทรฟรีไม่มีค่าบริการ อย. จัดระเบียบร้านยา ห้ามขายยากลุ่มแก้แพ้-แก้ปวดเกิน 300 ขวดต่อร้านต่อเดือนอย.คุมเข้มร้านขายยา ด้วยการออกกฎเหล็กให้ทุกร้านขายยาน้ำแก้ไอ ยาแก้แพ้ ให้ผู้ซื้อได้ไม่เกิน 3 ขวดต่อ 1 คน และผู้ผลิตยาสามารถจำหน่ายยาให้กับร้านขายยาได้ไม่เกินร้านละ 300 ขวดต่อ 1 เดือน นอกจากนี้กลุ่มยาแก้ปวดผู้ผลิตสามารถขายให้กับร้านขายยาได้ในปริมาณร้านละไม่เกิน 1,000 แคปซูลต่อเดือน และร้านขายยาสามารถขายให้กับผู้ใช้ได้คนละไม่เกิน 20 แคปซูล ห้ามขายให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาไม่ในทางที่ผิด หลังมีกระแสที่เด็กนักเรียนนำ “ยาโปรโคดิล” และ “ยาทรามาดอล” ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแก้แพ้ แก้ปวด ไปใช้ไม่ถูกวิธี คือนำไปผสมเป็นเครื่องดื่มเพื่อให้เกิดอาการมึนเมาแทนการเสพสารเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะขึ้นชื่อว่ายาหากใช้ไม่ถูกวิธีต้องย่อมเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกันอย. ได้ทำการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านขายยาอย่างต่อเนื่อง หากพบว่ามีการซื้อขายยาในทางที่ผิด นอกจากจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วก็จะถูกพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 120 วันด้วย ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 – ปัจจุบัน มีร้านขายยาที่กระทำผิดกฎหมายถูกพักใช้ใบอนุญาตไปแล้วกว่า 40 ร้าน เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหา “อี – คอมเมิร์ซ”สำนักส่งเสริมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  (สพธอ. หรือ ETDA) ได้จัดตั้ง  OCC (Online Complain Center) หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อดูแลทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเรื่องการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่ปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ช่องทางการซื้อขายสินค้าออนไลน์มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งผ่านทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง เฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม โดยศูนย์ OCC จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางการประสานเรื่องร้องเรียนต่างๆ  ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย   อาทิ  สคบ, อย. และ  กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  (อปท.)  เพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น สำหรับปัญหาเกี่ยวข้องกับอี - คอมเมิร์ซที่ถูกร้องเรียนมากสุดก่อนหน้านี้ผ่านหมายเลข 1212 ของกระทรวงไอซีที คือปัญหาการส่งของช้า รองลงมาคือ ได้ของหรือสินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง และปัญหาการฉ้อโกง สั่งซื้อแล้วไม่ได้ของ โดยปีแรกของการดำเนินการคาดว่าศูนย์ดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซที่แจ้งเข้ามายังศูนย์ได้ 50% ซึ่งตั้งเป้าหมายการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรื่องแต่ละเรื่องใน 7 วันทำการ อย่าหลงเชื่ออาหารเสริม “เจอมิน็อค” อ้างป้องกันโรคเมอร์สจากกระแสข่าวเรื่องการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา สายพันธุ์ 2012 หรือโรคเมอร์ส (MERS) ในต่างประเทศ ทำให้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวลว่าจะป่วยด้วยโรคดังกล่าว ทำให้มีผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางรายฉวยโอกาส หลอกลวงขายสินค้าที่อ้างว่าช่วยป้องกันไวรัสเมอร์สอย. ได้ทำการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เจอมิน็อค (GERMINOK) ซึ่งวางจำหน่ายทาง www.bimhcc.com โดยอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ทุกชนิด แต่จากการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่าย ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเจอมิน็อคจึงมีความผิดฐานอาหารปลอมเพราะไม่ได้รับอนุญาตเลขสารบบอาหารจาก อย. นอกจากนี้ยังผิดฐานโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงและโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต คุยงานร้านกาแฟ ระวังโดนคิดค่าบริการเพิ่ม ชั่วโมงละ 1,000!!!ในสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์เหตุการณ์ที่มีผู้ใช้บริการร้านกาแฟร้าน Bon coffee สาขาหน้าบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มจากค่าอาหารและกาแฟสูงถึง 2,000 บาท โดยทางร้านแจ้งว่าเป็นค่าบริการที่ลูกค้าใช้สถานที่ในร้านเป็นที่คุยธุระทางร้านคิดค่าบริการชั่วโมงละ 1,000 บาท 2 ชั่วโมงจึงเท่ากับ 2,000 บาท ซึ่งสร้างความสงสัยและตกใจให้กับผู้ใช้บริการอย่างมาก จนต้องนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาบอกเล่าต่อผ่านสังคมออนไลน์ร้อนถึง สคบ. ต้องเชิญตัวแทนร้านกาแฟดังกล่าวมาชี้แจง ซึ่งหลังจากพูดคุย สคบ. ได้ออกมายอมรับว่า การเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวของทางร้านไม่ถือว่าเป็นความผิด เพราะทางร้านมีการติดป้ายเตือนลูกค้าที่จะเข้ามานั่งเพื่อหวังประกอบธุรกิจส่วนตัวแล้วยึดที่นั่งไว้เป็นเวลานานๆ ทำให้ผู้ที่อยากมาใช้บริการไม่สามารถใช้บริการได้ ต้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มชั่วโมงละ 1,000 บาท ทั้งนี้ในวันเกิดเหตุพนักงานในร้านได้มีการแจ้งกับลูกค้าก่อนแล้วว่าจะขอเก็บค่าบริการนั่งคุยธุระในร้านชั่วโมงละ 1,000 บาท แต่ลูกค้าก็ไม่ได้จ่ายค่าบริการดังกล่าวจ่ายแต่เพียงค่ากาแฟเท่านั้น ซึ่งเมื่อทางร้านมีการติดป้ายเตือนแจ้งไว้อยู่แล้วจึงถือว่าไม่ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แต่ป้ายอาจจะเล็กเกินไป ทาง สคบ. จึงได้แต่แนะนำให้ทางร้านทำป้ายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้ลูกค้าที่มาใช้บริการเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 105 กระแสในประเทศ

ประมวลเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2552 21 ต.ค. 52 ระวัง!!! อาหารกระป๋องของ “บ.กิ่งแก้วฟู้ดส์” และ “บ.ไทย เอ ดี ฟู้ดส์ เทรดดิ้ง” นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่าจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง ยังคงพบผลิตภัณฑ์ ลิ้นจี่กระป๋อง ตราชาวดอย เน่าเสียก่อนหมดอายุ และพบผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องลำไยในน้ำเชื่อมตราชาวดอย ผลิตโดย หจก.ไทย เอ ดี ฟู้ดส์เทรดดิ้ง จ.เชียงราย วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งบริษัทดังกล่าวยกเลิกใบอนุญาตผลิตอาหารไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา รวมทั้งบริษัททองกิ่ง-แก้วฟู้ดส์ จำกัด จ.สมุทรสาคร ได้ขาดการต่ออายุใบอนุญาตไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2552 ซึ่งมีผลให้เลขทะเบียนตำรับอาหารทั้งหมดของบริษัทสิ้นสภาพไปด้วย ดังนั้น อย.จึงประกาศเตือนผู้บริโภคอย่าซื้อผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากทั้ง 2 บริษัทนี้มารับประทาน เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค และหากพบเห็นผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทดังกล่าววางจำหน่าย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. โทร.1556 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ   27 ต.ค. 52ทดสอบ “เน็ต” เร็วแค่ 70% ของโฆษณาหลังจากที่สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ร่วมกับสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เปิดตัวโครงการสำรวจและทดสอบคุณภาพความเร็วอินเตอร์เน็ต ปี 2552 หรือ ‘สปีดเทสต์’ ขึ้น ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. – 25 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อศึกษาข้อมูลการให้บริการอินเตอร์เน็ตของผู้ประกอบการ (ไอเอสพี) ผ่านเว็บไซต์หลักของโครงการคือ www.speedtest.or.th จากผลการทดสอบที่ความเร็วต่ำกว่า 12 เมกะบิตต่อวินาทีลงมา และเป็นการให้บริการผ่านเทคโนโลยี ADSL คิดเป็นจำนวน 7.5 แสนราย พบว่าความเร็วที่ได้ประมาณ 70% จากที่โฆษณา โดยอินเตอร์เน็ตในเครือสามารถ คอร์ปอเรชั่น ให้บริการได้ดีที่สุด นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสบท.กล่าวว่า หากไอเอสพีต้องการใช้ความเร็วเป็นจุดขาย ก็ควรปรับคุณภาพให้ได้ตามที่โฆษณาจริงๆ แต่หากทำไม่ได้จริงก็ควรลดค่าบริการลงให้เหมาะกับคุณภาพพ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า สิ่งที่สมาคมฯ กับสบท.เปิดเผยในครั้งนี้ เป็นข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปปรับปรุงแก้ไขซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองผู้บริโภคในภาพรวมด้วย ทั้งนี้ผู้ใช้บริการควรให้ความสำคัญกับการตรวจวัดความเร็ว หมั่นตรวจสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตที่ใช้อยู่เป็นประจำ  29 ต.ค. 52มายังไง?! “เศษลวด” ในยาพารานายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการที่มีผู้บริโภคพบเศษลวดในยาพาราเซตามอลขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งหลังจากตรวจสอบเศษลวดดังกล่าว คาดว่าน่าจะเกิดจากตะแกรงหรือแร่งสำหรับร่อนยา รวมทั้งการตั้งระบบการไหลของยาที่ผลิตเสร็จแล้วเร็วเกินไป จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาด อย่างไรก็ตามได้เรียกเก็บยาล็อตดังกล่าวจากทั่วประเทศแล้ว ส่วนจะให้บริษัทเอกชนผลิตยาพาราเซตามอลต่อหรือไม่ อยู่ที่องค์การเภสัชจะพิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ของสหรัฐอเมริกา ได้มีการทบทวนเพื่อลดปริมาณพาราเซตามอลในตัวยา จากเดิมคือ 500 มล./เม็ด ให้เหลือเพียง 325 มล./เม็ด เพื่อช่วยลดความแรงของฤทธิ์ยาลง ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่ายังคงประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดได้ ทำให้อย.ของไทยเร่งทบทวนการใช้ยาพาราเซตามอลอย่างเหมาะสม 31 ต.ค. 52อย.เตือนอย่าเชื่อโฆษณากาแฟลดความอ้วนปัจจุบันมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปจำนวนมากที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงว่ามีผลในการลดน้ำหนัก ผิวสวย รูปร่างดี ฯลฯ นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า แม้ที่ฉลากจะระบุส่วนประกอบว่า มีไฟเบอร์ คอลลาเจน แอลคาร์นีทีน หรือโครเมียม แต่ยังไม่มีข้อมูลทางการวิจัยยืนยันว่า สารดังกล่าวมีผลในการลดน้ำหนัก ทำให้ผิวสวย หรือเพิ่มความงามแต่อย่างใด ส่วนเลขสารบบอาหารที่แสดงบนฉลากอาหารนั้นเป็นเพียงการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต และส่วนประกอบเท่านั้น ไม่ได้รับรองการโฆษณาใดๆ และอย.ก็ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณลดความอ้วนหากพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟที่โอ้อวดเกินจริง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย.โทร.1556  สภาผู้บริโภคฯ ร้องสคบ.คุมบริการมือถือเติมเงินสภาผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมและเครือข่ายผู้บริโภค ยื่นข้อเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ขอให้แก้ไขประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 เพื่อควบคุมโทรศัพท์แบบเติมเงิน โดยประเด็นหลักๆ ที่เครือข่ายผู้บริโภคต้องการให้แก้ไข ประกอบด้วย การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินต้องไม่มีลักษณะบังคับให้ผู้ใช้ใช้ภายในเวลาจำกัด ซึ่งระยะเวลาในการใช้บริการขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 180 วัน และต้องมีระบบคืนเงินส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ใช้ให้กับผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ผู้ให้บริการต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการให้บริการเสริมใดๆ บนเครือข่ายของตัวเอง โดยมีการชี้แจงค่าบริการและข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับบริการอย่างชัดเจนซึ่งเหตุผลที่เครือข่ายผู้บริโภคเข้ามาร้องต่อสคบ. ในครั้งนี้เพราะเห็นว่า สคบ. สามารถเอาผิดกับผู้ให้บริการได้ทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งดีกว่าประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ที่มีอำนาจเพียงการบอกเลิกสัญญาผู้ประกอบการเท่านั้นด้าน นายพิฆเนศ ต๊ะปวง ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา กล่าวว่า สคบ. ยินดีรับข้อเสนอ และนำไปศึกษาต่อว่าอยู่ในส่วนที่ สคบ. สามารถดำเนินการได้หรือไม่ พร้อมแนะให้ สภาผู้บริโภครวบรวมผู้ใช้โทรศัพท์ที่ถูกเอาเปรียบส่งให้ สคบ. ฟ้องผู้ประกอบการ เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจนในทางปฏิบัติ เมื่อศาลตัดสินจะได้นำมายกเป็นกรณีตัวอย่าง แต่ที่ผ่านมาการฟ้องร้องไม่ค่อยจริงจัง เพราะสามารถไกล่เกลี่ยชดเชยค่าเสียหายกันได้ เครือข่ายผู้บริโภคร่วมพลัง! ส่งตรงข้อเสนอถึง กทช. ก่อนประมูล 3Gมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดโครงการปฏิบัติการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อประชุมผู้แทนองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศครั้งที่ 1 ในการทำหน้าที่ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายรวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการประมูลคลื่น 3G ของคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)นางสาวจุฑา สังคชาติ ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้ กล่าวถึงประเด็นราคาประมูลและจำนวนใบอนุญาตว่า ต้องมีการออกมาตรการเรื่องการแข่งขัน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการส่งข้อมูลหรือภาพ โดยนำมาตรการดังกล่าวไปเปิดรับฟังความคิดก่อนเปิดประมูล และควรกำหนดคุณสมบัติผู้ประมูลให้ชัดเจน เช่น ต้องเป็นผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยเท่านั้น ต้องทำให้เกิดการแข่งขันในการประมูลใบอนุญาตและผู้ให้บริการควรคิดค่าบริการอย่างเป็นธรรมนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ภาคตะวันตก กล่าวถึงเรื่องเงื่อนไขการประมูลระยะเวลาใบอนุญาตและความครอบคลุมการให้บริการ ในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายว่า ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขการประมูลให้ชัดเจน เช่น ต้องจัดบริการให้เข้าถึงอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น คนพิการ ต้องแจ้งโครงสร้างต้นทุนการให้บริการ เพื่อกำหนดราคาการให้บริการที่มีมาตรฐาน กทช.ต้องดูแลสัดส่วนของกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้ามาในตลาดการแข่งขัน และสัมปทานต้องไม่มีข้อกำหนดที่ปิดโอกาสในการขอสัมปทานในระบบอื่นในครั้งต่อไปดร.เรืองชัย ตันติยนนท์ สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคสงขลา เสนอประเด็นการติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานตามใบอนุญาตหรือเงื่อนไขการให้บริการว่า จะต้องมีกลไกการติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน ทั้งก่อนและหลังการประมูล อีกทั้งต้องมีกติกากำกับการดำเนินงานของผู้ประกอบการอย่างเข้มแข็งและจริงจัง มีบทลงโทษที่สามารถปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ กทช. ต้องสนับสนุนให้องค์กรผู้บริโภคเป็นกลไกเฝ้าระวังเพื่อติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน และรัฐบาลต้องเร่งให้มีองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 61ด้านนายสวัสดิ์ เฟื่องฟู ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคเหนือ กล่าวถึงประเด็นกลไกการกำกับเนื้อหาในระบบ 3G ว่า ต้องจัดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลระดับประเทศ มีองค์ประกอบจากทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล ผู้บริโภค เข้าไปกำกับดูแลและมีบทบาททั้งเชิงการให้คุณและให้โทษ โดยทำงานร่วมกับศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภาคประชาชน รวมทั้งผู้ได้รับใบอนุญาตต้องกำหนดหรือสร้างเงื่อนไข สำหรับผู้ให้บริการเสริม ทั้งเนื้อหา ภาพ ข้อมูลให้ชัดเจนขณะที่ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมว่า จะนำข้อเสนอ ไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งผลักดันให้มีการออกกฎหมายองค์การอิสระผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 61 หลังจากนั้นจะนำเสนอข้อมูลให้กับคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติในวันที่ 12 พ.ย. และจะส่งข้อเสนอต่อคณะกรรมการไอซีที สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค และนักสิทธิมนุษยชนของวุฒิสภา เพื่อตรวจสอบว่าข้อเสนอดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กทช. เกี่ยวกับกรณี 3G ให้ประชาชนทราบ ทั้งนี้หากข้อเสนอไม่ได้รับการปฏิบัติและดำเนินการ หรือการประมูลเกิดความไม่ชอบมาพากล อาจจะใช้ มาตรา 11 ตามพระราชบัญญัติฮั้วการประมูลมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการต่อไป

อ่านเพิ่มเติม >

ฉบับที่ 186 French Pressed Coffee กาแฟ(ระ)คายคอ

ผู้เขียนกินกาแฟมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนกล่าวห้ามไว้ เนื่องจากเด็กที่กินกาแฟแล้วมักนอนไม่หลับ แต่ในความเป็นจริงสำหรับผู้เขียนแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เพราะถ้าได้เข้านอนก่อน 22.00 น.โดยไม่มีความกังวลใจเรื่องใด ต่อให้เพิ่งดื่มกาแฟก็หลับได้ เพียงแต่ต้องตื่นกลางดึกเพื่อใช้ห้องน้ำ เพราะแคฟฟีอีนในกาแฟนั้นเป็นสารกระตุ้นการถ่ายปัสสาวะมาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่กาแฟเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นและหนุ่มสาว การถือถ้วยกาแฟเย็นราคาไม่ต่ำกว่า 35 บาทดื่มในที่สาธารณะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่ผู้เขียนได้เปลี่ยนพฤติกรรมการชงกาแฟดื่มแบบโบราณที่ใช้ถุงผ้าไปเป็นการดื่มกาแฟสำเร็จรูปที่เรียกว่า 3 in 1 เพื่อวัตถุประสงค์เพียงเพื่อคงระดับแคฟฟีอีนในร่างกาย โดยไม่ยึดติดกับรสชาติของกาแฟและไม่ดื่มกาแฟสด(ใส่นมและน้ำตาล) แบบที่ขายในปัจจุบันเพราะเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงมากจนไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักท่านผู้อ่านหลายท่านที่ดื่มกาแฟเป็นประจำอาจได้เคยเห็นโฆษณาเปิดตัวกาแฟแบบ 3 in 1 หลายยี่ห้อ ซึ่งมีข้อความประมาณว่า “ดื่มแล้วคล้ายการดื่มกาแฟสด” คำกล่าวนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า ควรลองซื้อยี่ห้อที่ถูกที่สุดมาชิมดู เพราะเมื่อคำนวณราคาแล้วตกเพียงซองละ 5.40 บาท แต่ถ้าไปดื่มตามร้านกาแฟ คงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกสัก 5-10 เท่าในประเด็นของกาแฟสดนั้น คอกาแฟทั้งหลายคงพอทราบว่า คนฝรั่งเศสนั้นมีกาแฟสดชงในแบบที่เรียกว่า French Pressed Coffee หรือเรียกสั้นๆ ในสหรัฐอเมริกาว่า Pressed Coffee ซึ่งว่าไปแล้วเป็นวิธีการชงกาแฟที่ผู้บริโภคชงได้เองและปัจจุบันมีผู้นำอุปกรณ์การชง(แก้วชง) แบบนี้เข้ามาขายแล้วในประเทศไทยด้วยราคาที่ไม่แพงนักคือ 200-600 บาท ตามขนาดของอุปกรณ์ French Press นั้นเป็นวิธีชงกาแฟง่ายๆ เพียงแค่เลือกชนิดกาแฟตามที่ชอบแล้วชั่งน้ำหนัก(ซึ่งขึ้นกับขนาดแก้วชง) ตามที่คู่มือของเครื่องชงกาแฟให้ไว้ใส่ลงในแก้วชง(ที่ลวกด้วยน้ำเดือดก่อน) จากนั้นจึงเทน้ำเดือดตามปริมาตรที่คู่มือกำหนดไว้ลงในแก้ว ชงรอประมาณ 5-6 นาทีก็กดก้านที่ดันกากกาแฟลงไปอยู่ก้นแก้วชง แล้วรินแยกน้ำกาแฟออกมา เติมนมสดหรือครีมและน้ำตาลตามชอบ (คำเตือน: น้ำหนักกาแฟคั่ว ปริมาตรน้ำ และอุณหภูมินั้นเป็นตัวกำหนดรสชาติของน้ำกาแฟ ซึ่งต้องปฏิบัติตามคู่มือ ทางผู้ผลิตอุปกรณ์ไม่รับผิดชอบถ้ากาแฟไม่อร่อยอย่างที่คิดเนื่องจากไม่ทำตามข้อแนะนำ)ลักษณะเฉพาะของกาแฟสดชนิด French Pressed Coffee คือ การมีกากกาแฟเหลืออยู่ที่ก้นแก้วชง ซึ่งผู้ดื่มอาจรู้สึกถึงความสากคอ(ของกากกาแฟขนาดเล็กมากที่ลอยอยู่ในน้ำกาแฟ) แลกกับความรู้สึกที่เขาว่ากันว่า ผลิตให้ผู้บริโภคได้ฟินเหมือนดื่มกาแฟสด (ฟินมาจากคำว่า ฟินาเล่ ซึ่งแปลว่า จบแบบสมบูรณ์แบบ) รสสัมผัสหลังการดื่มกาแฟ 3 in 1 ที่เคลมว่าคล้ายกาแฟสด อึกแรกทำให้ผู้เขียนพบว่า มันมีความสากคออยู่ ในตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นอะไรจึงได้แต่นึกในใจว่า กาแฟซองนี้มันตกสเปคหรือไรจึงสากคอ แต่หลังจากหยิบซองกาแฟมาอ่านฉลากก็พบว่า องค์ประกอบหนึ่งของกาแฟในซองคือ ผงกาแฟบดละเอียด (microground coffee) ผสมกับกาแฟสำเร็จรูปและอื่น ๆ การเติมผงกาแฟบดละเอียดนี้เองที่คงทำให้ให้กาแฟ 3 in 1 ชนิดนี้มีลักษณะสัมผัสและรสชาติหลังการชงละม้ายคล้ายกาแฟสดแบบ French Pressed Coffee ของจริง อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้เขียนระลึกได้หลังจากการดื่มกาแฟดังกล่าวนั้นคือ รสสัมผัสที่ไม่ต่างจากการดื่มกาแฟสดที่ชงด้วยถุงผ้าแบบโบราณของอาโก ซึ่งให้กากละเอียดลอยอยู่ในน้ำกาแฟเช่นกันความรู้เกี่ยวกับ French Pressed Coffee ที่ผู้เขียนตั้งใจนำมาฝากคือ มีบทความเรื่อง Pressed coffee is going mainstream — but should you drink it? เขียนโดย Heidi Godman เมื่อ 29 เมษายน 2016 ใน www.health.harvard.edu ซึ่งมีประเด็นที่ผู้เขียนสนใจว่าทำไมถึงมีคำถาม เราควรดื่มกาแฟที่ชงแบบนี้หรือไม่Heidi Godman เกริ่นว่า กาแฟชงด้วยเครื่องชงแบบฝรั่งเศสนี้กำลังเป็นที่นิยมมากในสหรัฐอเมริกา เพราะซื้อหาได้ง่ายในราคาถูก แถมวิธีชงก็ไม่ต้องการทักษะนัก ไม่ต้องเปลืองกระดาษกรองเหมือนวิธีชงด้วยเครื่องแบบอื่น แต่การไม่มีกระดาษกรองแล้วมีกากกาแฟผสมออกมากับน้ำกาแฟนั้น Heidi กล่าวว่ามันอาจก่อปัญหาบางอย่างได้โดยอธิบายดังนี้น้ำกาแฟแบบ  French Pressed Coffee นี้มีสารเคมีธรรมชาติที่ละลายในไขมันชนิดหนึ่งเรียกว่า ไดเทอร์ปีน(diterpene) มากกว่าการชงกาแฟแบบทั่วไป(อย่างน่าจะมีนัยสำคัญ) ซึ่งทำให้นักดื่มกาแฟมืออาชีพแซ่ซ้องว่า มันทำให้กาแฟอร่อยขึ้นกว่าเดิม แต่ปรากฏว่ามีอาจารย์แพทย์ชื่อ Dr. Eric Rimm ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและโภชนาการของ Harvard T.H. Chan School of Public Health ได้ทำลายบรรยากาศการดื่มกาแฟลักษณะนี้ โดยกล่าวว่า การดื่มกาแฟแบบ French Pressed Coffee ราว 5-7 แก้วต่อวันอาจทำให้ไขมันชนิด LDL (ซึ่งคนไทยรู้กันในชื่อ ไขมันตัวเลว) ในเลือดสูงขึ้นได้ เท่ากับว่ายิ่งเป็นการเพิ่มความกังวลให้กับคอกาแฟ จากเดิมที่นักดื่มกาแฟ(สมัครเล่น) กังวล กล่าวคือ ผู้ดื่มคออ่อนๆ มักนอนไม่หลับ กระส่ายกระสับและหัวใจเต้นแรงผิดปรกติพร้อมความดันโลหิตที่สูงขึ้น เนื่องจากการดื่มกาแฟสด จะทำให้ได้รับแคฟฟีอีนเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อเลิกดื่มกาแฟ อย่างไรก็ดีงานวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับกาแฟโดยทั่วไปยังคงสรุปว่า การดื่มกาแฟแบบคนธรรมดาที่ไม่เข้มข้นดุเดือดอย่างสบายๆ วันละแก้วสองแก้วนั้น ยังก่อประโยชน์ต่อร่างกายอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยผู้ดื่มจะมีความตื่นตัวสดชื่นขึ้น แคฟฟีอีนในกาแฟเป็นตัวกระตุ้นให้เอ็นซัมของระบบทำลายสารพิษในเซลล์ตับทำงานดีขึ้น กาแฟให้แร่ธาตุคือ แมกนีเซียม โปแตสเซียม และวิตามินคือ ไนอาซิน รวมทั้งสารต้านออกซิเดชั่นต่างๆ อีกทั้งมีข้อมูลว่า การดื่มกาแฟ อาจช่วยชะลอการเป็นเบาหวานแบบที่สอง ด้วยซ้ำดังนั้นสิ่งที่น่าจะเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟแบบ French Pressed Coffee คือ เมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปีควรถามแพทย์ที่อ่านผลเลือดของท่านว่า ระดับไขมัน LDL และโคเลสเตอรอลนั้นเพิ่มขึ้นจนเกินระดับมาตรฐานหรือไม่ พร้อมกับคอยสังเกตว่า กาแฟในถ้วยที่ดื่มต้องขมแบบที่กาแฟควรเป็น ไม่หวานจ๋อยด้วยน้ำตาลและไม่มันจนเลี่ยนด้วยครีมนม เพราะความหวานและมันในกาแฟนั้นมักเป็นสาเหตุทำให้แพทย์ ซึ่งดูแลสุขภาพท่านท้อใจในชีวิตการเป็นแพทย์ เนื่องจากแนะนำอย่างไรๆ ไขมันตัวเลวในเลือดคนไข้ก็ไต่ระดับขึ้นเอาๆ เพราะคนไข้ชอบดื่มกาแฟที่หวานและมัน  

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 181 เรื่องง่วงๆ กับกาแฟ

การดำเนินชีวิตของคนไทยตามเมืองใหญ่ในปัจจุบันต่างไปจากเมื่อ 30-40 ปีก่อนอย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือคนไทยมีสภาพคล้ายหุ่นคอหักเมื่อใช้สมาร์ทโฟนตามที่สาธารณะ นัยว่าเพื่อปลีกวิเวกเข้าสู่โลกส่วนตัว (แบบว่ามากันสามคนเพื่อนฝูงแล้วต่างคนต่างคุยกับคนอื่น ไม่ใยดีกับคนที่มาด้วย) และการที่คนไทยชอบถือถ้วยกาแฟขนาดครึ่งลิตรขึ้นไปเพื่อดื่มมันทุกสถานที่ ในลักษณะที่บรรพบุรุษซึ่งตายไปหมดแล้วระบุว่า เสียมรรยาทมากที่กินดื่มไม่เป็นที่เป็นทาง ผู้เขียนนั้นดื่มกาแฟมาตั้งแต่เล็กซึ่งเป็นพฤติกรรมไม่ดี ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เพราะกาแฟทำให้นอนไม่หลับ(เนื่องจากดื่มเมื่อใดก็หลับได้ถ้าไม่มีเรื่องใดให้กังวล) แต่เป็นเพราะมันทำให้เด็กต้องเสียสตางค์ที่ควรนำไปซื้อของกินที่มีประโยชน์มากกว่าการดื่มกาแฟ สมัยก่อน(ราว 50 ปีมาแล้ว) กาแฟที่ขายมีประมาณ 4 แบบคือ กาแฟร้อนและกาแฟเย็น ทั้งใส่น้ำตาลทรายพร้อมนมข้นหวานและน้ำตาลทรายอย่างเดียว(ชนิดหลังนี้เรียกว่า โอวเลี้ยง เมื่อเติมน้ำแข็งและ โอวยัวะ เมื่อไม่เติมน้ำแข็ง) ซึ่งต่างจากในปัจจุบันที่กาแฟถูกดัดแปลงให้มีหลายแบบมากมายจน (ถ้าคนที่ตายไปแล้วฟื้นกลับมาคง) งงเต็ก และส่วนใหญ่มีจำนวนแคลอรีในขนาดที่สูงจนขนหัวลุกคู่ขนานไปกับราคาที่ถ้วยหนึ่งต้องใช้เงินเท่ากับหรือมากกว่าข้าวราดแกงทีเดียว กาแฟนั้นมีประโยชน์ถ้าดื่มอย่างฉลาด เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มี แคฟฟีอีน ซึ่งออกฤทธิ์หลังดื่มแล้วราว 1 ชั่วโมง สารเคมีนี้ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ตาสว่างได้แม้นอนน้อยไปหน่อย ซึ่งคำอธิบายเชิงวิชาการกล่าวว่า แคฟฟีอีนในกาแฟไปขัดขวางการที่สารชีวเคมีในร่างกายคือ อะดีโนซีน ที่ทำให้เราง่วง (adenosine เป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในดีเอ็นเอ ซึ่งแคฟฟีอีนนั้นมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับอะดีโนซีนมาก) แต่เป็นการขัดขวางเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากแคฟฟีอีนหมดฤทธิ์ (กินเวลาราว 3-4 ชั่วโมง) ผู้ดื่มกาแฟอาจหลับยาวจนตกงาน หรือถ้าดื่มระหว่างการขับรถตอนกลางคืน ก็อาจได้ไปตื่นอีกทีในโลกหน้าทีเดียว แม้ว่าแคฟฟีอีนได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทุกประเทศทั่วโลกว่า ปลอดภัยสุดๆ แต่ก็เป็นการยอมรับแบบมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่รับเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป โดยมีการประเมินแบบจำง่ายๆ ว่า ไม่ควรดื่มกาแฟมากถึง 50 แก้วขึ้นไป เพราะนั่นเป็นการถามหาความตายทีเดียว แคฟฟีอีนในกาแฟนั้นเป็นสารที่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเอ็นซัมในตับ เพื่อการขับทิ้งออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงส่งผลสืบเนื่องของการดื่มกาแฟต่อสารก่อมะเร็ง(ชนิดที่โดยปรกติแล้วถูกขับออกจากร่างกายด้วยกระบวนการเดียวกันที่ใช้กำจัดแคฟฟีอีนในตับ) กล่าวคือ การดื่มกาแฟทำให้สารก่อมะเร็งอยู่ในร่างกายด้วยเวลาที่สั้นลง เพราะแคฟฟีอีนได้ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เอ็นซัมในกระบวนการกำจัดสารพิษนั้นๆ ทำงานดีขึ้น นักวิชาการจึงมักกล่าวว่า กาแฟเป็นอาหารต้านมะเร็ง (ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้เขียนเคยได้ยินจากการประกาศผ่านลำโพงขณะเดินซื้อสินค้าในห้างขายส่งที่มีคำขวัญว่า คู่คิดสำหรับธุรกิจคุณ) เนื่องจากสามารถกระตุ้นให้กระบวนการทำลายสารก่อมะเร็งทำงานดีขึ้นนั่นเอง ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการดื่มกาแฟ ในลักษณะที่ทุกครั้งที่ดื่มจะมีอาการมือสั่น ใจสั่น เครียดจนนอนไม่หลับ (จนอาจนำไปเป็นข้ออ้างว่า เป็นปมด้อยทางร่างกายจึงต้องหันไปดื่มสุราแทนเพราะไม่รู้จะเข้าสังคมอย่างไร) ทำให้มีคำถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สำหรับคำตอบพื้นๆ นั้นมีมานานแล้วว่า มันเป็นกรรมตามพันธุ์หรือพูดให้ถูกทางวิชาการคือ เป็นตามพันธุกรรมของคนที่ต่างกันที่ทำให้บางท่านดื่มได้น้อยหรือไม่ได้เลย แต่บางท่านดื่มอร่อยได้โดย (แทบจะ) ไม่เสพติดเสียด้วยซ้ำ เป็นที่ทราบกันดีว่า กาแฟเป็นแหล่งหลักของแคฟฟีอีนในอาหารมนุษย์ ดังนั้นมันจึงได้รับความสนใจจากนักวิชาการเกี่ยวกับประโยชน์หรือโทษต่อร่างกาย ได้มีกลุ่มนักวิจัยนำทีมโดย Dr.Marilyn Cornelis (ผู้ซึ่งมีข้อมูลในเน็ทว่าไม่ดื่มกาแฟ) จาก Harvard School of Public Health และ Brigham and Women’s Hospital และเพื่อน ๆ ที่สังกัด 116 หน่วยงานในหลายประเทศได้ทำงานวิจัยขึ้นและตีพิมพ์ผลงานชื่อ Genome-wide meta-analysis identifies six novel loci associated with habitual coffee consumption ในวารสาร Molecular Psychiatry ชุดที่ 20 หน้าที่ 647–656 ของปี 2014 Dr.Marilyn Cornelis ได้รายงานถึงความแตกต่างทางพันธุกรรมของคนอเมริกันที่มีบรรพบุรุษมาจากยุโรปและที่มีบรรพบุรุษมาจากอัฟริการวมแล้ว 120,000 คน โดยพิจารณาข้อมูลจำนวนแก้วของการดื่มกาแฟในแต่ละวัน พร้อมรายละเอียดอื่นๆ งานวิจัยของด๊อกเตอร์สาวนี้ เป็นการใช้ข้อมูลของการศึกษาที่ทีมงานของฮาร์วาร์ดได้ทำไว้ก่อนแล้วและเธอได้กล่าวว่า ในมนุษย์นั้นมียีนเกี่ยวกับการดื่มกาแฟที่แตกต่างกันในกลุ่มตัวอย่างถึง 6 ลักษณะ โดยสองยีนทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการแคฟฟีอีนในร่างกาย อีกสองยีนทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับผลต่อจิตประสาท และอีกสองยีนมีความเกี่ยวในการใช้น้ำตาลกลูโคสและไขมัน ซึ่งเป็นการค้นพบเพิ่มจากเดิมที่พบก่อนแล้ว 2 ลักษณะ(ซึ่งในข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร) จึงรวมเป็น 8 ลักษณะ สิ่งที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของยีนในแต่ละกลุ่มคนต่อการจัดการกับแคฟฟีอีนที่เข้าสู่ร่างกายว่า สามารถกำจัดออกเร็วหรือช้าอย่างไร ซึ่งโดยปรกติแล้วคนที่กำจัดแคฟฟีอีนออกจากร่างกายเร็วมักมีความสุขในการดื่มกาแฟ แถมด้วยพฤติกรรมที่มีแนวโน้มต่อการติดบุหรี่และเป็นโรคอ้วนได้ ผู้เขียนเห็นด้วยกับผลการวิจัยเพราะสังเกตจากภาพยนตร์ต่างประเทศส่วนใหญ่พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟมักแกล้มด้วยบุหรี่ โดยมีผลรวมว่า สามารถตาค้างและทำงานต่อได้ในสภาวะเครียด จึงอนุมานว่า พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่การคลายเครียดด้วยการกินทุกอย่างที่อยู่ในตู้เย็น ซึ่งเป็นตามคำสอนที่อาจารย์ด้านสรีระวิทยาสอนผู้เขียน จากความรู้ที่ว่า รูปแบบความแตกต่างของยีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกาแฟนั้นเกี่ยวพันกับการเรียนรู้ การควบคุมความดันโลหิตและการเสฟติดกาแฟนั้น อาจทำให้อธิบายได้ว่า ทำไมคนคนหนึ่งเมื่อดื่มกาแฟหนึ่งแก้วต่อวันแล้วสดชื่นได้ทั้งวัน ในขณะที่อีกคนต้องดื่มเป็นระยะๆ รวมสี่แก้วต่อวันจึงจะตาสว่างได้ และในทางตรงกันข้าม คนที่ดื่มเพียงวันละแก้วแล้วทำงานได้ดี ถ้าดื่มถึงสี่แก้วกลับเกิดอาการเครียดขึ้นมาจนทำงานไม่ได้ จากความรู้นี้อาจมีการประยุกต์ใช้ในอนาคต เพื่อนำไปสู่การจัดการด้านสุขภาพของแต่ละคนที่นิยมดื่มกาแฟเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดเช่น การมีสมาธิในการทำงาน ท่องบ่นตำรา และอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะดื่มมากไปจนมือและใจสั่น โดยใช้ข้อมูลจากการพิเคราะห์(พิเคราะห์มีความหมายว่า ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง พิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ) ถึงความแตกต่างของยีนที่ต่างกันว่า ใครสามารถกำจัดแคฟฟีอีนได้ดีหรือไม่ ควรดื่มกาแฟเท่าใดจึงจะเหมาะสม ในบทความนี้ผู้อ่านอาจสังเกตได้ว่า ในการทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ 2 คำนั้น ผู้เขียนขออนุญาตไม่ใช้กรรมวิธีของราชบัณฑิต ตัวอย่างเช่น Caffeine นั้น โดยทั่วไปมีการเขียนทับศัพท์ว่า กาเฟอีน ซึ่งอ่านออกเสียงแล้วมันฟังดูไม่ตรงกับสำเนียงจากภาษาอังกฤษซึ่งถ้าทับศัพท์ว่า แคฟฟีอีน น่าจะออกเสียงสบายปากมากกว่า (ดิคชันนารีที่พูดได้ออกเสียงคล้าย แคฟ-ฟีน) จึงขอใช้เพื่อความสบายใจของผู้เขียนเอง ส่วนคำที่สองซึ่งเป็นคำที่ผู้เขียนรำคาญใจมานานแล้วคือคำว่า enzyme ซึ่งมักเขียนทับศัพท์ว่า เอนไซม์ ทั้งที่คำว่า en ควรอ่านว่า เอ็น เหมือน entrance ที่ออกเสียงว่า เอ็น-ทรานซ์ ไม่เคยได้ยินใครออกเสียงว่า เอน-ทรานซ์ ส่วนคำว่า ไซม์ ที่ใช้ทับศัพท์ zyme นั้นเมื่อ ม (ม้า) มีเครื่องหมาย ทัณฑฆาต หรือ การันต์ แล้วต้องไม่ออกเสียง ดังนั้นถ้าอ่านให้ถูกตามการทับศัพท์เดิมนั้นต้องอ่านว่า เอน-ไซ ซึ่งทะแม่งหูมาก (โดยเฉพาะเมื่อได้ยินจากปากพิธีกรและนักข่าวทางโทรทัศน์) ผู้เขียนจึงขอใช้การทับศัพท์เฉพาะในบทความนี้ว่า เอ็น-ซัม ซึ่งทำให้ผู้เขียนสบายใจกว่า ส่วนคำว่า กาแฟ ซึ่งเป็นคำเขียนทับศัพท์มาจากคำว่า Coffee นั้นดูอย่างไร ๆ มันก็ไม่ควรถูกทับศัพท์ว่า กาแฟ แต่น่าจะเป็น ค็อฟฟี มากกว่านั้น แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ คำทับศัพท์นี้มีมาแต่โบราณก่อนผู้เขียนเกิดจึงจนด้วยเกล้าที่ต้องจำใจใช้ต่อไป

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 114 กาแฟ…ดีไหมเอ่ย

ของฝากจากอินเตอร์เน็ต กาแฟ…ดีไหมเอ่ยรศ. ดร.แก้ว กังสดาลอำไพสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เราควรดื่มกาแฟหรือไม่ มักเป็นคำถามที่ผู้บริโภคมักเอ่ย เมื่อมีการบรรยายเกี่ยวกันหัวข้อของการบริโภคอาหารให้มีสุขภาพดี ประเด็นนี้น่าสนใจว่าควรตอบอย่างไรดี เพราะผู้เขียนเองก็นิยมดื่มกาแฟบ้างเหมือนกัน เนื่องจากว่าไปแล้วกาแฟก็มีประโยชน์ในด้านการช่วยย่อยอาหารถ้าดื่มหลังอาหาร ก่อนที่จะไปถึงประโยชน์หรือโทษของกาแฟ เรามารู้จักวัฒนธรรมการกินกาแฟก่อน เพื่อวางฐานความรู้ให้เข้าใจว่าทำไมการดื่มกาแฟจึงอาจก่อปัญหาให้ผู้ดื่มได้ เมื่อก้าวเข้าสู่ยุทธจักรการดื่มกาแฟ เราจะพบว่าร้านกาแฟทันสมัยในปัจจุบันค่อนข้างจะต่างจากร้านกาแฟของอาโกหน้าซอยอย่างหน้ามือกับหลังมือ เปรียบให้ชัดก็คือ ร้านกาแฟอาโกนั้นออกอาการโชว์ห่วยเอามากๆ ในขณะที่ร้านกาแฟทันสมัยที่วัยรุ่นหรือแม้เป็นวัยดึก(แต่ใจยังซ่าอยู่) เข้านั้น ดูจะเดิร์นอามากๆ เนื่องจากค่าลงทุนทำร้าน(ไม่รวมค่าเช่า) เป็นตัวเลขห้าหลักขึ้นไป สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างร้านแบบโบราณและร้านแบบทันสมัยก็คือ ชนิดของกาแฟที่ขาย ร้านอาโกนั้นอย่างเก่งก็มีแค่ กาแฟดำร้อน  ดำเย็น  ร้อนใส่นม และเย็นใส่นม ที่พิเศษหน่อยคือ ยกล้อ(เท่าที่จำได้ดูจะเป็นเป็นกาแฟดำเย็นที่เติมนมข้นจืดเยอะๆ) เท่านั้น แต่ถ้าเข้าไปในร้านกาแฟทันสมัย จะพบสูตรกาแฟที่เขียนบนเมนูติดข้างฝามากกว่าร้านอาโก ในภาพรวมนั้น กาแฟในร้านแบบทันสมัยในโลกนี้ก็มีแค่ 2 แบบเหมือนกันครับ คือ ร้อนและเย็น แต่ในรายละเอียดนั้นจะเริ่มจาก Espresso ซึ่งเป็นกาแฟชงด้วยน้ำร้อนอย่างเดียวด้วยเครื่องราคาเป็นแสน แบบว่าใครสั่งมาดื่มต้องมืออาชีพมากๆ เพราะมันไม่มีน้ำตาล ส่วนใหญ่พวกมือใหม่หัดขับมักสั่งแบบนี้แล้วก็จำไปจนวันตายว่าไม่สั่งอีกแล้ว โดยหันไปสั่งอีกแบบที่นิยมกันในหลักสูตรพื้นฐานของการดื่มกาแฟ คือ Latte ซึ่งเป็น Espresso ใส่นม ผู้เขียนดูแล้วไม่น่าต่างจากกาแฟร้อนในร้านอาโก เพราะคำว่า Latte แปลว่า “นม” ครับ สูตรที่สามคือ Cappuccino ซึ่งมันก็ไม่ต่างจาก Latte นักเพราะคือ Espresso ใส่นมเหมือนกัน แต่ Cappuccino จะเข้มข้นกว่า Latte และเน้นเรื่องฟองนมมากกว่า ผู้เขียนดื่มอย่างไรก็ ดื่มไม่ออก ว่ามันอร่อยกว่ากันตรงไหน แต่พอใครเลี้ยงก็บอกว่า อ.ย. (อาหย่อย) ทุกที เพราะไม่งั้นเขาจะหาว่า ลิ้นไม่ถึง  สำหรับสูตรที่เริ่มพิศดารขึ้นนิดหน่อย คือ Macchiato ซึ่งเป็นกาแฟ Espresso ใส่นมและคาราเมลเยิ้มๆ ทำให้มันหวานจับจิตติดซอกฟันทีเดียว สำหรับสูตรที่นางเอกชอบสั่งมากนอกเหนือไปจากน้ำส้มคั้น คือ Mocha ซึ่งหมายถึงกาแฟที่กลิ่นคล้ายโกโก้ และยังหมายถึงกาแฟที่ผสมพวกโกโก้ ทำให้หอมหวานมือสมัครเล่นดื่มง่ายหน่อย ส่วนสูตรต่อไปคือ Americano  ซึ่งเป็นการเอา Espresso ที่เข้มข้นมาผสมน้ำให้มันจางลง ผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีต้นกำเนิดมาจาก America ครับเพราะถ้าใครเคยไปอเมริกา คงลืมรสชาติกาแฟในร้านขายอาหารเช้าไม่ลงว่าเหมือน น้ำล้างถุงกาแฟบ้านเราอย่างไรอย่างนั้น จากการเข้าเน็ต ผู้เขียนพบข่าวในเว็บ www.sciencedaily.com (19 มิถุนา, 2553) กล่าวว่า แต่นี้ไปคอกาแฟและชาคงดีใจที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ เพราะมีผู้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา(Journal of the American Heart Association) ว่า การดื่มทั้งชาและกาแฟนั้นสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้ ที่หนักไปกว่าคือ มีการศึกษาพบในประเทศเนเธอร์แลนด์อีกว่า การดื่มชามากกว่า 6 ถ้วยขึ้นไปสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจถึงร้อยละ 36 ส่วนกาแฟนั้นถ้าดื่ม 2-4 แก้วสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 20 ในงานวิจัยดังกล่าวนี้ยกเครดิตความดีความชอบให้กับสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟที่เป็นกาแฟชงแบบโบราณ กาแฟสำเร็จรูปไม่เกี่ยว นอกจากนี้ในเว็บเดียวกันเมื่อ 15 มกราคม 2552 ยังได้กล่าวว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงของอาการความจำเสื่อมในผู้สูงอายุด้วย(ซึ่งถ้าจริงคงดีมากเพราะคนจะได้ไม่ลืมว่าเรามี เมษามหาวิบัติในปีนี้) แต่อย่างเพิ่งดีใจไปเพราะในวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 เว็บดังกล่าวได้รายงานข่าวการวิจัยว่า ผู้ที่หวังว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นคงต้องผิดหวัง เพราะผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนกล่าวว่า มันไม่มีความสัมพันธ์อะไรเลย และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 เว็บดังกล่าวก็ได้รายงานว่า  ในการประชุมประจำปีของสมาคมต่อต้านโรคปวดในข้อของยุโรปที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี(Annual Congress of the European League Against Rheumatism in Rome, Italy) มีผู้กล่าวว่า การดื่มกาแฟเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่สมาคมกำลังต่อต้านอยู่ข่าวดีๆ ร้ายๆ ที่กล่าวมานี้เป็นแค่ผลของกาแฟเท่านั้น แต่ผลของอย่างอื่นที่ร่วมอยู่ในมื้อของการดื่มกาแฟนั้น มักไม่มีใครคำนึงนัก จึงมีคนชอบถามว่า การดื่มกาแฟทำให้อ้วนได้จริงหรือ คำถามนี้ใครหลายคนคงอยากทราบคำตอบ เพราะกาแฟที่ขายตามร้านทั่วไปมักจะเติมส่วนประกอบต่างๆ ที่ให้พลังงานมากลงไปด้วย จึงทำให้หลายคนคิดว่าการดื่มกาแฟทำให้น้ำหนักขึ้น ซึ่งไปพ้องกับการที่  www.nurnia.com ได้อ้างข่าวจากไทยรัฐว่า กองทุนวิจัยต่อต้านมะเร็งโลก กล่าวเตือนว่า กาแฟเย็นของร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกหลายเจ้าให้พลังงานมากเสียยิ่งกว่ากินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก ดังนั้นผู้ที่คิดดื่มกาแฟครบเซ็ทอย่างทันสมัย ควรสังวรณ์ไว้ มีเว็บหนึ่งของไทยกล่าวว่า จริงแล้วกาแฟดำหนึ่งแก้วใหญ่ที่ไม่ใส่น้ำตาลมีพลังงานอยู่ประมาณ 17 – 19 แคลอรี่ เท่านั้น ดังนั้นตัวกาแฟจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่ทำไมการดื่มกาแฟจึงมักทำให้อ้วน คำตอบน่าจะเป็นเพราะส่วนผสมต่างๆ ที่ผสมลงไปเช่น วิปครีม(whipped cream) ซึ่งมีพลังงานอยู่ที่ประมาณ 500 – 600 แคลอรี่ และที่สำคัญอีกอย่างคือขนมหรือคุกกี้ที่เรากินเข้าไปพร้อมกับกาแฟ ตัวอย่างเช่น มัฟฟิน (muffin) มีพลังงานถึง 1,000 แคลอรี่ เลยทีเดียว สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟสูตรพิเศษแก้วใหญ่พร้อมกับแซนวิชและขนมอื่นๆ จะได้รับพลังงานมากถึง 1,500 แคลอรี่ พลังงานที่พอเหมาะสำหรับผู้หญิงในหนึ่งวันคือ 2,000 แคลอรี่  และสำหรับผู้ชายคือ 2,500 แคลอรี่ ดังนั้นหลังจากดื่มกาแฟพร้อมกับของกินตามที่บอกไปแล้ว ทำให้เราเหลือปริมาณพลังงานสำหรับหนึ่งวันเพียงแค่ 500 แคลอรี่สำหรับผู้หญิงและ 1,000 แคลอรี่สำหรับผู้ชายที่จะกินเข้าไปได้ หากกินมากเกินกว่านี้ การสะสมพลังงานในรูปไขมันก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก โดยสรุปแล้ว รูปแบบการดื่มกาแฟที่ผสมครีมและน้ำเชื่อมต่างๆ พร้อมกับขนมจึงทำให้เราอ้วนขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยคิดไม่ถึง

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point

ฉบับที่ 104 ดื่มกาแฟเพื่อลดความอ้วน??

กาแฟนับเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมีองค์ประกอบของสารคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง จะสังเกตได้ว่าเมื่อดื่มกาแฟแล้วเพียง 10–15 นาที สมองจะตื่น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่า ดังนั้นกาแฟ ทั้งร้อนและเย็นจึงเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ในเวลาอาหารเช้า และเวลาประชุมของเกือบทุกหน่วยงาน ข้อเสียของสารคาเฟอีนมีอยู่ หากดื่มวันละหลายๆ แก้ว จะส่งผลให้ตาค้าง นอนไม่หลับ ท้องผูก หัวใจเต้นแรง ใจสั่น กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ปัสสาวะบ่อยและทำให้มีความดันโลหิตสูง ทั้งนี้เนื่องจากสารคาเฟอีนมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวและยังมีผลทำให้ลดการดูดซึมของธาตุเหล็กและแคลเซี่ยมจากอาหารที่รับประทานเข้าไปอีกด้วย สำหรับหลายๆ คนที่ดื่มกาแฟมานานจนร่างกายปรับตัวได้ ระบบในร่างกายจะสามารถทนหรือดื้อต่อสารคาเฟอีนจนอาการข้างเคียงต่างๆ อาจลดน้อยลง ทำไมจึงมีโฆษณาว่ากาแฟใช้ลดความอ้วนได้เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่า สารคาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้สมอง และช่วยขจัดความอ่อนล้าออกจากร่างกาย ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า มีคุณสมบัติเป็น เทอร์โมเจนีซิส (Thermogenesis) สารเพิ่มเมตาโบลิซึม เร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย มีผลทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกสลายเป็นพลังงานความร้อนทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นำผลการศึกษาดังกล่าวมาโฆษณาว่า ดื่มกาแฟแล้วลดความอ้วนได้ นอกจากนั้นสารคาเฟอีนในกาแฟยังมีฤทธิ์เป็นสารขับปัสสาวะ จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงชั่วคราว แล้วต้องดื่มกาแฟกี่แก้ว จึงจะได้ผล? ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนโดยการดื่มกาแฟ คงต้องผิดหวัง เพราะว่าคุณจะต้องดื่มกาแฟถึงวันละอย่างน้อย 6 แก้วขึ้นไป อีกทั้งในกาแฟแต่ละแก้วของบางคนอาจต้องใส่ทั้งนมข้นหวาน ครีมเทียมและน้ำตาล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับแคลอรี่มากเกินไปเมื่อเทียบกับผลที่ต้องการได้จากสารคาเฟอีนในกาแฟ นอกจากนั้นร่างกายบางคนก็ไม่อาจทนต่อสารคาเฟอีนได้มากมาย(ขนาด 6 แก้ว) ในแต่ละวัน ผลของคาเฟอีนอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออาการข้างเคียงมากมายดังที่กล่าวมาข้างต้น ดื่มชาแทนกาแฟ จะได้ผลหรือไม่?ใบชาจะมีองค์ประกอบของสารคาเฟอีนมากกว่าที่พบในกาแฟ แต่เนื่องจากใบชาจะมีสารแทนนินมาก(สารแทนนินก็คือรสฝาดจากใบชา) สารแทนนินในน้ำชาจะไปเคลือบที่กระเพาะอาหารทำให้การดูดซึมของสารคาเฟอีนจากใบชาลดน้อยลงมาก สมุนไพรที่ให้ผลเช่นเดียวกับกาแฟ สมุนไพรหลายชนิดมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับสารคาเฟอีนในกาแฟ เช่น สารสกัดจากส้มซ่า (Bitter orange) ซึ่งมีสารสำคัญคือ ไซเนปฟริน (Synephrine) มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับตัวยา เอฟีดริน (Ephedrine) คือเร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ช่วยสลายไขมัน แต่ข้อดีของสารสกัดจากส้มซ่าคือปราศจากอาการข้างเคียงเมื่อเปรียบเทียบกับตัวยาเอฟีดริน จึงมีการนำสารสกัดส้มซ่ามาใช้ผสมในสูตรของยาลดความอ้วนหลายชนิด สารสกัดชนิดนี้นอกจากช่วยเผาผลาญพลังงานแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้อีกด้วย สารสกัดจากพริก หรือ แคปไซซิน (Capsaicin) สารสกัดจากขิงและสารสกัดจากพืชสมุนไพรจีน (Ephedra sinica, ma huang) พืชเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นเทอร์โมเจนีซิส เร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย มีส่วนช่วยสลายไขมัน และถูกนำมาใช้ เป็นส่วนผสมร่วมกับคาเฟอีนในยาลดความอ้วนทั้งหลาย ปัจจุบันสมุนไพรจีน (Ephedra) หรือ มาหวง ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากมีการนำไปสกัดเพื่อทำยาบ้า ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนจากข้อมูลที่รวบรวมมาให้อ่านจะพบว่า ข้อเท็จจริงของประโยชน์จากการดื่มกาแฟมีอยู่ แต่จะให้ประโยชน์ในแง่การลดความอ้วนได้น้อยมากๆ หรือแทบจะติดลบด้วยซ้ำไป เมื่อเทียบกับผลเสีย คืออาการข้างเคียงที่ตามมาอย่างมากมาย ที่สำคัญมีวิธีตรงที่ได้ผลแน่นอนสำหรับการลดความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญพลังงานและสลายไขมันโดยตรง ร่วมกับการควบคุมพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหาร ปัจจัยเหล่านี้แน่นอนว่าทุกคนที่อ้วนทราบดีแต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ สรุป คงเป็นไปไม่ได้ที่จะนั่งดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้วเพื่อให้น้ำหนักลดลง ร่างกายผอมลงโดยไม่ต้องออกกำลังกายและไม่ต้องควบคุมอาหาร

สำหรับสมาชิก >
ฉลาดซื้อ เก็บแต้มแลกสินค้า250 Point