ฉบับที่ 278 สิ่งที่ต้องระวัง “ช่วงฤดูฝน”

        เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว คิดว่าหลายๆ คนคงจะได้งัดร่มและเสื้อกันฝนออกมาใช้งานกันแล้วแน่ๆ ฤดูฝนของประเทศไทยเรียกได้ว่าเราทุกคนคงต้องระวังกันเป็นพิเศษ เนื่องจากพายุฝนที่กระหน่ำลงมาจะทำให้มีอากาศที่อับชื้น เฉอะแฉะ หรือมีน้ำท่วมขังจนสร้างความไม่สะดวกสบายให้กับผู้คน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายสิ่งที่เราควรจะต้องระมัดระวังกันในช่วงหน้าฝนด้วย 
        อย่างแรก ช่วงหน้าฝนสิ่งที่เราควรจะต้องระวังกัน คือ โรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับหน้าฝน ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปดูกัน
 
โรคที่มียุงเป็นพาหนะ   
        แน่นอนว่าเมื่อมีฝนก็อาจจะมีน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งก่อให้เกิดลูกน้ำยุงลายพาหะของไข้เลือดออก ดังนั้นหากในบ้านหรือบริเวณรอบบ้านมีน้ำขังก็รีบให้จัดการไม่ให้มีพวกน้ำขังไม่ว่าจะบนพื้นหรือในภาชนะต่างๆ ทันที เพื่อป้องกันการเกิดลูกน้ำยุงลาย และถ้าบ้านใครมีโอ่งหรือถังน้ำก็ควรหาฝามาปิดให้เรียบร้อย อย่าลืมป้องกันตนเองด้วยการพยายามอย่าให้ยุงกัด ใส่เสื้อแขนยาวขายาวหรือใช้ผลิตภัณฑ์กันยุง
 
โรคน้ำกัดเท้า 
        โรคนี้เกิดจากการอับชื้นบริเวณเท้า โดยสาเหตุหลัก เช่น เท้าของเราต้องแช่น้ำหรือลุยน้ำเป็นเวลานานๆ นั้นเอง และน้ำที่เท้าเราไปสัมผัสอาจจะไม่สะอาด บางทีเป็นน้ำท่วมขังที่มีสิ่งสกปรกปะปนอยู่จนก่อให้เกิดการเชื้อราที่เท้าเราได้นั้นเอง แนะนำวิธีป้องกันเบื้องต้น หลังจากลุยน้ำมาต้องรีบทำความสะอาดด้วยสบู่ทุกซอกนิ้วแล้วเช็ดให้เท้าแห้งทันที และไม่ควรสวมถุงเท้าหรือรองเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ
 
โรคหวัด 
        ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะหน้าหนาวหรือหน้าฝนกับไข้หวัด ดังนั้นป้องกันโดยการดูแลตนเองโดยการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อ สระผมหลังเปียกฝนและเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนเข้านอน
 
โรคฉี่หนู 
        เป็นโรคที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะบริเวณน้ำท่วมขังอาจมีปัสสาวะของสัตว์ที่เป็นพาหะปะปนอยู่ ดังนั้นสำหรับคนที่มีบาดแผลบริเวณเท้าหรือขา พยายามอย่าให้โดนน้ำไม่สะอาดโดยเฉพาะพวกน้ำท่วมขังที่มีสิ่งปฏิกูลปะปน หากต้องเดินลุยน้ำจริงๆ ให้สวมใส่รองเท้าบูทเพื่อป้องกัน หลังจากลุยน้ำให้รีบทำความสะอาดทันทีและอย่าสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหนะของโรคได้ สำหรับอาการโรคฉี่หนู เริ่มต้นอาจมีอาการคล้ายเหมือนไข้หวัด ถ้าไม่แน่ใจผู้บริโภคควรไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์และหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อการรักษาอย่างถูกวิธี 
        ทั้งนี้นอกจากโรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับฤดูฝนแล้ว ยังคงมีสิ่งที่ต้องระวังอีก เช่น สัตว์มีพิษทั้งหลาย งู แมงป่อง ตะขาบ เป็นต้น แนะนำให้ดูแลสำรวจเช็กพื้นที่ภายในบ้านให้ดี ตรงไหนที่น่าจะเป็นพื้นที่ให้สัตว์มีพิษอาศัยได้ให้เอาออกและทำให้เป็นที่โล่งๆ ได้ยิ่งดี พยายามอย่าทำให้รกรุงรังเพราะอาจกลายเป็นที่อยู่อาศัยจากสัตว์มีพิษชั้นดี แล้วกลายเป็นที่อันตรายต่อผู้อยู่อาศัยซะเอง ก่อนสวมรองเท้าก็ควรดูให้ดี เคาะๆ ก่อนใส่ เพื่อเช็กว่าไม่มีสัตว์มีพิษทั้งหลายอยู่ในรองเท้า 
        ส่วนอีกเรื่องที่ต้องดูให้ดีเพื่อความปลอดภัย คือ เรื่องของไฟฟ้าภายในบ้านที่ต้องระวัง เพราะเป็นเรื่องอันตรายที่ใกล้ตัวมากที่สุด ไม่ควรปิดเปิดและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียกๆ อย่านำมือไปใกล้หรือสัมผัสเครื่องไฟฟ้าเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องไฟฟ้าที่เปียกน้ำไปแล้ว หากต้องการใช้งานควรรอให้แห้งสนิทเท่านั้น และอย่าลืมติดตั้งสายดินเพื่อความปลอดภัย และปิดถอดปลั๊กทุกครั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน
 
ข้อมูลจาก PEA เตือนภัยจากการใช้ไฟฟ้าช่วงฤดูฝน
ฉี่หนู หน้าฝนน้ำท่วมต้องระวังให้หนัก
https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/leptospirosis
โรคติดเชื้อที่มากับฤดูฝน
https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2011/hong-kong-foot-althletes-foot-flood

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค หน้าฝน ฝนตก โรคที่มียุงเป็นพาหนะ โรคน้ำกัดเท้า โรคหวัด โรคฉี่หนู

ฉบับที่ 280 ผิวแพ้ง่าย เลือกสกินแคร์อย่างไรดี

        ปัจจุบันสกินแคร์ตามท้องตลาดมีให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ต่างออกสินค้ามาเพื่อแข่งขันกันเพื่อให้เหล่าผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าแบบไหนอันตรายหรือคนผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงสินค้าใด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ตามออนไลน์บางตัวก็ยังน่ากลัวอยู่เพราะอาจมีสารอันตรายจนหน้าพังได้         เบื้องต้นก่อนที่จะแนะนำการเลือกสกินแคร์สำหรับคนผิวแพ้ง่าย คงต้องแนะนำให้ทุกคนดู “ฉลาก” ทุกครั้งก่อนซื้อ ซึ่งการดูส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่จะใช้สำหรับผิวบนใบหน้าของเราเป็นข้อดีที่ทุกคนควรทำเป็นประจำจนเคยชินเพื่อที่จะได้ป้องกันใบหน้าของเราจะไม่แพ้หรือผิวระคายเคืองจากสารต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์         สำหรับหลายๆ คนที่มีผิวบนใบหน้าแพ้ง่ายนั้น สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งภายนอก ภายใน และจากหลากหลายสาเหตุ เพราะฉะนั้นเราจะป้องกันตัวเองเบื้องต้นด้วยการเลือกใช้สกินแคร์อย่างปลอดภัยได้ดังนี้ การเลือกสกินแคร์         เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าสำหรับผิวแพ้ง่าย โดยพยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่ายอ่อนโยน” หรือจะให้ชัวร์ อ่านฉลากและเลือกที่มีระบุว่า ปราศจากน้ำหอม พาราเบน แอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ เป็นต้น ที่สำคัญควรเลือกซื้อกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือ ร้านค้าทางการเท่านั้น เพื่อระมัดระวังไม่ให้เจอของปลอม อีกอย่างหากอยากหน้าแข็งแรงไม่แพ้ง่าย ระคายเคือง ก็ควรเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ให้เลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีเซราไมด์เป็นส่วนประกอบเป็นหลักยิ่งดี         ทั้งนี้ สกินแคร์ที่เลือกจะต้องมี เลขจดแจ้งของ อย. อย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ ฉลากมีข้อมูลครบถ้วนและชัดเจน เมื่อดูแล้วไม่มีฉลากตามที่กฎหมายกำหนดก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะไม่ซื้อ  ควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์แบบใด         สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีกรดการผลัดเซลล์ผิวในเปอร์เซ็นต์สูง เช่น       เรตินอย BHA ต่างๆ เพราะผิวหน้าอาจจะระคายเคืองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ แต่ให้เลือกที่มีเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สูงในกรณีที่ใช้ครั้งแรก เพื่อที่ผิวหน้าจะได้ไม่ระคายเคือง จนเกราะปราการผิวพัง ศึกษาวิธีก่อนใช้ให้ดีทุกครั้ง การใช้เครื่องสำอาง         ควรล้างอุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แปรง พับ ฟองน้ำ บ่อยๆ เพราะนี้อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งสำหรับคนผิวแพ้ง่าย เช็กเครื่องสำอางที่ตัวเองใช้อย่างสม่ำเสมอ วัน/เดือน/ปี หมดอายุ ถ้าหมดอายุแล้วไม่ควรใช้ต่อเพราะอาจก่อเกิดการระคายเคืองหรือเกิดสิวบนใบหน้าได้         อย่างไรก็ตาม เครื่องสำอางต่างๆ ที่หมดอายุแต่ยังสภาพดีจะเอาไปไหนดี แนะนำให้เอาไปบริจาคต่อให้กับมูลนิธิอื่นๆ ที่รับบริจาค เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น แต่งหน้าผู้วายชนม์ เป็นต้น การทดสอบก่อนใช้         คนแพ้ง่ายต้องทดสอบก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่เลือก ตัวอย่างเช่น ทดลองทาผลิตภัณฑ์ที่บริเวณแขนพับก่อน ถ้ามีอาการแพ้หยุดใช้ทันที ควรระวังผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าในออนไลน์อย่างไรดี         สิ่งที่ต้องระวัง คือ ของปลอมหรือลอกเลียนแบบ ปัจจุบันในโลกออนไลน์ โปรโมชันของราคาถูกเกินจริงมักเป็นของที่ล่อตา ล่อใจ บางคนเห็นเป็นแพ็กเกจแบรนด์ที่ใช้อยู่และราคาดีก็กดสั่งซื้อโดยที่ไม่ตรวจเช็ก เมื่อใช้ก็เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้น ซื้อจากร้านค้าทางการของแบรนด์ดีที่สุด         นอกจากนี้ ครีมกวน ครีมเถื่อน ก็ไม่ใช้จะหายไปจากโลกออนไลน์ซะทีเดียวยังคงมีอยู่ให้เห็นอยู่อันนี้ก็ต้องระวังเหมือนกัน ข้อมูลจาก :   ผิวแพ้ง่ายสาเหตุและเคล็ดลับการรักษา - พบแพทย์ (pobpad.com)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 ใต้ตาดำคล้ำ จะดูแลยังไงดีนะ

        เป็นปัญหากวนใจหนุ่มสาวหลายท่านแน่นอน สำหรับเรื่องใต้ตาที่ดำคล้ำ แม้ว่าจะไม่ได้มีผลใดๆ ต่อร่างกาย แต่หลายท่านมักเป็นกังวลต่อความไม่สวยงามบนใบหน้าของตัวเองเพราะมันทำให้หมดความมั่นใจ แถมรอยคล้ำรอบดวงตาก็ทำให้หน้าตาดูไม่สดใสอีกด้วย สาเหตุของการเกิดใต้ตาคล้ำนั้น มีได้จากหลากหลายปัจจัย เช่น อาจจะพักผ่อนน้อยหรือเกิดจากอาการเครียด  ปัญหาสุขภาพโรคภูมิแพ้ต่างๆ ฮอร์โมน พันธุกรรม เป็นต้น ดังนั้นหากอยากจะดูแลให้ดีขึ้นกว่าเดิม ควรปรับพฤติกรรมหรือแก้ไขอย่างไร ไปดูกัน สาเหตุและการแก้ไข         คนชอบนอนดึก  ใครรู้ตัวว่าชอบนอนดึกดื่นควรปรับพฤติกรรมตัวเอง ถ้าไม่อยากใต้ตาคล้ำไปมากกว่านี้ พยายามนอนเร็วขึ้น นอนให้ครบ 7 ชั่วโมง สำหรับใครที่นอนไม่หลับ อย่าลืมสังเกตตัวเอง งดชาหรือกาแฟที่เป็นตัวกระตุ้นให้นอนไม่หลับหรือใช้ตัวช่วยอื่นที่ทำให้เราผ่อนคลายได้ เช่น พวกสินค้าเทียนหอม อโรม่าต่างๆ และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำอีกด้วย          อาการเครียด ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน เพราะอาการเครียดสามารถส่งผลต่อการนอนหลับได้ เพื่อกำจัดความเครียดพยายามหาวิธีคลายเครียดโดยการหากิจกรรมที่ชอบทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ดูหนังที่ชอบ ออกไปเที่ยว วาดรูปทำกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปะ ทั้งนี้หากยังรู้สึกว่าอาการพวกนี้ไม่ดีขึ้นเลย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการต่างๆ เหล่านี้ได้         โรคภูมิแพ้ ที่อาจส่งผลต่ออาการใต้ตาคล้ำ ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการภูมิแพ้อย่างถูกวิธีนะคะ         อายุ หรือ แสงแดด บางรายอาจจะเกิดจากอายุที่มากขึ้น หรือบางรายเป็นเพราะว่าเจอมลภาวะแสงแดด ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดและสวมแว่นตาทุกครั้งที่ออกไปทำกิจกรรมกลางวันในวันที่แดดแรงจัด         งดพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เนื่องจากอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใต้ตาคล้ำได้  และนอกจากนี้อาจจะทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำไม่สดใสอีกด้วย วิธีดูแลใต้ตาดำคล้ำง่ายๆ        1. การปกปิดใต้ตาดำคล้ำ โดยการแต่งหน้าใช้เครื่องสำอางคอนซีลเลอร์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใต้ตาคล้ำดีขึ้นได้ในเวลาที่รวดเร็วแถมไม่เจ็บตัว แต่ควรเลือกสีที่เหมาะแก่การปกปิดหรือเลือกที่เฉียดสีใกล้เคียงกับผิวหน้าเรา         2. การดูแลโดยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงใต้ตาที่วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป วิธีนี้สามารถช่วยได้แน่นอนแต่ต้องใช้ระยะเวลาบำรุงอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเลือกที่ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน ก่อนใช้ควรเช็กก่อนว่าแพ้หรือไม่ ที่สำคัญอย่างลืมดูฉลากรายละเอียดต่างๆ ส่วนผสม เลขจดแจ้ง อย. ว่ามีหรือไม่         3. การเข้าคลินิกเพื่อฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันนี้สามารถช่วยได้อย่างชัดเจน แต่ควรเช็กให้ดีสำหรับความน่าเชื่อถือของสถานที่ใช้บริการคลินิกเสริมความงามและตัวยาที่ใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกายของเราทุกครั้ง ซึ่งหากเป็นคลินิกที่น่าเชื่อถือมักจะโชว์กล่องตัวยาให้ดูอย่างชัดเจนไม่ปกปิดข้อมูล และระวังอย่าไปฉีดกับหมอกระเป๋า         อย่างไรก็ตาม มีหลากหลายวิธีที่ช่วยได้สำหรับการดูแลผิวใต้ตาที่ดำคล้ำ แต่หากอยากได้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอก็อยากให้ทุกคนที่มีปัญหาดังกล่าว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเป็นอย่างแรกเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ข้อมูลจาก ขอบตาดำ เกิดจากอะไร แก้ยังไงดี ? - พบแพทย์ (pobpad.com)ปัญหาใต้ตาดำกวนใจ จัดการอย่างไรดี - พบแพทย์ (pobpad.com)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 ป้องกันผดผื่นหน้าร้อนได้ด้วยตนเอง

        หน้าร้อนประเทศไทย พ.ศ. 2567 อุณหภูมิพุ่งสูงไปถึง 40 กว่าองศา ถือว่าร้อนมากๆ จะออกไปไหนทีแทบละลายเพราะอุณหภูมิ อากาศร้อนแล้วแดดยังแรงไปอีกก็อย่าลืมป้องกันผิวด้วยครีมกันแดดเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดี แต่ว่านอกจากผิวไหม้เกรียมจากแดด ปัญหาที่พบบ่อยของหลายคนในช่วงหน้าร้อนนี้อีกอย่างจากสภาพอากาศร้อนก็คงจะเป็นอาการผดผื่นที่ขึ้นมาตามร่างกาย ซึ่งจะป้องกันได้อย่างไรฉลาดซื้อมีคำแนะนำมาฝาก         ผดผื่นหน้าร้อนเกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อ ขึ้นได้ทุกบริเวณร่างกายทั้ง ใบหน้า หลัง แขน ขา ข้อพับต่างๆ ตามจุดที่เกิดเหงื่อได้ง่าย ปกติผดผื่นลักษณะนี้มักจะสามารถหายไปได้เองได้ตามธรรมชาติอาจจะไม่ต้องกังวลมาก แต่ยังไงก็ต้องป้องกันไว้ก่อนดีกว่าซึ่งทำได้ง่ายๆ  ดังนี้         1. ผดผื่นเกิดจากความร้อนเป็นสาเหตุ เราก็พยายามอยู่ในที่อากาศเย็น โล่งโปร่งสบายๆ พื้นที่อากาศถ่ายเทได้ตลอด หลีกเลี่ยงไม่ให้เหงื่อออกเยอะได้ยิ่งดี        2. ใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ไม่เป็นเสื้อที่คับแน่นจนเกินไป ที่สำคัญควรเป็นเสื้อซักสะอาดแล้ว ไม่ใส่เสื้อซ้ำเพราะอาจก่อให้เกิดความหมักหมม เหงื่อไคล สิ่งสกปรกต่างๆ ได้ เรื่องสุขอนามัยสำคัญเสมอ        3. อาบน้ำเย็นและไม่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ก่อให้ระคายเคืองง่าย หรือใช้แล้วผิวแห้งตึง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม        4. สายออกกำลังกาย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งที่แดดแรงๆ และควรทาครีมกันแดดซ้ำสม่ำเสมอ  หลังออกกำลังกายควรอาบน้ำเพื่อชำระคราบเหงื่อบนร่างกายออก        5. หลีกเลี่ยงแสงแดดแรงๆ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่อุณหภูมิสูง        6. สำหรับใครที่สายบำรุงผิว ต้องทาครีมสม่ำเสมอแนะนำให้ไม่เลือกเนื้อครีมที่หนักจนเกินไป เพราะจะทำให้อุดตันได้ง่าย          ผดผื่นไม่ค่อยอันตรายแต่มักจะสร้างความรำคาญ เช่น อาการคัน และเป็นตุ่มใสๆ ขึ้นมาแนะนำว่าพยายามอย่าแกะหรือเกา เพราะอาจทำให้แผลถลอกแสบจนก่อให้เกิดแผลเป็น         วิธีรักษาผดผื่นได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น หากมีอาการคันมากๆ แนะนำให้อาบน้ำเย็นหลังจากนั้น ให้ทายาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัน เช่น Calamine Lotion ถ้าไม่ดีขึ้น หรือหลายวันแล้วผื่นผด ยังไม่ยุบและมีตุ่มหนอง ตุ่มแดง หรืออาการอื่นๆ ร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี อย่าซื้อยามากินหรือทาเองเด็ดขาด         ในกรณีเข้าร้านยาเพื่อซื้อยาควรปรึกษาเภสัชกรโดยบอกอาการให้ชัดเจน บอกตัวยาที่เราแพ้ให้ละเอียดเพื่อป้องกันอันตรายในการบริโภคยาผิดชนิด อ่านและศึกษาวิธีการใช้ให้ชัดเจน เพราะยาทาบางตัวที่ใช้ทาผิวหนังอาจเป็นยาสเตียรอยด์ใช้บ่อยๆ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้ ทั้งนี้ นอกจากผดผื่นทางผิวหนังช่วงหน้าร้อนแล้ว ยังคงมีโรคทางผิวหนังช่วงหน้าร้อนอีกหลายประเภท ดังนั้น อยากให้หลายๆ คนดูแลตนเองโดยหมั่นรักษาความสะอาด สุขอนามัยให้ดี ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ  ข้อมูลจาก https://www.vimut.com/article/Prickly-heathttps://www.siphhospital.com/th/news/article/share/379https://www.pobpad.com/ผดร้อนhttps://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/รับมือ-ผดผื่นคัน-วายร้า/

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 276 “รอยสิว” แก้ยังไงดี

        “รอยสิว” ไม่ใช่เรื่องสิวๆ เอาเสียเลย ยิ่งถ้ามันเยอะจนเกินไป ยิ่งเป็นเรื่องกวนใจอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะมันทำให้ผู้ประสบปัญหาขาดความมั่นใจได้ไม่ว่าจะเป็นรอยดำ รอยแดงหรือหลุมสิวที่ทิ้งร่องรอยไว้บนหน้า แต่มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนเป็นสิว อย่างไรก็ตามก็พอมีวิธีการรักษา ดูสิว่าทำอย่างไรได้บ้าง           ก่อนที่จะไปรักษารอยสิว สิ่งที่ไม่ควรทำและหลีกเลี่ยง มีดังนี้         ·  เวลาเป็นสิวไม่ว่าจะสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ ห้ามแกะ/บีบสิว หรือกดสิวเอง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้กดเท่านั้น        ·  ไม่ขัดถู สครับใบหน้าแรงๆ เพื่อไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง         · ไม่ควรนำส่วนผสมต่างๆ ที่เป็นกรดแรงๆ มาแต้มสิวเพราะอาจเกิดอาการไหม้ได้จนทำให้เป็นรอยดำมากกว่าเดิมวิธีการรักษารอยดำ แดง จากสิว                   รอยสิวต่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่สิวหายแล้วนั้น หากเป็น “รอยแดง” และ “รอยดำ” บริเวณบนใบหน้าจะรักษาได้ง่าย นั่นคือต้องขยันทาครีมหรือเจลลดรอยสิวอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถใช้พวกผลิตภัณฑ์ช่วยลดรอยดำจากสิวที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปได้ แต่จะให้ดีเลือกตัวที่มีกลุ่มสารประกอบ เช่น ไนอะซินาไมด์ วิตามินซี  กรดซาลิไซลิก(กลุ่มผลัดเซลล์ผิว) หรืออาร์บูติน โดยเลือกที่มีส่วนผสมที่มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ มะเขือเทศ หอมแดง เป็นต้น อ่านฉลากให้ละเอียดเพื่อดูส่วนผสมต่างๆ ให้ดีเพื่อป้องกันที่จะแพ้ส่วนผสมบางตัว และอย่าลืมดูวันเดือนปีที่หมดอายุ รายละเอียดวิธีการใช้ ชื่อบริษัทที่ผลิต/จัดจำหน่าย                          ในส่วนของสารกลุ่มผลัดเซลล์ผิวแน่นอนว่าสามารถช่วยลดรอยได้แต่ควรระมัดระวังการใช้ให้ถูกวิธี อ่านฉลากก่อนซื้อทุกครั้งว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับอะไร เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มผลัดเซลล์ผิวบางตัวใช้เป็นกลุ่มรักษาสิว ซึ่งหากนำมาใช้ลดรอยโดยเฉพาะนั้น คงจะไม่เหมาะเพราะใช้ผิดวัตถุประสงค์และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้มากกกว่าเดิม จากหน้าที่ดีขึ้นอาจจะกลายเป็นแย่ลงได้นั่นเอง                 นอกจากนี้ อย่าลืมทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกตัว และที่สำคัญควรทามอยเจอร์ไรเซอร์รวมถึงครีมกันแดดในช่วงระหว่างรักษารอยดำ แดง เพื่อป้องกันแสงแดดทำร้ายผิวให้หมองคล้ำกว่าเดิม ควรเป็นกันแดดที่มีประสิทธิภาพดี เช่น มี SPF 50+ ขึ้นไป         หากผู้บริโภคมีรอยสิวเยอะมากและรู้สึกว่าใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแล้วแต่ก็ไม่ช่วยอะไร อีกวิธีที่ช่วยลดรอยให้เร็วขึ้น คือ การทำเลเซอร์ลดรอย ซึ่งส่วนมากจะนิยมใช้เป็นตัวเลเซอร์ IPL (ปัจจุบันอาจมีเลเซอร์ตัวอื่นที่สามารถช่วยได้เช่นเดียวกัน) การเข้าใช้บริการรักษาด้วยเลเซอร์จากคลินิกเสริมความงาม ควรตรวจสอบให้ดีเกี่ยวกับรายละเอียดใบอนุญาตคลินิก สอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายหรือวิธีการรักษาให้ชัดเจน และรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น         กรณี รอยหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว เป็นรอยที่รักษายากพอสมควร ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีครีมตัวไหนรักษาให้กลับมาเนียนเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ วิธีเดียวคือการเลเซอร์เท่านั้น ดังนั้นหากใครที่ดูรีวิวจากบรรดาอินฟลูเอนเซอร์แล้วมีการเคลมว่ามี ครีมสามารถรักษาหลุมสิวให้หายได้อย่างรวดเร็ว 3-7 วัน อย่าหลงเชื่อนะคะ  ข้อมูลจาก วิธีรักษาและลบรอยสิว - พบแพทย์ (pobpad.com)https://ch9airport.com/th รอยดำหลังการเกิดสิว รักษาอย่างไรดีhttps://www.si.mahidol.ac.th/metc/met/th/images/exhibition/METex2022/Acne/scar.html

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)