ฉบับที่ 274 พนมนาคา : เชื่อในสิ่งที่(ไม่ควร)เห็น เห็นในสิ่งที่(ไม่อยาก)เชื่อ



        เมื่อครั้งสังคมบุพกาลนานมา คนไทยได้ถักทอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกรอบตัวเอาไว้อย่างซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน หรือมนุษย์กับสิ่งของหรือธรรมชาติแวดล้อม ไปจนถึงความสัมพันธ์กับโลกแห่งนามธรรม ที่แม้จะจับต้องไม่ได้ แต่คนเราก็ยึดโยงตนเองกับสายสัมพันธ์ที่มิอาจเข้าถึงได้ด้วยอายตนสัมผัสทั้งห้าด้าน 
        ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกนามธรรมที่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้นี้ สะท้อนออกมาในลักษณะของความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เช่น เรื่องของภูตผีปีศาจ วิญญาณ การบูชาทวยเทพเทวดา รวมไปถึงการเคารพบูชาพญานาค หรือที่เรียกว่า นาคาคติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์อันผูกโยงความสัมพันธ์กับคู่ตรงข้ามที่มีความเป็นอื่น หรือที่คนเราเรียกว่าเป็น อมนุษย์ 
        เสฐียรโกเศศ อันเป็นนามปากกาของพระยาอนุมานราชธน นักปราชญ์ผู้เอกอุทางด้านวัฒนธรรม เคยอธิบายว่า ผีเป็น อะไรๆ ที่ลึกลับ ซึ่งเรายังไม่รู้และยังคิดไม่ออก ทั้งโดยปกติก็ไม่เคยเห็นตัว หากว่าเคยเห็นผี ก็ต้องเป็นรูปร่างต่างๆ แล้วแต่ผู้เห็น เพราะฉะนั้น ผีจึงเป็นพวกไม่ใช่คน เป็นอมนุษย์อยู่เหนือคน แต่ผีก็มีลักษณะลางอย่างคล้ายคน คือ มีทั้งผีชั้นสูงชั้นต่ำ มีทั้งผีดีผีร้าย 
        ด้วยคำอธิบายของปัญญาชนแห่งสยามประเทศในอดีตเช่นนี้ บรรดาอมนุษย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผีหรือพญานาค จึงไม่เพียงแต่มีความเป็นอื่น หากทว่าคือความเป็นอื่นที่มนุษย์เองก็เชื่อโดยมิพักต้องสงสัยหรือสืบถาม แม้ว่าเราจะเคยเห็น หรือไม่เคยเห็น หรือไม่ควรเห็นในสิ่งเหนือธรรมชาติลี้ลับดังกล่าวนั้นก็ตาม 
        ความเชื่อในความเป็นอื่นที่ไม่ควรเห็น หรือการเห็นในสิ่งเราเองก็มองไม่เห็นหรือไม่ควรเห็นเช่นนี้ ดูจะเป็นความคิดหลักที่กลายเป็นแก่นเรื่องซึ่งเล่าผ่านละครโทรทัศน์แนวแฟนตาซีดรามาอย่าง พนมนาคา อันมีเนื้อหาว่าด้วยตำนานพญานาคผู้รอคอยหญิงคนรักแบบข้ามภพข้ามชาติมานับเป็นพันๆ ปี 
        เรื่องราวของละคร พนมนาคา นำเสนอภาพกาลสมัยปัจจุบันของ เอเชีย นางเอกสาวผู้เป็นกุมารแพทย์สมัยใหม่ และเบื้องลึกปฏิเสธที่จะเชื่อในเรื่องเร้นลับซึ่งวิทยาศาสตร์มิอาจพิสูจน์ให้ประจักษ์เห็นได้ โดยตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องนั้น ความเชื่อมั่นในศาสตร์ความรู้สมัยใหม่ของหมอเอเชียก็ถูกท้าทาย เมื่อคุณหมอสาวที่กำลังรักษาคนไข้อยู่ถูกญาติของคนไข้เอาน้ำมนต์สาดหน้า เพราะเธอไม่เชื่อว่าผู้ป่วยถูกสิ่งเหนือธรรมชาติเล่นงาน และยังไปปรามาสว่าสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาช่างดูไร้สาระงมงาย 
        ต่อมาละครก็ค่อยๆ เพิ่มบททดสอบอีกหลายระลอกเพื่อสั่นคลอนความยึดมั่นถือมั่นในองค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้วงสำนึกของหมอเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฉากที่หญิงสาวพลัดตกจากดาดฟ้าของโรงพยาบาล แล้วทุกอย่างก็หยุดนิ่ง พร้อมกับมีกายทิพย์ของชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งลอยตัวมาโอบรับตระกองเธอลงมาสู่พื้นดิน หรือการที่นางเอกสาวเริ่มรู้สึกลึกๆ ว่า ชายหนุ่มลึกลับคนเดียวกันนี้ เฝ้าติดตาม ส่อง ดูชีวิตเธออยู่ในโลกนิมิตหรือโลกคู่ขนานที่เกินกว่าอายตนะทั้งห้าของเธอจะสัมผัสได้ 
        การปะทะกันระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เช่นนี้ ต่อมาได้กลายเป็นเหตุปัจจัยนำพาให้หมอเอเชียเดินทางสู่หมู่บ้านไกลโพ้นริมตะเข็บชายแดนไทย-เขมรที่ชื่อ พนมนาคา และ ณ หมู่บ้านอีสานโบราณแห่งนี้เอง ที่เด็กจำนวนมาก รวมทั้งเด็กชาย วันเนตร ป่วยเป็นโรคประหลาดคล้ายกับมีเกล็ดงูขึ้นตามตัว ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าเป็นเพราะคำสาปของพญานาค ในขณะที่คุณหมอกุมารเวชกลับยืนกรานว่านี่คืออาการของโรคที่ชื่อฟังดูแปลกหูว่า อิชไธโอซิส 
        ในขณะที่กำลังสืบหาสาเหตุต่ออาการป่วยแปลกประหลาดของเด็กๆ ในหมู่บ้านอยู่นั้น ยิ่งค้นหาคำตอบ ก็ยิ่งพบกับเรื่องเร้นลับปาฏิหาริย์ชวนสนเท่ห์ใจขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหมอเอเชียก็ได้พบกับ อนันตชัยชายหนุ่มลึกลับในภาพนิมิตของเธออีกครั้ง และบังเกิดความรู้สึกว่า เธอกับเขาผูกพันกันมานานแสนนาน 
        จากนั้นความจริงของเรื่องก็ค่อยๆ เปิดเผยออกมาว่า พระเอกหนุ่มอนันตชัยก็คือ พ่อปู่ หรือพญานาคผู้คุ้มครองหมู่บ้านพนมนาคา และในอดีตชาตินับพันปีก่อน เอเชียก็คือ อนัญชลี หญิงคนรักของเขา แต่เพราะ อเนกชาติ พญานาคผู้น้องมีความอิจฉาพี่ชาย และหวังจะครอบครองอนัญชลีเพื่อขึ้นเป็น นาคาธิบดี หรือเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมู่พญานาคทั้งปวง จึงวางแผนให้อนัญชลีเข้าใจเขาผิดจนฆ่าตัวตายและกล่าวสัจวาจาสาปแช่งให้ตนรังเกียจอนันตชัยในทุกภพทุกชาติไป 
        เพราะอนันตชัยเองก็ตระหนักว่า วันวานมันคืนย้อนมาไม่ได้ และวันพรุ่งนี้ยังไม่รู้ ฉันพร้อมจะอยู่ ฉันพร้อมจะตายเพื่อรักคำเดียว…” เขาจึงติดตามและปกป้องเธอจากอเนกชาติมาแบบข้ามภพชาติ โดยมุ่งหมายจะรื้อถอนไฟล์ความทรงจำที่ผิดพลาด และทำพิธีกรรมถอนคำสาปให้หญิงคนรักได้กลับมาครองคู่กับเขาอีกครั้งในชาติปัจจุบัน 
        ไม่ว่าเธอจะเคยเป็นใคร จะผ่านอะไรมาขอจงอย่าเป็นกังวล นี่คือคนของเธอ อนันตชัยจึงต้องฝ่าฟันกับคำสาปในอดีตที่อนัญชลีได้ปฏิญาณว่า ไม่ว่าชาติไหนก็จะไม่ขอรักชายคนนี้อีก และยังต้องฝ่าด่านความรู้สมัยใหม่ เพื่อยืนยันกับเอเชียว่า ในโลกนี้มีอะไรอีกมากมายที่วิทยาศาสตร์ของคุณพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่มองไม่เห็นใช่ว่าจะไม่มี และทำให้เธอเชื่อการมีอยู่ของพญานาคด้วยตนเอง ไม่ใช่เชื่อเพียงเพราะคนอื่นบอกว่ามีจริง 
        โดยโครงเรื่องที่พระเอกหนุ่มจากต่างภพภูมิเฝ้ารอคอยการกลับมาครองคู่กับหญิงคนรักเช่นนี้ เราก็พอจะคาดเดาฉากอวสานได้ไม่ยากว่า หลังจากผ่านอุปสรรคนานัปการ อนันตชัยก็สามารถกอบกู้และดีลีทไฟล์ความทรงจำอันผิดพลาดคลาดเคลื่อน และลงเอยความรักกับหมอเอเชียได้ในที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับอเนกชาติที่ก็ต้องถูกเมืองบาดาลลงโทษไปตามกฎแห่งกรรม 
        ในด้านหนึ่ง การวางพล็อตเรื่องแบบรักอมตะระหว่างพญานาคากับมนุษย์ปุถุชนก็ไม่ต่างจากการสืบทอดคติความเชื่อลึกๆ ของคนไทย ที่ยอมรับการดำรงอยู่ของสายสัมพันธ์ข้ามเผ่าพันธุ์หรือข้ามวัฒนธรรม 
        แต่ในอีกทางหนึ่ง เมื่อหมอเอเชียกับผองมิตรที่ทำกรรมร่วมกันในปางก่อนอย่าง พุ่มข้าวบิณฑ์ และ สิทธา ได้สัมผัสเรื่องเหลือเชื่อครั้งแล้วครั้งเล่า และประจักษ์แก่สายตาว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อปู่นาคราชผสานกับการรักษาโรคด้วยแพทย์แผนใหม่ช่วยเยียวยาให้เด็กๆ พนมนาคาหายขาดจากอาการโรคเกล็ดงูได้ จากที่เคย ไม่เชื่อแต่ไม่กล้าลบหลู่ ก็กลายเป็น เชื่อได้โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม แต่อย่างใด
        กับโลกที่เรามองเห็นและสัมผัสด้วยอายตนะทั้งห้านั้น เรื่องบางเรื่องเราอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ทั้งเรื่องชาติภพ บุญกรรม การกลับชาติมาเกิด หรือคติความเชื่อในพญานาค แต่ความรักข้ามภพของอนันตชัยกับอนัญชลีกับความศรัทธาต่อพ่อปู่ที่ชาวบ้านพนมนาคาต่างเคารพ คงให้ข้อสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น แต่ขอเพียงเชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม เราก็สัมผัสถึงได้เช่นกัน

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ละคร พนมนาคา มนุษย์

ฉบับที่ 280 สงครามสมรส : บอกตัวเองได้แต่บอกตัวเองว่า…หย่าดีกว่า…ลืมเสียดีกว่า

        ในทางกฎหมายอธิบายไว้ว่า “การหย่า” หมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการสมรสที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ก็ถือเป็นการยกเลิกการสมรส ยกเลิกภาระหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย และยกเลิกข้อผูกมัดต่างๆ อันเนื่องมาแต่การแต่งงานระหว่างคู่สมรส          ส่วนในทางสังคมนั้น แม้การหย่าร้างจะถือเป็นอันสิ้นสุดข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ทว่าผู้คนก็มักจะรับรู้ความหมายของบทสรุปชีวิตคู่เช่นนี้ในเชิงลบ ทั้งนี้ หากการถือครองชีวิตแต่งงาน รวมไปถึงการมีลูกเป็นเสมือน “โซ่ทองคล้องใจ” ถือเป็นขั้นตอนการสร้างชีวิตครอบครัวของปัจเจกบุคคลแล้ว การหย่าร้างก็ถือเป็นการละเมิดต่อความคาดหวังหรืออุดมคติในการประคับประคองให้สถาบันครอบครัวดำรงอยู่ต่อไปได้ อันอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาต่อบุตรที่พ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกัน          อย่างไรก็ดี อุดมคติกับความเป็นจริงในชีวิตครอบครัวนั้น หาใช่สายน้ำที่จะไหลมาบรรจบกันอย่างราบรื่นสวยงามเสมอไปไม่ หากแต่มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่ต่างจากคลื่นลมถาโถมซัดกระหน่ำนาวาชีวิตคู่ว่าพลขับชายหญิงจะกุมหางเสือเรือให้ไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ หรือมีการหย่าร้างมาเป็นคำตอบในท้ายที่สุด          ตัวอย่างของบททดสอบชีวิตคู่จนนำไปสู่การหย่าร้างที่มีสถาบันศาลสถิตยุติธรรมเป็นสนามต่อสู้เช่นนี้ ถูกผูกขึ้นเป็นเส้นเรื่องหลักในละครโทรทัศน์แนวดรามาสะท้อนชีวิตครอบครัวเรื่อง “สงครามสมรส” กับเนื้อหาเรื่องราวของผู้หญิงอย่าง “บัวบงกช” ที่ต้องตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิแห่งคดีฟ้องหย่าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้          อันที่จริง ชีวิตของบัวบงกชก็ดูไม่ต่างจากผู้หญิงจำนวนหนึ่ง ซึ่งเลือกผันตนเองจากครั้งหนึ่งที่เคยเป็นผู้หญิงทำงาน เพื่อมาสวมบทบาทเป็น “แม่บ้าน” ให้กับ “ปรเมศวร์” สามีผู้มีอนาคตไกล เป็นถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกสมมติให้เป็นชื่อว่า “วสันต์บุรี” ควบคู่กับเล่นบทบาทเป็น “แม่” ให้กับ “ปณต” ลูกชายที่ร่างกายไม่แข็งแรง จนเธอต้องเลือกเสียสละความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาดูแลเด็กน้อยแต่เพียงอย่างเดียว          แต่ทว่า ชีวิตครอบครัวที่ดำเนินไปตามอุดมคติของบัวบงกชก็มีอันต้องพังมลายลงโดยมิทันตั้งตัว เมื่อเธอพบว่า สามีที่ใช้ชีวิตครองคู่กันมาสิบกว่าปีได้แอบสร้าง “โลกสองใบ” และพยายามจะทำให้เหลือเพียง “โลกใบเดียว” ที่ไม่มีเธออยู่ในนั้นอีกต่อไป เพราะเขากำลังเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์กับผู้หญิงอ่อนวัยกว่าอย่าง “อรนลิน” ที่สถานะทางการเมืองของพ่อตาจะเป็นหลักประกันตำแหน่งหน้าที่ของเขาในวสันต์บุรีได้อย่างมั่นคง          ด้วยเหตุนี้ เพียงหนึ่งวันหลังครบรอบ “Happy Anniversary” กับชีวิตสมรสก็ได้ผกผันกลับหัวกลับหาง จากบทบาทที่เป็น “เมีย” ก็ต้องมาสวมบทบาทใหม่เป็น “เมียหลวง” และจากประโยคที่ครั้งหนึ่งปรเมศวร์เคยกล่าวกับบัวบงกชในวันแต่งงานว่า “ผมรักคุณนะบัว และจะดูแลคุณให้ดีที่สุดตลอดไป” ได้กลายเป็นประโยคใหม่ที่เขาตอกหน้าเธอว่า “ครอบครัวที่คุณพยายามจะรักษาเอาไว้ มันไม่มีมานานแล้ว”          ด้วยฉากทัศน์แบบ “before” และ “after” ที่ต่างกันเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้ บัวบงกชจึงตระหนักว่า หากโลกนี้ขาดซึ่งความยุติธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้พยายามประคับประคองสถาบันครอบครัวให้ดำเนินไว้ตามความคาดหวังของสังคมแล้ว คงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นแม่และเมียด้วยการประกาศ “สงครามสมรส” กับสามีที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมอบความรักความไว้ใจให้มากที่สุด          จากฉากเริ่มเรื่องที่บัวบงกชได้บุกไปอาละวาดถล่มงานรดน้ำแต่งงานระหว่างปรเมศวร์กับอรนลิน ถัดจากนั้นเธอก็เลือกตัดสินใจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ โดยไม่เลือก “ฟ้องหย่า” หากแต่เลือก “ฟ้องชู้” ด้วยเพราะอรนลินเป็นมูลเหตุที่พรากพ่อไปจากบุตรชาย และทำให้ปณตต้องเสียใจที่บิดาซึ่งตนเทิดทูนเยี่ยงวีรบุรุษ บัดนี้กลับเลือกไปใช้ชีวิตครอบครัวใหม่กับภรรยาน้อย          ในสงครามครั้งนี้ แม้ในท้ายที่สุดชีวิตสมรสก็ลงเอยด้วยการหย่า แต่บัวบงกชก็พบว่า เธอมิได้ “เดินอยู่กลางลมฝนสู้ทนฟันฝ่า” อยู่เพียงลำพัง เพราะเธอมีทั้งแก๊ง “เพื่อนหญิงพลังหญิง” ร่วมอุดมการณ์ อย่าง “ศลิษา” เพื่อนผู้มีประสบการณ์เลิกร้างกับสามีมาก่อน กับ “ชนิกานต์” เพื่อนผู้ที่สามีทิ้งขว้างและร้อยเอาไว้เป็นเพียงทาสรองรับอารมณ์ของแม่ผัวเท่านั้น          ที่สำคัญ บัวบงกชยังได้กำลังใจจากคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว “ภาวินท์” มาทำหน้าที่ทนายว่าความให้เธอในศาล จากการผ่านชีวิตคู่ที่ล้มเหลวมาก่อน ภาวินท์จึงคอยเตือนสติ และเป็นผู้ที่เดินฝ่าพายุฝนกางร่มให้เธอในวันที่ท้อแท้หาทางออกไม่ได้กับชีวิต และก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำให้บัวบงกชได้คำตอบว่า ถ้าสามีเลือก “ตัดบัวไม่ให้เหลือเยื่อใย” และทะเบียนสมรสกลายเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เธอเองก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเลือกใช้ชีวิตคู่กับบุรุษหนุ่มคนใหม่ที่พร้อมจะยืนข้างเธอ โดยไม่ต้องอินังขังขอบต่อความคาดหวังของสังคมอีกต่อไป          หากการเมืองในบ้านไม่เคยแยกขาดออกจากการเมืองสาธารณะในวงกว้าง บัวบงกชก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่า แม้แต่เรื่องการหย่าที่เป็นปัญหาภายในครอบครัวของเธอกับสามี สังคมกลับมีส่วนทำให้ข้อเท็จจริงที่ “ส่วนตั๊วส่วนตัว” ต่างๆ ออกมาเผยต่อหน้าธารกำนัลเมื่อขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่เว้นแม้แต่การเล่าเรื่องเพศสัมพันธ์บนเตียง ไปจนถึงการที่เธอต้องตัดสินใจให้ปณตบุตรชายขึ้นให้การในศาลด้วยเช่นกัน          แม้จะเผชิญสมรภูมิกับทั้งสามีที่นอกใจ เมียน้อยที่จ้องแต่จะเอาชนะ หรือแม้แต่จับพลัดจับผลูเข้าไปสู่วงจรสนามการเมืองท้องถิ่นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากทว่าสิ่งที่สาหัสสากรรจ์สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างบัวบงกชใน “สงครามสมรส” ครั้งนี้ ก็หนีไม่พ้นปณตผู้เป็นบุตรชายที่เธอรักดังดวงใจ          ด้วยภาพจำของสังคมที่ว่า “เด็กคือผ้าขาวที่บริสุทธิ์” การแยกทางของพ่อแม่จะทำให้เกิดปัญหามากมายต่อบุตรตัวน้อย แต่กระนั้น ไม่ว่าจะต้องการให้ลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบหรือไม่ก็ตาม เมื่อสงครามระหว่างบุพการีระเบิดขึ้นโดยมีเรื่องการหย่าเป็นเดิมพัน ปณตก็ต้องถูกผลักเข้าสู่สงครามเกมนี้ไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้น ภารกิจของบัวบงกชจึงต้องอธิบายให้เด็กน้อยเข้าใจว่า ครอบครัวของตนจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม และ “สุดท้ายคนเราก็ไม่อาจได้ทุกอย่างมาเป็นของเราทั้งหมดหรอก”          ในสังคมที่สถาบันครอบครัวมีความเปราะบางเฉกเช่นทุกวันนี้ บางทีเด็กเองก็ถูกเรียกร้องให้ต้องปรับตัวเข้ากับภาพของครอบครัวที่ไม่เป็นไปตามอุดมคติพ่อแม่ลูกเสมอไป แบบเดียวกับที่ “เพลิน” เด็กหญิงที่เข้าใจและยอมรับในชีวิตครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวของภาวินท์ หรือปณตเองที่ก็ต้องเติบโตและมี “วุฒิภาวะ” มากพอจะเข้าใจว่า หากชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์คือความทุกข์สาหัสที่แม่พยายามรักษาไว้ด้วย “ราคาที่ต้องจ่ายแพงแสนแพง” เด็กชายก็เลือกจะแลกความสุขคืนมาให้กับแม่ที่ต้องหย่าร้างจากบิดาที่เขารัก          หลังจากผ่านมรสุมมากมายในสมรภูมิ “สงครามสมรส” แล้ว หากสังคมสร้างมายาคติไว้ว่า การหย่าคือข้อผิดพลาดที่คู่สมรสมิอาจรักษาครอบครัวในอุดมคติเอาไว้ได้ แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าการรักษาความคาดหวังของสังคมไม่ได้เกิดขึ้นด้วยข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายอีกต่อไป บางทีตัวเลือกของผู้หญิงอย่างบัวบงกชก็ถูกต้องที่จะ “บอกตัวเองได้แต่บอกตัวเองว่า…หย่าดีกว่า…ลืมเสียดีกว่า ลืมเสียเรา”

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 เรือนทาส : ไม่มีใครเป็นคนดีในเรื่องเล่าของคนอื่น

                กับคำถามชวนสงสัยว่า มนุษย์คืออะไร? บางคนก็ให้คำตอบว่า มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผล (แม้เราจะเห็นภาพสงครามหรือการห้ำหั่นฆ่ากันอย่างไร้เหตุผลอยู่เนืองๆ) บางคนก็อาจบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์ช่างสงสัยใคร่รู้ (อย่างน้อยก็เคยมีมนุษย์ที่อยากรู้ว่า ทำไมแอปเปิลจึงหล่นจากต้นตกสู่พื้น แทนที่จะลอยกลับขึ้นไปบนฟ้า) ไปจนถึงคำอธิบายว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นเวไนยสัตว์ผู้สามารถเรียนรู้และเกิดความเข้าใจได้         แต่ที่แน่ๆ คำตอบที่เราได้ยินในยุคหลังๆ อยู่เสมอว่ามนุษย์เราคืออะไร ก็มักให้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า มนุษย์เป็น “สัตว์เล่าเรื่อง” โดยที่หลายคนเชื่อว่า หากไร้ซึ่งเรื่องเล่าต่างๆ ที่สรรค์สร้างขึ้นแล้ว มนุษย์ก็มิอาจจะดำรงตนอยู่บนโลกใบนี้ได้         แล้วเหตุใดเรื่องเล่าจึงมีพลานุภาพได้เพียงนั้น กล่าวกันว่า สำหรับมนุษย์เรา หากไม่เป็นผู้เล่าเรื่อง เราก็มักจะกลายเป็นผู้ที่ถูกเล่า เรื่องเล่าเป็นประดิษฐกรรมที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นมา จะมีของจริงรองรับหรือไม่ หรือของจริงจะเป็นเช่นไรไม่สำคัญ เพราะการร้อยเรียงเรื่องเล่าที่ต่างกันสามารถเนรมิตให้ความเป็นจริงปรากฏอยู๋ได้ตามแต่วิธีเล่าเรื่องที่ออกแบบมานั่นเอง         เพราะฉะนั้น ผู้เล่าเรื่องจึงมีอำนาจเสกสรรปั้นแต่งและกำหนดทิศทางให้ผู้คนรับรู้เรื่องราวและความเป็นจริงออกมาเยี่ยงไร และยิ่งไปกว่านั้น เพราะเรื่องเล่าอาจจะมีหลายเวอร์ชัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เล่าเรื่องนั้นๆ จึงยากมากที่เราจะสร้างให้ผู้อื่นดูดีกว่าในเรื่องเล่าที่เรามีอำนาจกำหนดขึ้นมา         เหมือนกับบรรดาตัวละครใหญ่น้อยที่สร้างเรื่องเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับตัวละครอื่นๆ ในเรือนหลังใหญ่ริมน้ำของ “พระยาธรรมานุรักษ์” หรือ “คุณธรรม” ผ่านละครโทรทัศน์แนวผีผสมอรรถรสพีเรียดดรามาเรื่อง “เรือนทาส” ที่ผูกโยงการเปิดปมความตายในอดีตของ “มะลิ” ว่า ตกลงแล้วใครคือคนผิด และใครบ้างที่มีส่วนร่วมในการเสียชีวิต จนทำให้มะลิกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้         ละคร “เรือนทาส” เล่าเรื่องราวความรัก ความแค้น และมีความลับอันเป็นปริศนาที่ผู้คนร่ำลือถึงวิญญาณผีมะลิที่แสนเฮี้ยน เพราะถูกจองจำไว้ด้วยอำนาจมืดให้สิงสถิตอยู่ในเรือนทาสรกร้างหลังเล็กของพระยาธรรมานุรักษ์ โดยมีหญิงสาวกำพร้าอย่าง “บุษบง” ผู้เติบโตมาในเรือนหลังใหญ่ ที่พยายามสืบเสาะความจริงเรื่องผีมะลิและชาติกำเนิดของตัวเธอตั้งแต่ยังเด็ก “คุณหญิงแข” มารดาของคุณธรรมได้ให้ความเมตตารับอุปการะเลี้ยงดูบุษบงมาแต่เยาว์วัย ด้วยคุณหญิงแขเองเชื่อว่า เด็กน้อยเป็นลูกสาวของมะลิบ่าวในเรือนที่เสียชีวิตลง แต่กลับกัน เพราะคุณหญิงแขมอบความรักให้จนเกินงาม บุษบงจึงเป็นที่อิจฉาริษยาของ “สร้อย” ภรรยาของคุณธรรม ผู้มีกำพืดเดิมเป็นบุตรสาวของ “เศรษฐีสน” เจ้าของโรงบ่อนและโรงฝิ่น และยังพาลให้ลูกฝาแฝดพี่น้องของสร้อยอย่าง “แสงจันทร์” และ “สันติ” ก็พลอยเกลียดและคอยกลั่นแกล้งบุษบงอยู่เรื่อยมา         ย้อนกลับไปก่อนที่บุษบงจะลืมตาดูโลก เมื่อคุณธรรมได้พาสร้อยเข้ามาในเรือนและแนะนำมารดาให้รู้จักในฐานะหญิงสาวคนรัก คุณหญิงแขได้เริ่มต้นตั้งแง่กีดกันด้วยรังเกียจภูมิหลังของสร้อย กระทำทารุณต่อสร้อยทั้งกายวาจาและจิตใจ ไปจนถึงหาทางใส่ความจับสร้อยไปกักขังไว้ในเรือนทาสหลังเล็ก         ไม่ใช่ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลหรือใช้แม้แต่มนตร์คาถา สร้อยจึงไปขอความช่วยเหลือให้ “อาจารย์แคล้ว” หมอเสน่ห์ใช้อวิชชาทำของใส่คุณธรรมให้หลงรักเธอจนหัวปักหัวปำ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่อาจารย์แคล้วได้ใช้คุณไสยล่อลวงข่มขืนสร้อย จนตั้งครรภ์ลูกแฝดหญิงชายสองคนที่ต้องปกปิดตัวตนของพ่อที่แท้จริง         ด้วยความแค้นที่สร้อยไม่ยอมศิโรราบให้กับตน คุณหญิงแขจึงได้วางแผนจับ “สารภี” ลูกสาวคุณพระน้ำพระยามาแต่งงานเป็นภรรยาเอกของบุตรชาย รวมไปถึงส่งเสริมให้คุณธรรมขืนใจบ่าวในเรือนอย่างมะลิให้ตกเป็นเมียอีกหนึ่งคน โดยมีบ่าวคนสนิทอย่าง “ยายเจียม” สนับสนุนแผนการของคุณหญิงจนสำเร็จ         สมรภูมิที่ลุกโชนระหว่างผู้หญิงสามคน ที่คนหนึ่งเป็นเมียแต่งที่แม่หามาให้ อีกคนหนึ่งเป็นเมียมนตรามหาเสน่ห์ และอีกคนเป็นเมียบ่าวเมียทาส ซึ่งต่างหวังจะครอบครองตำแหน่ง “เมียเดียว” และเป็นเจ้าของเรือนหลังใหญ่ของพระยาธรรมานุรักษ์ ในที่สุดก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่สร้อยเลือกวางยาพิษสารภี และฆาตกรรมมะลิจนจมน้ำตาย รวมทั้งยังให้อาจารย์แคล้วกักขังวิญญาณผีมะลิเอาไว้ในเรือนทาสด้วยเช่นกัน         จนความขัดแย้งดำเนินมาถึงรุ่นลูก ภารกิจหลักที่บุษบงต้องบรรลุให้ได้ก็คือ การหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตกันแน่ และหลังจากสวมบทบาทเป็นนักวิจัยสืบค้นหลักฐานข้อมูล สิ่งที่พบก็ไม่ต่างจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง “ราโชมอน” ที่ว่า ความจริงเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเวอร์ชันที่ใครเป็นผู้เล่าเรื่อง         ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อมนุษย์ทุกคนมีผลประโยชน์ของตนเป็น “สารตั้งต้น” เรื่องเล่าที่บุษบงรับรู้จึงผันแปรไปตามผลประโยชน์ที่แต่ละคนจะเลือกส่วนเสี้ยวใดมาบอกกล่าว ปกปิดเสี้ยวส่วนใด หรือแม้แต่เบือนบิดให้เรื่องเล่านั้นผิดไปจากสัจจะหรือความจริงของเหตุการณ์         แน่นอนเวอร์ชันที่สร้อยเล่าให้บุษบงฟังก็จะโยนความผิดทั้งหมดไปที่มะลิว่าเป็นผู้ทำคุณไสยใส่คุณธรรม และเธอก็เป็นผู้ถูกกระทำในพล็อตเรื่องนั้น ส่วนคุณหญิงแขก็อาจจะเล่าถึงชีวิตของมะลิที่ทุกข์ลำเค็ญเพราะความโหดร้ายของสร้อย แต่ก็เลือกปกปิดว่าตนเองก็คือคนหนึ่งที่ผลักให้มะลิต้องได้รับชะตากรรมเช่นนั้น         สำหรับพระยาธรรมานุรักษ์ ก็ผูกเรื่องที่ตนเป็นพระเอกผู้ดูแลทุกข์สุขของบรรดาเมียๆ ทั้งสามคน แต่ก็ปิดบังอำพรางว่าตนเคยกระทำย่ำยีและพรากมะลิมาจาก “รอย” ชายคนรัก ส่วนยายเจียมก็เลือกจะอธิบายเหตุผลที่ส่งเสริมให้มะลิไปเป็นเมียบ่าวก็เพื่ออนาคตที่ดีของมะลินั่นเอง หรือแม้แต่อาจารย์แคล้วที่ภายหลังสำนึกผิดและตัดสินใจออกบวช ทว่าหลวงพี่ก็เลือกแต่จะเทศน์ให้ผีมะลิ “ตัดเวรกรรม” โดยไม่เคยเอ่ยถึงความผิดที่ตนเคยกระทำไว้ในอดีต         หลังจากสงครามต่อสู้ช่วงชิงความเป็นใหญ่ในเรือนพระยาธรรมานุรักษ์เดินมาถึงฉากจบ และมีหลากหลายชีวิตที่ล้มตายไปเป็นมหกรรมของเวรกรรม ที่น่าขันยิ่งก็คือ เรือนใหญ่หลังนั้นก็เหลือเพียง “กลอย” บ่าวคนสนิทของสร้อยคนเดียว ที่อยู่ดูแลและเช็ดถูทำความสะอาดโกศบรรจุกระดูกบนหิ้งเท่านั้น         ถึงที่สุดของเรื่องละครแล้ว กำเกวียนกงเวียนก็หมุนเวียนไปตามผู้กระทำกรรมนั้น และการอโหสิกรรมก็คือคำตอบที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากบ่วงกรรม เหมือนที่คุณธรรมตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออนุโมทนากุศลบุญให้ทุกชีวิต บุษบงได้ลงเอยแต่งงานกับ “เกื้อกูล” พระเอกหนุ่ม ผีมะลิยอม “ตัดกรรม” เพื่อไปสู่สุคติ ในขณะที่สร้อยก็ตายกลายเป็นผีถูกจองจำอยู่ในเรือนทาสแทนมะลิ         แต่คำถามที่น่าจะคงอยู่ต่อไปก็คือ แล้วเรื่องเล่าเรื่องใหม่เกี่ยวกับ “ผีแม่สร้อย” ในเรือนทาส จะมีสักกี่เวอร์ชัน และใครกันจะกลายเป็นตัวเอกหรือตัวร้ายในเรื่องเล่าเรื่องนั้น

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 278 มือปราบมหาอุตม์ : ฉันจะเป่าคาถา…เพื่อทวงหาคุณธรรม

                หากใครเป็นคอภาพยนตร์แนวบู๊ของฮอลลีวูด จะพบว่า ในกลุ่มหนังบู๊นั้น มีหนังแนวหนึ่งที่เน้นต่อสู้แอ็กชันผสมแฟนตาซีโรมานซ์ โดยใช้ฉากย้อนยุคแบบพีเรียดในอดีต ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อภาษาอังกฤษว่า ภาพยนตร์บู๊ประเภท “swashbuckler film”         หนังแนว “swashbuckler” มักผูกโยงเรื่องราวของตัวละคร “สีเทาๆ” ที่แม้ด้านหนึ่งจะเป็นพระเอกของเรื่อง แต่อีกด้านหนึ่งก็สวมบทบาทเป็นจอมโจรผู้เชี่ยวชาญอาวุธ โดยเฉพาะการต่อสู้ด้วยดาบ เพื่อปกป้องทั้งหญิงสาวคนรัก และปล้นมิจฉาชีพผู้ร่ำรวยเพื่อมาอภิบาลชาวบ้านผู้อ่อนแอจากอความอยุติธรรมที่ได้รับจากชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครอง แบบที่เราเห็นได้จากตัวละครคลาสสิกอย่าง “โรบิน ฮู้ด” แห่งป่าเชอร์วูด หรือ “จอมโจรโซโร” ผู้ผดุงคุณธรรมใต้หน้ากาก ไปจนถึง “กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์” จ้าวแห่งโจรสลัดจากทะเลแคริบเบียน         ถ้าการปรากฏขึ้นของตัวละครในโลกสัญลักษณ์ไม่ได้ตกฟากมาอย่างเลื่อนลอย แต่มีเหตุผลรองรับจากความเป็นจริงแห่งปัจจุบันขณะ ดังนั้น ด้วยเรื่องราวของตัวละครย้อนยุคที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องซึ่งอยู่ในเส้นเรื่องของภาพยนตร์แนวนี้ ก็น่าจะสะท้อนย้อนให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่สังคมมิอาจไล่ล่าตามหาความยุติธรรมในโลกจริงได้แล้ว ตัวละครแบบ “swashbuckler” ก็จะลุกขึ้นมาทวงหาความเที่ยงธรรมแบบนี้ในโลกจินตนาการของเราเป็นการทดแทน         ออกจากป่าเชอร์วูดและทะเลแคริบเบียนมาสู่ชุมชน “เขาสมิง” ในปีพุทธศักราช 2508 ตัวละครโรบิน ฮู้ด จอมโจรโซโร และกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ ก็ได้แปลงรูปโฉมโนมพรรณเสียใหม่ มาอยู่ในคราบไคลของจอมโจรคาดหน้าภายใต้สมัญญาว่า “เสือผาด” ผู้คอยปล้นสะดมคนรวยเพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือคนจนผู้ยากไร้ ในละครโทรทัศน์แนวบู๊แฟนตาซี หรือ “swashbuckler” แบบไทยๆ เรื่อง “มือปราบมหาอุตม์”         จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับ “กระทิง” หรือชื่อในอดีตว่า “สันติ” นายตำรวจหนุ่มอนาคตไกลผู้ไม่เคยกลัวใคร ยึดมั่นในคุณธรรม และคอยปราบปรามเหล่าร้ายนอกกฎหมาย หลังจากที่ติดยศเป็น “ผู้กองกระทิง” เขาได้เดินทางมายังเขาสมิง ดินแดนไกลปืนเที่ยงที่เสือผาดได้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมโจรอันลึกลับเพื่อหลบเร้นจากอำนาจแห่งกฎหมายหรือข้อกำหนดใดๆ ของสังคม         ในขณะเดียวกัน แม้จะได้ชื่อลือเลื่องว่าเป็นจอมโจรใต้หน้ากากที่คนรวยตีตราให้เป็นประหนึ่งปีศาจ แต่กับคนยากคนจนทั้งหลาย กลับชื่นชมเสือผาดไม่ต่างจากพระเจ้าที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเหล่านั้น และที่สำคัญ แม้ยังไม่เคยมีใครที่ได้เห็นใบหน้าแท้จริงของเสือผาด แต่จริงๆ แล้ว ขุนโจรผู้นี้ก็คือเพื่อนวัยเยาว์ของกระทิงที่ชื่อ “ไม้” ที่มีปมพ่อแม่ถูกฆ่าตาย จนเป็นกำพร้าตั้งแต่ยังเด็ก         ภายใต้เส้นเรื่องที่พระเอกสองคนผู้เล่นบทบาทต่างกันได้เวียนวนมาพบกันหลังจากพลัดพรากไปตั้งแต่ยังเล็ก โดยที่คนหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมาย อีกคนหนึ่งเป็นผู้ขบถต่อกฎเกณฑ์แห่งสังคม ละครก็ได้เพิ่มปมขัดแย้งให้เข้มข้นขึ้น เพราะบุรุษหนุ่มทั้งคู่ไปตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกันคือ “บุหลัน” หรือในอดีตชื่อ “กำไล” เพื่อนวัยเด็กของทั้งสอง ที่ปัจจุบันเป็นนักร้องสาวสวยประจำบาร์เขาสมิง และต้องปกปิดความลับของตัวตนไม่ให้ผู้อื่นรับรู้เช่นกัน         ในขณะที่ฮอลลีวูดสร้างตัวละครแบบ “swashbuckler” ผู้อยู่ “นอกกฎหมาย” มาเฝ้าคอยผดุงคุณธรรมของสังคม รวมถึงปกป้องหญิงสาวคนรักและผู้คนจากอำนาจมืดที่อยู่ “เหนือกฎหมาย” นั้น ละคร “มือปราบมหาอุตม์” ก็เดินเรื่องบนโครงพล็อตไม่แตกต่างกันนัก         ด้วยเหตุดังกล่าว แม้พระเอกทั้งสองจะเคยผูกพันด้วยมิตรภาพที่มีมาตั้งแต่เด็ก แต่เสือผาดในฐานะจอมโจรแห่งเขาสมิงผู้อยู่ “นอกกฎหมาย” ก็มิวายต้องขัดแย้งกับผู้กองกระทิงที่เล่นบทบาทเป็นผู้ “พิทักษ์กฎหมาย” ควบคู่ไปกับสี่ห้องหัวใจที่เขาทั้งคู่ต่างมอบให้กับหญิงสาวคนเดียวกันอีก         ที่สำคัญ อำนาจที่อยู่ “เหนือกฎหมาย” ของตัวร้ายอย่าง “เสือหาน” ตัวละครที่ทำให้ชาวบ้านเขาสมิงล้วนประหวั่นพรั่นพรึง ก็คือเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดตำนานเสือผาดจอมโจรใต้หน้ากากผู้เฝ้าคอยดูแลปกป้องชาวบ้านร้านตลาดจากอำนาจมืดดังกล่าว และก็เป็นเสือหานนี้อีกเช่นกันที่ทำให้เพื่อนรักอย่างไม้ สันติ และกำไล ต้องพลัดพรากบ้านแตกสาแหรกขาด จนต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากมานานเกินกว่าสิบปี         ไม่เพียงเสือหานจะเป็นอภิมหาเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลด้านมืดเพื่อขึ้นเป็นใหญ่ในเขาสมิงเท่านั้น แต่เมื่อตัดสินใจจะเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เสือหานก็พยายามชุบตัวเสียใหม่กลายเป็น “เฮียหาน” และซื้อตัวบรรดาตำรวจยศใหญ่หลายคน รวมถึง “ทวี” หนึ่งในนายตำรวจผู้เป็นลูกน้องที่เขาปลุกปั้นจนได้มียศเป็นผู้กำกับประจำสถานีตำรวจเขาสมิง         เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศแบบไทยๆ และสอดรับกับกระแส “มูเตลู” วิถีความเชื่อที่ไม่เคยตกยุคตกสมัยในสำนึกของคนไทยแล้วนั้น แทนที่เราจะได้เห็นฉากดวลดาบดวลปืนแบบที่คุ้นเคยในหนังอเมริกัน ทั้งฮีโร่นักบุญในคราบจอมโจรและพระเอกหนุ่มผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็เลยสวมวิญญาณเจ้าพ่อแห่งวิชาอาคม เสกเป่าคาถามนตราต่างๆ เพื่อต่อสู้กับเฮียหานผู้ที่ได้ชื่อว่าอาคมแก่กล้าเกินกว่าใครในปฐพี         จากนั้น เพื่อสร้างอรรถรสในการเสพฉากบู๊สายมูเยี่ยงนี้ ละครจึงได้หวนให้เราเห็นภาพภูมิปัญญาอันหลากหลายของศาสตร์วิชชามหาอุตม์ ที่ชื่ออาจจะฟังดูไม่คุ้นหู ณ กาลปัจจุบัน แต่ก็ถูกขุดกรุออกมาเป็นอาวุธห้ำหั่นฟาดฟันกันทั้งจากฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ไม่ว่าจะเป็นว่านกำบังกาย ยันต์ไขคำปาก นกคุ้มส่งข่าว อานุภาพเหล็กไหล คาถานาคราชนาราชันย์ มนต์ธรรมราช ตรีศูลศาสตราวุธ และอื่นๆ อีกมากมาย         หลังจากต่อสู้เป่ามนตรามหาอุตม์อย่างชวนตื่นเต้นเร้าใจตลอดทั้งเรื่องแล้ว แม้ตามหลักกฎหมายแล้ว จอมโจรนักบุญกับตำรวจมือปราบจะเล่นบทบาทที่ยืนอยู่กันคนละขั้วคนละฝ่าย แต่ทว่าทั้งด้วยมิตรภาพและด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องการโค่นล้มมาเฟียใหญ่แห่งเขาสมิง การผนึกกำลังของชายสองคนต่างขั้วตรงข้ามกันก็ยืนยันให้เห็นว่า ต่อให้เสือหานจะมีวิชาอาคมเก่งกาจเพียงใด หากไร้คุณธรรมกำกับด้วยแล้ว ฝ่ายอธรรมก็ต้องแพ้พ่ายต่อพลังแห่งธรรมะและกฎแห่งกรรมเสมอ         เมื่อถึงฉากจบของการทวง “คืนความสุขให้เขาสมิง” กลับมาได้แล้ว ด้วยบทบาทที่เล่นกันคนละจุดยืน กอปรกับมิตรภาพที่เคยมีมาตั้งแต่วัยเด็กของบุรุษหนุ่มตัวเอกทั้งสองของเรื่อง ไม้ในนามเสือผาดได้เลือกหายสาบสูญจากเขาสมิงไปตลอดกาล เพื่อให้ส้นติและกำไลได้ลงเอยครองคู่กันอย่างแฮปปี้เอนดิ้งไปในที่สุด          คู่ขนานไปกับการคลี่คลายปมรักปมแค้นและปมขัดแย้งหลักของเรื่องละครเช่นนี้ บางทีการปรากฏตัวและลาจากไปของเสือผาดก็อาจตั้งคำถามกับเราไม่มากก็น้อยด้วยว่า ทุกวันนี้ที่สังคมเป็น “สีเทาๆ” ความดีความเลวแยกขาดกันได้ไม่ชัดเจน เราจะยังหวังทวงหาคุณธรรมและความยุติธรรมในโลกจริงกันได้เพียงไร หรือต้องรอให้จอมโจรใต้หน้ากากลุกขึ้นมาเป่าคาถากอบกู้คุณธรรมความถูกต้องให้เรากันอีกกี่ครั้งครา

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 ชีวิตภาคสอง : หากเราได้เจอกันอีกสักครั้ง อยากขอกอดเธอไว้ให้อุ่นเหมือนเก่า

         นักปรัชญากรีกโบราณอย่างเฮราไคลตัสเคยกล่าววาทะที่คลาสสิกบทหนึ่งเอาไว้ว่า “you cannot step into the same river twice” หรือแปลความเป็นภาษาไทยว่า “คุณไม่สามารถจะก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดียวกันได้เป็นครั้งที่สอง”                คำคมของเฮราไคลตัสข้างต้นนี้ อธิบายความโดยนัยได้ว่า เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ดำเนินอยู่บนกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง แค่เพียงเราก้าวเท้าลงแม่น้ำ สายน้ำก็ไหลไปอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ภายใต้กฎความเปลี่ยนแปลงแห่งเวลาเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ “สายน้ำจะหวนคืนกลับ” หรืออีกนัยหนึ่ง โอกาสของมนุษย์แทบจะไม่มีทางย้อนกลับมาเกิดเป็นครั้งที่สองได้เลย         แต่จะเป็นเช่นไร หากสายน้ำบังเอิญได้หวนกลับ และโอกาสในชีวิตของคนเราได้ย้อนทวนหวนคืนมาอีกเป็นคำรบที่สอง คำตอบข้อนี้เป็นเส้นเรื่องหลักที่ผูกไว้อยู่ในละครโทรทัศน์แนวดรามาเรื่อง “ชีวิตภาคสอง”         ด้วยพล็อตเรื่องที่ประหนึ่งโชคชะตาเล่นตลกกับผู้ชายสองคนจากต่างรุ่นวัยและต่างชนชั้นทางเศรษฐกิจสังคม ละครได้เปิดเรื่องด้วยการแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับตัวละครแรกคือ “ปรเมศ” พ่อม่ายนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง แต่มีความสัมพันธ์อันไม่ลงรอยกับ “ปิ่น” บุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา กับอีกตัวละครหนึ่งคือ “สอง” ชายหนุ่มแสนดี แต่มีฐานะยากจนและมีชีวิตหาเช้ากินค่ำไปในแต่ละวัน         แล้วความขัดแย้งของเรื่องก็ยิ่งปะทุหนักขึ้น เมื่อปรเมศตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์อีกครั้งกับ “รตา” หญิงสาวที่มีอายุรุ่นลูก ซึ่งปิ่นเชื่อว่า รตาต้องการแต่งงานกับบิดาสูงวัยของเธอเพียงเพื่อปอกลอกสมบัติจากปรเมศเท่านั้น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกจึงเพิ่มดีกรีมากขึ้น จนพ่อกับลูกสาวทะเลาะกัน และทำให้ปรเมศเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันขึ้นมา         ประจวบเหมาะกับในเวลาเดียวกันนั้น ทางฝั่งของแรงงานรับจ้างรายวันหนุ่มอย่างสอง ก็เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบขึ้นเฉียบพลัน จนเข้าขั้นโคม่า และได้เข้ามานอนบนเตียงโรงพยาบาลแห่งเดียวกับที่ปรเมศถูกแอดมิทอยู่นั่นเอง        บนความบาดหมางไม่ลงรอยกันระหว่างพ่อกับลูกนี้เอง นำไปสู่การจากไปแบบกะทันหันของปรเมศ โดยที่ทั้งคู่ยังไม่ได้คลี่คลายความขัดแย้งกัน กลายเป็นปมติดค้างในใจที่ทั้งปรเมศและปิ่นต่างก็เหมือนจะมีเสียงร้องก้องอยู่ว่า “ใจฉันยังคิดถึงเหมือนเคย ไม่มีใครแทนที่เธอได้เลย” ในเวลาเดียวกับที่ปิ่นผู้เป็นบุตรสาวเองก็ยังคงมีข้อสงสัยในสาเหตุการตายของบิดา และคิดว่าเป็นฝีมือการวางแผนฆาตกรรมของรตาที่ต้องการฮุบสมบัติทั้งหมดไว้เป็นของตน         แต่ทว่า ภายใต้ปมในใจที่ค้างคาระหว่างพ่อลูก ภายใต้ปมปริศนาการเสียชีวิตของตัวละครที่ยังไม่คลี่คลาย และภายใต้ห้วงนาทีชีวิตที่มีความเป็นกับความตายเป็นเส้นกั้นแบ่งบางๆ อยู่ระหว่างกลางนั้น ความมหัศจรรย์แห่งโชคชะตาก็บังเกิดขึ้นในชีวิตของผู้ชายทั้งสองคน         ในเสี้ยวชีวิตที่วิญญาณของปรเมศหลุดลอยออกจากร่างนั้น ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่สองได้หมดสิ้นลมหายใจลง เพราะฉะนั้นดวงจิตของเขาจึงถูกโชคชะตา “โอนไฟล์” เข้ามาอยู่ในร่างของสองแทน ในขณะที่ร่างจริงของปรเมศก็ได้ถูกรตาเร่งจัดการฌาปนกิจจนเป็นเถ้าสลายหายไป             “ถ้าเราได้เจอกันอีกสักวัน อยากถาม เธอจำฉันได้อยู่หรือเปล่า เธอจะยิ้มให้ฉันหรือเปล่า…” หลังจากที่ปรเมศได้ “โอกาสที่สอง” หรือ “second chance” ในร่างของชายหนุ่มที่ชื่อว่าสองเช่นนี้ เขาจึงต้องการใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อแก้ไขปมขัดแย้งต่างๆ ที่ผูกมัดไว้เมื่อเขายังมีลมหายใจอยู่ในคราแรก         เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า สำหรับกลุ่มทุนที่เป็นชนชั้นนำบนยอดปิรามิดของสังคมไทยนั้น แม้ชีวิตของคนกลุ่มนี้จะประสบความสำเร็จในการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจการเมืองมาช้านานแล้วก็ตาม แต่ในชีวิตทางสังคมนั้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลก็คือชนวนเหตุหลักแห่งความขัดแย้งต่างๆ และก็มักลุกลามเข้าไปมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัวของคนกลุ่มดังกล่าว         เมื่อชนชั้นนำมีความเปราะบางยิ่งในชีวิตครอบครัว   ดังนั้นการกลับมาสิงสถิตอยู่ในร่างของผู้ชายอีกคน ปรเมศจึงค้นพบข้อเท็จจริงหลายอย่าง ตั้งแต่เงื่อนงำการเสียชีวิตของเขาที่มีรตากับชู้รักอย่าง “จิรัน” สมคบคิดวางแผนฆาตกรรมอยู่เบื้องหลัง และในขณะเดียวกัน รตาเองก็ยังร่วมมือกับทั้ง “อรัญญา” ผู้เป็นมารดา “สิตางค์” ลูกพี่ลูกน้อง และ “เฮียหมง” เจ้าของธุรกิจสีเทา เพียงเพื่อจะยึดครองมรดกทางธุรกิจที่เขาก่อร่างสร้างไว้ให้บุตรสาวมาทั้งชีวิต         ด้วยเส้นเรื่องของการที่มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถได้ในสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “second chance” นี้เอง ก็อาจจะไม่เกินการคาดเดาได้ว่า “โอกาสที่สอง” ของปรเมศ ต้องสัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดแน่นอน เพียงแต่ละครจะทำให้เราลุ้นกันว่า กว่าจะคลี่คลายปมขัดแย้งทั้งหมดได้นั้น ตัวละครทั้งหลายจะมีเส้นทางฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ กันด้วยวิธีการใด         เพราะฉะนั้น เมื่อมาอยู่ในร่างที่ต่างไปจากเดิม แต่สิงไว้ด้วยจิตสำนึกใหม่ที่ต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดในครั้งเก่า ปรเมศในร่างของสองจึงคอยช่วยเหลือปิ่นที่ต้องปะทะประมือกับรตาและสหพรรคพวกเกินกว่าครึ่งเรื่อง จนปิ่นเองก็ยิ่งเกิดความสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของสอง เพราะไม่เพียงเขาจะรู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับปรเมศ หรือมีพฤติกรรมคล้ายกับบิดา แต่สองยังดูคุ้นเคยและปรับตัวเข้ากันได้ดีกับสุนัข “ไฟเตอร์” ที่ปรเมศรักและเลี้ยงดูมาตั้งแต่ครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่         ยิ่งเมื่อความโหดร้ายของรตาเริ่มอัพเลเวลทับทวีขึ้นเรื่อยๆ ปรเมศในร่างของสองก็คอยทุ่มเทปกป้อง เพื่อใช้ “โอกาสที่สอง” ยืนยันกับลูกสาวของตนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่มีชีวิตอยู่จนถึงวิญญาณหลุดไปอยู่ในร่างชายหนุ่มรุ่นลูก แต่ความรักที่พ่อมีให้กับปิ่นนั้น “ยังคงเหมือนเดิม ไม่เคย…จางหายไป…”         “มีพบก็ต้องมีจาก” เป็นสัจธรรมที่มิอาจปฏิเสธได้ เหมือนกับภาษิตจีนที่กล่าวว่า “การได้พบกันถือเป็นโชคชะตา การจากลาก็เช่นเดียวกัน” ด้วยเหตุนี้ แม้ในตอนท้ายเรื่อง ความบาดหมางระหว่างพ่อลูกจะแก้ไขไปได้แล้วก็ตาม แต่เพราะปรเมศได้ตัดสินใจใช้ “โอกาสที่สอง” เอาชีวิตของตนปกป้องบุตรสาวในห้วงเวลาความเป็นความตาย ทำให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันอีกครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าคงไม่มี “โอกาสที่สาม…สี่…ห้า…” ให้ได้กลับมาพบลูกสาวของตนครั้งใหม่ก็ตาม         เมื่อฉากละครจบลง และฉากชีวิตของครอบครัวชนชั้นนำของปรเมศและปิ่นได้รับ “โอกาสที่สอง” เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่เข้าใจกันผ่านพื้นที่ของโลกสัญลักษณ์กันผ่านไปแล้ว บางทีก็น่าคิดเหมือนกันว่า แล้วกับมนุษย์ผู้หาเช้ากินค่ำหรือมีสถานะเป็นชนชั้นล่างของสังคมอย่างสองนั้น “โอกาสที่สอง” จะบังเกิดขึ้นในชีวิตของคนกลุ่มนี้เฉกเช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นกับปรเมศได้บ้างหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)