ฉบับที่ 267 เพราะความอยาก “เลิก” ของเราไม่เท่ากัน

        คราวนี้ยังขอว่าด้วยเรื่องการเลิกต่ออีกสักหน่อยนะคะ โดยจะเน้นในมุมเมื่อการเลิกเกิดขึ้นแบบมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเต็มใจ หรือลงมือกระทำการเพียงฝ่ายเดียว ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ตกลงกันให้ดีจนเข้าใจตรงกันหรือเห็นพ้องต้องกัน 
        แม้ทั้งหมดยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้บริการโทรคมนาคม แต่ปมประเด็นของเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากหลักพื้นฐานในความสัมพันธ์ทั่วไป นั่นคือ เมื่อการเลิกเกิดขึ้นโดยไม่ได้มาจากความยินยอมสองฝ่าย ร้อยทั้งร้อยย่อมต้องมีปัญหายุ่งยากตามมา
        คราวที่แล้วได้พูดไปแล้วถึงเหตุการณ์และที่มาซึ่งทำให้ฝ่ายผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมหรือผู้ให้บริการ สามารถที่จะตัดสัญญาณและสะบั้นสัญญาที่ทำไว้กับผู้บริโภค ซึ่งช่องทางใหญ่ที่เปิดให้เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก็คือเรื่องของการค้างชำระค่าบริการเกินกว่า 2 รอบบิล ซึ่งกฎหมาย (ของ กสทช.) เปิดช่องไว้ให้เป็นสิทธิของผู้ให้บริการ 
        ช่องเปิดที่ว่านี้ตั้งอยู่บนหลักคิดปกติที่เข้าใจได้ นั่นคือ เพื่อให้ผู้ให้บริการที่ประสบพบกับลูกค้าที่อาจจะออกอาการเบี้ยวหนี้”  ไม่จำเป็นต้องฝืนทนให้บริการต่อไปและเสี่ยงกับการถูกชักดาบ แต่ในทางกลับกัน ก็ใช่ว่าผู้ค้างชำระหนี้ทุกรายจะเป็นลูกค้าเลวอีกทั้งขึ้นชื่อว่าเป็นลูกค้า ผู้ให้บริการน่าจะมุ่งรักษาไว้มากกว่าจะผลักไส ดังนั้นข้อกำหนดจึงเป็นไปในลักษณะเปิดกว้าง โดยยกให้เป็นสิทธิของผู้ให้บริการที่จะพิจารณายกเลิกการให้บริการโทรคมนาคมตามสัญญาหรือไม่ก็ได้ 
        อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าช่องที่เปิดกว้างนี้เองกลับกลายเป็นช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาในหลายกรณี 
        ในส่วนของบริการมือถือ มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคเกี่ยวกับประเด็นปัญหาการถูกระงับ/ยกเลิกเลขหมาย เข้ามายังสำนักงาน กสทช. เป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี สะท้อนถึงความไม่เต็มใจของฝ่ายผู้บริโภคหรือลูกค้าต่อการเลิกที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของบริษัท ข้อร้องเรียนของบางรายคือไม่ทราบด้วยซ้ำว่าถูกระงับหรือยกเลิกบริการเพราะเหตุใด 
        จากสถิติทั้งปีของ .. 2564 และ 2565 เรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวมีมากกว่า 250 กรณีต่อปี และในระยะ 3 เดือนแรกของปี 2566 นี้ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วประมาณ 100 เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่มีเรื่องร้องเรียนสูงที่สุดในส่วนของบริการมือถือ 
        ที่จริงแล้วเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องการไม่รู้ตัว ไม่ควรที่จะต้องเกิดขึ้น เพราะในประกาศ กสทช. ที่ให้สิทธิบริษัทยกเลิกการให้บริการได้ในกรณีมีการค้างชำระค่าบริการเกินกว่าสองรอบบิลติดต่อกัน มีรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า โดยผู้ให้บริการได้แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงวันครบกำหนดที่แน่นอนเป็นการล่วงหน้าในใบแจ้งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการ และได้ทำการเตือนตามวิธีการที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาแล้วจะเห็นได้ว่า ในรายละเอียดและในทางปฏิบัติ สาระสำคัญจึงเป็นเรื่องของการสื่อสาร ถ้ามีเจตนาต้องการรักษาความสัมพันธ์ แม้อีกฝ่ายจะผิดพลาด แต่หากพูดจาจนเข้าใจกันได้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดขาด ถ้าบริษัทยังอยากรักษาลูกค้าก็ต้องละเอียดอ่อนเพิ่มขึ้นในเรื่องการสื่อสาร แต่ถ้าไม่แคร์แล้วและอยากนำทรัพยากรที่มี (เลขหมายหรือเบอร์มือถือ) ไปหา (ลูกค้า) รายใหม่ที่อาจสร้างรายได้ไฉไลกว่า นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับผู้บริโภคคนใดที่ใช้เบอร์สวย (ไม่ว่าจะสวยจริงหรือสวยเฉพาะกับตัวเอง หรือเป็นเบอร์สำคัญที่หวงแหน ฯลฯ) จึงพึงต้องระวังให้ดี ห้ามกระทำการที่ทำให้เกิดเงื่อนไขที่จะเปิดช่องนี้ขึ้นมา เพราะถ้าเข้าเงื่อนไข คือค้างชำระค่าบริการครบ  2 รอบบิลทั้งๆ ที่บริษัทมีการเตือนแล้ว  การตัดสัญญาณหรือยกเลิกบริการจากฝ่ายบริษัทก็มีความชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อเบอร์หลุดมือไปแล้ว การเรียกร้องเบอร์เดิมกลับคืนมานับเป็นเรื่องยาก แม้เปิดบริการใหม่ก็เลือกได้เฉพาะเบอร์เท่าที่มีการเสนอขายให้เท่านั้น 
        ในอีกด้านหนึ่ง การร้องเรียนของผู้บริโภคในประเด็นปัญหาลักษณะไม่อาจยกเลิกบริการได้ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แต่ปัญหานี้พบในบริการอินเทอร์เน็ตประจำที่หรือเน็ตบ้านมากกว่าในบริการมือถือ โดยมีปริมาณเรื่องร้องเรียนสูงเป็นอันดับหนึ่งในทั้งสามปีที่ผ่านมา
         แท้ที่จริง ในปัญหาด้านนี้ ข้อโต้แย้งมักไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการเลิกโดยตรง แต่ปมประเด็นสำคัญมักอยู่ที่การมีค่าใช้จ่ายสำหรับการเลิกก่อนเวลา ซึ่งในวิถีปกติของบริการเน็ตบ้าน เนื่องจากต้องมีการติดตั้งและมีเรื่องของการให้อุปกรณ์ด้วย โดยที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นถูกกระจายเฉลี่ยไปอยู่ในค่าบริการรายเดือน ดังนั้นระยะเวลาการใช้บริการที่นานพอจึงถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม หากจะให้สิ้นสุดเร็วกว่ากำหนดก็ต้องมีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนที่ลงทุนไปตอนต้นกลับคืนมาบ้าง 
        ในทำนองเดียวกัน กรณีบริการมือถือที่เลิกยากและผู้ให้บริการมักยื้อก็คือกรณีที่เป็นการเปิดบริการภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การซื้อเครื่องราคาถูก กรณีเช่นนี้มักมีการผูกกับโปรฯ แบบใดแบบหนึ่ง พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องใช้บริการ (ห้ามเลิก-ห้ามย้ายค่าย) 
        ในมิติทางกฎหมายและการกำกับดูแล  กสทช. มีการกำหนดว่า แบบสัญญาให้บริการโทรคมนาคมจะต้องได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก กสทช. รวมถึงการแก้ไขแบบสัญญาด้วย ดังนั้น สัญญาใดที่ไม่เคยได้ผ่านความเห็นชอบ แม้คู่สัญญาต่างลงนามโดยสมัครใจ ก็ไม่เป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ผ่านมา บรรดาสัญญาที่พ่วงการขายเครื่องทั้งหลายมักไม่มีการเสนอขอความเห็นชอบจาก กสทช. ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องร้องเรียนขึ้น พิจารณาตามหลักของกฎหมายกำกับดูแลแล้ว สัญญาเหล่านั้นจึงไม่มีสภาพบังคับ สรุปง่ายๆ คือ บริษัทจะผูกผู้บริโภคไว้ด้วยสัญญาดังกล่าวไม่ได้ 
        เมื่อผู้บริโภคอยากเลิกก็ย่อมเลิกได้ตามเจตนา อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้วางหลักไว้เช่นกันว่า ในกรณีที่มีการรับมอบเครื่องอุปกรณ์หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อสัญญาสิ้นสุดก็ต้องส่งคืน หรือหากอุปกรณ์เสียหายก็ต้องชดใช้ตามจริงในราคาตลาด ซึ่งในกรณีค่าเครื่องที่ซื้อมาราคาลดพิเศษ ก็ต้องคิดคำนวณสัดส่วนใช้คืนให้บริษัทด้วย 
        สรุปได้ว่า การเลิกนั้นเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่ายที่จะทำได้ ไม่ว่าความอยากของอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร ความอยากและความเต็มใจอาจไม่เท่ากัน แต่ความแฟร์ควรจะมีให้กันอย่างเสมอภาค ไม่มีการเอาเปรียบกัน

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค กสทช. ค่าใช้จ่าย โทรศัพท์

ฉบับที่ 280 Passive Income กระแสเงินสดจากสินทรัพย์

        การนั่งนอนอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินไหลเข้าบัญชีทุกเดือนให้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงาน (หรือทำงานเท่าที่อยากทำ) เป็นความฝันใฝ่ของใครหลายคนในยุคนี้ คำว่า passive income จึงกลายเป็นคำฮิต น่าหลงใหล และชวนไขว่คว้า         ว่าแต่ passive income คืออะไรกันแน่ จะบอกว่าการที่มีเงินเข้าบัญชีให้จับจ่ายเพียงพอก็อาจไม่ผิด แต่เงินที่ว่านี่มาจากไหนล่ะ เงินผุดขึ้นมาเองจากอากาศไม่ได้นะ         passive income เป็นรายได้ชนิดหนึ่งที่เกิดจาก ‘สินทรัพย์’ หรือบ้างก็เรียกว่าใช้เงินต่อเงิน อันนี้ก็ไม่ผิดเพราะถ้าไม่มีเงินซะก่อนแล้วจะมีสินทรัพย์ได้ยังไงกัน สินทรัพย์มีอะไรบ้าง ที่ดิน พระเครื่อง อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ หุ้น พันธะบัตรรัฐบาล และอื่นๆ อีกหลายอย่าง         เพียงแต่ว่าสินทรัพย์บางประเภทก็ไม่ได้สร้าง passive income แบบที่เข้าใจเสมอไป สมมติคุณโชคดีดันมีงานของปิกัสโซ่ คุณขายมันได้ในราคา 100 ล้านบาท เงินก้อนนี้เกิดจากการขายสินทรัพย์ครั้งเดียว ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดให้คุณทุกเดือน แต่ก็นะ เงินขนาดนี้ก็พอให้ใช้ชีวิตสุขสบายได้แล้วล่ะ         passive income โดยทั่วไปจึงมักถูกพูดถึงในรูปของสินทรัพย์ที่จะสร้างกระแสเงินสดให้เจ้าของทุกเดือน เช่น การปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เงินปันผลจากหุ้น เงินที่ได้จากการทรัพย์สินทางปัญญา หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ยธนาคารก็ถือเป็น passive income ชนิดหนึ่ง เพียงแต่คุณต้องมีเงินในธนาคารมากพอในสภาพที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินแบบนี้         เมื่อ passive income เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ หนังสือแนวการเงินหรือกูรูการเงินจึงชอบแนะนำให้เราลงทุนในสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตและยังมอบกระแสเงินสดแก่เราด้วย         ทั้งหมดนี้ฟังดูดีใช่มั้ย ใช่ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ เพราะมีคนทำสำเร็จมาแล้วนักต่อนัก แต่จะทำได้ก็ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ เช่น คุณจะลงทุนในหุ้นเพื่อต้องการ passive income คุณก็ควรลงในหุ้นปันผล หรือถ้าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า คุณก็จำเป็นต้องรู้เรื่องทำเล กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ราคาปล่อยเช่า ฯลฯ ไม่มีอะไรง่ายหรอก         และเพราะไม่มีอะไรง่าย ก็เลยมีมิจฉาชีพคอยหลอกคนที่ชอบอะไรง่ายๆ มีให้เห็นบนฟีดของโซเชียลมีเดียเป็นประจำ แล้วเอาหน้ามหาเศรษฐีหรือผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์มาแปะ พร้อมการันตีว่าลงทุนเดือนละ 1,000 บาท จะได้ผลตอบแทนเดือนละ 300 บาท         นี่คือหลุมพรางของคนที่อยากมี passive income แบบง่ายๆ และจบลงด้วยการโดนหลอก

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 “ความเทา” ในบริการโทรคมนาคม

        คนที่ประสบปัญหาถูกแอบอ้างหรือสวมรอยใช้ชื่อและบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์มือถือ (เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่) มักจะรู้ตัวจากการถูกเรียกเก็บค่าบริการ ซึ่งสถานการณ์ “เบอร์งอก” ลักษณะนี้ถือได้ว่าไม่เลวร้ายนัก ด้วยเหตุว่าจะเป็นการรู้ตัวค่อนข้างเร็ว อย่างมากที่สุดคือไม่เกินกว่า 1 เดือน        จากนั้นเมื่อดำเนินการร้องเรียนโต้แย้งกับบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม ส่วนใหญ่แล้ว บริษัทก็จะยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าว และจัดการตัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับเบอร์ที่ถูกลอบเปิดนั้นๆ         เท่ากับว่า ปัญหาการสวมรอยก็จะได้รับการสะสางไป รวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจตามมาก็เป็นอันถูกปิดกั้น         อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ประสบปัญหาถูกลอบเปิดเบอร์ในลักษณะที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น         ความซับซ้อนแรกสุดคือการไม่รู้ตัวเลย ว่าตนเองมีเบอร์เปิดอยู่กับบริษัทผู้ให้บริการมือถือ และต้องตกอยู่ในสถานะผู้มีประวัติไม่ชำระหนี้         ดังเช่นกรณีของผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ประสบเหตุว่า เมื่อไปติดต่อขอเปิดเบอร์ใหม่เพื่อเข้าใช้บริการกับบริษัทให้บริการมือถือแห่งหนึ่ง แต่กลับได้รับแจ้งว่ามีค่าบริการเก่าติดค้างอยู่กับบริษัท โดยเป็นค่าบริการที่ตกค้างมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว         ผู้ประสบปัญหารายนี้จึงโต้แย้งและขอให้บริษัทชี้แจง เนื่องจากตระหนักดีว่าตนเองไม่เคยเปิดใช้บริการกับบริษัทผู้ให้บริการรายนี้มาก่อน อีกทั้งไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตนเองติดค้างหนี้กับใคร         ประเด็นปัญหาจึงไม่เพียงเป็นเรื่องการต้องเสียเงินให้กับบริการที่ไม่เคยได้มีการใช้จริง แต่ที่สำคัญคือการรู้สึกได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการต้องตกเป็นผู้มีประวัติด่างพร้อยในฐานะผู้ติดค้างหนี้         นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลด้วย         ในกรณีดังกล่าว แม้ว่าบริษัทจะเพิกเฉยในเบื้องต้น แต่เมื่อมีการร้องเรียนกับสำนักงาน กสทช. บริษัทจึงได้ส่งหลักฐานต่างๆ มาให้ ประกอบไปด้วยใบสมัครเข้าใช้บริการ พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน รวมถึงหลักฐานการจ่ายค่าบริการในช่วง 2 เดือนแรกหลังจากสมัครใช้บริการ ซึ่งหลังจากนั้นมีการใช้บริการต่ออีกประมาณเดือนเศษ แล้วก็ถูกยกเลิกไป         พิจารณาเผินๆ จากหลักฐานหลายส่วนที่บริษัทส่งมา จึงชี้ไปในทางที่ว่า ฝ่ายผู้ใช้บริการอาจจะหลงลืมในสิ่งที่เคยทำไว้หรือไม่         อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดและเท่าทัน กลับพบว่า ใบสมัครใช้บริการที่มีลายมือมือของผู้ใช้บริการนั้น ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันว่ามีการสมัครใช้บริการจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับสำเนาบัตรประชาชนที่ลายเซ็นตรงกัน แต่สิ่งที่เขียนกำกับไว้บนสำเนาบัตรประชาชนนั้น กลับปรากฏคำว่า “internet” ในขณะที่ใบสมัครเป็นการสมัครใช้บริการมือถือ ส่วนหลักฐานการชำระค่าบริการ 2 เดือน แท้จริงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งชี้หรือผูกมัดได้ว่าเป็นการกระทำของใคร การชำระเงินอาจมาจากผู้แอบอ้างใช้ชื่อก็ได้ เพราะเป็นการเข้าชำระที่หน่วยบริการ ซึ่งไม่มีหลักฐานบ่งชี้ตัวตน         ในแง่นี้จึงถือว่ายังคงมีความคลุมเครือเช่นเดิม ว่าอาจเป็นกรณีของการถูกลอบเปิดเบอร์หรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเท่ากับมีมิติซ่อนเงื่อนซ้อนขึ้นมา ว่า การลักลอบซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยบุคคลที่สาม กลายเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการให้การรับรองหรือกระทั่งยึดถือ         ดังนั้น สถานการณ์จึงกลายเป็นว่า สิ่งที่ผิดอาจถูกฟอกให้เป็นถูก และเหยื่อกลับตกอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายกระทำผิด         ในกรณีของรายที่ยกมานี้ แม้ในที่สุดทางบริษัทผู้ให้บริการยกเว้นการเรียกเก็บหนี้ค้างเก่า แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่า ต้นเรื่องเป็นอย่างไร เกิดการแอบอ้างหรือลอบเปิดเบอร์จริงหรือไม่         ทั้งนี้ ถ้าเกิดกรณีดังกล่าว ซึ่งเท่ากับมีความฉ้อฉลหรืออย่างน้อยก็คือเกิดการทำสิ่งไม่ตรงไปตรงมาโดยใครบางคน แท้จริงก็ควรที่จะต้องมีการดำเนินการบางสิ่งบางอย่างในเชิงสะสางเรื่องดังกล่าว         การดำเนินการที่ว่า ไม่ได้จำเป็นหรือจำกัดเฉพาะเรื่องการสืบสาวเอาผิด แต่ที่จำเป็นกว่าคือการทำความเข้าใจปัญหาและวางมาตรการแก้ไขและป้องกัน เพื่อกำจัดเรื่องฉ้อฉลออกไปจากวงการบริการโทรคมนาคม สกัดกั้นมิให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบ ตลอดจนเป็นการปกป้องผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคด้วย         ภารกิจดังกล่าวเป็นของทั้งบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ กสทช. ที่จะต้องทำหน้าที่ อย่างน้อยคือต้องทำตามที่ประกาศ กสทช. เรื่อง การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการกำหนดเอาไว้ ซึ่งกำหนดชัดเจนแล้วว่า ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการที่จะต้องบริหารจัดการการลงทะเบียนผู้ใช้บริการที่จุดบริการ ให้มีการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ ด้วยความรอบคอบ เคร่งครัด รัดกุม โดยที่ต้องให้ผู้ใช้บริการแสดงเอกสารหลักฐานแสดงตัวตน และต้องมีการตรวจสอบหลักฐาน รวมทั้งพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการ        ในขณะที่ กสทช. ย่อมมีหน้าที่กำกับให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ไม่เปิดช่องหรือปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาอาศัยบริการโทรคมนาคมเป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมเสี่ยงที่ผู้ให้บริการเองจะกลายเป็นผู้สมคบคิดไปด้วย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม         ดังกรณีตัวอย่างที่ยกมา หากมีผู้แอบอ้างปลอมแปลงหลักฐาน โดยที่บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมตรวจสอบไม่ได้หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน การยึดถือตามเอกสารหลักฐานนั้นก็จะกลายเป็นการร่วมทำร้ายผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคผู้สุจริตและบริสุทธ์

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 ‘ออมทอง’ vs ‘กองทุนทอง’ (2) เลือกแบบไหนดี

        รู้แล้วว่าไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ก็สามารถซื้อทองเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตได้         แต่ที่ไม่แน่ใจคือจะซื้อในรูปแบบไหน? จะออมทองจนได้น้ำหนักตามเกณฑ์แล้วเปลี่ยนเป็นทองคำจริงมาเก็บไว้ หรือจะซื้อกองทุนทองที่ไม่ได้จับต้องทองคำสักบาทดี ...คงต้องตอบว่าแล้วแต่ความชอบหลังจากพิจารณาว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด         ปัจจุบัน ร้านทองขนาดใหญ่หลายแห่งเปิดบริการออมทองแก่ผู้สนใจ จะออมหลักร้อยหรือหลักพันขึ้นกับว่าร้านทองนั้นๆ กำหนดกติกาอย่างไร ผู้ออมก็สร้างวินัยในการออม ส่วนจะได้ทองคำปริมาณเท่าไหร่ขึ้นกับราคาทอง ณ วันที่ซื้อขาย ผู้ออมทองจึงสามารถซื้อขายเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างได้ โดยทองคำที่ออมมักเป็นทองคำแท่งมากกว่าทองรูปพรรณ เนื่องจากอย่างหลังต้องบวกค่ากำเหน็จเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งคุณคงไม่ได้ต้องการลวดลายความสวยงามอะไรจากการออมทองอยู่แล้ว         พอถึงเกณฑ์คุณสามารถเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งมาเก็บไว้ หรือจะเปลี่ยนเป็นเงิน หรือจะให้ที่ร้านทองเก็บไว้ก็ได้ เพราะการเอาทองคำแท่งออกมาครอบครองย่อมมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ก่อนจะทำการออมคุณต้องเช็คให้ชัวร์ว่าร้านทองที่คุณออมด้วยมีความน่าเชื่อถือและต้องเช็คด้วยว่าเป็นร้านทองจริงๆ ไม่ใช่มิจฉาชีพปลอมตัวมาเป็นร้านทอง         ส่วนการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็มีข้อดีคล้ายๆ กันตรงที่ว่าใช้เงินน้อย ทยอยออมได้ตามกำลัง จุดต่างอยู่ว่ากองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาคอยตามราคาทองคำ ไม่มีทองคำแท่งออกมาให้เก็บแล้วกลัวขโมยขึ้นบ้าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีกองทุนรวมทองคำประเภทลดหย่อนภาษีได้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการวางแผนภาษี         จุดต่างอีกประการหนึ่งคือกองทุนรวมทองคำจะอิงตามมูลค่าในตลาดทองคำโลก เมื่ออิงกับโลกย่อมต้องมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเกี่ยวข้องเสมอ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนทองคำอาจต้องทำความเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงในจุดนี้ให้ได้         ส่วนในแง่ความสะดวกสบาย จะออมทองหรือกองทุนรวมทองคำเดี๋ยวนี้สามารถทำผ่านแอปพลิเคชั่นได้แล้ว ไม่ยุ่งยาก ดังนั้น ถ้าเลือกได้แล้วก็ลงมือเลย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 สหรัฐอเมริกาติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วรวมกว่า 5 ล้านชุด!

        เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่กว้างมาก ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตเราตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนไปจนถึงคุณภาพอากาศที่เราหายใจเข้าไปและรวมถึงเรื่องสงครามด้วย เพราะสงครามส่วนมากเกิดจากการแย่งชิงแหล่งพลังงานกัน แต่ผมมักจะหยิบเอาเรื่องโซลาร์เซลล์มาเขียนถึงบ่อยๆ ใน “ฉลาดซื้อ” ก็เพราะเชื่อว่า ผู้บริโภคสามารถลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ถ้ามีความพร้อม คือ มีเงินสะสม มีบ้าน ก็ควรจะลงทุนได้เลย มันคุ้มมาก ยิ่งเป็นผู้ที่อยู่บ้านในเวลากลางวันยิ่งคุ้มทุนได้เร็วขึ้น ถ้าไม่มีเงินพอก็ไปกู้ธนาคารดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีก็ยังคุ้ม และถ้าใครยังไม่พร้อมอีกก็ควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์ ตลอดจนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำลังก่อปัญหาโลกร้อนอย่างรุนแรงมากในวันนี้ และจะยิ่งรุนแรงขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต ในเมื่อรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยังไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องพลังงานทั้งๆ ที่แทบทุกพรรคในรัฐบาลชุดนี้ได้หาเสียงกับประชาชนไว้แล้วในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เช่น จะแจกโซลาร์เซลล์ฟรีบ้างละ จะส่งเสริมโดยการใช้ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้า(Net Metering) ระหว่างบ้านที่ติดโซลาร์เซลล์กับการไฟฟ้าบ้างละ เป็นต้น         บทความในครั้งนี้ผมจึงขอนำความก้าวหน้าด้านนโยบายโซลาร์เซลล์ของประเทศสหรัฐอเมริกามาเล่าสู่กันฟัง ผมมีอยู่ 2 เรื่อง โดยเริ่มต้นจากข่าวของ “สมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์(SEIA)” ที่บอกถึงความก้าวหน้าของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ในช่วงประมาณ 44 ปีแรก (1973-2016) ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกามีการติดตั้งแล้ว 1 ล้านชุด แต่ในช่วง 8 ปีสุดท้าย (2017-2024) มีการติดตั้งจนครบ 5 ล้านชุดแล้ว คือเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ประธานสมาคมฯได้ให้เหตุผลถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วว่า “โซลาร์เซลล์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสัญญาในการส่งไฟฟ้าที่คงเส้นคงวา เพื่อลดค่าไฟฟ้า สนับสนุนการพึ่งตนเองของชุมชนและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน(2024) 7% ของบ้านในสหรัฐอเมริกาได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วและจะเพิ่มเป็น 15% ภายในปี 2030 พลังงานแสงอาทิตยกำลังจะเป็นแหล่งพลังงานไฟฟาที่มากที่สุดในระบบสายส่งของประเทศ ส่งผลให้ชุมชนได้หายใจเอาอากาศที่สะอาดกว่าและนำไปสู่ชีวิตที่มีสุขภาพดีกว่าเดิม”         ผมได้สรุปบางส่วนที่สำคัญและอ้างอิงไว้ในภาพข้างล่างนี้         นอกจากนี้ทางสมาคมฯได้พยากรณ์ว่าจำนวนโซลาร์เซลล์จะเพิ่มเป็น 10 และ 15 ล้านชุด ภายในปี 2030 และปี 2034 ตามลำดับ         สมาคมฯได้ไฮไลท์ข่าวของตนเองว่า “อเมริกาใช้เวลา 50 ปีเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ 5 ล้านชุด แต่คาดว่าจะใช้เวลาอีก 6 ปีเท่านั้นเพื่อให้ถึง 10 ล้านชุด” นี่คือความก้าวหน้าในยุคที่โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก เพิ่มในอัตราเร่ง         โซลาร์เซลล์ 5 ล้านชุด สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่ากับการเผาไหม้น้ำมันจำนวนประมาณ 100,000 ล้านลิตร โดยที่น้ำมันจำนวนนี้เพียงพอสำหรับการขับรถยนต์ประเภทเผาไหม้ภายในได้เท่ากับระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงอาทิตย์เกือบ 3,000 เที่ยว เขาว่ามาอย่างนั้นนะ         ข่าวนี้ได้รายงานในตอนท้ายว่า 97% ของจำนวนที่ติดตั้งเป็นภาคครัวเรือน โดยนับถึงสิ้นปี 2023 ภาคครัวเรือนได้ติดตั้งไปแล้วรวม 36,000 เมกะวัตต์ เหตุผลก็เพราะว่า  “โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนมีอัตราการเติบโตมากเป็นประวัติกาลเพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการลงทุนที่เจ้าของบ้านสามารถควบคุมรายจ่ายค่าพลังงานของตนได้” สำหรับความก้าวหน้าของบ้านเราไปได้อย่างเชื่องช้ามากๆ ลองไปเปิดดูฉบับก่อนๆ ผมขอไม่กล่าวถึงในที่นี้นะครับ         มาฟังเรื่องที่สองกันต่อนะครับ         ในขณะที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสินกำลังวุ่นหรือหมกมุ่นอยู่กับโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 1 หมื่นบาทให้กับประชาชน 50 ล้านคนอย่างเกือบจะไม่จำแนกเลย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าและจำเป็นจากนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ทั่วประเทศจำนวนมาก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน  ได้ออกมาประกาศเนื่องวันเฉลิมฉลอง “วันคุ้มครองโลก (Earth Day)” เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567  ว่าจะมอบเงินจำนวน 7,000 ล้านดอลลาร์ให้กับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยจำนวนเกือบ 1 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา บ้านและอพาร์ตเมนท์พร้อมกับขยายความว่า “ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าในครัวเรือนได้ปีละประมาณ 400 ดอลลาร์ นาน 25 ปี” (ดูภาพประกอบ)         โครงการนี้เป็นการมอบเงินของรัฐบาลกลางผ่านไปทางองค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Environment Protection Agency) ไปตามรัฐต่างๆรวม 50 รัฐ คิดเป็นจำนวนเงินรวม 7 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้โดยผ่านโครงการที่ชื่อว่า Solar for ALL  ทางโครงการคาดว่า ผู้ได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการจะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างน้อย 20%  เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ         โครงการ Solar for ALL เกิดจากกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ชื่อ Inflation Reduction Act (IRA) เมื่อสิงหาคม 2022  โดยผ่านสภาสูงด้วยคะแนนเฉียดฉิว 51 ต่อ 50 เสียง โดยไม่มีใครแตกแถวของพรรคการเมืองเลยแม้แต่คนเดียว วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายฉบับนี้มี 4 ด้านด้วยกัน โดยด้านที่ 4 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามที่รัฐบาลได้แสดงเจตจำนงไว้กับองค์การสหประชาชาติ         สหรัฐอเมริกาเองปล่อยเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศจีน รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศเจตจำนงต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2015 ว่าจะลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 26-28% เมื่อเทียบกับระดับปี 2005 ภายในปี 2030 แต่ผ่านมา 8 ปีจนถึงสิ้นปี 2023 เพิ่งลดได้เพียง 17.2% ยังเหลือเวลาอีก 2 ปี ทำได้จริงเกินครึ่งของเป้าหมาย จำนวนผู้ได้รับการแจกโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นผู้เปราะบางนี้คิดเป็นเพียง 0.67% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ จะได้รับโซลาร์เซลล์คิดเป็นมูลค่าคนละประมาณ 1.2 แสนบาท ในขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตของไทยจำนวนผู้ที่จะได้รับแจกมีจำนวน 50 ล้านคน หรือประมาณ 75% ของจำนวนประชากร  นั่นคือ ทุกๆ 4 คนจะได้รับแจก 3 คนๆละ 10,000 บาท ไม่ว่าจะมีความจำเป็นหรือไม่ก็ตาม โดยต้องใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นก็เอาเงินภาษีของเรานี่แหละไปใช้คืน พร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละเท่าใดยังไม่ทราบ         ท่านผู้อ่าน “ฉลาดซื้อ” คิดอย่างไรกับ 2 ข่าวนี้ครับ หากเห็นด้วยก็ลงมือติดตั้งโซลาร์เซลล์และร่วมกันผลักดันเชิงนโยบายเลยครับ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเรา เพื่ออากาศที่สะอาดกว่าและเพื่อลดโลกร้อนด้วยครับ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)