ฉบับที่ 266 พาวเวอร์เจลให้พลังงาน : กินไม่เกิดโรค รู้บริโภคปลอดภัย

        Power Gel หรือ Energy Gel เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปของเจลคาร์โบไฮเดรต โดยแต่งเติมกลิ่นและรสชาติเข้าไปเพื่อให้สะดวกแก่การรับประทาน 
        Power Gel เป็นแหล่งให้พลังงานสูงทำให้ร่างกายฟื้นฟูสภาพได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยสารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เป็นแหล่งพลังงานของร่างกายและช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดโดยทั่วไป Power Gel จะไม่มีไขมัน มีโปรตีนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยระบบย่อยและดูดซึมอาหารทำงานได้เร็วที่สุด 
        กลุ่มนักกีฬาประเภทที่ใช้พลังงานต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างวิ่งมาราธอน ว่ายน้ำ มักจะหา Power Gel ชนิดและยี่ห้อต่างๆ มาใช้และมีความนิยมกันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีข้อที่ต้องระมัดระวังในการใช้อยู่ด้วย ดังนั้นผลิตภัณฑ์ต้องได้มาตรฐานต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดและประเภทที่เหมาะกับตนเอง 
        เมื่อปี 2019 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศหนึ่งได้ออกประกาศเตือนภัยให้แก่ผู้บริโภคในประเทศของตนให้หลีกเลี่ยงการซื้อและบริโภคผลิตภัณฑ์ Power Gel ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากจะเปรียบเทียบในประเทศเราก็คือประกาศแจ้งเตือนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้หลีกเลี่ยงการใช้และบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเครื่องหมาย อย. ไม่มีข้อความแสดงในฉลากเป็นภาษาไทย เพราะเมื่อบริโภคจะมีความเสี่ยงสูงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากส่วนประกอบที่อาจมีอันตรายหรือไม่ได้มาตรฐานและอาจเกิดพิษสะสมเมื่อรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งปัจจุบันพบผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นจำนวนไม่น้อยในงานวิ่งรายการต่างๆ ร้านค้าออนไลน์ 
        นอกจากนี้ยังมี Power Gel อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องระมัดระวังในการบริโภคคือ Power Gel ที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน ที่ใส่เข้าเพิ่มมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการตื่นตัว รู้สึกตื่นตัว เชื่อว่าช่วยให้ร่างกายทนทานต่อความเมื่อยล้าเพิ่มมากแต่อาจไม่เหมาะกับบางคนรวมถึงเด็กเล็ก  เพราะผลข้างเคียงให้เกิดอาการปวดหัวหรือกระวนกระวายใจได้ในบางคน องค์กร European Food Safety Authority แนะนำว่าปริมาณการบริโภคคาเฟอีนของผู้ใหญ่แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 200 mg. และต่อวันไม่ควรเกิน 400 mg (ต้องกิน Power Gel ถึง 8 ซอง) แต่ในบางคนที่ไวต่อการกระตุ้น เช่น เด็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวข้องกับความดัน หัวใจ แม้การกินคาเฟอีนที่ปริมาณไม่เกินกำหนดก็อาจทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่นได้ง่ายขึ้นได้ทันทีหรือความดันอาจจะเพิ่มขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้กินเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมคาเฟอีนเป็นประจำ นอกจากนี้ก็มีฤทธิ์เป็นยาระบายและยาขับปัสสาวะผลต่อการขับปัสสาวะที่บ่อยขึ้นเกิดผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำ 
        นักกีฬาที่จะหา  Power Gel มาทานจึงควรใส่ใจ อ่านฉลากซองผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด 1) มีเลข อย. และมีข้อความภาษาไทย ระบุแหล่งผลิต วันเดือนปีที่หมดอายุ 2) ตรวจสอบส่วนประกอบในฉลากว่า มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือไม่ โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับตัวเอง และ 3) เลือกชนิดและประเภทของ Power Gel ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเอง ซึ่งสามารถปรึกษากับเภสัชกรที่ร้านยาทุกแห่งหรือผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ Power Gel

แหล่งข้อมูล: เรื่องเล่าเฝ้าระวัง ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข , ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ชมรมเภสัชชนบท

0 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค พาวเวอร์เจล Power Gel Energy Gel

ฉบับที่ 280 สวยด้วย ‘ฟิลเลอร์ แบบไม่ต้องเสี่ยง

        เทรนด์สวยด้วย ‘ฟิลเลอร์’(filler) ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลไว ตอบโจทย์ความต้องการชะลอวัยของคนยุคปัจจุบัน ในแก้ไขปัญหาผิว ริ้วรอยร่องลึก บริเวณต่างๆ ของใบหน้า แต่ในปัจจุบันพบว่ายังมีผู้เข้ารับบริการจนเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนมาเป็นระยะๆ จากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและผู้ให้บริการที่ไม่มีความรู้ เช่น ข่าวหมอกระเป๋าที่ใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน         ฟิลเลอร์ทางการแพทย์ มี 4 ประเภท ได้แก่ 1) ไฮยาลูโลนิก (Hyaluronic Acid : HA  เป็นชนิดสลายได้ ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในประเทศไทย และ สหรัฐอเมริกา 2) คอลลาเจนจากสัตว์ ปัจจุบันไม่นิยมใช้เนื่องจากมีอาการแพ้ บวมแดงได้ง่าย 3) การฉีดไขมันตนเอง (Transplanted Fat) และ 4) กลุ่มของซิลิโคนเหลว (Biosynthetic polymers) ซึ่งไม่สลายตามธรรมชาติ และมักเป็นสาเหตุของการอักเสบและเป็นตุ่มก้อน         การฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในขณะฉีด เช่น อาการเขียวช้ำ หรือบวมแดงบริเวณที่ฉีด  เส้นเลือดอุดตันจากการฉีดพลาดเข้าสู่เส้นเลือด อาจทำให้เกิดภาวะเนื้อตาย หรืออาจเข้าไปสู่เส้นเลือดที่เลี้ยงดวงตาทำให้ตาบอดได้ ผลข้างเคียงในระยะแรกมีลักษณะบวม นูน เป็นก้อนขรุขระ  หรือการติดเชื้อเฉียบพลันได้ ผลข้างเคียงในระยะยาว  เนื้อฟิลเลอร์อาจไหลย้อยมากองรวมกัน จากการฉีดด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง อาจแพ้หรือติดเชื้อภายหลัง  บวมมีหนองซึมจากการใช้ฟิลเลอร์ถาวร นอกจากนี้มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากสถานที่รับบริการไม่ได้มาตรฐาน  ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงนั้น ผู้ที่จะใช้ฟิลเลอร์ ควรคำนึงถึง 4 ปัจจัย ได้แก่           แพทย์ แพทย์ต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสรีระบนใบหน้า วิเคราะห์ปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดได้อย่างแม่นยำ จะลดความเสี่ยงการที่อาจฉีดเข้าเส้นเลือด เกิดการอุดตัน ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่อุดตันเกิดเป็นเนื้อตาย เกิดเป็นแผลเป็น แพทย์จึงต้องเข้ารับการฝึกเพื่อพัฒนาเทคนิคการฉีด อย่างสม่ำเสมอ และรู้วิธีแก้ไขหากเกิดข้อผิดพลาด         ผู้รับบริการ ต้องปฎิบัติตัวถูกต้องทั้งก่อนและหลังฉีดตามคำแนะนำเช่น หากมีประวัติเป็นภูมิแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) มีปัญหาเลือดออกง่าย แพ้ยาชา ตั้งครรภ์ หรือกำลังรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน, ยาคูมาดิน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs  วิตะมินบางชนิด ควรหลีกเลี่ยงหรือแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเข้ารับบริการ หลีกเลี่ยงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด รวมไปถึงการทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อนต่างๆ ส่วนหลังฉีด จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสในบริเวณจุดที่ฉีด การสัมผัสกับความร้อนทุกชนิด หรือการขยับผิวที่ฉีด และอื่นๆตามคำแนะนำอื่นๆของแพทย์         ผลิตภัณฑ์ ต้องมั่นใจว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดได้มาตรฐาน            สถานพยาบาล สะอาด มีมาตรฐานตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข         การฉีดฟิลเลอร์ต้องเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะ เลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ปลอดภัยเหมาะสม ผู้รับบริการปฎิบัติตัวถูกต้องและจะต้องฉีดในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสียทั้งเงิน เวลา ใบหน้าที่เสียหาย หรือ อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 279 10 ข้อควรรู้เบื้องต้นสำหรับการใช้ยาแก้ปวด

        ผู้อ่านทุกท่านคงเคยมีประสบการณ์ใช้ยาแก้ปวด  แต่ท่านทราบไหมว่าการใช้ยาแก้ปวดนั้น  มีข้อควรรู้ ข้อบ่งใช้ และข้อควรระวังอย่างมากมาย  ดังนั้นขอแนะนำ 10 ข้อควรรู้เบื้องต้นสำหรับการใช้ยาแก้ปวด เพื่อให้ท่านใช้เป็นข้อมูลประกอบการใช้ยาแก้ปวด ดังนี้          1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ  การใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอลจะมีความปลอดภัยกว่ายากลุ่มเอ็นเสด (เช่น ไอบูโปรเฟน  นาปรอกเซน เมฟฟีนามิก ฯลฯ)         2. ยาพาราเซตามอล  แม้จะมีความปลอดภัยสูง  แต่ก็มีผลต่อตับ ไตได้ถ้าใช้ในปริมาณมากและต่อเนื่องนานๆ         3. การใช้ยากลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโปรเฟน  นาปรอกเซน  เมฟฟีนามิก ซีลีคอกซิบ ฯลฯ มากกว่า 1 ตัวร่วมกันเพื่อแก้ปวด  เป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องและทำให้ผลข้างเคียงจากยามากขึ้น  เช่น  ผลต่อไต  ระบบทางเดินอาหาร  เป็นต้น  ซึ่งกรณีนี้มักพบในกรณีคนไข้ได้รับยาจากหลายๆ แห่ง        4. ยาซีลีคอกซิบ เป็นยาในกลุ่มเอ็นเสด  แม้จะมีผลต่อกระทบระบบทางเดินอาหารน้อยแต่ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดในสมองได้   โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน  ปริมาณมากหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ         5. ยาแก้ปวดที่ห้ามจำหน่ายในร้านค้า ร้านชำ เช่น ไพรอกซิแคม (ยาป๊อก) จะเป็นยาแก้ปวดที่มีผลต่อการทำงานของไตสูงมาก จึงไม่แนะนำให้ซื้อมารับประทาน         6. ยาแก้ปวดที่ไม่มีเลขทะเบียน  ยาเร่ขายในชุมชน  ทั้งในรูปแบบยาลูกกลอน  ยาชุด  ยาน้ำสมุนไพร  เป็นยาที่ไม่ปลอดภัย  เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตและมักพบว่ามีการลักลอบใส่สเตียรอยด์หรือเอ็นเสดผสมไปด้วยทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต และกระเพาะอาหาร         7. ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด  ถ้าได้รับยายาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโปรเฟน นาปรอกเซน  จะทำให้อาการของโรคกำเริบได้  จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้รักษาอาการปวด         8. อาการปวดนั้นมีหลายอย่าง เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดประจำเดือน ปวดไมเกรน เป็นต้น  จะมีผลต่อการใช้ยาแก้ปวดที่ต่างกันด้วย         9. ยาแก้ปวดโดยส่วนใหญ่เป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการปวดเฉพาะครั้งคราวเท่านั้น ถ้าไม่มีอาการปวดหรือปวดลดลงอาจลดยาและเลิกใช้ยาได้  ยกเว้นอาการปวดในโรคเรื้อรังบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง         10. ยาพาราเซตามอล  เป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ คำแนะนำทั้ง 10 ข้อ เป็นหลักการเบื้องต้นสำหรับการใช้ยาแก้ปวดเท่านั้น  แต่ยังมีรายละเอียด ข้อยกเว้นในแต่ละเงื่อนไขต่าง  เพื่อให้ท่านสามารถใช้ยาแก้ปวดได้อย่างถูกโรค  ถูกคน  ถูกขนาด  ถูกเวลา และถูกวิธี  ทำให้การใช้ยามีความปลอดภัยเกิดประโยชน์มากที่สุด  จึงควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ในการเลือกใช้ยาแก้ปวดทุกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 277 ยาชื่อพ้อง มองคล้าย อันตรายกว่าที่คิด

        จากข่าวแม่พาลูกชายวัย 1 ขวบที่ลื่นล้มศีรษะฟาดพื้นในห้องน้ำไปรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้โรงพยาบาลสแกนสมอง และโรงพยาบาลได้ส่งตัวลูกไปสแกนสมองที่โรงพยาบาลอีกแห่ง ระหว่างเดินทางพยาบาลที่นั่งไปด้วยให้น้องกินยานอนหลับ เพื่อที่น้องจะได้หลับไม่ดิ้นตอนเข้าเครื่องสแกน ปรากฎว่ายาที่ให้กลับไม่ใช่ยานอนหลับแต่เป็นยาที่มีกรดไตรคลอโรอะเซติก (TCA) ที่เป็นยาใช้ภายนอกสำหรับใช้ในการจี้-รักษาหูดหงอนไก่ เมื่อเด็กกินไปแล้วจึงเกิดอาการปากและลำคอไหม้ หลังจากเกิดเหตุมีการสืบสวนที่มาของยา เจ้าหน้าที่เภสัชที่จ่ายยาให้น้องกินอ้างว่าหยิบผิด เนื่องจากมีบรรจุภัณฑ์คล้ายกันกับยานอนหลับ         ปัญหายา “ชื่อพ้อง มองคล้าย”         ปัญหาลักษณะนี้ไม่ได้มีความเสี่ยงเฉพาะยาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังพบกับยาทั่วไปทั้งในร้านขายยา คลินิก สถานพยาบาลเอกชน รวมถึงร้านชำ ซึ่งมีทั้งเกิดจากความคล้ายกันโดยบังเอิญและความจงใจของบริษัทผู้ผลิตยา เนื่องมาจากผลประโยชน์เพื่อการโฆษณาทางการค้าที่คอยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายการกำกับควบคุมเข้มงวดที่ต่างกัน กล่าวคือ โฆษณาสินค้าตัวหนึ่ง แต่วางสินค้าที่ชื่อพ้องกันหรือลักษณะภายนอกบรรจุภัณฑ์ที่คล้ายกัน ทั้งที่ตัวยาสำคัญออกฤทธิ์นั้นแตกต่างกัน จึงเกิดความเสี่ยงนำไปสู่การใช้ยาผิดจากข้อบ่งใช้หรืออาจได้รับยาผิดกลายเป็นยาที่เคยแพ้มาก่อนนี้ หรืออาจได้รับยาต่ำกว่าหรือเกินกว่าขนาดที่ปลอดภัย หรืออาจได้รับยาคนละชนิดแล้วเกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างกรณีที่เป็นข่าวนี้        ปัญหาความคล้ายคลึงของฉลากยาที่มีลักษณะ “ชื่อพ้อง มองคล้าย” เป็นปัญหาที่มีมานานและได้รับการแก้ไขในระดับองค์กรหรือโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหานี้ทั้งระบบอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่ต้นทางการอนุญาต ไม่ให้มียาที่“ชื่อพ้อง มองคล้าย”เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ยาของประชาชน            ความโหดร้าย ยาหน้าคล้าย ที่หมายมุ่ง            น้าป้าลุง แยกออกไหม ใครใคร่สน        ทั้งผลิต โฆษณา บิดเบือนปน                              ระชาชน ทุกข์ยาก ลำบากกาย             แสวงหา ยารักษา ยามป่วยเจ็บ                        แก้อักเสบ หรือฆ่าเชื้อ เรียกหลากหลาย        เสี่ยงลองกิน ตามคำบอก จากตายาย                   อันตราย ถึงชีวิน สิ้นเหลียวแล             บริษัทยา ผู้ผลิต คิดอะไรอยู่                            กฎหมายรู้ ผลกระทบ ไม่แยแส        อนาคต สุขภาพไทย จะอ่อนแอ                           หากไม่แก้ ทำไม่รู้ อดสูใจ             ยาสามัญ ประจำบ้าน เรียกขานชื่อ                    แท้จริงคือ แค่โฆษณา ยาอยู่ไหน        มีทะเบียน ไม่ผลิต หรืออย่างไร                            ยาปลอดภัย ยาสามัญ เฝ้าฝันรอ

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 276 ไซบูทรามีน คืนชีพ

        ข่าวการเสียชีวิตของผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งที่จังหวัดอ่างทอง เมื่อกลางปี 2562 ผลชันสูตรพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผลการตรวจเลือดพบว่ามียา 4 ชนิด (ที่มีการผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างสรรพคุณลดน้ำหนักที่ผู้เสียชีวิตรับประทาน) ได้แก่ ฟูลออกซิทีน (Fluoxetine) บิซาโคดิล (bisacodyl) ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (hydrochlorothaiazide) และ ไซบูทรามีน (cybutramine) ยาทั้ง 4 ชนิด ออกฤทธิ์ร่วมและเสริมกันทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเสียชีวิต นำไปสู่การปราบปรามการแอบลักลอบปลอมปน “ไซบูทรามีน” ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญคืออำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพราะมีข้อมูลว่าเป็นต้นทางการลักลอบนำเข้าสารไซบูทรามีนจากประเทศเพื่อนบ้าน มีการตรวจค้นและพบวัตถุดิบสารไซบูทรามีนและการปลอมปนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณลดน้ำหนักจำนวนมากหลายยี่ห้อ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินคดีและแจ้งเตือนไปแล้ว         ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2566 เครือข่ายเฝ้าระวังในจังหวัดเชียงราย รายงานว่าพบการกลับมาจำหน่ายและพบการบริโภคผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ “Lishou” และ “Bashi”ในหลายพื้นที่ โดยผลิตภัณฑ์ที่พบใครั้งล่าสุดนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้เคยตรวจพบการปลอมปนสารไซบูทรามีน และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้เคยดำเนินคดีและแจ้งเตือนไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายธุรกิจการลักลอบผลิตยาลดความอ้วนไม่ได้หมดไป ยังคงคืนชีพดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การกลับมาระบาดครั้งนี้ยังพบว่ามีการโฆษณาขายในตลาดออนไลน์อย่างเปิดเผย        ขอเตือนภัยมายังผู้บริโภคให้สังเกตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กำลังรับประทานอยู่ว่าได้ขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ หรือแม้จะมีเลข อย. หากรับประทานไปแล้วน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วหรือผอมเร็ว ให้ระวังว่าอาจมีสารไซบูทรามีนปลอมปนควรหยุดรับประทาน แล้วให้ส่งผลิตภัณฑ์ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านตรวจสอบและดำเนินการต่อไปเพื่อความปลอดภัย         ไซบูทรามีนคืออะไร : ไซบูทรามีนคือสารเคมีที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) ที่ทำให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มเร็วและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย จึงมีการนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยนำมาลักลอบปลอมปนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างสรรพคุณลดน้ำหนัก แต่เนื่องจากสารนี้มีผลข้างเคียงต่อร่างกายทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับและท้องผูก ที่สำคัญมีรายงานผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิต ประเทศไทยจึงจัดไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และยกเลิกทะเบียนตำรับยาที่มีสารนี้ไปแล้วตั้งแต่ ปี 2553

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)