ฉบับที่ 247 แค้นรักสลับชะตา : คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต

  


        เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่ วิทยาศาสตร์ ได้สถาปนาขึ้นมาเป็นระบบคิดหลักของสังคมมนุษย์ วิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนฐานคิดที่เชื่อในเรื่องเหตุผล การพิสูจน์ความจริงเชิงประจักษ์ และความก้าวหน้าของการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเอื้อให้มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งปวง 
        ในโลกตะวันตก ยุคมืดแห่งการผูกขาดความรู้โดยคริสตจักรและความเชื่อเหนือธรรมชาติตามลัทธิเทวนิยมได้ถือครองโลกตะวันตกมานับหลายร้อยปี แต่ภายหลังที่เกิดการปฏิวัติทางความรู้ วิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้ออ้างว่า เหตุผลและความจริงเชิงประจักษ์เท่านั้นที่จะเป็นคำตอบไปสู่ความก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติในกาลสมัยใหม่ได้ ในขณะที่ศาสนาและความเชื่อพระเจ้าแบบดั้งเดิมได้ถูกผลักให้กลายเป็นเรื่องล้าหลังงมงาย พิสูจน์จับต้องไม่ได้ และค่อยๆ ถูกลดทอนอำนาจในการอธิบายโลกแห่งความรู้ของมนุษย์ลงไป
        ทว่า คำอธิบายข้างต้นนั้นดูจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนักสำหรับปรากฏการณ์ของการสลับร่างระหว่างตัวละคร เตชกับ ภศวรรษ ในละครโทรทัศน์เรื่อง แค้นรักสลับชะตา 
        เปิดฉากของเรื่องขึ้นมา ละครได้แนะนำให้รู้จักกับเตช ตัวละครหนุ่มหล่อไฮโซ ลูกชายหัวแก้หัวแหวนของ ธนภพและ ฐิติยา เจ้าของธุรกิจโลจิสติกส์ที่ร่ำรวย หลังจากเรียนจบวิศวกรรมการบินจากต่างประเทศ เตชก็มุ่งมั่นที่จะเป็นกัปตันเครื่องบิน และคาดหวังจะลงเอยใช้ชีวิตคู่กับ กุลนิษฐ์ คุณหมอนิติเวชสาว 
        ตัดสลับกับภาพของภศวรรษ ดาราชายหนุ่มหล่อ ผู้ที่ทั้งเจ้าชู้ กะล่อน เห็นแก่ตัว และรักใครไม่เป็น เพราะตั้งแต่เด็กนั้น เขาได้รับแต่ พลังด้านลบ จากการตั้งแง่รังเกียจของ สุนัย ผู้เป็นบิดา โดยที่ตนเองก็ไม่ทราบสาเหตุ จนเลือกชีวิตอีกด้านเป็นคนรับเดินยาเสพติดให้กับแก๊งมาเฟีย และแม้เขาจะคบหาอยู่กับแฟนนางแบบสาวอย่าง จินนี่ แต่ลึกๆ ภศวรรษก็ไม่เคยเชื่อว่า โลกนี้จะมีใครที่จริงใจและรักเขาจริงๆ 
        กับชายหนุ่มสองคนที่อยู่กันคนละโลกและคนละเงื่อนไขชีวิต แต่ก็เหมือนถูกสวรรค์เบื้องบนลิขิตให้ต้องโคจรมาพบกัน เพราะในคืนหนึ่งซึ่งเป็นวันพระจันทร์กลายเป็นสีแดง ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์กับมอเตอร์ไซค์ชนกัน ทำให้เตชกับภศวรรษเกิดการสลับร่าง โดยที่วิญญาณของพระเอกหนุ่มทั้งคู่ได้สลับไฟล์ไปอยู่ในร่างของอีกคนหนึ่ง 
        จากนั้น ปมขัดแย้งของเรื่องก็ผูกขมึงเกลียวยิ่งขึ้น เพราะไม่เพียงแค่ ร่างจะต้องสลับกัน แต่ ชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ต้องสลับปรับเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้น เตชผู้ที่ถูกพรากไฟล์ชีวิตไปทั้งหมด จึงพยายามหาทางกลับคืนร่างของเขา ในขณะที่ภศวรรษผู้ซึ่งได้ลิ้มรสชีวิตใหม่เป็นลูกเศรษฐีไฮโซ แถมมีคนรักเป็นหมอสาวแสนสวย ก็ไม่อยากจะย้อนกลับไปเดินทางบนชะตาชีวิตเส้นเดิม 
        แต่ในท่ามกลางความขัดแย้งของเส้นเรื่องที่ดำเนินไปนี้ ละครก็ค่อยๆ เฉลยให้เห็นว่า แท้จริงแล้วทั้งเตชและภศวรรษเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน โดยมีจุดเริ่มต้นของความสับสนในชะตาชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปรพลิกผันมาจากความรักความแค้นที่สืบเนื่องมาตั้งแต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเขาเอง 
        จุดชนวนเริ่มต้นมาจากความรักที่มีรอยแค้นสลักฝังอยู่ เพราะครั้งหนึ่งสุนัยกับฐิติยาเคยเป็นคนรักเก่ากันมา แต่ด้วยสถานะที่ยากจนกว่า ธนภพจึงใช้อำนาจเงินพรากฐิติยาไป จากความรักจึงเปลี่ยนเป็นความแค้น สุนัยก็ได้แต่รอวันที่จะกลับมาทำให้ธนภพต้องเจ็บปวดแบบที่ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกอีกฝ่ายกระทำมา 
        หลังเรียนจบและได้มาเป็นหมอทำกิฟต์ชื่อดัง ความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ผนวกกับแรงรักแรงแค้นที่ฝังแน่นเอาไว้ ทำให้หมอสุนัยผู้มีอหังการว่า ตนสามารถเป็นประหนึ่ง พระเจ้าผู้ให้กำเนิดสรรพชีวิตได้ รอคอยวันที่จะใช้ความรู้ของเขาล้างแค้นธนภพกับอดีตหญิงคนรักของตน 
        ดังนั้น เมื่อธนภพกับฐิติยามาขอคำปรึกษาเรื่องที่ทั้งคู่มีบุตรยาก สุนัยจึงตัดสินใจแก้แค้นด้วยการแอบทำกิฟต์เด็กทารกชายขึ้นมาสองคนพี่น้อง ซึ่งก็คือเตชกับภศวรรษ ที่คนแรกเป็นลูกชายของเขา กับอีกคนที่เป็นบุตรของธนภพ จากนั้นจึงสลับชาติกำเนิดของเด็กทั้งสองให้ไปอยู่ในครอบครัวของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ลูกของตนได้ไปใช้ชีวิตในครอบครัวเศรษฐีผู้มั่งคั่ง และตนก็เลี้ยงลูกชายของศัตรูหัวใจให้เผชิญอยู่แต่กับทุกขเวทนา 
        ในทางหนึ่ง เส้นเรื่องหลักของละครจะเน้นให้ผู้ชมได้ลุ้นและตื้นเต้นไปกับชะตาชีวิตที่พลิกผัน เพราะเตชก็ต้องมาเผชิญกับด้านมืดในชีวิตที่ภศวรรษก่อไว้ ในขณะที่ภศวรรษก็ได้เปลี่ยนสถานะสลับมาใช้ชีวิตอันอู้ฟู่หรูหรา จนไม่อยากจะสลับคืนกลับไปอยู่ในร่างเดิม ซึ่งนั่นก็คือการให้คำตอบแบบที่ตัวละครต่างก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า ชีวิตเราจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราจะอยู่ในร่างของใคร 
        แต่ในอีกทางหนึ่ง ละครเองก็ได้ชี้ชวนให้เราตั้งคำถามไปด้วยว่า ปรากฏการณ์แบบคืนวันพระจันทร์แดงที่ดูเหนือจริง และทำให้ชายหนุ่มสองคนสลับชะตาชีวิตกันได้เยี่ยงนี้ ก็ช่างท้าทายคำอธิบายของวิทยาศาสตร์ที่ธำรงพลานุภาพในโลกแห่งความรู้ของสังคมสมัยใหม่ 
        ในขณะที่เตชผู้เติบโตมากับโลกความจริงและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เพราะเขาเป็นทั้งวิศวกรการบินและมีหมอนิติเวชสาวเป็นแฟน ส่วนภศวรรษก็มีชีวิตอยู่กับโลกสมมติและอารมณ์ความรู้สึก ที่เขาเป็นดารานักแสดง แถมมีแฟนสาวเป็นนางแบบที่มีชื่อเสียง เมื่อได้สลับร่างกัน ทั้งคู่ก็พบว่า ความจริงและเหตุผลหาใช่จะอยู่เหนือกว่าสิ่งสมมติและอารมณ์ แต่ทว่าพรมแดนของทั้งสองโลกนี้อาจมีเพียงเส้นกั้นบางๆ ที่พร้อมจะผนวกข้ามไขว้ไปมาได้เช่นกัน 
        และพร้อมๆ กันนี้ ในขณะที่ละครได้เผยในท้ายเรื่องว่า เศรษฐีผู้มั่งคั่งอย่างธนภพก็มีเบื้องหลังเป็นผู้บงการใหญ่ของธุรกิจค้ายาเสพติด ตัวของหมอสุนัยเองที่เชื่อมั่นในความรู้แบบวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็ได้เรียนรู้ด้วยว่า ชะตาชีวิตของคนเราไม่อาจกำกับให้อยู่ใต้อาณัติของมนุษย์ไปได้เลย เพราะแม้วิทยาการการแพทย์จะให้ปฏิสนธิตัวอ่อนชีวิตของมนุษย์ขึ้นมาได้ก็ตาม แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งคืนวันพระจันทร์แดงก็พร้อมที่จะทำให้ชะตาชีวิตของคนเราผันไปตามที่เบื้องบนกำหนดเอาไว้แล้ว 
        ภาษิตจีนโบราณเคยกล่าวเอาไวว่า คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต คำกล่าวนี้ก็อาจใช้เตือนผู้คนในโลกสมัยใหม่ได้ว่า แม้วิทยาการความรู้จะทำให้มนุษย์คิดคำนวณและมีอหังการอยู่เหนือธรรมชาติขึ้นได้ก็จริง แต่ลิขิตแห่งสรวงสวรรค์ก็ยังคงมีอำนาจเหนือเงื้อมมือเล็กๆ ของคนเราอยู่วันยังค่ำ 
        และในฉากจบของเรื่อง ชายหนุ่มสองคนได้ตัดสินใจไม่สลับร่างกลับคืน ก็เพราะ ทุกอย่างมันถูกที่ถูกทางของมันไปแล้ว แต่ที่สำคัญ คำกล่าวของ ลุงชาติบ่าวรับใช้ของหมอสุนัยที่ผ่านชีวิตมานานช่างถูกต้องยิ่งนักว่า ทุกอย่างได้ถูกกำหนดมาแล้ว ไม่มีใครฝืนโชคชะตาได้คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่สุดท้ายทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นจริง

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค วิทยาศาสตร์ อุบัติเหตุ รถยนต์

ฉบับที่ 260 คือเธอ : เพราะผู้ชายดีๆ นั้นมีแค่ในนิยาย

            คุณผู้อ่านหลายคนน่าจะเคยได้ยินบทเพลงฮิตติดปากผลงานของศิลปิน โจอี้บอย ที่เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วยประโยคเชิงตัดพ้อว่า “ทุกๆ ครั้งที่เปิดดูละคร มีบางตอนที่ฉันเองไม่อาจมี ในละครมีผู้ชายดี๊ดี คงเป็นใครคนที่เธอนั้นใฝ่ฝัน…เพราะผู้ชายดีๆ นั้นมีแค่ในนิยาย…”         และยิ่งหากเป็นละครโทรทัศน์แนวรักโรแมนติกด้วยแล้ว “ผู้ชายดี๊ดี” ที่เป็นภาพแบบ “ผู้ชายในฝัน” หรือ “ผู้ชายในอุดมคติ” ก็มักจะถูกผูกสร้างเอาไว้ในสถานะเป็น “พระเอก” ตามขนบแห่งจินตนิยายหน้าจอโทรทัศน์กันเลยทีเดียว         แต่จะเป็นอย่างไรถ้า “ผู้ชายดี๊ดี” เกิดกลายสภาพเป็น “ผู้ชายร้ายกาจ” ที่ไม่ใช่พ่อโรมิโอผู้อบอุ่นแสนดีของแม่นางจูเลียตในจินตคดีแนวโรมานซ์ และที่สำคัญ การทลายขนบของ “พระเอกในฝัน” แบบนี้ จะเกิดขึ้นและเป็นไปด้วยเหตุปัจจัยอันใด เพื่อให้ได้คำตอบต่อความข้อนี้ เราคงต้องมาเพ่งพินิจค้นหากันจากละครโทรทัศน์แนวโรแมนติกดรามาเรื่อง “คือเธอ”         ละครเล่าเรื่องราวชีวิตของ “สายขิม” ลูกสาวคนเดียวของ “ทรงศีล” มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการโรงแรมใหญ่ และยังรั้งตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะมีบิดาเป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมืองเช่นนี้ ทำให้สายขิมถูกเลี้ยงดูมาไม่ต่างไปจาก “นกน้อยในกรงทอง” และแบกความรักความคาดหวังจากทรงศีลเอาไว้หนักอึ้งเต็มสองบ่าของผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ         เปิดเรื่องขึ้นมาด้วยเสียงห้วงคำนึงของตัวละครเอกในเรื่องที่พูดบรรยายว่า “มีคนบอกว่า สักวันหนึ่งเราจะเจอคนที่ใช่ในวันที่ใช่…ที่สำคัญ เราไม่รู้หรอกว่า เขาจะคือคนที่ใช่ตลอดไปหรือไม่” เสียงก้องในห้วงความคิดเยี่ยงนี้ก็เหมือนกับประโยคที่ฝรั่งตั้งคำถามอยู่เสมอๆ ว่า “Do you believe in destiny?” หรือ “คุณเชื่อในชะตาฟ้ากำหนดหรือไม่” และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำพาผู้ชมเดินเข้าสู่บรรยากาศรักโรมานซ์ของตัวละครในตอนถัดมา        จากนั้น ปมของเรื่องละครก็เปิดฉากขึ้นด้วยภาพของสายขิมที่แอบบินกลับจากอังกฤษโดยไม่บอกทรงศีลผู้เป็นบิดา เพราะเธออยากลองแลกเปลี่ยนการใช้ชีวิตกับ “ลิตา” เพื่อนสาวคนสนิทที่บินไปใช้ชีวิตที่คอนโดสุดหรูกลางมหานครลอนดอน แทนที่นางเอกคุณหนูไฮโซที่จะสลับมาใช้ช่วงเวลาสั้นๆ พำนักอาศัยในห้องพักเล็กๆ แบบที่เธอไม่เคยอยู่มาก่อน         เมื่อได้สลับมาใช้ชีวิตที่สถานะทางเศรษฐกิจสังคมต่างไปจากเดิม เส้นขอบฟ้าในชีวิตของสายขิมได้ขยายกว้างไปกว่าคฤหาสน์หลังใหญ่ และที่สำคัญ การมีโอกาสไปสัมผัสโลกกว้างครั้งนี้ทำให้เธอได้รู้จักกับ “ก้าวกล้า” เจ้าของอู่รถฐานะยากจน จนทั้งคู่เมาสุราและพลั้งเผลอมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง อันเป็นจุดเริ่มต้นให้ชีวิตของนางเอกสาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง         และเมื่อความทราบถึงทรงศีลผู้เป็นบิดา เขาก็เป็นเดือดเป็นแค้นก้าวกล้าที่ “จนแล้วไม่เจียม” จึงออกอุบายให้ “สรรเสริญ” ที่ปรึกษาคนสนิทไปแจ้งความตำรวจจับก้าวกล้าในข้อหาเรียกค่าไถ่ พร้อมๆ กับจัดการให้สายขิมแยกห่างจากก้าวกล้าไปอยู่บ้านพักที่ภูเก็ต โดยมี “แทนไท” ชายหนุ่มคู่หมั้นหมายตามไปดูแลเธอ         เพราะบิดาเข้ามาขัดขวางความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวกับสายขิมเช่นนี้ การเผชิญหน้าระหว่างก้าวกล้ากับทรงศีลก็ทวีความเข้มข้นขึ้น คำถามที่พระเอกหนุ่มกล่าวต่อมหาเศรษฐีผู้เป็นพ่อของหญิงคนรักว่า “ระหว่างกรงทองกับขอบฟ้า คิดว่าลูกสาวของท่านจะเลือกอะไร” จึงไม่ต่างจากการประกาศสงครามกันระหว่างผู้ชายสองคน โดยมี “นกน้อย” อย่างสายขิมต้องมายืนอยู่ตรงกลางสมรภูมิดังกล่าว         แต่เพราะ “นกน้อย” เองได้เคยลิ้มรสอิสรภาพ “ติดปีก” โบยบินไปยัง “ขอบฟ้า” มาแล้วหนึ่งครา จึงไม่น่าแปลกที่ชีวิตผู้หญิงในวังวนแห่งอำนาจซึ่งมีเสียงเพลงก้องในใจว่า “คนอย่างฉันถูกโยนทิ้งขว้าง…” เลือกตัดสินใจหนีตามก้าวกล้าไปใช้ชีวิตใหม่อยู่ในบ้านไร่ เพราะพบว่า “…กลับมีเธอรับเข้ามาใส่ใจดูแล”         และการมาใช้ชีวิตอยู่นอกอาณัติแห่งอำนาจของบิดาครั้งนี้ ไม่เพียงจะทำให้ความสัมพันธ์ของสายขิมกับก้าวกล้าพัฒนาขึ้นเท่านั้น แต่ในเวลาต่อมา ทั้งคู่ก็ตัดสินใจผูกข้อมือแต่งงาน โดยที่ก้าวกล้าได้สัญญากับเธอว่า จะเป็นทั้งสามีและพ่อที่ดีของลูกที่กำลังจะเกิดมา และต่างวาดฝันที่จะสร้างครอบครัวร่วมกัน ดังภาพสะท้อนของฉากที่ทั้งสองคนได้ช่วยกันย่ำดินอย่างยิ้มแย้มมีความสุข เพื่อก่อรูปก่อร่างปั้นดินเหนียวขึ้นมาเป็นบ้านหลังเล็กๆ        แต่เพราะอำนาจเป็นระบอบซึ่งกระจายตัวถ้วนทั่วทุกหัวระแหง ยิ่งเราพยายามสลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากวงจรแห่งอำนาจมากเท่าไร อำนาจก็จะยิ่งหน่วงรั้งปัจเจกบุคคลให้กลับคืนสู่วังวนดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา เฉกเช่นที่ทรงศีลยังคงใช้อำนาจพรากความรักของบุตรสาว โดยวางแผนใส่ความก้าวกล้าจนติดคุก สร้างเรื่องราวโกหกจนเขาตรอมใจหวังฆ่าตัวตาย และทำให้เขาเข้าใจผิดว่าสายขิมสะบั้นรักทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย         เจ็ดปีผ่านไปก้าวกล้าได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในชื่อของ “คาร์ล รามาน” ทายาทผู้สืบทอดธุรกิจของเศรษฐีนีใหญ่อย่าง “เอเชีย รามาน” ผู้ที่ช่วยให้เขาเป็นอิสระจากคุก แลกกับการที่เขาต้องสูญเสียไตข้างหนึ่งให้กับลูกชายของเอเชียที่กำลังนอนป่วยหนักอยู่บนเตียงเพราะการกลับมาครั้งนี้เกิดจากความเข้าใจผิดต่อตัวสายขิม ก้าวกล้าผู้ที่เคยอบอุ่นตามแบบฉบับ “เจ้าชายในฝัน” ที่พบในนิยายโรมานซ์ทั่วไป จึงได้กลายร่างเป็น “เจ้าชายอสูร” ที่เจ้าคิดเจ้าแค้น ใช้อำนาจเงินของเขาทำลายธุรกิจโรงแรมของทรงศีลในทุกทาง และทำร้ายสายขิมต่อทั้งกาย วาจา และจิตใจของเธอ         แม้ครั้งหนึ่งชายหนุ่มจะเคยเชื่อมั่นในพลังแห่งปัจเจกที่จะ “โบยบิน” ไปสู่เสรีภาพ แต่เมื่อเขาต้องมาอยู่ใน “ร่างทรง” ของอำนาจเองแล้ว ถึงจะเคยเกลียดปีศาจมาก่อน แต่ก้าวกล้าคนเดิมก็พร้อมจะสมาทานตนต่อความเป็นปีศาจเสียเอง         ภายใต้ระบอบอำนาจแบบพ่อเป็นใหญ่นี่เอง ตัวละครจึงดำรงอยู่บนความเจ็บปวดกันอย่างถ้วนหน้า ไม่เพียงแต่เสรีภาพของสายขิมที่มีอยู่น้อยนิดใน “กรงทอง” หรือก้าวกล้าที่ตกเป็นเหยื่อของอำนาจจนกลายเป็น “เจ้าชายอสูร” ไปแล้ว แม้แต่ตัวของทรงศีลที่ระบอบอำนาจนิยมก็ได้บังตาจนมองไม่เห็นว่า เขาเองก็ถูกน้องสะใภ้หลอกล่อปั่นหัวให้เกลียดอดีตภรรยา และลามมาถึงกักขังบุตรสาวที่รักเอาไว้ใน “กรงทอง”        แม้มาถึงฉากจบตามขนบของละครโรมานซ์ ผู้ชมเองก็อาจจะเดาได้ไม่ยากว่า การปลดปล่อยตัวละครจากอำนาจจะช่วยสลายความขัดแย้งทั้งหลายไปได้ แต่ที่น่าสนใจก็คือ คำถามที่เคยมีต่อตัว “นกน้อย” ในขอบขัณฑ์ของอำนาจว่า “ระหว่างกรงทองกับขอบฟ้า เราจะเลือกอะไร” เผลอๆ ก็อาจจะเป็นคำถามเดียวกันกับที่ “เจ้าชายอสูร” ตัวแทนร่างทรงใหม่ของอำนาจ ต้องไขข้อข้องใจนี้ให้กับตนเองด้วยว่าเขาจะเลือกคำตอบข้อใด

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 259 ใต้หล้า : กว่าฝนจะตกทั่วฟ้า

        สังคมไทยมีรากเหง้าที่ผูกพันกับธรรมชาติและวิถีเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน โดยริ้วรอยที่เห็นในความเปรียบสำนวนและพังเพยต่างๆ บ่งบอกความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน         และในขณะที่ผู้เขียนยกร่างต้นฉบับบทวิจารณ์ละครอยู่ ณ ขณะนี้ ก็เป็นช่วงจังหวะที่ฟ้ากำลังฉ่ำฝน เพราะเมืองไทยก้าวย่างเข้าสู่วสันตฤดูกันอีกคราหนึ่ง เลยทำให้ขบคิดตระหนักได้ว่า คำพังเพยของไทยที่อุปมาอุปไมยด้วยเรื่องราวของฟ้าฝนที่ชุ่มฉ่ำชุ่มชื้นแบบนี้ ก็ดูจะมีอยู่ไม่น้อย         ความเปรียบว่า “ฝนสั่งฟ้า ปลาสั่งหนอง” ที่หมายถึงการกระทำอันใดเพื่อฝากฝังไว้ก่อนลาจากไป หรือพังเพยที่ว่า “ฝนตกอย่าเชื่อดาว” อันกล่าวเตือนสติว่าไม่ควรวางใจใครจนมากเกินไป หรือแม้แต่สำนวนเชิงประชดประชันอย่าง “ฝนตกขี้หมูไหล” ซึ่งหมายถึงคนที่พลอยทำตัวเหลวไหลไม่ดีไปด้วยกัน ต่างก็สะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่คนไทยผูกพันวิถีชีวิตในช่วงหน้าฝน จนกลายมาเป็นระบบภาษาสำนวนอยู่ในชีวิตประจำวัน         เมื่อผู้เขียนนั่งดูละครโทรทัศน์แนวดราม่าเข้มข้นเรื่อง “ใต้หล้า” อยู่นั้น สำนวนเปรียบเปรยว่า “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ก็ผุดขึ้นมาอยู่ในห้วงความคิด ความหมายจริงๆ ของสำนวนนี้แสดงนัยถึงการให้หรือจ่ายแจกสิ่งใดๆ โดยไม่ทั่วถึง หรือจะว่าไปแล้ว ก็เป็นการที่คนโบราณตั้งคำถามว่า การกระจายอำนาจ ทรัพยากร และผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม ตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่อง “ความยุติธรรม” กันบ้างไหม         หากคำถามเรื่องความยุติธรรมเป็นประหนึ่งการตั้งโจทย์ว่า ตกลงแล้วฝนตกลงมาถ้วนทั่วท้องฟ้าจริงๆ หรือ ชีวิตของตัวละครที่พื้นเพเป็นคนชั้นกลางทั่วไปแต่ฐานะขัดสนอย่าง “ใต้หล้า” ผู้ต้องเผชิญมรสุมแห่งความอยุติธรรมมากมาย ก็คือการพิสูจน์คำตอบว่า ถึงที่สุดแล้ว สองมือแห่งปัจเจกบุคคลจะสามารถทำให้ฝนจากฟ้าหล่นลงมาทั่วถ้วนผืนแผ่นหล้าได้หรือไม่         ชีวิตที่ดำเนินไปของตัวละครใต้หล้าดูจะไม่มีปัญหาใดๆ จนกระทั่งเขาได้โคจรมาเจอกับ “หิรัญ” ลูกชายของ “เปี่ยมยศ” นักธุรกิจรายใหญ่แห่งตระกูล “เถากุหลาบ” และอาจจะด้วยเป็นลูกมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ แต่ขาดความรักจากบิดา และถูกเลี้ยงตามใจให้เสียคนจาก “อุษา” ผู้เป็นมารดา หิรัญผู้เกิดมาบนกองเงินกองทองจึงเชื่อว่า “เงินเนรมิตความสุขทุกอย่างในชีวิตได้”         จนกระทั่งวันหนึ่ง หิรัญเมาสุราและได้ขับรถสปอร์ตคันงามซิ่งออกไปชนกับรถยนต์ที่พ่อแม่ของใต้หล้าขับมา ทำให้ทั้งคู่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และเพราะ “คนรวยทำอะไรก็ไม่ผิด” แม้จะ “เมาแล้วขับ” จนมีคนตาย และใต้หล้าเองก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อทวงความถูกต้องยุติธรรมให้กับบุพการี แต่กระนั้น กฎหมายก็ไม่อาจทำอะไรกับทายาทมหาเศรษฐ๊ ผู้ที่ประกาศเสียงก้องอยู่ในสองโสตสัมผัสของพระเอกหนุ่มว่า “มึงทำอะไรกูไม่ได้ เพราะอะไร…เพราะกูคือเถากุหลาบ”         เมื่อสายธารชีวิตของชายหนุ่มสองคนได้ไหลมาบรรจบพบกัน โดยมีความยุติธรรมเป็นแกนกลางของเส้นเรื่อง สงครามความขัดแย้งระหว่างชนชั้นจึงระเบิดขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยงได้ ทั้งนี้ สำหรับชนชั้นรากหญ้าที่สังคมมักรับรู้กันว่า “คนจนแค่หายใจก็ผิดแล้ว” นั้น ในสงครามยกแรก ฐานานุภาพทางการเงินของเถากุหลาบก็ทำให้เปี่ยมยศมั่นใจที่จะพูดกับหิรัญว่า “ไอ้เด็กนั่นมันไม่มีอะไรเลย เราไม่ได้เกิดมาเพื่อแพ้”         ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ละครได้ฉายภาพจำลองวิถีปฏิบัติของคนรวยที่ใช้เงินซื้อตัว “สันติ” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ “ไม่มีอะไรเลยนอกจากหนี้ติดตัว” ให้มาสมอ้างเป็น “แพะรับบาป” ติดคุกแทนหิรัญ ตามด้วยการป้องปรามและเอาคืนใต้หล้าโดยตัดอนาคตของ “ฟ้ารุ่ง” พี่สาวของเขา ทั้งล่อลวงทางเพศและกระทำกับเธอประหนึ่งวัตถุสิ่งของด้วยการติดป้ายประจานกลางหลังว่า “ขายถูก” โพสต์เป็นคลิปลงในสื่อโซเชียล         ฉากจบในสงครามยกแรกจึงลงเอยที่ใต้หล้าได้ลุแก่โทสะท้าดวลและพลั้งไปตัดนิ้วมือข้างขวาของหิรัญขาด จนทำให้พระเอกหนุ่มติดคุกเป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” เซ่นสังเวยให้กับความยุติธรรมที่เขาต้องการทวงถาม         เพราะ “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” สองปีผ่านไป ผู้ต้องขังชั้นดีอย่างใต้หล้าก็พ้นโทษ และพร้อมจะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมกันอีกคำรบหนึ่ง แม้ใครต่อใครรวมทั้ง “อาม่า” จะพยายามเตือนสติเขาว่า “คิดเสียว่าเป็นเวรเป็นกรรม มันเกิดไปแล้ว ให้เราพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า” แต่นั่นก็มิอาจหน่วงรั้งจิตสำนึกพระเอกหนุ่มผู้ต้องการต่อสู้เพื่อผ่าตัดเปลี่ยนแปลงระบบอันไร้ซึ่งความยุติธรรมไปได้เลย         เมื่อสงครามยกใหม่ระหว่างตัวละครได้เริ่มขึ้น ใต้หล้าผู้ที่บัดนี้มีอิสรภาพและปรารถนาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดังนั้น ด้วยความช่วยเหลือของ “หยาง” นายทุนจีนรายใหญ่ผู้รักในคุณธรรมความดี ไม่นานนักเขาก็ค่อยๆ มีเงินทุนและมีฐานะเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมบ่งชี้ข้อพิสูจน์กับใต้หล้าว่า สำหรับคนที่เคยติดคุก หากมีคุณธรรมและความพากเพียร ก็สามารถลุกขึ้นใหม่ได้ทุกคน         แต่เพราะสมรภูมิความขัดแย้งของชนชั้นเองก็มิเคยเจือจางลางเลือนหายไป เมื่อเถากุหลาบเล็งเห็นว่า ธุรกิจของใต้หล้าที่เติบโตและมีกลุ่มทุนจีนหนุนหลัง เริ่มเขยิบมา “เหยียบปลายจมูก” กันแล้ว ภาพของกลุ่มทุนรายใหญ่ที่จับจ้องเอาเปรียบกลุ่มคนอื่นๆ เฉกเช่นใต้หล้า จึงวนเวียนกลับมาให้เห็นกันอีกครั้งหนึ่ง         ไม่ว่าจะเป็นความพยายามซื้อตัวฟ้ารุ่งมาเป็นพวก การลอบวางเพลิงเผาโกดังสินค้าของพระเอกหนุ่ม การที่หิรัญส่งนิ้วมือที่ถูกตัดของเขาไปข่มขู่คุกคามอาม่าผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ รวมไปถึงการที่เปี่ยมยศใช้เงินเพื่อร้อย “อากาศ” ผู้หญิงคนรักของใต้หล้าเอาไว้หลอกใช้งาน ด้วยเหตุผลที่ลูกสาวนอกสมรสคนนี้จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อรักษามารดาที่ลมหายใจรวยรินอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเถากุหลาบนั่นเอง         จากนั้น สงครามแห่งชนชั้นก็ได้ดำเนินมาใกล้ฉากจบ พร้อมๆ กับใต้หล้าและฟ้ารุ่งที่บอกกันและกันว่า นี่ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่น้องสองคนจะ “set zero” เริ่มต้นใหม่ เพื่อทำให้เถากุหลาบรู้ซึ้งว่า “ความยุติธรรมมีอยู่จริง” ไม่ต่างจากหยาดฝนที่ปัจเจกบุคคลต้องลงมือทำให้ตกมาจากฟากฟ้าด้วยตนเอง         จนในท้ายที่สุดของเรื่อง เราจึงได้เห็นบทสรุปที่เป็นภาพของคนผิดอย่างหิรัญถอดนิ้วปลอมออกจากมือขวา และเดินเข้าคุกเพื่อชดใช้กรรม รวมไปถึงฉากที่ “แพะ” อย่างสันติตัดสินใจขับรถพุ่งชนเปี่ยมยศจนเขาพิการตลอดชีวิต แม้ภาพจะดูรุนแรง แต่ก็บอกเป็นนัยได้ว่า ถ้าความยุติธรรมในระบบกฎหมายใช้การไม่ได้กับคนบางคน หรือถ้าหาก “คุกไม่ได้มีไว้ขังคนรวย” แต่เตียงโรงพยาบาลก็อาจจะเป็นคุกที่ใช้ขังคนกลุ่มนี้ได้แทน         จากคำถามที่ว่า ฝนจะตกทั่วฟ้า หรือความยุติธรรมมีจริงได้บ้างไหม คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การรอคอยให้เม็ดฝนนั้นตกมาเอง แต่อยู่ที่ปัจเจกบุคคลมากกว่าว่า จะลงมือสร้างความยุติธรรมให้ปรากฏเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ เฉกเช่นที่ใต้หล้าได้ชี้ไปที่ภูเขาลูกไกลโพ้น และกล่าวกับอากาศผู้เป็นหญิงคนรักว่า “แม้ความยุติธรรมจะใหญ่เหมือนภูเขาลูกโน้น แต่หล้าก็อยากจะลองขยับดู”

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 258 มามี้ที่รัก : หลบหน่อย…แม่(ผู้มีฝัน)จะเดิน

                มนุษย์ทุกคนมี “ความฝัน” เพราะความฝันทำให้ชีวิตของคนเรามีคุณค่าและความหมาย และที่สำคัญ ความฝันถือเป็นเอกสิทธิ์โดยชอบธรรมที่ปัจเจกบุคคลพึงมี พึงเลือก และพึงรักษาไว้ เพื่อให้คุณค่ากับความหมายแห่งชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้นั่นเอง         ถ้าหากความฝันมีความสำคัญเฉกเช่นนี้ สำหรับผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่” แล้ว พวกเธอจะวางตำแหน่งแห่งที่ของความฝันในชีวิตกันอย่างไร         “มามี้ที่รัก” ละครโทรทัศน์แนวคอมเมดี้เจือดรามา เป็นเรื่องเล่าที่ไม่เพียงผูกโยงเรื่องราวของบรรดาคุณแม่ๆ ที่มารวมตัวเป็นแก๊งก๊วนดูแลคุณลูกๆ วัยอนุบาลกันเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อหาสารที่ตั้งคำถามต่อโลกแห่งความฝันของผู้หญิง พลันเมื่อพวกเธอต้องเข้ามาสวมบทบาทของความเป็นแม่ควบคู่กันไป         เมื่อก้าวลงสู่สนามของความเป็นแม่นั้น บทบาทแรกที่สังคมมอบหมายให้กับผู้หญิงก็คือ ต้องยึดลูกเป็นสรณะ ทั้งนี้ นอกจากให้กำเนิดแล้ว พวกเธอยังต้องรับภาระหน้าที่เลี้ยงดูลูก และพึงต้องเสียสละเพื่อลูกก่อนที่จะนึกถึงความสุขของตนเอง ด้วยเหตุฉะนี้ ภายใต้ข้อกำกับของสังคมดังกล่าว จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของตัวละครผู้หญิงสามคนคือ “พริมา” “สรินตา” และ “กันนรี” ว่า ความฝันที่พวกเธอปรารถนาจะมี จักต้องปะทะต่อรองกับบทบัญญัติที่สังคมกำหนดให้กับแม่ๆ มามี้กันเช่นไร         ฉากเริ่มต้นของละครอาจดูไม่แตกต่างจากภาพที่เราคุ้นๆ กันว่า บรรดาคุณแม่ก็มักแข่งขันกันเพื่อให้ลูกของเธอ “เจ๋งที่สุด” หรือโดดเด่นเหนือลูกของคนอื่น เพราะฉะนั้น เมื่อลูกๆ ของคุณแม่ทั้งสามได้มาเรียนใน “โรงเรียนอนุบาลดีเลิศ” ห้อง 3/1 เหมือนกัน การช่วงชิงให้ลูกของตนได้รับบทเด่นเป็น “หนูน้อยหมวกแดง” ในละครเวทีปิดภาคเรียน จึงเป็นประหนึ่งสมรภูมิย่อยๆ ที่ปะทุขึ้นเป็นปกติในชีวิตของผู้หญิงสามคนนี้         มูลเหตุพลิกผันที่ทำให้คุณสามมามี้ต้องแท็กทีมจับมือกัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อโรงเรียนอนุบาลได้จัดกิจกรรมแรลลี่ “ปลูกรัก” เพื่อ “คืนความสุข” สมัครสมานสามัคคีในหมู่ผู้ปกครอง แต่ให้บังเอิญว่า คุณแม่ทั้งสามกลับต้องไปเป็นพยานในเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว จนถูกฆาตกรลึกลับคุกคามเอาชีวิต         ชะตาชีวิตที่ต้องเผชิญกับฆาตกรที่ตามไล่ล่า ได้นำไปสู่ชะตากรรมร่วมที่ผู้หญิงสามคนได้เรียนรู้เหตุและผลในการละทิ้งความฝันของผู้หญิงที่ต้องมาสวมบทบาทของแม่ผู้ที่ “เปลก็ต้องไกว ดาบก็ต้องแกว่ง”        สำหรับมามี้คนแรกคือพริมา หรือ “พริม” นั้น เธอเป็นเน็ตไอดอลสาวสวยและยูทูเบอร์เจ้าของรายการ “Healthy Kids” หากมองย้อนกลับไปในอดีต พริมเคยเป็นพริตตี้ที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง จนกระทั่งเธอตั้งท้องกับ “ภาณุ” ชายหนุ่มผู้รักการขี่รถบิ๊กไบค์ท่องเที่ยว และยังไม่พร้อมจะสร้างครอบครัวกับใคร เส้นทางชีวิตของพริมก็เลยต้องแปรเปลี่ยนไปจากเดิม         ดังนั้น เพื่อให้แฟนหนุ่มได้ทำตามความฝันเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั่วโลก พริมจึงตัดสินใจผันตัวมาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวให้กับ “เอวา” ลูกสาววัยห้าขวบแต่เพียงลำพัง แม้ลึกๆ แล้ว พริมผู้ “ยากไร้ความฝัน” จะบอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องการมากกว่านั้น ฉันต้องการให้คุณอยู่ด้วย”         ส่วนมามี้คนถัดมาคือสรินตา หรือ “หลิน” แม่บ้านปากร้ายใจดี ประธานชมรมผู้ปกครองของโรงเรียน ในอดีตหลินมาจากครอบครัวฐานะยากจน และเคยเป็นนักร้องกลางคืนมาก่อน จนเมื่อมี “จีโน่” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน หลินก็ละทิ้งทุกอย่าง รวมทั้งอาชีพนักร้องที่เธอรัก เพียงเพื่อมาเป็น “ช้างเท้าหลัง” สนับสนุนหน้าที่การงานของสามี “ปรเมศวร์” ผู้เป็นนักการเมืองอนาคตไกล         แต่ทว่าสิ่งที่หลินต้องอดทนอดกลั้นมาตลอดนั้น ไม่เพียงเธอต้องอยู่ในโอวาทของสามีเจ้าระเบียบ หรือถูกตั้งแง่รังเกียจกำพืดความจนจาก “คุณหญิงปรางทิพย์” แม่สามีที่เจ้ายศเจ้าอย่างแล้ว ยังรวมถึงการที่ครอบครัวของเขาก็ไม่เคยให้เกียรติ และไม่เคยนับว่าเธอเป็น “คนในครอบครัว” เลย         และสำหรับมามี้คนสุดท้ายก็คือกันนรี หรือ “กัน” คุณแม่สาวใหญ่เวิร์คกิ้งวูแมนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ลึกลงไปในใจแล้ว เธอก็ปรารถนาจะมีครอบครัวที่ “สมบูรณ์” แบบพ่อแม่ลูกตามความคาดหวังของสังคม กันจึงตกลงใจผสมเทียมเด็กหลอดแก้วกับ “ชนะชล” ชายหนุ่มเรือนร่างซิกซ์แพ็ก เจ้าของธุรกิจขนย้ายบ้านและออฟฟิศ “เลิฟลี่โฮม”         แต่หลังจากมีลูกสาวแสนน่ารักอย่าง “ข้าวหอม” ชีวิตครอบครัวของกันที่น่าจะ “สมบูรณ์” ตามแบบอุดมคติทางสังคมกลับถึงคราวล่มสลาย เพราะเธอจับได้ว่า สามีแฟมิลี่แมนเป็นเกย์ และมีชายหนุ่มคนรักอย่าง “วิชญ์” ที่ข้าวหอมเองก็เรียกเขาว่า “คุณแด๊ด” จนเธอต้องการขอหย่าและแยกทางกับสามี         กับผู้หญิงสามคนที่ต่างละทิ้งและต่อรองความฝันกับเหตุผลอันหลากหลายของสังคม เมื่อได้มาร่วมชะตากรรมเดียวกัน โดยมีศพและการฆาตกรรมเป็นศูนย์กลางของเรื่อง มิตรภาพแห่ง “เพื่อนหญิงพลังหญิง” จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยต่อลมหายใจในการมีชีวิตอยู่ของพวกเธอ เฉกเช่นที่หลินได้ปรารภกับเพื่อนคุณแม่ด้วยกันว่า “ชีวิตครอบครัวของเรามันห่วยแตก แม่ๆ อย่างเราเลยต้องมาปรับทุกข์กันเอง”         เพราะแม่ย่อมเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยกัน แม้ไม่อาจทำตามความฝันของตนไปได้ แต่บรรดาแม่ๆ ก็แอบ “ฉกฉวยจังหวะ” เพื่อจะสร้างบางพื้นที่บางเวลาซึ่งปลอดจากภาระแห่งลูก สามี และครอบครัว ฉากที่พวกเธอแอบจัดปาร์ตี้ชนิดเมากันเละที่บ้านของหลิน พร้อมประสานเสียงออกมาว่า “ใครบอกว่าแต่งงานแล้วชีวิตจะสมบูรณ์…ไม่จริง!!!” ก็ชวนตั้งคำถามอยู่ในทีว่า ลูกและสามีเป็นความสุขสุดท้ายของมามี้กลุ่มนี้จริงๆ ล่ะหรือ?         แต่ที่น่าสนใจก็คือ แม้ชีวิตครอบครัวอาจไม่ใช่คำตอบเพียงหนึ่งเดียวของบรรดาแม่ๆ แต่พลันที่เธอได้เลือกเป็นแม่ของลูกแล้ว ปณิธานร่วมของตัวละครหญิงสามคนก็ยังคงยืนยันว่า “คนเป็นแม่อย่างเราจะมีอะไรสำคัญไปกว่าลูกล่ะ” และ “เรื่องลูกต้องมาก่อนความฝันของเราเอง”         เมื่อมาถึงช่วงท้ายเรื่องที่เฉลยว่า “เชฟพีระ” ที่ดูเป็นสุภาพบุรุษในฝัน แต่แท้จริงแล้วเป็นฆาตกรที่ตามไล่ล่ามามี้ทั้งสาม และยังจับลูกๆ ของเธอเป็นตัวประกัน เราจึงได้เห็นภาพของ “มามี้ที่รัก” สวมบทบาท “นางฟ้าชาร์ลี” พร้อมอาวุธครบมือไปต่อสู้กับคนร้าย อันสะท้อนนัยพลังของแม่ซึ่งทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดเสียอีก         จะว่าไปแล้ว แม้จุดเริ่มต้นของละครอาจมาจากการฆาตกรรมที่สะท้อนความรุนแรงเชิงกายภาพซึ่งสังคมกระทำต่อร่างกายของเหยื่อผู้หญิงก็ตาม แต่เหนือไปกว่านั้น การที่สังคมได้พรากความฝันไปจากแก๊งมามี้ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อผู้หญิงที่ให้กำเนิดสรรพชีวิตมนุษย์ด้วยเช่นกัน         ภาพฉากจบที่ลูกและสามีมาเชียร์คุณแม่เข้าประกวดร้องเพลงและตะโกนว่า “คุณแม่…สู้!!!” ไปจนถึงภาพของบรรดาลูกๆ ที่พากันเปล่งเสียงให้กับทั้งสามมามี้ว่า “พวกเรารักมามี้นะคะ/นะครับ” ก็น่าจะทำให้เราย้อนคิดได้ว่า ความฝันไม่ใช่แค่เรื่องของลูกๆ และสามีเท่านั้น หากแต่มามี้เองก็มีความฝันได้ไม่ต่างจากพวกเรา

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 257 พิษรักรอยอดีต : ความพยาบาทเป็นของหวาน…ของผู้หญิงอ้วน

               มนุษย์เราเป็นสัตว์โลกที่มีความมหัศจรรย์บางอย่าง หากใครก็ตามที่มีเรือนร่างสรรพางค์กายผิดแผกไปจากมนุษย์ส่วนใหญ่ เธอหรือเขาผู้นั้นก็จะถูกสายตาของคนในสังคมกดทับกำกับความหมายว่ามี “ความเป็นอื่น” ที่ยากจะผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมคนธรรมดาสามัญ         เฉกเช่นกรณีร่างกายของ “คนอ้วน” ก็เป็นหนึ่งในทุกรกิริยาที่สังคมบรรจงหยิบยื่นผ่านการกำหนดคุณค่าและความหมายเชิงลบ ให้แก่มนุษย์ผู้สั่งสมชั้นไขมันใต้ผิวหนังมากเกินกว่าที่พบเห็นในคนทั่วไป         แม้ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังจะเป็นสิทธิที่ปัจเจกบุคคลพึงมีอำนาจอันชอบธรรม ทั้งที่จะเลือกและตัดสินใจนำมาบรรจุไว้ในร่างกายของตนเอง แต่เอาจริงแล้ว ไขมันในร่างคนอ้วนก็มักถูกเทียบค่าเป็น “ความแปลกประหลาด” ภายใต้การรับรู้ของมวลมหาสาธารณชน         ในสายตาของหลายๆ คน คนอ้วนก็อาจถูกนิยามว่า “ตลก” บ้าง “ตุ๊ต๊ะอุ้ยอ้าย” บ้าง หรือในทัศนะของบุคลากรการแพทย์ ร่างกายของคนอ้วนก็ถูกตีความว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “โรคอ้วน” รวมไปถึงมุมมองของคนบางกลุ่มอีกเช่นกันที่กำหนดความหมายของคนอ้วนว่า “โง่” บ้าง “ไม่ทันคน” บ้าง นัยเชิงลบเช่นนี้จึงไม่ต่างจากการตอกลิ่มสลักรอยบาดแผลเอาไว้ในก้นบึ้งจิตใจของมนุษย์ผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนไปโดยปริยาย         และผู้หญิงอ้วนอย่าง “ผิง” ในละครโทรทัศน์เรื่อง “พิษรักรอยอดีต” ก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของมนุษย์ที่ต้องตกอยู่ใต้ม่านหมอกแห่งอคติที่สังคมกำหนดให้ร่างกายของเธอกลายสภาพเป็นอื่นด้วยเช่นกัน         ละครเปิดเรื่องด้วยภาพของ “เมย์” สาวสวยที่ดูลึกลับและทรงเสน่ห์ ได้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศพร้อมกับ “อาฉง” ผู้เป็นอากง และ “กล้า” ชายหนุ่มที่ตาขวาพิการ พลันที่เหยียบผืนแผ่นดินเกิดอีกครั้ง เมย์ก็พูดขึ้นว่า “ต่อไปนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ เราเกิดใหม่จากความตาย เพื่อที่จะได้มาทวงทุกอย่างคืน”         จากนั้นภาพก็ค่อยๆ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน แท้จริงแล้ว เมย์ก็คือตัวละครผิงในอดีต ผิงเป็นสาวน้อยที่ออกจะเจ้าเนื้อ แต่ทว่าภายใต้ร่างกายที่อ้วนตุ๊ต๊ะนั้น ผิงเป็นหญิงอ้วนที่น้ำใจงาม และที่สำคัญ เธอก็แสนจะใสซื่อโลกสวย ประหนึ่งเจ้าหญิงที่ขี่ม้ากลางทุ่งลาเวนเดอร์ในจินตนิยาย         อาฉงผู้มีศักดิ์เป็นปู่หรืออากงของผิง เป็นเจ้าของร้านขายยาสมุนไพรจีน “กงผิง” ในย่านแพร่งภูธร และเพราะถูกพร่ำสอนจากอากงให้เป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ ผิงจึงชอบช่วยเหลือผู้ยากไร้ และใช้ความรู้สมุนไพรรักษาโรคให้กับคนเร่ร่อนและคนยากจน ที่แม้ว่าหลายๆ ครั้งคนเหล่านั้นก็จนยากเสียจนไม่มีเงินที่จะเจียดมาจ่ายเป็นค่ายารักษาได้เลย         จุดพลิกผันของเรื่องที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในจิตสำนึกของผิง เกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของตัวละครอีกสองคน คนแรกคือหญิงสาวสวยชื่อ “นิสา” ที่มาทำงานเป็นลูกมือในร้านสมุนไพรกงผิง และทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนเป็นพี่สาวที่ผิงมอบความไว้เนื้อเชื่อใจเธอเป็นที่สุด กับอีกคนหนึ่งก็คือ “เฟย” ผู้ชายรูปหล่อหน้าตาดีที่ผิงหลงรัก และตกลงใจแต่งงานร่วมหอลงโรงเป็นภรรยาตามกฎหมายของเขา         แม้สำหรับผิงแล้ว “เพราะรักจึงยอมไว้ใจ” แต่ในทางกลับกัน สำหรับนิสาและเฟยนั้น กลับมองผู้หญิงร่างอ้วนเป็นเพียง “ผู้หญิงโง่ ไม่ทันคน และง่ายต่อการถูกหลอก” เพราะเบื้องหลังแล้ว ทั้งสองคนคือคู่รักตัวจริงที่เข้าหาผิงเพียงเพื่อลวงหลอกเอาสินทรัพย์สมุนไพรราคาแพงของร้านกงผิงมาเป็นสมบัติของพวกตน         เมื่อความโลภเข้าครอบงำจิตใจ และม่านมายาแห่งอคติต่อคนอ้วนเข้าบังตา ทั้งนิสาและเฟยก็ไม่เห็นว่าหญิงอ้วนที่น้ำใจงามอย่างผิงเป็น “มนุษย์” ที่มีชีวิตเลือดเนื้ออีกต่อไป และเพียงเพื่อผลประโยชน์เชิงวัตถุและเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล ได้กลายเป็นเหตุปัจจัยของการผนึกกำลังกันระหว่างคนทั้งสองกับตัวละครผู้ร้ายอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ “เฉิน” มารดาของเฟย “ฮั่น” ชายหนุ่มที่อาฉงเองก็รักเหมือนหลานคนสนิท “เฮียตง” เจ้าพ่อมาเฟียประจำถิ่น และ “ผู้กองสันติ” นายตำรวจกังฉินแต่ปากกลับบอกว่าตนรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม         ทฤษฎีสมคบคิดภายใต้โครงข่ายของกลุ่มมิจฉาชีพที่โยงใยกันอย่างแนบแน่นนี้เอง ได้นำไปสู่ฉากการฆาตกรรม “ป้าแวว” ญาติผู้ใหญ่ที่รักยิ่งของผิง ทำให้หนุ่มเร่ร่อนจรจัดอย่างกล้าที่พลัดหลงมาเห็นเหตุการณ์ถูกทำร้ายจนสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง และที่สำคัญ ทั้งหมดยังได้ร่วมมือกันพยายามฆ่าผิงและอาฉงโดยฝังให้ “ตายทั้งเป็น” อยู่กลางป่ารกร้างลับตาคน         แต่จะด้วยเพราะดวงที่ยังไม่ถึงฆาต หรือจะเพราะจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงอคติในสังคมได้เริ่มก่อตัวขึ้นมา ผิงผู้ที่ถูกฝังกลบทั้งเป็นก็กลับฟื้นขึ้นมาจากหลุมดินกลางป่า ประหนึ่งเป็นการบ่งบอกนัยแห่งการ “ถือกำเนิดใหม่” ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับตัวตนและจิตสำนึกเดิมที่ได้ตายจากไป         หลังจากที่ต้องพลัดถิ่นฐานหลบลี้หนีภัยไปอยู่แดนมังกร ผิงคนเดิมซึ่งบัดนี้เปลี่ยนรูปลักษณ์และจิตสำนึกเสียใหม่ ได้เดินทางกลับมาเมืองไทย พร้อมกับความแค้นที่เต็มเปี่ยม กอปรกับการไปร่ำเรียนศาสตร์วิชาการฝังเข็มจากหมอแผนจีนโบราณ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ผู้หญิงสาวสวยอย่างหมอเมย์ได้ก้าวสู่การแก้แค้นบรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดกันฝังเธอทั้งเป็นมาก่อน         หากความรู้เป็นดั่งศาสตราวุธ พ่วงกับความพยาบาทที่เป็นดั่งแรงผลักเสริม ดังนั้น เมื่อครั้งหนึ่งร่างกายของผู้หญิงอ้วนเป็นสนามที่สังคมได้เคยเลือกปฏิบัติต่อเธออย่างไร้ปรานี ผิงจึงใช้ความรู้สมุนไพรและการฝังเข็มเอาคืนต่อร่างกายศัตรูที่เคยฝังร่างของเธอในป่าร้างมาก่อน         เริ่มจากการฝังเข็มให้อดีตแม่สามีอย่างเจินเพื่อปลุกกระตุ้นความอยากอาหารให้กินแบบตายผ่อนส่ง เหมือนกับที่ผิงแอบเปรยขึ้นว่า “กินเยอะๆ นะคะอาม้า จะได้อ้วนแบบผิง” จากนั้นก็ฝังเข็มกระตุ้นต่อมกำหนัดของเฟย จนเขาเผลอไปมีสัมพันธ์กับเมียของเฮียตง และตามมาด้วยการใช้สมุนไพรปลุกแรงขับทางเพศจนนิสาและฮั่นมีสัมพันธ์อันเกินเลย เพื่อทำให้เฟยหึงหวงจนเหมือน “ตายทั้งเป็น” ทางอารมณ์และจิตใจ        แม้การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงอคติทางสังคมมักจะต้องแลกมากับความสูญเสีย เหมือนกับที่ผิงเองก็ต้องสูญเสียอิสรภาพและติดคุก เพราะวิถีการล้างแค้นที่ทำให้ศัตรูตายไปทีละคนสองคนก็เป็นสิ่งที่ขัดกับตัวบทกฎหมายที่สังคมบัญญัติขึ้น แต่เมื่อฟ้าหลังฝนที่ได้อิสรภาพกลับคืนมา เธอก็ลงเอยมีความสุขกับพระเอกหนุ่มอย่าง “โช” ผู้ที่อาจไม่ร่ำรวย แต่เขาคือคนที่สารภาพกับเธอว่า “สำหรับผม อ้วนไม่อ้วน สวยไม่สวย ไม่เกี่ยวเลย แต่สิ่งที่ผมชอบผิงคือจิตใจที่อ่อนโยนกับทุกคน แม้แต่คนที่ต่ำต้อยกว่าอย่างผม”        จะว่าไปแล้ว ละคร “พิษรักรอยอดีต” อาจจะจบลงโดยง่าย หากผิงถูกฝังกลบตายทั้งเป็นอยู่กลางป่าร้างตั้งแต่ครึ่งแรกของเรื่อง แต่เพราะจิตสำนึกของผู้หญิงอ้วนไม่เคยยอมจำนนต่ออำนาจสังคมที่กลบฝังร่างกายและจิตใจของเธอ ยิ่งผสานกับแรงพยาบาทซึ่งเป็นดั่งขนมหวานที่หากลิ้มรสการต่อสู้แล้วก็ติดใจได้ไม่ยาก เมื่อนั้นผู้หญิงอ้วนก็พร้อมจะกล้าลุกขึ้นมาใช้มันสมองและจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)