ฉบับที่ 242 รู้เท่าทันการเลือกเทรนเนอร์และนักโภชนาการ

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้คนใส่ใจเรื่องของสุขภาพทั้งในด้านอาหารการกินและการออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น มีเทรนด์สุขภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเทรนการลดน้ำหนัก แต่หากมีการใส่ใจแบบหวังผลลัพธ์ไวทันตาเห็น อาจตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอยากสุขภาพดีโดยอาศัยทางลัด อย่าง การอดอาหาร กินอาหารเสริม หรือพึ่งพา Health Coach ที่ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านโภชนาการโดยตรง แค่อาศัยจากการเรียนคอร์สโภชนาการมาบ้าง ดังนั้นผู้บริโภคต้องมีความรู้เท่าทันเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง 
        ความหมายของเทรนเนอร์ และ นักโภชนาการ
        เทรนเนอร์คือ (Trainer) ผู้ที่มีความรู้ด้านฟิตเนส ที่จะต้องพัฒนาและนำวิธีการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไปเฉพาะแต่ละคนไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นผู้นำในการออกกำลังกายของกลุ่มคนที่มีสุขภาพดีหรือกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ โดยประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายไปสอนบุคคลคน ด้วยเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ปลอดภัย เกิดประสิทธิภาพ และทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีต่อบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา รักษา หรือทำให้เกิดผลสูงสุดต่อสุขภาพให้กับแต่ละบุคคล รวมทั้งมีความสามารถเพียงพอที่จะให้คำแนะนำที่เหมาะสมในการออกกำลังกาย กระตุ้นจูงใจให้บุคคลดูแลรักษาสุขภาพ และเป็นผู้นำด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ เทรนเนอร์ จะทำหน้าที่เทรนการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีให้กับผู้คน  
        นักโภชนาการ หรือนักกำหนดอาหารคือผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและสารอาหารอย่างรอบด้าน เป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนให้คำปรึกษาและเตรียมอาหารตามหลักโภชนาการสำหรับบุคคลทั่วไปหรือผู้ป่วย นอกจากนั้นนักโภชนาการยังทำหน้าที่เป็นคนศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและทดลองตำรับอาหารใหม่ พัฒนาสูตรอาหารตามหลักวิชาการและโภชนาการ กำหนดรายการอาหาร คำนวณคุณค่าของอาหารที่ใช้บริโภค ควบคุมและให้คำแนะนำการประกอบอาหารเฉพาะโรค การถนอมอาหารหรือ แปรรูปอาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการแก่สาธารณชน ดังนั้นแล้วด้วยเทรนด์อาหารคลีนที่กำลังมาแรง นักโภชนาการที่คิดค้นและพัฒนาสูตรอาหารจึงมีความจำเป็นมาก   
        ปัจจุบันนักกำหนดอาหารในประเทศไทยนั้น จะต้องขึ้นทะเบียนวิชาชีพกับ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยโดยจะได้รับคำว่า กอ. หรือ CDT ต่อท้ายซึ่งย่อมาจาก นักกำหนดอาหารวิชาชีพหรือ “Certified dietitian of Thailand” ซึ่งจะมีการจัดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นประจำทุกปี  นักโภชนาการที่ไม่ได้สอบขึ้นทะเบียนวิชาชีพนักกำหนดอาหารจะไม่สามารถขึ้น Ward ดูคนไข้ได้และไม่สามารถเขียนใบสั่งอาหารเพื่อกำหนดอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานในแต่ละมื้อได้ ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ได้มีประกาศจากคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหาร เรื่อง ผลการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโรคศิลปะสาขาการกำหนดอาหาร ที่ปฏิบัติงานด้านการกำหนดอาหาร โดยมีผู้ที่ผ่านการอนุมัติขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการกำหนดอาหาร จำนวน 371 คน และผู้ที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำนวน 88 คน ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อได้  



 
        สิ่งที่ต้องรู้ในการจ้างเทรนเนอร์และนักโภชนาการ
 
      การจ้างเทรนเนอร์ มีการแยกราคาเทรนออกมาเป็น 2 แบบ 
        1. แบบส่วนตัว หรือ แบบยืนสอนในยิม (On-field) 
        แบบส่วนตัว ราคาค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉลี่ยแล้วมีอัตราราคาอยู่ที่ชั่วโมงละ 300-1,200 บาท/ชั่วโมง หรืออาจจะสูงถึง 1,500/1,800/2,000 หากเป็นเทรนเนอร์ต่างชาติตามฟิตเนสหรือเทรนเนอร์เซเลบริตี้  
        2. แบบออนไลน์ หรือ เทรนออนไลน์ (Online Training) 
         แบบออนไลน์ ซึ่งอัตราจ้างไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก อยู่ที่เฉลี่ย 1000-2000 /เดือน โดยส่วนมากจะมีโปรโมชั่นราคาเฉลี่ยถูกลง ซึ่งรายละเอียดการเทรนออนไลน์ จะเน้นดูแลอาหารที่ลูกค้ากินและดูแลเรื่องตารางการออกกำลังกาย
        การจ้างนักโภชนาการส่วนตัว จะให้บริการในเรื่องโภชนาการเพื่อควบคุมน้ำหนัก โภชนาการเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และโภชนาการสำหรับผู้มีโรคประจำตัว โดยมีอัตราเฉลี่ยราคา 700-3000 บาทต่อเดือน อัตราเฉลี่ยข้อมูลจากเว็บ https://www.bumrungrad.com/th/packages/nutrition-tele-consultation



 
        ลักษณะการให้บริการของเทรนเนอร์และนักโภชนาการที่ดี  




        คำแนะนำในการเลือกเทรนเนอร์เพื่อการลดน้ำหนักหรือปรับรูปร่าง 
        1) เลือกคนที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ 
        ควรรู้เป้าหมายตัวเองก่อนว่าอยากจะออกกำลังกายเพื่อจุดประสงค์อะไรเช่น อยากลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ  ลดน้ำหนัก หากอยากฝึกซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอน ควรเลือกเทรนเนอร์ส่วนตัวที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้น  
        2) เลือกระดับราคาที่เหมาะสม 
        สาเหตุที่คนไม่อยากใช้บริการเทรนเนอร์เพราะรู้สึกว่ามีราคาที่แพง ดังนั้นควรเลือกในอัตราราคาที่เหมาะสมต่อรายได้ตัวเอง และศึกษาส่วนลดโปรโมชั่น เปรียบเทียบราคาเพื่อเกิดความคุ้มค่ากับตัวเองมากที่สุด 
        3) เลือกที่นิสัยที่ใช่ 
        เทรนเนอร์บางคนมีความรู้ที่มากแต่สื่อสารไม่เก่งเท่าไหร่ ซึ่งแบบนี้ทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกเทรนเนอร์ส่วนตัว ควรศึกษาลักษณะนิสัย โดยลองสอบถามพูดคุยกับเขา หรือศึกษาข้อมูลจากการรีวิวผ่านลูกค้าคนอื่น  
        สุดท้าย ขอเสนอทางเลือกที่จะไม่ขอตารางอาหารการกินเป๊ะๆ จากเทรนเนอร์ เพราะแต่ละคนมีลักษณะร่างกายและปัจจัยที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถกำหนดได้ว่าต้องกินอะไร หากทำไปโดยไม่เข้าใจ ถึงอาจจะเห็นผลแต่ในผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่กับคุณไม่นาน เนื่องจากขาดความเข้าใจ และคุณไม่สามารถทำตามได้ทั้งหมด ถึงเทรนเนอร์จัดตารางให้คุณ แต่คุณไม่ชอบ ไม่สอดคล้องกับตัวคุณเอง คุณก็ทำไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นควรตรวจสอบว่าบุคคลนั้นหรือแบรนด์นั้น ว่ามีใบอนุญาตหรือมีประสบการณ์หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของตัวเราเอง

 
ข้อมูลอ้างอิง
        https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/944 เจาะลึก อาชีพนักกำหนดอาหารในยุคเทรนสุขภาพ นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉบับที่ 242 เดือนกันยายน 2563
        https://traindee.co/uncategorized ราคาตลาดของเทรนเนอร์ 30 ตุลาคม 2021
        https://hellokhunmor.com เทรนเนอร์ส่วนตัว ควรมีไหม? แล้วเลือกยังไงให้เหมาะสม
        https://sorbdd.com
        http://www.careercast.com/content/10-least-stressful-jobs-2011-2-dietitian อาชีพ นักโภชนาการ

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค เทรนเนอร์ นักโภชนาการ ออกกำลังกาย

ฉบับที่ 260 อากาศดีต้องมีได้

        มลภาวะทางอากาศเป็นอีกปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะอากาศที่ไม่สะอาด ไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนต่อปี ในขณะที่ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5 หรือฝุ่นจิ๋ว) จากไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ควันไฟจากการหุงต้มหรือการให้ความอบอุ่น รวมถึงพื้นที่ทะเลทรายที่เพิ่มขึ้นและไฟป่าที่รุนแรงขึ้นเพราะภาวะโลกร้อน ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณขึ้น         เดือนกันยายนปี 2564 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศปรับเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ ลดเพดานค่าฝุ่นจิ๋วที่ยอมรับได้ลงมาที่ไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 24 ชั่วโมง (จากเดิม 25 ไมโครกรัม)  การตรวจวัดโดย IQAir  บริษัทสัญชาติสวิสที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฟอกอากาศ พบว่ามีเพียง 222  เมืองจาก 6,475 เมือง ใน 117 ประเทศเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์องค์การอนามัยโลก แต่มีถึง 93 ประเทศที่มีอากาศที่เลวร้ายเกินเกณฑ์ถึงสิบเท่า           จากรายงานดังกล่าว ในบรรดา 50 เมืองที่อากาศเลวร้ายที่สุดในโลกในปี 2564 มีถึง 46 เมืองที่อยู่ในภูมิภาคอินเดียกลางและอินเดียใต้ โดยมีบังคลาเทศรั้งตำแหน่งประเทศที่อากาศเป็นพิษที่สุดในโลก ด้วยค่าฝุ่นจิ๋ว 76.9 ไมโครกรัมต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตร ประเทศอื่นในอันดับต้นๆ ได้แก่ แชด ปากีสถาน ทาจิกิสถาน อินเดีย โอมาน คีร์กีสถาน บาห์เรน อิรัก และเนปาล         ส่วนประเทศที่อากาศสะอาดที่สุดคือ นิวคาลิโดเนีย ซึ่งเป็นเกาะในทะเลแปซิฟิกใต้ (ค่าฝุ่นจิ๋ว 3.8 ไมโครกรัมต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตร) ตามด้วยเวอร์จินไอแลนด์ เปอโตริโก เคปเวิร์ด ซาบา ฟินแลนด์ เกรนาดา บาฮามาส์ ออสเตรีย และเอสโตเนีย         อย่างไรก็ตาม บริษัท IQAir บอกว่าปัจจุบันเขายังไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศครอบคลุมทั่วทุกประเทศ จึงอาจมีเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นได้ทุกปี เช่น ก่อนปี 2564 ไม่เคยมีชื่อประเทศแชดปรากฏ แต่เมื่อมีสถานีตรวจวัด ประเทศนี้คว้าอันดับประเทศที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดอันดับสองของโลกไปเลย          เมืองหรือประเทศที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพอากาศ มีแผนลดมลพิษหรือควบคุมมาตรฐานอากาศกันอย่างไร เราลองไปสำรวจกัน         เริ่มจากฟินแลนด์ซึ่งเป็นแชมป์โลกด้านอากาศสะอาด ก็ยังมีค่าฝุ่นจิ๋วเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ (ค่าฝุ่นจิ๋วของฟินแลนด์คือ 5.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และในเขตตัวเมืองเฮลซิงกิก็ยังคงมีไนโตรเจนไดออกไซด์เกินมาตรฐานถึงสามเท่า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยโรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจอันมีสาเหตุมาจากมลภาวะปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย      เทศบาลเมืองร่วมกับมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ องค์กรกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาของเมือง ได้ริเริ่มโครงการ HOPE (Healthy Outdoor Premises for Everyone) ที่ให้ประชากรมีส่วนร่วมติดตามคุณภาพอากาศในพื้นที่กลางแจ้ง โดยอาสาสมัครอย่างน้อย 150 คนจะพกอุปกรณ์ตรวจวัดติดตัวไปด้วยตามเส้นทางที่ใช้ประจำวัน มหาวิทยาลัยเชื่อว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะเก็บข้อมูลได้แม่นยำที่สุดในโลก         ส่วนประเทศที่คุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในยุโรปอย่างโปแลนด์ ซึ่งมีถึง 36 เมืองที่ติดอันดับ “เมืองอากาศแย่ที่สุด 50 เมืองในยุโรป” และมีประชากรเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะมลพิษทางอากาศมากถึง 47,000 คนทุกปี ก็กำลังรณรงค์อย่างจริงจัง รวมถึงออกมาตรการจำกัดการใช้ถ่านหินและการใช้ฟืนหุงต้มหรือสร้างความอบอุ่น และมีแผนเพิ่มการติดตั้งเซนเซอร์ให้ทั่วถึงเพื่อให้เอื้อต่อการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย          โปแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่มีการทำเหมืองถ่านหินมากที่สุดในยุโรปรองจากเยอรมนี ยังพึ่งพาถ่านหินเป็นหลักในอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะที่บ้านเรือนทั่วไปก็ยังใช้เตาผิงแบบดั้งเดิมเพื่อให้ความอบอุ่นด้วย         ในภาพรวมสหภาพยุโรปซึ่งมีประชากรประมาณ 450 ล้านคน กำลังผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการจำกัดปริมาณฝุ่นจิ๋วภายในปี 2573 และตั้งเป้าว่าภายในปี 2593 จะต้องไม่มีสารก่อมลพิษในอากาศเลย  เป้าหมายนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ผู้คนต้องกลับไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลกันมากขึ้น         ข้ามทวีปไปอเมริกาใต้เพื่อดูความพยายามของโบโกตา เมืองหลวงของโคลัมเบียกันบ้างพิษส่วนใหญ่ของโบโกตาซึ่งมีประชากร 500,000 คน มาจากการเดินทางขนส่ง (ที่เหลือเป็นควันจากไฟป่าในประเทศข้างเคียง)         คลอเดีย โลเปซ นายกเทศมนตรีของโบโกตาประกาศตั้งเป้าว่าโบโกตาจะลดมลภาวะลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ภายในปี 2567 โดยมีแผนเปลี่ยนรถเมล์ทั้งหมดให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะของเมืองนี้เป็นระบบที่สะอาดที่สุดในโลก         เมื่อต้นปี 2565 โบโกตามีรถเมล์ไฟฟ้าให้บริการรวม 655 คันในหกเส้นทาง และจากคำนวณพบว่าการมีรถเมล์จำนวนดังกล่าววิ่งรับส่งผู้โดยสารในเมืองสามารถทำให้อากาศสะอาดขึ้นเทียบได้กับการปลูกต้นไม้ 148,000 ต้น ทางเมืองจึงมีแผนจะจัดหารถดังกล่าวมาให้บริการเพิ่มอีก 830 คันภายในสิ้นปี และโบโกตายังประกาศจะเป็นเมืองที่มีรถเมล์พลังงานไฟฟ้าให้บริการมากที่สุดในโลกรองจากจีนด้วย         มาที่กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ โซลเผชิญกับมลภาวะที่เข้าขั้นวิกฤตเช่นกัน งานวิจัยคาดการณ์ว่าหากไม่มีการลงมือแก้ไขโดยด่วน ประชากรกว่า 10 ล้านคนในมหานครแห่งนี้จะมีอายุสั้นลง 1.7 ปี        นอกจากไอเสียจากรถยนต์แล้ว กรุงโซลและอีกหลายพื้นที่ในเกาหลีใต้ยังได้รับผลกระทบจาก “ฝุ่นเหลือง” ที่เคยเชื่อกันว่าถูกพัดพามาจากทะเลทรายในจีนและมองโกเลีย แต่ต่อมีการศึกษาที่ยืนยันว่ามีฝุ่นเหลืองจากเขตอุตสาหกรรมของเกาหลีมากกว่าที่พัดมาจากประเทศจีนด้วยซ้ำ ที่สำคัญเกาหลีใต้ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 61 โรง ที่ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าสนองร้อยละ 52.5 ของความต้องการไฟฟ้าในประเทศ         แผนรับมือของเกาหลีใต้เริ่มจากการประกาศเพิ่มจำนวนสารอันตรายควบคุมในอากาศเป็น 32 ชนิด (จาก 18 ชนิดในกฎหมายฉบับก่อนหน้า) เมื่อปี 2563 นอกจากนี้ยังมีกฎหมายห้ามรถเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาวิ่งในเขตเมือง ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป และรัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้ร่วมมือกับรัฐบาลจีนในการทำฝนเทียมเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นเหลือง และร่วมมือกับเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์วัดคุณภาพอากาศ ที่สามารถซอกแซกเข้าไป “ตรวจ”​ โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดรนตรวจการณ์พื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงใช้ดาวเทียมของตัวเองในการตรวจวัดคุณภาพอากาศให้บ่อยขึ้น และตรวจวัดปริมาณสารก่อมลพิษถึง 7 ชนิด        กรุงเทพมหานครที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของประชากรไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนของเรานั้น ตามแผน  “Green Bangkok 2030” ที่ประกาศไว้เมื่อปี 2562 เราได้ให้คำมั่นไว้ว่ากรุงเทพฯ จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประชากร จาก 7.30 ตารางเมตรต่อคน เป็น 10 ตารางเมตรต่อคนภายในปี 2573 และพื้นที่เหล่านี้ต้องสามารถเข้าถึงได้จากที่อยู่อาศัยในระยะไม่เกิน 400 เมตร หรือใช้เวลาเดินไม่เกิน 5 นาทีด้วย แผนนี้เน้นไปที่ “เครื่องฟอกอากาศ” เป็นหลัก ยังต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีกฎระเบียบหรือนโยบายใหม่ๆ ออกมาเพื่อจัดการกับต้นตอของมลพิษในเมือง    https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-03-22/every-country-is-flunking-who-air-quality-standard-report?leadSource=uverify%20wallhttps://thecitizen.plus/node/51769https://thl.fi/en/web/thlfi-en/-/the-tightened-recommendations-for-air-quality-by-who-pose-new-challenges-even-to-finlandhttps://innovationorigins.com/en/selected/helsinki-citizens-help-measuring-air-pollution/https://www.unep.org/news-and-stories/story/five-cities-tackling-air-pollutionhttps://bogota.gov.co/en/international/2023-bogota-will-have-biggest-electric-fleet-after-chinahttps://www.koreatimes.co.kr/www/world/2022/11/501_338651.htmlhttps://www.privacyshield.gov/article?id=Korea-Air-Pollution-Control

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 260 Growth Mindset กับคนจน (1)

        ยุคนี้ใครๆ ก็ต้องพูด Growth Mindset ทั้งผู้บริหาร นักการศึกษา จนถึงไลฟ์โค้ช คำนี้มีที่มาจากหนังสืออันโด่งดังของด็อกเตอร์ Carol Dweck ที่ชื่อว่า ‘Mindset’         ด็อกเตอร์ Carol แบ่ง Mindset เป็น 2 แบบคือ Fixed Mindset กับ Growth Mindset อธิบายง่ายๆ ได้ว่าคนที่มีความคิดแบบ Fixed Mindset จะมองว่าทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่อยากผิดพลาด ไม่อยากเรียนรู้จึงไม่พยายาม         ส่วน Growth Mindset ตรงข้าม คือเชื่อว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ พัฒนาตัวเองและชีวิตให้ดีขึ้นได้ ชอบที่จะเรียนรู้และไม่กลัวความผิดพลาด เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอเพราะเชื่อว่ามันคือหนทางก้าวไปข้างหน้า        ถ้าว่ากันด้วยนิยามนี้ คนที่มี Growth Mindset ย่อมมีโอกาสมากกว่าในชีวิต         ในเรื่องทางการเงินก็เช่นกัน Growth Mindset ช่วยส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จทางการเงินได้มากกว่า เพราะคนที่มี Growth Mindset ใส่ใจกับการเรียนรู้และการเรียนรู้เป็นการลงทุนในตัวเองเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด มุ่งมั่นพัฒนาตนเองด้วยความเชื่อว่าชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้         คนที่มี Growth Mindset รู้ว่าควรตั้งเป้าหมายให้ชีวิตอย่างไร เป็นเป้าหมายที่สมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้ วัดผลได้ มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นระบบ         คนที่มี Growth Mindset ล้มเหลวและผิดพลาดได้เหมือนคนอื่นๆ แต่พวกเขาจะลุกขึ้นเร็ว มองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนวิธี และนำไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อๆ ไป        คนที่มี Growth Mindset สนใจการลงมือทำมากกว่าการบ่นหรือโทษคนอื่น ไม่รอให้ทุกอย่างพร้อมหรือรู้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์เท่าที่ตัวเองพร้อมและรู้ในขณะนั้นๆ ไม่รอโอกาส แต่วิ่งเข้าหาโอกาส และกล้าเสี่ยง เพราะต้องไม่ลืมว่าการไม่เสี่ยงเลยคือความเสี่ยงอย่างหนึ่ง         ถ้าคุณอยากจะพัฒนา Growth Mindset ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองต่อสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมีให้อ่านเยอะแยะมากมายบนอินเตอร์เน็ต เช่น การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง (และของคนอื่น) เพราะมันจะทำให้คุณตระหนักว่าคุณต้องทำผิดพลาดแน่ๆ ในสักวัน ฉะนั้นอย่าไปกังวลมาก แค่เปิดรับประสบการณ์ ทดลองทำสิ่งที่ไม่เคยคิดหรือไม่เคยกล้าทำ อย่างการลงทุน คุณอาจเริ่มลงทุนจำนวนน้อยๆ กับกองทุนที่ศึกษามาแล้ว เป็นต้น         แต่เรื่องนี้จะหักมุมตอนท้าย เป็นไปได้หรือที่เราจะทำให้คน 7 พันล้านคนบนโลกมี Growth Mindset แล้วคนที่ประสบความสำเร็จซึ่งมักจะวัดด้วยตัวเงินคือคนที่มี Growth Mindset คนจนที่มีพฤติกรรมน่าหงุดหงิดในสายตาชนชั้นกลางล่ะ เพราะพวกเขามี Fixed Mindset หรือมันมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น         ...มาดูกันฉบับหน้า

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 260 ตามดูการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่ม APEC

        เนื่องจากในวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) เรามาตามดูการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มสมาชิกซึ่งมีจำนวน 21 สมาชิก (บางสมาชิกไม่ได้เป็นประเทศ)         ผมได้รวบรวมข้อมูลในปี 2015 และปี 2021 เพราะว่าในปี 2015 เป็นปีที่มีข้อตกลงปารีสเพื่อให้ประเทศต่างๆช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งส่วนใหญ่ก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซนี้คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อนและภัยพิบัติต่างๆ ตามมา แล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่ก็มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคพลังงานและการขนส่งเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นก็คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง         จำนวนประชากรของกลุ่มเอเปกมีประมาณ 37% ของโลก แต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันถึง 60% ของโลก ดังนั้น หากประเทศใดมีร้อยละของการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2015 กับ 2021 เพิ่มขึ้นมากก็แสดงว่าประเทศนั้นๆให้ความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติด้วยดี เรามาดูกันเลยครับ        จากข้อมูลในรูปข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ในปี 2015 ของประเทศไทยปล่อยมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเล็กน้อย แต่พอถึงปี 2021 กลับต่ำกว่า ในขณะที่ประเทศเวียดนาม เริ่มจากเกือบศูนย์(มากไม่เห็นในรูป) จนพุ่งปรี๊ดถึง 10.53%  ในช่วงเวลาเดียวกัน         ความจริงดังกล่าวได้สะท้อนว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นรัฐบาลเดียวที่อยู่มาตลอดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา ไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติเท่าที่ควร         นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศซึ่งมีราคาผันผวนเป็นอย่างมากนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นต้นมา         อนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 คณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ออกมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งเสริมให้มีการใช้โซลาร์เซลล์บนหลังคาประชาชน โดยใช้ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้า หรือ Net Metering  หากมติดังกล่าวได้รับการปฏิบัติจริง ผู้บริโภคจะสามารถลดภาระค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกหลายสตางค์ต่อหน่วยในงวดถัดไป การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านในประเทศไทยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศออสเตรเลียซึ่งติดไปแล้วกว่า 3 ล้านหลังคา ทั้งๆ ที่มีจำนวนประชากรไม่ถึงครึ่งของประเทศไทย         จึงขอฝากให้ผู้บริโภคช่วยกันติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องปากท้องของผู้บริโภคที่นับวันจะชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว ยังจะช่วยลดภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลกได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับ 259 มาตัดยอดค่าไฟฟ้าแพงด้วยโซลาร์เซลล์บนหลังคากันเถอะ

ดังที่เราทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมปีนี้ค่าไฟฟ้าได้ขึ้นราคาไปแล้ว ด้วยเหตุผลว่าค่าเชื้อเพลิงซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติขึ้นราคา โดยค่า Ft ได้ขึ้นจาก 24.77 เป็น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย  และมีแนวโน้มที่ค่อนข้างแน่นอนว่าในช่วง 4 เดือนถัดไปของปี 2566 จะต้องขึ้นราคาอีก         ที่ผมใช้คำว่าค่อนข้างแน่นอนก็เพราะว่า ผลการคำนวณค่า Ft ในรอบ 4 เดือนสุดท้ายของปี 2565 จะต้องขึ้นเป็น 2 บาทกว่าต่อหน่วย ไม่ใช่ 93.43 สตางค์ แต่ที่ลดลงมาแค่นี้ก็เพราะรัฐบาลได้ผลักภาระชั่วคราวไปให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับไปก่อน ส่งผลให้ กฟผ.เป็นหนี้กว่า 8 หมื่นล้านบาท ต่อให้ราคาก๊าซฯกลับมาเป็นปกติ กฟผ.ก็ต้องเก็บเงินจากผู้บริโภคมาคืนอยู่ดี ค่าไฟฟ้าจึงไม่มีทางจะถูกลงในช่วงสั้นๆ         หากมองในช่วงยาว ๆ รัฐบาลได้อนุมัติให้ ปตท.ลงทุนก่อสร้างระบบนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพงมาก ปัญหากิจการพลังงานไฟฟ้าไทยจึงค่อยๆรัดคอผู้บริโภคให้แน่นขึ้นๆ ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นและแพงขึ้น ทั้งๆที่มีหนทางอื่นที่จะทำให้ถูกลงได้แต่รัฐบาลไม่เลือก         นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่สำคัญอื่นๆอีก ซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่ขอมาชวนผู้บริโภคคิดเพื่อการพึ่งตนเอง ด้วยการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านตนเอง         เรามาดูค่าไฟฟ้าในบ้านเรากันก่อนครับ ซึ่งปกติผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ดู แต่เราชอบบ่นว่าค่าไฟฟ้าแพง ซึ่งก็เป็นความจริง ถ้าเราหยุดอยู่แค่นี้ก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น  แต่ถ้าเราสามารถค้นพบความจริงที่เราสามารถลงมือแก้ไขด้วยตนเองได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี         จากข้อมูลในตาราง(ดังภาพ) พบว่าค่าไฟฟ้าประเภทผู้อยู่อาศัยเป็นอัตราก้าวหน้า นั้นคือยิ่งใช้มากอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยยิ่งแพงขึ้น  จากภาพอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่ 401 ขึ้นไปจะเท่ากับ 5.73 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)         จากการสอบถามเพื่อนๆที่เดินออกกำลังกายด้วยกันพบว่า แต่ละบ้านก็ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยต่อเดือน บางรายมากกว่า 600 หน่วยถึง 700 หน่วย ดังนั้น หากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา จะทำให้ยอดจำนวนการใช้ไฟฟ้าของบ้านนั้นลดลงมา ส่วนที่ลดลงจะเป็นส่วนที่มีอัตราค่าไฟฟ้าสูง ผมขอสมมุติว่าอัตราค่าไฟฟ้าส่วนที่เป็นยอดเท่ากับ 5.60 บาทต่อหน่วย เรามาดูกันว่า ผลจากการติดโซลาร์เซลล์จะคุ้มทุนภายในกี่ปี วิธีการคิดจุดคุ้มทุนอย่างง่าย         เนื่องจากผลตอบแทนจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ แผงโซลาร์ อินเวิตเตอร์ อุปกรณ์ยึด สายฟฟ้า ค่าการติดตั้ง จำนวนกิโลวัตต์ที่ติด ทิศทางการรับแสง ระยะเวลาและเงื่อนไขการประกัน เป็นต้น        สมมุติว่า ขนาด 3 กิโลวัตต์ ราคารวม 125,000 บาท (สมมุติว่าเท่ากับ A บาท) สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,300 หน่วยต่อกิโลวัตต์ ตลอด 25 ปี สามารถผลิตไฟฟ้าได้รวม 97,500 หน่วย (สมมุติว่าเท่ากับ B)         ดังนั้น ต้นทุนเฉลี่ยของค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ตลอด 25 ปี เท่ากับ A หารด้วย B ซึ่งเท่ากับ 1.28 บาทต่อหน่วย โดยไม่คิดค่าดอกเบี้ยจากการลงทุน ไม่คิดค่าสึกหรอและการบำรุงรักษาซึ่งมีน้อยมาก         คราวนี้มาคิดเรื่องจุดคุ้มทุน สมมุติว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้เองไปแทนที่ค่าไฟฟ้าที่เราต้องซื้อจากการไฟฟ้า 5.60 บาทต่อหน่วย มูลค่าดังกล่าวเท่ากับ 21,840 บาทต่อปี (สมมุติว่าเท่ากับ C) ระยะเวลาคุ้มทุนจะเท่ากับ A หารด้วย C ซึ่งเท่ากับ 5.7 ปี หรือ 5 ปี 8 เดือน  โดยที่การใช้งานได้นานอีก 19 ปีกว่า ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนต่อปีก็ประมาณ 13%  ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในขณะนี้ไม่ถึง 1%         ที่ผมนำมาคิดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการลงทุนอย่างเดียว แต่เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์เป็นการลดภาวะโลกร้อน ลดมลพิษทางอากาศ ลดน้ำเสีย เพิ่มการจ้างงาน ซึ่งทั้งโลกกำลังวิกฤต  สนใจไหมครับ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)