ฉบับที่ 237 ‘ภาษีน้ำตาล’ มาตรการลดจริตติดหวานของคนไทย

คนไทยบริโภคน้ำตาลจากอาหารและเครื่องดื่มในแต่ละวัน มากกว่า 20 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ว่า ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่รวมผู้ป่วยที่ยังไม่รู้ตัวอีกมาก



อาหารรสจัดทั้งหลายนั้นนำไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases; NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ที่ส่งผลให้คุณภาพชีวิตคนไทยแย่ลง และเกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นตามมา 

จากความเสี่ยงดังกล่าว สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) จึงมีมติเห็นชอบ ให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงน้ำผลไม้ โดยวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีความหวาน ก็เพื่อส่งเสริมให้คนไทยบริโภคน้ำตาลกันน้อยลง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ให้หันมาบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น แม้มาตรการการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะก่อให้เกิดคำถามว่า ภาครัฐเองต้องการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้นหรือไม่ 
        โดยการจัดเก็บภาษีความหวานนั้น จะจัดเก็บเป็นอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดทุกๆ 2 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับสูตรการผลิตสินค้าเครื่องดื่มให้มีปริมาณน้ำตาลลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอัตราการจัดเก็บภาษีความหวาน ตาม ...สรรพสามิต .. 2560 นั้นมีผลบังคับใช้ในรอบแรก ซึ่งมีระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ 16 ..60 – 30 ..62 โดยเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน  6 กรัม ต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตร จะไม่เสียภาษี แต่หากมีปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6 กรัม แต่ไม่เกิน 8 กรัม/ 100 มล. จะต้องเสียภาษี 0.30 บาท/ลิตร, หากมีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัม จะต้องเสียภาษี 0.50 บาท/ลิตร และหากปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัมขึ้นไป /100 มล. ต้องเสียภาษี 1 บาท/ลิตร  ซึ่งจะมีการเพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีเป็นขั้นบันไดทุกๆ 2 ปี สูงสุดถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัว และไม่โยนภาระไปยังผู้บริโภคโดยการขึ้นราคา 
        โดยตั้งแต่ 1 ..62 ที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มอัตราการเก็บภาษีรอบที่สอง (ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 ..62 – 30 ..64) โดยเริ่มจากกลุ่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัม ต้องเสียภาษี 1 บาท/ลิตร (เดิม 0.5 บาท/ลิตร) กลุ่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัม แต่ไม่เกิน 18 กรัม ต้องเสียภาษี 3 บาท/ลิตร (เดิม 1 บาท/ลิตร) และ กลุ่มที่ปริมาณน้ำตาลเกิน 18 กรัมขึ้นไป ต้องเสียภาษี 5 บาท/ลิตร
 


 
ผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีความหวาน
        ที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีแนวโน้มปรับลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มให้น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลมบางยี่ห้อ มีการปรับลดน้ำตาลจาก 14 กรัมต่อลิตร เหลือ 12 กรัมต่อลิตร เพื่อให้เสียภาษีต่ำลง
 
        อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายยังไม่ค่อยปรับเปลี่ยนสินค้าให้มีความหวานน้อยลงมากเท่าที่ควร เพราะกลัวยอดขายลดลง แต่บางยี่ห้อได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความหวานน้อยลง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และยังคงขายผลิตภัณฑ์เดิมที่มีปริมาณน้ำตาลเท่าเดิม เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มรายได้หลัก ซึ่งส่วนนี้ผู้ผลิตจะแบกรับภาระต้นทุนภาษีไว้เอง นอกจากนี้ผู้ผลิตน้ำอัดลมบางยี่ห้อได้ปรับขึ้นราคาขายไปแล้ว 2 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาจากภาระต้นทุน และภาระทางภาษีที่ปรับขึ้นใหม่ 
        จากที่กรมสรรพสามิตเริ่มจัดเก็บภาษีความหวานเครื่องดื่มเมื่อ 2 ปีก่อน พบว่า มีกลุ่มเครื่องดื่มที่ได้ปรับลดปริมาณน้ำตาลให้น้อยลง เพิ่มขึ้นสองเท่าตัว จาก 60 - 70 ผลิตภัณฑ์ เพิ่มเป็น 200-300 ผลิตภัณฑ์ และมีน้ำอัดลมบางยี่ห้อลดปริมาณน้ำตาลลงจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 7.5 เพื่อให้เสียภาษีในอัตราเดิม     
        ทั้งนี้ นอกจากมาตรการการจัดเก็บภาษีความหวานแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ใช้มาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี เช่น ใช้ฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ GDA (Guideline Daily Amount), การติดสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพHealthier Choice Logo บนผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากการบริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมากขึ้น กล่าวโดยสรุปคือ สินค้าที่มีน้ำตาลสูงจะมีราคาแพงกว่าและยังส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า 
        ในขณะที่การใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็จะทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับชนิดของสารและปริมาณที่เหมาะสมที่จะสามารถเติมในเครื่องดื่มได้ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันไป



แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ภาษี น้ำตาล

ฉบับที่ 241 ‘กองทุนรวม’ คืออะไรเหรอ?

        เดี๋ยวนี้กองทุนรวมหรือ mutual fund เป็นที่รู้จักมากขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะภาครัฐสนับสนุนให้คนเก็บออมผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF (Long Term Equity Fund) ที่ฮิตกันก็เพราะมันสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งถ้าคิดในแง่ความเหลื่อมล้ำ LTF เรียกว่าเป็นตัวดีที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งห่างขึ้นไปอีก เอาล่ะ ยังไงกองทุนรวมก็ถือเป็นวิธีการเก็บออมและเพิ่มความมั่งคั่งที่ดีและได้รับการยอมรับ         แต่เป็นไปได้อยู่ที่คนอีกจำนวนมากไม่รู้ว่า กองทุนรวม คืออะไร? ทำงานอย่างไร?         เรามาลองทำความรู้จักกองทุนรวมแบบง่ายๆ คร่าวๆ ที่สุดกัน         แนวคิดของกองทุนรวมนั้นง่ายมาก สมมติว่าคุณมีเพื่อนคนหนึ่งที่เล่นหุ้นเก่งมาก ส่วนคุณไม่รู้เรื่องหุ้นเลยสักกระผีก แต่ก็อยากจะรวยกับเขาบ้าง คุณเลยไปชวนเพื่อนอีกสี่ห้าคน รวมเงินกันเข้า แล้วเอาไปให้เพื่อนคนนี้เล่นหุ้นให้เงินของคุณกับเพื่อนๆ งอกเงยขึ้น แน่นอนว่าคุณยอมจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้เพื่อนคนนี้เป็นค่าความรู้ ค่าการจัดการสะระตะ แลกกับผลตอบแทนที่ได้         กองทุนรวมก็อารมณ์ประมาณนี้แหละ (เดาว่าบางคนอาจทำอยู่ด้วยซ้ำ) เพียงแต่กองทุนรวมมีกฎเกณฑ์ของภาครัฐกำกับอยู่ และคนที่จะมาบริหารเงินให้คุณคือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไม่ใช่ใครที่ไหนไม่รู้ที่พร้อมจะเชิดเงินหนีหายไป ใช่ คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าบริหารจัดการให้กับกองทุนด้วย         แต่กองทุนรวมมีหลายประเภท หลายระดับความเสี่ยง (อันที่จริงแล้ว เรื่องเงินๆ ทองๆ มีความเสี่ยงทั้งนั้น เก็บเงินไว้ที่บ้านก็มีความเสี่ยงจากการถูกขโมยหรือถูกเงินเฟ้อกัดกิน) เสี่ยงต่ำกว่าเพื่อนต้องยกให้กองทุนรวมตลาดเงิน ไล่ขึ้นเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ตราสารทุน (ก็หุ้นนั่นแหละ) จนถึงกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะ เช่น ทองคำ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น         ที่ว่ามานี่ยังแบ่งเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศกับที่ลงทุนในต่างประเทศอีก         หรือจะแบ่งตามแนวทางการลงทุนคือแบบ active กับแบบ passive แบบแรกคือสร้างผลตอบแทนให้ชนะตลาด ยังไงดีล่ะ สมมติว่าตลาดหุ้นปีที่แล้วให้ผลตอบแทน 10 เปอร์เซ็นต์ กองทุน active จะพยายามทำผลตอบแทนให้ได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแบบ passive จะสร้างผลตอบแทนให้ได้เท่ากับตลาด         ข้อดีของแบบแรกคือคุณมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าจัดการแพงกว่าแบบหลังซึ่งให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่า แต่จ่ายให้กองทุนถูกกว่า ...ต้องแลกกัน ไม่มีอะไรฟรีหรอก         อ้อ ยังมีกองทุนรวมแบบเน้นประเภทธุรกิจหรือเทรนด์ของโลกด้วย เรียกว่าเป็นกองทุนรวมที่มีธีม (theme) ของตัวเอง เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยี ด้านอี-คอมเมิร์ส ตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น ซึ่งกำลังได้รับความนิยม         มีหนังสือเกี่ยวกับกองทุนรวมมากมายในตลาด ลองหาซื้อมาอ่านกันดู อย่าลืม! การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 241 “315 กาล่า” เมื่อไชน่าแฉผู้ประกอบการ

        ประเทศจีนถือฤกษ์วันที่ 15 มีนาคม ซึ่งตรงกับวันสิทธิผู้บริโภคสากล เป็นวันเปิดโปงพฤติกรรมที่ “ไม่น่ารัก” ของผู้ประกอบการ ผ่านรายการถ่ายทอดสดของสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ China Central Television (CCTV) ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ         สองชั่วโมงเต็มของรายการ “315 กาล่า” เป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการลุ้นกันตัวโก่ง หวั่นตัวเองจะโดนแฉออกสื่อ เพราะ CCTV เขาใช้วิธีส่งนักข่าวเข้าไปแฝงตัวเพื่อเก็บหลักฐานการละเมิดสิทธิผู้บริโภค บางรายถึงขั้นเตรียมออกแถลงข่าวขอโทษเอาไว้เลย         ในภาพรวมของการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียน 980,000 เรื่องในปี 2563 และได้ดำเนินการเรียกร้องเงินคืนให้กับผู้บริโภค คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 7,400 ล้านบาท         สมาคมผู้บริโภคแห่งประเทศจีนระบุว่ามีเรื่องร้องเรียนจำนวนพอๆ กันระหว่างสินค้าและบริการ สิ่งที่น่าสังเกตคือมีจำนวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับบริการหลังการขายเพิ่มขึ้น ในขณะที่การร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าด้อยคุณภาพลดจำนวนลง ที่ยังมีร้องเรียนเข้ามามากคือ อุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่ทำยอดขายถล่มทลายตั้งแต่โควิดเริ่มระบาด         รายงานของ CCTV ระบุว่านมผงสำหรับทารกที่ผลิตในประเทศจีนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังจากผู้บริโภคขาดความมั่นใจและหันไปพึ่งพานมผงนำเข้าอยู่หลายปี         ในรายการ 315 กาล่า ครั้งที่ 39 นี้ อุตสาหกรรมที่โดนเล่นงานหนักที่สุดเห็นจะไม่พ้นบรรดาผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับ “บิ๊กเทค” ทั้งหลาย         ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายออนไลน์ยังมาแรง เช่น โฆษณาหลอกลวง การใช้ข้อมูลตั้งราคาต่างกันสำหรับลูกค้าต่างกลุ่ม รวมถึงการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าปลอม เป็นต้น         เว็บ UC Browser ของค่ายอาลีบาบา และเว็บ 360 ถูกประณามเพราะไม่รับผิดชอบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยการรับโฆษณาจากสถาบันการแพทย์ที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีกรณีไลฟ์สดขายรังนกที่ทำยอดสั่งซื้อได้ถึง 15 ล้านหยวน แต่สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับกลับกลายเป็นแค่น้ำเชื่อม!         ทางการจีนยังใช้พื้นที่ในรายการดังกล่าวเปิดตัว “แนวปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์” ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มตลาดกลางออนไลน์ต้องมีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เช่น ต้องขออนุญาตจากผู้บริโภคก่อนเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ให้ผู้ขายมีสิทธิเปิดร้านได้หลายแพลตฟอร์ม และเก็บคลิปไลฟ์สดขายของเอาไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย 3 ปี         ที่ฮือฮาที่สุดคือ การละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้าในโชว์รูมของค่ายสุขภัณฑ์ Kohler ค่ายรถยนต์ BMW รวมถึงร้านเสื้อผ้า MaxMara ด้วยการเก็บข้อมูลสแกนใบหน้าลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เรื่องนี้โป๊ะแตกเพราะผู้ให้บริการระบบกล้องวงจรปิด Suzhou Ovopark Network Technology ยอมรับว่าได้ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมหาศาลในร้านเหล่านี้ และยอมรับอีกว่าบริษัทในฐานะผู้ดูแลระบบ มีข้อมูลของลูกค้าจำนวน “หลายร้อยล้าน” ใบหน้าเลยทีเดียว         ข้อมูลที่ว่านี้สามารถนำไปสร้างโปรไฟล์ลูกค้า เพิ่มข้อมูลส่วนตัว ระบุเพศ อายุ อารมณ์ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือการตลาดแบบเจาะจงได้         หลังถูกเปิดโปง Suzhou Ovopark Network Technology บอกว่าได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบการทำงานของตนเองและจะแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนได้ทราบ ส่วน Kohler ก็ออกแถลงการณ์ว่าเขาใช้กล้องวงจรปิดเพื่อนับจำนวนลูกค้าเท่านั้น บริษัทไม่ได้เก็บ วิเคราะห์ หรือส่งต่อข้อมูลนั้นให้ใคร แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ เราได้รื้อถอนกล้องดังกล่าวออกจากโชว์รูมทั้งหมดตั้งแต่คืนวันที่ 15 มีนาคมแล้ว บริษัทกล่าว         อีกธุรกิจที่ถูกแฉคือ ผู้ให้บริการแอปฯ จัดหางาน Zhaopin.com, Liepin.com, และ 51job.com ที่นำข้อมูลประวัติการศึกษาและประสบการณ์การทำงานของผู้สมัครงานไปขาย และยังปล่อยให้รั่วไหลไปยัง “ตลาดมืด” ที่สำคัญคือแต่ละแอปฯ อ้างว่าตัวเองมีบัญชีผู้ใช้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านคน         หลังจบรายการ ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถืออย่าง Huawei, Xiaomi, OPPO และ VIVO ได้ถอนแอปฯ ของสามบริษัทนี้ออกจากร้านขายแอปฯ ของตัวเองทันที         ด้านเจ้าของแอปฯ ก็รับปากจะไปตรวจสอบจัดการระบบให้รัดกุมและมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ไม่ปล่อยให้ใครต่อใครเข้ามาดาวน์โหลดเรซูเม่ของผู้ใช้ได้ตามใจชอบ บางเจ้าตั้งทีมขึ้นมาควบคุมดูแลการปรับปรุงโดยเฉพาะด้วย         ค่ายรถยนต์ก็โดนเช่นกัน ผู้ใช้รถหรู Infiniti ของค่ายนิสสัน และผู้ใช้รถหลายรุ่นของ Ford เช่น focus หลายรายพบปัญหาเกี่ยวกับระบบเกียร์ นิสสันถูกแฉในรายการว่าพยายาม “ปิดกั้น” ลูกค้าไม่ให้ร้องเรียน ในขณะที่ฟอร์ดไม่แจ้งเตือนผู้ใช้รถและไม่จัดการซ่อมแซมให้โดยสมัครใจ         แน่นอนว่าบริษัทต้องรีบเสนอทางออกทันทีหลังรายการจบ นิสสันบอกว่าจะปรับปรุงการสื่อสารกับลูกค้า ในขณะที่ฟอร์ดเสนอให้ผู้ใช้นำรถที่มีปัญหาเกียร์เข้ามาซ่อมฟรีได้เลย         อีกเรื่องที่น่าสนใจของ 315 Gala ปีนี้ คือกรณีผู้สื่อข่าวที่แฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานขายเพื่อเก็บข้อมูลของบริษัทขายรถมือสองแห่งหนึ่งที่มีคนร้องเรียนว่าขายรถในราคาแพงเกินจริง กว่าบริษัทจะรู้ตัวว่ามี “สปาย” ผู้สื่อข่าวคนนี้ก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นถึงรองผู้อำนวยการที่เข้าประชุมร่วมกับผู้บริหารคนอื่นๆ เป็นประจำ และมีลูกน้องในสังกัดไม่ต่ำกว่า 10 คน         เจ้าตัวบอกว่าตอนแรกที่เป็นพนักงานขาย เขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล “อินไซด์” ที่เป็นประโยชน์ต่อการเปิดโปงได้ เขาจึงพยายามทำยอดขายให้ได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่ง ที่สำคัญคือเงินเดือนในตำแหน่งใหม่นี้สูงกว่าที่สถานีโทรทัศน์ CCTV จ่ายให้เขาเกือบสามเท่า หัวหน้างานที่สถานีฯ จึงหมั่นโทรหาเขาทุกวัน เพราะกลัวลูกน้องจะแปรพักต์ไปอยู่กับบริษัทขายรถมือสอง            สามารถดูคลิปวิดีโอรายการได้ที่ www.315.cctv.com

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 240 “ฮาวทูทิ้ง?”

        คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพยายามแยกขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติก แต่บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับขวด กล่อง หรือกระป๋องเปล่าพวกนั้นอย่างไร สัญลักษณ์ที่แต่ละเจ้าใช้ก็ไม่เหมือนกัน คิดมากก็เพลียจิต คุณเลยทำเท่าที่ทำได้... แล้วก็ทำใจ         ใจเย็นๆ คนทั้งโลกก็พบกับปัญหาเดียวกัน         เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNDP), สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International), และ One Planet Network จึงได้สำรวจและจัดทำรายงาน “CAN I RECYCLE THIS?” A global mapping and assessment of standards, labels, and claims on plastic packaging เพื่อทำแผนผังและประเมิน “ตรามาตรฐาน” “โลโก” รวมถึง “คำกล่าวอ้าง” ของผู้ผลิตบนฉลากบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ว่าด้วยวัสดุที่ใช้ กระบวนการผลิต ความเป็นไปได้ในการรีไซเคิล และการทิ้งอย่างถูกต้อง        (อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://www.consumersinternational.org/media/352255/canirecyclethis-finalreport.pdf)         การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญใน 33 ประเทศ และสำรวจ “โลโก” และ “คำกล่าวอ้าง” บนฉลากบรรจุภัณฑ์พลาสติกใน 22 ภาษาจากเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการลงพื้นที่ในประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และเคนยา ทำให้พบประเด็นปัญหาและเกิดข้อเสนอแนะที่สำคัญ 5 ประการ ในการสื่อสารเรื่องพลาสติกกับผู้บริโภค ดังนี้        ·      การศึกษาครั้งนี้พบว่ายังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาก ปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายในการสื่อสารด้วยโลโกบนฉลากและคำกล่าวอ้างบนบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ระดับความน่าเชื่อถือ ความชัดเจนโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการที่ผู้ผลิตให้ข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้จึงเสนอให้ภาคธุรกิจใช้ “แนวปฏิบัติว่าด้วยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์” ที่ตีพิมพ์โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติและศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ (ITC) ในการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกกับผู้บริโภค        ·      สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาครั้งนี้คือ บรรดาฉลากและคำกล่าวอ้างล้วนสร้างความสับสนให้ผู้บริโภค จึงควรมีการกำหนด “ความหมาย” ให้ตรงกัน เช่น สัดส่วนปริมาณพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือการทิ้งที่ถูกต้อง เพื่อที่ผู้ประกอบการจากทั่วโลกจะได้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน        ·      มาตรฐานอ้างอิง โลโก และคำกล่าวอ้าง ต้องสะท้อนสภาพตามความเป็นจริงมากขึ้น คำจำกัดความ และข้อกำหนดทางเทคนิคที่ใช้ในมาตรฐานเกี่ยวกับระดับความสามารถในการถูกรีไซเคิล การย่อยสลาย ไม่ว่าจะโดยตัวของมันเองหรือจากฝีมือของจุลินทรีย์ในดิน ควรเป็นสิ่งที่สามารถวัดประเมินได้และทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายด้วย         ·    การใช้สัญลักษณ์ “ลูกศรวิ่งไล่กัน” ควรถูกจำกัดไว้สำหรับการแสดงว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นสามารถนำไปรีไซเคิลได้เท่านั้น งานสำรวจพบว่าปัจจุบันมีการนำสัญลักษณ์ดังกล่าวไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ทำให้ผู้บริโภคสับสน นำไปสู่การคัดแยกขยะที่ไม่ถูกต้อง และกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภค ผู้ประกอบการจึงควรเลิกใช้สัญลักษณ์นี้ในตราสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด        ·      ควรมีการนำโลโกรีไซเคิลที่ผ่านการออกแบบอย่างดีและให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ผู้บริโภคมาใช้ โลโกที่ดีสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการทิ้งขยะอย่างรับผิดชอบของผู้บริโภคได้ แน่นอนว่าภาคธุรกิจควรใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่รีไซเคิลได้ แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าแสดงโลโกที่เข้าใจง่ายด้วย ด้านองค์กรกำกับดูแลควรออกกฎระเบียบให้ชัดเจนเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคใช้และ “ทิ้ง” บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานในการรีไซเคิลไว้รองรับด้วย                 ขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่เราร่วมกันสร้างและต้องร่วมกันแก้ แม้ในปัจจุบันภาคธุรกิจและภาครัฐจะให้ความสนใจกับการจัดการขยะพลาสติกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายในการทำให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคและรูปแบบการผลิตที่ยั่งยืน ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 9 ของพลาสติกที่ผลิตออกมาทั้งหมดเท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิล         สิ่งที่เราต้องช่วยกันทำอย่างเร่งด่วนคือการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่วัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างพลาสติกจะได้รับการคงคุณค่าทางเศรษฐกิจไว้ในนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะถูกลดชั้นไปเป็น “ขยะ” และเป็นส่วนหนึ่งของ “ขยะพลาสติก” ที่รั่วไหลลงสู่ทะเลประมาณปีละ 8 ล้านตัน และทำให้เกิดไมโครพลาสติกที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ชายฝั่ง         ปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่มักถูกมองข้ามคือผู้บริโภค สินค้าที่เราเลือกซื้อและวิธีการ “ทิ้ง” ของเรามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตสินค้าและการรั่วไหลของพลาสติกเข้าสู่สิ่งแวดล้อม หากเราได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย ไม่สับสน เราจะเป็นกำลังสำคัญในขบวนการกู้โลกได้อย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 240 โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ดี มันไม่ดีกับเราทุกคนนั่นแหละ

        ออกตัวกันก่อนว่าไม่ใช่การชี้ชวนให้ซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมตัวไหน แหม่ จะเอาความรู้ที่ไหนมาบอกได้ แล้วถ้ารู้ว่าตัวไหนจะขึ้น ผู้เขียนซื้อไว้เองไม่ดีกว่าเหรอ เรื่องแบบนี้ต้องเรียนรู้เอง เจ็บเอง         ที่อยากเล่าสู่กันฟังคือเพิ่งได้ฟังเสวนาวิเคราะห์ทิศทางหุ้นโลก หุ้นไทย และการทำ DCA (เรื่องนี้ต้องพูดแน่ๆ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้) ของบริษัทหลักทรัพย์เจ้าหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาบางประเด็นน่าสนใจทีเดียว มันเกี่ยวข้องทั้งกับใครที่อยากลงทุนหุ้นและอาการบิดๆ เบี้ยวๆ ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย         เรื่องคือนักวิเคราะห์คนหนึ่งพูดถึงการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังหุ้นหรือกองทุนรวมในต่างประเทศ เพราะมีหลายตัว หลายกองน่าสนใจ โดยเฉพาะที่เกาะกับกระแสเมกะเทรนด์ของโลก เช่น สังคมสูงวัย อุตสาหกรรมดิจิทัลหรือเทคโนโลยีล้ำอย่างหุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด เป็นต้น เดี๋ยวนี้กองทุนรวมหลายกองมีธีมการลงทุนเฉพาะ เช่น กองที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มอี-คอมเมิร์ส กองที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ให้เราเลือกเกาะเทรนด์การเติบโต          แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน?        นักวิเคราะห์รายนี้บอกว่า เมื่อย้อนกลับมาดูหุ้นไทยเราแทบจะไม่เจอหุ้นที่เกาะเมกะเทรนด์ของโลกเลย แย่กว่านั้นหุ้นจำนวนหนึ่งก็เป็นธุรกิจผูกขาด ธนาคารเป็นตัวอย่างหนึ่ง นี่แหละประเด็นใหญ่         ลองถามนักเศรษฐศาสตร์ เกือบร้อยทั้งร้อยแหละไม่เห็นด้วยกับการผูกขาด มันส่งผลร้ายมากกว่าดี และผลร้ายที่ว่ามันตกอยู่กับประเทศ นักลงทุน จนถึงผู้บริโภคอย่างเรา          ทำไมเราจึงไม่ค่อยมีบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำวิจัยและพัฒนา ปรับตัวเพื่อเกาะเมกะเทรนด์ของโลก ทั้งที่ได้ประโยชน์เห็นๆ แต่ถ้าเป็นคุณจะเสียเงินมากมายทำไมกับผลในระยะยาวที่ไม่แน่ใจว่าจะประสบผลสำเร็จ ในเมื่อธุรกิจของคุณผูกขาดไปแล้ว ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ซื้อหรือใช้บริการของคุณก็ไม่มีเจ้าอื่นอีกแล้ว คุณแค่นั่งเก็บกินผลประโยชน์จากการผูกขาดก็พอ         การผูกขาดยังทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน สมมติว่าในอุตสาหกรรมหนึ่งมีบริษัทใหญ่เพียง 2 บริษัท พวกเขาคงแข่งกันแย่งลูกค้าแหละ แต่ไม่มีนัยสำคัญพอที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบสนองผู้บริโภคได้ดีขึ้น แล้วถ้า 2 บริษัทฮั้วกันอีก ความซวยก็ยิ่งเกิดกับผู้บริโภค จะต่างกันลิบถ้ามีคู่แข่งเป็นสิบๆ ในตลาด ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย บริษัทไหนอ่อนแอก็แพ้ไป          นักลงทุนจึงพลอยได้รับผลกระทบจากการผูกขาดไปด้วย มีตัวเลือกในการลงทุนไม่มาก ไม่มีบริษัทที่เกาะเมกะเทรนด์ การเติบโตในอนาคตของบริษัทประเภทนี้อาจไม่ยั่งยืน อย่าคิดว่ากำเงินสดไว้ซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมอย่างเดียวเป็นพอ         โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ดี มันไม่ดีกับเราทุกคนนั่นแหละ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)