ฉบับที่ 227 เขาวานให้หนูเป็นสายลับ : อย่าเห็นหนูเป็นสนามอารมณ์

      


        คำภาษิตโบราณกล่าวกันว่า มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้านจริงๆ แล้ว ปมปัญหาในความเปรียบนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวของ ลูกสาว ของบ้าน หรืออยู่ที่ ส้วม อันเป็นสถานที่ที่เราใช้ขับถ่ายของเสียแต่อย่างใด แต่ปัญหาลึกๆ น่าจะมาจากทัศนะที่สังคมให้คุณค่ากับ ลูกสาว และ ส้วม ไปในทิศทางลบกันมากกว่า

        นั่นหมายความว่า หากสังคมเห็นว่า ผู้หญิงก็เป็นหนึ่งชีวิตที่มีคุณค่าไม่ต่างจากบุรุษเพศ เราก็จะผาดตามามอง ลูกสาว กันเสียใหม่ว่า เธอก็ไม่ได้แตกต่างจาก ลูกชาย แต่อย่างใดเลย และก็เช่นเดียวกัน หากเราเลือกเปลี่ยนระบบคิดต่อ ส้วม เสียใหม่ว่า แม้จะเป็นสถานที่ที่มนุษย์ปลดปล่อยปฏิกูลของร่างกาย แต่ถ้าเราขาดซึ่งห้องน้ำที่เราเรียกกันว่า ส้วม เสียแล้ว ชีวิตของคนเราก็น่าจะบังเกิดความทุกข์ระทมกันเพียงใด 
        ทั้ง ลูกสาว และทั้ง ส้วม ต่างจึงมีคุณค่าในตัวมันเอง และมิอาจมองข้ามการดำรงอยู่ของทั้งสองสิ่งนี้ไปได้เลย ปัญหาจึงเป็นดังที่ได้กล่าวไว้ก็คือ น่าจะเป็นเพราะโลกทัศน์ที่มนุษย์เรากดทับคุณค่าของ ส้วม ให้ไร้ซึ่งความสำคัญ และผลักไสให้ ลูกสาว มีสถานะไม่ต่างจาก ส้วม ที่เราต่างนิยามเอาไว้ด้วยความรังเกียจรังงอนนั่นเอง 
        และจะเกิดอะไรขึ้นหากวันดีคืนดี นางเอกละครโทรทัศน์กลับถูกสร้างให้มีชื่อที่เรียกว่า ส้วม แถมยังเป็น ส้วม ที่ เขาๆ ผู้ชายทั้งหลายต้อง วานให้เธอกลายมาเป็นสายลับ กันอีก...??? 
        ในละครโทรทัศน์เรื่อง เขาวานให้หนูเป็นสายลับ เริ่มต้นเปิดเรื่องแนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักกับตัวละครนางเอก ที่แม้จะมีชื่อจริงตั้งว่า ฐานะมาศ แต่ชื่อเล่นของเธอก็คือ ส้วม ผู้มีนิสัยประจำตัวอันประหลาด เพราะไม่เพียงจะชอบเข้าห้องน้ำนานๆ แต่ในยามค่ำคืนที่นอนไม่หลับ เธอก็ยังชอบลุกขึ้นมาขัดส้วมเป็นประจำ 
        ด้วยความที่ส้วมเติบโตมาในสลัม และสลัมเองก็มีภาพลักษณ์ว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและมั่วสุมไปด้วยด้านมืดของสังคมไทย ผู้หญิงอย่างส้วมที่เติบโตมาบนกองขยะและสิ่งเน่าเหม็นของสลัม ก็เลยถูกประทับตราว่า เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้มีคุณค่าในสายตาหรือการรับรู้ของนานาอารยชนไปโดยปริยาย
        แม้จะเป็นน้องนางกลางสลัมแลนด์ แต่ส้วมก็ไม่เคยยอมแพ้แก่โชคชะตา เปิดฉากมาเราจึงเห็นส้วมขะมักเขม้นนั่งท่องตำราเรียนวิชากฎหมายอย่างตั้งใจ สลับกับภาพการทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าบ่อนให้กับ บุญยืน ผู้เป็นมารดา พร้อมๆ กับคอยวิ่งหนีตำรวจกันเป็นที่ขำขันหรรษากันตั้งแต่ฉากแรกๆ ของเรื่อง 




        แต่อย่างไรก็ดี ภายใต้เนื้อเรื่องที่ดู เบาสมองแบบโรแมนติกคอมเมดี้เช่นนี้ ละครกลับเผยให้เห็นว่า ปัญหาของสลัมไม่ใช่จะเป็นเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม หรือเพราะสลัมเป็นย่านที่อยู่ของผู้ยากไร้ไม่มีอันจะกิน แต่เป็นเพราะการที่คนอื่นๆ รอบนอกสลัมต่างหากที่คอยจ้องเอารัดเอาเปรียบสรรพชีวิต โดยเฉพาะกับมนุษย์เพศหญิงที่พำนักอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดแห่งนี้ 
        การขูดรีดเอาเปรียบต่อชีวิตผู้หญิงถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านการกระทำรุนแรง ตั้งแต่ในสถาบันครอบครัวจนถึงสังคมใหญ่แบบภาพรวม แบบเดียวกับที่ สิงห์ จอมโจรที่สวมรอยเป็นพ่อเลี้ยงของส้วมมักกระทำรุนแรงทางกายอยู่เสมอๆ ทั้งต่อเธอ ต่อมารดา และต่อ อ้อย ผู้เป็นพี่สาวของส้วม ไปจนถึงการนำเสนอตัวละคร เสี่ยฮะ เจ้าของผับในคราบนักบุญ ที่เบื้องหลังก็ใช้สลัมเป็นแหล่งค้ายาเสพติดและค้ากาม โดยไม่เคยเห็นว่า ผู้หญิงที่ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์เยี่ยงนี้เป็นมนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อแต่อย่างใด 
        เพราะสัมผัสถึงการเอารัดเอาเปรียบมนุษย์เพศหญิงอยู่ทุกวี่วัน ในขณะเดียวกัน เพราะส้วมเองก็มีสัมผัสพิเศษที่สามารถเห็นวิญญาณคนตาย และเธอเองก็ถูกร้องขอความช่วยเหลือจากวิญญาณของ แป๋ว หญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมเนื่องจากเข้ามาในวังวนของการค้าประเวณี ส้วมจึงได้ข้อสรุปว่า ตราบใดที่ผู้หญิงยังถูกมองเป็นเพียงวัตถุที่รองรับความรุนแรงต่างๆ ตราบนั้นผู้หญิงก็ยังไม่อาจหลุดพ้นการเป็น สนามอารมณ์ ที่สังคมจะขูดรีดเอาเปรียบได้ไม่สิ้นไม่สุด 
        ด้วยเหตุนี้ เมื่อ ทวนเทพ หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับเรื่องคดีเสี่ยฮะ และปลอมตัวมาเป็นคนเก็บของเก่าในสลัม ได้ขอความช่วยเหลือส้วมให้มาร่วมกับหน่วยงานลับที่ชื่อ สโนว์ไวท์ ส้วมจึงตอบตกลง และเริ่มต้นภารกิจ เขาวานให้หนูเป็นสายลับในครั้งนี้ที่ตั้งชื่ออย่างน่าเอ็นดูว่า ล่าแม่เลี้ยงใจร้าย  
        หลังจากก้าวมาเป็นสายลับอันเป็นเงื่อนปมที่ละครได้ผูกโยงเอาไว้ ส้วมก็ได้มาประสบพบรักกับพระเอก ดนุรุจ นายตำรวจหนุ่มอีกคนที่ตามสืบคดีเสี่ยฮะ และแม้เขากับเธอจะไม่ลงรอยกินเส้นกันในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังเมื่อดนุรุจกับส้วมต้องจัดพลัดจับผลูมาสวมรอยแต่งงานกันเพียงในนาม เขาก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่า ผู้หญิงอย่างส้วมเท่านั้นที่จะทำให้ บ้านกลายเป็นบ้านและเติมเต็มชีวิตที่ต้องปกปิดปมเจ็บปวดที่กำพร้าบุพการีมาตั้งแต่เด็ก  
        ในอีกด้านหนึ่ง ยิ่งสืบคดีของเสี่ยฮะไปมากเท่าไร สายลับส้วมสาวก็ยิ่งค้นพบว่า ระบอบแห่งการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบสตรีเพศนั้น ไม่เพียงแต่ซับซ้อน หากยังฝังลึกเข้าไปในหลืบเร้นแห่งสำนึกและความคิดของผู้คนในสังคม เพราะแม้แต่กับผู้หญิงก็สามารถกระทำต่อเพื่อนผู้หญิงด้วยกันได้ทั้งกายวาจาและจิตใจ 




        ไม่ว่าจะเป็น ดาวิกา ที่มองส้วมเป็นศัตรูหัวใจและกดข่มผู้หญิงด้วยทัศนะที่ว่า ขนาดชื่อของนางเอกส้วมยังฟังดูสกปรกเลย หรือ สุชาวดี ลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นของเสี่ยฮะ ที่เบื้องหลังก็อยู่ร่วมกับบิดาในขบวนการค้าประเวณี จนส้วมเคยเอ่ยปากถึงเธอว่า น่ากลัวเสียยิ่งกว่าผี หรือแม้แต่กับติ่งเกาหลี หนึ่งธิดา ที่ครั้งหนึ่งก็ถูกเป่าหูให้รังเกียจส้วม โดยเกือบลืมไปว่าทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่วัยเด็ก
        ผู้คนรอบข้างที่ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายซึ่งต่างกดทับศักดิ์ศรีแห่งสตรีเพศเช่นนี้เอง ทำให้ครั้งหนึ่งส้วมได้เปรยกับดนุรุจถึงชะตากรรมของผู้หญิงสลัมอย่างเธอว่า ฉันต้องตัดสินตัวเองตลอด เพราะทุกครั้งที่ฉันลืมตัว ก็จะมีคนอย่างพวกคุณคอยตัดสินตัวฉัน และเหยียบย่ำฉันอยู่ตลอดเวลา...
        ด้วยพล็อตเรื่องแนวโรแมนติกคอมเมดี้เช่นนี้ เราอาจจะเดาได้ไม่ยากว่า ภายหลังภารกิจ ล่าแม่เลี้ยงใจร้ายสิ้นสุดลงได้ เพราะความช่วยเหลือจากสายลับเช่นส้วม เสี่ยฮะแอนด์เดอะแก๊งก็ต้องถูก ลงโทษเชิงสัญลักษณ์ ให้ตายหรือติดคุกกันไป ในขณะที่ตัวละครฝั่งคุณธรรมก็จะได้ รางวัลตอบแทนความดี แบบที่หนึ่งธิดาได้เข้าพิธีวิวาห์กับ สารวัตรเผด็จ และส้วมกับดนุรุจก็ปรับความเข้าใจจนแฮปปี้เอนดิ้งกันไปในที่สุด
        แต่อีกด้านหนึ่ง ละครที่ดู เบาสมองก็ชวนให้เรา หนักสมองขบคิดและเปิดมุมมองใหม่ๆ ด้วยว่า สองมือที่ทำให้โลกหมุนไปของผู้หญิงนั้น ถือเป็นศักยภาพด้านที่สร้างสรรค์ของสังคม หาใช่จะเป็นแหล่งระบายสิ่งปฏิกูล หรือใครจะอ้างสิทธิ์ผลักไสกระทำรุนแรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจได้ เฉกเช่นที่ครั้งหนึ่งส้วมเคยระเบิดเสียงแห่งสตรีเพศออกมาว่า ใช่...กูชื่อส้วม แต่ไม่ใช่ว่ากูจะเป็นส้วมให้ใครขับถ่ายใส่อยู่ทุกวี่วัน…”

แหล่งข้อมูล: สมสุข หินวิมาน

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค ฆาตกรรม อารมณ์

ฉบับที่ 228 เรือนไหมมัจจุราช : เสียงเล็กๆ ของคนไร้สิทธิ์เสียง

                สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นสังคมที่กอปรขึ้นด้วยความหลากหลายของกลุ่มวัฒนธรรม และบนความหลากหลายนี้เอง จึงเกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า แล้วปฏิสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของกลุ่มวัฒนธรรมนั้นจะเป็นเช่นไร        แน่นอนว่า เมื่อความแตกต่างโคจรมาบรรจบพบกัน ความสัมพันธ์จึงออกมาได้แบบ “ทั้งรักและทั้งเกลียด” ที่บางช่วงก็ปรองดองหวานชื่น ในขณะที่บางจังหวะก็อาจจะขัดแย้งกันเข้มข้น ด้วยเหตุผลที่ว่า กลุ่มสังคมที่แตกต่างหาใช่จะมีสถานะเชิงอำนาจที่เสมอภาคทัดเทียมกันไม่        รูปธรรมที่ดูจะชัดเจนที่สุดในการสะท้อนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มวัฒนธรรมนี้ ก็น่าจะเป็นการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างคนชั้นนำที่มีอำนาจกำกับความเป็นไปในสังคม กับบรรดาคนชายขอบที่ถูกมองว่ามีอำนาจน้อย จนบางครั้งดูประหนึ่งจะไร้สิทธิ์เสียงที่เปล่งออกมาแต่อย่างใด         แต่ที่สำคัญ แม้ว่าในสังคมพหุวัฒนธรรมจะมีการผลักพาให้คนบางกลุ่มกลายเป็นคนนอกผู้ไร้สิทธิ์เสียง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว กลุ่มคนชายขอบที่ถูกกดทับไว้ด้วยอำนาจ ก็สามารถต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะสื่อสารเป็นนัยว่า เสียงเล็กๆ ที่ปลาสนาการจากอำนาจ ก็สามารถเปล่งเสียงตัวตนอัตลักษณ์ของพวกเขาออกมาได้เช่นกัน         ภาพการปะทะต่อสู้เพื่อเปล่งเสียงเล็กๆ เยี่ยงนี้ ได้รับการจำลองเอาไว้ในละครโทรทัศน์แนวแฟนตาซีแบบจีนล้วนๆ ก็เหมือนจะไม่ใช่ แบบไทยล้วนๆ ก็เหมือนจะไม่เชิง กับชื่อเรื่องที่ดูย้อนแย้งว่า “เรือนไหมมัจจุราช” ที่ดูจะมีทั้งด้านความงามของเส้นไหม กับด้านน่าสะพรึงกลัวของมัจจุราชหรือเจ้าแห่งความตาย         เปิดฉากย้อนอดีตร้อยกว่าปีมาที่คฤหาสน์เรือนใหญ่ของเจ้าของกิจการทอเส้นไหม ที่รู้จักกันในชื่อว่า “โรงทอตระกูลหย่ง” แม้จะถูกนำเสนอให้ดูเป็นสไตล์แบบจีน แต่โรงทอแห่งนี้ก็ฉายภาพของสังคมในยุคมูลนายและไพร่เอาไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยที่มี “หย่งเหม่ยซือ” เล่นบทบาทเป็น “นายแม่” ผู้ปกครองใหญ่ ซึ่งมีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือชีวิตบริวารทั้งมวลที่อยู่ในระบอบอุปถัมภ์ของโรงทอ         นอกจากนายแม่เหม่ยซือแล้ว อาณาจักรโรงทอยังมี “หย่งเจี้ยน” บุตรชายแท้ๆ ผู้ครองอำนาจรองจากนายแม่ และ “สไบ” กับ “พิกุล” เมียเอกเมียรองของหย่งเจี้ยน ที่เบื้องหลังก็พยายามแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจขึ้นเป็นใหญ่เหนืออีกฝ่ายหนึ่ง         และภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ที่ออกแบบไว้ประหนึ่งมูลนายกับไพร่เช่นนี้ เมื่อมีความขัดแย้งหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนชั้นนำของโรงทอตระกูลหย่ง ก็จะบังเกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปสู่แทบจะถ้วนทั่วทุกคนในปริมณฑลของโรงทอผ้าไหมไปด้วยเช่นกัน         เพื่อให้ระบอบใหญ่ดำเนินต่อไป โรงทอตระกูลหย่งยังได้ผูกโยงความสัมพันธ์กับกลุ่มสังคมภายนอกทั้งที่มีอำนาจเหนือกว่าและด้อยกว่า โดยในด้านแรก นายแม่เหม่ยซือก็เลือกจะยึดโยงความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับ “พระอากรภักดี” ตัวแทนส่วนกลางที่เอื้อต่อการทำธุรกิจซื้อขายผ้าไหมจากโรงทอ         และในเวลาเดียวกัน เมื่อโรงทอผ้าไหมเกิดวิกฤติขาดซึ่งปัจจัยการผลิตหรือเส้นไหมที่มีคุณภาพมาป้อนโรงทอ นายแม่เหม่ยซือจึงจัดแจงส่ง “หย่งชาง” คุณชายคนรองของเรือนไปติดต่อผูกสัมพันธ์กับชุมชนชาติพันธุ์ชาวเมี่ยน ที่ชำนาญด้านการเลี้ยงหนอนไหมชั้นเลิศ โดยหวังว่าชาวเมี่ยนจะยินยอมจิ้มก้องส่งหนอนไหมมาเป็นวัตถุดิบการผลิตเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของโรงทอตระกูลหย่ง         แม้โรงทอตระกูลหย่งจะเข้าไปผูกวางความสัมพันธ์กับกลุ่มวัฒนธรรมชาวเมี่ยน แต่ถึงที่สุดแล้ว สายสัมพันธ์ดังกล่าวก็ถักทอหล่อหลอมอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมอีกเช่นกัน         ดังนั้น เมื่อ “อาซา” และ “อาเซี้ยะ” สองสาวพี่น้องชาวเผ่าเมี่ยนมีเหตุให้ต้องเดินทางมาอาศัยชายคาคฤหาสน์ตระกูลหย่ง เพราะอาเซี้ยะได้แต่งงานเป็นภรรยาของหย่งชาง แต่ด้วยอำนาจที่กดทับขีดวงตัวตนคนนอกที่เข้ามาเยือนโรงทอผ้า ความรู้สึกของตัวละครพี่น้องชนเผ่าจึงมีเสียงก้องในใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าสู่ประตูโรงทอว่า “นี่คือสถานแห่งบ้านตระกูลหย่งที่ฉันปองมาสู่ ฉันยังไม่รู้เขาจะต้อนรับขับสู้เพียงไหน...!!!”         และแม้พี่น้องทั้งสองคนจะพยายามบอกใครต่อใครว่า “โปรดอย่าอิจฉาสมาชิกใหม่ของบ้านตระกูลหย่ง” ก็ตาม แต่เพราะพวกเธอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบที่อยู่รอบนอกแห่งอำนาจ สองพี่น้องจึงถูกกลั่นแกล้งจากนายแม่เหม่ยซือและตัวละครเกือบแทบจะถ้วนหน้า ที่ขยันสรรหาสรรพวิธีมากลั่นแกล้งใส่ความเพื่อจะอัปเปหิพวกเธอให้กระเด็นออกไปนอกเรือนชาน         ทว่า ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เรามักจะมองข้ามไปก็คือ แม้แต่กับกลุ่มคนชายขอบของอำนาจ ก็ใช่ว่าจะขาดซึ่งศักยภาพในการต่อสู้แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อชำนัญการในเรื่องการเลี้ยงไหม พี่น้องชาวเมี่ยนก็จึงมีอาวุธเป็นองค์ความรู้ในการสร้างและควบคุมหนอนไหมที่เรียกว่า “จิ้นฉาน” ให้กลายเป็นพิษสงที่จะตอบโต้ต่อกรกับบรรดาตัวละครในใต้อาณัติของนายแม่เหม่ยซือ         แต่ก็นั่นอีกเช่นกัน เมื่อนายแม่เริ่มเรียนรู้ว่า คนชายขอบก็มีองค์ความรู้บางชุดที่จะเอื้อต่อการรักษาสถานะนำของตน นายแม่และเครือข่ายของเธอจึงพยายามพรากเอาตำรับความรู้โบราณของชาวเมี่ยนมาเป็นของตน โดยเฉพาะการสร้างสัตว์พิษที่เป็นยิ่งกว่าสุดยอดแห่งสัตว์พิษทั้งปวง ที่เรียกว่า “เว่ยต้ากู่” หรือ “มารเบญจพิษ” ซึ่งทั้งร้ายและ “out of control”         และเมื่อไม่มีคุณธรรมที่กำกับการใช้ความรู้และเว่ยต้ากู่ เราจึงเห็นภาพโรงทอตระกูลหย่งลุกเป็นไฟกลายเป็น “เรือนไหมมัจจุราช” ที่นายแม่เหม่ยซือและสไบผู้เป็นลูกสะใภ้เข่นฆ่าผู้คนจนนับศพไม่ถ้วนทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบรรดาชีวิตคนงานโรงทอที่ล้มตายเป็นผักปลา ชีวิตตัวละครชาวเมี่ยนอย่างอาซาและ “หมอเลี่ยว” ผู้ที่แม้จะเคยช่วยชีวิตนายแม่และพรรคพวกมาก่อน ชีวิตตัวละครรุ่นลูกหลานของตระกูลหย่ง หรือแม้แต่เข่นฆ่ากันเองจนตอนจบ จนแทบจะไม่เหลือตัวละครหลักมาให้เดินเรื่องต่อไป!!!         แต่ที่น่าชวนหัวยิ่งก็คือ หากในฉากจบของเรื่อง จะมีเฉพาะก็แต่ตัวละครที่ถูกทำให้ “เสียสติ” อย่างพิกุล หรือ “ความทรงจำเสื่อม” อย่างหย่งเจี้ยน ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมามองความเป็นอื่นด้วยความเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน ละครก็อาจบอกเป็นนัยๆ กระมังว่า คงต้องทำให้คนมีอำนาจนั้น “เสียสติ” หรือ “ความจำเสื่อม” กันเสียบ้าง พวกเขาก็จะได้เล็งเห็นสิทธิและเสียงเล็กๆ ของคนงานในโรงทอหรือกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเมี่ยน ที่หาใช่จะเป็นคนที่ไร้สิทธิ์เสียงหรือถูกขูดรีดกดทับอัตลักษณ์ศักดิ์ศรีเอาไว้แต่เพียงด้านเดียว

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 226 ฤกษ์สังหาร : ความรู้ ความเป็นกลาง และการขับเคลื่อนดวงเมือง

        ย้อนกลับไปในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นและชวนสะเทือนขวัญ จนนำมาซึ่งบาดแผลอันยากเกินเยียวยามาจวบถึงทุกวันนี้ คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนับล้านๆ ชีวิต โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมนีและพรรคนาซีที่เรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น         เงื่อนไขหนึ่งที่เป็นปัจจัยให้อิทธิพลของนาซีและฮิตเลอร์แผ่ไพศาลจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมดังกล่าว ก็คือ การเล่นบทบาทอันผิดเพี้ยนของนักวิชาการที่ก้มยอมสวามิภักดิ์หรือขายจิตวิญญาณความรู้ให้กับผู้นำนาซี จนมองข้ามแม้แต่ชีวิตและเลือดเนื้อในความเป็นมนุษย์ของชาวยิวผู้ต่างชาติพันธุ์         ด้วยบาดแผลที่สลักลึกไว้ตั้งแต่เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นักคิดทางสังคมกลุ่มหนึ่งที่มีพื้นเพเป็นคนยิว ซึ่งรู้จักกันในชื่อของนักทฤษฎีแห่งสำนักแฟรงค์เฟิร์ต จึงเป็นหัวหอกที่ผลักดันและทบทวนบทบาท “ความเป็นกลาง” ของนักวิชาการ หรือบรรดากุนซือผู้ทำหน้าที่ผลิตความรู้แห่งศาสตร์ต่างๆ ในสังคม         ภายหลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง นักคิดกลุ่มนี้ที่หนีรอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่างก็ชี้ไปในทางเดียวกันว่า หากความรู้คืออำนาจ นักวิชาการคือผู้ที่ผลิตความรู้นั้น และนักวิชาการขาดซึ่ง “ความเป็นกลาง” แต่ทว่าแปดเปื้อนไปด้วยอคติและผลประโยชน์เสียแล้ว อำนาจแห่งความรู้ก็จะกลายมาเป็น “มนต์ดำ” ที่ประหัตประหารมนุษยชาติด้วยกันในที่สุด         เกินกว่ากึ่งศตวรรษผ่านไป คำถามต่อจุดยืนความเป็นกลางของนักวิชาการก็ได้ถูกหยิบยกมาทบทวนหวนคิดกันอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านเรื่องราวและเรื่องเล่าที่อยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง “ฤกษ์สังหาร” ซึ่งถูกวางเส้นเรื่องให้เป็นแนวละครสืบสวนสอบสวน ที่เปิดฉากขึ้นด้วยภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนหนึ่ง โดยศพของเธอเสมือนหนึ่งถูกทำพิธีกรรมบางอย่าง และฝังเอาไว้อยู่ในดิน         ด้วยภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมอันดูแปลกประหลาด ได้ดึงดูดความสนใจของพระเอกหนุ่มอย่าง “มหากะทิง” หมอดูชื่อดังผู้มีความรู้โหราศาสตร์ และต้องการใช้องค์ความรู้ของเขาเพื่อเข้าร่วมสืบหาและคลี่คลายปมคดีการสังหารเหยื่อสาวเคราะห์ร้ายดังกล่าว         จากนั้น ความจริงก็ค่อยๆ เผยออกมาว่า การฆาตกรรมหญิงสาวเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีกรรมฤกษ์สังหารตามตำราแก้เคล็ดดวงเมือง ด้วยเพราะมีใครบางคนต้องการจะเปลี่ยนแปลงดวงเมือง และใช้พิธีกรรมนี้ในการเปลี่ยนวงโคจรของดวงดาวให้มาเสริมบารมีของเขา เพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจและความยิ่งใหญ่         ตามตำราดังกล่าวเชื่อว่า ในปีใดที่มีอาเพศใหญ่เกิดขึ้น 4 ครั้งในบ้านเมือง และในแต่ละครั้งของอาเพศ หากมีการใช้ชีวิตของหญิงสาวตามฤกษ์มาสังเวยทำบัดพลีบูชาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ให้สัมฤทธิ์ได้แล้ว ผู้ประกอบพิธีกรรมแก้เคล็ดดวงเมืองก็จะก้าวขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินด้วยมิจฉาวิชชาที่ว่านี้         เมื่อโจทย์ของมหากะทิงคือการคลี่คลายปมว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังฆาตกรรมตามฤกษ์สังหาร และการขัดขวางพิธีกรรมแก้เคล็ดดวงเมือง เราจึงได้เห็นภาพการเดินจับมือฟั่นเกลียวกันไประหว่างการใช้องค์ความรู้แบบโหราศาสตร์และการคำนวณฤกษ์ดวงดาวแบบดั้งเดิม กับองค์ความรู้นิติวิทยาศาสตร์และอาชญวิทยาสมัยใหม่ ที่จะว่าไปแล้ว ทั้งศาสตร์ความรู้เก่าและใหม่ที่ไขว้ประสานกันเยี่ยงนี้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้อยู่แล้วในสังคมไทย         แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็จะเริ่มเห็นบทบาทของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า “นักวิชาการ” หรือปัญญาชน ผู้เป็นประหนึ่ง “think tank” หรือ “คลังสมอง” ซึ่งใช้ศาสตร์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนทิศทางความเป็นไปของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ         หากมหากะทิงและมิตรสหายของเขาอีกหลายคน รวมทั้ง “ศรีล” สารวัตรตำรวจมือสะอาด กับ “ชิงดวง” คุณหมอนักนิติวิทยาศาสตร์สาว เป็นตัวละครที่เลือกยืนอยู่ฝั่งคุณธรรมความดี ละครก็ได้สร้างให้เห็นขั้วความแตกต่างอีกฝั่งของ “อุทธิ” หมอดูโหราจารย์ที่เลือกใช้ความรู้ด้านมืดเสริมดวงของฝ่ายอธรรม         เนื่องจากโหราศาสตร์เป็นศาสตร์ความรู้ที่ปัจจุบันกลายเป็นที่ยอมรับไม่ต่างจากแขนงความรู้ของศาสตร์อื่นๆ แล้ว ทั้งมหากะทิงและอุทธิก็คือปัญญานักวิชาการผู้เป็น “คลังสมอง” ของศาสตร์วิชาดังกล่าว ที่ได้รับมอบหมายให้ใช้องค์ความรู้เพื่อไปขับเคลื่อนดวงเมืองและความเป็นไปในเศรษฐกิจสังคมไทย         แต่เพราะจิตใจของอุทธิอาบเจือปนเปื้อนไปด้วยอคติและผลประโยชน์ส่วนตนที่ต้องการเอาชนะมหากะทิง แบบที่อุทธิเคยกล่าวว่า “กูต้องชนะ กูทำมาขนาดนี้แล้ว ยังไงกูก็ต้องชนะ กูใช้เวลาทั้งชีวิต ยอมไม่มีเพื่อน ยอมเรียนดูดวง ยอมไปดูดวงคนเป็นพันๆ หมื่นๆ ที่อยากเจอหมอดูที่เก่ง กูทำพิธีนี้เพราะต้องการชนะมึง กูต้องเป็นอันดับหนึ่ง กูต้องอยู่เหนือมึง...” ดังนั้นอุทธิจึงเป็นนักวิชาการที่สละจุดยืนอัน “เป็นกลาง” แต่เลือกสมาทานความรู้โหราศาสตร์ของเขาเข้าสู่ด้านมืดแห่งอวิชชา         ด้วยกิเลสที่ต้องการเอาชนะคุกรุ่นอยู่ในใจ อุทธิจึงใช้ความรู้แบบ “มนต์ดำ” เพื่อประกอบพิธีฤกษ์สังหารแก้เคล็ดดวงเมือง ที่จะเสริมส่งให้นักการเมืองใจซื่อมือคดอย่าง “รวี” ก้าวขึ้นสู่ผู้นำประเทศ พร้อมๆ กับบรรดาโครงข่ายอำนาจของท่านรวี ที่มีตั้งแต่คนในเครื่องแบบแต่เล่นบทบาทเป็นตำรวจกังฉินอย่าง “ผู้การดำริห์” ไปจนถึงนายทุนใหญ่ที่จิตใจเต็มไปด้วยโลภจริตอย่าง “เจ้าสัวพิพัฒน์”         และที่สำคัญ เพื่อก้าวขึ้นสู่บัลลังก์อำนาจเช่นนี้ อุทธิและพรรคพวกจึงมีความพยายามเปลี่ยนแปลงดวงเมืองให้ได้ โดยที่ไม่ตระหนักเห็นถึงคุณค่าในชีวิตมนุษย์อย่างบรรดาผู้หญิงที่ถูกคัดเลือกมาทำบัดพลีเซ่นสังเวยฤกษ์สังหาร ซึ่งไม่ต่างอันใดกับที่ครั้งหนึ่งฮิตเลอร์ก็สามารถขึ้นสู่อำนาจโดยสังหารชาวยิวนับล้านๆ คน          ด้วยพล็อตของละครแนวสืบสวนสอบสวนแบบนี้ ผู้ชมก็อาจจะเดาได้ไม่ยากว่า เราจะได้เห็นภาพการสัประยุทธ์แก้กลเกมระหว่างฝ่ายธรรมะกับอธรรม โดยที่ต่างฝ่ายต่างใช้วิชาความรู้มาปะทะต่อกรกันและกัน และในท้ายที่สุด ความรู้แบบอวิชชาก็ต้องปราชัย และฝ่ายมหากะทิงก็สามารถยุติการแก้เคล็ดดวงเมือง โดยช่วยเหลือนางเอก “รันหณ์” ให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อคนสุดท้ายของพิธีฤกษ์สังหารเอาไว้ได้         และในเวลาเดียวกัน เพราะความรู้เองก็มีกฎในการใช้งาน เมื่อพิธีฤกษ์สังหารไม่อาจทำจนสัมฤทธิ์ได้ คนเล่นของก็เลยต้องถูกคุณไสยย้อนมาเล่นใส่เสียเอง ภาพของอุทธิและพรรคพวกของท่านรวีที่ถูกลงโทษเซ่นสรวงสังเวยในฉากจบ จึงชวนดูสยดสยองไม่ต่างจากภาพหญิงสาวที่ถูกทำบัดพลีบูชาธาตุทั้ง 4 เท่าใดนัก         จากบทเรียนจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และจากพิธีกรรมฤกษ์สังหารแก้เคล็ดดวงเมืองในละครโทรทัศน์เช่นนี้ คงถึงเวลาอีกครั้งแล้วที่เราน่าจะต้องหันกลับมาทบทวนเรียกร้อง “ความเป็นกลาง” ในหมู่ปัญญาชนนักวิชาการ เพราะคลังสมองของชาติเหล่านี้ก็คือผู้มีบทบาทสำคัญที่จะขับเคลื่อนชะตากรรมสังคม หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงวงโคจรของดวงเมือง จนอาจนำสู่โศกนาฏกรรมได้นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 225 ด้ายแดง : เพราะเหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ

                ธรรมชาติของเหรียญก็ต้องมีสองด้านเสมอ แต่ปัญหาก็คือ ถ้ามีเหรียญหนึ่งอันวางอยู่ คนเราก็มักจะมองเห็นเพียงด้านหนึ่งของ “หัว” หรือ “ก้อย” ที่หงายขึ้น โดยอาจจะหลงลืมไปว่า ยังมีอีกด้านของเหรียญที่คว่ำไว้โดยที่เรามองไม่เห็น เฉกเช่นเดียวกับโลกทัศน์หรือวิธีคิดของคนเราที่มีต่อโลก ก็เป็นประดุจดังเหรียญสองด้าน ซึ่งหากเราเลือกพลิกด้านหนึ่งของเหรียญหรือโลกทัศน์บางอย่างมามองดูโลกรอบตัวแล้ว เราก็มักไม่สำเหนียกว่า ยังมีเหรียญอีกด้านที่มองต่างมุมกันออกไป         ละครโทรทัศน์เรื่อง “ด้ายแดง” ก็คือ บทพิสูจน์การมีอยู่ของเหรียญที่มีสองด้านในความคิดของสังคมเช่นกัน โดยเริ่มต้นเปิดฉากขึ้นที่คฤหาสน์จีนหลังใหญ่ของตระกูลมหามงคล กับภาพของตัวละคร “เหม่ยอิง” คุณนายใหญ่ของบ้านที่นั่งถักทอ “ด้ายแดง” เพื่อเอาไว้มอบให้เป็นสิริมงคลแก่ “หลงเว่ย” ผู้เป็นบุตรชาย         เสียงก้องในห้วงคำนึงของเหม่ยอิงที่มีสีหน้าอิ่มเอิบ ในขณะที่ผูกสานเส้นด้ายสีแดงไว้ให้ลูกชาย เป็นคำพูดที่กล่าวขึ้นว่า “คนจีนเรามีคำพูดว่า ด้ายในมือแม่ไม่มีวันหมด เพราะคนเป็นแม่ต้องปะชุนเสื้อผ้าให้ลูกไปจนวันตาย แต่จริงๆ แล้ว ความหมายของคำๆ นี้มันลึกซึ้งกว่านั้น ในเมื่อเกิดมาเป็นแม่ลูกกันแล้ว แม่ก็ต้องปกป้องดูแลลูก ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ความรักของแม่ก็เหมือนเส้นด้ายที่ยืดยาวไม่มีวันหมดสิ้น...ตลอดกาล...”         การเปิดฉากด้วยภาพเช่นนี้อาจตีความเป็นความหมายสองนัย โดยนัยหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า เส้นเรื่องหลักของละครได้ผูกรัดให้เราเห็นความสัมพันธ์ที่มารดาจะถักร้อยให้กับบุตรชายด้วยความรักแบบไม่มีวันสิ้นสุด        แต่โดยอีกนัยหนึ่งนั้น เบื้องหลังของคฤหาสน์จีนหลังใหญ่ซึ่งมีม่านประเพณีปฏิบัติกันมาช้านาน ก็บ่งบอกด้วยว่า ขณะที่แม่ผูกทอความสัมพันธ์มายังลูกชายนั้น ระบบค่านิยมที่สลักฝังอยู่ในพรมแดนของบ้าน ก็คืออีกตัวแปรหนึ่งที่เข้ามากำกับชีวิตของหลงเว่ยภายใต้เส้นด้ายสีแดงที่ร้อยรัดข้อมือของเขาไว้ด้วยเช่นกัน         ตามท้องเรื่องเดิมนั้น ตระกูลมหามงคลมี “เจ้าสัวหม่า” เป็นประมุขใหญ่ของบ้าน โดยมีภรรยาสองคนคือ “เลี่ยงจิน” ภรรยาหลวงหรือเป็นคุณนายใหญ่ที่คนในครอบครัวจีนรับรู้โดยทั่วไป กับตัวของเหม่ยอิงที่มีสถานภาพเป็นคุณนายรอง         ด้วยความเชื่อตามจารีตเดิมของครอบครัวจีนขนาดใหญ่นั้น มักยึดมั่นยึดติดกับเรื่องดวงชะตาที่กำหนดชีวิตของปัจเจกบุคคล ฉะนั้น เมื่อซินแส “สินอู่” ได้ทำนายดวงชะตาของหลงเว่ยว่าจะชงกับพี่ชายต่างมารดา และคำทำนายนั้นก็เกิดเป็นจริงขึ้นมา เพราะ “เทียนอี้” ลูกชายคนโตเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของหลงเว่ย เจ้าสัวหม่าจึงส่งหลงเว่ยไปเรียนที่ฮ่องกงเพื่อให้ห่างไกลบ้านมหามงคล         ต่อมา เมื่อเจ้าสัวหม่าและคุณนายใหญ่เลี่ยงจินได้ถึงแก่กรรมลง เหม่ยอิงจึงได้ขึ้นครองเป็นคุณนายใหญ่แห่งบ้านมหามงคลแทน แต่เพราะผู้หญิงที่ไม่เคยถือครองอำนาจมาก่อน ต้องก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในฐานะผู้นำของบ้าน คุณนายใหญ่คนใหม่ก็ต้องพบว่า ขนบธรรมเนียมที่ตระกูลมหามงคลและแม้แต่ตัวเธอเองยึดมั่นอยู่นั้น ต้องฝ่าแรงคลื่นพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาปะทะถาโถมระลอกแล้วระลอกเล่าเพียงใด             โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลงเว่ยถูกเรียกตัวกลับมาเพื่อให้สืบทอดกิจการของตระกูล พลันที่เขาและ “ซูซี่” ภรรยาชาวฮ่องกงที่กำลังตั้งท้องอยู่ ได้ย่างเหยียบเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ สงครามระหว่างตัวแทนแห่งม่านประเพณีอย่างเหม่ยอิง กับโลกทัศน์แบบเสรีนิยมหัวก้าวหน้าของซูซี่ ก็ได้เริ่มต้นฉากสัประยุทธ์ขึ้นทันที         แม้ว่าจริงๆ แล้ว บ้านมหามงคลจะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระลอกๆ ตั้งแต่ตัวเรือนของบ้านที่ออกแบบให้ผสมผสานสไตล์ตะวันตก ตัวละครชายที่เลือกสวมเครื่องแต่งกายในชุดสากล หรือการพูดภาษาไทยโดยไม่ติดสำเนียงจีนแบบดั้งเดิม เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นจีนเองก็มีมุมที่ปรับปรนปรับเปลี่ยนตลอดเวลาอยู่แล้ว         แต่เมื่อต้องมาเผชิญคลื่นลมระลอกใหม่ๆ อย่างตัวละครซูซี่ผู้ “ไม่แคร์เวิร์ลด์” หรือมิได้ใส่ใจกับประเพณีปฏิบัติโบร่ำโบราณเท่าใดนัก ตั้งแต่การเมินเฉยต่อธรรมเนียมกินข้าวร่วมโต๊ะ การแต่งตัวที่ไม่ยึดติดขนบจารีตเดิม อากัปกิริยาสมัยใหม่ที่แสดงออกได้แม้แต่ในที่สาธารณะ ไปจนถึงการแต่งงานอยู่กินกันก่อนจะเข้าพิธียกน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ แบบแผนปฏิบัติที่ขัดกับศีลาจารวัตรเดิมๆ ย่อมเป็นสิ่งที่เหม่ยอิงมิอาจยอมรับได้          และแน่นอน บททดสอบความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมจีนที่สายอนุรักษนิยมสุดขั้วยึดมั่นมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นแรงปะทะที่มีต่อความเชื่อในโชคชะตา ที่ฝังรากเอาไว้ในธรรมเนียมนิยมหลักของครอบครัวจีน ดังคำที่เหม่ยอิงพูดอยู่เสมอว่า “คนคำนวณ ไม่สู้ฟ้าลิขิต”         ดังนั้น อีกครั้งเมื่อซินแสสินอู่ได้ทำนายว่า ลูกในท้องของซูซี่จะเป็นกาลกิณีต่อหลงเว่ยผู้เป็นพ่อ เหม่ยอิงจึงทำทุกวิถีทางเพื่อขจัดลูกของซูซี่ และนำหลานในไส้ไปทิ้งศาลเจ้าให้ไกลจากบ้านมหามงคล เหมือนกับที่เธอพูดกับ “อาจู” สาวใช้คนสนิทว่า “ถ้าคนหนึ่งจะมา แล้วอีกคนจะไป คนที่จะไปต้องไม่ใช่ลูกฉัน”         จากนั้น ปฏิบัติการผลักไสให้ซูซี่ทิ้งหลงเว่ยกลับฮ่องกง และยัดเยียดให้ “เพ่ยเพ่ย” หญิงสาวอีกคนมาเป็นภรรยาของหลงเว่ยจึงอุบัติขึ้น โดยที่ทั้งหลงเว่ยและเพ่ยเพ่ยหาได้ยินยอมพร้อมใจแต่อย่างใดไม่        ระบบคิดแบบอนุรักษนิยมที่คอยจะจับวางใครต่อใครให้มาเป็นหมากเบี้ยบนกระดาน จึงไม่ต่างจากภาพที่คุณนายเหม่ยอิงหยิบเอาเส้นด้ายสีแดงมาถักทอร้อยรัดข้อมือบุตรชายเอาไว้ด้วยความรัก แต่ในท้ายที่สุด กลับนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่เพ่ยเพ่ยเองได้กระทำอัตวินาตกรรม และหลงเว่ยก็รู้ความจริงว่า มารดาของตนอยู่เบื้องหลังการจับชีวิตเขาร้อยไว้ด้วยกฎเกณฑ์ทางประเพณีแบบไม่ให้ดิ้นหลุดได้เลย         ฉากที่หลงเว่ยกระชากด้ายแดงจนขาด เพื่อสลัดตนออกจากความขัดแย้งสองแพร่งของอุดมคติแบบอนุรักษนิยมและอุดมการณ์แบบเสรีนิยม จึงไม่ต่างจากประโยคที่เขากล่าวกับมารดาว่า “เลิกทำเพื่อผมเสียที ผมไม่ต้องการให้แม่มาดูแลปกป้องผมอีกแล้ว ความรักความห่วงใยของแม่มันรัดคอจนผมหายใจไม่ออกแล้ว สักวันผมคงจะต้องตายด้วยความหวังดีของแม่...”         จนมาถึงในเจนเนอเรชั่นรุ่นถัดมา ชะตากรรมของ “หลิงหลิง” หลานสาวในไส้ที่ถูกทิ้งไว้ที่ศาลเจ้าตั้งแต่แรกคลอด กับ “ป่อป้อ” ลูกติดท้องของเพ่ยเพ่ยก่อนแต่งงานมาเป็นสะใภ้เหม่ยอิง ก็ยิ่งสำทับภาพปัจเจกบุคคลที่ต้องมาอยู่กลางสนามรบของโลกทัศน์ความคิดที่สุดขั้ว ไม่ต่างจากที่รุ่นพ่อและแม่เคยเผชิญมาอีกเช่นกัน        จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่เช่นนี้ ตราบใดที่ “เหรียญสองด้าน” ของขั้วความคิดที่แตกต่าง ไม่ยอมลดทอนมิจฉาทิฐิลงเสียบ้าง ยังเป็นอนุรักษนิยมที่เพิกเฉยต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง หรือเป็นเสรีนิยมที่ไม่ไยดีต่อธรรมเนียมปฏิบัติเดิมกันเลย บทสรุปของด้ายแดงที่ถูกสะบั้นขาดออกไปด้วยมือของหลงเว่ย ก็คงคุ้นๆ คล้ายๆ กับภาพสังคมการเมืองแบบที่เราก็เห็นอยู่ตรงหน้าทุกวัน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 224 ใบไม้ที่ปลิดปลิว : จากความแตกต่าง...ก่อร่างเป็นความเกลียดชัง

                มนุษย์เราแต่ละคนต่างถือกำเนิดมาและมี “ความแตกต่าง” ระหว่างกันเป็นเรื่องปกติ คนเรามีความแตกต่างกันตั้งแต่รูปร่าง นิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิด ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และวิถีปฏิบัติทางสังคมที่ผิดแผกกันไป         อันที่จริงแล้ว ความผิดแผกแตกต่างกันแบบนี้หาใช่จะเป็นปัญหาใดๆ ไม่ จนกว่าความแตกต่างดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายว่า วิถีปฏิบัติของใครอยู่สูงกว่าใคร อะไรเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับชอบธรรม และอะไรคือความเบี่ยงเบนหรือถูกตีตราว่านอกรีตนอกขนบของสังคม การจำแนกขั้วความแตกต่างซึ่งกลายเป็นข้ออ้างแห่งการเลือกปฏิบัติเยี่ยงนี้ต่างหาก ที่จะนำไปสู่ความเกลียดชังระหว่างมนุษย์ด้วยกัน         ไม่ต่างไปจากชีวิตของ “ชนันธวัช” ที่เป็นประหนึ่งใบไม้ที่แตกยอดอ่อนมาบนความเกลียดชังของผู้เป็นบิดาอย่าง “ชมธวัช” เพียงเพราะเขาเลือกจะมีเพศวิถีที่แตกต่างไปจากที่พ่อคาดหวังจะให้เป็น ชีวิตของชนันธวัชจึงล่องลอยเฉกเช่น “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” ห่างไกลไปจากต้นไม้ที่ให้กำเนิดเขาเอง         โครงเรื่องของละคร “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” นั้น เริ่มเปิดฉากให้เราได้เห็นภาพของชนันธวัชที่ทบทวนหวนคิดไปถึงความเจ็บปวดที่ฝังตรึงเป็นปมในใจตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะแม้เพศธรรมชาติจะเป็นชายโดยกำเนิด แต่หัวใจอันเป็นหญิงที่หลบเร้นอยู่ก็ทำให้เขาปฏิเสธเพศทางกายภาพที่ฟ้าลิขิตเป็นโครโมโซมมาให้กับตน         ยิ่งเมื่อภาพในอดีตฉายให้เห็นตัวละครชนันธวัช ซึ่งเติบโตมาในบรรยากาศที่คนใกล้ชิดในครอบครัวมีท่าทีรังเกียจต่อเพศสภาพที่เขาเลือกจะเป็น เช่นที่ “รังรอง” ผู้เป็นอาสาวแท้ๆ ได้กล่าวว่า “อะไรก็ได้ ขออย่าให้เป็นกะเทยก็พอ” หรือแม้กระทั่งชมธวัชผู้เป็นพ่อก็มักพูดจาดูถูกลูกชายของตนด้วยวลีสั้นๆ ว่า “อีกะเทย” การถูกกระทำทั้งกายวาจาและใจเยี่ยงนี้เองได้สั่งสมเป็นบาดแผลในจิตใจของชนันธวัชมาตั้งแต่วัยเยาว์        แม้ชมธวัชจะได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงและฐานะมั่งคั่งด้วยสินทรัพย์นับพันๆ ล้าน แต่ความสำเร็จในกิจการค้าขายบ้านในฝันให้กับคนอื่นๆ ก็ย้อนมาเสียดสีตัวเขาเองว่า สำหรับสถาบันบ้านที่เขาเป็นผู้ถือครองในฐานะหัวหน้าครอบครัวจริงๆ นั้น ความเกลียดชังต่อเพศสภาพของบุตรชายก็ทำให้เขาล้มเหลวในชีวิตครอบครัวโดยสิ้นเชิง         ดังนั้น เพื่อหลบหนีไปจากสภาพแวดล้อมแห่งการเลือกปฏิบัติที่พ่อมีต่อตน ชนันธวัชจึงตัดสินใจ “ปลิดปลิว” โบยบินจากบ้านไปใช้ชีวิตยังต่างแดนตั้งแต่เด็ก พร้อมกับ “นิรมล” อดีตนางแบบผู้เป็นมารดา ซึ่งเข้าใจและยอมรับเพศสภาพที่ลูกชายเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง         และเพราะได้รับแรงสนับสนุนจากมารดา ในเวลาต่อมาชนันธวัชก็ตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศที่ต่างประเทศ เพื่อรื้อสร้างรูปลักษณ์ทางกายภาพให้กลายเป็นสาวสวยในชีวิตเพศสภาพที่เลือกเอง รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่ว่า “นิรา คงสวัสดิ์” เพื่อปกปิดและลบเลือนปมบาดแผลจากอดีตที่มีอยู่เดิม         แต่อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะได้เริ่มต้นชีวิตและอัตลักษณ์ทางเพศแบบใหม่ นิราก็ต้องสูญเสียมารดาในอุบัติเหตุรถคว่ำ โดยที่ส่วนหนึ่งของสาเหตุการเสียชีวิตก็มาจากชมธวัชที่ยังตามคุกคามเธอกับแม่อีกเช่นกัน         ภายใต้แรงขับที่มาจากการบีบคั้นของบิดาและการสูญเสียมารดาที่คอยยืนเคียงข้างนิรามาตลอด ละครได้ให้คำอธิบายว่า เฉพาะร่างทางกายภาพของคนเราเท่านั้นที่อาจจะ “รื้อถอน” และ “สร้างใหม่” ให้ต่างไปจากเพศโดยกำเนิดได้ แต่ทว่า กับบาดแผลความเกลียดชังที่ฝังลึกอยู่ในห้วงจิตไร้สำนึกของมนุษย์อย่างนิรานั้น หาใช่จะเป็นไฟล์ที่ถูกลบทิ้งไปจากโปรแกรมความทรงจำได้โดยง่าย         ด้วยเหตุดังกล่าว นิราจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย มาแก้แค้นบิดาและอาผู้หญิงเพื่อชดเชยความเจ็บปวดและความสูญเสียต่างๆ ที่เธอได้รับมาในชีวิต พร้อมกับเสียงก้องที่อยู่ในห้วงคำนึงและหยาดน้ำตาของตัวละครว่า “ทุกคนจะต้องได้รู้ว่าความเจ็บปวดมันเป็นเช่นไร...ทุกคนต้องได้รู้ว่าเราเจ็บปวดแค่ไหน...”         พลันที่กลับมาถึงเมืองไทย นิราก็มาเริ่มต้นอาชีพเป็นช่างแต่งหน้าหญิง ก่อนที่ภายหลังเธอจะหันเหมาเป็นดารานางแบบที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง แต่ไม่ว่าจะเป็นช่างแต่งหน้าหรือนางแบบ ก็มีนัยสะท้อนตัวตนของหญิงข้ามเพศแบบนิราซึ่งมีสองด้านในความเป็นมนุษย์ ที่มีทั้งหน้าฉากและหลังฉาก มีด้านที่เปิดเผยและปกปิด และมีด้านที่เจ็บปวดภายใต้ใบหน้าที่ถูกตกแต่งหรือท่วงท่าเดินเหินอยู่บนเวทีแคทวอล์กนั้น         และที่สำคัญ การได้กลับมาพบกับ “ชัชวีร์” อาเขยที่เป็นรักแรกในวัยเด็กของชนันธวัช และค่อยๆ ก่อกลายมาเป็นรักครั้งใหม่ของนิรา ซึ่งต้องคอยปิดบังอำพรางเพศทางกายภาพอันแท้จริงของตน ก็คือความขัดแย้งระหว่างเหรียญสองด้านที่มีทั้งต้องปกปิดแต่ก็รอคอยวันเปิดเผยความลับของตัวละครนั่นเอง         ในเวลาเดียวกัน เพราะ “ความแตกต่าง” เคยถูกใช้เป็นกลไกและอำนาจความชอบธรรมที่ใช้เลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีเพศวิถีเบี่ยงเบนไปจากขนบจารีตที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ ดังนั้น คู่ขนานไปกับการปลูกต้นรักครั้งใหม่ของนิรากับชัชวีร์ อีกด้านหนึ่งเธอก็เดินเกมให้ท่ายั่วยวนชมธวัช โดยที่เขาก็ไม่รู้ระแคะระคายเลยว่านิราตัวจริงก็คือบุตรชายแท้ๆ ที่ผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว          กระทั่งมาถึงจุดพลิกผันสุดขั้นของเรื่อง เมื่อนิราจัดฉากให้ชมธวัชถูกมอมยาและเข้าใจผิดว่าเขาได้มีความสัมพันธ์เกินเลยกับกะเทย ผู้ชมก็ได้เห็นภาพการกรีดร้องอย่างคับแค้นของผู้ชายคนหนึ่งอย่างชมธวัชซึ่งถูกเหยียบย่ำความเป็นบุรุษเพศ โดยผู้ชายอีกคนที่มีเพศสภาพเป็นกะเทยซึ่งเขาทั้งแสนจะเกลียดและกลัว         แต่ในทางกลับกัน ฉากการกรีดร้องข้างต้นก็สะท้อนให้เห็นด้วยว่า ในขณะที่ชมธวัชเคยใช้ความเกลียดชังเป็นอำนาจกดทับบุตรชายที่มีความแตกต่างทางเพศวิถีมาก่อน แต่เพราะอำนาจไม่เป็นปฏิบัติการที่ “ไม่เข้าใครออกใคร” นิราจึงได้แปลงความเกลียดชังดังกล่าวมาย้อนเป็นอำนาจที่จะให้บทเรียนว่า ความเกลียดกลัวในจิตใจนั้นไม่เคยให้คุณกับผู้ใดได้จริงๆ                  จนมาถึงฉากโศกนาฏกรรมที่นิรากระทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อความลับเรื่องเพศสภาพถูกเปิดเผยมาในตอนจบ โดยมีตัวละครรอบข้างถูกดึงมารับรู้สถานการณ์ดังกล่าว ละครโทรทัศน์ก็ได้สรุปเป็นนัยๆ ว่า ความเกลียดชังเพียงเพราะวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันของคนเรา ไม่เพียงแต่จะสร้างบาดแผลให้กับผู้ที่ถูกเกลียดกลัวเท่านั้น หากแต่ยังมาซึ่งความเจ็บปวดในใจของผู้ที่เลือกปฏิบัติความเกลียดชังต่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน                  และแม้ภายหลังนิราจะรอดพ้นจากความตาย พร้อมกับมีเสียงก้องความในใจที่กล่าวว่า “…ก่อนที่คนเราจะตาย เราจะรู้สึกว่าชีวิตมีค่ามาก ในนาทีที่ทุกอย่างกำลังจะดับลง เราจะอยากกลับไปทำทุกอย่างให้ดีที่สุด อยากกลับไปยกโทษให้คนที่เราเคยโกรธเคยเกลียด...” แต่นั่นก็เป็นเสียงก้องเพื่อสะท้อนย้อนคิดไปด้วยว่า หากมนุษย์จะลดละเลิกความเกลียดชังต่อเพศวิถีหรือวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันได้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เราก็คงไม่ต้องรอให้ตัวละครมายกโทษให้อภัยกันและกันในฉากจบเช่นนี้หรอก

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)