ฉบับที่ 225 เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง



        อาจารย์บัณฑิต ป้านสวาท เขาทำงานพัฒนาชุมชน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างเข้มข้น เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและดูแล เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง และ เพจแม่กลองพานิชย์ ซึ่งเป็นสองเพจดังที่ไม่มีใครในสมุทรสงครามไม่รู้จัก การทำงานผ่านทางเฟซบุ๊คของเพจสมุทรสงครามจัดการตนเองและแม่กลองพานิชย์นั้นเป็นตัวอย่างของสังคมออนไลน์ดีๆ ที่เรียนรู้และพัฒนาการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชนออนไลน์เล็กๆ นี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวังดี ที่ฉลาดซื้อนำมาฝากกันในวันที่ลมหนาวเริ่มมาเยือน
 
ที่มาของสมุทรสงครามจัดการตนเอง
        จริงๆ แล้วสมุทรสงครามจัดการตนเอง มันไม่ได้ทำแค่เรื่องคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเดียวอย่างชื่อที่มันบอกไปคือสมุทรสงคราม คนสมุทรสงคราม  เราจะจัดการในเรื่องของตัวเราเอง ในพื้นที่ของเราเอง ฉะนั้นคือเรื่องความทุกข์ร้อนปัญหาอะไรต่างๆ ก็เอาเข้ามาคุยกันในกลุ่ม โดยกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์ค  ผมเคยมีประสบการณ์ในการที่ถูกกระทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็อาศัยพึ่งพาหน่วยงานบางหน่วยงานของรัฐไม่ได้ อย่างนี้เราก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้าอย่างนี้เราจะทำให้มันเกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าหน่วยงานทั้งหมดไม่ดี เพียงแต่ว่ามีบางหน่วยงานเขาอาจจะทำงานไม่เต็มที่  
        เมื่อคิดว่าส่วนใหญ่แล้วสื่อจะเป็นส่วนที่ช่วยในการกระตุ้นกระบวนการให้มันเป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็น เราก็เลยมองว่า ช่วงนั้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วมันมีอะไรที่จะสามารถช่วยได้บ้าง แล้วด้วยตัวของเราเองที่เราเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่ได้มีเงินทองมากมายที่จะทำสื่อ เราก็มีความรู้สึกว่า Facebook ง่ายที่สุด คือง่ายสุด ถูกสุด  ผมเชื่อว่าถ้าสังคมมันไม่ได้ฟอนแฟะ คนเขาจะต้องตัดสินใจจากข้อมูลข้อเท็จจริง เช่น เรื่องของการจอดรถในที่ห้ามจอด เมื่อก่อนจะมีปัญหามากเลยในตลาดแม่กลองเราก็ใช้วิธีการว่าเชิญชวนกัน ถ้าใครพบเห็นรถจอดในที่ห้ามจอด จอดผิดกฎจราจร ช่วงหลังๆ จะมีเรื่องรถทัวร์ที่มาเที่ยวในตลาดแม่กลองแล้วชอบจอดส่งนักท่องเที่ยวในที่ห้ามจอด เราก็เลยมีการพูดคุยกันว่าถ้าใครเจอช่วยถ่ายรูปเอามาลง  แต่ไม่ด่า แต่บอกว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หลักการคือ หนึ่งใช้ความจริงมาพูด ก็คือข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ คลิป หรือเสียง อะไรก็แล้วแต่ได้หมด ก็คือเอามาวางแต่ต้องให้ข้อมูล หมายความว่าถ้ามีแค่ภาพ คุณต้องอธิบายให้ฟังได้ นอกจากไม่ด่าแล้ว ก็ต้องไม่หมิ่นประมาทใคร เพราะในช่วงแรกๆ เลยมันมีการหมิ่นประมาทกันบ่อย
        ตอนที่เริ่มทำแรกๆ ก็จะไม่ค่อยมีคนสนใจกฎเท่าไหร่ แต่พอสักระยะหนึ่งจะมีคนนำข้อมูลเหล่านี้มาวางลงเรื่อยๆ เริ่มมีคนเยอะขึ้นภาพเหล่านี้มันก็จะแสดงไปด้วยตัวมันเอง พอแสดง คนก็วิพากษ์วิจารณ์หมายถึงว่าหน่วยงานน่าจะมาทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ คอมเม้นท์ด่า(หมิ่นประมาท) ก็มาก  ก็จะมีคนมาแจ้ง Admin ก็คือผม ผมก็ไปจัดการเตือนแล้วก็ลบข้อความ ถ้ายังมีอีกก็อัญเชิญออก อีกอย่างหนึ่งที่บอกว่าตรงนี้เราไม่ใช่แค่ว่าเราบอกเขาเฉยๆ เราทำเป็นกติกาของกลุ่มเลย ข้อตกลงร่วมกันของกลุ่ม ถ้าคุณมีความเห็นแบบไม่ว่าใคร เดี๋ยวผมส่งลิงค์ข้อตกลงให้ดู เป็นประกาศของกลุ่มเลย ถ้าส่งไปให้ดูอาจะรู้สึกว่าทำไมมันยาวจัง แต่ข้อตกลงเหล่านี้เกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่ม




 
มีคนเป็นสมาชิกประมาณกี่คนในเพจ
        นื่องจากจังหวัดเราเล็ก เราจะมีสมาชิกอยู่ประมาณ 34,000 ราย ถ้าจำไม่ผิด จังหวัดอื่นเขามีกลุ่มที่ใหญ่กว่านี้เขามีกลุ่มละเป็นแสนเลย แต่ว่าเรามองว่าเราไม่เอาใจใครนะ แต่ว่าเราเอาเรื่องที่เป็นประโยชน์มาคุยกัน เรื่องที่เป็นสาระที่เป็นประโยชน์เป็นเรื่องของการพัฒนาข้อเสนอแนะในส่วนของพื้นที่ แล้วก็เรื่องที่เป็นปัญหาที่ควรจะต้องแก้ อันนี้คือสมุทรสงครามจัดการตนเองดำเนินการมา 7 ปี ปีนี้ขึ้นปีที่ 8 อย่างที่เราบอกคือ กลุ่มเราคุยกันเรื่องส่วนรวม  ตอนนี้มี Admin อยู่ประมาณ 14 – 15 คน เนื่องจากว่าทีแรกผมคิดคนเดียวทำขึ้นมา พอทำขึ้นมาระยะหนึ่งเขาเรียกว่าธรรมชาติของกลุ่มมันทำให้เกิดการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอะไรหลายๆ เรื่องได้ คนที่เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจการทำงานของผม เริ่มเข้ามาช่วย มาช่วยเก็บข้อมูลทำนั่นทำนี่ มันก็เลยกลายเป็นว่าพอมีคนเข้ามาช่วย เราก็ได้ Admin เพิ่ม คือจริงๆ แล้วคนเป็นหมื่นๆ ผมควบคุมดูแลคนเดียวไม่ได้ ก็ได้จิตอาสาที่เป็นน้องๆ หลายคนเข้าร่วม เนื่องจากว่าเขาเห็นว่าสิ่งนี้มันเป็นประโยชน์กับจังหวัดกับพื้นที่
 
แล้วเพจแม่กลองพานิชย์เริ่มต้นอย่างไร
        ย่างที่บอกคือสมุทรสงครามจัดการตนเองดำเนินการมาสักพักหนึ่งเริ่มมีคนโพสต์ขายของเยอะขึ้น เราก็คิดกันในทีม Admin ว่าจะทำอย่างไรดี ก็เลยตัดสินใจยอมเหนื่อยอีกหน่อยหนึ่งไปสร้างกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้(พวกขายของ) ชื่อว่ากลุ่มแม่กลองพานิชย์ ก็คือเป็นกลุ่มขายของ คุณก็ไปขายเลยที่นี่ ทีแรกคนก็ยังไม่เยอะก็ไม่เท่าไหร่ เพราะว่าเขาต้องการขายของต้องการอะไรหลายๆ อย่าง พอเราตักเตือนนิดหน่อยที่ไม่เหมาะสมก็มาหาว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าอย่างนั้นไม่เตือนแล้ว วิธีการคือทำกติกาเหมือนสมุทรสงครามจัดการตนเองเลย แล้วกติกาของแม่กลองพานิชย์หนักหนากว่าสมุทรสงครามจัดการตนเองอีกในรายละเอียด เพราะว่าประสบการณ์มันค่อยๆ เกิด 
        ก็คือคนก็อยากจะขายแบบเสรี มาโฆษณาร้านขายเหล้า ร้านดนตรี ซึ่งโดยส่วนตัวของทีม Admin เราก็ไม่ตกลงแล้ว เราไม่อยากให้เรื่องพวกนี้มันสื่อออกไป อย่างกรณีของกฎหมายทางภาครัฐ ก็ไม่ให้โฆษณาขายเหล้าเบียร์อยู่แล้ว ประเด็นหนึ่งที่เราถือเป็นหลัก คือเรื่องของโพสต์ทั้งหมดจะต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหล้า เบียร์ อบายมุข 4  เรื่องการค้าบริการทางเพศ เรื่องของสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เราจะพยายามกรองให้  ได้มากที่สุด  “แต่ว่าบางทีเอาตรงๆ เราก็ไม่รู้ว่าอันไหนผิดก็มีนะก็ต้องปล่อยไป
 
ยกตัวอย่างได้ไหม
        ยกตัวอย่างเช่น รีเทนเนอร์ที่จัดฟันแฟชั่น ทีแรกเราก็ไม่รู้ว่ามันผิด แต่ว่าพอสักระยะหนึ่งมานั่งนึกดูพวกจัดฟันส่วนใหญ่เป็นทันตแพทย์ เราก็เลยใช้วิธีการปรึกษากับทางทันตแพทย์ในจังหวัด คุณหมอมานะชัย (ทพ.มานะชัย ทองยัง) ใช้วิธีการปรึกษาเราก็รู้ว่า อันนี้มันเป็นเครื่องมือหรือวัสดุทางการแพทย์ ถ้าไม่ใช่หมอฟันหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับใบประกาศเฉพาะทางที่ทำตัวรีเทนเนอร์อันนี้ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย เราก็เริ่มศึกษาพวกนี้ แล้วมันก็จะมีหลายๆ อย่างตามเข้ามาเช่น น้ำหอมฟีโรโมน ซึ่งเราว่าไม่เหมาะแล้ว หลังๆ มาตัวระเบียบกติกาต้องเป๊ะ คือใช้กฎหมายมาจับเป็นหลัก เช่นของที่มีบรรจุภัณฑ์เป็นของกิน ที่บรรจุภัณฑ์มันก็ต้องมีเลข อย.(เลขสารบบอาหาร) มีมาตรฐานที่ชัดเจนแสดงในการโพสต์ขายด้วย เรื่องยาลดความอ้วนห้ามเลย นมฟู รูฟิต นกเขาแข็ง คุณไม่ต้องหวังที่จะเข้ามาโพสต์ขายในเพจนี้  
        อีกส่วนหนึ่งที่เราพยายามคัดกรองคือ  เพจแม่กลองพานิชย์ จะมีระบบเลขสมาชิก ไม่ใช่เก็บเงินนะ อย่างที่บอกเรื่องพวกนี้มันเกิดมาจากลักษณะของการเป็นจิตอาสา หนึ่งคือเรามองว่าจัดการปัญหาส่วนรวมโดยมีบทเรียนส่วนหนึ่งจาก เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง แล้วก็มาเรื่องการค้าขายธุรกิจชุมชนที่เป็นแม่กลองพานิชย์ แต่ว่ามันก็ควรจะต้องให้เป็นตลาดสีขาว เราควรเป็นตัวอย่างของตลาดสีขาว มันก็เลยกลายเป็นว่ามีกติกาแล้วก็ของหลายๆ อย่างขายไม่ได้ ระบบเลขสมาชิกนี้เกิดขึ้นเพื่อที่ไม่ให้ผู้ขายเอาเปรียบผู้ซื้อและไม่ให้ผู้ซื้อเอาเปรียบผู้ขาย เพราะว่าในเมื่อคุณเป็นผู้ขาย คุณใช้เฟซอย่างเดียวไม่มีตัวตนก็ได้ จริงไหม เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะฉะนั้นเราเลยตั้งกติกา
        ทีม Admin ยอมเหนื่อยหน่อย คนที่เข้ามาที่นี่เขาจะต้องกรอกแบบฟอร์มใน Google Form เข้ามา ชื่อ ที่อยู่ ที่อยู่ปัจจุบัน ภูมิลำเนาเดิม เบอร์โทรศัพท์ ID Line E-mail สินค้าที่ขาย ถ้ามีหน้าร้าน หน้าร้านชื่ออะไรประมาณนี้ แล้วก็ต้องมีการส่งรูปหน้าตรงมาด้วย สิ่งหนึ่งที่เราไม่เอาคือเลขบัตรประชาชนเราไม่อยากมีปัญหา แต่ตรงนี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะส่งข้อมูลจริงมา ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะส่งไหม แต่อย่างน้อยก็เป็นการให้ได้ข้อมูลมากที่สุด มันก็เป็นการป้องกันอย่างหนึ่งว่า ถ้าเขาไม่ได้จงใจมาหลอกใครจริงๆ เขาก็จะส่งข้อมูลจริงๆ มา อันนี้ก็เป็นการป้องกันระดับหนึ่ง หลังจากที่ผู้ขายได้เลขสมาชิกไปแล้วเขาก็จะโพสต์ขายได้ มันก็จะมีกติกาเพิ่มว่าห้ามโพสต์เกินสามรูป ห้ามโพสต์เกินหนึ่งครั้งต่อวันแบบนี้ หนึ่งคือเพื่อไม่ให้โพสต์ในกลุ่มมากเกินไป เพราะว่ากลุ่มนี้จะมีสมาชิกอยู่ประมาณ 35,000 คน ผู้ขายตอนนี้ปัจจุบันที่เราออกเลขไปแล้วมีอยู่ 6,000 กว่าๆ เฉพาะผู้ขาย ทีนี้ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งมี 6,000 แล้วผู้ขายแค่โพสต์พันเดียวใครจะไปดูในโพสต์ บางคนโพสต์วันละสามสี่ครั้ง คือจำกัดไว้ว่าคนละหนึ่งโพสต์ต่อวันประมาณนั้น    
        สำหรับการดูแลผู้ซื้อ เราจะมีการเก็บข้อมูลเพื่อเวลาที่ผู้ขายเขาเอาเปรียบลูกค้า หรือสั่งแล้วไม่ไปส่ง หรือส่งของไปแล้วของบูด ของใช้ไม่ได้ พอลูกค้ารายงานกลับมาทาง Admin ก็สามารถให้ข้อมูลที่เป็นส่วนตัวผู้ขายได้ ถ้าเป็นลักษณะของการฉ้อโกงหรือเอาเปรียบผู้บริโภค เราก็จะให้ข้อมูลเขาเพื่อไปแจ้งกับ สคบ. หรือไปแจ้งตำรวจก็ได้ ซึ่งแล้วแต่รูปแบบว่าโดนเอาเปรียบแบบไหน นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง  
        ไม่ใช่แค่ดูแลคนซื้อ เราก็ดูแลคนขายด้วย คือมีวิธีป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อเอาเปรียบผู้ขาย อย่างนี้นะ สมมติว่าคนขายเขาส่งของไปแล้ว เกิดคนสั่งซื้อไม่อยู่ไม่รับของ หรือว่าเกิดความเสียหายกับผู้ขาย อันนี้เราก็จะมีกระบวนการ การเตือน การห้ามโพสต์ การแบนอะไรพวกนี้อยู่ คือให้มันเป็นตลาดที่มีความยุติธรรมกันระหว่างทั้งคู่ เราแค่คอยช่วยกำกับดูแลให้ประมาณนั้น  แล้วก็เป็นตลาดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย




 
ที่ผ่านมามีปัญหามากน้อยแค่ไหนสำหรับทั้งสองเพจที่ดูแลอยู่
        ส่วนใหญ่ถ้าจะเกี่ยวกับผู้บริโภคก็จะเป็นแม่กลองพานิชย์ ส่วนหนึ่งที่เราเจอปัญหาก็คือคนจะพยายามขายของประเภทที่ผิดกติกา เช่นพวกผลิตภัณฑ์สุขภาพ เมื่อก่อนช่วงแรกๆ ที่เรายังไม่สามารถกั๊กโค๊ดไว้ได้ ช่วงแรกๆ ที่ Facebook ออกมา ถึงจะทำเป็นกลุ่มขายของก็จริง แต่ว่าจะยังตั้งค่าไม่ได้ ใครโพสต์มันก็จะลงในกลุ่มเลยแต่ว่าช่วงหลังๆ มันสามารถกันได้   เมื่อก่อนมันจะมีกลุ่มคนพวกนี้ พวกขายยาลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกอย่าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถึงมี อย. เราก็ไม่ให้ลงขายนะ เพราะว่าเราไม่สามารถรู้ได้ว่าถึงจะมี อย. แต่ไม่รู้ว่าเขาจะใส่อะไรที่ไม่ถูกต้องไปหรือเปล่า สูตรที่แจ้งไปเป็นแบบนี้  แต่เวลาคุณทำจริงทำอีกแบบหนึ่งก็ได้เรากันไว้ก่อน คือมันไม่ใช่ของจำเป็นที่คนจะต้องกินก็ได้ เราห้ามเลย อีกส่วนหนึ่งก็คือพวกอาวุธพวกปืนเราก็ไม่ให้ บางคนเสนอขายมีดพับบัตรเครดิต  ซึ่งเป็นลักษณะมีดที่เป็นอาวุธเราก็ไม่ให้ขาย ส่วนของคุ้มครองผู้บริโภคอย่างที่ว่าคือเรามีกติกาเพื่อป้องกันการโกงกัน
 

สิ่งที่ได้รับจากการทำเพจทั้งสอง
        มื่อก่อนผมทำโดยวัตถุประสงค์หลักคือ ผมไม่ได้รับความยุติธรรมจากหน่วยงานรัฐหรือว่าจากสังคม เหมือนมองโลกในแง่ร้าย สมัยก่อนนะ แต่เมื่อเรามีจุดเปลี่ยนบางจุด ผมได้เข้าร่วมการอบรมในเรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับที่ใครหลายๆ คนเข้าใจนะ  บางคนจะเข้าใจว่าหลักคิดของจังหวัดจัดการตนเองคือการเลือกตั้งผู้ว่า การแบ่งแยกการปกครองมาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ หลักการคือมันเป็นการจัดการตนเองของภาคประชาชน ของคนในพื้นที่นั้นๆ อันนั้นคือจุดเปลี่ยนของผมที่ผมได้ไปรับรู้ข้อมูล
        สมุทรสงครามจัดการตนเองก็คือ เรามีหน้าที่ไปดึงจิตอาสามาจากบุคคลทั่วไปที่เขาอยู่ในชุมชนนี้ให้ออกมาช่วยกัน เราอาจจะดึงไม่ได้ทุกคน แต่เรากระตุ้นด้วยวิธีการผลักดันขับเคลื่อนเอาภาพมาแสดงให้เห็น แล้วหลังจากนั้นไปสักระยะหนึ่งมีการติดตามผล เราทำให้เห็นผลลัพธ์ด้วย ก็คือเราก็เอาภาพผลปลายทางมาลงให้ด้วย เราไม่ได้ลงเพื่อหน่วยงานรัฐ แต่เราลงเพื่อให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลของการที่เรารู้จักสิทธิของตนเอง รู้จักคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของตนเองที่มีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น เราทำไปแบบนี้แล้วผลที่ได้มันเป็นอย่างไร อันนี้คือที่เราพยายามดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาจากหลายๆ คนซึ่งหลายๆ คนเขาคิดว่าเขาไม่มีนะ แต่บางคนเขาก็สามารถฉุดดึงออกมาได้ก็ถือว่าโอเคนะ ร้อยคนดึงได้สักสองสามคน สร้างกระบวนการให้เขาขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ออกมาจากตัวเขาเองได้ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ


..................................
Fb : เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง
เป็นกลุ่มที่ใช้การนำเสนอประเด็นปัญหา การพัฒนาชุมชน และมุมมองด้านสังคม วัฒนธรรม โดยใช้กระบวนการปรึกษาพูดคุย ร่วมเสนอแนะแง่มุมต่างๆ ในการแก้ปัญหา และพัฒนาด้วยข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อสรุปก็ช่วยกันผลักดันไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นด้วย ซึ่งที่ผ่านมีหลายปัญหาในจังหวัดได้ถูกแก้ไขและเกิดการพัฒนาหลายอย่างด้วยกระบวนการเหล่านี้ด้วย
 
 Fb : แม่กลองพานิชย์
เป็นกลุ่มที่ช่วยให้เกิดช่องทางการค้าขายสินค้าและบริการของชุมชน ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อได้พบกันง่ายขึ้น ผู้ขายในชุมชนสามารถทำการตลาดได้ง่าย โดยมีโทรศัพท์มือถือ(สมาร์ทโฟน) เพียงเครื่องเดียวก็สามารถของสินค้าและบริการของตนเองได้ โดยกลุ่มแม่กลองพานิชย์มีกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย มีกลุ่มจิตอาสาเป็นผู้ควบดูแลกลุ่มไม่ให้เกิดความวุ่นวาย หรือการละเมิดกฎหมาย(พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ .. 2550) 

แหล่งข้อมูล: บัณฑิต ป้านสวาท แห่งเพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง

300 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค เพจสมุทรสงครามจัดการตนเอง เพจแม่กลองพานิชย์

ฉบับที่ 230 สำรวย กล้าวิเศษ พ่อค้าผักสดกับวิกฤตโควิด-19

หลายคนเวิร์กฟอร์มโฮมแต่ชาวฉลาดซื้อเปลี่ยนสำนักงานเป็นที่พักชั่วคราวและอยู่กับที่ตามนโยบายป้องกันโรค อย่างไรก็ตามเราก็ต้องขวนขวายหากิน ทำให้มีโอกาสพูดคุยกับพี่สำรวย ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งอาหารสำคัญของเรา เพราะพี่เขาเข็นรถขายผักคันน้อยๆ มาอำนวยความสะดวกให้เราทุกวัน ฉบับนี้จึงขอพาทุกท่านไปสัมผัสกับชีวิตของพ่อค้าคนยากที่ผันตัวเองจากชาวนาบ้านนอกมาเป็นผู้ขนส่งอาหารแก่ชาวเมืองหลวง ที่พึ่งยามวิกฤตโรคระบาดแห่งปี 2563              พี่สำรวย กล้าวิเศษ พ่อค้าผักสด วัย 55 พื้นเพเป็นคนบุรีรัมย์ แล้วย้ายมาอยู่สุรินทร์ แต่มาได้แฟนที่ร้อยเอ็ด เดิมเขาเป็นชาวนา แต่ไม่พอกิน ทำให้ต้องออกมาทำมาหากินต่างถิ่น โดยเริ่มจากเป็นพ่อค้าที่จังหวัดชลบุรีก่อนจะมาค้าขายผลไม้ที่เมืองหลวงตอนอายุ 40 กว่าๆ หรือเมื่อกว่าสิบปีก่อน แต่พี่สำรวยเพิ่งผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าขายผักสดเพราะเห็นว่า ได้กำไรดีกว่า ซึ่งถ้านับอายุงานก็เพียงแค่สองสัปดาห์เศษ เขากับรถเข็นคู่ใจ บรรทุกผักนานาชนิดไม่ต่างจากรถพุ่มพวงขนาดย่อม โดยเริ่มต้นทางจากตลาดมหานาค ตระเวณเข็นรถขายมาเรื่อยๆ จนถึงย่านอนุเสาวรีย์ชัยในเวลาสายๆ ค่อนไปเกือบเที่ยง มาค้าขายในกรุงเทพฯ เองหรือมีคนชักชวนมา         มีคนที่รู้จักสมัยก่อนทำงานด้วยกันชวนมา เขาให้ลองมาขายดู มาขายก็ดีเหมือนกัน เมื่อก่อนของมันถูก ขายได้แต่เดี๋ยวนี้ของแพงมาก แต่ก่อนผมไปหาบขายที่ชลบุรี ขายถั่วต้ม ไข่นกกระทา ขนมไข่หงส์ รับเขามาขายอีกที ขายอยู่ที่ชลบุรีไม่ถึงปีหาบหนักและมันไกลด้วย กินอยู่ก็ไม่สะดวก ฟืนไฟไม่ค่อยมี ตื่นแต่ดึกต้องต้มข้าวโพดต้มถั่ว ลำบากมาก เลยตามเพื่อนชวนเข้ามาขายผลไม้ตั้งแต่แรก ขายมาเรื่อยๆ จนถึงสิ้นปี ขายหลายที่แถวเยาวราช  หมอชิต สุขุมวิท เมื่อก่อนเดินไกลแต่เดี๋ยวนี้ไม่ไหวแล้ว ที่ต้องเดินเพราะจะได้ไม่ต้องเสียค่าที่ เดินเอาตลอด เพิ่งมาเสียค่าเช่าที่ตอนขายที่ซอยรางน้ำ ถ้าไม่เสียก็จอดรถเข็นไม่ได้ ขายที่รางน้ำคงได้นักท่องเที่ยวเยอะ        เมื่อก่อนขายคนจีนนะ ซอยรางน้ำคนจีนเยอะ ก็ขายมะม่วง มังคุด คนจีนเขาชอบทุเรียน มังคุด มะม่วง ลำไย ผลไม้หวานๆ ขายดีมาก เขาชอบของหวานๆ อย่างทุเรียนก็ชอบแบบสุกมากๆ ทำไมถึงเปลี่ยนมาขายผัก         เพิ่งขายได้ 2 อาทิตย์เอง ตอนนักท่องเที่ยวมากๆ เราขายผลไม้แบบชั่งเป็นกิโล ขายบริเวณแถวนี้ ซอยรางน้ำ ขายมะม่วง เงาะ ลำไย พวกมังคุด ละมุด พุทรา ขายผลไม้ทุกอย่างตามฤดูกาล เมื่อก่อนรายได้ดีแต่ตอนนี้ไม่ดีแล้ว พอเริ่มเจอโควิด 19 ก็ต้องเปลี่ยนเริ่มมาขายพวกผักตั้งแต่เดือนนี้ (เมษายน) คนเขาซื้อผักมากกว่าผลไม้ แต่ก็ลำบากเหมือนกัน ลำบากยังไง         มันขายยากขึ้นมากเลยครับ ต้นทุนของก็แพงมากขึ้นหาซื้อยากมาก ของที่ขายมีไม่เท่าเดิม(ความหลากหลาย) ผักหรือของบางอย่างก็ซื้อไม่ได้มันแพงเกินไป จะได้เท่าที่น้องเห็น บางทีลูกค้าถามหาผัก อย่าง คะน้า กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว พวกนี้แพงมากหรือก็ไม่มีให้ซื้อ ถึงซื้อมาก็ขายยาก ขายไม่ได้มันแพงมาก พี่จัดการเวลาขายอย่างไร         ผมไปตลาดมหานาค (บ้านพี่สำรวยอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น) ไปให้ถึงตลาดตั้งแต่ตีสี่(หลุดเคอร์ฟิวแล้ว)  ยากมาก ไปตีสี่ ตีสี่กว่าๆ นิด กลับมาเตรียมของกว่าจะเสร็จก็สี่โมงเช้า (ต้องซื้อเจ้าประจำไหม) ไม่ๆ ถ้าเจ้าเดิมไม่มีเราก็เดินซื้อไปเรื่อยๆ ที่มีผักขาย บางทีถ้าซื้อเจ้าประจำตอนนี้เขาขึ้นราคาเราก็ซื้อไม่ได้ไง ตอนนี้ลำบากเมื่อก่อนขายผลไม้ก็ขายไม่ได้ ขายผักๆ ก็ราคาสูงขึ้นอีกยิ่งไปใหญ่เลย เดี๋ยวนี้ของ(ผัก) มันแพง ส่วนหนึ่งเพราะมันหายาก พวกรายย่อยต้องแย่งกันเอาของมาขาย อย่างถ้าเราไปทันก็ทัน แต่ถ้าไม่ทันก็เรียบร้อยเลย อด ต้องตื่นให้ทันคนเขา แต่ดีกว่าขายผลไม้ตรงที่คิดว่า ทุกคนต้องกินอาหาร ทำอาหาร ผักอะไรพวกนี้ทุกคนยังต้องกินอยู่ ตอนนี้ก็คือทำอย่างนี้ไปก่อน        ใช่ คนเขายังต้องการผัก ทำกินไปวันๆ ก่อน ขายไปเรื่อยๆ ชั่วโมงหนึ่งก็เดินไปเรื่อยๆ เป็นจุดๆ ไม่ใช่ว่าจอดรถทิ้งไว้ที่ไหนตลอด มีเพื่อนๆ พี่ที่เปลี่ยนมาขายผักแบบบ้างไหม        เยอะ รับของจากที่เดียวกันหมดเลย แต่ละคนก็กระจายกันไปตลาดไทยบ้าง สี่มุมเมืองบ้าง มหานาค ถ้าไม่มีรถก็ซื้อแถวมหานาค ปากคลองบ้าง เพราะไปรถเมล์ง่ายกว่า แล้วพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำที่เราซื้อของเขา เขาลดราคาให้บ้างไหม        ราคาเขาลดบาทสองบาทได้ สมัยก่อน 50 สตางค์เอง เขาขายยกลังเขากินกำไรบาทสองบาท ถึงเป็นเจ้าประจำก็เหมือนเดิมเพราะเขาส่งมาแบบนั้น ที่เป็นเศษเขาก็ไม่เอา อย่าง 2,350 บาท 50 บาทเขาปัดออกให้เป็นถ้วน แต่บางคนไม่ลดเลย เต็มๆ เลย เขาบอกว่ากินกำไรแค่บาทสองบาท เป็นบางคนที่ลดให้ อย่างบางคนเราซื้อประจำเขาก็ไม่เอาเขาปัดออกเลยที่เป็นเศษ บางคนก็ไม่ได้จ่ายเต็มๆ เลยก็มีผักมันแพงมากแค่ไหนเมื่อเทียบกันกับช่วงเวลาปกติก่อนโควิดก็อย่างเคยขายถุงละ 80 บาทตอนนี้เป็น 200 บาทแล้ว คะน้าขึ้น 200 ผักบุ้ง 100 บาท ถั่ว 50 บาท เอามาขายไม่ได้มันแบ่งไม่ได้ อย่างเช่น เราเคยขายมะนาว ห้าลูก 10 บาท ตอนนี้ไม่ได้อะไรเลยคะน้าจากเดิมพี่ได้กำไรก็ได้ครึ่งต่อครึ่ง คะน้าธรรมดาแบ่ง 10 บาท มันได้ 20 กำ ตอนนี้ 20 กำ 200 บาท เราไม่ได้สักบาทเลย ส่วนผักที่เลือกมาขายคือที่ยังขายได้ มันได้ครึ่งๆ ก็ยังดี เราก็ยังได้ค่ากับข้าวค่าอะไรๆ บ้าง ถ้าเราขายหมด ถ้าขายไม่หมดกำไรก็ติดลบอยู่ ก็ไปซื้อมาเพิ่มอีกนิดหน่อย ไม่ต้องลงทุนเยอะ บอกได้ไหมว่าตอนนี้มีรายได้วันละเท่าไหร่        เมื่อก่อนมีรายได้วันละ 600 -  800 บาท แต่เดือนนี้ไม่ถึงแล้ว วันละ 400 - 500 บาท ก็ให้ได้เถอะ บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้ สมัยก่อนวันละเป็น 1,000 ถึง 2,000 บาท เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย เป็นทุกคนกระทบหมดเลยผักที่ขายดีที่สุดของเราในช่วงนี้คืออะไร         มีผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า(ถ้าหามาได้) มะละกอก็ขายได้ดี ถั่วฝักยาว มะเขือพวง ทุกอย่าง 10 บาทหมด กะเพรา โหระพา ใบแมงลัก ก็ยังขายได้ พวกเครื่องแกงเครื่องต้มยำขายได้ คนเขาซื้อไปทำกินที่บ้าน คนที่มาซื้อเขามาซื้อปกติ หรือเขามีการป้องกันอะไรมากขึ้นไหมคะ         ระวังตัวเพิ่มมากขึ้น เขาก็จะถามว่าผักมีสารพิษไหม เราก็บอกไม่รู้ รับเขามา เราก็บอกเขาให้ไปแช่น้ำเกลือก่อนก็ได้แล้วค่อยทำกิน ทุกวันนี้เขาใช้สารเคมีทั้งนั้น ร้านส่งเขาก็ตอบไม่ตรง เขาก็บอกผักสวยผักงามแค่นี้แหละ คนกินก็ต้องดูแลตัวเอง ทุกวันนี้ก็มีสารพิษหมด เวลาไปซื้อเดินดูถูกใจก็ซื้อเลย เวลาเราถามเขาก็ตอบไปอย่างนั้นแหละ เขาบอกผักสวย ปลอดสารพิษนะ แต่ก็ไม่จริงหรอก ถ้าพี่เป็นคนกินเองเวลาพี่ซื้อผักพี่จะทำอย่างไร        ส่วนมากไม่ค่อยได้กินผักมาก อยู่บ้านนอกก็จะกินผักที่ปลูกที่บ้าน ผักสวนครัว แต่ถ้ากินผักก็จะดูที่ใบที่มีแมลงกิน ก็จะกินแบบนั้นเพราะส่วนมากจะไม่ปลอดภัย เวลาล้างก็แช่น้ำ แต่ส่วนมากไม่ค่อยทำกินเองซื้อเขากิน พวกผัดกะเพรา ต้มยำ ถ้าเป็นที่บ้านนอกจะปลูกเองผักที่ป่าเยอะเลย ปลูกกินเองก็มีเกิดจากธรรมชาติก็มี ถ้าฝากถึงรัฐบาลได้ เขาคงช่วยได้เป็นบางคน คงช่วยไม่ทุกคนหรอก ตัวผมนี่ยังไม่ได้อะไรเลย เมื่อก่อนขายได้แต่ตอนนี้ขายไม่ค่อยได้ เวลาขายมันสั้นมาก(ติดเคอร์ฟิว) เมื่อก่อนขายถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง แต่ตอนนี้ขายได้แค่สี่ทุ่ม แต่ก่อนมีร้านเย็บผ้า ร้านนวด สปาเขาซื้อเรา ถ้าได้ทิปเยอะ เขาก็ซื้อเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ปิดหมดเลย ผักผลไม้ขายไม่ได้ มองข้างหน้าไว้อย่างไรบ้าง                   เหมือนมันไม่มีอะไรแน่นอน อยากให้มันแน่นอนบ้างนะ (น่าจะหมายถึงมาตรการหรือนโยบายเกี่ยวกับผู้ค้ารายย่อย) บางทีเราจอดตรงนี้ได้ พอไปๆ มาๆ ก็ยกเลิกบอกให้เราทำตรงนั้นตรงนี้ ทุกวันนี้มันไม่แน่นอนเดี๋ยวได้ย้ายอีก ถ้าที่ประจำเราจอดหน้าบ้านเราได้ อันนี้ที่ฟุตบาท บางทีเขาจะเปลี่ยนแปลงใหม่เขาก็ให้ย้ายไป อาชีพค้าขายไม่แน่นอนแบบพี่เลยไม่มีอะไรแน่นอนให้วางใจได้เลย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 229 น้ำเข้ารถ... ความผิดใคร รถหรือคน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นคือน้ำเข้าในตัวรถ ไม่ว่าจะล้างรถหรือฝนตกน้ำจะเข้ามาในตัวรถตลอด มันเข้าทั้งสี่ประตูเลย ที่เห็นครั้งแรกคือ ขับรถจากเมืองทองธานีกลับบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร  แล้วฝนตกตลอดทางเมื่อมาถึงบ้านแล้วเห็นว่าในรถเปียกดูว่ามันมีน้ำเข้ามา ก่อนหน้านี้เคยได้กลิ่นอับในรถแต่พี่ไม่ได้สังเกต ที่เห็นด้วยตา คือวันนั้นวันแรกที่ว่าขับมาแล้วฝนตกมาตลอด” คุณวัลทิชา ประสงค์เวช ผู้บริโภคเดินทางเข้ามาร้องเรียนที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ด้วยปัญหามาตรฐานของรถยนต์    ทราบปัญหาเรื่องน้ำเข้ารถเมื่อไร         ครั้งแรกที่เห็นคือประมาณสักสองประตู เยอะอยู่ พี่ก็เอาไปเข้าศูนย์ให้เขาทำ เขาก็บอกว่าเขาจะซีล (seal) ให้ พี่ไปรับรถพี่ก็พยายามจะถามว่ามันเกิดจากอะไร ตรงไหนอย่างไร ซึ่งพนักงานคนนั้นเขาพูดติดๆ ขัดๆฟังยาก ซึ่งเราก็เข้าใจยากก็พยายามฟังก็ไม่ได้ตำหนิอะไรเขาตรงนั้น เข้าใจว่าเขาซีลใหม่ตรงประตูทั้งสองประตูที่น้ำเข้า หลังจากที่พี่ใช้ไปอีกสักระยะหนึ่ง พี่จอดรถไว้กลางแจ้งแล้วก็เดินไปโรงพยาบาล ตอนนั้นฝนตกก็ไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง พอกลับมาที่รถ ปรากฏว่าน้ำเข้ามากกว่าเดิมในตำแหน่งเดิม พี่จึงกลับไปที่ศูนย์นั้นอีก แล้วเขาก็แก้ไขให้อีก คือถ้านับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (วันที่ให้สัมภาษณ์) พี่ทำมาแล้วห้าครั้ง เขาก็แก้ไขปัญหาด้วยการซีลที่ตัวประตูทุกครั้ง ตอนนี้พี่ก็เจอเพิ่มว่ามันไม่ใช่สองประตูแล้ว ทุกวันนี้กลายเป็นสี่ประตูเข้าทั้งสี่ประตูเลย  ไม่ไหวแล้วจึงมาร้องเรียนที่มูลนิธิฯ         จริงๆ แล้วพี่เอาเข้าศูนย์ฯ แล้วสี่ครั้ง แต่พี่ก็ติดต่อกับมูลนิธิฯ เพื่อขอให้ช่วยเรื่องเจรจากับทางบริษัทรถยนต์ แต่การเจรจามันไม่ได้ช่วยทำให้เรารู้สึกดีหรือมีความมั่นใจในสิ่งที่เขา (บริษัท) พูด เพราะเขาไม่ได้เคยทำในสิ่งที่พูดเลย พี่ก็เริ่มไม่มั่นใจ หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์แต่ว่าการพูดจาของเขามันทำให้พี่รู้สึกว่าแย่ลงไปกว่าเดิม เหมือนพี่ถูกกระทำมากกว่าเดิม พี่ก็ลองให้โอกาสเขาอีกสักครั้ง ก็คือการเข้าไปซ่อมครั้งที่ห้า ที่เป็นศูนย์ของบริษัทใหญ่เขาเลยที่ถนนศรีอยุธยา พี่ก็ลองดูว่าเอาอีกครั้งเผื่อว่ามันจะดี เพราะว่าสี่ครั้งที่ผ่านมาพี่ไม่ได้ซ่อมกับศูนย์เขาเลย พี่ก็เปลี่ยนศูนย์แต่ล่าสุดที่เจอก็คือ พอพี่ล้างรถแค่ล้างรถนะยังไม่ได้เจอฝนจริงๆ ปรากฏว่าน้ำเข้าแล้ว         ตอนที่มาขอคำปรึกษากับมูลนิธิฯ  ทางนี้ช่วยเรื่องเจรจาให้ ซึ่งพี่ก็ทดลองให้เขาลองซ่อมอีกสักครั้งหนึ่ง ซ่อมครั้งนี้ไม่ดีครั้งที่ห้าแล้ว พี่จึงติดต่อกลับมาที่มูลนิธิฯ อีกว่าพี่เจอปัญหานี้ ทางมูลนิธิวันนั้นก็นัดกันกับบริษัทรวมทั้งเชิญนักวิชาการมาดูในการตรวจสอบ ให้เขาเห็นว่าน้ำเข้ารถจริง ทางบริษัทเขาเห็นว่าหลังจากที่ซ่อมห้าครั้งแล้วมันก็มีการเข้าจริง ตรวจสอบวันนั้นก็เห็นกันเลยว่าเข้าหมดเลยทั้งสี่ประตู ทดสอบอย่างไรบ้าง         เราทดสอบด้วยการเอารถไปที่ศูนย์แล้วก็ใช้สายยางฉีดน้ำ ไม่นานค่ะเหมือนพี่ล้างเอง ก็ไม่นานไม่กี่นาทีเอง น้ำก็เข้าเลย พอเห็นพร้อมกันทั้งสองฝ่าย คือเรากับเขา เขาบอกจะให้เราเอาไปซ่อมอีก เขาสันนิษฐานว่าตัวซีลพลาสติกมันไม่แนบสนิทมันมีช่องว่างช่องโหว่ซึ่งทำให้น้ำเข้าได้ และช่องว่างนั้นมันก็เกิดจากฝีมือของช่างที่ทำ  มันก็เลยทำให้พลาสติกมันไม่แนบสนิทไปกับตัวซีลเลยเป็นเหตุให้น้ำเข้าในตัวรถ เขาอ้างอย่างนั้น        เขาบอกว่าเขามีตัวซีลมาใหม่ ซึ่งมันจะมีคุณภาพดีกว่าที่แล้วๆ มา อยากให้เราเอาไปซ่อมอีก คือใช้ซีลตัวใหม่อะไรประมาณนี้ พี่ก็ไม่ได้รับข้อเสนอตรงนั้นเพราะพี่เชื่อว่าห้าครั้งแล้วมันไม่ได้ทำความมั่นใจให้เราแล้ว พี่ก็ถามเขาว่าแล้วซีลตัวเดิมที่ใช้กับรถพี่มันใช้กับรถรุ่นอื่นของยี่ห้อนี้ไหม เขาก็บอกว่าใช้ พี่ก็บอกว่าแล้วทำไมมันถึงยึดที่เกรด ถ้าคุณบอกว่าปัญหามันเกิดจากตรงนั้น ทำไมมันเกิดที่รถพี่อย่างเดียวถ้าคุณใช้ซีลตัวเดียวกันหมดไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนของรถคุณก็ตาม เคยพบปัญหาแบบนี้ในรถแบบเดียวกันกับของพี่ไหม         ถ้าเป็นคนรู้จักกันพี่ก็ไม่ค่อยรู้จักใครที่ใช้ แต่เท่าที่พี่เคยอ่านในเน็ตก็จะมีอยู่รายหนึ่งที่เหมือนพี่ คือน้ำเข้าที่ประตูเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปตามต่อแต่รู้สึกว่าเคสนั้นเขาเป็นคดีกัน เพราะว่าเจ้าของรถเขาไปร้องในงาน Motor Show เขาก็เป็นคดีกันไป รถคันนี้พี่ซื้อปลายปี 2560 ได้รถเดือนธันวาคม 60 แต่พี่ไม่ได้ขับเลย พี่จอดเอาไว้ พี่ขับจริงๆ คือปีใหม่ของปี 2561 เป็นช่วงที่ไม่ใช่หน้าฝน พี่ก็ขับมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าฝนพี่ถึงเห็นตรงนั้น จุดประสงค์ของพี่ต่อการร้องเรียนครั้งนี้คืออะไร        เราเคยเจราจากันตั้งแต่ตอนที่พี่ซ่อมไปแล้วสี่ครั้ง พี่ขอให้เขาซื้อคืน ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เขาปฏิเสธ คือตอนนั้นที่พูดคุยกันว่าเราจะทำข้อตกลงว่า ถ้าพี่ซ่อมครั้งที่ห้าไม่หายเขาต้องซื้อคืน โดยซื้อคืนเกินราคากับตลาดทั่วไป พี่เรียกเกินจากตลาดทั่วไป 15 เปอร์เซ็นต์ เขาก็รับปากรับคำวันนั้น วันนั้นที่คุยกันคือซื้อคืนเกินราคาตลาด ซึ่งพี่ยังไม่ได้แจ้งว่ากี่เปอร์เซ็นต์เพราะว่าพี่ขอไปดูก่อน หลังจากที่พี่ตกลงใจว่าขอเป็น 15 เปอร์เซ็นต์พี่ก็โทรไปบอกเขา แต่เขาก็ปฏิเสธกลับมาว่ายังไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไรจะให้ทำข้อตกลงได้อย่างไร มันเป็นการบิดพลิ้วในสิ่งที่พูดกันวันนั้นว่าเขาจะต้องทำข้อตกลงว่า หนึ่ง ในระหว่างซ่อมมีรถให้เราใช้ อันที่สองถ้าซ่อมแล้วไม่หายให้เราทำอย่างไร แต่หลังจากที่บอกเรื่องราคาว่าเกินราคาตลาด 15 เปอร์เซ็นต์ เขาก็โยกอีกทางว่าก็ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรให้ทำข้อตกลงได้อย่างไร   มันไม่เป็นไปตามที่เราพูดคุยกัน เสียความรู้สึกมากไหม เห็นว่าชอบรถยี่ห้อนี้        เรามั่นใจว่าบริษัทแบบนี้มันน่าจะมีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกดี ลายเป็นว่าคุณไม่ซื้อเราคืน และยังพูดจาทำร้ายเรา ขณะที่เราเจอปัญหากับรถแล้วเรายังจะมาเจอกับปัญหาคำพูดของคุณอีก เหมือนเราถูกทำซ้ำๆ เราทุกข์อยู่แล้วเขาไม่ได้ช่วยให้เราคลายทุกข์ลงไปสักนิดเดียว แต่กลับเป็นการเพิ่มขึ้นมาด้วยซ้ำไป   วันนั้นพี่รู้สึกเหนื่อย แล้วรู้สึกว่าบางอย่างมันดำเนินการช้า ข้อตกลงก็ไม่มี แต่พี่ก็เอาไปซ่อมอีกครั้งเป็นครั้งที่ห้า โดยที่พี่ก็ไม่ได้แจ้งทางสำนักงานใหญ่เขาว่าพี่เอาไปซ่อมแล้วหรือว่าเอาไปแจ้งที่ดีลเลอร์ที่พี่ซื้อมาพี่ก็ไม่ได้แจ้ง        พี่ว่าพี่พอแล้วกับการซ่อมห้าครั้ง พี่ถือว่าพี่ให้โอกาสเขามากแล้ว ห้าครั้งแก้ไม่หายแล้ว มันจะมีอะไรมาให้พี่มั่นใจว่าครั้งที่หก เจ็ด มันจะหาย ถูกไหมคะ เราใช้รถมาเข้าปีที่สามแล้วประกันจะหมดแล้ว ถ้าหมดประกันไปแล้วพี่ต้องจ่ายเองทั้งหมด ทั้งๆ ที่ปัญหาที่มันเกิดไม่ได้เกิดจากพี่เลยมันเกิดจากการผลิตของคุณ แล้วคุณก็รับประกันเราแค่สามปี หลังจากนั้นเราก็ต้องรับผิดชอบเองตลอดไป ในเมื่อมันแก้ไม่หายแบบนี้ การแก้ของเขานี่คือไม่ใช่ว่าแก้ตรงนี้แล้วเราจะเจอเลยนะ เขาฉีดน้ำให้เราดูวันนั้นมันก็ไม่เข้า แต่เราใช้ไประยะหนึ่งมันถึงจะเข้ามันเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการควรเป็นอย่างไร         อันนี้มันเป็นเรื่องความปลอดภัย ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ที่เขาอ้างว่ามันไม่ใช่เกี่ยวกับความปลอดภัย เขาพูดกับพี่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับความปลอดภัย เขามองว่าถ้าเครื่องยนต์มีปัญหาคือเรื่องความปลอดภัย แต่พี่มองว่านี่ก็คือความปลอดภัยของพี่ที่จะขับรถไปทั้งๆ ที่น้ำก็นองอยู่ในรถ รถเป็นราแล้วพี่จะเป็นโรคไหม พี่มองว่าการที่รถจะออกจากบริษัทมันควรจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น เข้มงวด ถึงแม้เขาจะอ้างว่ามันก็ต้องมีบ้าง แต่พี่มองว่ามันไม่ควรจะมีบ้าง มันไม่ควรมี ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วคุณควรรับผิดชอบเราไม่ให้รู้สึกแย่ไปกว่านี้ ให้เรารู้สึกว่าเราได้รับการดูแลที่ดีเพราะเราซื้อคุณในราคาเต็ม เราไม่ได้ซื้อคุณในราคาที่ลด พี่พูดกับเขาว่าถ้าคุณบอกกับเขาว่ารถคุณมีปัญหามาก่อนแล้วฉันซื้อ ฉันยอมรับว่ามันมีปัญหามาก่อน แต่คุณไม่เคยบอกแล้วคุณก็ขายฉันในราคาเต็ม พี่เขียนจดหมายถึงบริษัทแม่เขาเลยที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ตอนนั้นคือครั้งที่สี่หลังจากที่มามูลนิธิแล้ว สิ่งที่ทำตอนนี้         คิดว่าพี่คงต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมาย อาจจะต้องฟ้องคดี อยากบอกให้รู้ว่าถ้าคุณไม่รับผิดชอบแล้ว มันต้องมีกระบวนการอื่นที่จะมาช่วยตรงนี้ เราก็ไม่ควรจะนิ่งเฉยหรือยอมคุณต่อไป เพราะพี่ถือว่าห้าครั้งพี่ยอมมามากแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้รถอยู่ พอหน้าฝนพี่จะขนหัวลุกพี่หลอนมากเลย เวลาพี่ไปทำงานพอฝนตกพี่จะไม่ออกยังไม่กลับ ลำบากมาก ขณะขับไปแล้วฝนตกกลางทางพี่ก็จะภาวนาว่าอย่าตกเยอะนะพี่จะเป็นอย่างนี้ตลอด เราหลอนตลอดจิตตก         พี่อยากฝากถึงคนอื่นๆ ถ้าเราเจอปัญหาและเราไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างนี้ เราควรลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ของเรา เราอาจจะไปหาหน่วยงานที่เราคิดว่าสามารถสนับสนุนหรือช่วยเหลือเราได้ เราไม่ควรที่จะเอาของๆ เราที่มันไม่ดีไปขายต่อให้คนอื่น เขาเคยแนะนำพี่นะคนจากบริษัท คนที่มาเจรจาบอกให้พี่ซ่อมก่อนแล้วเอาไปขาย แต่พี่บอกว่าถ้าพี่จะขายก็ขายได้ในราคานี้ มีดีลเลอร์ของบริษัทนี้ที่อยู่ที่อื่นก็อยากได้รถพี่มากเลย พี่ไม่กล้าขายเพราะพี่ไม่อยากเอาความทุกข์ที่พี่มีไปให้คนอื่น พี่ไม่อยากเอาของที่เรารู้ว่ามันไม่ดีแล้วไปให้คนอื่นแล้วพี่ก็รอดตัวไป พี่ไม่ทำ ไม่หาวิธีการนั้น  หาวิธีการดำเนินการทางกฎหมายกับคนที่ผลิตของออกมาดีกว่าที่เราเอาของที่ไม่ดีแล้วเอาไปโยนให้คนอื่นต่อ กลัวไหมการฟ้องคดีกับบริษัทใหญ่แบบนี้        พี่ไม่กลัวค่ะ พี่มองว่าถึงแม้เขาจะมีฝ่ายกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญแล้วก็เจอคดีมาเยอะ พี่เชื่อว่าพี่ไม่ใช่รายแรกที่ลุกขึ้นมาฟ้องเขา และเขาก็อาจมีทางหนีทีไล่ และพี่ก็รู้ว่าพี่จะต้องเหนื่อยอีกหลายรอบหลายครั้ง แต่พี่ว่าอย่างไรพี่ก็ต้องลุกขึ้นมาทำตรงนี้ พี่ยอมเหนื่อยพี่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ เราต้องสู้ให้เห็นว่า ถึงคุณจะเป็นบริษัทอะไรอย่างไร แต่คุณต้องมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบ คุณไม่ใช่ใช้วิธีการที่ทำให้เรารู้สึกว่าให้เราล้าไปเอง เหนื่อยไปเองไม่อยากต่อสู้กับคุณอีกต่อไป พี่รู้สึกเหมือนเขาใช้กลยุทธ์แบบนี้กับเรา ให้เราเหนื่อย ท้อแท้ กลัวสารพัดแล้วจะเลิกราไปเอง มันไม่เชิงเป็นแรงผลักดันแต่ปกติพี่เป็นคนไม่กลัวและพี่คิดว่าพี่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิทธิ์อันชอบทำ

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 228 เมื่อนวดไทย เป็นมรดกของโลก

“เมื่อปลายปี 2019 คณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก มีมติประกาศให้นวดไทยติด 1 ใน 15 มรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโกประจำปี 2019 ซึ่งจัดประชุมครั้งที่ 14 ขึ้นที่โบโกตา ประเทศโคลอมเบีย มติของยูเนสโกให้ขึ้นบัญชี "นวดไทย" (Nuad Thai, traditional Thai massage) เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) พร้อมกับมรดกวัฒนธรรมฯ จากประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศ” ฉลาดซื้อจึงขอร่วมแสดงความยินดีกับเรื่องนี้ ด้วยการพา ดร. ภก.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก หัวหน้าหน่วยวิจัยระบบภูมิปัญญาสุขภาพ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ เล่าถึงความดีงามของนวดไทย ว่าทำไมยูเนสโกเห็นว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก ทำไมยูเนสโกจึงเลือก “นวดไทย”         ทำไมยูเนสโกเขาคิดเรื่องว่าเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้   ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่ง ก็คือว่าในโลกของยุคสมัยใหม่มันมีลักษณะการจดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ของสิทธิ์ต่างๆ ในหลายลักษณะมากที่เขาเรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็การแสดงความเป็นเจ้าของมันก็ทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งที่เป็นวัฒนธรรม ซึ่งมีการสร้างสรรค์โดยมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมาเยอะแยะ เพราะว่าถ้าเมื่อไรผูกขาดความเป็นเจ้าของโดยใครคนใดคนหนึ่งจะกระทบคนอื่นที่เขาเคยใช้ประโยชน์ อันนี้เป็นเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ต้องคิดถึงว่า แล้วจะปกป้องคุ้มครองสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมเหล่านี้ เป็นความรู้เป็นการปฏิบัติที่คนเคยทำกันมาแล้วสืบทอดกันมาได้อย่างไร ไม่ให้ถูกฉกฉวยเอาไปเป็นจดสิทธิบัตรของที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น จดสิทธิความเป็นเจ้าของ ของใครคนใดคนหนึ่ง อันนี้ก็เรียกว่าเป็นภัยคุกคามต่อเรื่องวัฒนธรรมของมนุษย์         เพราะฉะนั้นเขาก็เลยคิดว่ายูเนสโกควรมีบทบาทในการทำเรื่องนี้โดยการขึ้นทะเบียน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า List Type ผมอยากจะแปลเป็นภาษาไทยว่าเป็นการประกาศจารึกไว้ว่า นี่มันเป็นสมบัติของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นเขาก็ใช้อนุสัญญาฉบับนี้เพื่อที่จะทำให้ประเทศต่างๆ มาทำเรื่องนี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น หัวใจของการที่ได้ขึ้นจารึกว่าเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ขึ้นไปเป็นของประเทศนั้นประเทศนี้คนอื่นห้ามมาใช้ มันจะคนละ concept  คนละวิธีคิดกับเรื่องของสิทธิบัตรคนละเรื่องกันเลย มันไม่ใช่การแสดงความเป็นเจ้าของ แต่มันเป็นการแสดงว่าเป็นของมนุษยชาติที่โลกนี้มนุษย์ควรจะต้องช่วยกันดูแล ช่วยกันคุ้มครองอย่าให้มันสูญหาย ต้องช่วยกันดูแล concept ตรงนี้ ต้องเข้าใจกันให้ชัด เพราะว่าผมได้มีโอกาสไปคุยกับราชการบางส่วนที่พอเห็นว่า  นวดไทยขึ้นยูเนสโกแล้วอยากจะโหนกระแส โดยไม่เข้าใจ concept ของเขา แล้วก็จะบอกว่าถ้าเราได้ขึ้นยูเนสโกอย่างนี้เราก็จะไปขอจดสิทธิบัตรได้ไหม เพราะนี่เขารับรองเป็นมรดกโลกแล้ว ผมบอกไปว่าคนละเรื่องกัน ความต่างของนวดไทยกับนวดแบบอื่นๆ         ขอบเขตของนวดไทยไม่ใช่แค่นวดภาคกลางแต่หมายถึงนวดพื้นบ้านด้วย นวดพื้นบ้านที่อยู่ตามภูมิภาคต่างๆ มันมีภูมิปัญญาของเขาเกิดขึ้นมาเอง สัดส่วนของร่างกายในแต่ละภาคจะมีชื่อเรียกของเขา กระบวนการนวดรักษาแตกต่างกัน  ฤาษีดัดตนกับนวดไทยก็ไม่รวมกัน         คือเราบรรยายในเอกสารที่เราเสนอยูเนสโกว่า เรื่องของนวดไทยเราเป็นทั้งศาสตร์เป็นทั้งศิลปะในการดูแลสุขภาพของคนไทยที่ไม่ใช้ยา โดยใช้มือผสมกับกาลเวลา โดยมีตัวทฤษฎีที่เป็นหลักการสำคัญก็คือเรื่องของเส้นโดยเฉพาะเส้นประธาน 10 ในส่วนของตรรกะอาจจะมีส่วนที่ใกล้กับราชสำนัก(นวดแบบหนึ่ง) ก็จะมีองค์ความรู้ที่เป็นระบบมากหน่อย ก็จะมีเรื่องของเส้นประธาน 10 อย่างชัดเจน   ในส่วนที่แตกต่างกันไปตามหัวเมือง concept เรื่องเส้นกับลมก็ยังมีอยู่อย่างชัดเจน ไม่ต่างกัน แล้วก็เรื่องของธาตุที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ ธาตุทั้ง 4 คือเขาจะอยู่บนๆ เพียงแต่ว่าความลึกความละเอียดมันอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็ concept เดียวกันคือเรื่องเส้น เรื่องลม เรื่องธาตุที่จะมาจัดการกับความเจ็บป่วยโดยใช้มือกับส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เน้นใช้ยา         แล้วก็เราก็พยายามทำให้กระจ่างบอกว่า concept เรื่องเส้นประธานของเราก็ไม่ได้เหมือนกับทางจีนทางอินเดียเสียทีเดียว มันก็มีความแตกต่างกัน มีบางคนชอบพูดว่าเราเอามาจากอินเดียพอเราไปดูอินเดียก็ไม่เห็นมี นวดจีนก็เป็นอีกแบบก็มีเส้นลมปราณของเขา ซึ่งเราก็เคยเชิญอาจารย์จากปักกิ่งมา เขาก็มาสาธิตวิธีการนวดของเขาแลกเปลี่ยนกับของเรามันก็มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ทฤษฎีเส้นประธาน 10 ของเราของเขาก็ไม่มี เขามี 12 14 เส้นของเขา ส่วนของอินเดียเขาก็มีจักรกะต่างๆ ซึ่งเป็นตำแหน่งของพลังงาน แต่ก็มีแนวดีที่คล้ายของเรา แนวอินทารา   แต่ก็ไม่ใช่ตรงกันเสียทีเดียวชื่ออาจจะพ้องกันสามเส้นสี่เส้นก็แล้วแต่ แต่ว่าทิศทางหรือการนำมาใช้ก็คนละเรื่องกัน พูดง่ายๆ คือคนละศาสตร์กัน         แต่ว่าของบางอย่างมันก็อาจจะมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันได้ เพราะมันก็อยู่บนร่างกายมนุษย์เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้เราก็พยายามจะทำให้ชัดเจนว่ามันก็เป็นลักษณะที่มีความเฉพาะของไทยเรามีความเฉพาะเจาะจงพอสมควรเพื่อป้องกันว่าจะมีคนอ้างว่า เช่นนวดไทยเป็นของอินเดียเราไปเสนอได้อย่างไร อันนี้เพื่อจะเคลียร์ประเด็นพวกนี้ ต่อไปนี้เราจะไม่พูดว่านวดไทยมาจากอินเดียเพราะมันไม่มีหลักฐาน นวดไทยมาจากจีนมันไม่มีหลักฐาน พูดไปโดยไม่มีหลักฐานมันไม่เกิดผลดีอะไร เราควรจะพูดจากสิ่งที่ปรากฏแล้วเราก็อาจจะสันนิษฐานว่ามันมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในลักษณะไหน อาจจะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน มันเป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมที่เวลาคนไปมาหาสู่กันก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน แต่จะบอกว่าอันนี้มาจากที่นั่นที่นี่โดยตรงมันพูดยาก ยกเว้นบางเรื่องชัดๆ อย่างเช่น พุทธศาสนามาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่อินเดียตอนเหนือถึงแม้กระนั้นก็ตามก็ยังมีคนเถียงอยู่นะว่าไม่จริงหรอกอันนี้ก็ว่ากันไป วัฒนธรรมมันเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมายาวนานใช้เวลา การจะพูดอะไรควรจะพูดจากหลักฐานที่มีอยู่พูดเกินเลยหลักฐานมันสร้างปัญหา แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า จริงๆ การทำงานชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เราต้องการบอกว่าของเหล่านี้มีคุณค่าต่อมนุษย์เท่านั้นเอง การนวดมีอันตรายไหม          คนที่นวด นวดไปทำไม นวดไปเพื่ออะไร จากที่ไหนคุณภาพเชื่อถือได้ไม่ได้อย่างไรตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งราชการเขาก็พยายามทำอยู่ บางอย่างเช่น ทำให้นวดทั่วๆ ไปมีสถานที่ ที่ด้รับการรับรองแล้วคนนวดก็ผ่านการอบรมมาในระดับที่เขาพอยอมรับได้ แต่ว่านวดพวกนี้เป็นนวดที่ไม่ได้เน้นการรักษาโรคเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายเพื่อความสบาย แต่ว่าประชาชนที่ไปนวดบางทีเขาก็คาดหวังว่านวดแล้วมันก็ต้องแก้โน่นแก้นี่ให้เขาได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ไปบางทีหมอก็อาจจะต้องทำในสิ่งที่เกินความสามารถของเขา บางทีก็ทำในสิ่งที่มันอาจจะยิ่งซ้ำเติมเพราะว่าความรู้กับประสบการณ์ก็อาจจะยังน้อยแต่ว่าไปทำในเรื่องที่เกินขีดความสามารถของตัวเอง แล้วก็อาจจะไปทำในสิ่งที่เป็นอันตรายเกิดขึ้น อันนี้มันก็ทำให้เกิดผลเสียโดยรวม         ในช่วงสักสองสามปีที่ผ่านมามันจะเจอเคสที่นวดแล้วเป็นอันตราย ซึ่งมันก็ปนๆ กันตอนนี้คนนวดอย่างที่ว่ามันหลากหลายมากเราก็ไม่รู้ว่าพวกไหนเป็นพวกไหน แต่ตอนนี้สิ่งที่ราชการเขาพยายามทำคือ ตะล่อมให้เข้าไปอยู่ในที่ทางที่เขาดูแลได้ นอกจากนั้นก็ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ว่าที่ผิดกฎหมายที่ทำกันอยู่เยอะแยะที่ไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย  ก็ยังมีอยู่เยอะแยะแล้วก็อาจจะทำดีบ้างไม่ดีบ้างปนๆ เราก็ไม่รู้ไม่สามารถประกันอะไรได้ทั้งนั้น อาจจะมีคนมีฝีมืออยู่ในนั้นก็มี มีคนที่ตั้งตัวมาแล้วก็ทำในจุดในสิ่งที่อาจจะเกิดอันตรายร้ายแรงก็ได้ก็ไม่มีใครรู้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ประชาชนเองก็ต้องระวัง แล้วก็อย่าคิดว่าการนวดมันจะเกิดผลดี ถ้านวดโดยคนที่ไม่มีความชำนาญมันก็เกิดผลเสียแล้วก็ในบางกรณีก็อาจจะเกิดอันตรายที่ร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการนวดในข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ให้นวดกัน มันก็มีนะข้อห้ามในการนวดมันก็มีอยู่ ไปนวดก็เกิดอันตรายอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ ตำแหน่งบางแห่งของร่างกายเราก็ไม่ให้นวดเพราะว่ามันมีความเสี่ยง เช่นอาจจะไปทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาท อาจจะทำให้เกิดอัมพาตตามมาก็ได้ ในบางที่ ในบางท่า แล้วก็อาจจะถึงแก่ชีวิตด้วยซ้ำในบางตำแหน่งเช่นไปกดประตูลมตรงท้อง โดยที่ไม่รู้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดโป่งพองในท้องกดไปก็หลอดเลือดแตกทันทีเลย มันก็อันตรายพวกนี้ถ้าคนที่เขาเรียนมาเยอะพอเขาจะรู้ข้อระวังพวกนี้แล้วเขาจะต้องมีวิธีตรวจหรือต้องซักประวัติสอบถามจนแน่ใจว่าไม่เข้าข่ายที่จะเกิดอันตรายได้เขาถึงจะทำ         เพราะฉะนั้นการนวดมันก็มีสองด้านเรื่องความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากๆ คนที่อบรมมาน้อยเรียนมาน้อยหรือว่าเรียนแบบงูๆ ปลาๆ ก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ก็กล้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะรู้น้อย หรือถ้าคนที่เรียนมากรู้มากขึ้นเขาก็จะรู้ข้อจำกัดตัวเองว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจประชาชนที่จะไปใช้บริการเองก็ต้องเข้าใจว่าหมอมีหลากหลายมาก เรียนมาหลากหลายมากบางคนก็รู้น้อยบางคนก็อาจจะรู้มากมีประสบการณ์มากมันต้องพิจารณาให้ดีก็ไม่ง่ายที่จะไปพิจารณาว่าใครเป็นคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราต้องช่างสังเกต เราจะสังเกตหมอนวดอย่างไร         ตอนนี้คือถ้าหากว่าไม่แน่ใจก็ต้องยังไม่เสี่ยงที่จะไปนวดกับคนที่เรายังไม่รู้จักไม่แน่ใจ อย่าคิดว่านวดมันมีแต่ผลดีอาจจะเกิดผลเสียแทรกซ้อนได้ ถ้าทำโดยคนที่ไม่รู้ ถ้าเราไม่แน่ใจก็อย่าให้เขานวด ส่วนหนึ่งมันจะมีการนวดที่อยู่ในคลินิกหรือในสถานพยาบาลอันนี้ก็จะถือว่าน่าเชื่อถือได้มากที่สุดแล้ว เพราะว่าการที่เขามีคลินิกเปิดคลินิกได้มันก็ต้องผ่านการรับรองโดยราชการต้องมาอนุญาตแล้วก็เขาต้องมีใบประกอบวิชาชีพ คนที่มีใบประกอบวิชาชีพต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนที่ไม่มี เพราะว่าถ้าเขาทำอะไรผิดพลาดเขาก็จะถูกถอนใบอนุญาตได้คือตัดอาชีพเขาเลย แล้วคนที่จะมาเปิดคลินิกรักษาโดยมากโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่แน่ใจว่าตัวเองมีฝีมือพอสมควร   มีความรู้พอสมควรที่จะทำแล้วมีคนมาหาแล้วก็อยู่ได้อยู่รอด เพราะว่าการเปิดสถานพยาบาลหรือคลินิกมันต้องลงทุนมันมีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่กล้าเปิด แต่ถ้าร้านนวดเล็กๆ นวดในที่ไม่ต้องอะไรมากมายก็การลงทุนก็อาจจะไม่เยอะก็ตั้งตัวขึ้นมาแล้วก็นวดๆ ไป นวดไทยมีบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพหรือยัง         มีอยู่หลายตัวอย่างที่เขาทำๆ กันอยู่หลายที่แล้วเขาก็ทำกับชุมชนแล้ว รพ.สต ก็ไปสนับสนุนให้เขาอยู่ได้แล้วก็ดูแลกัน ก็มีพ่อหมอมาช่วยกันผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยดูแลชาวบ้านช่วยกันดูแลผู้ป่วยอาจจะใช้สถานที่ในศาลาประชาคมของหมู่บ้าน บางที่เขาก็ใช้อย่างนั้นแต่ว่าก็ต้องมีการจัดการเพราะว่ามันก็ต้องมีคนมาช่วยจัดการถึงจะไปได้ แล้วก็บางทีก็ต้องหาเงินหาทุนมาสนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างจะให้ชาวบ้านลงทุนเองทั้งหมดก็จะทำยาก เท่าที่ผมไปเห็นมาแล้วก็ราชการก็ลงมาสนับสนุนแล้วก็ช่วยดู ส่วนของเจ้าหน้าที่  ที่เป็นทางฝ่ายสาธารณสุขเขาก็จะเข้าใจในเรื่องสิ่งที่จะต้องระมัดระวังสิ่งที่อาจจะเกิดผลแทรกซ้อน ก็จะช่วยกันดูแลช่วยกันควบคุมดูแลกำกับกันให้อยู่ในกรอบไม่สร้างปัญหา ถ้าเกิดว่าทำอะไรที่มันล่อแหลมเกินไปอันตรายเกินไปก็ต้องคอยเตือนๆ กันว่าท่านี้นวดแบบนี้มันอาจจะเสี่ยงเกินไป มีคนช่วยกันดูก็จะทำให้มันลดปัญหาลงไปได้ ปัจจุบันมีการจัดระเบียบการควบคุมราคา เรื่องความปลอดภัยในการใช้บริการไหม         คือเราเสนอให้หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องดูแลเรื่องนี้ให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเขาก็พยายามทำอยู่พยายามอยู่แต่ว่าเนื่องจากเรื่องการนวดมันกว้างขวางมันแพร่หลายมากก็เห็นใจว่ามันไม่ได้ง่าย แต่ว่าคนที่จะทำได้ก็คือราชการเพราะมีกลไกมีมือไม้ทุกจังหวัดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลห้ามปรามกัน เพราะว่าถ้าทางราชการไม่ไปห้ามปรามไม่ไปดูแล  มีคนหนึ่งทำได้โดยผิดกฎหมายคนอื่นก็ทำตามเขาอ้างว่าคนนั้นก็ทำได้ฉันก็ทำบ้าง อันนี้ราชการเองก็ต้องคอยกวดขันห้ามปรามอาจจะต้องถึงขั้นจับกุมในบางกรณีเพื่อให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย กฎหมายมันมีอยู่เรื่องพวกนี้แต่ว่าเราจะบังคับใช้กฎหมายพวกนี้มากน้อยแค่ไหน

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 227 “ที่นี่เป็นพื้นที่ ที่ค่อนข้างห่างไกล ชุมชนหลายๆ ชุมชนก็ยังไม่มีไฟฟ้าเลย โซลาร์เซลล์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่มันเป็นทางหลักของเขา”

                เช้าวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562 กองทุนแสงอาทิตย์ กรีนพีซประเทศไทย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก ได้ร่วมกันเปิดตัวโรงพยาบาลแสงอาทิตย์ท่าสองยาง การติดตั้งโซลาร์เซลล์ของโรงพยาบาลท่าสองยางด้วยกำลังผลิตติดตั้ง 35 กิโลวัตต์ในครั้งนี้ นับเป็นโรงพยาบาลแสงอาทิตย์แห่งที่ 6 ของไทยและเป็นแห่งแรกของภาคเหนือ ที่ได้จากเงินบริจาคของประชาชนผ่านกองทุนแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้า ทำให้สามารถนำงบประมาณที่ประหยัดจากค่าไฟฟ้าไปพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย และยังเป็นการช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดของโครงการฯ ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลได้แห่งนี้ได้มากกว่า 200,000 บาทต่อปี และระบบจะยังคงใช้งานต่อเนื่องถึง 25 ปี          โรงพยาบาลท่าสองยาง เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ตั้งอยู่ที่ ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก มีพื้นที่ด้านทิศตะวันตกติดชายแดนรัฐกะเหรี่ยงของประเทศเมียนมาร์หรือพม่า ริมแม่น้ำเมย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาสูงตามแนวทิวเขาถนนธงชัย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงโดยโรงพยาบาลท่าสองยางให้บริการดูแลทั้งประชาชนชาวไทย ชาวปกากะญอ และชาวพม่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย          แม้ว่างบประมาณจะจำกัด แต่ทุกชีวิตที่มาถึงโรงพยาบาลท่าสองยางสำคัญที่สุด          “การที่โรงพยาบาลท่าสองยางเข้าร่วมโรงพยาบาลแสงอาทิตย์ แล้วก็มีการติดโซลาร์เซลล์ 35 กิโลวัตต์ อันแรกก็คือจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของทางโรงพยาบาลเอง ซึ่งตกเดือนละประมาณ 17,000 บาท ปกติค่าไฟโรงพยาบาลอยู่ที่สองแสนถึงสามแสนบาทต่อเดือน ซึ่งมันก็จะลดได้ปีหนึ่งสองสามแสน คิดว่ามันคงเป็นโครงการนำร่องแล้วก็อาจจะเป็น ตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลโดยการติดโซลาร์เซลล์ อีกอย่างหนึ่งมันก็เป็นพลังงานที่สะอาด ที่เราคิดว่ามันอาจจะต้องลงทุนช่วงแรก แต่ว่ามันก็จะมีคืนทุนในระยะยาวได้ ซึ่งของเราที่ผมคำนวณดูก็ประมาณ 5 ปี ก็จะคืนทุนได้ แต่เผอิญเราได้มาเป็นการบริจาคมันก็จะเริ่มตั้งแต่ใช้ไฟวันแรก มันก็ลดลงได้เลย เรายังไม่มีต้นทุนเริ่มต้นเพราะเป็นเงินบริจาค         ใช่ๆ ก็อยากให้หลายๆ ที่ เชิญชวนหลายๆ ที่ที่เป็นหน่วยงานราชการเพราะว่ามันจะใช้ไฟช่วงกลางวันเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราสามารถติดได้มันก็จะลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของเราลงได้ ก็อาจจะไม่ต้องไปสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งมันก็ใช้งบประมาณมากแล้วก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ชุมชนคิดเห็นอย่างไรและหน้าฝนที่นี่ฝนหนักจะเป็นปัญหาหรือไม่         ที่นี่เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่ค่อนข้างห่างไกล ชุมชนหลายๆ ชุมชนก็ยังไม่มีไฟฟ้าเลย โซลาร์เซลล์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่มันเป็นทางหลักของเขา แต่ว่าหลายๆ ที่ผมคิดว่าการมีกิจกรรมนี้มันก็จะส่งผลให้ชุมชนโดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่ทุกที่ก็มีปัญหาเรื่องค่าไฟ ค่าไฟเยอะ ถ้าเขาได้เริ่มมีการติดตั้งก็จะช่วยลดเรื่องค่าใช้จ่ายของเขาไปได้ แม้ในหน้าฝนก็อาจจะมีปัญหาบ้างเพราะว่าฝนที่นี่ค่อนข้างชุกแล้วก็เมฆเยอะ คือพอหน้าฝนหลายๆ ที่เขาก็ใช้พลังน้ำก็มี สำหรับโรงพยาบาล คิดว่าแผงโซลาร์ใช้ได้ดี เพราะปัจจุบันที่ตอนหลังมันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นมันก็จะเก็บและรับแสงได้ดีขึ้น เรื่องแดดน้อยในบางฤดูอาจไม่เป็นปัญหา ปัญหาสุขภาพของพื้นที่แถบนี้คืออะไร         ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชุมชนกระเหรี่ยง จะมีปัญหาเรื่องโรคติดต่อทั้งในเขตชายแดนแล้วก็ระหว่างประเทศ เช่น ปีที่ผ่านมาก็จะมีเรื่องหัด เรื่องไข้เลือดออกที่ระบาด แล้วก็มีโรคอื่นๆ เช่น ไข้สมองอักเสบ ก็จะมีอยู่บ้าง แล้วก็ส่วนหนึ่งจะไม่มีหลักประกันสุขภาพ ซึ่งตรงนี้เขาก็จะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล เรา (รพ.)ก็ต้องเป็นคนจ่ายเอง อันนี้ก็จะทำให้เงินในโรงพยาบาลเองต้องเอาไปช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วย ถ้าประหยัดค่าไฟไปได้บ้าง ก็จะช่วยเหลือคนไข้ได้มากขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดภาระของโรงพยาบาลได้อย่างไร         พลังงานสะอาดหรือว่าพลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศไทยมีเหลือเฟือ ถ้าเราสามารถมีโซลาร์เซลล์แล้ว มันก็สามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลลง เราจะนำเงินไปใช้ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยที่มีจำนวนมาก รวมทั้งเรื่องค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำงานหนักได้ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันมีความสำคัญแล้วก็คิดว่ามันก็จะเป็นประโยชน์ระยะยาวสำหรับประเทศไทยในเรื่อง ต้นแบบของพลังงานสะอาดด้วยครับ  โรงพยาบาลต้องช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ฝั่งพม่าด้วยไหม        ใช่ๆ มีคนฝั่งพม่าด้วยเพราะว่าโรงพยาบาลก็ไม่ไกลจากพม่าเท่าไหร่ ประมาณ 600 เมตร แล้วก็ส่วนหนึ่งคนไข้เอง แม้กระทั่งที่อยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว หลายๆ คนก็ตกสำรวจทำให้ไม่มีสิทธิในเรื่องการรักษาพยาบาล ตรงนี้ปีหนึ่งก็ประมาณ 10 กว่าล้านบาท ซึ่งก็ค่อนข้างมากสำหรับโรงพยาบาลเล็กๆ ขนาดนี้ คนที่อยากช่วยเหลือทางโรงพยาบาลสามารถทำอะไรได้บ้าง         ก็อาจจะเป็นเรื่องของการบริจาคเสื้อผ้านะครับตอนนี้ เพราะสภาพอากาศค่อนข้างหนาว ซึ่งเราก็จะไปจัดวันเด็กคือเดือนมกราคม แต่เรายังไม่ได้กำหนดวันเพราะเราจะได้จัดตรงกับวันเด็กที่รัฐบาลประกาศ มันก็มีกิจกรรมอยู่แล้ว ก็จะไปจัดบนดอย ก็จะเป็นเรื่องการบริจาคเสื้อผ้ารวมถึงพวกยาสามัญ ยาทั่วๆ ไปเราก็รับ รับตลอดปีอย่างเช่น ยาพาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ แก้หวัด เรารับได้ตลอด คือพวกนี้ถ้าเป็นยาเรื้อรังมันอาจจะไม่ตรงกับที่เขากินประจำ บางทีคนแก่เขาก็ไม่รู้ว่ามันเหมือนกันไหม อันนี้เป็นยาสามัญที่แก้ไข้แก้ปวด  ยานวด อย่างนี้มันก็จะไม่เป็นไร ปัจจุบันโรงพยาบาลมีโครงการพิเศษอะไรบ้าง          ก็มี “มูลนิธิโรงพยาบาลท่าสองยางเพื่อชนชายขอบ” เราก็เอาผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาขาย คือ หลายๆ โรคมันเกี่ยวกับความจน เช่น คลอดก่อนกำหนด มันมีคำว่า Social determinants of Health ซึ่งปัจจัยที่กำหนดเรื่องสุขภาพ มันก็คือจะมีการประกอบอาชีพ สุขอนามัย อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันส่งผล แล้วก็มองว่าที่นี่มันไม่ค่อยมีงานให้ชาวบ้านทำ แล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะไปปลูกพืช อย่างที่เราเล่นเรื่องกาแฟนี่ ผมไปฟังผู้ใหญ่เขาพูด เขาก็มีความคิดว่าเขาไม่อยากตัดไม้ทำลายป่า ครั้งแรกนี่ปลูกแต่ข้าวโพดมันสำปะหลัง หมายถึงปลูกที่ผ่านมา แล้วยิ่งถ้าไปบนดอยนี่จะตกใจมากเพราะเป็นภูเขาข้าวโพดหมดเลย ซึ่งผู้ใหญ่เขาก็มีความคิดว่าเขาไม่อยากตัดไม้ทำลายป่าแล้ว เขาก็อยากให้ชาวบ้านมีอาชีพ เขาก็เลยส่งเสริมให้มีการปลูกกาแฟ แล้วมันก็คงมีปัญหาเรื่องการจำหน่ายด้วย ช่องทางการจำหน่ายเขาก็มีจำกัด เราก็เลยรับมาช่วยจำหน่ายโดยมูลนิธิของโรงพยาบาล แล้วก็พวกย่ามก็เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ตอนนี้กำลังมีความคิดว่าอยากจะทำเหมือนเป้ญี่ปุ่น อยากได้มาสคอตของอำเภอ แต่คือพอมันเป็นของอำเภอมันก็ไม่รู้ว่าต้องให้ใครทำ คือเป็นมาสคอตของมูลนิธิฯ ก็อาจให้มูลนิธิฯ คิด หรือว่าเป็นตัวแทนก็คิด อย่างพวก OTOP ช่วงหลังก็ไม่ค่อยเท่าไหร่พอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็เงียบ แต่คือมันดีนะครับ หมายความว่ากิจการนี้น่าจะไปได้ น่าจะเข้ากับพื้นที่ สินค้ามีขายที่ไหนบ้างคะ         เข้ามาซื้อที่โรงพยาบาลได้ แล้วก็มี Page Facebook ของมูลนิธิโรงพยาบาลท่าสองยางเพื่อชนชายขอบ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย คนยากไร้ และ ด้อยโอกาส คนข้างนอกก็สั่งได้ หรือมาซื้อที่นี่ได้เลย

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)