ฉบับที่ 218 รู้ทันตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ(ตอนที่1)

        แม้ว่าปัจจุบันนี้เราจะหาซื้อน้ำดื่มบรรจุในขวดหรือบรรจุในถังมาบริโภคได้ไม่ยาก แต่ในต่างจังหวัดหรือในชุมชนต่างๆ กลับพบว่ามีตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญมาติดตั้งมากมาย ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากเงินกองทุนต่างๆที่ชุมชนเลือกดำเนินการ แต่เมื่อได้ติดตั้งตู้ฯ ไประยะหนึ่งแล้ว มักพบว่าตู้เหล่านี้เหมือนถูกทอดทิ้งชอบกล บางตู้ไม่มีผู้ดูแลประจำ บางตู้แม้มีการมอบหมายคนดูแล แต่คนดูแลก็ไม่ค่อยมาใส่ใจดูแลสม่ำเสมอ สุดท้ายผู้บริโภคที่มาหยอดเหรียญซื้อน้ำ เลยไม่รู้ว่าตนเองได้น้ำสะอาด หรือน้ำแถมเชื้อโรคกันแน่ ดังนั้นหากเราเป็นผู้บริโภคที่จะต้องเสียเงินซื้อน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญเพื่อนำมาบริโภคแล้ว เราควรรู้เท่าทันมัน จะได้คุ้มค่าและได้น้ำที่สะอาดจากตู้ฯ มาบริโภค 
        การผลิตน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญก็คล้ายๆ กับการย่อโรงงานผลิตน้ำดื่มให้เล็กลงแล้วยัดลงไปในตู้ หากมองจากภายนอก เราจะเห็นว่ามันมีช่องให้หยอดเหรียญ มีบริเวณให้วางภาชนะเพื่อรองรับน้ำที่ไหลออกมาจากหัวจ่าย  ดังนั้นอันดับแรกก่อนจะเสียเงิน ให้มองดูฮวงจุ้ยของตู้ฯ เสียก่อน ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ตั้งใกล้ถังขยะ ใกล้แหล่งน้ำขังน้ำเน่า หรือใกล้จุดที่มีฝุ่นละอองต่างๆ มาก ถือว่าเป็นอัปมงคลแห่งทรัพย์ที่จะเสีย เพราะย่อมมีความเสี่ยงที่สิ่งสกปรกเหล่านี้จะมาปนเปื้อนที่ตัวตู้ฯ อย่างแน่นอน ที่น่ากลัวคือบริเวณหัวจ่ายน้ำ หากพบว่าหัวจ่ายสกปรก มีคราบตะไคร่คราบฝุ่นติดมากมาย (ทดสอบโดยการนำเอากระดาษทิชชู่เช็ดที่หัวจ่าย) แสดงว่าสิ่งสกปรกเหล่านี้กำลังรอที่จะผสมลงไปในน้ำดื่มที่ตู้ฯ กำลังจะจ่ายให้เรา
        เสร็จจากดูฮวงจุ้ยของตู้น้ำหยอดเหรียญแล้ว ถ้ามันผ่านก็อย่าเพิ่งรีบดีใจจนเนื้อเต้น ให้ตั้งสติหันมาดูรายละเอียดที่บริเวณด้านหน้าของตู้ฯด้วย เพราะ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  .2522  ได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่  31  (..  2553) กำหนดให้ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอัตโนมัติเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ซึ่งต้องแสดงรายละเอียด ติดไว้ที่ด้านหน้าของตู้ให้อ่านได้ชัดเจน คงทนถาวร และมีรายละเอียดครบถ้วนดังนี้ 
        1. ข้อแนะนําในการใช้  ต้องระบุรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้   
                () ต้องดูความสะอาดของหัวจ่ายน้ำ
                () ต้องหลีกเลี่ยงการใช้บริการจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอัตโนมัติที่มีลักษณะ ไม่ถูกสุขอนามัย   
                () ต้องใช้ภาชนะที่สะอาดในการบรรจุน้ำ   
                () ต้องหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอัตโนมัติที่มีสีกลิ่นหรือรสผิดปกติ   
                () ไม่ควรนําภาชนะที่เคยบรรจุของเหลวชนิดอื่นมาบรรจุน้ำ
        2. ระบุวัน  เดือน  ปี  ที่เปลี่ยนไส้กรอง  แต่ละชนิด
        3. คําเตือน  ต้องระบุว่า  “ระวังอันตราย  หากไม่ตรวจสอบวัน  เดือน  ปีที่เปลี่ยนไส้กรอง  และตรวจสอบคุณภาพน้ำ”  โดยข้อความที่เป็น  “คําเตือน”  ต้องใช้ตัวอักษรหนาสีแดงขนาดไม่ต่ำกว่า  1  เซนติเมตร  บนพื้นสีขาว    
        ดังนั้นหากเราดูภายนอกแล้วพบว่าตู้น้ำหยอดเหรียญนี้ไม่แสดงฉลาก แสดงว่าตู้นี้เป็นตู้ที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  .2522   แจ้งเจ้าหน้าที่ สำนักงานจังหวัดที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  .2522 ที่ศาลากลางจังหวัดที่ตู้นั้นตั้งอยู่ได้เลย
        หากเราตรวจสอบลักษณะภายนอกของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญดังข้างต้นแล้ว พบว่าถูกต้องครบถ้วน อย่าเพิ่งไว้ใจ ฉบับต่อไปเราจะชวนผู้บริโภคผ่าตู้ให้รู้ทันกันไปเลยว่าข้างในมีอะไร อย่าลืมติดตามอ่านในฉบับต่อไปนะครับ  

แหล่งข้อมูล: ภก.ภาณุโชติ ทองยัง

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน ผู้บริโภค น้ำดื่ม ตู้น้ำดื่มยอดเหรียญ

ฉบับที่ 241 ขบวนการทัวร์ลง ชกตรงๆ ผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัย

        ในแวดวงโลกโซเชียลจะมีศัพท์หนึ่งคือ “ทัวร์ลง” หมายถึงการที่ผู้คนต่างๆ ที่ใช้โซเชียล หันมาสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และพร้อมใจกัน แสดงความคิดเห็น เปิดโปง หรือกดดันให้เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงดังที่เราเคยเห็นในแวดวงบันเทิง การเมือง ฯลฯ          “ทัวร์ลง” มันมีทั้งแง่ลบและแง่บวก ในแง่ลบ เช่น ไม่มีการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวจนเกิดความเข้าใจผิด หรือบางทีเลยเถิด ขุดคุ้ย ด่าทอ จนเป้าหมายได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งที่ไม่ได้ก่อเรื่อง แต่ในแง่บวกมันก็มีประโยชน์เพราะจะเกิดพลังความร่วมมือในการแสวงหาข้อมูล แสดงความคิดเห็นและระดมกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกที่ควร         เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเราคงได้เห็นกระแสทัวร์ลงพิธีกรสาวคนหนึ่งที่ไลฟ์สดโอ้อวดสรรพคุณสินค้าของตนเอง ตั้งแต่การมีผลเปลี่ยนโครงหน้าตนเองจนสวย  เลยเถิดไปถึงการป้องกันรักษาโควิด-19 ได้ ชาวโซเชียลในโลกไซเบอร์ เลยหันมาขุดคุ้ยหลักฐานการกระทำของเธอ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ จนในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องออกมารับลูกไปจัดการ        ปรากฎว่าชาวโซเชียลไม่ยอมหยุด มีประเด็นต่อเนื่องไปถึงถั่งเช่า ที่นักร้องลูกทุ่งคนหนึ่งโฆษณาขาย อ้างสรรพคุณต่างๆ อย่างเกินจริง จนมีคนเสียเงินไปซื้อหามาตามๆ กันมากมาย มีการขุดคุ้ยหลักฐานและโยงไปถึงบรรดาคนในวงการบันเทิงต่างๆ จนในที่สุดนักร้องลูกทุ่งรายนี้ก็ถูกดำเนินคดีไปแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำเสนอข่าวจากทวิตเตอร์ ที่มีคนรายงานว่ามีการขายครีมหน้าขาวจากเขมรใส่กระปุก ไม่มีฉลากใดๆ สภาพคล้ายน้ำตาลมะพร้าว ถัดไปไม่กี่วันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก็รายงานผลการจับกุมดำเนินคดีได้สำเร็จ         ผมจำได้ว่าทั้งสามเรื่องนี้ เคยมีเครือข่ายผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน พยายามดำเนินการมาแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ อย่างกรณีถั่งเช่ามีข้อมูลทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยออกมาเตือนว่า มีผลต่อไตด้วย ส่วนครีมจากเขมร ผมก็เคยนำมาเตือนในคอลัมน์นี้เมื่อนานมาแล้วด้วยซ้ำ แต่กระแสก็ไม่เปรี้ยงเท่าตอนนี้ ผลิตภัณฑ์พวกนี้ก็เลยผลุบๆ โผล่ๆ        สำหรับกรณีทัวร์ลงที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยว่า พลังของผู้บริโภคในโลกโซเชียลปัจจุบันมันมีอิทธิพลขนาดไหน ผู้คนที่มาร่วมมือกันจัด “ทัวร์ลง” เหล่าคนดังที่โฆษณาขายผลิตภัณฑ์อย่างไม่เหมาะสมต่างมาจากหลายวัย หลายอาชีพ หลายแหล่ง จนเกิดเป็นกระแสสังคมกระตุ้นและกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุยจัดการอย่างทันที        ดังนั้นขอเชิญชวนให้พวกเราร่วมสร้างขบวนการ “ทัวร์ลง” อย่างมีประโยชน์ หากพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม นอกจากแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ขอให้ช่วยกันนำเสนอในโซเชียลและเพื่อทำให้เกิดเป็นประเด็นดังๆ จะได้เกิดแรงกระเพื่อมให้มีการจัดการอย่างรวดเร็วเสียที เริ่มจากพวกคนดังในแวดวงบันเทิงเลยดีไหม

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 240 รู้ทันขบวนพาเหรดผลิตภัณฑ์สู้โควิด

ตอนนี้ไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง นอกจากเชื้อที่ระบาดได้อย่างรวดเร็วแล้ว ความตื่นกังวลของผู้คนก็ระบาดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน สิ่งที่ตามมาเหมือนเดิมคือบรรดาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่อ้างว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ก็เริ่มทยอยออกมาเรื่อยๆ และน่าจะมีมากขึ้นไปอีก โดยมีสังคมออนไลน์เป็นตัวช่วยกระพือส่งต่อข้อมูลผิดๆ สเปรย์พ่นปากและลำคอฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19          ผลิตภัณฑ์นี้เริ่มมีการโฆษณาและส่งต่อๆ กันในโลกโซเชียล โดยอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพ่นปากและลำคอที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ จนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องรีบออกมาชี้แจงและเตือนประชาชนว่า ผลิตภัณฑ์สเปรย์สำหรับพ่นปากและคอ ที่ผ่านการขออนุญาตจาก อย.นั้น  เป็นเพียงสเปรย์ที่มีตัวยาโพวิโดน ไอโอดีน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเพียงยาฆ่าเชื้อโรค ลดอาการอักเสบบริเวณช่องปากและลำคอ แผลในปาก และระงับกลิ่นปากเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า การโฆษณาขายโดยแสดงสรรพคุณของผลิตภัณฑ์สเปรย์ดังกล่าว ถือเป็นการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงทางยา มีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หน้ากากชนิดต่างๆ และชนิดมีวาล์วระบายอากาศ         มีการแชร์ภาพแสดงข้อมูลประสิทธิภาพของหน้ากากชนิดต่างๆ โดยระบุว่าชนิดนั้นดีกว่าชนิดนี้ มีการอ้างอิงประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคแต่ละชนิดของหน้ากากต่างๆ ทำให้ผู้คนหลงเชื่อและแชร์ภาพกันต่อๆ ไป และกังวลว่าเมื่อใช้หน้ากากต่างๆ จะใช้กันโควิดไม่ได้ และพยายามจะหันมาใช้หน้ากากชนิด N95 ซึ่งราคาแพงกว่า ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว หน้ากากผ้า หน้ากากฟองน้ำ หน้ากากทางการแพทย์ ก็สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ เพียงแต่ใช้ให้ถูกวิธี ล่าสุดยังมีความเข้าใจผิดอีกว่า หน้ากากแบบมีวาล์วระบายอากาศ นอกจากจะใส่สบายกว่าแล้ว ยังป้องกันโควิด-19 ได้ดีอีกด้วย จนนักวิชาการต้องงัดข้อมูลและรีบออกมาเตือนว่า การที่มันมีช่องระบายอากาศจะยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะมันมีช่องให้เชื้อโควิด-19 เล็ดลอดเข้ามาได้ง่าย ชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง         เร็วๆ นี้มีคนดังในโลกโซเชียลซื้อชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตนเองมาใช้ และบอกว่าตนเองปลอดภัย เพราะตรวจแล้วให้ผลเป็นลบจนนักวิชาการต้องออกมาเตือนกันใหญ่ ความจริงแล้ว ชุดตรวจโควิด-19 ในลักษณะแบบนี้ มีการผลิตออกมาหลายแบบ การจะเอามาใช้ในประเทศต้องได้รับอนุญาตจาก อย. และมักจะให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้เบื้องต้นในบางเงื่อนไข แต่ทั้งนี้ก็ต้องยืนยันผลด้วยการตรวจในห้องแล็บทุกครั้ง การที่ประชาชนนำไปใช้ด้วยตนเองโดยไม่มีข้อมูลทั้งระยะเวลาที่ใช้การอ่านผลเอง อาจจะยิ่งทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะผลที่ได้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น อาจเกิดผลบวกลวง (ตัวเราไม่มีเชื้อ แต่ชุดตรวจให้ผลออกมาว่าเจอเชื้อ) แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือผลลบลวง (ตัวเรามีเชื้อ แต่ชุดตรวจให้ผลออกมาว่าไม่มีเชื้อ) ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าตนเองปลอดภัยและอาจไปแพร่เชื้อโควิด-19 ให้กับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 239 ทุกข์จากยา หรือยาทำให้ทุกข์

        วันที่ 4 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Side Event)ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในประเด็น"ประชาชนตื่นรู้ ร่วมมุ่งสู่ประเทศใช้ยาสมเหตผล (RDU country) วันนั้นมีการจัดนิทรรศการนำเสนอปัญหาการใช้ยาที่พบในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งหากมองภาพโดยรวมเราจะเห็นภาพของผู้ป่วยหรือประชาชนที่มีความทุกข์จากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง แต่เมื่อมองลึกลงไปอีกที ก็พบว่าบางทียาที่มีรูปแบบไม่เหมาะสมต่างหากที่อาจจะทำให้เกิดความทุกข์         ยาเหลือใช้มากมายมหาศาล เป็นปัญหาที่สะท้อนการใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือยหรือไม่เหมาะสมอย่างมาก อาจจะเกิดจากคนไข้ไม่ยอมรับประทานยา หรือผู้สั่งจ่ายยาจ่ายยาให้เกินจำเป็น หรืออาจจะเกิดจากคนไข้บางคนร้องขอให้สั่งจ่ายให้ตนเอง         การตระเวณขายยาเร่ไปตามหมู่บ้าน เป็นอีกปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในสังคม ในวันนั้นมีน้องเภสัชกร โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งทางภาคอิสาน นำยามาให้ดู ราคากระปุกละ 500 บาท มีคนนำมาเร่ขายให้กับผู้ป่วยในชุมชน ให้ซื้อเป็นชุดมีสามกระปุก ผู้ป่วยเสียเงินไป 1500 บาท สุดท้ายไม่กล้ารับประทาน จึงนำมาให้เภสัชกรดูอีกที         ยาชื่อพ้องมองคล้าย เช่น ยาสองชนิดที่มีชื่อและรูปแบบของภาชนะบรรจุที่คล้ายคลึงกันมาก ตัวหนึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคกลุ่มเพนนิซิลิน อีกตัวหนึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคกลุ่มซัลฟา ยาทั้งสองตัวก่อให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรงได้(กรณีแพ้ยา) การที่อนุญาตให้ยาสองชนิดนี้มีชื่อและรูปแบบของภาชนะบรรจุที่คล้ายกัน ย่อมเกิดความเสี่ยงอย่างสูงได้ หากคนที่แพ้ยาตัวหนึ่ง พลาดไปกินยาอีกตัวหนึ่งเพราะคิดว่าเป็นคนละตัวกัน         ขนาดบรรจุที่เอื้อต่อการกินกระปริบกระปรอย เช่น ยาฆ่าเชื้อโรค ที่จะต้องรับประทานติดต่อกันหลายวัน แต่กลับมียาบางชนิดผลิตโดยบรรจุในแผงละ 4 เม็ด ทำให้ผู้ป่วยบางคนไม่ได้รับประทานยาจนครบจำนวนวัน เพราะหยุดยาเองเมื่อรับประทานหมด 4 เม็ด         แอบแฝงโฆษณาบนฉลาก มียาหลายชนิดที่แอบใช้ข้อความ หรือรูปภาพบนฉลาก แฝงโฆษณา เช่น ตั้งชื่อกึ่งๆ ระบุสรรพคุณ หรือมีภาพที่สื่อไปในการโฆษณาสรรพคุณของยาแทรกบนฉลาก         จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนตั้งคำถามก่อนจะรับยามาใช้ว่า ยานี้คือยาอะไร เราจำเป็นต้องใช้หรือไม่ หรือถ้าจำเป็นจะต้องใช้อย่างไร แล้วถามแพทย์ เภสัชกร หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกครั้งให้มั่นใจ และหากเจอยาแปลกๆ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อตรวจสอบโดยด่วน ขณะนี้ชมรมเภสัชชนบทร่วมกับเภสัชกรในส่วนภูมิภาค กำลังจะผนึกกำลังให้แก้ไขทะเบียนยาที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทยเสียที

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 238 ของขวัญที่ให้ แน่ใจแล้วหรือ?

        ในยุคที่คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ช่วงเทศกาลทีไร ผมมักจะได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับเป็นของขวัญ ทั้งๆ ที่ผู้ให้ก็ตั้งใจจะมอบสิ่งดีๆ ต่อสุขภาพแก่ผู้รับ แต่บางครั้งของขวัญที่ให้อาจเกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึง มีตัวอย่างและคำแนะนำเบื้องต้นในการตัดสินใจเลือกของขวัญเพื่อให้ผู้รับเกิดความปลอดภัยดังนี้         1.ผลิตภัณฑ์อาหารบำรุงสุขภาพหรือที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมให้เป็นของขวัญกันมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารที่กล่าวอ้างสรรพคุณในด้านการบำรุงหรือรักษาโรค เคยมีกรณีที่ลูกชายซื้อผลิตภัณฑ์โสมสกัดมาเป็นของขวัญให้คุณแม่ โดยลืมนึกไปว่าคุณแม่มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง ส่วนคุณแม่แม้เคยได้รับคำเตือนว่า โสมอาจมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น แต่เห็นว่าลูกชายอุตส่าห์ซื้อมาให้แล้ว ก็เลยรับประทานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องไปโรงพยาบาล เพราะความดันโลหิตสูงขึ้นแบบคุมไม่อยู่         2. วิตามินต่างๆ เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่หลายคนนิยมซื้อให้ผู้ใหญ่ที่เคารพ เพราะเชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็เคยมีกรณีที่ผู้ที่รับบางคน รับประทานไปแล้วเกิดอาการแพ้วิตามิน หรือวิตามินบางชนิดเมื่อรับประทานพร้อมกับอาหารหรือยาบางประเภท ก็จะเกิดปฏิกิริยาเพิ่มหรือลดคุณภาพของตัวมันเองหรือยา ที่ผู้รับประทานไปด้วย      ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้รับจึงไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือวิตามินให้เป็นของขวัญ โดยขาดข้อมูลเบื้องต้น เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ หากอยากจะให้เป็นของขวัญจริงๆ ควรมีข้อมูลว่าผู้รับเคยรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจไม่ควรให้เป็นของขวัญ นอกจากนี้ต้องตรวจสอบฉลากของผลิตภัณฑ์ว่า มีรายละเอียดต่างๆ ครบถ้วนหรือไม่ และต้องระวังด้วย หากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอวดอ้างสรรพคุณในการรักษาโรค นอกจากจะผิดกฎหมายแล้วจะยิ่งเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย หนำซ้ำถ้าผู้รับนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่เกิดอันตรายแต่ก็จะทำให้เขาเสียเงินโดยไม่จำเป็นในระยะยาวด้วยเช่นกัน         3. ยาสามัญประจำบ้าน แม้จะเป็นยาที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย เหมาะที่จะมีติดไว้ประจำบ้าน แต่ก็พบว่ายาสามัญประจำบ้านที่จัดไว้เป็นชุดขายสำเร็จรูปนั้น ยาบางตัวผู้รับแทบไม่ได้นำไปใช้เลย เพราะไม่มีความจำเป็นสุดท้ายเมื่อหมดอายุก็ต้องนำไปทิ้ง   หากจะซื้อยาสามัญประจำบ้านให้เป็นของขวัญ ควรเลือกรายการยาที่ผู้รับจำเป็นจะต้องใช้ หรือควรมีไว้ติดบ้านจริงๆ โดยอาจปรึกษารายการยากับเภสัชกรประจำร้านยาก็ได้         4. หนังสือหรือสื่อความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นอีกสิ่งที่ผู้คนชอบซื้อให้เป็นของขวัญ แต่เคยพบว่าผู้บริโภคบางคนที่ได้รับหนังสือความรู้ด้านสุขภาพ และนำมาสอบถามข้อมูล ปรากฎว่าหนังสือนั้นกลับให้ข้อมูลสุขภาพผิดจากข้อเท็จจริงเยอะมาก มีคำแนะนำในการเลือกซื้อหนังสือหรือสื่อความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่จะให้เป็นของขวัญว่า ควรเลือกจากผู้จัดทำที่เป็นองค์กรหรือหน่วยงานทางด้านวิชาการ มีตัวตนหลักแหล่งที่ชัดเจน รวมทั้งมีบทบาทในการสร้างสุขภาพจนเป็นที่ยอมรับ

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)