ฉบับที่ 212 การยกเลิกบริการสถานออกกำลังกาย

“...อุปกรณ์อะไรก็ไม่เพียงพอ ตอนที่เข้าไปใช้งานดิฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมืออะไร เทรนเนอร์ก็ไม่มาดูแล มีเพียงพนักงานมาสอบถามว่า เทรนเนอร์ยังไม่ได้โทรนัดหรือ แล้วให้ดิฉันไปปั่นจักรยาน 20 นาที จากนั้นก็ไม่มีใครมาดูแลอีก แล้วดิฉันก็ใช้เครื่องมืออื่นๆ ไม่เป็น วันต่อมาก็เหมือนกัน”

 

การยกเลิกบริการสถานออกกำลังกาย

    สุขภาพดีและการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่คนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนสะดวกแบบที่โล่งแจ้งก็สามารถใช้สวนสาธารณะ วิ่ง เดิน สร้างความแข็งแรง แต่หลายคนชอบที่จะใช้สถานบริการออกกำลังกายเพราะเห็นว่ามีเครื่องออกกำลังกายที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีเทรนเนอร์คอยให้คำปรึกษา จึงเลือกที่จะทำสัญญาเพื่อใช้บริการ ซึ่งการทำสัญญาลักษณะนี้ต้องพอใจกันทั้งผู้ให้และผู้รับ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำตามเงื่อนไขอย่างที่ตกลงกันไว้ ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้

    คุณเป็นหนึ่ง เข้ามาขอคำปรึกษากับทางศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคว่า ได้ทำสัญญาเข้าใช้บริการกับสถานบริการออกกำลังกายชื่อดังแห่งหนึ่ง ลองฟังเรื่องที่เธอเล่าก่อน “ดิฉันอยากขอยกเลิกสัญญา เพราะบริษัทไม่สามารถให้บริการได้ตามสัญญา อุปกรณ์อะไรก็ไม่เพียงพอ ตอนที่เข้าไปใช้งานดิฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมืออะไร เทรนเนอร์ก็ไม่มาดูแล มีเพียงพนักงานมาสอบถามว่า เทรนเนอร์ยังไม่ได้โทรนัดหรือ แล้วให้ดิฉันไปปั่นจักรยาน 20 นาที จากนั้นก็ไม่มีใครมาดูแลอีก แล้วดิฉันก็ใช้เครื่องมืออื่นๆ ไม่เป็น วันต่อมาก็เหมือนกัน แล้วยังต้องรอกว่าคนอื่นๆ จะเลิกปั่นจักรยานซึ่งเป็นอย่างเดียวที่ดิฉันทำได้ แล้วดิฉันก็เป็นโรคหอบหืด เวลาที่ออกกำลังจะมีอาการกำเริบเหนื่อยหอบจนต้องใช้ยาพ่นทุกครั้ง จึงคิดว่าแบบนี้น่าจะไม่สามารถใช้บริการได้ จึงอยากขอยกเลิกสัญญา” 

    เมื่อฟังดังนี้แล้ว ข้อที่น่าจะใช้ในการยกเลิกสัญญาได้คือ ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจการให้บริการออกกำลังกายเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2554 กำหนดว่า

    ข้อ 3(4) สิทธิเลิกสัญญาของผู้บริโภคมี ดังนี้

(ก)   ผู้ประกอบธุรกิจไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายหรือบริการอื่นๆ หรืออุปกรณ์ชำรุดบกพร่อง บริการไม่เหมาะสมไม่เพียงพอ โดยผู้ประกอบการหาอุปกรณ์หรือบริการมาทดแทนไม่ได้

(ข)    มีหลักฐานเป็นหนังสือจากแพทย์ยืนยันว่าการใช้บริการออกกำลังกายต่อไปจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือสภาพร่างกายหรือจิตใจผิดปกติ

(ค)   ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากผู้ฝึกสอนไม่มีความรู้ความชำนาญหรืออุปกรณ์ที่ชำรุดบกพร่องแล้วไม่มีคำเตือน

ดังนั้นเรื่องของคุณเป็นหนึ่งเข้าลักษณะที่จะบอกเลิกสัญญาได้

 

แนวทางการแก้ไขปัญหา

    เมื่อพิจารณาว่าเรื่องของคุณเป็นหนึ่งที่เล่ามาเข้าข่ายบอกเลิกสัญญาได้ จึงแนะนำให้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงผู้ประกอบธุรกิจ หนังสือแจ้งธนาคาร (เจ้าของบัตรเครดิต) ขอใบรับรองแพทย์ เพื่อแนบส่งให้ทางผู้ประกอบธุรกิจ และสำเนาถึงศูนย์พิทักษ์ฯ เพื่อดำเนินการต่อหากยังไม่สามารถยุติสัญญาได้

    คุณเป็นหนึ่งดำเนินการตามที่แนะนำ ประมาณต้นเดือนมกราคม ต่อมาพบว่าผู้ประกอบธุรกิจได้หักเงินในบัญชีไปประมาณ 2 พันกว่าบาท แจ้งว่าเป็นค่าบริการของเดือนมกราคม และยังมีใบเรียกเก็บของเดือนกุมภาพันธ์ตามมาอีกด้วย  

    ศูนย์พิทักษ์สิทธิจึงนัดให้มีการเจรจากันเพื่อยุติเรื่อง อย่างไรก็ตาม มีคำชี้แจงของทางสถานบริการออกกำลังกายว่า  เนื่องจากผู้ร้องได้ค้างชำระค่าบริการ เดือน ก.พ. มี.ค.และเม.ย. ซึ่งระบบจะยกเลิกสถานะสมาชิกโดยอัตโนมัติ  ต่อมาผู้จัดการสาขาที่คุณเป็นหนึ่งเข้าใช้บริการได้ชี้แจงรายละเอียดว่า “ลูกค้าได้เข้ามารับบริการที่สาขา โดยแจ้งกับพนักงานว่าเป็นโรคหอบหืดและแพทย์อยากให้ออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ จึงตกลงซื้อคอร์สฟิตเนสเป็นสัญญา 1 ปี ทั้งนี้ลูกค้าได้ซื้อบริการเทรนเนอร์เพิ่มอีก 3 ครั้ง ซึ่งลูกค้าใช้บริการเทรนเนอร์ครบแล้ว แต่ต่อมาลูกค้าต้องการยกเลิกสัญญา  แจ้งว่าไม่สะดวก ต้องไปรับลูกจากโรงเรียน แล้วยังแจ้งอีกโดยอ้างว่าเทรนเนอร์ไม่ดี  อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นสัญญา 1 ปี ทางสาขาจึงแนะนำให้ลูกค้าโอนสิทธิการใช้บริการให้บุคคลอื่น หรือหยุดการใช้บริการชั่วคราว หรือลดเกรดการรับบริการลง แต่ทั้งนี้เมื่อลูกค้าค้างชำระค่าบริการ 3 เดือน ระบบจะทำการยกเลิกสมาชิกอัตโนมัติ” เป็นอันว่าเรื่องยุติ

แหล่งข้อมูล: กองบรรณาธิการ

200 point

LINE it!