ฉบับที่ 209 หยุดทำร้ายแม่คนอื่น



ทำไมการโฆษณาขายสินค้าหรือแม้แต่การทำรายการโทรทัศน์ที่พาผู้ชมไปดูการกินอาหารบางอย่างในภัตตาคารนั้นถึงได้เป็นบาป คำตอบง่ายๆ คือ มันเป็นการชักชวน ชี้นำให้คนไปกินสิ่ง ซึ่งส่งผลถึงการรบกวนความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่จำเป็น


ผู้เขียนประทับใจกับชื่อกระทู้หนึ่งใน pantip (https://pantip.com/topic/32398154) ซึ่งเป็นกระทู้ที่ดูเก่าเพราะยกประเด็นเกี่ยวกับการกินรังนกขึ้นมาอภิปรายกันเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 อย่างไรก็ตามแม้กระทู้จะเก่าแล้ว แต่พอใกล้วันแม่คือ 12 สิงหาคม ทุกปีนั้น เราท่านจะได้เห็นโฆษณาที่ลูกกตัญญูทั้งหลายเตรียมตัวนำรังนกบรรจุขวดไปเยี่ยมเคารพแม่กัน โดยผู้ที่แสดงตนในโฆษณานั้นอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ตนรับจ้างโฆษณานั้นน่าจะเป็นบาป 


ทำไมการโฆษณาขายสินค้าหรือแม้แต่การทำรายการโทรทัศน์ที่พาผู้ชมไปดูการกินอาหารบางอย่างในภัตตาคารนั้นถึงได้เป็นบาป คำตอบง่าย ๆ คือ มันเป็นการชักชวน ชี้นำให้คนไปกินสิ่ง ซึ่งส่งผลถึงการรบกวนความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่จำเป็น เพราะเราสามารถกินสิ่ง ซึ่งเป็นอาหารทั่วไปที่สังคมยอมรับได้อยู่แล้ว


รังนกที่คนนิยมกินนั้นถูกสร้างจากน้ำลายของพ่อนกและแม่นกก่อนการผสมพันธุ์ เพื่อใช้เป็นที่วางไข่ กกไข่ และเป็นที่อยู่ของลูกนกก่อนเริ่มหัดบิน ส่วนประกอบของรังนก(แห้ง) โดยประมาณราวร้อยละ 85-97 เป็นน้ำลายที่นกขยอกออกมาและอีกร้อยละ 3-15 เป็นขนอ่อน รังนกนั้น เมื่อปรุงแล้วถือว่าเป็นอาหารถ้วยหนึ่งที่นิยมกินแพร่หลายกันในหมู่ชาวจีน โดยในอดีตนั้นอาหารนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นอาหารบำรุงชั้นยอดของฮ่องเต้(ซึ่งสุดท้ายก็ถูกโค่นล้มหายไปจากแผ่นดินจีน) ตลอดจนกลุ่มชนชั้นสูงของจีน ซึ่งรวยถึงระดับไม่รับรู้ว่า อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ 


การกินรังนกในประเทศต่างๆ ไม่ว่าไทยแลนด์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ นั้นเป็นการถ่ายทอดพฤติกรรมจากบรรพบุรุษชาวจีน ซึ่งมีความเชื่อว่า รังนกนั้นให้ประโยชน์แก่ตนเองโดยไม่ได้คำนึงถึงใจพ่อแม่กว่าปวดร้าวเพียงใด ผู้เขียนเคยชมสารคดีทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งอธิบายว่า รังนกนั้นถูกเก็บถึง 3 ครั้งในระหว่างที่นกพยายามสร้างรัง จนครั้งสุดท้ายที่นกพยายามสร้างรังเป็นครั้งที่ 4 นั้นมีคราบเลือด ซึ่งผู้เก็บคงมองออกว่า ราคารังนกผสมเลือดคงต่ำลงแล้ว จึงปล่อยให้นกได้วางไข่เพื่อสืบพันธุ์เกิดลูกมารับเวรกรรมในการเป็นนกต่อไป


อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ได้มีรังนกที่เก็บจากตึกแถวที่สร้างไว้เพื่อให้คนอยู่แต่กลับถูกปล่อยร้าง (ตัวอย่างเช่นในจังหวัดชุมพร) แล้วมีนกชนิดหนึ่งทำเนียนเข้าไปสร้างรัง ผู้เป็นเจ้าของตึกแถวได้กล่าวในบทความชื่อ “ทุกข์คนทำรังนก บ้านติด ก.ม.ขายเองไม่ได้” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ (www.thairath.co.th/content/480976) ประมาณว่า เขาไม่ได้เก็บรังนกตัดหน้าการวางไข่เหมือนคนที่เก็บรังนกสัมประทานในถ้ำบนเกาะต่างๆ แต่เขาปล่อยให้นกวางไข่จนได้ลูกนกที่เมื่อเติบโตแล้ว ทั้งพ่อแม่ลูกอพยพออกไป ทิ้งรังให้เขาได้เก็บขายเป็นอาชีพ จึงน่าจะเป็นบุญมากกว่าบาป โดยรังเก่าๆ นั้นจะต้องทำให้สะอาดมีสีขาวด้วยการฟอกสีก่อน จึงจะมีราคากิโลกรัมละ 60,000 บาท ในขณะที่รังซึ่งเก่ามากหน่อยเพราะเก็บช้าคุณภาพอาจต่ำลงและมีสีเหลืองสามารถขายได้เพียงกิโลกรัมละ 12,000 บาท 


รังนกนั้นให้ประโยชน์แก่ตนเองโดยไม่ได้คำนึงถึงใจพ่อแม่กว่าปวดร้าวเพียงใด ผู้เขียนเคยชมสารคดีทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งอธิบายว่า รังนกนั้นถูกเก็บถึง 3 ครั้งในระหว่างที่นกพยายามสร้างรัง จนครั้งสุดท้ายที่นกพยายามสร้างรังเป็นครั้งที่ 4 นั้นมีคราบเลือด ซึ่งผู้เก็บคงมองออกว่า ราคารังนกผสมเลือดคงต่ำลงแล้ว จึงปล่อยให้นกได้วางไข่เพื่อสืบพันธุ์เกิดลูกมารับเวรกรรมในการเป็นนกต่อไป

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ มีผู้ขายผลิตภัณฑ์รังนกอ้างว่า สินค้าของเขาเป็นรังนกสีทอง(ความจริงดูเป็นสีเหลือง) นั้นมีคุณภาพสุดยอดสำหรับผู้บริโภคทีเดียว อย่างนี้เลยไม่รู้ว่าผู้นิยมบริโภครังนกจะเชื่อใครดีว่า จริงแล้วรังนกสีเหลืองนั้นดีกว่าสีขาวหรือไม่ แต่สำหรับผู้เขียนนั้นไม่สนใจจะเชื่อใครทั้งสิ้น เพราะไม่ชอบทั้งกลิ่นและรสชาติของรังนก


ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการกินรังนกกล่าวกันว่า สมัยราชวงค์หมิงตอนปลายนั้นในใบสั่งยาของหมอจีน มักมีรังนกเป็นส่วนผสมเสมอ เพราะเชื่อตามที่บอกกันมานานแล้วว่า รังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ ช่วยบำรุงสุขภาพเด็ก สตรีและคนชรา ช่วยบำรุงผิวพรรณของสตรีให้มีความนุ่มนวลอ่อนเยาว์ ช่วยบำรุงปอดและเลือด และช่วยบำรุงสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้นรวมทั้งสตรีหลังคลอดบุตร โดยลืมพิจารณาในความเป็นจริงว่า คนที่กินรังนกนั้นมักเป็นคนรวย ซึ่งมีการกินดีอยู่ดีอยู่แล้ว ยังไงๆ ก็ควรมีสุขภาพดีได้ถ้ากินอาหารครบห้าหมู่และไม่ทำร้ายตนเองด้วยกันกินเหล้าสูบบุหรี่บ่อยนัก


ข้อมูลจากวิกิพีเดีย(ภาษาไทย) อ้างถึงบทความวิจัยบทความหนึ่งที่รายงานผลการวิเคราะห์ว่า รังนกแห้ง(100 กรัม) ที่เก็บในมาเลเชียนั้นประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 61.5 กรัม ส่วนแร่ธาตุหลัก 4 ชนิดที่พบได้ในรังนกคือ แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และมี sialic acid ประมาณร้อยละ 0.7-1.5 โดยปริมาณสารอาหารในรังนกแตกต่างกันไปตามฤดูเก็บเกี่ยวและสถานที่ทำรัง


สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับรังนกในบ้านเรานั้น เป็นการรายงานคุณค่าทางโภชนาการของรังนกบรรจุขวดแล้วซึ่งประมาณว่า รังนก 1 ขวด มีโปรตีนเท่ากับนมสดแค่ครึ่งช้อนโต๊ะ หรือถั่วลิสงเพียง 2 เมล็ด มีพลังงานน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง ซึ่งข้อมูลประมาณนี้ผู้ทำกิจการขายรังนกไม่ว่าแห้งหรือเปียกในขวดต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากกินโปรตีนก็ให้ไปกินเนื้อ นม ไข่ แล้วกัน เพราะผู้ที่กินรังนกนั้นเขากินเพื่อหวังประโยชน์ต่อสุขภาพ(ถ้ามี) เป็นประการที่หนึ่ง ส่วนรสชาติหวานจากน้ำตาลกรวดนั้น เป็นเป้าประสงค์ประการที่สอง สำหรับปริมาณโปรตีนหรือคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ นั้นไม่ใช่ประเด็น


จากการที่มีความเชื่อในสรรพคุณด้านบำรุงร่างกายมานับพันปีเกี่ยวกับรังนกนั้น จึงทำให้มีนักวิจัยมากมายที่สนใจทดสอบสรรพคุณและสารออกฤทธิ์ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ในรังนก แต่จนแล้วจนรอดนั้นดูเหมือนว่า ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนกล้าออกมายืนยันสักคนว่า ตนเองซึ่งไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน(conflict of interest) สามารถแสดงให้เห็นคุณประโยชน์อย่างประจักษ์ชัดว่า การกินรังนกนั้นบำรุงร่างกายอย่างไร หรือสารใดในรังนกที่มีสรรพคุณดังที่ร่ำลือมานับพันปี 



กล่าวกันว่า รังนกที่ดีต้องมีกลิ่นคาวไข่ ซึ่งเป็นการรับประกันว่า สามารถฟอกปอดบำบัดโรคได้ดี ในปัจจุบันคาดกันว่าคุณค่าด้านสุขภาพที่ได้จากรังนกนั้น อยู่ที่โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดเป็นกลัยโคโปรตีน


ผู้เขียนได้ไปพบผลงานวิจัยเรื่องหนึ่งชื่อ Edible bird’s nest extract inhibits influenza virus infection ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ Antiviral Research ชุดที่ 70 (ปี 2006) หน้าที่ 140–146 งานวิจัยดังกล่าวนั้นใช้วิธีการสกัดรังนกด้วยน้ำร้อนได้เป็นสารละลายซึ่งมี N-acetylmuraminic acid เป็นองค์ประกอบสำคัญ จากนั้นจึงทำให้แห้งแล้วนำไปทดสอบฤทธิ์การต้านเชื้อโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ (3 ชนิดคือ หวัดใหญ่คน นกและหมู) ต่อเซลล์จากไตสุนัข(ชื่อ Madin-Darby canine kidney cells) ที่เลี้ยงไว้ในหลอดทดลอง  ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปว่า "สารสกัดจากรังนกสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ในหลอดทดลอง ส่วนผลในมนุษย์นั้นยังต้องศึกษาต่อไป” 


สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับรังนกในบ้านเรานั้น เป็นการรายงานคุณค่าทางโภชนาการของรังนกบรรจุขวดแล้วซึ่งประมาณว่า รังนก 1 ขวด มีโปรตีนเท่ากับนมสดแค่ครึ่งช้อนโต๊ะ หรือถั่วลิสงเพียง 2 เมล็ด มีพลังงานน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง


สารเคมีที่สกัดได้จากรังนกคือ  N-acetylmuraminic acid นั้นสามารถหาซื้อในรูปสารเคมีที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 98 จากบริษัทขายสารเคมีระดับโลก ซึ่งมีตัวแทนที่สิงคโปร์เพื่อใช้ในห้องปฏิบัติการในราคาประมาณกว่า 47,500 บาทต่อกรัม ซึ่งมองเผินๆ ก็รู้ว่า แพงกว่าทองคำ ซึ่งมีราคาประมาณ 1,400 บาทต่อกรัม นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมงานวิจัยเกี่ยวกับสารธรรมชาติชนิดนี้ถึงไม่ค่อยมีคนทำวิจัย


มีข้อสังเกตหนึ่งที่ผู้ทำวิจัยชาวญี่ปุ่นได้กล่าวถึงในบทความที่รายงานผลว่า รังนกต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่คือ แม้รังนกนั้นจะได้รับความเชื่อถือว่าเสริมสร้างภูมิต้านทานก็ตาม แต่ในประเทศจีนนั้น รังนกก็เป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งในการก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่อาจทำให้ตายได้ ประเด็นนี้น่าจะทำให้หลายคน ซึ่งคุ้นเคยกับการแพ้อาหารทะเล เช่น กุ้งหรือปู ได้ยับยั้งชั่งใจแล้วปรึกษาแพทย์ก่อนการกินอาหารชนิดนี้ หรืออาจต้องลองกินในปริมาณน้อยก่อนเพื่อดูว่า ตนนั้นมีความเสี่ยงต่ออันตรายจากการกินอาหารนี้หรือไม่


หมายเหตุ รังนกในบทความนี้ก็หมายถึงรังนกที่มนุษย์นิยมกินนะแหละ ผู้เขียนไม่ประสงค์จะระบุชนิดของนก เนื่องจากไม่ต้องการระบุ แต่เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงทราบอยู่เองว่าควรเป็นรังของนกอะไร


แหล่งข้อมูล: ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผู้บริโภค รังนก