ฉบับที่ 208 การประเมินนโยบายงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนี ตอนที่ 4


สำหรับความเห็นขององค์กรผู้บริโภคต่อนโยบายของรัฐบาลต่อประเด็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนี ได้จัดทำเอกสาร เพื่อประเมินนโยบายของรับบาลผสมขนาดใหญ่ของทั้งสามพรรค โดยมีทั้งหมด 12 ประเด็น ซึ่งในตอนที่ 1-3 ได้นำเสนอไป ในส่วนของการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค การคุ้มครองผู้บริโภคในโลกยุคดิจิทัล ตลาดเงิน ตลาดทุน การประกันสุขภาพและการดูแลผู้ป่วย ไปแล้ว คราวนี้ขอนำเสนอในส่วนที่สำคัญคือประเด็นเรื่องอาหาร


นโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคต่อประเด็นอาหาร(Food market)

ประเด็นสวัสดิภาพของปศุสัตว์ 

ทางคณะรัฐมนตรีมีนโยบายในการออกกฎหมายและตั้งหน่วยงานรัฐในการตรวจสอบ พัฒนานโยบาย โดยเฉพาะแหล่งเพาะเลี้ยง ตลอดจนการลดช่องว่างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปศุสัตว์

ต่อประเด็นนี้ ทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคเห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ควรวางกรอบระยะเวลา การดำเนินการ และงบประมาณให้ชัดเจน ตลอดจนคำนึงถึงกฎระเบียบของอียูในมิติที่เกี่ยวข้องกับ การติดฉลาก ที่จะต้องเพิ่มเข้าไปในวาระการดำเนินการตามกรอบเวลา

นโยบายการควบคุมความปลอดภัยของอาหาร รัฐบาลมีนโยบายในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนอาหารที่ไม่ปลอดภัย และกำหนดค่าปรับจากการละเมิด พระราชบัญญัติอาหาร และอาหารสัตว์ (LFGB §40 Abs. 1a) อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการสามารถเผยแพร่ผลการตรวจสอบได้โดยความสมัครใจ และให้อำนาจบางประการแก่มลรัฐโดยระบุไว้ ใน พ.ร.บ. อาหารและอาหารสัตว์


ต่อประเด็นนี้ ทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมองว่าน่าผิดหวังสำหรับมาตรการของรัฐ แบบนี้ คณะรัฐมนตรี ควรรีบดำเนินการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.อาหารและอาหารสัตว์ อย่างเร่งด่วน  สำหรับการเปิดเผยข้อมูลของผู้ประกอบการภาคสมัครใจ และการให้อำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นนั้น ทางสหพันธ์มองว่า ไม่เพียงพอในการคุ้มครองผู้บริโภค ในประเด็นเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลแบบสมัครใจ นำไปสู่การหมกเม็ดของปัญหา และเปิดช่องให้ผู้ประกอบการที่เป็นแกะดำของวงการธุรกิจเนื้อสัตว์หลบเลี่ยงการถูกตรวจสอบได้ 


นโยบายการเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหาร คณะรัฐมนตรีมีนโยบายให้หน่วยงานที่คุ้มครองสุขภาพผู้บริโภค ประเมินช่องว่าง และกำจัดจุดอ่อนของกลไกปัจจุบัน สนับสนุนระบบเชื่อมต่อการแจ้งเตือนระหว่างรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น ผ่านเวบไซต์ www.lebensmittelwarnung.de ซึ่งเป็นเวบไซต์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน(user friendly plattform)


ต่อประเด็นนี้ ทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมองว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องกำหนดรายละเอียดในมาตรการดังกล่าว และสนับสนุนเวบไซต์การแจ้งเตือนอาหารอันตราย ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน


ภาวะโภชนาการ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับงานทางด้านภาวะโภชนาการของชาติ และการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ พลานามัยจะจัดทำแผนการดำเนินงานในปี 2018 โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาระบบการให้ข้อมูล และฉลากโภชนาการ ภายใต้โครงการ IN FORM 


ต่อประเด็นนี้ ทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคเห็นด้วยกับนโยบายนี้ และทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ก็เสนอตัวในการเข้าร่วมดำเนินการในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อนโยบายนี้ โดยเฉพาะประเด็นการจัดทำฉลาก และข้อมูลทางโภชนาการที่จะต้องเน้นในด้านความชัดเจน เข้าใจง่าย และเปรียบเทียบกันได้ แต่ยังกังวลในรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นฉลากโภชนาการที่ใช้สีไฟจราจรอธิบาย และการใช้ทรัพยากรจากโครงการ IN FORM ควรมีการพัฒนานโยบายร่วมใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างองค์กรต่างๆ


โดยสรุปสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมองว่า ในขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล และเฝ้าระวังเรื่องสวัสดิภาพของปศุสัตว์ แต่กลับเปิดช่องให้เกิดการปกปิดข้อมูล สำหรับการเผยแพร่ต่อสาธารณะ และกังวลว่ามาตรการการคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภคที่รัฐบาลให้ความสำคัญ จำเป็นต้องมีรายละเอียดในการดำเนินการออกมาอย่างรวดเร็ว


นโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคต่อประเด็น พลังงาน (Energy market)

ประเด็นการรักษาสภาพภูมิอากาศ(Climate Protection)


รัฐบาลมีนโยบายในการป้องกันรักษาสภาพอากาศ ให้บรรลุเป้าหมายปี 2030 โดยจะออกมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในปี 2019 โดยมีผลในการกำกับ กลุ่มตลาดไฟฟ้า อาคารและการคมนาคมขนส่ง


ต่อประเด็นนี้ ทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากสอดคล้องกับแผนปฏิรูปพลังงานในเฟสการดำเนินการที่จะถึงนี้ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังไม่มีรายละเอียดในการดำเนินการของแผน ซึ่งสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันรักษาสภาพอากาศของผู้บริโภคที่เป็นปัจเจก และผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเป็นกลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย


การปฏิรูปพลังงาน การปฏิรูปพลังงาน เป็นการเพิ่มภาระด้านค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภครายเล็กอย่างไม่เป็นธรรม และแผนการขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อภาระค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น รัฐบาลรับประกันว่าจะมีการเฝ้าระวังภาระค่าใช้จ่ายเป็นระยะๆ โดยมีกฎหมายรองรับเพื่อให้ผู้บริโภครายเล็กรายน้อยสามารถจ่ายได้


สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมองว่า การเฝ้าระวังค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ไม่เพียงพอ แต่รัฐบาลควรมีมาตรการเสริมตาม เช่น การลดภาระค่าไฟให้กับผู้บริโภครายเล็ก โดยไปลดเงินสนับสนุนที่ให้กับภาคอุตสาหกรรมภายใต้กฎหมายปฏิรูปและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน(EEG: German Renewable Energy Source Act) โดยให้ลดภาษีของไฟฟ้า และลดเงินสนับสนุนจากภาษีที่ให้กับภาคอุตสาหกรรมลง และจำกัดงบประมาณการขยายโครงข่ายไฟฟ้าลง โดยให้ขยายเท่าที่จำเป็น และหามาตรการอื่นในการลดการขยายโครงข่าย เพื่อไม่ให้ผู้บริโภครายย่อยแบกรับภาระเกินความจำเป็น


การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลกลางมีแนวคิดพัฒนานโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้นโยบาย “Efficiency First” ประสิทธิภาพต้องมาก่อน


สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคยังตั้งข้อสงสัยต่อความสำเร็จของนโยบายนี้ หากร่างกฎหมายอนุรักษ์พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยังถูกแช่แข็งอยู่ ซึ่งนโยบายใหม่นี้จะไม่ประสบความสำเร็จหากร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ประกาศการบังคับใช้ออกมา จะส่งผลให้แผนในการลดการใช้พลังงานลง 50% ภายในปี 2050 ยังห่างไกลความสำเร็จอีกมาก


โดยสรุปสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคมองว่า แม้จะมีการทำสัญญาจัดตั้งรัฐบาลร่วม และในข้อสัญญามีการพูดถึงแนวทางในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แต่ ท่าทีของรัฐบาลผสมยังไม่ชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะระบบสนับสนุนงบประมาณแบบใหม่ ที่จะช่วยลดภาระของผู้บริโภครายย่อย และการเพิ่มสิทธิให้กับผู้บริโภคในกิจการพลังงาน


ครั้งหน้าจะนำเสนอ ความเห็นต่อนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย(Real estate and accommodation) การเดินทาง การท่องเที่ยว(Mobility and tourism) 


แหล่งข้อมูล: ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ประธานอนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสินค้าและบริการ

200 point

LINE it!