ฉบับที่ 189 รู้เท่าทันการกินฉี่


การดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อเป็นการบำบัดโรคนั้น เคยเกิดกระแสนิยมในสังคมไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในสายการแพทย์ทางเลือกและในสายของผู้ปฏิบัติธรรม ต่อมาลดความนิยมลง แต่ยังมีการปฏิบัติกันในหมู่นักปฏิบัติธรรมและผู้รักสุขภาพบางกลุ่ม ในบางช่วงก็เกิดกระแสนิยมเป็นครั้งคราว เหตุที่การดื่มน้ำปัสสาวะไม่ก่อกระแสรุนแรงเหมือนผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ นั้น อาจเป็นเพราะ ทุกคนเป็นเจ้าของน้ำปัสสาวะ ไม่ต้องซื้อขาย จึงไม่มีกระแสธุรกิจที่จะมาขายน้ำปัสสาวะอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เรามารู้เท่าทันน้ำปัสสาวะกันดีกว่า


ความเป็นมา

การดื่มหรือการใช้น้ำปัสสาวะของคนหรือของสัตว์เพื่อการบำบัดโรคนั้นมีการใช้กันทั่วโลกมานานกว่าพันปี ในพระธรรมวินัย กำหนดแนวทางยังชีพหรือนิสัย 4 ให้ภิกษุฉันน้ำมูตเน่า(น้ำปัสสาวะ) มีหลักฐานการจารึกในอิยิปต์โบราณ กรีก โรม คัมภีร์โยคะของอินเดีย ตำราการแพทย์จีน ดังนั้นการดื่ม การใช้น้ำปัสสาวะจึงเป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติที่เก่าแก่หลายพันปี


บทความในวารสาร Nephrology เดือน พ.ค. - มิ.ย. 2011 เขียนว่า ผู้คนที่ใช้น้ำปัสสาวะเชื่อว่า น้ำปัสสาวะไม่เป็นของเสียของร่างกาย แต่เป็นสิ่งที่กลั่นจากเลือดและมีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ถูกเรียกเป็น “ทองคำจากเลือด” และ “ยาอายุวัฒนะ” การดื่มน้ำปัสสาวะมีที่มาจากวัฒนธรรมอินเดีย และมีการใช้มานานหลายศตวรรษและหลายวัฒนธรรม


บทบรรณาธิการในวารสาร Pan Afr. Med J. เผยแพร่ ออนไลน์ 25 พค. 2010 เขียนว่า จากการค้นหาเกี่ยวกับ “การดื่มน้ำปัสสาวะ” ในกูเกิ้ลเกือบ 100,000 รายการและในวิดีทัศน์ 150 รายการ ยืนยันว่า “การดื่มน้ำปัสสาวะ ยังคงเป็นที่นิยมและกลับมานิยมในทุกวันนี้”


ในน้ำปัสสาวะมีของล้ำค่าอะไรบ้าง

น้ำปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นน้ำ มียูเรีย (25g/d), กรดยูริก (1g/d), ครีเอตินีน (1.5g), แร่ธาตุต่างๆ (10g/d ส่วนใหญ่เป็น เกลือโซเดียม), ฟอสเฟตและกรดอินทรีย์ (3g/d) , มีโปรตีนเล็กน้อย (40-80 mg/d, ส่วนใหญ่เป็นอัลบูมิน, ฮอร์โมนเล็กน้อย, กลูโคส และวิตามินที่ละลายน้ำ

น้ำปัสสาวะจะบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรคเมื่อเกิดขึ้นในไต แต่เมื่อปล่อยออกจากร่างกายแล้วมักจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรค


มีการใช้น้ำปัสสาวะรักษาโรคอะไร

ในบทความ Nephrology ปี 1999 เขียนว่า มีการดื่มน้ำปัสสาวะในตอนเช้าเพื่อเป็นการรักษาโรคจำนวนมาก เช่น การติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย อาการที่เกิดขึ้นระหว่างวันแรกๆ ที่ดื่มน้ำปัสสาวะ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ใจสั่น ท้องเสีย หรือไข้ สารสำคัญจำนวนมากในปัสสาวะได้แก่ ยูเรีย กรดยูริก ไซโตไคน์ (เป็นโปรตีนหรือไกลโคโปรตีนที่มีขนาดเล็ก สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น) ฮอร์โมน มีการใช้น้ำปัสสาวะกับภายนอก ได้แก่ การชโลม การทา การประคบก้อนเนื้องอก การอาบน้ำปัสสาวะ หรือแช่เท้าในน้ำปัสสาวะ การหยอดตา หยอดหู และทำความสะอาดแผล 


จาการค้นหาการทบทวนการใช้น้ำปัสสาวะในการบำบัดจากวารสารวิชาการต่างๆ ไม่พบว่ามีการทบทวนประสิทธิผลของการใช้น้ำปัสสาวะต่อร่างกาย


สรุป การดื่มและใช้น้ำปัสสาวะเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่มานานหลายพันปี ใช้กันทั่วโลก ผู้คนเชื่อว่าทำให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืน รักษาโรคได้ มีความเห็นตรงกันว่า ให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตนเอง ควรเป็นน้ำปัสสาวะในตอนเช้าหลังตื่นนอน ไม่ควรดื่มทั้งวันหรือดื่มแทนน้ำ


อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการทบทวนทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ ทั้งในแง่ประโยชน์ในการบำบัดโรค หรือโทษระยะยาวจากการดื่มน้ำปัสสาวะ

แหล่งข้อมูล: นพ.ประพจน์ เภตรากาศ

200 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ กินฉี่ สุขภาพ ดื่มน้ำ ปัสสาวะ ติดเชื้อ

ฉบับที่ 228 รู้เท่าทันการบำบัดฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยอาหารและสมุนไพร

        ขณะนี้ ปัญหาสุขภาพที่กระทบกับคนไทยและทั่วโลกคงไม่มีอะไรเกินกว่าโรคปอดอักเสบจากโคโรนาไวรัส และฝุ่นละออง PM2.5  ประเทศที่ครองแชมป์ PM2.5 ยังคงเป็นประเทศจีน ส่วนไทยก็ยังติดอันดับต้นๆ ของโลกเช่นเดียวกัน คนไทยคงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองไปอีกหลายปี แพทย์ทางเลือกออกมาพูดว่า การกินน้ำปั่นบร็อคโคลีสด จะบำบัดพิษภัยของ PM2.5 ได้ รวมทั้ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็แนะนำให้กินสมุนไพร 5 ชนิดเพื่อรักษาอันตรายจาก PM2.5 เรามารู้เท่าทันกันเถอะ  ฝุ่นละออง PM2.5 กระทบต่อร่างกายอย่างไร         PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรองได้ PM2.5 จึงสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมสู่อวัยวะในระบบทางเดินหายใจได้โดยตรง ทะลุถึงถุงลมปอดได้ทันที เกิดการระคายเคืองและมีผลต่อทางเดินหายใจ ทำลายอวัยวะระบบทางเดินหายใจโดยตรง เกิดการระคายเคืองตา ระคายคอ แน่นหน้าอก หายใจถี่ หลอดลมอักเสบ เกิดอาการหอบหืด ถุงลมโป่งพอง  น้ำบร็อคโคลี่ปั่นสดบำบัดพิษภัยของ PM2.5 ได้จริงหรือ         มีการศึกษาวิจัยจำนวนมากพอควรเกี่ยวกับ อาหารและวิตามินต่าง ๆ ในการลดพิษภัยของมลพิษและฝุ่นละออง  งานวิจัยชิ้นหนึ่งทำการศึกษาในประเทศจีน พบว่า บร็อคโคลีมีสาร กลูโคไซโนเลท กลูโคราฟานิน ซึ่งช่วยป้องกันสารเคมีต่าง ๆ และมีซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเอนไซม์กลูตาไทโอนทรานส์เฟอเรส[1] เมื่อให้ประชากรจำนวน 291 คนกินน้ำบร็อคโคลีปั่นสดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ จะมีการขับสาร mercapturic acid จากมลพิษต่างๆ  เบนซีน และอื่นๆ การกินน้ำบร็อคโคลีปั่นสดจึงช่วยขับสารพิษจากมลภาวะต่างๆ ทางอากาศ และอาจเป็นแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพระยะยาวได้ [1] กลูตาไทโอนเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในผักและเนื้อสัตว์  โรคบางชนิดเกิดจากเซลล์ถูกทําลายโดยอนุมูลอิสระ (free radical) ทั้งนี้ กลูตาไทโอนเป็นสารต้านออกซิเดชัน (antioxidant) ที่มีฤทธิ์กําจัดอนุมูลอิสระ ดังนั้นการเพิ่มระดับกลูตาไทโอนในร่างกายจึงอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ได้           นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่แสดงว่า วิตามินบี ซี อี ดี และโอเมก้า-3 มีผลในการป้องกันการทำลายจาก PM2.5 ในสภาพอากาศที่มีมลภาวะ การกินอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารจำเป็นอาจป้องกันโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ สมุนไพรสู้ฝุ่นของอภัยภูเบศรสู้ได้จริงหรือไม่         แม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยคลินิกรองรับ แต่ในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากในมะขามป้อม และขมิ้นชัน สามารถช่วยการทำลายเซลล์จากมลภาวะและความเสื่อมได้ ดังนั้นก็จัดอยู่ในสารอาหารธรรมชาติที่ป้องกันการทำลายเซลล์จากมลพิษต่าง ๆ ฟ้าทะลายโจร ก็ช่วยในการรักษาไข้หวัด ทางเดินหายใจ รางจืด ก็ช่วยในการขับสารพิษจากสารเคมีฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี       อย่างไรก็ตาม การป้องกันและลดพิษภัยจาก PM2.5 ที่ดีที่สุดคือ การใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง การหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่กลางแจ้งเป็นเวลานาน การออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองน้อย และการกินอาหารธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 227 รู้เท่าทันการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเข้าหัวเข่าเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม

                เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีแชร์กันสนั่นในโลกโซเชียลมีเดียจากรพ.วชิระพยาบาลและรพ.ตำรวจเรื่องการรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยฉีดเกล็ดเลือดปั่น 2 ครั้ง โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้มีผู้ป่วยติดต่อขอรักษาด้วยวิธีนี้กันอย่างมากมาย จนรพ.วชิระพยาบาลต้องออกมาชี้แจงว่าการเผยแพร่ภาพและข่าวนั้นไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ผู้รักษาและทางโรงพยาบาล ส่วนรพ.ตำรวจก็ออกมาชี้แจงว่ายังอยู่ในขั้นเริ่มวิจัยคนไข้ 200 ราย และปิดรับสมัครเพราะเต็มจำนวนแล้ว การฉีดเกล็ดเลือดเข้าหัวเข่านี้เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลดีจริงหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันดีกว่า          การรักษาโดยการฉีดเกล็ดเลือด (Regenerative Injection Therapy by Platelet Rich Plasma/PRP) คืออะไร          การรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นเป็นการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นของตัวผู้ป่วยเองเพื่อไปเร่งการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อของเอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก กล้ามเนื้อและข้อ ด้วยวิธีการนี้ การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นจึงเป็นการใช้ระบบการซ่อมแซมของตัวผู้ป่วยเองในการแก้ไขปัญหาของกล้ามเนื้อและกระดูก        เลือดประกอบด้วยน้ำและโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ และมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด  เกล็ดเลือดเป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดหนึ่งทำหน้าที่ให้เลือดแข็งตัวและมีบทบาทสำคัญของร่างกายในกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติ การเตรียมเกล็ดเลือดเข้มข้นทำโดยการดูดเลือดของผู้ป่วย แล้วนำมาปั่นด้วยความเร็วสูงเพื่อแยกเกล็ดเลือดที่เข้มข้นออกมา แล้วน้ำเกล็ดเลือดที่เข้มข้นฉีดที่เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เกล็ดเลือดที่เข้มข้นจะปล่อยสารที่ไปกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ไปซ่อมแซมร่างกาย         การรักษาโดยการฉีดเกล็ดเลือดมีประสิทธิผลจริงหรือไม่        เมื่อทบทวนการศึกษาวิจัยจากวารสารวิชาการที่น่าเชื่อถือจำนวนมาก พบว่า การใช้การรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่มีคุณภาพและวิธีการวิจัยที่ดีเพิ่มเติม ต้องศึกษาตั้งแต่การเตรียมเกล็ดเลือดเข้มข้น ส่วนประกอบของเกล็ดเลือด วิธีการฉีด การติดตามผู้ป่วยที่เพียงพอ        จากการทบทวนข้อมูลทางการแพทย์ของ COCHRANE (ณ มีนาคม 2556) และงานวิจัยใหม่ ๆ (ณ มีนาคม 2555) มีการศึกษา 19 รายงานที่มีการใช้เกล็ดเลือดเข้มข้นกับการควบคุมที่ไม่ใช้ มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 1,088 ราย พบว่า หลักฐานที่มียังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเพื่อการรักษาการบาดเจ็บของกระดูกและกล้ามเนื้อ หรือแสดงให้เห็นผลที่แตกต่างตามประเภทของการบาดเจ็บ การวิจัยในอนาคตเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องนึกพิจารณาถึงความจำเป็นในการทำมาตรฐานการเตรียมเกล็ดเลือดเข้มข้นด้วย         การรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นจึงยังไม่เป็นการรักษามาตรฐานทางการแพทย์         ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเท่านั้น ไม่ใช่การรักษามาตรฐานทางการแพทย์ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงไม่ควรเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล เพราะเป็นแค่การศึกษาวิจัย         นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ควรรับการรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น ได้แก่ ผู้มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางขั้นรุนแรง มีระบบภูมคุ้มกันบกพร่อง กินยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด ตั้งครรภ์และให้นมลูก        สรุป ในขณะนี้ การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นยังไม่เป็นที่ยืนยันเรื่องประสิทธิผล และยังอยู่ในระยะการศึกษาวิจัย ไม่ใช่การรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 226 รู้เท่าทันโปรตีนผงกับการสร้างกล้ามเนื้อ

        ตอนนี้กระแสการมีหุ่นล่ำ มีกล้ามเนื้อหน้าท้องกำลังเป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาว เพราะได้รับอิทธิพลจากดาราทั้งไทยและเทศว่า ผู้ชายต้องมีหุ่นล่ำ มีซิกแพค ทำให้คนที่รักสุขภาพพากันไปออกกำลังกายและเพาะกล้ามเนื้อกันอย่างจริงจัง จนเกิดกระแสการกินโปรตีนผงกันอย่างแพร่หลายเพื่อเร่งการสร้างกล้ามเนื้อให้เป็นมัดๆ ประมาณการว่า ในปี ค.ศ. 2020 โปรตีนผงจะมีมูลค่าการตลาดถึง 7.5 พันล้านดอลล่าร์ ผงโปรตีนสร้างกล้ามเนื้อได้จริงหรือไม่ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ โปรตีนผงคืออะไร         โปรตีนผงคือโปรตีนเข้มข้นที่ทำจากสัตว์หรือพืชเช่น นม ไข่ หรือถั่ว นิยมใช้กันในกลุ่มผู้ออกกำลังกายเพื่อเพาะกล้ามเนื้อ สร้างรูปร่างให้แข็งแรง สามารถหาซื้อได้ทางร้านผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือทางเน็ต เมื่อออกกำลังกายเสร็จก็จะเอาผงโปรตีนมาผสมน้ำ เขย่าและดื่ม เนื่องจากได้รับความนิยมมาก มีการทำเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มขายในห้างสะดวกซื้อทั่วไป         โปรตีนผงมีหลายรูปแบบ ที่นิยมมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ เวย์ (whey)  ถั่วเหลือง และเคซีน (casein)  โดยเวย์ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นโปรตีนจากนมที่ละลายน้ำได้ดี (เวย์เป็นโปรตีนจากน้ำนมโดยแยกเอาไขมันออก มีโปรตีนสูงแต่ยังคงมีแลคโตส ทำให้คนที่แพ้นมจะย่อยเวย์ยาก เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ย่อยและดูดซึมไปใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว มีกรดอะมิโนที่จำเป็น 9 ชนิดอยู่ครบ) โปรตีนจากถั่วเหลือง เหมาะสำหรับผู้ที่กินมังสวิรัติ แต่ละลายไม่ค่อยดีในน้ำ ส่วนเคซีนเป็นโปรตีนในน้ำนม แต่จะย่อยและดูดซึมช้ากว่าเวย์มากร่างกายต้องการโปรตีนวันละเท่าไหร่               วิทยาลัยเวชศาสตร์กีฬาและโรงเรียนโภชนาการและอาหารแห่งอเมริกาแนะนำว่า ผู้ใหญ่ทั่วไปต้องการโปรตีน 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน        นักกีฬาแข่งขัน นักเพาะกาย ต้องการโปรตีน 1.2 - 2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน         ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่เพาะกาย น้ำหนัก 70 กิโลกรัม ต้องการโปรตีนต่อวัน 140 กรัม หรือ 1.4 ขีด ดูเหมือนมาก แต่เพียงแค่เรากินข้าวขาหมู ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว ข้าวมันไก่ 1 จาน จะได้โปรตีน 20-25 กรัม อกไก่ 100 กรัมมีโปรตีน 31 กรัม นมสด 100 ซีซี. มีโปรตีน 4 กรัม นมถั่วเหลือง 100 ซีซี. มีโปรตีน 3.3 กรัม         การดื่มโปรตีนผงต่อครั้งให้โปรตีน 80 กรัม ซึ่งร่างกายไม่ต้องการทั้งหมด ร่างกายต้องเผาผลาญเพื่อสร้างเป็นพลังงาน การดื่มโปรตีนมากเกินไปมีผลต่อสุขภาพ เช่น คลื่นไส้ ตะคริว ปวดศีรษะ ท้องอืด ไตและตับต้องทำงานมากขึ้น การดื่มโปรตีนผงมีความจำเป็นจริงหรือ         จากการทบทวนการศึกษาวิจัยต่าง ๆ จาก Google Scholar, PubMed, and National Center for Biotechnology Information พบว่า มีทั้งความเห็นที่เห็นด้วยและคัดค้าน  มีงานวิจัยจำนวนน้อยที่มีหลักฐานเพียงพอ โปรตีนผงนั้นเป็นสารประกอบที่ผ่านการแปรรูป และมักไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อลีลาชีวิตที่มีสุขภาพดี ข้อแนะนำคือ ควรได้โปรตีนจากแหล่งอาหารธรรมชาติ การกินโปรตีนเสริมนั้นควรใช้สำหรับกรณีที่อาหารปกติประจำวันนั้นไม่มีโปรตีนเพียงพอเท่านั้น สรุป  เราควรกินโปรตีนจากอาหารธรรมชาติ สำหรับนักเพาะกายที่ต้องการใช้โปรตีนผง ควรคำนวณปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องใช้ต่อวัน และกินเสริมส่วนที่ยังขาดเท่านั้นก็พอ จะประหยัดและป้องกันตับกับไต

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 225 รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับ

        ระยะนี้มีการโฆษณาทางโทรทัศน์และสื่อออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันมากมาย  มีการนำดารา ศิลปิน นักกีฬามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่าง เพราะผู้บริโภคมีความเชื่อว่า พรีเซนเตอร์เหล่านี้มีชื่อเสียง ฐานะดี คงไม่มาหลอกลวงเอาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีมาโฆษณาอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่มาแรงเพราะเอาพระเอกที่คนไทยชื่นชอบมาเป็นพรีเซนเตอร์ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับ เรามารู้เท่าทันกันเถอะ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับ    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับตับกำลังมาแรง เพราะภาวะตับอักเสบ ไขมันสะสมในตับทั้งจากแอลกอฮอล์และไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์กำลังพบมากขึ้น ทำให้ผู้คนบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยฟื้นฟูและป้องกันตับจากภาวะดังกล่าว        เมื่อดูในเว็บไซต์ต่างๆ ในประเทศไทย พบว่า มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับอย่างน้อย 4-5 รายการที่มีการโฆษณาขายในเมืองไทย ในต่างประเทศก็มีการขายกันในโลกออนไลน์มากกว่า 10 รายการขึ้นไป มีการโฆษณาต่าง ๆ นานาว่าเป็นการ “ปกป้องตับ ฟื้นตับ ดีท็อกซ์ตับ คลีนตับ ขับสารพิษในตับ ตับสะอาด ขับของเสียจากแอลกอฮอล์ ไม่เมาค้าง” เป็นต้น  ทำให้ตับกลับคืนส่สภาพเดิม รู้สึกดีขึ้น  ในบ้านเราเน้นไม่เมาค้าง ทำให้สายดื่มได้เฮกันเพราะจะได้ดื่มมากขึ้น ผลิตภัณฑ์บำรุงตับมีอะไรบ้าง         ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับนั้นจะใช้สมุนไพรหลักๆ 3 ตัว ได้แก่ มิลค์ ทิสเทิล (milk thistle)  ใบอาร์ทิโชก รากแดนดิไลออน[1]           สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดมีประโยชน์อย่างไรต่อตับ?        ในมิลค์ ทิสเทิล จะมีสารไซลิมาริน ซึ่งเป็นสารเคมีในพืช ในห้องปฏิบัติการพบว่า สารไซลิมารินทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างเซลล์ตับ ลดการอักเสบ ป้องกันเซลล์ตับ จึงทำให้มีการนำสมุนไพรนี้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงตับ       ใบอาร์ติโชคมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ตับ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าช่วยสร้างเซลล์ตับได้ มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่าช่วยลดการทำลายตับลงได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ต้องมีการศึกษาในทางคลินิกต่อไป        รากของแดนดิไลออนนั้นมีการนำมาใช้ในการรักษาโรคตับมานาน แต่ต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิผล        ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับชนิดต่าง ๆ มีการผสมสมุนไพรเพิ่มเติม เช่น โกจิเบอร์รี่ สมอพิเภก บ๊วย เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับมีสรรพคุณตามโฆษณาจริงหรือ         เมื่อทบทวนการศึกษาวิจัยพบว่า การวิจัยสมุนไพรหลัก 3 ชนิดในคนยังไม่มีและคุณภาพงานวิจัยยังไม่ดีพอ ต้องทำการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม ส่วนการศึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับโรคตับต่าง ๆ นั้น พบว่า ยังไม่มีหลักฐานที่จะสนับสนุนหรือปฏิเสธว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ และอาจทำให้เอนไซม์ตับมีค่าสูงขึ้น เราจะดูแลตับให้ดีได้อย่างไร         เราสามารถดูแลตับให้แข็งแรงได้โดย การลดไขมันในอาหาร ลดสารพิษ เช่นยา สารเคมี ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มการออกกำลังกาย กินผักผลไม้ที่ปลอดสารเคมีอันตรายมากขึ้น สรุป ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงตับนั้น ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรซึ่งมีความปลอดภัย แต่สรรพคุณนั้นยังต้องการการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม[1] สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดพบในเขตหนาว ไม่พบในบ้านเรา ยกเว้นอาร์ติโชค มีการนำมาปลูกโดยโครงการหลวง แต่ไม่เป็นที่นิยม

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)