ฉบับที่ 176 อยากผิวขาวใสทำอย่างไรดีนะ

กระแสผิวขาวยังคงแรงดีไม่มีตก สาวๆ ส่วนใหญ่ต่างพากันหาสารพัดวิธีเนรมิตผิวสวย แหล่งข้อมูลหลักก็หนีไม่พ้นรีวิวจากในอินเทอร์เน็ต บ้างทำตามแล้วก็สมหวังแต่บางคนอาจเสียสวย ต้องรีบหาวิธีทำให้ผิวกลับมาเป็นอย่างเดิม อย่างวิธีฮิตล่าสุดการ “ลอกผิว” เพื่อให้ผิวขาวใส จะได้ผลลัพธ์สมใจหรือเสียใจอย่างไรเรามีข้อมูลมาฝากค่ะ


ทำความรู้จักกับผิวหนังกันก่อน
แม้ผิวหนังของเรามีความแตกต่างกัน แต่มีหน้าที่หลักในการทำงานเหมือนกันคือ ช่วยปกป้องอวัยวะภายในร่างกาย ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการกระแทก แสงแดด หรือเชื้อโรคต่างๆ ช่วยรับรู้การสัมผัสและควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่


แล้วเราจะลอกผิวหนังออกไปเพื่ออะไร
ผิวหนังชั้นนอกสุดของเราจะมีกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเก่า และสร้างเซลล์ใหม่ออกมาอย่างสม่ำเสมอเรียกว่า ขี้ไคล ซึ่งการขัดผิวหรือลอกผิวก็จะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วเหล่านี้ออกไป ทำให้ดูเหมือนว่าสีผิวของเราขาวขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามเนื่องจากผิวของเรามีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว หากมีการขัดถูหรือลอกผิวบ่อยครั้ง ก็ทำให้ผิวของเราเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ผิวหนังแห้งแตก ลอกเป็นขุยได้ หรือสารเคมีเหล่านั้นก็อาจเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น มีผลระยะยาวให้ผิวหยาบกร้าน มีรอยด่างดำและเหี่ยวย่นได้

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่า ในทางการแพทย์มีวิธีการลอกผิวด้วยสารเคมีที่มีความปลอดภัยมานานแล้ว โดยใช้ลอกเพื่อรักษาผู้ที่มีปัญหาผิวหน้า เช่น หลุมสิว ฝ้า ภาวะสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะการนำกรดต่างๆ มาใช้เพื่อลอกผิวเอง เพื่อทำให้ผิวชั้นนอกลอกออกมาเป็นแผ่น เป็นกรดที่ไม่มีความปลอดภัยสามารถทำให้ผิวไหม้ได้ เช่น การใช้น้ำกรดผสมสารปรอทลอกผิว ซึ่งผู้ใช้จะไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะมีการใส่ยาชาลงไปด้วย หรือการใส่สีต่างๆ เพื่ออวดอ้างสรรพคุณว่าเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย โดยหากใช้น้ำยาพวกนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ผิวหนังชั้นนอกก็จะตายไปด้วย ทำให้เมื่อเจอกับแสงแดดผิวก็จะกลับมาดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนปกติ หรือกรณีที่รุนแรงกว่านี้ผิวหนังก็อาจส่งผลให้ผิวเกิดแผลไหม้และติดเชื้อได้


อย่างไรก็ตามคำโฆษณาส่วนใหญ่ มักบอกว่าการลอกผิวปลอดภัย เพราะใช้กรด  AHA หรือกรดผลไม้มาลอกผิวนั้น พบว่าแม้กรดดังกล่าวจะมีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดผิวชั้นนอกออกไป ช่วยผิวกระจ่างใส ริ้วรอยและจุดด่างดำจางลงได้ แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรส่วนผสมอื่นๆ ในครีมลอกผิวเหล่านั้นจะได้มาตรฐาน หรืออยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เข้มข้นสูงเกินไป เพราะการใช้กรด  AHA ลอกผิวเป็นเวลานานสามารถทำให้ผิวบางลง ทำให้ได้รับอันตรายจากแสงแดดได้ง่ายขึ้น


นอกจากนี้สำหรับการลอกผิวจุดเล็กๆ เช่น การนำหอมแดงมาแต้มสิว เพื่อทำให้รอยจุดด่างดำจากสิวหายไป  ก็พบว่ายังไม่มีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อของกระเทียม หอมแดง หรือหอมหัวใหญ่ แม้ช่วยลดจุดด่างดำ เนื่องจากกรดจะลอกเนื้อเยื่อที่ตายออก แต่ก็สามารถส่งผลให้ผิวหนังระคายเคืองได้ จึงต้องระมัดระวังปริมาณการใช้ และตรวจสอบสภาพผิวของตนเองก่อน หากใช้ไปนานๆ อาจทำให้ผิวหน้าบาง เมื่อถูกแดดจะทำให้หน้าแดงและอักเสบ หรือเกิดฝ้าได้ง่าย

ควรดูแลผิวอย่างไร ให้ขาวปลอดภัยสบายใจไปนานๆ
การดูแลให้ผิวสวยใสควรปฏิบัติควบคู่กันไปทั้งภายในและภายนอก โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือการรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวและสุขภาพ ควรดูแลตัวเองจากปัจจัยภายนอกด้วย เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เร่งให้ผิวเสียด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือไม่ยอมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน นอกจากนี้ควรมีการขัดผิวอาทิตย์ละครั้งเพื่อกำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ด้วยวิธีที่ปลอดภัยอย่างสมุนไพรประจำบ้านเรา เช่น มะขามเปียก เนื่องจากมีกรด AHA ที่จะช่วยลอกผิวหนังชั้นบนที่ตายออก ทำให้รอยแผลเป็นจางลงได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อยๆ เพราะอาจทำให้ผิวบางและไวต่อแสงแดด หรือใช้ขมิ้นชันขัดตัว เพราะมีคุณสมบัติยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน จึงสามารถทำให้สีผิวกระจ่างใสขึ้นได้


แม้วิธีต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่เห็นผลทันใจเหมือนวิธีลัดอย่างการลอกผิวด้วยสารเคมี แต่ก็ปลอดภัยและสวยในชาตินี้ไปได้นานๆ เพราะคงไม่มีใครอยากได้ผลแทรกซ้อนจากการลอกผิวด้วยสารเคมี อย่างผิวสวยเปลี่ยนสี เกิดรอยดำรอยไหม้ หรือติดเชื้อแบคทีเรียหรอก จริงไหมคะ

*อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล / สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ผิวขาว

ฉบับที่ 228 สวยและสะอาด

        โรคโควิด 19 ไม่สนใจไม่ได้แล้ว ถึงไม่ต้องตระหนกมาก แต่เราควรตื่นรู้และป้องกันไว้ก่อน ด้วยการทำให้สะอาด โดยเฉพาะอุปกรณ์ติดกาย มือของเรา และต้องระวังสิ่งที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น        นอกจากหน้ากากอนามัย ที่อาจจำเป็นต้องพกไว้และใส่ให้ตัวเองเมื่ออยู่ในสถานที่ที่อากาศปิดและแวดล้อมด้วยผู้คนจำนวนมาก อาจรวมถึงเผื่อหยิบยื่นให้คนที่ไอ จามโดยไม่สวมหน้ากาก (หน้ากากอนามัยจะป้องกันการแพร่เชื้อสำหรับคนป่วยได้ถึง 90% แต่หากเราแข็งแรงดีและไม่ได้ใกล้ชิดผู้ที่ไอ จามในระยะ 1 เมตร อาจไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก ยิ่งเป็นที่รโหฐานใส่ในบ้าน ใส่นอน อันนี้ไม่มีประโยชน์)         สิ่งที่จำเป็นต้องระวังมากกว่าคือ สิ่งของที่อาจต้องจับต้องร่วมกับผู้อื่น เช่น ตัวจับประตูปิดเปิด ร้านค้า ห้าง ห้องน้ำสาธารณะ ปุ่มลิฟต์ ประตูรถแท็กซี่ ห่วง เสา บนรถประจำทาง ซึ่งแน่นอนละว่า ไม่จับก็ไม่ได้ วิธีการที่ต้องฝึกทำให้บ่อยขึ้น คือ          ล้างมือให้บ่อยและล้างให้ถูกวิธี        1. ล้างด้วยสบู่และน้ำ หลักการคือ ล้างด้วยระยะเวลาอย่างน้อย 20-30 วินาที เคยมีคนบอกว่าเท่ากับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์สักสองรอบ วิธีนี้ประหยัดและง่าย แต่อาจไม่สะดวกจำเป็นต้องมีสถานที่ ดังนั้นควรทำเมื่อกลับถึงบ้าน ก่อนรับประทานอาหารหรือเตรียมอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือล้างทุกครั้งเมื่อคิดว่ามือสกปรก         2. ล้างด้วยเจลล้างมือ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วยเช่นกัน คือใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและระยะเวลาที่พอดี อย่างน้อย 20 วินาทีต่อการล้างหนึ่งครั้ง หากระหว่างการใช้เจลล้างมือแล้วพบว่าเนื้อเจลแห้งในเวลาไม่ถึง 15 วินาที หมายความว่า เจลล้างมือที่ใช้มีปริมาณน้อยเกินไป และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค          ทำความสะอาดเครื่องใช้ส่วนตัว         ข้าวของบางอย่างแม้เป็นของใช้ส่วนตัว แต่ก็อาจมีการสัมผัสกับเชื้อโรคได้เพราะใช้ในที่ชุมชน เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสะพาย เป้สะพาย และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ สำหรับเครื่องใช้ควรทำความสะอาดเมื่อกลับเข้าบ้าน วิธีง่ายๆ คือ การตากแดด เนื่องจากบ้านเราแดดร้อนและเชื้อไวรัสจะไม่ชอบพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง หรือเช็ด พ่นด้วยแอลกอฮอลล์ เสื้อผ้าควรหมั่นซักให้บ่อยขึ้นไม่หมักหมมไว้เป็นที่เพาะเชื้อ        การป้องกันตัวเองจากการสัมผัสเชื้อโรคด้วยการทำความสะอาด เป็นหัวใจสำคัญที่ควรคำนึง เพราะไม่เพียงช่วงป้องกันเราจากไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่ยังป้องกันเราจากเชื้อโรคอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นควรทำให้เป็นนิสัยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการระบาดของโรคเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยทำ          

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 227 ทำไมยิ่งขัดผิว ผิวยิ่งหมอง

        ผิวโดยเฉพาะผิวหน้า หากได้ขัดหรือสครับอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง แต่หากทำผิดวิธี และละเลยข้อจำกัดบางอย่าง แทนที่จะได้ผิวสวยก็จะได้ผิวหมองมาแทน          ทำไมจึงต้องสครับผิว         ธรรมดาผิวพรรณคนเราจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นปกติ ช่วงขณะเปลี่ยนผ่านหากมีการช่วยจากภายนอก เช่น การขัดผิวหรือสครับผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปผิวจะดูขาวใสขึ้น สะอาดตาขึ้น  แต่ต้องไม่ไปรบกวนผิวจนเกินไป เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้าใจหลักการเสียก่อน ด้วยว่าถ้าทำผิดวิธี จากผิวสวยๆ จะกลายเป็นผิวเสียแทน         การสครับผิวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง         1.รู้จักผิวตัวเอง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว ลักษณะของผิวหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน แบ่งได้เป็นสี่แบบ คือ ผิวธรรมดา จริงๆ คือผิวที่มีสุขภาพดีเพราะมีความสมดุลไม่แห้งหรือมันจนเกินไป มีความเรียบเนียนไม่แพ้ง่าย นับว่าเป็นผิวในอุดมคติ ผิวแห้ง อธิบายถึงสภาพผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจากน้ำมันธรรมชาติบนผิว ผิวจึงหยาบกร้านและแตกลอกง่าย ผิวมัน คือสภาพผิวที่มีการผลิตความมันในปริมาณที่มากเกินไป สังเกตได้ถึงรูขุมขนที่กว้างผิวดูมัน เงา และสุดท้ายคือ ผิวผสม บ่งบอกถึงผิวที่ประกอบด้วยประเภทของผิวมากกว่าหนึ่งประเภทอยู่ด้วยกัน เมื่อจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการขัดหรือสครับหน้า ต้องอ่านฉลากให้ดี และไม่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวตัวเอง อย่าคิดเองว่าใช้อะไรก็ได้         2.สภาพผิวไม่พร้อม อย่าสครับ โดยเฉพาะถ้ามีสิวอักเสบ ควรรักษาสิวให้หายเสียก่อน เพราะหากฝืนขัดผิวหน้าทั้งที่สิวยังอักเสบ จะยิ่งเกิดสิวอักเสบลุกลามมากขึ้น         3.อย่าขัดอย่างรุนแรง หลายครั้งที่เราเลือกผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบที่ขายทั่วไป ต้องอ่านฉลากให้ดี หลายผลิตภัณฑ์ผสมเม็ดบีด (bead)  ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติก หรือเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อบนฉลากว่า Polyethylene นั่นเอง เจ้าสารเคมีตัวนี้ จะลื่นมัน ยืดหยุ่นดี จึงใช้สครับผิวได้ แต่เปลี่ยนมาเป็นวัสดุจากธรรมชาติจะอ่อนโยนมากกว่า         4.ไม่ขัดผิวบ่อยเกินไป ควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็พอ หากขัดมากเกินไปก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่น ๆ ได้ง่าย         5.หลีกเลี่ยงการสครับผิวขณะผิวแห้ง การใช้ผลิตภัณฑ์สครับหน้าควรใช้น้ำเป็นตัวหล่อลื่น และควรทำความสะอาดผิวก่อนที่จะลงมือสครับผิว         ขั้นตอนสครับผิวหน้า         ควรเริ่มต้นด้วยการล้างหน้าหรือร่างกายให้สะอาด เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกบนผิวมีโอกาสแทรกเข้าไปในผิว จากนั้นนำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบาๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนใช้น้ำล้างออกให้สะอาดซับให้แห้งแล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 226 ข้อคิดจากการสวยตามเทรนด์

                รูปแบบของความสวยงามนั้น อันที่จริงแล้วมันไม่มีนิยามตายตัว ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับค่านิยมของสังคมและยุคสมัย ดังนั้นแต่ละปีก็จะมีคนมาบอกเราว่า ปีหน้าเขาจะนิยมรูปแบบความงามแบบไหน เราต้องดูแลหรือเตรียมการอย่างไร เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งปีหน้า 2563 นี้หลายกูรูยังฟันธงว่า เทรนด์สวยธรรมชาติและเครื่องสำอางจากส่วนผสมธรรมชาติยังคงความแรงต่อเนื่อง         ผิวพรรณแบบกระจ่างใสดังกระจกหรือ Glass Skin ยังคงได้รับความนิยม         ผิวแบบ Glass Skin  คือผิวพรรณที่ผุดผ่องมีน้ำมีนวล บ่งบอกถึงสุขภาพดีจากภายใน ผิวแบบ Glass Skin นั้น  ขอให้ลองคิดถึงซีรีย์เกาหลี ที่สาวๆ ในเรื่องจะมีผิวใสๆ ดูอิ่มเอิบฉ่ำวาวดังแก้ว แบบนั้นแหละที่เรียกว่า Glass Skin ซึ่งผู้ก่อกระแสนี้คือ บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังชาวเกาหลีนั่นเอง เมื่อฮิตขึ้นมาแล้วก็ฮิตต่อกันไปยาวๆ ข้ามปี หลักๆ ของเทรนด์ผิวใสดั่งแก้วนี้ คือ เน้นที่การทำความสะอาดให้หมดจด บำรุงผิวทั้งจากภายนอกและภายในเพื่อให้ผิวเปล่งประกายอย่างคนที่สุขภาพดี และเสริมด้วยการแต่งหน้าให้ดูกระจ่างใสโชว์ความเปล่งปลั่งสดใสของผิว         อย่างไรก็ตามเมืองไทยนั้นสภาพอากาศต่างจากเกาหลีจะให้ทันกับเทรนด์นี้ ก็ต้องปรับให้เหมาะสมจะสำเนามาทั้งหมดคงไม่เหมาะ ส่วนที่สามารถทำได้เลยและดีมากเสียด้วย คือ หลักของการทำความสะอาดและการบำรุง         ขั้นตอนที่แนะนำหลักๆ คือ เมื่อแต่งหน้าแล้วต้องไม่ละเลยการทำความสะอาดอย่างหมดจด ให้เกิดการตกค้างของสารเคมีบนผิวน้อยที่สุด ดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารที่ดี และบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว ซึ่งผู้นำเทรนด์เสนอว่าควรสครับ(ขัดถูหน้าเพื่อให้เกิดการผลัดผิวที่เร็วขึ้น) และมาสก์หน้าเมื่อว่างจากกิจกรรมปกติ   และหากจะให้เป๊ะสำหรับอากาศร้อนและแดดแรงๆ แบบเมืองไทย การปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน                เทรนด์ความเป็นธรรมชาติที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดี        เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในลุคธรรมชาติและเครื่องสำอางที่ปกป้องคุณจากมลภาวะ คือสิ่งที่คาดว่าจะมาแรงในปี 2563 สารสกัดจากธรรมชาติที่ถูกผสมในเครื่องสำอางหรือนำมาเป็นอาหารเสริมนั้น ยังคงจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ต้องเพิ่มขึ้นคือ ความต้องการสินค้าแบบเฉพาะกลุ่มและตอบโจทย์เรื่องมลภาวะ         สิ่งที่ต้องระวังในกรณีของสินค้าที่เคลมเรื่องสุขภาพผิวสวยคือ กรณีของเครื่องสำอาง ทางหน่วยงานที่กำกับดูแลจะไม่ได้มีการทดสอบเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพียงรับจดแจ้งเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับผู้บริโภคเท่านั้น ดังนั้นการเสี่ยงกับอาการแพ้ยังคงต้องได้รับความสนใจเป็นอันดับแรกๆ โดยควรทดสอบกับผิวในบริเวณที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักก่อนใช้ และอย่าคาดหวังกับสินค้าจนเกินไป นอกจากนี้การช่วยกันเฝ้าระวังสินค้าที่ไม่ปลอดภัยโดยการแจ้งต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในวงกว้าง         ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในหลักการคือ การทำความสะอาดและปกปิดเสริมแต่ง ดังนั้นไม่ควรคาดหวังถึงขนาดแก้ไขหรือฟื้นฟูสภาพผิว        กรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจมีการโฆษณาจนเกินเลย ให้สรรพคุณที่มากกว่าการบำรุง แต่เป็นโชว์สรรพคุณรักษาโรค ซึ่งถือว่าผิด และเราไม่ควรตกเป็นเหยื่อของสินค้าเหล่านี้ ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางผลิตภัณฑ์ผลิตขึ้นมาเพื่อสร้างการตลาดแบบ แชร์ลูกโซ่ ไม่ได้มีสรรพคุณอะไรมากไปกว่าอาหารธรรมดา ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้ความโลภชักนำให้ขาดความรอบคอบในการใช้สินค้า         การพยายามสวยตามแฟชั่นหรือเทรนด์ไม่ได้เป็นสิ่งผิดปกติ ใครๆ ก็อยากจะได้ชื่อว่าทันสมัย แต่เราควรรอบคอบไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบ ทำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหรือฉาบฉวยเพียงเพื่อจะหาผลประโยชน์ทางการเงิน สวยตามเทรนด์ได้แต่ต้องเท่าทันข้อมูลด้วย

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 225 วิธีลดปัญหาผิวเปลือกส้ม

        นึกภาพผิวเปลือกส้มออกไหม ถ้ามาปรากฎบนผิวกายเรา มันจะดูไม่สวยเพราะมีสภาพเหมือนเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำ นูนๆ หรือลอนคลื่นบนผิว ไม่เรียบเนียนสวยงาม ผิวเปลือกส้มนี้ เรียกอีกอย่างว่า เซลลูไลท์(Cellulite)  ซึ่งใครมีโอกาสเป็นได้บ้าง ถ้าเป็นแล้วจะดูแลอย่างไร มาดูกัน         สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากการสะสมของไขมันที่มากเกินไปใต้ชั้นผิวหนังตื้นๆ ในบริเวณที่เลือดไหลเวียนไม่ดี จนทำให้ผนังชั้นหุ้มเซลล์เกิดผิวที่ขรุขระแตกลาย ดูไม่สวยงามคล้ายกับผิวเปลือกส้ม          อย่างไรก็ตามหากประมวลจากปัจจัยหลายอย่างที่พบบ่อยว่า น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม พอสรุปได้ดังนี้          1.ไม่ค่อยขยับร่างกาย อยู่ในท่าเดียวนานๆ ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดขัดข้อง         2.ขาดการออกกำลังกาย        3.การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง        4.การอดอาหารอย่างหนักเพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว        5.การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน        6.ดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ        7.ดื่มแอลกอฮอล์ เซลล์จะสูญเสียน้ำ และยังลดประสิทธิภาพของตับ ทำให้ตับขจัดสารพิษได้ไม่ดี        8.ความเครียด ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว        9.ท้องผูก        10.พันธุกรรมและเชื้อชาติ คนยุโรปจะมีเซลลูไลท์มากกว่าคนเอเชีย        ดูแบบนี้เหมือนผิวเปลือกส้มจะเกิดกับคนอ้วนใช่ไหม ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลย เซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้มไม่ได้เกิดเฉพาะในคนที่มีน้ำหนักตัวมากเท่านั้น คนผอมก็สามารถมีได้เช่นกัน และเกิดขึ้นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะกับผู้ชายที่อ้วนมาก ๆ         วิธีรักษาเซลลูไลท์ ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ดูแลได้ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การลดน้ำหนักในคนที่อ้วน(แต่ต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป) การออกกำลังกาย(การออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อการเคลื่อนไหวเพื่อกระชับผิว) ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ควบคุมอาหารหวาน มัน และการนวดผิวหนังเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ 

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)