ฉบับที่ 171 การเลือกซื้อจักรยาน

โดย ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค 
ประธานอนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสินค้าและบริการ

การขี่จักรยานนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังสามารถช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ในอนาคตจะมีราคาสูงขึ้นและนับวันจะมีแต่หมดลงทุกที แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังการขี่จักรยานในเมืองใหญ่ คือ เรื่องความปลอดภัยจากผู้ร่วมใช้ถนนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์โดยสารสาธารณะ และคนเดินทางเท้า การจำกัดความเร็วในการขับขี่รถยนต์บนถนนแต่ละสาย จะทำให้การขับรถบนถนนนั้นมีความปลอดภัยต่อผู้ร่วมใช้ถนนอื่นๆ ด้วย ในเขตที่อยู่อาศัยและสถานที่ราชการ เช่น ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย จะมีป้ายจำกัดความเร็ว ซึ่งกำหนดให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

จากข้อมูลของสมาคมขับขี่จักรยานแห่งเยอรมนี(The German Cyclist’s Association: ADFC) ชี้ให้เห็นว่า การกำหนดความเร็วที่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นจะทำให้บรรยากาศและสวัสดิภาพของคนขี่จักรยานและคนเดินถนนดีขึ้น และยังทำให้การไหลลื่นและความคล่องตัวของการจราจรโดยรวมดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสามารถลดมลภาวะจากเสียง มลภาวะจากควันได้ ตลอดจนสามารถลดการใช้พลังงานกลุ่มฟอสซิล ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่เป็นทรัพยากรสิ้นเปลือง มีราคาแพงและมีวันหมดไปในอนาคต

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนให้ถนนในเมืองใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี 1983 ในเขตเมือง Buxtehude       ที่ได้ประกาศกำหนดความเร็วบนถนนในเมือง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั้น ปรากฏว่า คนที่ขับรถยนต์ กลับประหลาดใจว่า สภาพการจราจร ในเมืองดีขึ้น การจราจรไหลลื่นขึ้น ผิดความคาดหมายว่าจะเกิด สภาพจลาจลในเมืองขึ้นเวลาที่ใช้ในการขับรถผ่านเมืองใช้เวลาเพียง 48 วินาทีเท่านั้น จากการทดลองในเมืองดังกล่าวได้นำไปสู่การขยายผล กำหนดเป็นกฎจราจรที่ใช้บังคับในอีกหลายเมืองตามมา

 สำหรับเนื้อหาในวันนี้จะเล่าถึงการเลือกซื้อจักรยานเบื้องต้น จะต้องพิจารณาอะไรบ้างในการลงทุนซื้อจักรยานนอกจากราคาแล้วยังมีปัจจัยด้านอื่นที่เราควรต้องคิดถึงด้วยเช่นกัน

 

การเลือกระบบเกียร์

ถ้าเราขี่จักรยานบ่อย ๆ ควรจะเลือกซื้อจักรยานที่มีคุณภาพดี สำหรับจักรยานที่มี 27 เกียร์นั้น เราไม่ได้ใช้เกียร์หมดทุกเกียร์ ส่วนใหญ่แล้วเราใช้ 15- 16 เกียร์เท่านั้นเอง เกียร์ที่สำคัญในการขับขี่จักรยาน คือ เกียร์ต่ำสุด และเกียร์สูงสุด การเลือกซื้อจักรยาน 27 เกียร์นั้น เหมาะสำหรับนักกีฬาปั่นจักรยานที่ขับผ่านเทือกเขาสูง เพราะนักกีฬาที่เข้าแข่งขันจะคุ้นเคย ทราบถึงความละเอียดและความเหมาะสมของเกียร์ในสนามแข่งขันดีกว่าคนที่ขับขี่จักรยานทั่วไป ซึ่งใช้เพียง 7 เกียร์ ก็เพียงพอแล้ว

ระบบของเกียร์จักรยานแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ระบบ

·       derailleur gear (Kettenschaltung)

·       internal gear hub (Nebenschaltung)

ปัจจุบันมี 4 ยี่ห้อที่เป็นผู้นำในตลาดได้แก่

·         Shimano

·         SRAM (เดิมคือยี่ห้อ Sachs)

·         Campagnolo และ

·         Rohloff

ระบบเบรก

การขับขี่จักรยานทั่วๆ ไป ใช้ drum brake และ back pedal brake ก็เพียงพอ เนื่องจากเป็นเบรกที่ประกอบสำเร็จใน gear hub บำรุงรักษาง่าย และใช้งานได้ดีในสภาวะพื้นถนนลื่น เบรกประเภทนี้ ไม่เหมาะสำหรับการขับขี่จักรยานลงภูเขา เป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะจะเกิดความร้อนสูงมาก อาจทำให้เบรกไหม้ได้

สำหรับนักกีฬาจักรยาน การใช้เบรก ประเภท caliper brake หรือ disc brake จะเหมาะสมกว่า แต่ caliper brake นั้นความสามารถในการเบรกจะลดลงในสภาวะถนนเปียก ข้อด้อยอีกอย่างหนึ่งของเบรกประเภทนี้ คือ การสึกหรอของผ้าเบรก และการสึกหรอของล้อจักรยาน ในขณะที่ dis brake จะไม่มีปัญหามากเรื่องการสึกหรอนี้

ล้อรถจักรยาน

มี 2 ประเภท ตามวัสดุที่ใช้ในการผลิต คือ ล้ออะลูมิเนียม และ ล้อเหล็กกล้า ซึ่งมีราคาถูกกว่า ล้ออะลูมิเนียม ในกรณีที่ใช้ล้อเหล็กกล้า ก็ไม่ควรใช้ กับ caliper brake เพราะความสามารถในการเบรกแย่มาก บนถนนเปียก ปัจจุบัน เรามักพบว่า จักรยานหลายยี่ห้อใช้ล้ออะลูมิเนียม ซึ่งมักจะมีตัวบ่งบอกการสึกของ ล้อ ( wear indicator) ช่วยบอกการสึกหรอที่เกิดจากการเบรก ซึ่งจะช่วยให้คนขับขี่จักรยานสามารถเปลี่ยนล้อได้ทัน ก่อนที่ล้อจะแตกหัก

ยางรถจักรยาน

แล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละคน สำหรับนักปั่นจักรยานสำหรับการแข่งขัน ชอบยางรถจักรยานทื่มีความกว้างของยางน้อยๆ และไม่มีดอกยาง ในขณะที่นักปั่นจักรยานวิบาก (mountain bike) ชอบยางที่มีความกว้างของยางมากๆ และมีดอกยางหยาบๆ  

สิ่งที่สำคัญสำหรับยางรถจักรยานไม่ได้อยู่ที่ความกว้างหรือความแคบของยาง แต่ขึ้นอยู่กับแรงดันอากาศในยางและดอกยาง ถ้านักปั่นที่ขับขี่จักรยานที่มีดอกยางหยาบๆ บนถนนลาดยาง เสียงจะดัง ซึ่งก็คือ การเสียพลังงานจากการปั่น ไปเป็นพลังงานเสียงโดยไม่จำเป็น จริงๆ แล้ว ควรเลือกใช้ยางจักรยานที่มีดอกยางไม่ต้องหยาบมาก และไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ ล้อฟรี (Aquaplanning) ถ้าความเร็วไม่เกิน 400 km/ชั่วโมง เพราะการเกาะถนนไม่ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของดอกยาง แต่ขึ้นอยู่กับส่วนผสมทางเคมีของวัสดุที่นำมาผลิตยางรถจักรยาน

และก่อนจะตกลงซื้อ ควรลองขับขี่ดูก่อนว่า จักรยานคันที่เราสนใจนี้ เป็นอย่างไร เพราะต้องเข้าใจว่า ราคาจักรยานสมัยนี้ไม่ได้มีราคาพันสองพันบาทแล้ว บางคันมีราคาเป็นหลักหมื่น หวังว่าจะพอเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้กับเพื่อนสมาชิกวารสารฉลาดซื้อ ได้ใช้เป็นแนวทางในการเลือกซื้อจักรยานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่ากับเงินได้บ้างพอสมควร

 

(ที่มา: http://www.fa-technik.adfc.de/Ratgeber/Fahrradkauf/index.html)

 

แหล่งข้อมูล: ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ประธานอนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสินค้าและบริการ

150 point

LINE it!





  เรื่องเกี่ยวข้อง: นิตยสารออนไลน์ ซื้อ จักรยาน

ฉบับที่ 226 ปัญหาของการทำประมงในอียู และบทบาทของผู้บริโภค

สำหรับประชาชนที่อยู่ในประเทศไทย มักได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องปัญหาการทำประมงในบ้านเรา ที่เคยถูกอียูแบนสินค้าประมงที่เรียกว่า IUU (Illegal, Unreported und Unregulated ) ซึ่งเป็นมาตรการและนโยบายของทางอียู ในการที่จะรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล ให้มีความยั่งยืนไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีมีชีวิตในทะเล ซึ่งนโยบายของอียูที่เคยให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทย ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้จนกระทั่งรัฐบาลไทย ได้แสดงความเจตจำนงและตั้งใจในการแก้ปัญหาดังกล่าวจนกระทั่งสามารถแก้ปัญหาได้ลุล่วงได้ในที่สุด         ถึงแม้ว่าอียูจะมีมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดการขูดรีดทรัพยากรจากท้องทะเลมากเกินไปก็ตาม แต่สถานการณ์เรื่องนี้ในกลุ่มประเทศอียูก็ไม่ได้ดีขึ้น องค์กรผู้บริโภค ต่างก็ยังคงมีข้อกังวลในเรื่องนี้ ในกรณีของประเทศเยอรมนี โดยเฉพาะปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแฮริง ที่เป็นที่นิยมของบริโภคชาวเยอรมัน สถิติการบริโภคปลาและอาหารทะเลของคนเยอรมัน คือ 13.7 กิโลกรัมต่อประชากร 1 คน และมีแนวโน้มว่าจะมีสัดส่วนการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทุกปี ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมานี้ ปลาทุกชนิดได้ถูกจับขึ้นมาในอัตราความเร็วที่สูงกว่าจนการเกิดและการเติบโตของปลาไม่ทันกับการบริโภค         เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ทางคณะกรรมาธิการยุโรป อียู จึงได้กำหนดมาตรการ และจำกัดปริมาณการจับปลาในทะเลแอตแลนติก เหนือ และแอตแลนติกตะวันออก (North- East Atlantic Sea)  ทะเลเหนือ (North Sea) และทะเลตะวันออก (East Sea) ปริมาณที่กำหนดในการจับมาจากคำแนะนำขององค์กรทางวิชาการระดับนานาชาติอย่าง International Council for the Exploration of the Sea: ICES) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้ปริมาณสัตว์น้ำ ฟื้นตัวได้ทันก่อนปี 2020 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คาดว่าไม่สามารถบรรลุได้ทันตามคำคาดการณ์ของที่ปรึกษานโยบายการประมงของสหภาพยุโรป องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)1         (1https://www.test.de/Ratgeber-Fischkauf-Arten-schuetzen-Qualitaet-erkennen-1746195-0/) มีปลาหลายชนิดที่องค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง กรีนพีซและWWF แนะนำให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานได้ และบางชนิดควรหลีกเลี่ยง เพราะจะไปสนับสนุนการจับปลาแบบทำลายล้าง ซึ่งได้ทำเป็นคู่มือ2 และ application ให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่อง การบริโภคที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (2https://issuu.com/greenpeacede/docs/greenpeace_fischratgeber_2016)         ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สร้างผลกระทบกับปริมาณปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในทะเล ก๊าซเรือนกระจกส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเกิดสภาพความเป็นกรดมากขึ้นส่งผลให้ปะการังตาย ซึ่งปะการังเป็นแหล่งอาศัยของปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเลที่สำคัญ การตายของปะการังเป็นสัญญาณเตือนภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ในทะเล และแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อปริมาณอาหารของมนุษย์ที่มีแหล่งกำเนิดจากท้องทะเลที่ลดลง         การทำประมงแบบ Aqua Culture (การเลี้ยงปลาในทะเล) จะมีบทบาทที่สำคัญในการทำประมงยุคใหม่ จากรายงานล่าสุดขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ระบุว่า ปลาที่ขายอยู่ในท้องตลาด ปัจจุบันนี้ครึ่งหนึ่งเป็นปลาที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง แบบ Aqua Culture และมีอัตราการขยายตัวของการเลี้ยงปลาแบบนี้ ปีละ 6 % การเลี้ยงปลาในทะเลแบบนี้ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่าชายเลนหรือการทำลายสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่จำเป็นในการดำรงชีพของสัตว์น้ำบางชนิด ทำให้เกิดความเสียหายในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ และ มีปัญหาในด้านสารเคมีตกค้างหรือการตกค้างของยาปฏิชีวนะในสิ่งแวดล้อม         จากกรณีปัญหาเรื่องการประมงนี้ในฐานะผู้บริโภค คงต้องกลับมามีสติและบริโภคทรัพยากรอย่างมีเหตุมีผลและต้องช่วยกันรณรงค์บริโภคทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่ออนุรักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่นี้  เพื่อส่งมอบให้กับลูกหลานของเราต่อไป (แหล่งข้อมูล วารสาร Test 12/2019)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 225 กลไกความช่วยเหลือทางการเงิน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย : กรณีศึกษาของระบบประกันสังคมเยอรมัน

        ประเทศเยอรมนีได้จัดว่าเป็นต้นแบบของระบบรัฐสวัสดิการ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ทุกคนมีสิทธิ และหน้าที่จากการทำงานมีรายได้ จะต้องสมัครเข้าร่วมในกองทุนประกันสังคม ซึ่งผู้มีรายได้รายเดือน จะถูกหักเข้ากองทุน ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงวันเกษียณอายุการทำงาน แบบอัตโนมัติทันที เงินที่ถูกหักจากรายได้ของคนทำงานรายเดือน ประกอบด้วย        · เงินประกันการตกงาน (Arbeitsloenversicherung: ALV)        · เงินบำนาญ (Deutsche Rentenversicherung: DRV)        · เงินประกันสุขภาพ (ภาคบังคับ Gesetzliche Krankkenverischerung: GKV)        · ประกันอุบัติเหตุ (ภาคบังคับ Gesetzliche Unfallversicherung: GUV)        · ประกันการดูแลคนไร้สมรรถภาพ เมื่อไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในยามพิการ หรือชราภาพ (Pflegeversicherung: PV)         เสาหลักของระบบรัฐสวัสดิการ ของกองทุนดังกล่าวได้ถูกบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายประกันสังคม 5 ชุดในแต่ละประเด็นดังนี้ คือ        · ระบบการช่วยเหลือผู้ตกงาน บรรจุอยู่ใน the 3rd  book of social code  (SGB III)        · ระบบประกันสุขภาพ บรรจุอยู่ใน the 5th book of social code  (SGB V)        · ระบบเงินบำนาญ บรรจุอยู่ the 6th  book of social code  (SGB VI)        · การประกันอุบัติเหตุ อยู่ใน the 7th  book of social code  (SGB VII) และ        · การประกันการดูแลคนไร้สมรรถภาพใน the 11th book of social code  (SGB XI)         ถึงแม้ว่าจะมีกลไกการประกันสังคม ในเรื่องเงินบำนาญหลังเกษียณให้กับประชาชนทุกคนแต่ก็พบว่า ประชาชนวัยชราหลังจากเกษียณแล้ว ได้รับเงินบำนาญในอัตราที่ต่ำกว่าค่าครองชีพอยู่มาก และไม่ได้มีสมบัติเก่าจากมรดกในการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ดังนั้นรัฐบาลจึงมีกลไกการช่วยเหลือ อีกทางหนึ่ง คือ ระบบการประกันคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ (basic life security: Grundsicherung)         สำหรับความช่วยเหลือของรัฐบาลในกรณีนี้ ก่อนที่จะอนุมัติความช่วยเหลือ ผู้ที่มีสิทธิในการยื่นคำขอจะถูกตรวจสอบ รายได้ และทรัพย์สินอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่า เงินช่วยเหลือนี้ ได้ส่งไปถึงผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริงๆ จากสถิติของ สำนักงานสถิติแห่งประเทศเยอรมนี ในปี 2018 มีผู้ได้รับสิทธิในการให้ความช่วยเหลือถึง 550,000 คน         กลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถสะสมเงินประกันสังคมได้เพียงพอ สำหรับชีวิตหลังเกษียณ (ซึ่งสะท้อนรายได้ของประชาชน กลุ่มประชากรที่มีรายได้สูง ก็มักจะได้เงินบำนาญที่เพียงพอในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ในขณะที่กลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อย ก็มักจะได้รับเงินไม่เพียงพอ) สาเหตุที่ทำให้ ประชาชนมีรายได้น้อย คือ การเจ็บป่วย การตกงานเป็นระยะเวลานานๆ         ขอยกตัวอย่างคนทำงานที่มีรายได้เฉลี่ย 1,621 ยูโร ส่งเงินประกันสังคม นาน 45 ปี หลังเกษียณจะได้รับเงินบำนาญ เพียงครึ่งเดียว คือเดือนละ 743 ยูโร ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่า ค่าครองชีพตามมาตรฐานขั้นต่ำในการดำรงชีวิตของเงินประกันคุณภาพชีวิต (basic life security) ที่ปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 800 ยูโร         และเนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย เป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตและจำนวนเงินที่เหลือใช้แต่ละเดือนหลังจากหักค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย รัฐบาลจึงกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยในการกำหนดเงินช่วยเหลือ        สำหรับพื้นที่อาศัยของประชาชนที่สามารถได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลประเภทนี้ ได้กำหนด ไว้ว่า        ห้องสำหรับ ผู้อยู่อาศัย 1 คน ขนาด 45- 50 ตารางเมตร         ห้องสำหรับ 2 คน ขนาดไม่เกิน 60 ตารางเมตร         ห้องสำหรับ 3 คน ขนาด ไม่เกิน 75 ตารางเมตร         ห้องสำหรับ 4 คน ขนาดไม่เกิน 90 ตารางเมตร         แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดสิทธิประโยชน์ และจำนวนเงินที่จะได้รับแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานประกันสังคม ดังนั้นหากมีกรณีพิพาท ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการต่อสู้คดีในศาลประกันสังคมได้ (Sozialgericht: Social Court)        กลไกดังกล่าว จะสามารถทุเลาสภาพยากจนตอนชราภาพได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะนำกลไกดังกล่าวมาใช้ในสังคมไทย คงต้องพิจารณ ถึงบริบทครอบครัวไทยตลอดจนสังคมเมือง สังคมชนบท และชุมชนแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะที่พิเศษ แตกต่างกันด้วย          (แหล่งข้อมูล วารสาร Test 3/2017 และ ปรับปรุงข้อมูล ฉบับ 11/2019)

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 224 การซื้อขายออนไลน์(ทั่วโลก) ต้องเป็นมิตรกับผู้บริโภค

   จากการติดตามดูนโยบายเรื่องการซื้อสินค้าออนไลน์ของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนี มีการนำเสนอหลักการ 3 ข้อ        ·    การซื้อขายสินค้าออนไลน์ ผู้บริโภคต้องได้รับการคุ้มครองไม่น้อยไปกว่าการซื้อของแบบออฟไลน์        ·    กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคของอียู จำเป็นต้องคงไว้และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในกรณีที่ เพิ่มความคุ้มครองให้กับผู้บริโภค        ·    ความปลอดภัยของสินค้า เป็นนโยบายที่สำคัญอันดับแรก ในเวทีการเจรจาการค้าระหว่างชาติ         สืบเนื่องจากการประชุมสุดยอด ในเวทีการค้า WTO ของสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนจากรัฐบาล 76 ประเทศ ซึ่งมีกลุ่มประเทศ อียู เข้าร่วมเพื่อพิจารณา รอบการเจรจาการค้าระหว่างชาติ ว่าด้วยข้อตกลงการค้า e commerce โดยเป้าประสงค์ของกลุ่มอียู คือ เสริมสร้างสิทธิแก่ผู้บริโภค มีสิทธิในการกำหนดมาตรฐานของตนเองและขยายวงเวทีในการเจรจาต่อรองในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค         ซึ่งผลการเจรจาการค้าในครั้งนี้จะส่งผลต่อผู้บริโภคทั่วโลก เนื่องจากการเจรจาการค้ารอบนี้จะมีกฎเกณฑ์ระเบียบการค้าออนไลน์ เป็นแนวทางปฏิบัติในการทำธุรกรรมการซื้อขายออนไลน์ ด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคในการทำธุรกรรมออนไลน์ทั่วโลกนั้น มีมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของมาตรฐาน อียู ยกตัวอย่างผู้บริโภคที่ไม่ได้อยู่ในอียู ซื้อสินค้าออนไลน์และได้รับสินค้าที่มีความชำรุดบกพร่องหรือเกิดปัญหาในขั้นตอนการส่งมอบสินค้า ส่งผลให้ ผู้บริโภคได้รับความยากลำบากในการเรียกร้องสิทธิ ในการคืนสินค้า หรือสิทธิในการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และบ่อยครั้งที่ผู้บริโภคประสบปัญหา กรณีได้รับสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจากประเทศต้นทางสินค้านอกอียู ผลการศึกษานี้ เผยแพร่โดยวารสารผู้บริโภค Which ? ของประเทศอังกฤษ        ผู้แทนการเจรจาประเด็น e commerce ของ กลุ่มประเทศอียู ได้วางเป้าหมายการเจรจา โดยเน้นไปที่ 4 ประเด็นสำคัญ คือ        ·   มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีกว่า ในการค้าระบบ e commerce ในระดับนานาชาติ        ·   การคงไว้ของมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในอียู        ·   การมีกลไกในการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และ        ·   การต่อสู้กับสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ที่โฆษณา Online         อย่างไรก็ตามการเจรจาการค้าในประเด็นนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่เช่นกัน ซึ่งในมุมมองของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคในอียู เห็นว่ายังมีอีกหลายประเด็น ที่ยังไม่ได้มีการบรรจุไว้ในวาระการเจรจาในประเด็นที่สำคัญๆ หลายประเด็น ได้แก่ เรื่อง Artificial Intelligence(ปัญญาประดิษฐ์) Cybersecurity(ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์) Data Protection(การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) Data Transfer(การส่งผ่านข้อมูล) และ Network Neutrality(ความเป็นกลางของระบบเครือข่ายเชื่อมต่อข้อมูล)         ตัวอย่างล่าสุดคือ การตกลงการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้นำไปสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการควบคุมและเฝ้าระวังการค้าแบบดิจิทัล(Digital Trade) ซึ่งประเด็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการควบคุมและเฝ้าระวังการค้าในรูปแบบ Digital Trade เพิ่งจะเริ่มต้นอภิปรายสาธารณะในกลุ่มประเทศอียูเท่านั้น และจุดยืนขององค์กรผู้บริโภคอย่างสหพันธองค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนีนั้น เห็นว่าข้อตกลงในการเจรจาทางการค้า ไม่ควรที่จะใช้มาเป็นข้ออ้างในการจำกัด หรือละเลยมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีประเทศไทย        เมื่อย้อนกลับมาดูปัญหาของผู้บริโภคในบ้านเราในการซื้อสินค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถูกหลอกลวง และการถูกฉ้อโกง การได้รับสินค้าที่ชำรุดบกพร่องหรือไม่ครบถ้วน ส่งมอบสินค้าผิดจากที่ตกลงสั่งซื้อ ปัญหาบริการหลังการขาย ปัญหาการโฆษณาเกินจริง เป็นเท็จหรือ ผิดกฎหมาย และปัญหาผู้บริโภคขาดความรู้ ฯลฯ ทางคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีข้อเสนอ “การกำกับตลาดออนไลน์ให้เป็นธรรม” ไปยังหน่วยงานภาครัฐ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น สำนักงานพัฒนาธุรกกรมทางอิเล็กทรอนิกส์(สพธอ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตลอดจนธนาคารแห่งประเทศไทย ไปแล้วนั้น มีความคืบหน้าหลายประการในการร่วมมือกันทำงาน โดยเฉพาะกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(สพธอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีในการคุ้มครองผู้บริโภคของผู้บริโภคชาวไทย         แต่อย่างไรก็ตามการซื้อขายสินค้าออนไลน์ปัจจุบันเป็นการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง ติดตามและเฝ้าระวังการเจรจาการค้าเสรีรอบต่างๆ ที่จะมีขึ้นตามมา ดังนั้นผมคิดว่า ทางองค์กรผู้บริโภคโดยเฉพาะ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นภาคประชาชน จำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมและรับรู้ ประเด็นต่างๆ ที่จะมีการเจรจาการค้าเสรี ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการเกิดขึ้นของสภาองค์กรผู้บริโภคขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้   แหล่งข้อมูลเวบไซต์สหพันธองค์กรผู้บริโภคแห่งเยอรมนี (Federation of German Consumer Organizations)https://www.vzbv.de/meldung/online-handel-verbraucherfreundlich-gestaltenวันที่ 24 กันยายน 2562

อ่านเพิ่มเติม>

ฉบับที่ 223 ว่าด้วยเรื่อง การบริจาค

ข่าวคราว การระดมเงินบริจาคให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ น้ำท่วม ให้กับดารานักแสดง ที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมากกว่าการทำงานภาครัฐ ซึ่งทำให้สามารถระดมเงินช่วยเหลือ หลายร้อยล้านบาทภายในเวลาอันรวดเร็ว จนอาจจะทำให้การบริหารจัดการเงินบริจาค เป็นปัญหาตามมาหลังจากน้ำลดแล้วนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทุกพลังทางสังคมต้องช่วยกัน ด้วยการบริจาคเงินและสิ่งของไปยังผู้ที่ประสบทุกข์ได้ยาก เป็นสิ่งที่เราพึงกระทำตามกำลัง อย่างไรก็ตาม เรามักพบการขอรับบริจาค การเรี่ยไรเงิน ทั้งจากองค์กรสาธารณกุศล และองค์กรที่มีความน่าสงสัยอยู่ ตลอดจนมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมา โดยใช้ความน่าสงสารเป็นเครื่องมือในการประกอบการที่ไม่สุจริต         วันนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องการบริจาคและการจัดการเงินบริจาคของ องค์กรร่มแห่งการบริจาคของเยอรมนี ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ขอรับบริจาคความช่วยเหลือ เนื่องจากในแวดวงเงินบริจาคที่ประชาชนชาวเยอรมัน บริจาคให้กับองค์กรสาธารณกุศลนั้น ในแต่ละปี อยู่ระหว่าง 2,000 – 5,000 ล้านยูโร มีองค์กรที่ขึ้นทะเบียนและขอรับบริจาคเงินจากประชาชนได้ ประมาณ 17,400 องค์กร เงินที่ได้รับจากการบริจาคส่วนมากจะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือในเรื่อง ผู้ประสบภัยพิบัติและเด็ก ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือผ่านทางองค์กรศาสนา         สำหรับองค์กรร่ม ที่ทำหน้าที่ในการดูแล เรื่องการบริจาคเงินขององค์กรที่ขึ้นทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีกฎหมายรองรับคือ Deutscher Spendenrat e.V.(German Donation Council) ก่อตั้งในปี 1993 จดทะเบียนในรูปแบบ สมาคม และมีสมาชิก ที่เป็นองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆ ทำหน้าที่ในการช่วยให้การบริจาคเงินไปยังองค์กรต่างๆ ได้รับความน่าเชื่อถือจากสังคม ปัจจุบันมีองค์กรที่เป็นสมาชิกอยู่ 65 องค์กร รวมทั้งองค์กรกาชาดแห่งเยอรมนี ซึ่ง มีหลักการทำงานที่สำคัญดังนี้ คือ        ·  ความโปร่งใส (Transparency)         ·  ควบคุมคุณภาพ (Quality)         ·  มีการกำหนดมาตรฐานในการทำงาน (Standard)        ·  มีการเผยแพร่ข้อมูลให้กับสังคม ในรูปแบบของรายงานประจำปี เพื่อทบทวนผลงานที่ผ่านมา และมองถึงแนวโน้มในอนาคต (Information for the public)        ·  สนับสนุนให้สังคมเป็นสังคมแห่งการให้ (Donation readiness)        ·  อยู่ในกรอบของกฎหมาย (Legal Framework) เพื่อให้มีกฎ กติกาที่ยืดหยุ่น ผ่อนคลาย กฎระเบียบที่สร้างความยุ่งยากในการทำงาน โดยให้ประชาสังคม สามารถใช้ช่องทางการ ลดหย่อนภาษี ให้กับทั้งผู้บริจาค และอาสาสมัครที่อาสาเข้ามาช่วยงานในรูปของอาสากิตติมศักดิ์(Ehrenamtlich Taetigkeit)         สำหรับการจัดการเรื่องการบริจาค อาจจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้ เพื่อให้พลังทางสังคมได้แสดงบทบาทในการจรรโลงสังคมที่อยู่ร่วมกัน โดยมีช่องทางให้อาสาสมัครและผู้ใจบุญ มีพื้นที่ในการทำงานสาธารณกุศลและป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพใช้การบริจาคในการหลอกลวงประชาชน แหล่งข้อมูล https://www.spendenrat.de

อ่านเพิ่มเติม>

ความคิดเห็น (0)